Fractional Resurfacing Laser หมดกังวลเรื่องแผลเป็นจากสิว

กว่าจะผ่านช่วงวัยรุ่นกันมา เกือบทุกคนคงจะต้องเคยกลุ้มใจกับเรื่องของสิวกันมาพอสมควร หลายๆ คนโชคดี ที่เจ้าสิวตัวแสบ ไม่ทิ้งร่องรอยเอาไว้บนใบหน้าสวยๆ แต่บ่อยครั้ง ที่สิวในวัยสาว ได้ฝากร่องรอยเอาไว้ให้กลุ้มใจ ดดยเฉพาะในวันสำคัญๆ ที่อยากจะสวยแบบไร้ที่ติกัน

วันนี้ มาทำความรู้จักกับนวัตกรรมเลเซอร์ที่แก้ปัญหาหลุมสิว และหลุมแผลเป็นกันเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับสาวๆ ค่ะ กับเทคโนโลยีที่เรียกว่า “Fractional Resurfacing Laser” การใช้เลเซอร์กรอผิว โดยการยิงลำแสงเลเซอร์ออกมาเป็นลำแสงเล็กๆ เพื่อให้เกิดความร้อน และเจาะทะลุลงไปในชั้นผิวตามแนวลำแสง หลังการยิงเลเซอร์จะเห็นเป็นตารางบนผิวหน้า และผิวหน้าที่โดนเลเซอร์ก็จะตกสะเก็ดเล็กๆ แล้วค่อยๆลอกออกภายใน 2 สัปดาห์ โดยจะมีส่วนของผิวหนังทั้งส่วนที่ถูกแสงเลเซอร์ และ ส่วนที่ไม่ถูกแสงเลเซอร์ ผิวหนังในส่วนที่ไม่ถูกแสงเลเซอร์ จะเป็นเสมือนจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดการสร้างเซลล์ผิวใหม่ไปทดแทน ในขณะที่ส่วนที่ถูกเลเซอร์ก็จะเกิดการฟื้นตัวของผิวอย่างรวดเร็ว

ขั้นตอนการรักษาแผลโดยเทคโนโลยี Fractional Resurfacing Laser สามารถสรุปออกมาเป็นขั้นตอนสำคัญทั้งหมด 3 ขั้นตอนค่ะ ได้แก่ ขั้นตอนแรก การกรอผิว ( Resurfacing ) โดยกรอส่วนบนหรือบริเวณส่วนไหล่ของหลุมสิว หรือร่องของริ้วรอยออก ซึ่งจะทำให้ผิวแลดูเรียบเนียนขึ้นในระดับหนึ่ง ก่อนจะเข้าสู่ขั้นตอนที่สอง คือการกระตุ้นการสร้างเส้นใยคอลลาเจนใหม่ ( Collagen remodeling ) โดยเส้นใยคอลลาเจน จะถูกสร้างขึ้นมาใหม่ ซึ่งจะทำให้หลุมแผลเป็น หรือรอยสิวตื้นขึ้น ดูเรียบเนียนขึ้น และ ขั้นตอนสุดท้าย การทำให้เกิดหดตัวของเส้นใยคอลลาเจน ( Collagen contraction ) ทำให้ความกว้างของหลุมสิวหรือร่องริ้วรอยแคบลง และผิวที่หย่อนคล้อยตึงขึ้น การหดตัวนี้มักเห็นได้ด้วยตาเปล่าในทันทีเลยล่ะค่ะ

Fractional Resurfacing Laser เป็นนวัตกรรมการใช้แสงเลเซอร์เพื่อช่วยรักษาปัญหาหลุมสิว หลุมแผลเป็นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่นอกจากจะทำให้คุณมีที่ผิวเรียบเนียนแล้ว ยังจะได้ผิวที่กระชับ และรูขุมขนที่เล็กลงเป็นของแถมอีกด้วยค่ะ

วันแห่งความรักปีนี้ เลือกดอกไม้ให้ตรงกับใจ

วันแห่งความรักปีนี้ หนุ่มๆ ได้เลือกดอกไม้ไว้สื่อแทนใจกันบ้างหรือยังคะ
วันนี้ ขอเอาเกร็ดความรู้ดีๆ มาบอกกับหนุ่มๆ กันบ้าง จะได้เลือกดอกไม้ไว้สื่อได้ตรงกับที่ใจอยากจะบอก…. เพราะดอกไม้แต่ละชนิด ซ่อนความหมายดีๆ ไว้ต่างๆ กัน มาดูกันเลยค่ะ ว่าดอกไม้แต่ละดอก จะสื่อความหมายอะไรบ้าง

เริ่มจากคาร์เนชั่นขาว สื่อถึงความรักที่บริสุทธิ์ อ่อนโยน เป็นรักแท้ ดอกคาร์เนชั่นแดง ในความหมายของคู่รักจะหมายถึงการออดอ้อน การง้องอน และอยากจะใกล้ชิด ส่วนคาร์เนชั่นชมพู แสดงถึงความรักที่ตราตรึงใจ ไม่อาจจะลบเลือนจากความทรงจำได้
ดอกทิวลิปแดง แสดงถึงความรักที่สมบูรณ์แบบ ความรักที่จริงจังและเปิดเผย ในขณะที่ดอกทิวลิปขาว หมายถึงความบริสุทธิ์ใจ จริงใจ และ ดอกทิวลิปม่วง คือความรักที่จะจงรักภักดีตลอดไป
สำหรับดอกทานตะวัน สื่อถึงความรักที่ต้องอดทนและฟันฝ่า การยืนหยัด และความซื่อตรงในความรัก และ สุดท้ายดอกกุหลาบ ซึ่งแน่นอนว่าไม่สามารถแปรเจตนาเป็นอื่นได้ นอกจากการสื่อถึงความรักอย่างชัดเจน… โดยสียอดนิยม กุหลาบแดง หมายถึงความรัก ความสวยงาม และความสำเร็จ จึงมักมีการใช้กุหลาบแดงเพื่อแทนความหมายว่า “ฉันรักเธอ” เป็นการแสดงความรู้สึกอย่างจริงจังและลึกซึ้ง ส่วนกุหลาบขาว เป็นการสื่อถึงความรักอันบริสุทธิ์ ความหวังดี มิตรภาพที่สวยงาม โดยไม่ต้องการสิ่งใดเป็นการตอบแทน กุหลาบชมพู สื่อถึงความสุข ความคาดหวัง เป็นการแสดงถึงการเริ่มต้นความรักที่กำลังจะสานต่อไปเป็นความรักที่มั่นคงยาวนาน กุหลาบสีเหลือง แทนความห่วงใย ความสุข มิตรภาพ รวมไปถึงคำมั่นสัญญาที่มีต่อกัน
และสุดท้าย กุหลาบลาเวนเดอร์ หรือกุหลาบสีม่วง สื่อความหมายถึงความประทับใจเมื่อแรกเห็น หรือการตกหลุมรักตั้งแต่แรกพบค่ะ

เอาล่ะค่ะ หนุ่มๆ ได้ทราบกันแล้ว ว่าจะเลือกดอกไม้อะไรไว้แทนใจ ในส่วนของสาวๆ ได้รับดอกไม้มาแล้ว จะทำอย่างไรให้ดอกไม้สวยไปนานๆ ลองมาเลือกดูวิธีเก็บรักษาดอกไม้กันค่ะ

ดอกไม้สด ที่อยากจะให้สดอยู่นานๆ ควรเก็บในแจกันค่ะ ตัดปลายก้านออกเล็กน้อย วันละประมาณ 1-2 ซม และหมั่นเปลี่ยนน้ำทุกๆ วัน สำหรับดอกกุหลาบ การตัดก้าน ให้ตัดเหนือข้อก้าน จะทำให้ดอกไม้สามารถดูดน้ำไปเลี้ยงกลีบใบได้ดีกว่า

