เติมความชุ่มชื่นให้กับหัวใจ

10660211_808783595819927_2848835099903511130_n

มองสายฝนโปรยปรายในช่วงหลายวันที่ผ่านมา มองหยดน้ำน้อยๆ ที่ช่วยเติมความชุ่มชื้นให้กับต้นไม้ และสัตว์น้อยใหญ่ ช่วยให้นึกต่อไป ว่าเราเองได้เติมความชุ่มชื่นให้กับใจเรากันบ้างหรือยัง

ทุกๆ คนมีเรื่องสำคัญในชีวิตที่ต้องทำ มีหน้าที่ ความรับผิดชอบที่ต่างก็ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน และทุกๆ คน ไม่ว่าจะอยู่ในวัยเรียน วันเริ่มต้นทำงาน ในช่วงกำลังสร้างครอบครัว หรือแม้แต่ในช่วงอื่นๆ ต่อมาของชีวิต ต่างก็เหน็ดเหนือย อ่อนล้า กับสิ่งที่ต้องทำในทุกๆ วัน…

หลายๆ คน ใช้เวลาเกือบทั้งหมด ไปกับหน้าที่ ความรับผิดชอบ จนละเลยที่จะเติมพลังของชีวิตให้กับตัวเอง
หลายๆ คน เลือกที่จะหยุดพักเป็นระยะ และใช้เวลากับการพักผ่อนในรูปแบบต่างๆ ทั้งสังสรรค์ในหมู่เพื่อนสนิท เดินห้าง จับจ่ายซื้อของ ดูหนัง ฟังเพลง เล่นกีฬา หางานอดิเรก หรือ ลาพักผ่อนไปท่องเที่ยวในสถานที่ต่างๆ…. ด้วยสิ่งเหล่านั่นคือหนทางของการพักเรื่องราว ผ่อนคลายจากความเหนื่อยของการดำเนินชีวิต..

ทว่าบ่อยครั้ง เราอาจไม่ได้รู้สึกว่าเราได้ผ่อนคลาย ได้เติมพลังให้กับชีวิตเราจริงๆ และ ทุกครั้งที่กลับสู่โลกแห่งความเป็นจริง ความเหน็ดเหนื่อย อ่อนล้า ก็กลับคืนมาอย่างรวดเร็ว…. เหมือนสายฝนที่ตกมาให้ความชุ่มชื้นอยู่เพียงชั่วระยะหนึ่ง ก่อนที่ความร้อนอบอ้าวจะกลับคืนมาอีกยาวนาน…

วันนี้ ลองมองรอบๆ ตัวเรา มองในด้านบวกของสิ่งต่างๆ มีความสุขกับเรื่องเล็กน้อยรอบๆ ตัวเรา มองให้เห็นในมิตรภาพที่ดีของผู้คน มองให้เห็นในความดีของคนรอบๆ ตัว พอใจกับความสมหวัง และเข้าใจถึงความผิดหวัง ใช้ทุกนาทีอย่างมีความสุข อยู่กับชีวิตอย่างรู้เท่าทัน….
สิ่งเหล่านี้ จะช่วยเติมความสุข ความชุ่มชื่นให้กับชีวิตเราอยู่เรื่อยๆ เปรียบเสมือนสายฝนน้อยๆ ที่โปรยมาให้ความชุ่มชื้นในทุกๆ วัน

อย่ามัวรอสายฝนครั้งใหญ่…. หมั่นเติมความชุ่มชื่นให้ใจ เหมือนสายฝนน้อยๆ ที่โปรยมาให้ความสดชื่นในทุกวันค่ะ ^^

สไปรูลิน่า สปาเก็ตตี้

10609551_801642249867395_6548843955642810179_n

วันนี้เรามีสูตรการทำอาหารอร่อยๆ แบบรักสุขภาพมาฝากกัน แค่ได้ยินชื่อก็น่าทานกันแล้ว ‘สไปรูลิน่า สปาเก็ตตี้’ เมนูที่ได้มาจากร้านอาหารออร์แกนิคชื่อดังกลางเมืองอย่างร้าน “อริยะออร์แกนิคเพลส” ค่ะ

คุณประโยชน์หลักของเมนูน่าอร่อยเมนูนี้ มาจาก สาหร่ายสไปรูลิน่า (Spirulina Algae) เป็นสาหร่ายที่มีขนาดใหญ่ม้วนตัวเป็นเกลียว และจัดได้ว่าเป็นสิ่งมีชีวิตที่สมบูรณ์แบบในเซลล์เซลล์เดียว สาหร่ายสไปรูลิน่าเป็นสายพันธุ์สีเขียวแกมน้ำเงิน พอแห้งแล้วจะมีสีค่อนข้างไปทางเขียวเข้มเกือบเขียวคล้ำ คุณสมบัติพิเศษของสาหร่ายชนิดนี้คือช่วยในการปรับความสมดุลของน้ำได้เป็นอย่างดี และยังเป็นสาหร่ายที่มีปริมาณโปรตีนเป็นส่วนประกอบมากถึง 55-70% โดยเป็นโปรตีนชนิดที่มีกรดอะมิโนจำเป็นคือ กรดอะมิโนที่ร่างกายไม่สามารถสร้างได้เองครบทั้ง 8 ชนิด ได้แก่

– ไอโซลูซีน (Isoluecine) ช่วยในการเจริญเติบโต และพัฒนาการของความทรงจำ
– ลูซีน (Luecine) กระตุ้นการทำงานของสมอง และทำให้กล้ามเนื้อมีกำลังมากขึ้น
– ไลซีน (Lysine) เป็นโครงสร้างของเซลล์เม็ดเลือดที่สร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย
– เมไธโอนีน (Methionine) ช่วยในกระบวนการเผาผลาญไขมัน และกรดไขมัน ทำให้ตับแข็งแรง และลดความเครียดของสมอง
– เฟนินอลานีน (Phynynollanine) ช่วยให้ต่อมไธรอยด์นำไปใช้สร้างไธรอยด์ฮอร์โมนที่ควบคุมพลังงานพื้นฐานของร่างกายที่เรียกว่า BMR
– เทรโอนีน (Threonoine) ช่วยให้การทำงานของระบบทางเดินอาหารเป็นปกติ และช่วยให้การดูดซึมสารอาหารเข้าสู่กระแสโลหิตเป็นไปได้ด้วยดี
– ทริปโตแฟน (Tryptophan) ทำให้ร่างกายสามารถนำเอาวิตามิน B มาใช้ประโยชน์ได้เป็นอย่างดี ซึ่งส่งผลทำให้ระบบประสาททำงานได้ดีขึ้น เชื่อว่าให้ผลในการควบคุมอารมณ์ และทำให้ใจเย็นลงได้
– วาลีน (Valine) กระตุ้นการทำงานของระบบการควบคุมอารมณ์ และการประสานงานการทำงานของระบบกล้ามเนื้อ

นอกจากนั้นยังมีวิตามิน B12 วิตามิน A วิตามิน B1 และวิตามิน E อีกด้วยค่ะ

สำหรับส่วนผสมของเมนูนี้ ประกอบด้วย
– เส้นสปาเก็ตตี้ สาหร่ายสไปรูลิน่า
– มะเขือเทศ หอมใหญ่ พริกหวานแดง-เหลือง
– ผักสลัดเรดโอ๊ค กรีนโอ๊ค
– น้ำมันมะกอก
– มิโซะ โชยุ
– ผงออริกาโน่

