สุข ทุกข์ อยู่ที่ใจเราเอง

970952_727138270651127_1061924078_n

สุข ทุกข์ อยู่ที่ใจเราค่ะ

เคยรู้สึกมั้ย ว่าทำไม คนบางคนถึงได้อารมณ์ดี สดใส ร่าเริงอยู่ได้ตลอดเวลา ใช้ชีวิตในแต่ละวันเหมือนกับว่าไม่ได้มีอะไรให้หนักใจ ต้องกังวล หรือกลุ้มอก กลุ้มใจ อะไรกันบ้างเลย ช่างน่าอิจฉาจริงๆ
ลองเดินเข้าไปคุยดูค่ะ แล้วจะทราบว่าทุกๆ คน ล้วนมีเรื่องให้หนักใจ กลุ้มใจ ไม่น้อยไปกว่ากันซักเท่าไหร่หรอก จะต่างกันก็คงจะแค่เรื่องราว รูปแบบ และที่สำคัญ การจัดการกับเรื่องเหล่านั้นต่างหาก

เราทุกคน ล้วนมีปัญหา มีเรื่องราว ที่มาพร้อมกับเงื่อนไข และสถานการณ์ต่างๆกันออกไป แต่สิ่งที่ต่างกัน คือมุมมองที่มีต่อปัญหา ความเข้าใจในความเป็นธรรมดาของชีวิต ที่้จะต้องมีปัญหาเข้ามาทักทายกันเป็นเรื่องปกติล่ะค่ะ

วันนี้ ลองมาเดินไปช้าๆ ด้วยกัน เริ่มต้นเป็นคนอารมณ์ดี ที่ค่อยๆ จัดการกับกองปัญหาทีละส่วนๆ อยู่ร่วมกับปัญหา และเรื่องราวอย่างเข้าใจ ค่อยๆ จัดการเรื่องราวไปทีละเรื่องๆ กันค่ะ

ลองเริ่มต้นด้วยการให้เวลากับตัวเอง ดึงตัวเองออกมาจากความวุ่นวายซักพัก แล้วทบทวนดู ว่าอะไรคือปัญหา ลองกำหนดปัญหาขึ้นมา ชัดๆ ว่าแท้ที่จริงแล้ว คืออะไร… บ่อยครั้ง เราไม่ได้หนักใจกับปัญหาที่แท้จริง แต่เป็นเรื่องที่ตามมา จากสาเหตุจริงๆค่ะ
เชื่อว่าทุกๆ คน ไม่ได้มีปัญหาแค่อย่างเดียว ลองไล่มาเลยค่ะ ว่ามีอะไรบ้าง เรื่องหนักใจหลายๆ อย่าง เมื่อลองไล่ดูแล้ว อาจจะมาจากปัญหาเพียงแค่ไม่กี่ข้อก็ได้
เมื่อรู้ถึงปัญหาจริงๆ แล้ว ลองหาสาเหตุ และทบทวนดูเงื่อนไขของเรา อะไรที่แก้ไขได้ ทำอย่างไร มีทางเลือกอะไรบ้าง แล้ว ‘ลงมือทำ’
ลงมือแก้ปัญหาไปทีละข้อ อาจจะเริ่มจากเรื่องเร่งด่วน อาจจะเริ่มจากเรื่องง่ายๆ หรืออาจจะเริ่มจากอะไรที่แก้ไขได้ทันทีกันก่อน แต่ที่แน่ๆ เราทำได้ทีละอย่างค่ะ

ลองแก้ปัญหา ทีละข้อๆ แค่นี้ ปัญหาก็เริ่มลดน้อยลงแล้วล่ะค่ะ

สุดท้าย มาถึงเรื่องยากๆ
ปัญหาหลายๆ อย่าง แก้ไขไม่ได้ในทันทีค่ะ อาจจะเหมือนผลไม้ ที่ยังสุกไม่เต็มที่ เหมือนหลายๆ สิ่ง ที่จำเป็นต้องให้เวลา แนะนำว่า ลองพักไว้ก่อน ใช้เวลาไปกับการแก้ปัญหาอื่นๆ ก่อน แล้วเมื่อย้อนมาอีกที เรื่องหนักๆ ที่เคยแก้ไขไม่ได้ อาจจะเริ่มมีทางออก และเป็นช่วงเวลาที่เราจะลงมือเริ่มแก้ปัญหากัน ลองใช้เวลา เป็นตัวช่วยค่ะ

เมื่อเราเข้าใจว่าปัญหา เป็นเรื่องธรรมดาในชีวิต
เมื่อเราเริ่มจัดการกับเรื่องราว เท่าที่เราสามารถทำได้ และ
เมื่อเราเริ่มให้เวลากับปัญหาต่างๆ ในการคลี่คลายตัวเองลงบ้าง
เชื่อว่า ความทุกข์ ความกังวลใน ก็จะค่อยๆ น้อยลง เพราะเรื่องหนักๆ ที่เราเคยแบกเอาไว้ ได้ถูกจัดวางลงไปบ้างแล้ว

นำเรื่องราวดีๆ มาแบ่งปันกันวันนี้ค่ะ ^^

credit : http://www.facebook.com/lifecenterthailand
@lifecenterthailand #Lifecenter #QHouseLumpini

พักร้อน…. พักที่ใจของเรา

10168163_730540930310861_566415919_n

อากาศร้อนๆ อย่าใจร้อนตามอากาศกันนะคะ.. ^^

วันนี้ มาดับร้อนกันซักหน่อย….
ร้อน เย็น สบาย ไม่สบาย…. เป็นอะไรที่เราต้องพบเจอกันอยู่เป็นประจำ หน้าร้อนอย่างนี้ ทำยังงัย ที่จะคลายร้อนกันบ้าง ลองมาดูทางเลือกซักสามทางค่ะ

บำบัด ความร้อน….. หาที่เย็นๆ ร่มๆ จะเดินห้าง จะเปิดแอร์บ้าง หรือจะหาอะไรเย็นๆ ทานให้สบายใจ เป็นทางเลือกแรกค่ะ… ถึงแม้จะบำบัดได้เป็นช่วงสั้นๆ แต่อย่างน้อย ก็ช่วยให้ใจเราเย็นลงบ้าง ไม่รุ่มร้อนไปกับอากาศร้อนอบอ้าว