ส่วนใครที่อยากจะเก็บเป็นดอกไม้แห้ง ลองเลือกจากสองวิธีนี้ค่ะ
นำดอกไม้ หรือช่อดอกไม้ แขวนกลับหัวลง ให้ก้านตรง และกลีบดอกห่อเข้าหาเกสร เลือกแขวนในที่ที่ไม่มีลมแรง อากาศไม่ชื้น และไม่มีแสงแดดแรงจนเกินไป ปล่อยไว้ไม่นาน ก็จะได้ช่อดอกไม้แห้ง ที่คงสภาพสวยงามไม่แพ้ในวันที่ได้ได้รับมาเลยล่ะค่ะ

และอีกทางเลือกนึง การอบแห้ง โดยใช้สารดูดความชื้น ซิลิกาเจลแบบเม็ดละเอียด เทใส่ภาชนะ เลือกดอกไม้ที่ต้องการอบแห้ง ตัดก้านออกให้ได้ขนาดที่พอเหมาะ ปักลงไปในซิลิก้าเจล จากนั้น ตักเจลกลบรอบๆ ดอกไม้จนท่วมกลีบดอกทั้งหมด นำไปใส่ในเตาไมโครเวฟ ทำความร้อนประมาณ 1 นาที ก่อนจะนำออกมาทิ้งไว้ให้เย็น เทเม็ดซิลิก้าออก และปัดส่วนที่ติดกับกลีบดอกออกให้หมด แค่นี้ ก็ได้ดอกไม้อบแห้งสวยๆ ที่จะเก็บไว้เตือนถึงความทรงจำดีๆ ได้อีกนานเลยล่ะค่ะ

แค่ลดแป้งลงอีกนิด ชีวิตก็เปลี่ยนแล้ว

พรหนึ่งประการที่สาวๆ ปรารถนามากที่สุดนอกจากแก้วแหวนเงินทอง และเจ้าชายรูปงามแล้ว สาวๆ ส่วนใหญ่ลงมติกันมาว่าอยากได้พรข้อนี้มากที่สุดค่ะ ข้อที่ว่า ขอให้ “ทานเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน”

ก็ในเมื่อเมนูอาหารแสนอร่อย หน้าตาเย้ายวนใจช่างถูกครีเอทออกมามากมายเหลือเกิน ใครจะไปห้ามใจไหว สุดท้าย ขอแบบทานแล้วย่อยทันใจ ทานเยอะเท่าไรก็ไม่อ้วนนี่ล่ะดีที่สุด

เอาล่ะค่ะ ไหนๆ ก็เปิดประเด็นมาแล้วด้วยเรื่องของอาหาร และความอ้วน วันนี้เราจะพากันไปทำความรู้จักกับ Low Carb หรือชื่อเต็มๆ ว่า Low Carbohydrate Diet กับการควบคุมโภชนาการแบบถูกวิธี และช่วยให้น้ำหนักลดอย่างได้ผลกันดีกว่าค่ะ

การลดน้ำหนักแบบ Low Carb ที่มีชื่อเต็มว่า Low Carbohydrate Diet นั้นเป็นการลดปริมาณการรับประทานอาหารประเภทแป้งทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นขนมปัง มันฝรั่ง ข้าว พาสต้า เค้ก และขนมหวานต่างๆที่มีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบ เนื่องจากอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตเมื่อทานเข้าไปแล้ว ร่างกายจะย่อยเป็นน้ำตาล เมื่อร่างกายใช้น้ำตาลเหล่านี้ไม่หมด ก็จะเปลี่ยนเป็นไขมันเพื่อเก็บสะสม เป็นที่มาของความอ้วน การลดการรับประทานคาร์โบไฮเดรต จะเป็นการบังคับให้ร่างกายดึงไขมันที่สะสมอยู่ออกมาใช้เป็นพลังงานแทน ส่งผลให้เกิดการลดน้ำหนักจากการเผาผลาญไขมันในร่างกายโดยตรง

การควบคุมโภชนาการในแนวทางดังกล่าว สามารถรับประทานโปรตีนได้ไม่จำกัด เนื่องจากส่วนของโปรตีน ร่างกายจะไม่นำมาใช้เป็นพลังงาน แต่จะใช้ในการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอและเพื่อการเจริญเติบโตเท่านั้น การลดน้ำหนักด้วยวิธีนี้จึงมีข้อดีที่ไม่ทำให้เกิดภาวะเครียดจากการอดอาหาร เป็นที่นิยมในกลุ่มผู้ลดน้ำหนัก

อย่างไรก็ตาม สาวๆ หลายคนบ่นกันว่าทานแต่ผลไม้ ทั้งมะม่วง สับปะรด บางทีก็มีทุเรียนปนมาบ้าง ทำไมน้ำหนักไม่ลด …. ก็จะลดได้อย่างไรล่ะคะ ก็ในเมื่อผลไม้แต่ละอย่างต่างมีแป้งและน้ำตาลสูงๆ ทั้งนั้นเลย เพราะ “คาร์โบไฮเดรต” ไม่ใช่แค่ “ข้าว” อย่างเดียว แต่ในผลไม้ก็มีคาร์โบไฮเดรตเหมือนกัน ยิ่งทานเยอะก็มีโอกาสอ้วนได้แน่นอนเลยล่ะค่ะ

สำหรับผู้ที่อยากจะเริ่มจัดการด้านโภชนาการ อยากทาน Low Carb ในแบบที่ไม่ให้อ้วน ลองมาทำความเข้าใจไปพร้อมๆ กันทีละส่วนเลยค่ะ

1. คาร์โบไฮเดรตคืออาหารจำพวกแป้ง ข้าว ผัก ผลไม้ แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ
– Simple Carbohydrate คือ คาร์โบไฮเดรตที่อยู่ในรูปที่ร่างกายสามารถดูดซึมได้ง่าย เปลี่ยนเป็นน้ำตาลในร่างกายได้อย่างรวดเร็ว เช่น ขนมเค้ก ของหวาน ครัวซองต์ ข้าว ข้าวเหนียว
– Complex carbohydrate คือ คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เมื่อรับประทาน ร่างกายจะค่อยๆดูดซึม ไม่เพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดอย่างรวดเร็ว เช่น พืชผัก ข้าวซ้อมมือ ขนมปังโฮลวีต ซีเรียล ธัญพืช
ดังนั้นการรับประทานคาร์โบไฮเดรตแบบ Complex carbohydrate จึงดีกว่า Simple carbohydrate
2. การรับประทานอาหารแบบ Low Carbohydrate Diet เป็นเวลานาน จะส่งผลต่อระดับเกลือแร่ในเลือดได้ เช่น ทำให้ระดับโปรแตสเซียมในเลือดต่ำ สารคีโตนสูง หรือทำให้เกิดภาวะเลือดเป็นกรด เป็นอันตรายกับร่างกายได้ จึงควรทำการตรวจวัดระดับในเลือดเป็นระยะๆ
3. การรับประทานอาหารแบบ Low Carbohydrate Diet ในระยะยาว ร่างกายอาจจะขาดเส้นใยอาหาร ทำให้เกิดปัญหาเรื่องการขับถ่าย การเสริมอาหารจำพวกไฟเบอร์จึงเป็นสิ่งที่จำเป็น ทั้งยังอาจทำให้ร่างกายขาดวิตามินบางตัวที่มีในอาหารประเภทแป้ง ผัก และผลไม้ได้ จึงควรเสริมด้วยวิตามิน และเกลือแร่ในปริมาณที่เหมาะสม
4. ผู้ที่มีภาวะอ้วนแต่ละคนจะมีสาเหตุที่แตกต่างกันไป ควรทำความเข้าใจกับพฤติกรรมการรับประทานอาหารของตนเองว่าเป็นอย่างไร มีระบบการย่อยหรือการเผาผลาญ หรือที่เรียกว่า Metabolism ที่ดีหรือไม่ บางคนรับประทานน้อยก็ยังมีน้ำหนักเกินได้ เนื่องจากระบบการเผาผลาญไม่ดี อาจเกิดจากฮอร์โมนที่ช่วยในเรื่องการเผาผลาญ เป็นต้น การลดน้ำหนักที่ดี จึงควรวิเคราะห์ถึงสาเหตุและปรับแก้ไขให้เหมาะสม
5. ผู้ที่มีร่างกายไม่แข็งแรง หรือมีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคตับ หรือโรคไต ควรปรึกษาแพทย์ก่อนการลดน้ำหนักด้วยวิธีนี้
6. ถ้าต้องการใช้วิธี Low Carbohydrate Diet ลดน้ำหนักในระยะยาว นานเกินกว่า 1 เดือน ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และนักโภชนาการ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก ทั้งยังป้องกันภาวะที่อาจเกิดเป็นอันตรายแก่ร่างกายได้