เตรียมส่วนผสมพร้อมแล้ว มาเริ่มทำกันเลยค่ะ
เริ่มจากการนำเส้นสปาเก็ตตี้ ไปต้ม 7 นาที เสร็จแล้วคลุกด้วยน้ำมันมะกอก ระวังนิดนึงนะคะ เพราะไม่ควรให้มันมากเกินไปค่ะ
จากนั้นนำมะเขือเทศ หอมใหญ่ พริกหวานแดง-เหลือง หั่นเป็นชิ้นเต๋า แล้วเติมมิโซะ โชยุ คลุกเคล้าให้เข้ากัน แล้วปรุงรสตามใจชอบค่ะ เท่านี้ก็ได้เครื่องที่จำไปราดบนเส้นสปาเก็ตตี้กันแล้ว
นำผักสลัด มารองจาน แล้วค่อยนำเส้นสปาเก็ตตี้พร้อมเครื่องที่คลุกเตรียมไว้ใส่ตาม ก่อนจะจัดจานเพิ่มความสวยงามอีกนิด เมนูสปาเก็ตตี้สไปรูลิน่าก็พร้อมเสริฟแล้วล่ะค่ะ

สปาเก็ตตี้สไปรูลิน่านี้ จะให้พลังงาน และโปรตีนที่มีประโยชน์จากสาหร่ายสไปร์รูลิน่า ช่วยให้ร่างกายซึมซับน้ำได้ดี ผิวพรรณสดใส เปล่งปลั่ง และเป็นอีกเมนูที่ช่วยบำรุงร่างกาย เหมาะสำหรับผู้ที่ออกกำลังกายเป็นประจำ และผู้ที่เล่นกล้ามเป็นอย่างยิ่งค่ะ

ได้สูตรเด็ดกันแล้ว ลองทำชิมกันดูนะคะ ส่วนใครที่อยากจะลองหาชิมสูตรต้นตำรับ ก็เชิญกันได้ที่ร้าน Ariya Organic Place นะคะ ทางร้านรับประกันในคุณภาพของวัตถุดิบ ว่าเป็นวัตถุดิบแบบ “ออร์แกนิค” แท้ๆ คุณภาพดี แถมยังปรุงให้สดใหม่ เหมือนเข้าครัวเองเลยล่ะค่ะ

สำหรับวันนี้ ขอบคุณข้อมูลจาก Ariya Organic Place ชั้น 1 Life Center #QHouseLumpini ค่ะ

เมื่อปลายเท้า สัมผัสผืนดิน

Sat03

นึกออกมั้ยคะ… ว่าปลายเท้าของเราได้สัมผัสกับผืนดินครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่….

ในวันเวลาที่เร่งรีบ และภารกิจรัดตัวมากมาย อย่าลืมให้ร่างกายและหัวใจของเราได้ผ่อนคลาย เติมความชุ่มชื้นกันบ้าง…
ลองหยุดพักเรื่องราวต่างๆ เพียงชั่วระยะสั้นๆ วางรองเท้าคู่โปรดไว้เพียงซักพัก แล้วเปิดโอกาสให้ปลายเท้าเปลือยเปล่าของเราได้สัมผัสกับผืนดินและยอดหญ้า ความรู้สึกที่เราน่าจะเคยคุ้นเมื่อครั้งยังเป็นเด็กตัวน้อย แต่ห่างหายไปนานเมื่อวันเวลาผ่านไป….

การถอดรองเท้า ได้เดินเท้าเปล่าบนพื้นหญ้าบ้าง มีประโยชน์หลายๆ อย่างเลยค่ะ…
งานวิจัยหลายๆ ชิ้น ได้ชี้ถึงข้อดีหลากหลายประการของการเดินเท้าเปล่าบนพื้นหญ้า ทั้งในด้านการผ่อนคลายของอารมณ์และจิตใจ ช่วยแก้ปัญหาการนอนไม่หลับ ช่วยลดความวิตกกังวลและความหดหู่ทางอารมณ์ลงได้ถึงกว่า 60% ช่วยกระตุ้นการทำงานของปลายประสาทจากความขรุขระของพื้นดิน ทั้งยังเป็นการรับเอาประจุลบจากผืนดิน ซึ่งมีส่วนช่วยในการขจัดสารพิษในร่างกาย ปรับสภาพอารมณ์ให้สงบ และช่วยในการปรับวงจรเวลาของชีวิตให้กลับมาทำงานในจังหวะที่เหมาะสมอีกครั้ง….

ใช้เพียงเวลาสั้นๆ…. กับการผ่อนคลายในแบบง่ายๆ…
วันนี้ พร้อมให้ปลายเท้าได้สัมผัสกับผืนดินกันหรือยังคะ

แก้ปัญหาปวดเข่าแบบลงลึก ตอนที่ 2

10481599_783243161707304_2285107980068652053_n

ครั้งก่อน คุณหมอภาริศ วงศ์แพทย์ได้มาให้ความรู้เกี่ยวกับการฟื้นฟูกล้ามเนื้อรอบหัวเข่ากันไปแล้ว วันนี้เรามาต่อกันด้วยการป้องกันไม่ให้กล้ามเนื้อหัวเข่าบาดเจ็บกันค่ะ

ความสำคัญของการป้องกันการบาดเจ็บ
ผู้ที่ยังไม่มีอาการบาดเจ็บ ก็ควรคำนึงถึงการป้องกันการบาดเจ็บเอ็นข้อเข่า ซึ่งได้มีการพิสูจน์มาแล้วว่า การฝึกฝนตามโปรแกรมที่เหมาะสม ตัวอย่างเช่นโปรแกรมที่เรียกว่า the eleven plus ของ FIFA ซึ่งได้รับถ่ายทอดมาจากสมาคมฟุตบอลเยอรมันมาอีกทอดหนึ่งนั้น ได้ผลดีมากในการลดอาการบาดเจ็บของนักกีฬาหญิง เพราะเป็นที่ทราบดีว่าผู้หญิงจะมีอาการเอ็นเข่าฉีกขาดได้ง่ายเวลาเล่นกีฬา ทั้งนี้โปรแกรม the eleven plus เหมาะกับนักกีฬาเท่านั้น ถ้าเป็นผู้ที่มีปัญหาปวดเข่าอยู่แล้ว หรือว่าเป็นผู้ที่ไม่เคยได้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอมาก่อน อาจมีความพร้อมไม่เพียงพอในการฝึกและอาจได้รับบาดเจ็บจากการพยายามฝึกฝนได้

สำหรับผู้ที่ไม่ได้เล่นกีฬาเป็นประจำแต่ต้องการเสริมสร้างความมั่นคงของกล้ามเนื้อรอบข้อเข่า ท่าที่ควรฝึกคือท่าย่อเหยียด ที่เรียกว่าท่า squat นั่นเอง มีข้อสำคัญคือ จะต้องรักษาแนวสัมพัทธ์ของข้อเท้า ข้อเข่า และข้อสะโพก ให้อยู่ในแนวตรงกันตลอดเวลาที่ทำการย่อเหยียด ไม่มีลักษณะบิดอันจะทำให้เกิดการสึกหรอและปวดข้อเข่าได้ระหว่างการฝึก จะต้องมีการรักษาแนวโค้งของกระดูกสันหลังให้อยู่ในลักษณะโค้งแอ่นเล็กน้อย ที่เรียกว่าเป็นโค้งธรรมชาติของกระดูกสันหลังส่วนบั้นเอว และควรมีการรักษาให้กระดูกเชิงกรานมีการคว่ำตัวมาด้านหน้าเล็กน้อยตลอดเวลาด้วย
การฝึกเช่นนี้จะสร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อขา กล้ามเนื้อหลัง และลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บขณะเดิน ในขณะเคลื่อนไหว หรือในขณะยกของ