เข้าใจ ในความร้อน….. หลายๆ สิ่งในชีวิต อาจจะเบาบางลง เมื่อเรามีความเข้าใจค่ะ ลองหายใจลึกๆ นั่งนิ่งๆ บ้าง… ทำความเข้าใจว่านี่คือเรื่องปกติ มีร้อน มีหนาว เป็นความรู้สึกทางกาย.. ซึ่งถ้าเราไม่เติมความร้อนเข้าไปอีก ไม่นานความร้อนก็จะต้องเปลี่ยนไปตามธรรมชาติ เปลี่ยนเป็นร้อนน้อยลง เปลี่ยนเป็นเย็นๆ บ้าง แม้แต่อารมณ์ ความรู้สึกของเรา ก็เปลี่ยนไปตลอดเวลา ค่อยๆ สังเกต ทำความเข้าใจ ความรุ่มร้อนในใจเราก็จะเบาบางลง อย่าไปหงุดหงิดกับอุณหภูมิภายนอก เพราะสิ่งที่จะเติมเพิ่มความร้อนรุมให้กับตัวเรา ก็คือจิตใจของเรานั่นเองค่ะ

อยู่กับ ความร้อน…. สิ่งต่างๆ หลายๆ สิ่ง เราเปลี่ยนแปลงไม่ได้ค่ะ หลายๆ อย่าง เราไม่ได้มีส่วนจะเปลี่ยนแปลงได้ในเวลาอันรวดเร็ว หรือแม้แต่เราไม่มีพลังมากพอที่จะเปลี่ยนแปลงได้เลย… อากาศร้อนๆ ในวันนี้ เราไม่สามารถกดสวิทช์แล้วปรับอุณหภูมิได้ในทันที… ลองเรียนรู้ที่จะอยู่กับมันค่ะ
ลองมองหากิจกรรมที่ไม่ต้องกลัวร้อน มองหามุมดีๆ ของอากาศร้อนๆ แล้วหาอะไรดีๆ ลองทำกัน
ลองมองไปรอบๆ ค่ะ.. ไม้ดอกบ้านเรา จะออกดอกงดงามกันทั่วก็ในหน้าร้อน ช่วงที่มีแดดจัดๆ ออกดอก แตกช่อใบอ่อนกันอย่างครึกครื้น.. ต้นไม้ อยู่ร่วมกับอากาศร้อนๆ ได้ ก็ด้วยการใช้ประโยชน์จากแสงแดดแรงๆ เนี่ยล่ะค่ะ

ลองเลือกกันดู ว่าแนวไหนจะถูกใจ การอยู่กับอากาศร้อนๆ ก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตค่ะ ทุกชีวิต มีปัญหา เรามีทางเลือกที่จะบำบัด เข้าใจ หรืออยู่ร่วมกับปัญหาได้ ขึ้นอยู่กับการจัดการของจิตใจเราเองค่ะ

5 เมนูเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ

IMG_31521

ต่อกันด้วยเรื่องอาหารการกินกันอีกซักหน่อยค่ะ วันนี้มีเมนูเครื่องดื่ม ที่ทั้งอร่อยและมีประโยชน์มาฝากกันค่ะ

นอกจากเมนู ขนมจีบ ซาลาเปา หมั่นโถว หรือ บ๊ะจ่าง ที่ขึ้นชื้อแล้ว ร้านวราภรณ์ซาลาเปา ยังมีเมนูเครื่องดื่มจากสมุนไพรอีกหลากหลายไว้ให้ดื่มแก้กระหายกัน แต่ทราบมั้ยคะ ว่าเครื่องดื่มทุกแก้วนอกจากความอร่อยแล้ว ยังได้รับการเลือกสรรว่าเป็นเครื่องดื่มที่มีเอกลักษณ์ และอร่อยแบบได้ประโยชน์กว่าเครื่องดื่มทั่วๆ ไปอีกด้วยค่ะ
ลองมาดูกันค่ะว่าเครื่องดื่มแต่ละประเภท มีประโยชน์ซ่อนอยู่อย่างไรกันบ้าง

น้ำผึ้งมะนาว รสหวานอมเปรี้ยวนิดๆ กลมกล่อมกำลังดี  นอกจากจะเป็นเครื่องดื่มยอดฮิตสำหรับคุณสาวๆ แล้วยังให้ประโยชน์มากมาย ทั้งวิตามินซีจากมะนาวที่ช่วยป้องกันอาการเลือดออกตามไรฟัน ช่วยขับเสมหะ ลดอาการไอ เจ็บคอ คลื่นไส้อาเจียน ช่วยขับลมในกระเพาะ แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ แก้อาการอ่อนเพลีย และเพิ่มความชุ่มชื่นให้กับลำคออีกด้วยค่ะ

น้ำโกจิน้ำผึ้ง เครื่องดื่มสีแดงสดใสแก้วนี้มีประโยชน์มากมายจากคุณสมบัติของโกจิเบอร์รี่ ที่ช่วยชะลอความชรา ควบคุมระดับน้ำตาลในเม็ดเลือดแดง เสริมสร้างการทำงานของหัวใจ และช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้ร่างกายแข็งแรง

น้ำชาเขียวเก๊กฮวย ชาเขียวที่นี่ไม่เหมือนชาเขียวที่ไหน ด้วยกลิ่นหอมอ่อนๆ และรสชาติของชาเข้มข้น ทำให้ใครๆ ก็ติดใจจนต้องสั่งเป็นเครื่องดื่มแก้วโปรด ปกติแล้วชาเขียวจะช่วยลดปริมาณไขมันในเส้นเลือด ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ เมื่อมารวมกับเก๊กฮวยจึงช่วยเสริมประโยชน์ให้ดียิ่งขึ้น คือ ช่วยแก้อาการวิงเวียนศีรษะ ตาลาย ได้อีกด้วยค่ะ

น้ำเฉาก๊วยผสมหล่อฮั่งก๊วย เฉาก๊วยเนื้อเหนียวนุ่มอร่อยแบบนี้มีฤทธิ์เย็นเหมาะกับบ้านเราที่อากาศร้อนๆ เครื่องดื่มแก้วนี้จึงช่วยป้องกัน บรรเทาอาการร้อนใน รวมทั้งช่วยบรรเทาอาการปวดศีรษะอีกด้วยค่ะ

น้ำไพลิน (น้ำอัญชันใส่เม็ดแมงลัก) เครื่องดื่มสีม่วงแปลกตาแก้วนี้มีรสหวานอร่อยไม่แพ้แก้วไหน นอกจากนั้นยังแฝงไว้ด้วยประโยชน์อีกมากมาย ทั้งช่วยเพิ่มความสามารถในการมองเห็น เพราะมีส่วนไปช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดในหลอดเลือดเล็ก ๆ เช่น หลอดเลือดส่วนปลาย ทำให้กลไกที่ทำงานเกี่ยวกับการมองเห็นแข็งแรงขึ้น เพราะมีเลือดไหลเวียนมาเลี้ยงมากขึ้น นอกจากนั้นยังมีประโยชน์สำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักอีกด้วยค่ะ