ได้ทราบกันไปแล้ว ก้บเรื่องของ Low Carb … ลองดูนะคะ ไม่ยากเกินความสามารถแน่นอน โดยเฉพาะสำหรับใครที่อยากสวยหุ่นดีมีกล้ามนิดๆ วิธีนี้เหมาะสมแน่นอนค่ะ และ สำหรับผู้ที่ไม่ได้มีปัญหาเรื่องน้ำหนักเกินก็น่าจะได้รู้จัก Low Carb กันมากขึ้น อาจจะพอเป็นข้อมูลดีๆไว้แนะนำคนรอบๆตัวได้บ้าง

สุดท้ายนี้ ดูแลเรื่องโภชนาการกันแล้ว อย่าลืมแบ่งเวลาให้กับการออกกำลังกายกันด้วยนะคะ ขอให้แข็งแรง หุ่นดี ฟิต แอนด์เฟิร์ม กันทุกคนค่ะ ^^

ลดน้ำหนักง่ายๆ แค่เติมกล้ามอีกนิด แล้วคุมอาหารอีกหน่อย



การออกกำลังกายเพื่อเผาผลาญไขมันส่วนเกินให้ได้ผลวิธีหนึ่ง คือการสร้างกล้ามเนื้อ จากการเล่นเวทเทรนนิ่ง ควบคู่ไปกับการทำคาร์ดิโอ ซึ่งกล้ามเนื้อที่เพิ่มมากขึ้นก็จะมีประโยชน์ในสองส่วน คือทำให้ร่างกายไม่ไปสลายกล้ามเนื้อเพื่อมาใช้เป็นพลังงาน แต่จะเปลี่ยนไปใช้ไขมันซึ่งเป็นแหล่งพลังงานสำรองแทน อีกทั้งกล้ามเนื้อที่เพิ่มขึ้น ยังจะเป็นตัวช่วยในการเผาผลาญพลังงานในระหว่างวันอีกด้วย โดยมวลกล้ามเนื้อที่เพิ่มขึ้นทุกๆ ½ ก.ก. จะสามารถเผาผลาญพลังงานได้ถึง 40-50 Kcal ต่อวันเลยทีเดียวค่ะ

พลังงานที่ถูกเผาผลาญไปในระหว่างวันนี้ คือพลังงานในส่วนที่ได้จากอาหาร หรือ Dietary Fuel ซึ่งเมื่อร่างกายได้ใช้พลังงานในส่วนนี้ไปจนหมด เมื่อออกกำลังกายเพิ่มเติม ร่างกายก็จะดึงเอาพลังงานจาก Body Fuel มาใช้ จึงเป็นการเผาผลาญไขมันส่วนเกินได้อย่างตรงจุด

ซึ่งการวางแผนด้านโภชนาการ เพื่อให้เหมาะสมนั้น โดยทั่วไป สัดส่วนของอาหารในแต่ละมื้อ ควรจะประกอบด้วย ผักอย่างน้อย 30% โปรตีน 30% คาร์โบไฮเดรต 30% และ ไขมันประเภท Monounsaturated Fat 10% ทั้งนี้ หากเป็นผู้ที่ออกกำลังกายหนักๆ อาจจะเพิ่มสัดส่วนของคาร์โบไฮเดรตได้มากขึ้นอีกในมื้อก่อนออกกำลังกาย เพราะร่างกายจะแปลงอาหารส่วนนี้ให้อยู่ในรูปไกลโคเจน ซึ่งร่างกายจะสามารถดึงออกมาใช้งานได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ออกกำลังกายได้นานขึ้น และยังเป็นตัวช่วยป้องกันการบาดเจ็บของกล้ามเนื้ออีกด้วย
การทานอาหารนั้นเป็นสิ่งจำเป็นทั้งก่อนและหลังการออกกำลังกายค่ะ ในขณะที่การทานอาหารก่อนออกกำลังกาย 1-2 ชม. จะช่วยให้เราสามารถออกกำลังกายได้นานขึ้น และป้องกันอาการบาดเจ็บนั้น การทานอาหารหลังการออกกำลังกาย ในช่วงระยะเวลาระหว่าง 30-45 นาที ก็เป็นเรื่องจำเป็น เพราะเป็นช่วงที่ระบบไหลเวียนของเลือด และต่อมฮอร์โมนต่างๆ ยังทำงานอย่างเต็มที่ ทำให้มีการลำเลียงสารอาหารเข้าสู่ร่างกายได้เป็นอย่างดี โดยสารอาหารเหล่านี้จะไปทำหน้าที่ซ่อมแซมส่วนต่างๆ ของร่างกายที่เสียหายได้แก่ เนื้อเยื่อ เซลล์ หรือกล้ามเนื้อต่างๆ รวมถึงจะเป็นการป้องกันการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อได้เป็นอย่างดีอีกด้วยค่ะ

ท้ายที่สุด หลังจากดูแลเรื่องโภชนาการกันแล้ว สิ่งที่สำคัญมากๆ ของการออกกำลังกาย คือการดื่มน้ำค่ะ น้ำเปล่าดีที่สุดค่ะ ทั้งช่วยระบาย ขับถ่ายของเสีย เติมความชุ่มชื้น และทดแทนน้ำที่ร่างกายได้สูญเสียไปพร้อมๆ กับเหงื่อ การดื่มน้ำดื่มประเภทเกลือแร่หลายๆ ชนิด อาจจะต้องระวังส่วนผสมของน้ำตาลที่มาในรูปแบบต่างๆ เพราะถึงแม้จะช่วยให้ร่างกายรู้สึกว่าสดชื่นขึ้น แต่ปริมาณน้ำตาลที่ร่างกายรับเข้าไป อาจจะทำให้การออกกำลังกายเพื่อเผาผลาญพลังงานของเราไม่ได้ผลเท่าที่ควรนะคะ

เตรียมตัวรับลมหนาว

winter.jpg

สายลมเย็นอ่อนๆ ที่พัดมาทักทายบ้างในบางวันระยะนี้ เป็นสัญญาณส่งข่าวมา ว่าฤดูหนาวที่หลายๆ คนรอคอย กำลังจะย่างกรายเข้ามาแล้ว
ฤดูหนาว ช่วงเวลาที่หลายๆ คนโปรดปราน กับอากาศสดชื่น กำลังสบาย ในแบบที่ไม่หนาวจนเกินไป … แต่ก็ในหน้าหนาวนี่ล่ะค่ะ ที่บางครั้งเราอาจจะลืมไป ว่าเป็นช่วงที่มีแสงแดดแรงๆ รุนแรงพอที่จะทำร้ายผิวสวยๆ ของเราได้ แถมไม่ใช่แค่แดดแรงๆ เพียงอย่างเดียว ยังมีอากาศแห้งๆ ที่อาจจะนำมาซึ่งผิวที่แห้งกร้านกันได้ง่ายๆ ถ้าไม่ดูแลกันให้ดีอีกด้วย