สำหรับท่านที่สนใจการออกกำลังกายเพื่อการฟื้นฟูสภาพตัวเอง หรืออ่านคำแนะนำแล้วยังไม่แน่ใจ สามารถเข้าไปดูวิดิโอคลิปที่ยูทูปได้ โดยการเสิร์ชด้วยคีย์เวิร์ด DBC spine clinic ในช่องเสิร์ชของยูทูปก็จะพบวิดิโอท่าบริหารร่างกายลดอาการปวด และเพิ่มความมั่นคงของข้อต่อต่างๆ

สรุปได้ว่า ข้อเข่าเป็นข้อที่ต้องอาศัยกล้ามเนื้อเพื่อช่วยประคับประคองความมั่นคง เมื่อได้รับการบาดเจ็บก็ควรที่จะต้องเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้มีความแข็งแรงและมีการทำงานที่ถูกต้องกับจังหวะเวลาเพื่อประคับประคองข้อเข่า เรียกว่าเป็นการฟื้นฟูข้อเข่า ซึ่งจำเป็นต้องทำทั้งในผู้ที่เป็นนักกีฬาและไม่ใช่นักกีฬา ต่างกันแค่เพียงระดับความเข้มข้นในการฝึกเท่านั้น ส่วนผู้ที่ยังไม่มีอาการบาดเจ็บ ก็ควรจะพิจารณาถึงการเสริมสร้างสมรรถนะของกล้ามเนื้อรอบข้อเข่าเพื่อป้องกันการบาดเจ็บเช่นกันค่ะ

ได้รับความรู้ดีๆ เกี่ยวกับการดูแลกล้ามเนื้อรอบๆ เข่ากันไปแล้ว ถ้าใครมีคำถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับอาการปวดกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ สามารถสอบถามเข้ามาได้นะคะ Life Center ยินดีเป็นตัวกลางในการนำเสนอข้อมูลความรู้ดีๆ สำหรับทุกๆ ท่านค่ะ

สำหรับวันนี้ ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก DBC Spine Clinic & Gym ชั้น 2 Life Center #QHouseLumpini ค่ะ

ติดตามเนื้อหาเกี่ยวกับอาการปวดเข่าเพิ่มเติมได้ในบทความอื่นๆ ในบล็อก Click
https://goo.gl/U07S1T

แก้ปัญหาปวดเข่าแบบลงลึก ตอนที่ 1

10527742_783238425041111_3290250432416572102_n

ผู้ที่รักการออกกำลังกาย สนุกกับการเล่นกีฬาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเต้นแอโรบิค แบตมินตัน บาสเกตบอล เมื่อเล่นไปนานๆ แม้ว่าจะได้สุขภาพที่แข็งแรง มีกล้ามเนื้อแล้ว แต่ปัญหาที่มักตามมานั่นก็คือ อาการปวดเข่าค่ะ
วันนี้เรามีคำแนะนำดีๆ จากคุณหมอภาริส วงศ์แพทย์ จาก DBC Spine Clinic & Gym ที่ลงลึกถึงเรื่องอาการปวดเข่ามาฝากกันค่ะ

“อาการปวดเข่าเรื้อรัง ไม่ได้เกิดขึ้นจากข้อเข่าเสื่อม หรืออักเสบเท่านั้น สาเหตุของอาการปวดเข่าเรื้อรังที่สำคัญที่คนไม่ค่อยนึกถึงอีกประการหนึ่งก็คือ อาการปวดเนื่องจากข้อเข่าขาดความมั่นคง ซึ่งเป็นอาการที่เกิดได้บ่อย โดยเฉพาะหลังการบาดเจ็บเอ็นข้อเข่าซ้น ยืดหรือฉีกขาด อาการบาดเจ็บที่ว่านี้เกิดได้บ่อยพอๆ กันทั้งในนักกีฬา และคนทั่วๆไป สำหรับนักกีฬา อาจเกิดการบาดเจ็บขณะเปลี่ยนทิศทางการวิ่งเคลื่อนตัว หลบหลีกคู่ต่อสู้ เกิดแรงบิดที่ข้อเข่าอย่างกะทันหัน หรือเกิดในขณะจังหวะลงสู่พื้นหลังการกระโดด ทั้งในสองกรณีมีความเหมือนกันคือ มีแรงกระแทกที่ข้อเข่าอย่างรุนแรงในเวลาอันสั้น และเมื่อกล้ามเนื้อไม่สามารถประคับประคองข้อเข่าเอาไว้ได้ให้อยู่ในแนวที่เหมาะสม จึงเกิดการบิดตัวทำให้เกิดการฉีกขาดของเอ็นได้ ส่วนในคนปกติก็อาจจะเกิดขึ้นได้ในกิจกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น ลื่นเสียหลักในขณะเดินขึ้นหรือลงบันได หรือขณะที่กระโดดขึ้นหรือลงจากพื้นต่างระดับ เป็นต้น”
สำหรับผู้ที่ได้รับการบาดเจ็บเอ็นข้อเข่าทั้งชนิดที่รุนแรง เอ็นขาดต้องรับการผ่าตัด และผู้ที่ได้รับบาดเจ็บในขนาดปานกลาง คือเจ็บจนเดินไม่ถนัดเป็นเวลามากกว่าหนึ่งสัปดาห์แต่ไม่ต้องผ่าตัด ก็ล้วนแล้วแต่จำเป็นจะต้องได้รับการฟื้นฟูกล้ามเนื้อรอบข้อเข่าให้กลับมาทำงานได้อย่างสมบูรณ์ใกล้เคียงกับปกติมากที่สุด เพื่อที่จะลดโอกาสในการเกิดความสึกหรอ และเสื่อมอักเสบของข้อเข่าในระยะยาว

การฟื้นฟูกำลังกล้ามเนื้อรอบข้อเข่าสามารถทำได้ด้วยตัวเองด้วยขั้นตอนต่อไปนี้ ซึ่งสามารถเริ่มได้เมื่ออาการปวดทุเลาลง มีข้อสังเกตคือ จะต้องไม่มีอาการปวดระหว่างทำการบริหาร ถ้ามีอาการปวดแสดงว่าอาจจะยังเร็วเกินไปที่จะบริหาร หรือเกิดจากการบริหารผิดท่า

1. วิธีปฏิบัติท่าเกร็งกล้ามเนื้อเข่าอย่างง่าย ให้นอนหงายใช้หมอน หรือม้วนผ้าขนหนูที่แน่นๆ รองใต้ข้อพับหลังเข่า หนุนให้เข่างออยู่ประมาณ 10-15 องศา จากนั้นออกแรงขา ออกแรงเกร็งเหยียดเข่า กดข้อพับหลังเข่าลงไปสู่หมอนหรือผ้าที่รองไว้ โดยไม่ยกเท้าลอยออกจากเตียง ส้นเท้ายังคงสัมผัสเตียงอยู่ตลอดเวลา จะสังเกตเห็นกล้ามเนื้อหน้าขาเกร็งขึ้น และลูกสะบ้ามีการเลื่อนตัวสูงขึ้น โดยให้เกร็งกล้ามเนื้อค้างไว้ 10-20 วินาทีแล้วพัก ควรทำซ้ำวันละ 30 ครั้ง