รู้จักเมนูเครื่องดื่มเย็นๆ แสนอร่อยครบกันทั้ง 5 เมนูแล้ว ครั้งต่อไปที่แวะไปที่ร้านวราภรณ์ซาลาเปา อย่าลืมลองสั่งเครื่องดื่มเย็นๆ มาชิม แล้วมาบอกกันบ้างนะคะ ว่าเป็นปลื้มกับแก้วไหนกันบ้าง

อาหารตามธาตุเจ้าเรือน ดิน น้ำ ลม ไฟ

IMG_33951

เคยนำเรื่องแพทย์แผนไทย และอาหารที่เหมาะกับชาวธาตุต่างๆ มาฝากกันแล้ว วันนี้มีโอกาสแวะชิมอาหารที่ร้าน ยำแอนด์ตำ ชั้น G ที่ Life Center เลยได้จังหวะ เจาะลึกลงรายละเอียดกันซักหน่อย ว่าแต่ละธาตุ จะเหมาะกับการดูแลตัวเองแบบไหน และอาหารเมนูไหนที่เหมาะกันบ้าง จะได้รับประทานอาหารให้เป็นยา เพื่อปรับสมดุลให้ร่างกายกันค่ะ

ทวนกันซักนิด ว่าใครมีธาตุอะไรกันบ้างนั้น ลองไล่อ่านกันดูเลยค่ะ จะอ่านเผื่อคนใกล้ตัว หรือคนที่เรารักก็ได้นะคะ จะได้แข็งแรงกันทั่วหน้า

“ธาตุไฟ”
เริ่มกันที่ธาตุที่ร้อนแรงที่สุด นั่นก็คือ “ธาตุไฟ” ผู้ที่อยู่ในธาตุไฟ คือ ผู้ที่เกิดในเดือน กุมภาพันธ์ มีนาคม และ เมษายน
ลักษณะของชาวธาตุไฟ คนธาตุนี้มักขี้ร้อน ใจร้อน อารมณ์ร้อน ระบบเผาผลาญอาหารดี จะหิวบ่อยทานเก่ง ผมหงอกเร็ว อาจจะหัวล้าน ข้อกระดูกหลวม และอาจมีกลิ่นปาก กลิ่นตัวแรง
รสอาหารที่เหมาะ คืออาหารที่มี รสขม และรสจืด ควรทานอาหารที่มีฤทธิ์เย็น
ผัก ผลไม้สำหรับธาตุไฟ ได้แก่ เห็ดหูหนู ผักบุ้ง ตำลึง ผักกระเฉด สายบัว ผักกาด มะระ มะรุม มะเขือยาว ผักหนาม ยอดมันเทศ กระเจี๊ยบมอญ สะเดา ยอดฝักทอง หยวกกล้วย หม่อน มะเขือขาว กุ้ยช่าย
เมนูแนะนำ สำหรับชาวธาตุไฟ “ยำเห็ดหูหนูขาว”
สรรพคุณของเห็ดหูหนูขาวที่สำคัญ คือ ช่วยชะลอความเสื่อมของเซลล์ เสริมภูมิคุ้มกัน ทำให้การไหลเวียนเลือดของหัวใจดีขึ้น (ลดอาการหลอดเลือดหัวใจขาด ตีบตัน) มีฤทธิ์ต้านมะเร็ง ลดอาการแทรกซ้อนภายหลังการฉายแสงรักษาโรคมะเร็ง สามารถขจัดรอยย่นบนผิว ช่วยให้ผิวพรรณงดงามขึ้นเนื่องจากมีธาตุซีลีเนียมที่เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดีกว่ำเบต้าแคโรทีน จึงช่วยให้ผิวดูอ่อนเยาว์อีกด้วยค่ะ
นอกจากนั้นยังช่วยบำบัดอาการอ่อนเพลีย แก้อาการเบื่ออาหาร นอนไม่หลับ แก้ไอ แก้ร้อนใน ขับเสมหะ ช่วยระบายท้อง รักษาแผลในกระเพาะ บำรุงกระเพาะ ปอด และม้าม ช่วยให้เลือดแข็งตัว เส้นใยในเห็ดหูหนูขาวช่วยป้องกันมะเร็งกระเพาะ มะเร็งลำไส้ และ ริดสีดวงทวาร แคลเซียมในเห็ดหูหนูขาวช่วยบำรุงกระดูกและฟัน และเนื่องจากเห็ดหูหนูขาวมีแคลอรีต่ำ จึงเหมาะกับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก และวิตามินบีในเห็ดหูหนูขาวยังช่วยบำรุงสมองอีกด้วยค่ะ
เห็ดหูหนูขาวทานง่าย เพราะรสหวานอ่อนๆ เอามาทำเป็นอาหารก็ง่าย คลุกกับน้ำยำรสเข้มข้นก็ยิ่งอร่อย แบบนี้ทั้งอร่อย ทั้งดีต่อสุขภาพด้วยนะคะ

“ธาตุลม”
ถัดจากธาตุไฟที่ร้อนแรง มาดูกันต่อที่ธาตุลมกันดีกว่า ผู้ที่อยู่ในธาตุลม คือ ผู้ที่เกิดในเดือน พฤษภาคม มิถุนายน และ กรกฎาคม
ลักษณะของคนธาตุลม คนเกิดธาตุนี้มักเป็นคนอ่อนไหว เปลี่ยนแปลงเสมอ รูปร่างของผู้ที่อยู่ในธาตุลมจะ ค่อนข้างโปร่ง ดูอ่อนกว่าวัย ริมฝีปากอิ่ม ช่างพูด ดวงตากลมโต สดใส มีชีวิตชีวา ไม่ชอบอยู่นิ่ง นิสัยเป็นคนฉลาด ไหวพริบดี มีเสน่ห์งดงาม เกิดมาเพื่อเป็นผู้นำ สุขุมเยือกเย็น เข้าใจง่าย เรียนรู้ได้เร็ว แต่หากเมื่อใดก็ตามที่ธาตุขาดความสมดุล จะเป็นคนเอาแน่เอานอนไม่ค่อยได้ โมโหง่าย ไม่กล้าตัดสินใจ อารมณ์ไม่มั่นคง จึงต้องสร้างสมดุลให้กับผู้ที่อยู่ในธาตุนี้
รสอาหารที่เหมาะ คือ อาหารรสเผ็ด และ รสธรรมดา
ผัก ผลไม้สำหรับธาตุลม ได้แก่ ตะไคร้ เตยหอม บัว ขิง ข่า กระชาย พริกไทย โหระพา กะเพรา
เมนูแนะนำ สำหรับคนธาตุลม “ยำตะไคร้”
สรรพคุณของตะไคร้นั้นเป็นยาบำรุงธาตุ ช่วยในการเจริญอาหาร ช่วยแก้อาการเบื่ออาหาร ตะไคร้มีส่วนช่วยในการป้องกันโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ ช่วยรักษาอาการท้องอืดท้องเฟ้อ ช่วยไล่ลมที่อยู่ในกระเพาะ และช่วยในการขับน้ำดีมาช่วยในการย่อยอาหารจึงเหมาะกับคนที่อยู่ในธาตุลมค่ะ