วันนี้ มาไล่กันทีละข้อเลยค่ะ ว่าหนาวนี้ มีอะไรที่ควรจะให้ความสำคัญ หรือมีส่วนไหนที่ควรจะดูแล เพื่อให้ผิวของเรา ไม่แห้งกร้าน หรือโดนทำร้ายโดยไม่ทันได้ระวัง

หน้าหนาวกับแสงแดดแรงๆ สิ่งแรกที่ขาดไม่ได้เลย คือครีมกันแดดค่ะ เลือกใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF ไม่น้อยกว่า 30 ที่ปกป้องได้ทั้งรังสี UVA และ UVB และใช้อย่างสม่ำเสมอค่ะ แสงแดดในเมืองร้อนอย่างบ้านเรา แม้ในที่ร่ม ก็ยังจะแอบเล็ดลอดเข้ามาทำร้ายผิวกันได้ตลอดเวลา

ข้อที่สอง อย่าอาบน้ำที่ร้อนจนเกินไปโดยเฉพาะในตอนเช้า หลายๆ ครั้ง เรารู้สึกสบายที่ได้อาบน้ำร้อนๆ ในช่วงเช้าของวัน ยิ่งวันไหนอากาศเย็นๆ แล้ว แทบไม่อยากอาบเสร็จกันเลยทีเดียว ทว่าน้ำที่ร้อนจนเกินไปนี่ล่ะค่ะ ที่เป็นตัวการทำให้ผิวที่แห้งอยู่แล้วในหน้าหนาวจะยิ่งแห้งมากขึ้น น้ำที่อุ่นพอประมาณ หรือเย็นนิดหน่อย กลับจะเป็นสิ่งที่ดีสำหรับผิวของเราในหน้าหนาวในการที่จะช่วยรักษาความชุ่มชื้นตามธรรมชาติ ดังนั้น พยายามอย่าอาบน้ำที่ร้อนจนเกินไป และไม่ควรอาบนานจนเกินไป ที่สำคัญ ไม่ควรขัดผิวในช่วงหน้าหนาว เพราะนอกจากจะเป็นการทำให้ผิวแห้ง เป็นขุยได้ง่ายแล้ว ยังจะเป็นการทำให้ผิวแห้งกว่าเดิมอีกด้วยค่ะ

ข้อต่อมา การใช้โลชั่น หรือครีมบำรุงผิว เพื่อเติมความชุ่มชื้นให้กับผิวเป็นสิ่งจำเป็นในหน้าหนาว และการทาโลชั่น ควรทาในขณะที่ผิวเปียกหมาดๆ เพื่อการดูดซับที่ดียิ่งขึ้น หรืออย่างน้อยที่สุด อาจเลือกใช้เบบี้ออยล์บางๆ นวดเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวในทุกวัน

ข้อสุดท้าย ควรทานอาหารที่มีมันบ้าง เพราะร่างกายเราต้องการไขมันเพื่อเติมความชุ่มชื้นให้กับผิว ที่สำคัญ ควรดื่มน้ำ ทานผักสด และผลไม้ให้มากขึ้น เพื่อชดเชยการสูญเสียน้ำของผิวให้กับอากาศที่แห้ง

และ นอกเหนือจากการดูแลผิวกายแล้ว ยังมีอีกหลายๆ ส่วนที่ควรจะดูแลเป็นพิเศษอีกด้วย ทั้งในบริเวณริมผีฝาก ที่ควรทาลิปบาล์มเป็นประจำ ป้องอาการปากแห้ง เป็นขุย รวมไปถึงการดูแลมือ และนิ้วมือ ที่ควรใช้แฮนด์ครีมอย่างสม่ำเสมอ เพื่อความเนียนนุ่ม ป้องกันการแห้งกร้าน และบริเวณส้นเท้า ที่ควรสวมใส่ถุงเท้าเท่าที่ทำได้ ป้องกันไม่ให้ส้นเท้าแตก จนถึงส่วนสุดท้าย คือการดูแลเส้นผม ที่ควรใช้ครีมนวดผมอย่างสม่ำเสมอ และเลือกใช้ครีมนวดผมที่ป้องกันการเกิดไฟฟ้าสถิต เพื่อไม่ให้ผมชี้ฟู จัดทรงได้ยากค่ะ

ไล่กันมาจนครบแล้วกับเรื่องของผิวพรรณที่ควรดูแลในช่วงหน้าหนาวที่กำลังจะมาถึง ตอนนี้ คงถึงเวลาเลือกหาเสื้อกันหนาวสีสดตัวเก่ง เตรียมไว้รับลมหนาวที่กำลังจะมาทักทายกันแล้วล่ะค่ะ

เคล็ดไม่ลับ ป้องกันผมร่วง

hair.jpg
ใครๆ ก็ฝันอยากมีผมสลวยสวยเก๋ จะตัดแต่งอย่างไรก็ได้ ทันสมัยได้เสมอ แต่ฝันนั้นอาจดูห่างไกล เมื่อมีปัญหาผมร่วงมากวนใจ เพราะจะทำทรงไหนก็ดูไม่มั่นใจ ถ้าใครเคยเจอกับปัญหาผมร่วงคงจะทราบดีว่าปัญหานี้เป็นเรื่องใหญ่ ยิ่มผมร่วงมากเท่าไร ความกังวลก็ยิ่งมากขึ้น ภาวะความเครียดก็ตามมา

การดูแลผมให้สวย สุขภาพดี โดยทั่วไปสามารถทำได้ไม่ยากค่ะ เพียงหลีกเลี่ยงจากอาการเครียด และพักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่มีผลข้างเคียง งดเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์ และบุหรี่ หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมี และความร้อนกับเส้นผม และดูแลเรื่องของโภชนาการให้ดี แค่นี้ ก็ช่วยได้มากแล้ว

แต่สำหรับหลายๆ คน ที่มีอาการผมร่วงมากกว่าปกติ อาจจะมีสาเหตุที่แตกต่างออกไป และต้องการการดูแลที่มากกว่าการดูแลทั่วๆ ไป เราลองมาดูกันดีกว่าค่ะว่าสาเหตุที่มาของอาการผมร่วงนั้นมาจากปัจจัยใดบ้าง จะได้แก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ถูกค่ะ

ความเครียด ถ้าเป็นมากร่วมกับพักผ่อนน้อย พักผ่อนไม่เพียงพอ หรือนอนไม่หลับเป็นระยะเวลานาน จะส่งผลทำให้กระทบต่อหลายระบบในร่างกาย รวมถึงระบบภูมิต้านทาน ฮอร์โมนต่างๆ เกิดการเสียสมดุลในร่างกาย ทำให้การหลุดร่วง และการงอกใหม่ของเส้นผมเสียสมดุลไปด้วย
ความเครียดนี้รวมถึง การไม่สบายเรื้อรัง มีไข้สูง ภาวะหลังคลอดลูก หรือหลังผ่าตัดที่ต้องเสียเลือดมาก เหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุทำให้ผมร่วงได้ทั้งหมดค่ะ