2. เมื่อทำท่าดังกล่าวได้คล่องดีแล้ว ไม่มีอาการเจ็บปวด และทำได้ถูกต้อง ควรเพิ่มความยากในการฝึกโดยพยายามบริหารในลักษณะให้เกิดการเกร็งกล้ามเนื้อแบบเดียวกัน โดยไม่ต้องออกแรงกดลงไปกับหมอนหรือผ้าขนหนูที่รองไว้ใต้ขาพับ การทำเช่นนี้จะทำให้กล้ามเนื้อหน้าขาและกล้ามเนื้อหลังขา ทำงานพร้อมๆ กัน ซึ่งเป็นจุดสำคัญเบื้องต้น ในการสร้างความมั่นคงข้อเข่าโดยอาศัยแรงกล้ามเนื้อประคับประคอง

3. เมื่อผู้ป่วยปฏิบัติการเกร็งกล้ามเนื้อได้ถูกต้องโดยไม่เกิดแรงกดกับหมอนรองใต้ข้อเข่า ขั้นต่อไปคือการฝึกการเหยียบก้าวขึ้นและลง mini step ส่วนมากจะแนะนำให้ใช้ไม้กระดานที่มีความหนา 1 นิ้ว และมีความกว้างเพียงพอที่จะไม่พลิกระหว่างที่คนไข้เหยียบ วางแผ่นไม้กับพื้นแล้วก้าวขึ้นไปบนแผ่นไม้ โดยใช้ขาข้างที่ไม่สบายเป็นขาที่ก้าวขึ้นไป และใช้ขาข้างที่สบายก้าวลงมา ในระหว่างการก้าวขึ้นและก้าวลงจะต้องควบคุมกล้ามเนื้อให้ทำงานในลักษณะเดียวกันกับที่ฝึกในท่านั่งและท่านอนมาก่อนแล้วอยู่ตลอดเวลา ถ้าทำได้ถูกต้องกล้ามเนื้อจะช่วยกระชับข้อเข่าไว้ตลอดเวลา ทำให้ไม่มีอาการเจ็บปวด หรือไม่มีการหลวมคลอนแคลนในระหว่างการก้าว การฝึกก้าวเช่นนี้ควรทำโดยเน้นคุณภาพ ทำได้ปริมาณมากๆ แต่ต้องให้คุณภาพดี เช่น อาจจะฝึกได้ถึงวันละ 30-50 ครั้ง แต่ว่าต้องมีการควบคุมที่สมบูรณ์ตลอด มิฉะนั้นจะเสี่ยงต่อการเจ็บมากขึ้น ผู้ที่ฝึกได้ตามนี้ก็น่าจะมีความสามารถในการทำกิจกรรมในระดับพื้นฐานได้ การเดินทางราบ และการเดินเร็วได้ค่อนข้างดี เมื่อทำได้แล้วก็สามารถเพิ่มความสูงของแผ่นรองเหยียบจาก 1 นิ้วกลายเป็น 2 3 4 ถึง 5 นิ้ว ซึ่งจะประมาณเท่ากันกับการก้าวขึ้นลงบันไดธรรมดา

วันนี้คุณหมอได้มาให้คำแนะนำ เกี่ยวกับการฟื้นฟูกล้ามเนื้อรอบหัวเข่ากันไปแล้ว คราวหน้า เรามีข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องการป้องกันไม่ให้กล้ามเนื้อหัวเข่าบาดเจ็บมาฝากกันอีก อย่าลืมติดตามกันนะคะ

https://goo.gl/dDpoh2

ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก DBC Spine Clinic & Gym ชั้น 2 Life Center #QHouseLumpini ค่ะ
สนใจเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับอาการปวดเข่าเพิ่มเติม click
https://goo.gl/wZsBZE

สุข ทุกข์ อยู่ที่ใจเราเอง

970952_727138270651127_1061924078_n

สุข ทุกข์ อยู่ที่ใจเราค่ะ

เคยรู้สึกมั้ย ว่าทำไม คนบางคนถึงได้อารมณ์ดี สดใส ร่าเริงอยู่ได้ตลอดเวลา ใช้ชีวิตในแต่ละวันเหมือนกับว่าไม่ได้มีอะไรให้หนักใจ ต้องกังวล หรือกลุ้มอก กลุ้มใจ อะไรกันบ้างเลย ช่างน่าอิจฉาจริงๆ
ลองเดินเข้าไปคุยดูค่ะ แล้วจะทราบว่าทุกๆ คน ล้วนมีเรื่องให้หนักใจ กลุ้มใจ ไม่น้อยไปกว่ากันซักเท่าไหร่หรอก จะต่างกันก็คงจะแค่เรื่องราว รูปแบบ และที่สำคัญ การจัดการกับเรื่องเหล่านั้นต่างหาก

เราทุกคน ล้วนมีปัญหา มีเรื่องราว ที่มาพร้อมกับเงื่อนไข และสถานการณ์ต่างๆกันออกไป แต่สิ่งที่ต่างกัน คือมุมมองที่มีต่อปัญหา ความเข้าใจในความเป็นธรรมดาของชีวิต ที่้จะต้องมีปัญหาเข้ามาทักทายกันเป็นเรื่องปกติล่ะค่ะ

วันนี้ ลองมาเดินไปช้าๆ ด้วยกัน เริ่มต้นเป็นคนอารมณ์ดี ที่ค่อยๆ จัดการกับกองปัญหาทีละส่วนๆ อยู่ร่วมกับปัญหา และเรื่องราวอย่างเข้าใจ ค่อยๆ จัดการเรื่องราวไปทีละเรื่องๆ กันค่ะ

ลองเริ่มต้นด้วยการให้เวลากับตัวเอง ดึงตัวเองออกมาจากความวุ่นวายซักพัก แล้วทบทวนดู ว่าอะไรคือปัญหา ลองกำหนดปัญหาขึ้นมา ชัดๆ ว่าแท้ที่จริงแล้ว คืออะไร… บ่อยครั้ง เราไม่ได้หนักใจกับปัญหาที่แท้จริง แต่เป็นเรื่องที่ตามมา จากสาเหตุจริงๆค่ะ
เชื่อว่าทุกๆ คน ไม่ได้มีปัญหาแค่อย่างเดียว ลองไล่มาเลยค่ะ ว่ามีอะไรบ้าง เรื่องหนักใจหลายๆ อย่าง เมื่อลองไล่ดูแล้ว อาจจะมาจากปัญหาเพียงแค่ไม่กี่ข้อก็ได้
เมื่อรู้ถึงปัญหาจริงๆ แล้ว ลองหาสาเหตุ และทบทวนดูเงื่อนไขของเรา อะไรที่แก้ไขได้ ทำอย่างไร มีทางเลือกอะไรบ้าง แล้ว ‘ลงมือทำ’
ลงมือแก้ปัญหาไปทีละข้อ อาจจะเริ่มจากเรื่องเร่งด่วน อาจจะเริ่มจากเรื่องง่ายๆ หรืออาจจะเริ่มจากอะไรที่แก้ไขได้ทันทีกันก่อน แต่ที่แน่ๆ เราทำได้ทีละอย่างค่ะ