“ธาตุน้ำ”
มาถึงธาตุที่ 3 กัน กับธาตุน้ำ ผู้ที่อยู่ในธาตุน้ำคือ ผู้ที่เกิดในเดือน เดือนสิงหาคม กันยายน และ ตุลาคม
ลักษณะของคนธาตุน้ำ เป็นคนนิ่ง เยือกเย็น รูปร่างสมส่วน ผิวพรรณสดใสเต่งตึง เมื่อร่างกายมีความสมดุลจะมีความจำดี แต่หากเมื่อไหร่ธาตุไม่สมดุลจะเป็นคนเฉื่อยชา เกียจคร้าน ตัดสินใจช้า ไม่ค่อยเด็ดขาด อารมณ์เสียง่าย ใจอ่อน
รสอาหารที่เหมาะกับชาวธาตุน้ำ คือ อาหารรสเปรี้ยว
ผัก ผลไม้สำหรับชาวธาตุน้ำ ได้แก่ มะกรูด มะนาว ส้ม สับปะรด มะเขือเทศ
เมนูแนะนำสำหรับชาวธาตุน้ำ “ยำมะม่วง”
สรรพคุณของมะม่วง เนื่องจากมะม่วงมีวิตามินซีสูง จึงช่วยป้องกันและรักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน นอกจากนั้นยังมีวิตามินเอ ซึ่งมีส่วนช่วยบำรุงผิวพรรณให้เปล่งปลั่งสดใส ช่วยบำรุงและรักษาสายตา เพราะอุดมไปด้วยวิตามินเอ และเบต้าแคโรทีน ผลมะม่วงดิบมีวิตามินซีสูง ช่วยป้องกันและลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคมะเร็งต่างๆ มีส่วนช่วยต่อต้านการเกิดโรคมะเร็งเต้านม และมะเร็งลำไส้ รวมไปถึงมะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งปอด มะเร็งเม็ดเลือด โรคมะเร็งผิวหนัง และไฟเบอร์ในมะม่วงยังเป็นตัวช่วยสำหรับการย่อยอาหาร และเผาผลาญพลังงานอีกด้วย อาหารรสเปรี้ยวคงช่วยให้คนธาตุน้ำกระปรี้กระเปล่า สดชื่นขึ้นนะคะ

“ธาตุดิน”
ธาติดิน สำหรับผู้ที่เกิดช่วงปลายปี คือผู้ที่เกิดในเดือน พฤศจิกายน ธันวาคม และ มกราคม
ลักษณะของคนธาตุดิน คนธาตุนี้มีความหนักแน่นมั่นคง รูปร่างสูงใหญ่ กระดูกใหญ่ น้ำหนักตัวมาก ผิวค่อนข้างคล้ำ บุคลิกโดดเด่นสง่างาม หากร่างกายสมดุลจะมีความสุขุมรอบคอบ มีเป้าหมายในชีวิต เฉลียวฉลาด ทะเยอทะยาน จิตใจหนักแน่น มีมนุษย์สัมพันธ์ดี กระตือรือร้น อดทนสูง เอื้อเฟื้อ มีเมตตา รักสงบ แต่ถ้าธาตุเสียสมดุล จะเกิดความขัดแย้งในตัวเอง ลังเล ขี้ใจน้อย ดื้อรั้น โกรธเกรี้ยว ฉุนเฉียว อารมณ์แรง
รสอาหารที่เหมาะ คือ อาหารรสฝาด หวาน มัน เค็ม
ผัก ผลไม้สำหรับชาวธาตุดิน ได้แก่ ผักกูด มังคุด ฝรั่งดิบ ฟักทอง ถั่วต่างๆ เงาะ น้ำนม น้ำอ้อย น้ำมะพร้าว เกลือ ฯลฯ
เมนูแนะนำสำหรับชาวธาตุดิน “ยำผักกูด”
ผักกูดอุดมไปด้วยธาตุเหล็ก และเบตาแคโรทีน การรับประทานผักกูดร่วมกับเนื้อสัตว์จะช่วยทำให้ร่างกายดูดซึมแร่ธาตุต่างๆ ได้ดีขึ้น และยังช่วยบำรุงร่างกายอีกด้วย จึงช่วยให้ร่างกายแข็งแรง ช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันและช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเม็ดเลือด ช่วยบำรุงโลหิต เนื่องจากผักกูดเป็นผักที่มีธาตุเหล็กมากที่สุดเป็นอันดับ 1 จึงช่วยแก้โรคโลหิตจาง และช่วยบำรุงสายตาได้เป็นอย่างดี

เมนูต่างๆ ล้วนแต่มีคุณประโยชน์ที่แตกต่างกัน อยู่ที่เราจะเลือกทานเมนูไหนให้เหมาะ เพื่อปรับสมดุลให้ร่างกาย เมื่อทราบว่าตนเองอยู่ธาตุอะไรกันแล้ว อย่าลืมดูแลตนเองให้เหมาะกับธาตุนะคะ จะได้มีสุขภาพที่แข็งแรงสมบูรณ์ ห่างไกลโรคร้ายทั้งปวงค่ะ

ทานปลา ใครๆ ก็ว่ามีประโยชน์ แล้วจะเลือกปลาอะไรดีล่ะ ?

fish
คนรักสุขภาพใครๆ ก็ทานปลากันทั้งนั้น แต่ปลาที่จะให้เลือกก็มีเยอะแยะมากมายไปหมด จะเลือกทานปลาอะไรให้ดีล่ะ

อย่างที่เราพอจะทราบกันมาแล้วบ้าง ว่าการทานปลานั้นดีต่อสุขภาพ เพราะเนื้อปลาเป็นแหล่งของโปรตีนที่ย่อยง่าย มีกรดไขมันไม่อิ่มตัว และกรดไขมันพิเศษที่เรียกว่า โอเมก้า-3 สูง ทั้งแร่ธาตุ และวิตามินอย่าง แคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินดี วิตามินบี 12 วิตามินเอ ก็มีอยู่เต็มที่ อย่างไรก็ตาม ในเนื้อปลาก็มีไขมันซ่อนอยู่ด้วยเหมือนกัน แต่จะมากหรือน้อยแค่ไหน เราลองมาดูกันดีกว่าค่ะ