อายุ เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น บางคนอาจมีการเสื่อมของเซลล์มากขึ้น ทำให้ผมบนหนังศีรษะบางลง เส้นผมมีขนาดและความยาวลดลง การไหลเวียนของเลือดไปยังศีรษะและรากผมน้อยลง จึงทำให้การเจริญเติบโตของเส้นผมเกิดช้าลงไปด้วย

โรคประจำตัว เช่นโรคเบาหวาน จะมีผลกับหลายๆ ระบบในร่างกาย รวมถึงเรื่องเส้นเลือดที่จะนำอาหารไปเลี้ยงเส้นผม ผู้ที่มีการทำงานของต่อมไทรอยด์ผิดปกติ ผู้ที่มีภาวะโรคทางภูมิคุ้มกัน เกิดจากภูมิคุ้มกันตัวเองไปทำลายรากผม ก็ทำให้เกิดผมร่วงได้ ผู้ที่มีภาวะซีด หรือเสียเลือดเรื้อรัง ก็จะทำให้ผมร่วงได้มาก และการงอกใหม่เกิดขึ้นได้ไม่ดี เป็นต้น

ยาบางชนิด เช่น ยารับประทานรักษาสิวกลุ่มวิตามินเอ จะพบกลุ่มวัยรุ่นที่ทานยามีผลข้างเคียงเรื่องผมร่วงได้ ยาลดความดัน ยากันชัก เป็นต้น

การขาดสารอาหาร ส่วนประกอบหลักของผมคือโปรตีน หากมีการควบคุมอาหารหรือลดน้ำหนัก เลือกทาน หรือทานอาหารไม่ครบ 5 หมู่ อาจขาดสารอาหารและแร่ธาตุที่มีความจำเป็นต่อการสร้างเส้นผมได้

การทำ Hair Cosmetics ต่างๆ เช่น ย้อมผม ดัดผม ยืดผม การทำร้ายเส้นผมบ่อยๆ ก็เป็นสาเหตุทำให้ผมหลุดร่วงง่าย

กรรมพันธุ์ ปัญหานี้ความจริงเป็นสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้หากได้รับการถ่ายทอดทางพันธุกรรมจากพ่อและแม่ แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องได้รับลักษณะทางพันธุกรรมนั้นๆ เพราะส่วนใหญ่แล้วต้องมีปัจจัยและสาเหตุอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

การสูบบุหรี่และดื่มเหล้าเป็นระยะเวลานาน มีผลทำให้ผมร่วงและสุขภาพผมไม่ดีได้เช่นกัน

วันนี้ พอจะทราบสาเหตุที่มาของอาการผมร่วงกันแล้วนะคะ ถ้าปัจจัยไหนเลี่ยงได้ ก็พยายามหาทางเลี่ยง ก่อนที่จะเกิดปัญหาผมร่วงแล้วค่อยมาหาทางแก้ทีหลัง

ผมสวยๆ ก็เปรียบเสมือนต้นไม้ ต้องคอยดูแลรดน้ำ ใส่ปุ๋ย พรวนดิน ให้แสงแดด ต้นไม้จึงจะเจริญเติบโตดี นอกจากหลีกหนีสาเหตุผมร่วงให้ไกลแล้ว เรามีเทคนิคง่ายๆ สำหรับการดูแลผมที่เราสามารถทำได้ในทุกๆ วันกันค่ะ เป็นการดูแลจากปัจจัยภายใน และปัจจัยภายนอก ค่ะ

1) ปัจจัยภายใน ต้องรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ถ้าดูอาหารที่ทานเป็นประจำแล้วไม่ครบถ้วน อาจทานวิตามินเสริมที่ช่วยในการบำรุงหนังศีรษะและเส้นผมได้ นอกจากนั้นแล้ว การนอนหลับพักผ่อนที่เพียงพอ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ลดความเครียด ทำจิตใจให้สบาย หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และดื่มเหล้า เส้นผมก็จะเจริญเติบโตได้เป็นปกติ

2) ปัจจัยภายนอก สิ่งที่จะต้องมาสัมผัสทั้งหนังศีรษะและเส้นผมของเราเกือบทุกวัน ก็คือแชมพูสระผม ควรเลือกแชมพูที่เหมาะกับสภาพหนังศีรษะของเรา ความถี่ในการสระผมก็ขึ้นอยู่กับกิจกรรมของแต่ละวัน หลีกเลี่ยงการทำร้ายหนังศีรษะบ่อยครั้งด้วยสารเคมีและความร้อนจัด รวมถึงแสงแดด สุขภาพผมก็จะดีและไม่หลุดร่วงง่าย

ปัจจัยง่ายๆ เหล่านี้ล่ะค่ะ ที่จะทำให้ผมสวยอยู่กับเราไปนานๆ ค่ะ

บรรเทาอาการเจ็บคอ สูตรธรรมชาติ

soar.jpg
ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวฝนตก หลายๆ คนที่สุขภาพเคยแข็งแรงก็กลับอ่อนแอลง ทั้งเป็นหวัด คัดจมูก มีไข้ หรือแม้แต่มีอาการเจ็บคอให้กังวลใจ วันนี้เรามีความรู้ดีๆ เกี่ยวกับการบรรเทาอาการเจ็บคอแบบได้ผล ประหยัด ทำได้ง่ายมากๆ และที่สำคัญ เป็นสูตรจากธรรมชาติ มาฝากกันค่ะ

สูตรแรก น้ำ+เกลือ
สูตรมรดกตกทอดกันมานานเลยทีเดียวสำหรับการใช้น้ำอุ่น (1ถ้วย) + เกลือ (1/4 ช้อนชา) นำมากลั้วคอสักพัก ก่อนจะบ้วนทิ้ง น้ำอุ่นกับเกลือจะช่วยลดเชื้อแบคทีเรียตัวร้าย อาการเจ็บคอจึงลดลงไปด้วยค่ะ

สูตร 2 น้ำผึ้ง + มะนาว + ขิง + น้ำ
เพิ่มความเข้มข้นกันสักนิดนะคะ สำหรับใครที่เจ็บคอมากหน่อย ลองใช้ น้ำผึ้ง (1 ช้อนชา) + น้ำมะนาว (ประมาณครึ่งซีก) + น้ำขิง ( 1 ช้อนชา) + น้ำอุ่น เสร็จแล้ว นำมากลั้วคอสักพักนะคะ น้ำผึ้งจะช่วยกำจัดเชื้อไวรัส และ แบคทีเรียที่มาสร้างความระคายเคืองให้กับคอของเรา และน้ำมะนาวจะช่วยให้ลำคอชุ่มชื่น จะช่วยในเรื่องการรักษาโรคภูมิแพ้ สูตรนี้นอกจากจะช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอได้ดีแล้ว ยังช่วยให้สดชื่น และลำคอโล่งขึ้นเยอะเลยค่ะ

สูตร 3 พริกป่น + น้ำ
สูตรนี้เหมาะสำหรับคนใจเด็ดค่ะ ใช้พริกป่น (2 ช้อนชา) + น้ำร้อน 1 ถ้วย เช่นเคยค่ะ นำมากลั้วคอสัก 15 นาที ด้วยความเผ็ดร้อนของพริกจะช่วยไปบรรเทาอาการเจ็บคอได้ โดยพริกจะทำหน้าที่เป็นเหมือนยาแก้อักเสบกลายๆ เมื่อลดอาการอักเสบได้คอของเราก็จะกลับมาแข็งแรงได้โดยไว ห่างหายจากอาการไอ อาการเจ็บคอค่ะ

สูตร 4 กานพลู + น้ำ
สูตรนี้หอมเป็นพิเศษค่ะ ลองหากานพลูแบบอบแห้ง นำมาบดให้ละเอียด สูตรนี้จะใช้ กานพลูบดละเอียด (2 ช้อนชา) + น้ำร้อน 1 ถ้วย นำมากลั้วคอ อาจจะกลั้วบ่อยสักนิดนะคะ กานพลูมีสารต้านเชื้อแบคทีเรีย และช่วยลดอาการอักเสบค่ะ