ลองแก้ปัญหา ทีละข้อๆ แค่นี้ ปัญหาก็เริ่มลดน้อยลงแล้วล่ะค่ะ

สุดท้าย มาถึงเรื่องยากๆ
ปัญหาหลายๆ อย่าง แก้ไขไม่ได้ในทันทีค่ะ อาจจะเหมือนผลไม้ ที่ยังสุกไม่เต็มที่ เหมือนหลายๆ สิ่ง ที่จำเป็นต้องให้เวลา แนะนำว่า ลองพักไว้ก่อน ใช้เวลาไปกับการแก้ปัญหาอื่นๆ ก่อน แล้วเมื่อย้อนมาอีกที เรื่องหนักๆ ที่เคยแก้ไขไม่ได้ อาจจะเริ่มมีทางออก และเป็นช่วงเวลาที่เราจะลงมือเริ่มแก้ปัญหากัน ลองใช้เวลา เป็นตัวช่วยค่ะ

เมื่อเราเข้าใจว่าปัญหา เป็นเรื่องธรรมดาในชีวิต
เมื่อเราเริ่มจัดการกับเรื่องราว เท่าที่เราสามารถทำได้ และ
เมื่อเราเริ่มให้เวลากับปัญหาต่างๆ ในการคลี่คลายตัวเองลงบ้าง
เชื่อว่า ความทุกข์ ความกังวลใน ก็จะค่อยๆ น้อยลง เพราะเรื่องหนักๆ ที่เราเคยแบกเอาไว้ ได้ถูกจัดวางลงไปบ้างแล้ว

นำเรื่องราวดีๆ มาแบ่งปันกันวันนี้ค่ะ ^^

credit : http://www.facebook.com/lifecenterthailand
@lifecenterthailand #Lifecenter #QHouseLumpini

พักร้อน…. พักที่ใจของเรา

10168163_730540930310861_566415919_n

อากาศร้อนๆ อย่าใจร้อนตามอากาศกันนะคะ.. ^^

วันนี้ มาดับร้อนกันซักหน่อย….
ร้อน เย็น สบาย ไม่สบาย…. เป็นอะไรที่เราต้องพบเจอกันอยู่เป็นประจำ หน้าร้อนอย่างนี้ ทำยังงัย ที่จะคลายร้อนกันบ้าง ลองมาดูทางเลือกซักสามทางค่ะ

บำบัด ความร้อน….. หาที่เย็นๆ ร่มๆ จะเดินห้าง จะเปิดแอร์บ้าง หรือจะหาอะไรเย็นๆ ทานให้สบายใจ เป็นทางเลือกแรกค่ะ… ถึงแม้จะบำบัดได้เป็นช่วงสั้นๆ แต่อย่างน้อย ก็ช่วยให้ใจเราเย็นลงบ้าง ไม่รุ่มร้อนไปกับอากาศร้อนอบอ้าว

เข้าใจ ในความร้อน….. หลายๆ สิ่งในชีวิต อาจจะเบาบางลง เมื่อเรามีความเข้าใจค่ะ ลองหายใจลึกๆ นั่งนิ่งๆ บ้าง… ทำความเข้าใจว่านี่คือเรื่องปกติ มีร้อน มีหนาว เป็นความรู้สึกทางกาย.. ซึ่งถ้าเราไม่เติมความร้อนเข้าไปอีก ไม่นานความร้อนก็จะต้องเปลี่ยนไปตามธรรมชาติ เปลี่ยนเป็นร้อนน้อยลง เปลี่ยนเป็นเย็นๆ บ้าง แม้แต่อารมณ์ ความรู้สึกของเรา ก็เปลี่ยนไปตลอดเวลา ค่อยๆ สังเกต ทำความเข้าใจ ความรุ่มร้อนในใจเราก็จะเบาบางลง อย่าไปหงุดหงิดกับอุณหภูมิภายนอก เพราะสิ่งที่จะเติมเพิ่มความร้อนรุมให้กับตัวเรา ก็คือจิตใจของเรานั่นเองค่ะ

อยู่กับ ความร้อน…. สิ่งต่างๆ หลายๆ สิ่ง เราเปลี่ยนแปลงไม่ได้ค่ะ หลายๆ อย่าง เราไม่ได้มีส่วนจะเปลี่ยนแปลงได้ในเวลาอันรวดเร็ว หรือแม้แต่เราไม่มีพลังมากพอที่จะเปลี่ยนแปลงได้เลย… อากาศร้อนๆ ในวันนี้ เราไม่สามารถกดสวิทช์แล้วปรับอุณหภูมิได้ในทันที… ลองเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันค่ะ
ลองมองหากิจกรรมที่ไม่ต้องกลัวร้อน มองหามุมดีๆ ของอากาศร้อนๆ แล้วหาอะไรดีๆ ลองทำกัน
ลองมองไปรอบๆ ค่ะ.. ไม้ดอกบ้านเรา จะออกดอกงดงามกันทั่วก็ในหน้าร้อน ช่วงที่มีแดดจัดๆ ออกดอก แตกช่อใบอ่อนกันอย่างครึกครื้น.. ต้นไม้ อยู่ร่วมกับอากาศร้อนๆ ได้ ก็ด้วยการใช้ประโยชน์จากแสงแดดแรงๆ เนี่ยล่ะค่ะ

ลองเลือกกันดู ว่าแนวไหนจะถูกใจ การอยู่กับอากาศร้อนๆ ก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตค่ะ ทุกชีวิต มีปัญหา เรามีทางเลือกที่จะบำบัด เข้าใจ หรืออยู่ร่วมกับปัญหาได้ ขึ้นอยู่กับการจัดการของจิตใจเราเองค่ะ

5 เมนูเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ

IMG_31521

ต่อกันด้วยเรื่องอาหารการกินกันอีกซักหน่อยค่ะ วันนี้มีเมนูเครื่องดื่ม ที่ทั้งอร่อยและมีประโยชน์มาฝากกันค่ะ

นอกจากเมนู ขนมจีบ ซาลาเปา หมั่นโถว หรือ บ๊ะจ่าง ที่ขึ้นชื้อแล้ว ร้านวราภรณ์ซาลาเปา ยังมีเมนูเครื่องดื่มจากสมุนไพรอีกหลากหลายไว้ให้ดื่มแก้กระหายกัน แต่ทราบมั้ยคะ ว่าเครื่องดื่มทุกแก้วนอกจากความอร่อยแล้ว ยังได้รับการเลือกสรรว่าเป็นเครื่องดื่มที่มีเอกลักษณ์ และอร่อยแบบได้ประโยชน์กว่าเครื่องดื่มทั่วๆ ไปอีกด้วยค่ะ
ลองมาดูกันค่ะว่าเครื่องดื่มแต่ละประเภท มีประโยชน์ซ่อนอยู่อย่างไรกันบ้าง