ปลาชนิดไหนมีไขมันสูง-ต่ำบ้าง ลองมาดูปริมาณไขมันที่อยู่ในเนื้อปลากันดีกว่าค่ะ
ปลาที่มีไขมันสูง (มากกว่า 8 – 20 กรัมต่อ 100 กรัม) คือ ปลาช่อน ปลาสวาย ปลาดุก และปลาสำลี
ปลาที่มีไขมันปานกลาง (มากกว่า 4 -5 กรัมต่อ 100 กรัม) คือ ปลาสลิด ปลาตะเพียน และปลาจาระเม็ดขาว
ปลาที่มีไขมันต่ำ (มากกว่า 2 -4 กรัมต่อ 100 กรัม) คือ ปลาทูนึ่ง ปลากะพงขาว ปลาจาระเม็ดดำ และปลาอินทรี
ปลาที่มีไขมันอยู่น้อย (ไม่เกิน 2 กรัมต่อ 100 กรัม) ได้แก่ ปลาไหล ปลากราย ปลานิล ปลากะพงแดง และปลาเก๋า

เลือกได้ตามใจชอบเลยนะคะว่าปลื้มเมนูปลาแบบไหน และ นอกจากเรื่องไขมันที่อยู่ในเนื้อปลาแล้ว เราอาจจะดูเรื่องปริมาณ โอเมก้า 3 ควบคู่กันไปด้วย โอเมก้า 3 คือกรดไขมันอิ่มตัวที่สำคัญต่อร่างกาย ประกอบด้วยสารสำคัญสองชนิดคือ กรดไอโคซาเพนตะอีโนติก (eicosapentaenoic acid, EPA) และกรดโดโคซาเฮกซาอีโนอิก (docosahexaenoic acid, DHA ) เป็นไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน ที่มีประโยชน์มากโดย EPA จะช่วยในเรื่องการป้องกันการเกิดโรคหลอดเลือกอุดตัน ช่วยลดระดับไขมันในเลือด และ DHA จำเป็นต่อสมองช่วยให้การทำงานของสมองและระบบประสาทมีประสิทธิภาพ ทั้งยังช่วยเพิ่มความสามารถในการเรียนรู้ และช่วยป้องกันโรคความจำเสื่อมหรือโรคอัลไซเมอร์อีกด้วย

เมื่อร่างกายได้รับกรดไขมันทั้งสองตัวนี้จะช่วยลดการจับตัวของเกล็ดเลือดที่ก่อให้เกิดภาวะหลอดเลือดแข็งตัว ลดการอักเสบ และสร้างสารที่มีส่วนช่วยให้หลอดเลือดขยายตัวและมีความยืดหยุ่นมากขึ้น และยังช่วยลดระดับของไขมันประเภทไตรกลีเซอไรน์ที่เป็นตัวเร่งให้เกิดภาวะเลือดจับตัวกันเป็นลิ่มและอุดตันหลอดเลือด

ปลาทะเลที่มีปริมาณโอเมก้า 3 สูงได้แก่ ปลาทู ปลาแซลมอน ปลาโอ ปลาอินทรี ปลาทูน่า ปลากะพง ปลาดุกทะเล เป็นต้นค่ะ

สำหรับปลาที่หาทานได้ง่ายในบ้านเราก็มีปริมาณโอเมก้า 3 ไม่แพ้ปลาทะเลเลยทีเดียว ดีไม่ดีอาจจะเยอะกว่าปลาทะเลจากต่างแดนเสียอีก ลองมาดูกันดีกว่าค่ะว่า ปลาบ้านเราชนิดใดมีโอเมก้า 3 เท่าไหร่กันบ้าง ปริมาณโอเมก้าในที่นี้คือปริมาณต่อปริมาณเนื้อปลา 100 กรัมนะคะ

ปลาสวายขาว ปลาน้ำจืดของไทย มีปริมาณโอเมก้า 3 สูงถึง 2,570 มิลลิกรัม
ปลาทู ปลาทะเลไทยที่หาทานได้ง่ายที่สุด มีปริมาณโอเมก้า 3 สูงถึง 2,000-3,000 มิลลิกรัม
ปลาช่อน เป็นปลาน้ำจืดที่มีโอเมก้า 3 ค่อนข้างสูงเช่นกัน มีประมาณ 870 มิลลิกรัม
ปลากะพงขาว ปลาทะเลไทย มีโอเมก้า 3 ประมาณ 310 มิลลิกรัม

เมื่อไม่นานมานี้ หลายประเทศตะวันตก ได้มีการประกาศข้อควรระวังสำหรับผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์ หญิงที่ให้นมบุตร รวมถึงเด็กเล็ก ให้งดการทานปลาทะเล 4 ชนิด คือ ปลาฉลาม ปลากระโทงดาบ หรือปลาฉลาก ปลาแมคเคอเรล หรือปลาอินทรี และปลาไทซึ่งเป็นปลาในกลุ่มปลาไหล เพราะปลาในกลุ่มนี้มีวงจรชีวิตยาวนาน ทำให้มีการสะสมของสารปรอทในตัวมาก ทานเข้าไปอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพได้

สุดท้าย ปลาดีๆ ก็อยู่ใกล้ๆ เรานี่ล่ะค่ะ เป็นปลาท้องถิ่นที่หาง่าย ไม่ต้องขนส่งมาจากแดนไกลให้เสี่ยงต่อสารเคมีที่ใช้ในการเก็บถนอมอาหาร และยังไม่พบอาการแพ้ โดยเฉพาะจากปลาน้ำจืดเหมือนที่พบในปลาทะเลในประเทศอื่นๆ ทั้งอาหารไทยส่วนใหญ่ก็มาเมนูจากปลาทั้งนั้น ไม่ว่าจะน้ำพริก ต้มยำ แกงส้ม แกงป่า ทานคู่กับผักพื้นบ้าน ทั้งอร่อย ทั้งได้สุขภาพที่ดี เงินทองไม่รั่วไหลออกไปต่างแดนอีกด้วยล่ะค่ะ

 

ทานผัก…มากไป !!

carrot beetroot

ทานผัก ใครๆ ก็ว่าดี แต่ถ้าตั้งหน้าตั้งตาทานแต่ผักๆๆ จะเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายของเรากันนะ ลองมาดูกันดีกว่าค่ะว่าร่างกายของเราจะตอบสนองต่อการรับสารอาหารบางอย่างมากเกินไปอย่างไร