สูตร 5 ขมิ้นชัน + เกลือ + น้ำ
ลองหาขมิ้นชัน จะเป็นแบบที่บดแล้ว หรือแบบที่เป็นผงก็จะสะดวกดีค่ะ สูตรนี้จะใช้ ขมิ้นชัน ( 1 ช้อนชา) + เกลือ ( 1 ช้อนชา) + น้ำร้อน 1 ถ้วย ได้ส่วนผสมแล้วก็นำมากลั้วคอสักพัก คุณสมบัติของขมิ้นชั้นนี้เป็นเสมือนสารต้านอนุมูลอิสระอย่างดี ส่วนเกลือก็จะช่วยยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย จึงเป็นอีกสูตรที่จะช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอได้ดีทีเลยเดียวค่ะ

สูตร 6 แอปเปิ้ลไซเดอร์ + เกลือ
สูตรนี้จะเหมาะกับคนที่เจ็บคอ และมีอาการไอร่วมด้วย ลองใช้ แอปเปิ้ลไซเดอร์ (1ช้อนชา) + น้ำร้อน 1 ถ้วย แล้วนำมากลั้วคอสักพัก แอปเปิลไซเดอร์จะไปช่วยกำจัดเชื้อแบคทีเรีย และเชื้อโรคบางชนิดในคอของเรา จึงช่วยลดอาการเจ็บคอ และยังทำให้ไอน้อยลงด้วยค่ะ

สูตร 7 ชาเขียวร้อน
สูตรนี้ไม่มีส่วนผสมอะไรมากค่ะ ใช้เพียงชาเขียวกับน้ำร้อนมาจิบ ใช้ชาที่เข้มข้นสักหน่อย แล้วใช้วิธีการจิบไปเรื่อยๆ ชาเขียวมีสารต้านอนุมูลอิสระ และช่วยลดอาการติดเชื้อ แค่จิบชาเขียวบ่อยๆ เรื่อยๆ น้ำอุ่นๆ จะช่วยละลายเสมหะ ทำให้หายเจ็บคอไปในที่สุดค่ะ

สูตร 8 ชาราสเบอร์รี
นอกจากชาเขียวแล้ว ชาราสเบอร์รี่ก็ช่วยได้ ลองชงชาราสเบอร์รี่มาจิบ หรือจะนำมากลั้วคอก็ได้ค่ะ ชาราสเบอร์รี่นอกจากจะมีกลิ่นหอมหวนชวนรับประทานแล้ว ยังมีคุณสมบัติในการป้องกัน และบรรเทาอาการหวัด คัดจมูก สมานแผล จึงเหมาะกับการนำมาทานแก้เจ็บคอค่ะ

มีให้เลือกตั้งหลายวิธี จะแนวหวานๆ หรือแนวเผ็ดๆ ใครที่เริ่มมีอาการเจ็บคอ ชอบวิธีไหนลองทำกันดูนะคะ จะได้หายไวๆ ค่ะ

บริจาคเลือดกันดีกว่า

blood
นึกออกกันหรือเปล่า ว่าได้บริจาคเลือดครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่…
หลายๆ คน อาจจะเคยบริจาคเลือดกันอยู่บ้าง แต่ทราบกันหรือไม่คะ ว่าเราสามารถบริจาคเลือดกันได้ทุกๆ 3 เดือน สำหรับคุณผู้ชาย และทุกๆ 6 เดือน สำหรับคุณผู้หญิง โดยที่ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ และที่สำคัญ การบริจาคเลือด นอกจากจะเป็นการได้ทำบุญ ช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อนแล้ว ยังมีผลดีต่อสุขภาพในแบบที่เราอาจจะไม่เคยทราบมาก่อนเลยอีกด้วยล่ะค่ะ

ก่อนจะไปถึงข้อดี และประโยชน์ต่อร่างกายของการบริจาคโลหิต เรามาทำความเข้าใจถึงที่ระบบการสร้างเม็ดเลือดของเรากันซักหน่อยก่อนค่ะ เลือดของเรา ประกอบด้วยพลาสมา หรือน้ำเหลือง และเม็ดเลือด ในปริมาณประมาณ 8 เปอร์เซ็นต์ ของน้ำหนักตัว คือประมาณ 5-6 ลิตร ในคุณผู้ชาย และ 4-5 ลิตรในคุณผู้หญิง โดยมีไขกระดูกทำหน้าที่สร้างเม็ดเลือดทั้ง 3 ชนิด คือ เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด โดยที่ เม็ดเลือดแดงจะมีอายุ ประมาณ 120 วัน ในขณะที่ เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด จะมีอายุประมาณ 5-10 วัน ซึ่ง เมื่อครบกำหนด เม็ดเลือดที่เสื่อมสภาพก็จะถูกกำจัดออกผ่านเหงื่อ ปัสสาวะ และอุจจาระ และเม็ดเลือดใหม่จะถูกสร้างขึ้นมาแทนที่ ทั้งนี้ ร่างกายของคนเราที่มีปริมาณเลือดเฉลี่ยประมาณ 5 ลิตร นั้น ร่างกายมีความจำเป็นต้องใช้จริงเพียงประมาณ 80% และมีส่วนที่เกินจากความจำเป็นอยู่อีกถึงประมาณ 20% ซึ่งเป็นส่วนที่สามารถบริจาคได้โดยไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายเลยค่ะ
ในการบริจาคเลือดแต่ละครั้ง สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ร่างกายได้มีโอกาสสร้างเม็ดเลือดใหม่ขึ้นมาทดแทนได้เร็วขึ้น ซึ่งเม็ดเลือดใหม่เหล่านี้ ก็จะสามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเม็ดเลือดแดงจะสามารถลำเลียงออกซิเจนได้ดีขึ้น เม็ดเลือดขาวสามารถขจัดสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาในร่างกายได้ดีขึ้น และเกล็ดเลือดก็สามารถที่จะซ่อมแซมแผลเปิดของร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกเหนือไปจากนั้น การบริจาคเลือดยังจะเป็นการกระตุ้นการทำงานของไขกระดูกอีกทางหนึ่งด้วย และที่สำคัญ จะทำให้ร่างกายได้ลดการสะสมของธาตุเหล็ก ซึ่งจะเกิดการออกซิเดชั่น เป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคหัวใจวาย และโรคหลอดเลือดหัวใจ

นอกเหนือจากการลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคหัวใจแล้ว การบริจาคเลือดยังมีส่วนช่วยลดอัตราเสี่ยงของการเกิดเซลล์มะเร็งอีกด้วยค่ะ เนื่องจากร่างกายได้ลดการสะสมของธาตุเหล็ก ซึ่งมีผลทำให้ปริมาณอนุมูลอิสระในร่างกายลดลง อนุมูลอิสระเหล่านี้ หากมีในปริมาณที่มาก ก็จะเป็นปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงในการที่จะทำให้เซลล์แปรสภาพไปเป็นเซลล์มะเร็งได้

การบริจาคเลือด นอกจากจะมีข้อดีในด้านของสุขภาพ และการลดความเสี่ยงต่ออาการป่วย ทั้งโรคหัวใจ และการเกิดมะเร็งแล้ว ยังช่วยให้ระบบการไหลเวียนของเลือด ทำได้ดีขึ้น ระบบต่างๆ ก็ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพขึ้น ทั้งยังช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง สดใส โดยไม่ต้องพึ่งวิตามิน หรืออาหารเสริมใดๆ เลยล่ะค่ะ