น้ำผึ้งมะนาว รสหวานอมเปรี้ยวนิดๆ กลมกล่อมกำลังดี  นอกจากจะเป็นเครื่องดื่มยอดฮิตสำหรับคุณสาวๆ แล้วยังให้ประโยชน์มากมาย ทั้งวิตามินซีจากมะนาวที่ช่วยป้องกันอาการเลือดออกตามไรฟัน ช่วยขับเสมหะ ลดอาการไอ เจ็บคอ คลื่นไส้อาเจียน ช่วยขับลมในกระเพาะ แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ แก้อาการอ่อนเพลีย และเพิ่มความชุ่มชื่นให้กับลำคออีกด้วยค่ะ

น้ำโกจิน้ำผึ้ง เครื่องดื่มสีแดงสดใสแก้วนี้มีประโยชน์มากมายจากคุณสมบัติของโกจิเบอร์รี่ ที่ช่วยชะลอความชรา ควบคุมระดับน้ำตาลในเม็ดเลือดแดง เสริมสร้างการทำงานของหัวใจ และช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้ร่างกายแข็งแรง

น้ำชาเขียวเก๊กฮวย ชาเขียวที่นี่ไม่เหมือนชาเขียวที่ไหน ด้วยกลิ่นหอมอ่อนๆ และรสชาติของชาเข้มข้น ทำให้ใครๆ ก็ติดใจจนต้องสั่งเป็นเครื่องดื่มแก้วโปรด ปกติแล้วชาเขียวจะช่วยลดปริมาณไขมันในเส้นเลือด ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ เมื่อมารวมกับเก๊กฮวยจึงช่วยเสริมประโยชน์ให้ดียิ่งขึ้น คือ ช่วยแก้อาการวิงเวียนศีรษะ ตาลาย ได้อีกด้วยค่ะ

น้ำเฉาก๊วยผสมหล่อฮั่งก๊วย เฉาก๊วยเนื้อเหนียวนุ่มอร่อยแบบนี้มีฤทธิ์เย็นเหมาะกับบ้านเราที่อากาศร้อนๆ เครื่องดื่มแก้วนี้จึงช่วยป้องกัน บรรเทาอาการร้อนใน รวมทั้งช่วยบรรเทาอาการปวดศีรษะอีกด้วยค่ะ

น้ำไพลิน (น้ำอัญชันใส่เม็ดแมงลัก) เครื่องดื่มสีม่วงแปลกตาแก้วนี้มีรสหวานอร่อยไม่แพ้แก้วไหน นอกจากนั้นยังแฝงไว้ด้วยประโยชน์อีกมากมาย ทั้งช่วยเพิ่มความสามารถในการมองเห็น เพราะมีส่วนไปช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดในหลอดเลือดเล็ก ๆ เช่น หลอดเลือดส่วนปลาย ทำให้กลไกที่ทำงานเกี่ยวกับการมองเห็นแข็งแรงขึ้น เพราะมีเลือดไหลเวียนมาเลี้ยงมากขึ้น นอกจากนั้นยังมีประโยชน์สำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักอีกด้วยค่ะ

รู้จักเมนูเครื่องดื่มเย็นๆ แสนอร่อยครบกันทั้ง 5 เมนูแล้ว ครั้งต่อไปที่แวะไปที่ร้านวราภรณ์ซาลาเปา อย่าลืมลองสั่งเครื่องดื่มเย็นๆ มาชิม แล้วมาบอกกันบ้างนะคะ ว่าเป็นปลื้มกับแก้วไหนกันบ้าง

อาหารตามธาตุเจ้าเรือน ดิน น้ำ ลม ไฟ

IMG_33951

เคยนำเรื่องแพทย์แผนไทย และอาหารที่เหมาะกับชาวธาตุต่างๆ มาฝากกันแล้ว วันนี้มีโอกาสแวะชิมอาหารที่ร้าน ยำแอนด์ตำ ชั้น G ที่ Life Center เลยได้จังหวะ เจาะลึกลงรายละเอียดกันซักหน่อย ว่าแต่ละธาตุ จะเหมาะกับการดูแลตัวเองแบบไหน และอาหารเมนูไหนที่เหมาะกันบ้าง จะได้รับประทานอาหารให้เป็นยา เพื่อปรับสมดุลให้ร่างกายกันค่ะ

ทวนกันซักนิด ว่าใครมีธาตุอะไรกันบ้างนั้น ลองไล่อ่านกันดูเลยค่ะ จะอ่านเผื่อคนใกล้ตัว หรือคนที่เรารักก็ได้นะคะ จะได้แข็งแรงกันทั่วหน้า

“ธาตุไฟ”
เริ่มกันที่ธาตุที่ร้อนแรงที่สุด นั่นก็คือ “ธาตุไฟ” ผู้ที่อยู่ในธาตุไฟ คือ ผู้ที่เกิดในเดือน กุมภาพันธ์ มีนาคม และ เมษายน
ลักษณะของชาวธาตุไฟ คนธาตุนี้มักขี้ร้อน ใจร้อน อารมณ์ร้อน ระบบเผาผลาญอาหารดี จะหิวบ่อยทานเก่ง ผมหงอกเร็ว อาจจะหัวล้าน ข้อกระดูกหลวม และอาจมีกลิ่นปาก กลิ่นตัวแรง
รสอาหารที่เหมาะ คืออาหารที่มี รสขม และรสจืด ควรทานอาหารที่มีฤทธิ์เย็น
ผัก ผลไม้สำหรับธาตุไฟ ได้แก่ เห็ดหูหนู ผักบุ้ง ตำลึง ผักกระเฉด สายบัว ผักกาด มะระ มะรุม มะเขือยาว ผักหนาม ยอดมันเทศ กระเจี๊ยบมอญ สะเดา ยอดฝักทอง หยวกกล้วย หม่อน มะเขือขาว กุ้ยช่าย
เมนูแนะนำ สำหรับชาวธาตุไฟ “ยำเห็ดหูหนูขาว”
สรรพคุณของเห็ดหูหนูขาวที่สำคัญ คือ ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ เสริมภูมิคุ้มกัน ทำให้การไหลเวียนเลือดของหัวใจดีขึ้น (ลดอาการหลอดเลือดหัวใจขาด ตีบตัน) มีฤทธิ์ต้านมะเร็ง ลดอาการแทรกซ้อนภายหลังการฉายแสงรักษาโรคมะเร็ง สามารถขจัดรอยย่นบนผิว ช่วยให้ผิวพรรณงดงามขึ้นเนื่องจากมีธาตุซีลีเนียมที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีกว่ำเบต้าแคโรทีน จึงช่วยให้ผิวดูอ่อนเยาว์อีกด้วยค่ะ
นอกจากนั้นยังช่วยบำบัดอาการอ่อนเพลีย แก้อาการเบื่ออาหาร นอนไม่หลับ แก้ไอ แก้ร้อนใน ขับเสมหะ ช่วยระบายท้อง รักษาแผลในกระเพาะ บำรุงกระเพาะ ปอด และม้าม ช่วยให้เลือดแข็งตัว เส้นใยในเห็ดหูหนูขาวช่วยป้องกันมะเร็งกระเพาะ มะเร็งลำไส้ และ ริดสีดวงทวาร แคลเซียมในเห็ดหูหนูขาวช่วยบำรุงกระดูกและฟัน และเนื่องจากเห็ดหูหนูขาวมีแคลอรีต่ำ จึงเหมาะกับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก และวิตามินบีในเห็ดหูหนูขาวยังช่วยบำรุงสมองอีกด้วยค่ะ
เห็ดหูหนูขาวทานง่าย เพราะรสหวานอ่อนๆ เอามาทำเป็นอาหารก็ง่าย คลุกกับน้ำยำรสเข้มข้นก็ยิ่งอร่อย แบบนี้ทั้งอร่อย ทั้งดีต่อสุขภาพด้วยนะคะ