มะละกอ
ใครท้องผูก ก็มักจะเรียกหามะละกอมารับประทาน เพราะมะละกอจะช่วยระบายให้สบายท้อง มีผลการวิจัยยืนยันมาแล้วหละค่ะว่ามะละกอมีประโยชน์อีกหลายประการเลยทีเดียว ทั้งช่วยต้านมะเร็ง ช่วยให้ระบบย่อยอาหารของเราทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และด้วยปริมาณกากใยที่สูงจึงช่วยในเรื่องระบบขับถ่าย ทำให้ห่างไกลจากโรคริดสีดวงทวารไปโดยปริยายค่ะ มะละกอยังช่วยบำรุงตับ ป้องกันอาการตับโต และสำหรับคุณแม่ที่ให้นมลูกนั้น มะละกอยังช่วยให้คุณแม่มีน้ำนมมากขึ้นอีกด้วยค่ะ
แต่ถ้าทานมะละกอมากเกินไป จะเกิดอะไรขึ้น?
ด้วยความที่ “มะละกอ” มีสารแคโรทีนอยด์ เมื่อทานในปริมาณมากสารนี้อาจตกค้างในตับของเราได้ สังเกตุได้จากอาการที่ฝ่ามือจะเริ่มกลายเป็นสีเหลือง คำถามคือ ปริมาณที่ว่ามากนั้นคือเท่าไหร่กัน ปริมาณมากในที่นี้คือ ทานมะละกอประมาณวันละหนึ่งลูกและทานทุกวันด้วยนะคะ ถ้าทานแบบปกติก็ยังไม่น่าห่วงหรอกค่ะ

แครอท
ผักสีส้มสด เมนูโปรดของเจ้ากระต่ายนั้นมีประโยชน์มากมาย ทั้งมีวิตามินเอและสารเบต้าแคโรทีน ช่วยบำรุงสายตา ช่วยบำรุงผิวและเนื้อเยื่อต่างๆ ให้ทำงานได้ดี ช่วยยับยั้งความเสื่อมของอวัยวะสำคัญของร่างกาย ช่วยขับปัสสาวะ บำรุงเลือดให้ไหลเวียนสะดวก และช่วยขับของเสียออกนอกร่างกาย นอกจากนี้แครอทยังมีสารฟอลคารินอลซึ่งทำงานร่วมกับสารเบต้าแคโรทีน สามารถต้านอนุมุลอิสระอันเป็นสาเหตุของการเกิดมะเร็ง มีการวิจัยมาแล้วค่ะ ว่าแครอทมีสารแคลเซียมเพคเตท ช่วยลดระดับคลอเลสเตอรอลในเลือด ลดอัตราการเกิดโรคหัวใจ ป้องกันภาวะหัวใจล้มเหลว ลดอัตราการเกิดโรคหลอดเลือดสมอง อัมพฤษ์ อัมพาต ความดันโลหิตสูงและต้อกระจกอีกด้วยนะคะ
แล้วถ้าทานแครอทมากไป จะเป็นอย่างไร ?
ผิวสีเนื้อของคุณ อาจจะเปลี่ยนเป็นผิวสีส้มก็ได้ค่ะ โดยเฉพาะบริเวณผิวที่บางๆ ทั้งมือและเท้าจะกลายเป็นสีส้มอ่อนๆ ได้ เหตุผลก็มาจากการที่ร่างกายของเราไม่มีเอนไซม์ที่จะเปลี่ยนสารแคโรทีนอยด์จากแครอท ให้เป็นวิตามินเอได้นั่นเองค่ะ จึงทำให้มีสารทีส้มนี้สะสมในร่างกายมากเกิน แต่ถ้าเราหยุดทานแครอทสักพักอาการตัวส้มก็จะหายไปได้เอง แต่โดยรวมๆ แล้ว ไม่ได้น่ากลัวอะไรค่ะ

บีทรูท
บีทรูทคนไทยอาจจะยังไม่คุ้นเคยในการนำเอามาปรุงอาหารสักเท่าไหร แต่จริงๆ แล้วบีทรูทประกอบด้วยสารอาหารมากมาย ทั้งแคลเซียม ฟอสฟอรัส โซเดียม โพแทสเซียม เหล็ก ทั้งให้วิตามินสูง ทั้งวิตามินซี วิตามินเอ วิตามินบี 1 และบี 2 สารสีแดงในหัวบีทรูท คือเบทานิน (betanin) เป็น กรดอะมิโนที่มีสรรพคุณยับยั้งการเจริญเติบโตของเนื้องอกและมะเร็ง นอกจากนั้นบีทรูทยังมีคุณสมบัติช่วยกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกาย บำรุงเลือด ทำให้การไหลเวียนของโลหิตไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ดี บำรุงตับ ไต ถุงน้ำดี เป็นอาหารล้างพิษโดยเฉพาะในผู้ป่วยที่ติดสุราเรื้อรัง เป็นยาระบาย แก้เจ็บคอ ขับเสมหะ แก้ไอ ช่วยการเจริญอาหาร แก้บิด แก้ปวดหัว ปวดฟัน และยังช่วยขับปัสสาวะอีกด้วยค่ะ
รับประทานบีทรูทมากเกินไป จะเกิดอะไรขึ้น ?
ด้วยความที่บีทรูทอุดมไปด้วยสาร เบทานิน ที่ให้สีแดง เมื่อรับประทานบีทรูทมากเกินไปจะทำให้ปัสสาวะเป็นสีแดงออกมาได้ แต่ก็เป็นเพียงการขับสารที่เป็นส่วนเกินออกมา ไม่ได้เป็นอัตรายอะไรนะคะ

คนรักผักทั้งหลายอ่านแล้ว อย่าลืมสำรวจร่างกายกันไปด้วย ว่าเราเป็นแบบนั้นหรือเปล่า ทานผักดีต่อร่างกายอยู่แล้วค่ะ แต่อะไรที่มันมากเกินพอดีก็อาจจะส่งผลเสียให้กังวลกันได้เช่นกัน แม้แต่ในเรื่องผักๆ นะคะ

ส่งท้าย ‘เจ’ กับเมนูเครื่องดื่มเพิ่มพลังแบบง่ายๆ ที่ใครก็ทำได้

mango juice เมื่อนึกถึงอาหารเจ หลายคนอาจจะนึกถึงแต่เต้าหู้ทอด เผือกทอด ผัดหมี่ เมนูเดิมๆ ไม่น่าสนใจ แต่ทุกวันนี้เมนูอาหารเจได้แปรเปลี่ยนไปทั้งในรูปลักษณ์ และรสชาติ ที่อร่อยขึ้น และมีเมนูให้เลือกหลากหลายยิ่งขึ้น ไม่ได้มีแต่เมนูแป้งมันๆ อีกต่อไป ถ้าไม่เชื่อลองแวะไปทานที่ร้าน Ariya Organic Place ได้เลยค่ะ หลายคนที่รับประทานอาหารเจ มักจะมีปัญหา ว่าไม่อยู่ท้อง พ้นมื้อกลางวัน ไม่นาน พอตกบ่ายก็หิวอีกแล้ว วันนี้เราเลยมีเมนูพิเศษที่ช่วยเพิ่มพลังและความสดชื่นให้กับคนที่รับประทานอาหารเจกันโดยเฉพาะกับ Fruity … Freshy … Mango ค่ะ