ทราบถึงข้อดีของการบริจาคเลือดกันขนาดนี้แล้ว เตรียมตัวไปบริจาคเลือดกันดีกว่าค่ะ … การเตรียมตัวไปบริจาคเลือดนั้น ต้องพิจารณาสภาพความพร้อมของร่างกายกันก่อน คือ ต้องมีน้ำหนักไม่น้อยกว่า 45 กิโลกรัม มีอายุระหว่าง 17 ปี ถึง 60 ปี มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัว ไม่อยู่ระหว่างไม่สบาย หรือกำลังรับประทานยาใด ๆ ไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ หรือติดยาเสพติด และสำหรับคุณผู้หญิง จะต้องไม่อยู่ในระหว่างมีประจำเดือน ตั้งครรภ์ หรือให้นมบุตร และไม่มีการคลอดบุตรหรือแท้งบุตรภายใน 6 เดือนที่ผ่านมาค่ะ

สำหรับการเตรียมตัวก่อนบริจาคเลือด อย่างแรกเลยค่ะ พักผ่อนให้เพียงพอ คือนอนไม่น้อยกว่า 6-8 ชั่วโมงก่อนวันบริจาค งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 24 ชั่วโมงก่อนการบริจาค รวมถึงงดสูบบุหรี่ ก่อนบริจาคอย่างน้อย 1-2 ชั่วโมงเพื่อให้ปอดสามารถฟอกเลือดได้เต็มที่ค่ะ และสุดท้าย ควรทานอาหารมื้อหลัก โดยหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง และดื่มน้ำ หรือน้ำผลไม้ เพื่อป้องกันอาการอ่อนเพลียจากการบริจาคกันด้วย

เอาล่ะค่ะ การบริจาคเลือดที่ไม่ใช่แค่ได้ช่วยเหลือผู้ที่กำลังเดือดร้อนในแบบที่เราสามารถทำได้โดยไม่ลำบาก แต่ยังมีข้อดีต่อสุขภาพกันอีกตั้งหลายอย่างเลย ตอนนี้ ใครพร้อมแล้ว เตรียมตัวไปบริจาคเลือดกันดีกว่าค่ะ ^^

ข้อมูลการบริจาคโลหิต ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย

www.blooddonationthai.com

ผ่อนคลาย ลดอาการเครียด ด้วยกลิ่นหอมจากธรรมชาติ

aroma
การใช้กลิ่นบำบัดโรค กลิ่นหอม กับการบำบัดโรคต่างๆ มีความเชื่อมโยงกันอย่างไร? อาจเป็นคำถามที่หลายคนสงสัย แต่หากเรารู้จักกับการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกาย เราก็จะพบกับความสัมพันธ์บางอย่างที่เชื่อมโยงและส่งผลถึงกัน เช่น จมูกของเราเป็นอวัยวะที่ไวต่อการรับรู้กลิ่นมาก และการรับกลิ่นนั้นก็ทำโดยระบบประสาทที่เชื่อมโยงกับสมองส่วนที่ควบคุมอารมณ์ต่างๆ ทั้งความรู้สึกสุข ตื่นเต้น หดหู่ รวมไปถึงอารมณ์ทางเพศอีกด้วย กลิ่นจึงมีผลโดยตรงต่อสมองส่วนนี้

ด้วยความสัมพันธ์ของกลิ่น และอารมณ์ กลิ่นบำบัดจึงเหมาะมากสำหรับคนในยุคนี้ที่มีความเสี่ยงสูงต่ออาการป่วยด้วยปัญหาจากความเครียด ทั้งไมเกรน อาการวิตกกังวล ช่วงฮอร์โมนเปลี่ยนแปลงก่อนมีประจำเดือน รวมถึงโรคยอดนิยม อาทิ ความดันโลหิตสูง อาการเกี่ยวกับลำใส้ระคายเคือง ผิวหนังอักเสบ อาการปวดจากการที่กล้ามเนื้อตึงเครียด และอาการที่เกี่ยวกับสภาพทางจิตใจ ทำให้สปาหลายๆ แห่งต่างหยิบเอาเรื่องกลิ่นบำบัดไปใช้เพื่อสร้างความผ่อนคลายทั้งในด้านอารมณ์ และร่างกายให้กับผู้ที่เข้ามาใช้บริการ

วิธีการใช้น้ำมันหอมเพื่อรักษาอาการป่วยต่างๆ นั้น ส่วนสำคัญคือ ผู้ใช้จำเป็นจะต้องทราบถึงประวัติอย่างละเอียดของผู้ที่ต้องการจะทำการบำบัดด้วยกลิ่น โดยอาจใช้คำถามเกี่ยวกับสุขภาพ ชีวิตประจำวัน อาหารการกิน สภาวะความเครียด การนอนหลับพักผ่อน รวมไปถึงอาการป่วย หรือโรคต่างๆ ที่เป็นอยู่ เพื่อให้เข้าใจและเห็นภาพโดยรวม ก่อนจะนำข้อมูลต่างๆ มาวิเคราะห์ เพื่อเลือกใช้น้ำมันหอมระเหยที่เหมาะสมที่สุด การใช้กลิ่นบำบัดนั้นอาจจะใช้กลิ่นเพียงกลิ่นเดียว หรือ ใช้หลายๆ กลิ่นก็เป็นไปได้ โดยจะดูการตอบสนองของผู้ที่มาทำการบำบัดว่าร่างกายตอนสนองต่อกลิ่นนั้นๆ หรือไม่ เพื่อหากลิ่นที่เหมาะสมที่สุดในการบำบัดต่อไป โดยในการใช้กลิ่นบำบัดนั้น ผู้ให้บริการแต่ละราย จะมีรูปแบบ วิธีการบำบัด และการใช้กลิ่นที่แตกต่างกันออกไปค่ะ

โดยทั่วไป การบำบัดด้วยกลิ่นหอมนั้น มักจะประกอบรวมกับการนวด โดยการนวดนั้นจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบำบัด เนื่องจากจะทำให้กล้ามเนื้อได้ผ่อนคลาย ทำให้รู้สึกมีชีวิตชีวา กระตุ้นการไหลเวียนของเลือดและระบบน้ำเหลือง รวมถึงผ่อนคลายอาการเจ็บปวดอีกด้วย การนวดยังจะช่วยให้ผู้บำบัดทราบว่ากล้ามเนื้อส่วนไหนตึง ส่วนไหนไวต่อความรู้สึก ซึ่งตัวผู้ถูกบำบัดเองมักจะไม่เคยทราบมาก่อน ปกติแล้ว การบำบัดด้วยกลิ่นในระยะเริ่มต้นอาจทำเป็นประจำสัปดาห์ละหนึ่งครั้ง เมื่อได้ทำการบำบัดแล้วสักระยะหนึ่ง ก็อาจลดความถี่ลงเหลือเพียงเดือนละหนึ่งถึงสองครั้ง ทั้งนี้ การใช้กลิ่นบำบัด จะไม่ทำร่วมกับการรักษาแบบโฮมีโอพาธี (Homeopathy เป็นการรักษาแบบทางเลือกอีกแขนงหนึ่ง) เพราะกลิ่นหอมบางชนิดอาจไปรบกวนผลของการใช้ยาแบบโฮมีโอพาธีได้