“ธาตุลม”
ถัดจากธาตุไฟที่ร้อนแรง มาดูกันต่อที่ธาตุลมกันดีกว่า ผู้ที่อยู่ในธาตุลม คือ ผู้ที่เกิดในเดือน พฤษภาคม มิถุนายน และ กรกฎาคม
ลักษณะของคนธาตุลม คนเกิดธาตุนี้มักเป็นคนอ่อนไหว เปลี่ยนแปลงเสมอ รูปร่างของผู้ที่อยู่ในธาตุลมจะ ค่อนข้างโปร่ง ดูอ่อนกว่าวัย ริมฝีปากอิ่ม ช่างพูด ดวงตากลมโต สดใส มีชีวิตชีวา ไม่ชอบอยู่นิ่ง นิสัยเป็นคนฉลาด ไหวพริบดี มีเสน่ห์งดงาม เกิดมาเพื่อเป็นผู้นำ สุขุมเยือกเย็น เข้าใจง่าย เรียนรู้ได้เร็ว แต่หากเมื่อใดก็ตามที่ธาตุขาดความสมดุล จะเป็นคนเอาแน่เอานอนไม่ค่อยได้ โมโหง่าย ไม่กล้าตัดสินใจ อารมณ์ไม่มั่นคง จึงต้องสร้างสมดุลให้กับผู้ที่อยู่ในธาตุนี้
รสอาหารที่เหมาะ คือ อาหารรสเผ็ด และ รสธรรมดา
ผัก ผลไม้สำหรับธาตุลม ได้แก่ ตะไคร้ เตยหอม บัว ขิง ข่า กระชาย พริกไทย โหระพา กะเพรา
เมนูแนะนำ สำหรับคนธาตุลม “ยำตะไคร้”
สรรพคุณของตะไคร้นั้นเป็นยาบำรุงธาตุ ช่วยในการเจริญอาหาร ช่วยแก้อาการเบื่ออาหาร ตะไคร้มีส่วนช่วยในการป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ช่วยรักษาอาการท้องอืดท้องเฟ้อ ช่วยไล่ลมที่อยู่ในกระเพาะ และช่วยในการขับน้ำดีมาช่วยในการย่อยอาหารจึงเหมาะกับคนที่อยู่ในธาตุลมค่ะ

“ธาตุน้ำ”
มาถึงธาตุที่ 3 กัน กับธาตุน้ำ ผู้ที่อยู่ในธาตุน้ำคือ ผู้ที่เกิดในเดือน เดือนสิงหาคม กันยายน และ ตุลาคม
ลักษณะของคนธาตุน้ำ เป็นคนนิ่ง เยือกเย็น รูปร่างสมส่วน ผิวพรรณสดใสเต่งตึง เมื่อร่างกายมีความสมดุลจะมีความจำดี แต่หากเมื่อไหร่ธาตุไม่สมดุลจะเป็นคนเฉื่อยชา เกียจคร้าน ตัดสินใจช้า ไม่ค่อยเด็ดขาด อารมณ์เสียง่าย ใจอ่อน
รสอาหารที่เหมาะกับชาวธาตุน้ำ คือ อาหารรสเปรี้ยว
ผัก ผลไม้สำหรับชาวธาตุน้ำ ได้แก่ มะกรูด มะนาว ส้ม สับปะรด มะเขือเทศ
เมนูแนะนำสำหรับชาวธาตุน้ำ “ยำมะม่วง”
สรรพคุณของมะม่วง เนื่องจากมะม่วงมีวิตามินซีสูง จึงช่วยป้องกันและรักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน นอกจากนั้นยังมีวิตามินเอ ซึ่งมีส่วนช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใส ช่วยบำรุงและรักษาสายตา เพราะอุดมไปด้วยวิตามินเอ และเบต้าแคโรทีน ผลมะม่วงดิบมีวิตามินซีสูง ช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคมะเร็งต่างๆ มีส่วนช่วยต่อต้านการเกิดโรคมะเร็งเต้านม และมะเร็งลำไส้ รวมไปถึงมะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งปอด มะเร็งเม็ดเลือด โรคมะเร็งผิวหนัง และไฟเบอร์ในมะม่วงยังเป็นตัวช่วยสำหรับการย่อยอาหาร และเผาผลาญพลังงานอีกด้วย อาหารรสเปรี้ยวคงช่วยให้คนธาตุน้ำกระปรี้กระเปล่า สดชื่นขึ้นนะคะ

“ธาตุดิน”
ธาติดิน สำหรับผู้ที่เกิดช่วงปลายปี คือผู้ที่เกิดในเดือน พฤศจิกายน ธันวาคม และ มกราคม
ลักษณะของคนธาตุดิน คนธาตุนี้มีความหนักแน่นมั่นคง รูปร่างสูงใหญ่ กระดูกใหญ่ น้ำหนักตัวมาก ผิวค่อนข้างคล้ำ บุคลิกโดดเด่นสง่างาม หากร่างกายสมดุลจะมีความสุขุมรอบคอบ มีเป้าหมายในชีวิต เฉลียวฉลาด ทะเยอทะยาน จิตใจหนักแน่น มีมนุษย์สัมพันธ์ดี กระตือรือร้น อดทนสูง เอื้อเฟื้อ มีเมตตา รักสงบ แต่ถ้าธาตุเสียสมดุล จะเกิดความขัดแย้งในตัวเอง ลังเล ขี้ใจน้อย ดื้อรั้น โกรธเกรี้ยว ฉุนเฉียว อารมณ์แรง
รสอาหารที่เหมาะ คือ อาหารรสฝาด หวาน มัน เค็ม
ผัก ผลไม้สำหรับชาวธาตุดิน ได้แก่ ผักกูด มังคุด ฝรั่งดิบ ฟักทอง ถั่วต่างๆ เงาะ น้ำนม น้ำอ้อย น้ำมะพร้าว เกลือ ฯลฯ
เมนูแนะนำสำหรับชาวธาตุดิน “ยำผักกูด”
ผักกูดอุดมไปด้วยธาตุเหล็ก และเบตาแคโรทีน การรับประทานผักกูดร่วมกับเนื้อสัตว์จะช่วยทำให้ร่างกายดูดซึมแร่ธาตุต่างๆ ได้ดีขึ้น และยังช่วยบำรุงร่างกายอีกด้วย จึงช่วยให้ร่างกายแข็งแรง ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันและช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเม็ดเลือด ช่วยบำรุงโลหิต เนื่องจากผักกูดเป็นผักที่มีธาตุเหล็กมากที่สุดเป็นอันดับ 1 จึงช่วยแก้โรคโลหิตจาง และช่วยบำรุงสายตาได้เป็นอย่างดี

เมนูต่างๆ ล้วนแต่มีคุณประโยชน์ที่แตกต่างกัน อยู่ที่เราจะเลือกทานเมนูไหนให้เหมาะ เพื่อปรับสมดุลให้ร่างกาย เมื่อทราบว่าตนเองอยู่ธาตุอะไรกันแล้ว อย่าลืมดูแลตนเองให้เหมาะกับธาตุนะคะ จะได้มีสุขภาพที่แข็งแรงสมบูรณ์ ห่างไกลโรคร้ายทั้งปวงค่ะ