ประโยชน์ของเมนูนี้นอกจากจะช่วยสร้างความสดชื่นให้ร่างกายกลับมากระปรี้กระเปร่าอีกครั้ง แล้วยังมีวิตามิน C สูง ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันร่างกายให้แข็งแรง ไม่ป่วยง่าย และยังช่วยป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟันอีกด้วยนะคะ

ลองมาดูส่วนผสมกันดีกว่าค่ะ ส่วนผสมที่ต้องเตรียมได้แก่ มะม่วงสุก 1 ลูก (หนักประมาณ 400 กรัม) , เซอร์ลาลี่ ประมาณ 300 กรัม และ น้ำดื่มสะอาดประมาณ 1 ถ้วย เตรียมส่วนผสมเสร็จแล้วก็เริ่มทำได้เลยค่ะ เริ่มจากเอาผลมะม่วงสุก ไปล้างแล้วแช่ในตู้เย็นจนเย็นได้ที่ จากนั้น ปอกเปลือกแล้วหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ใส่ลงในเครื่องปั่นน้ำผลไม้ นำเซอร์ลาลี่ที่เตรียมไว้ ล้างให้สะอาดแล้วหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ใส่ตามลงไปในเครื่องปั่น แล้วตามด้วยน้ำดื่มที่เตรียมไว้ สุดท้าย ปรับความเร็วของเครื่องปั่นให้สูงสุด เพื่อปั่นเนื้อมะม่วงและเซอร์ลาลี่ให้เข้ากัน เทใส่แก้วชิลล์ กับจัดพร้อพตามใจชอบ ง่ายๆ แค่นี้ Fruit Freshy Mango ก็พร้อมสำหรับการเติมความสดชื่นแล้วล่ะค่ะ อย่าลืมไปลองกันนะคะ

สลิม ฟิต เป๊ะ กับ Belly Dance

bellydance
เทรนด์ใหม่ของการโยกย้ายส่ายเอวกันมันส์หยด กับการแดนซ์ในสไตล์ Belly Dance
วันนี้หาข้อมูลมาขยายความกับสเต็ปแดนซ์สไตล์ตะวันออกกลาง การเต้นสนุกๆ ที่ช่วยเผาผลาญไขมันได้เป็นอย่างดีทีเดียวเชียวค่ะ
ครูลูกณัฐ – ณัฐณิชา วงศ์ดวิษ วิทยากรพิเศษ จาก Slim up Center ได้มาพูดถึงประโยชน์ของการเต้น Bally Dance ว่า “เป็นเทคนิคการร่ายรำที่เน้นการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อท้องและสะโพก ซึ่งจะช่วยเพิ่มมวลกล้ามเนื้อให้มีความแข็งแรงและยังเป็นการเผาผลาญไขมันในร่างกายเป็นอย่างดีอีกด้วย การฝึกเต้นระบำหน้าท้องนี้ จะช่วยบริหารกล้ามเนื้อส่วนท้องและสะโพกให้สัมพันธ์กับระบบหายใจ เพื่อที่จะช่วยปรับสมดุลของอวัยวะภายในร่างกาย เช่น ระบบขับถ่าย ทำให้การทำงานของกระเพาะปัสสาวะดีขึ้น นอกจากนี้ยังช่วยทำให้เลือดลมหมุนเวียนได้ดี ผิวพรรณจึงเปล่งปลั่งสดใส สุขภาพแข็งแรง หน้าท้องก็เรียบเนียน กระชับ ซึ่งสาวๆ ที่อยากมีหุ่นสวยเป๊ะ แบบไร้ไขมัน ลองใช้เทคนิคง่ายๆ นี้ ไปลองทำดู”
มาดูกันดีกว่าค่ะว่า Step Dance สไตล์ Bally Dance เป็นอย่างไร แล้วแต่ละท่าจะช่วยบริหารกล้ามเนื้ออย่างไร
1. ท่า Belly out and in
ท่านี้เป็นการฝึกการใช้กล้ามเนื้อหน้าท้องเบื้องต้น เริ่มจากการหายใจเข้าพร้อมกับเกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้องเข้า โดยไม่ขยับส่วนอื่นของร่างกายเลย ห้ามยกหน้าอกขึ้นหรือขยักช่วงสะโพก แล้วหายใจออกพร้อมกับเบ่งหน้าท้องออกมา จากนั้นทำซ้ำและเร็วขึ้นเรื่อยๆ ระหว่างทำต้องไม่กลั้นลมหายใจ ทำเป็นเซท เซทละ10 ครั้ง ทำให้ได้วันละ 5 เซท
2. ท่า Chest slide forward and backward
ท่านี้เริ่มจากการแอ่นหน้าอกไปด้านหน้า พร้อมกับเกร็งหน้าท้องเข้ามา โดยที่ต้องไม่แอ่นก้นไปด้านหลังหรือขยับลำตัวช่วงล่างเลย จากนั้นสไลด์ลำตัวไปด้านหลังพร้อมกับปล่อยหน้าท้องออก ทำซ้ำเป็นเซท เซทละ10 ครั้ง ทำให้ได้วันละ 5 เซท ท่านี้เป็นการแยกส่วนของร่างกาย โดยจะฝึกเรื่องของประสาทสัมผัส สร้างความแข็งแรงให้กับหน้าท้อง และช่วยยืดกล้ามเนื้อบริเวณช่วงหน้าอกและหลังด้านบน
3. ท่า Chest slide side to side
มาต่อกันที่หน้าอกนะคะ ให้สไลด์หน้าอกไปด้านข้าง ไม่เอียงลำตัวลง ไหล่ขนานกับพื้น แล้วสไลด์ไปอีกด้านหนึ่ง พยายามไม่ขยับช่วงสะโพก ท่านี้ช่วยบริหารลำตัวด้านข้าง ช่วยสร้างความแข็งแรงและยืดกล้ามเนื้อบริเวณเอว