สำหรับในกรณีที่ไม่มีเวลาไปนวด เรายังคงสามารถใช้กลิ่นบำบัดได้เช่นกันค่ะ เพราะนอกจากการนวดแล้ว การการบำบัดโดยกลิ่นในระดับหนึ่งนั้น สามารถทำได้ง่ายๆ เช่น การหยดน้ำมันหอมลงอ่างอาบน้ำอุ่นๆ ก่อนลงไปแช่และสูดดมกลิ่นหอมในระหว่างการอาบน้ำ การใช้เครื่องพ่นไอน้ำปล่อยกลิ่นหอมในห้องที่เราอยู่ การหยดน้ำมันหอมน้อยๆลงบนผ้าเช็ดหน้า การประคบร้อน ประคบเย็นเพื่อบรรเทาอาการปวด หรือแม้แต่การหยดน้ำมันหอมชนิดที่ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้ลงบนสำลีเพื่อทาผิวที่มีอาการบวมก็สามารถที่จะทำได้ด้วยตัวเอง และสำหรับการเก็บรักษาน้ำมันหอม เนื่องจากน้ำมันหอมมีคุณสมบัติคือสามารถระเหยได้ง่าย ทั้งยังจะเสื่อมสภาพเมื่อโดนความร้อน จึงควรเลือกเก็บในขวดทึบแสง มีฝาปิดสนิท และเก็บไว้ในอุณหภูมิห้อง ซึ่งอาจจะทำให้สามารถน้ำมันหอมเก็บไว้ได้นานถึง 1 ปีโดยไม่สูญเสียคุณสมบัติสำคัญ อย่างไรก็ตาม น้ำมันหอมบางชนิด เช่น น้ำมันจากกลิ่นส้ม เลมอน มะนาว หรือผิวส้ม จะเสื่อมคุณภาพเร็วกว่าน้ำมันทั่วไป อาจเก็บไว้ได้ไม่เกิน 6 เดือนค่ะ

สำหรับผู้ที่เริ่มสนใจ อยากจะลองหากลิ่นหอมๆ มาช่วยผ่อนคลาย มาดูกันค่ะ ว่ากลิ่นอะไร มีคุณสมบัติที่โดดเด่นอะไรกันบ้าง…
กลิ่นลาเวนเดอร์ ช่วยให้นอนหลับง่าย ปรับอารมณ์ และทำให้จิตใจสงบ
กลิ่นตะไคร้หอม ช่วยบรรเทาอาการหวัด ปวดศีรษะ ลดไข้ และผ่อนคลายกล้ามเนื้อ
กลิ่นเปปเปอร์มินต์ ช่วยให้สดชื่น แจ่มใส ปลอดโปร่ง กระตุ้นจินตนาการ และความคิดสร้างสรรค์
กลิ่นเลมอน นอกจากทำให้สดชื่น สดใส แล้ว หากใช้นวด ก็จะช่วยในเรื่องการไหลเวียนของโลหิตอีกด้วย
กลิ่นส้ม ช่วยเติมความสดชื่น ผ่อนคลาย และกระตุ้นการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย
กลิ่นโรสแมรี่ ทำให้สดชื่น สดใส และลดอาการของไมเกรน
กลิ่นยูคาลิปตัส ช่วยให้หายใจโล่ง ปลอดโปร่ง และบรรเทาอาการอ่อนล้าที่สะสมมา และกลิ่นสุดท้าย
กลิ่นมะลิ นอกจากความหอมละมุนแล้ว กลิ่นอ่อนๆ ของดอกมะลิ ยังจะช่วยเติมความสดชื่น สดใส ช่วยให้อารมณ์ดี กระตุ้นการมองโลกในด้านบวก รวมถึงมีผลต่ออารมณ์โรแมนติกกันอีกด้วยค่ะ

เอาล่ะค่ะ ได้ทราบกันไปแล้วกับเรื่องราวหอมๆ ที่ได้นำมาฝากกัน วันนี้อย่าลืมหากลิ่นหอมๆ ในแบบที่ชอบ มาเติมความสดชื่น บำบัดอารมณ์ และผ่อนคลายไปด้วยกันนะคะ ^^

———-
credit ภาพ -100dorog.ru-

เลี้ยงลูกอย่างไร ให้สูงสมใจคุณแม่


คุณพ่อ คุณแม่ มักมีเรื่องกังวลใจว่าลูกเรา สูงน้อยไปซักหน่อยหรือเปล่า กรรมพันธุ๋มีผลแค่ไหน และจะเลี้ยงลูกอย่างไรให้ตัวสูงๆ วันนี้เรามีเคล็ดลับง่ายๆ ที่จะทำให้เด็กๆ ตัวสูงได้มาฝากกันค่ะ

ก่อนอื่น เรามาทำความเข้าใจซักนิด ว่าระดับความสูงของลูกนั้น จะเกี่ยวกับพันธุกรรมกันมากน้อยแค่ไหน

ตามสถิติแล้วความสูงของเด็กโดยเฉลี่ย จะสัมพันธ์กับความสูงของ คุณพ่อ และคุณแม่ ค่ะ คือ โดยเฉลี่ยแล้ว ความสูงของเด็กผู้ชาย จะเท่ากับความสูงเฉลี่ยของคุณพ่อและคุณแม่ บวกกับอีกประมาณ 5.5 ซ.ม.(ความสูงคุณพ่อ + ความสูงคุณแม่)/2 + 5.5 ซ.ม. และความสูงของเด็กผู้หญิง จะเท่ากับความสูงเฉลี่ยของคุณพ่อ และคุณแม่ ลดลงไปประมาณ 5.5 ซ.ม. ค่ะ (ความสูงคุณพ่อ + ความสูงคุณแม่)/2 – 5.5 ซ.ม.
ทั้งนี้ความสูงของเด็กจะแปรผันตามปัจจัยอื่นๆ ด้วย สามารถ บวก ลบ ได้อีกประมาณ 10 เซนติเมตรค่ะ

เคล็ดลับเพิ่มความสูง
สิ่งแรกเลย โภชนาการค่ะ
เนื้อ นม ไข่ และอาหารประเภทโปรตีน เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเด็กๆ ที่กำลังเจริญเติบโต เพราะร่างกายจะนำสารอาหารเหล่านี้ไปใช้ในการสร้างกล้ามเนื้อ และกระดูก

ส่วนต่อมา การพักผ่อนที่เพียงพอ
เด็กๆ เดี๋ยวนี้นอนดึกกันมาก กิจกรรมที่เด็กๆ ชอบทำช่วงกลางคืนทำให้เข้านอนช้า และพักผ่อนไม่เพียงพอ ช่วงเวลาที่ฮอร์โมนในร่างกายอย่างเช่น โกรทฮอร์โมน หลั่งมาก คือในช่วงเวลาประมาณ 2 ทุ่ม ไม่เกิน 4 ทุ่ม และจะต้องเป็นระหว่างการนอนหลับสนิทเท่านั้น โกรทฮอร์โมนจะทำหน้าที่กระตุ้นการเจริญเติบโตของเซลล์กระดูกค่ะ

ส่วนสุดท้าย การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
การออกกำลังกายที่เหมาะกับการเพิ่มความสูง คือ การออกกำลังกายที่ต้องลงน้ำหนักที่กระดูกขา เช่น การวิ่ง กระโดดเชือก กีฬาที่มีการกระโดด เช่นวอลเล่ย์บอล บาสเกตบอล หรือการออกกำลังกายแบบยืดตัว เช่น การโหนบาร์ก็ช่วยได้ค่ะ

ปัจจุบัน แม้จะมีการเพิ่มความสูงด้วยวิธีอื่นๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการทานอาหารเสริม การทานแคลเซียม หรือการฉีดฮอร์โมน ทั้งหมด อาจจะเป็นทางเลือกที่พ่อแม่เริ่มให้ความสนใจ แต่ในความเห็นของคุณหมอหลายๆ ท่าน มองว่า ยังไม่มีใครทราบถึงผลกระทบที่อาจจะตามมาในระยะยาว วิธีตามธรรมชาตินี่ล่ะที่ปลอดภัย และสบายใจได้มากที่สุดค่ะ