ทานปลา ใครๆ ก็ว่ามีประโยชน์ แล้วจะเลือกปลาอะไรดีล่ะ ?

fish
คนรักสุขภาพใครๆ ก็ทานปลากันทั้งนั้น แต่ปลาที่จะให้เลือกก็มีเยอะแยะมากมายไปหมด จะเลือกทานปลาอะไรให้ดีล่ะ

อย่างที่เราพอจะทราบกันมาแล้วบ้าง ว่าการทานปลานั้นดีต่อสุขภาพ เพราะเนื้อปลาเป็นแหล่งของโปรตีนที่ย่อยง่าย มีกรดไขมันไม่อิ่มตัว และกรดไขมันพิเศษที่เรียกว่า โอเมก้า-3 สูง ทั้งแร่ธาตุ และวิตามินอย่าง แคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินดี วิตามินบี 12 วิตามินเอ ก็มีอยู่เต็มที่ อย่างไรก็ตาม ในเนื้อปลาก็มีไขมันซ่อนอยู่ด้วยเหมือนกัน แต่จะมากหรือน้อยแค่ไหน เราลองมาดูกันดีกว่าค่ะ

ปลาชนิดไหนมีไขมันสูง-ต่ำบ้าง ลองมาดูปริมาณไขมันที่อยู่ในเนื้อปลากันดีกว่าค่ะ
ปลาที่มีไขมันสูง (มากกว่า 8 – 20 กรัมต่อ 100 กรัม) คือ ปลาช่อน ปลาสวาย ปลาดุก และปลาสำลี
ปลาที่มีไขมันปานกลาง (มากกว่า 4 -5 กรัมต่อ 100 กรัม) คือ ปลาสลิด ปลาตะเพียน และปลาจาระเม็ดขาว
ปลาที่มีไขมันต่ำ (มากกว่า 2 -4 กรัมต่อ 100 กรัม) คือ ปลาทูนึ่ง ปลากะพงขาว ปลาจาระเม็ดดำ และปลาอินทรี
ปลาที่มีไขมันอยู่น้อย (ไม่เกิน 2 กรัมต่อ 100 กรัม) ได้แก่ ปลาไหล ปลากราย ปลานิล ปลากะพงแดง และปลาเก๋า

เลือกได้ตามใจชอบเลยนะคะว่าปลื้มเมนูปลาแบบไหน และ นอกจากเรื่องไขมันที่อยู่ในเนื้อปลาแล้ว เราอาจจะดูเรื่องปริมาณ โอเมก้า 3 ควบคู่กันไปด้วย โอเมก้า 3 คือกรดไขมันอิ่มตัวที่สำคัญต่อร่างกาย ประกอบด้วยสารสำคัญสองชนิดคือ กรดไอโคซาเพนตะอีโนติก (eicosapentaenoic acid, EPA) และกรดโดโคซาเฮกซาอีโนอิก (docosahexaenoic acid, DHA ) เป็นไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน ที่มีประโยชน์มากโดย EPA จะช่วยในเรื่องการป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือกอุดตัน ช่วยลดระดับไขมันในเลือด และ DHA จำเป็นต่อสมองช่วยให้การทำงานของสมองและระบบประสาทมีประสิทธิภาพ ทั้งยังช่วยเพิ่มความสามารถในการเรียนรู้ และช่วยป้องกันโรคความจำเสื่อมหรือโรคอัลไซเมอร์อีกด้วย

เมื่อร่างกายได้รับกรดไขมันทั้งสองตัวนี้จะช่วยลดการจับตัวของเกล็ดเลือดที่ก่อให้เกิดภาวะหลอดเลือดแข็งตัว ลดการอักเสบ และสร้างสารที่มีส่วนช่วยให้หลอดเลือดขยายตัวและมีความยืดหยุ่นมากขึ้น และยังช่วยลดระดับของไขมันประเภทไตรกลีเซอไรน์ที่เป็นตัวเร่งให้เกิดภาวะเลือดจับตัวกันเป็นลิ่มและอุดตันหลอดเลือด

ปลาทะเลที่มีปริมาณโอเมก้า 3 สูงได้แก่ ปลาทู ปลาแซลมอน ปลาโอ ปลาอินทรี ปลาทูน่า ปลากะพง ปลาดุกทะเล เป็นต้นค่ะ

สำหรับปลาที่หาทานได้ง่ายในบ้านเราก็มีปริมาณโอเมก้า 3 ไม่แพ้ปลาทะเลเลยทีเดียว ดีไม่ดีอาจจะเยอะกว่าปลาทะเลจากต่างแดนเสียอีก ลองมาดูกันดีกว่าค่ะว่า ปลาบ้านเราชนิดใดมีโอเมก้า 3 เท่าไหร่กันบ้าง ปริมาณโอเมก้าในที่นี้คือปริมาณต่อปริมาณเนื้อปลา 100 กรัมนะคะ

ปลาสวายขาว ปลาน้ำจืดของไทย มีปริมาณโอเมก้า 3 สูงถึง 2,570 มิลลิกรัม
ปลาทู ปลาทะเลไทยที่หาทานได้ง่ายที่สุด มีปริมาณโอเมก้า 3 สูงถึง 2,000-3,000 มิลลิกรัม
ปลาช่อน เป็นปลาน้ำจืดที่มีโอเมก้า 3 ค่อนข้างสูงเช่นกัน มีประมาณ 870 มิลลิกรัม
ปลากะพงขาว ปลาทะเลไทย มีโอเมก้า 3 ประมาณ 310 มิลลิกรัม

เมื่อไม่นานมานี้ หลายประเทศตะวันตก ได้มีการประกาศข้อควรระวังสำหรับผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์ หญิงที่ให้นมบุตร รวมถึงเด็กเล็ก ให้งดการทานปลาทะเล 4 ชนิด คือ ปลาฉลาม ปลากระโทงดาบ หรือปลาฉลาก ปลาแมคเคอเรล หรือปลาอินทรี และปลาไทซึ่งเป็นปลาในกลุ่มปลาไหล เพราะปลาในกลุ่มนี้มีวงจรชีวิตยาวนาน ทำให้มีการสะสมของสารปรอทในตัวมาก ทานเข้าไปอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพได้

สุดท้าย ปลาดีๆ ก็อยู่ใกล้ๆ เรานี่ล่ะค่ะ เป็นปลาท้องถิ่นที่หาง่าย ไม่ต้องขนส่งมาจากแดนไกลให้เสี่ยงต่อสารเคมีที่ใช้ในการเก็บถนอมอาหาร และยังไม่พบอาการแพ้ โดยเฉพาะจากปลาน้ำจืดเหมือนที่พบในปลาทะเลในประเทศอื่นๆ ทั้งอาหารไทยส่วนใหญ่ก็มาเมนูจากปลาทั้งนั้น ไม่ว่าจะน้ำพริก ต้มยำ แกงส้ม แกงป่า ทานคู่กับผักพื้นบ้าน ทั้งอร่อย ทั้งได้สุขภาพที่ดี เงินทองไม่รั่วไหลออกไปต่างแดนอีกด้วยล่ะค่ะ