ต้องลองทำดูค่ะ แล้วจะรู้ว่าบริหารกล้ามเนื้อหน้าท้องไม่ยากเลย แถมยังสนุกอีกด้วย

เอวคอด หน้าทองแบนราบแล้วก็ได้เวลาหาชุดสวยๆ มาใส่อวดพุงขาวๆ กันดีกว่าค่ะ

ต่าง Lifestyle ต่างวิธีดูแล “คุณแม่ที่รัก”

love mom

คุณแม่ต่างบุคลิก ต่างนิสัย ก็มีไลฟ์สไตล์ต่างกันออกไป การดูแลท่านจึงต้องแตกต่างกันไปด้วย มาดูกันดีกว่าค่ะ ว่าคุณแม่ 4 บุคลิก 4 ไลฟ์สไตล์ เราควรดูแลท่านอย่างไรดี

คุณแม่ แม่บ๊าน แม่บ้าน
คุณแม่กลุ่มนี้มักมีไลฟ์สไตล์ที่ผูกติดกับลูก การดูแลตั้งแต่ทารกจนเข้าสู่วันเรียนนั้นไม่ใช่งานเบาๆ เลย เพราะหมายถึงเวลาเกือบ 24 ชั่วโมงที่ต้องทุ่มเทให้กับลูกตลอดเวลา ร่างกายของคุณแม่จึงมักจะเหนื่อยล้าจากการพักผ่อนไม่เพียงพอ ทรุดโทรมจากการรับบทหนักในหน้าที่แม่ และมีความเครียดสะสมจากการใช้ชีวิตอยู่ในวงจรชีวิตแบบเดิมซ้ำๆ
การดูแลคุณแม่ที่มีลักษณะเช่นนี้ ควรให้ท่านได้พักผ่อน เปลี่ยนจากงานจำเจ ให้ท่านได้ทำกิจกรรมง่ายๆ ในยามว่าง เช่น หาเพลงเพราะๆ ให้ท่านฟัง หางานอดิเรกใหม่ๆ อย่างเช่นการเข้า Workshop ประดิษฐ์ของแบบ DIY หรืองาน Handmade เป็นกิจกรรมใหม่ๆ ให้ท่านได้พบกับเพื่อนๆ ในกลุ่มวัยเดียวกัน เพื่อที่ท่านจะได้แลกเปลี่ยนเรื่องราว และได้พูดคุยคลายเครียดไปในเวลาเดียวกัน อาจจะจัดปาร์ตี้น้ำชาเล็กๆ แล้วชวนเพื่อนๆ คุณแม่ด้วยกันมานั่งคุยกันบ้าง เท่านั้นก็ช่วยเติมชีวิตชีวาให้คุณแม่กลุ่มนี้แล้วล่ะค่ะ
และสำหรับคุณแม่ที่มีลักษณะเช่นนี้ สิ่งสำคัญเป็นเรื่องความเข้าใจ และความคาดหวังในตัวลูก ความทุ่มเทมักจะทำให้คุณแม่กลุ่มนี้คาดหวังในตัวลูกไว้สูงจนทำให้เกิดความเครียด หากตัวคุณแม่ได้ลดความคาดหวังลงบ้าง และเลี้ยงดูลูกด้วยความสุขและความเข้าใจ จะทำให้คุณแม่กลุ่มนี้มีความสุขมากขึ้นเลยล่ะค่ะ

คุณแม่จอมละเอียด
คุณแม่บางท่านอาจเป็นคุณแม่เจ้าระเบียบที่ลงในรายละเอียดในทุกๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเป็นระเบียบของบ้านทุกอย่างต้องเป๊ะ เสื้อผ้าลูกต้องเนี๊ยบ อาหารทุกอย่างของลูกต้องมีประโยชน์ ความละเอียดเหล่านี้จะก่อให้เกิดความเครียดแบบไม่รู้ตัวที่จะทำให้คุณแม่ต้องครุ่นคิด วางแผนในแต่ละนาทีให้ทุกสิ่งออกมาดีที่สุด ความเครียดนี้จะส่งผลต่อสุขภาพ กล้ามเนื้อเกร็งได้โดยไม่รู้ตัว
การดูแลคุณแม่ที่มีลักษณะเช่นนี้จึงต้องเน้นการผ่อนคลาย ไม่ว่าจะเป็นการพาไปเที่ยวในสถานที่ต่างๆ พาไปสปา นวดผ่อนคลายกล้ามเนื้อ พาไปดูหนัง ฟังเพลง หรือซื้อน้ำมันหอมละเหยที่มีกลิ่นอ่อนๆให้คุณแม่ได้ผ่อนคลายอยู่บ้านบ้างก็ได้ค่ะ

คุณแม่จอมแอ๊คทีฟ
คุณแม่ในลัษณะนี้มีพลังเยอะ มักจะปลดปล่อยพลังงานด้วยกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นว่ายน้ำ ตีแบต ออกรอบตีกอล์ฟ ท่องเที่ยวไปทุกที่ และด้วยไลฟ์สไตล์แบบนี้จึงทำให้ผิวต้องเจอกับแสงแดดเป็นประจำ กล้ามเนื้อที่ใช้มากเป็นพิเศษคือส่วนของกล้ามเนื้อขา และกล้ามเนื้อหลัง การดูแลคุณแม่กลุ่มนี้จึงต้องเน้นไปที่เรื่องสุขภาพร่างกาย อาจจะให้คุณแม่เข้าคอร์ส หรือปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับการออกกำลังกายในการบริหารกล้ามเนื้อขาและหลังโดยเฉพาะ ส่วนในเรื่องความสวยความงามนั้น การดูแลในเบื้องต้น ลูกๆ อาจจะใส่ใจในเรื่องของผิวพรรณก่อน เพราะผิวของคุณแม่มักจะอยู่กลางแจ้ง ออกแดดบ่อย จึงควรเลือกครีมที่ปกป้องผิวจากแสงแดด และผลิตภัณฑ์บำรุงให้เหมาะกับสภาพผิว เรื่องของสุขภาพอาจเสริมด้วยการคอยเตือนให้คุณแม่หมั่นดื่มน้ำสะอาด ทานผัก ผลไม้ที่มีประโยชน์ และรับประทานโปรตีนในปริมาณที่พอเหมาะเพื่อช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอควบคู่กันไปด้วยค่ะ

คุณแม่นักบริหาร
คุณแม่ที่มีลักษณะเช่นนี้จะอยู่ในกลุ่มที่รักความสมบูรณ์แบบ ทุกอย่างท่านสามารถจัดการได้หมด ทุ่มเทให้กับงานที่รับผิดชอบ รับภาระหน้าที่การงานในตำแหน่งที่สูง แบกรับความกดดันไว้มาก จนบางครั้งอาจละเลยในเรื่องการดูแลสุขภาพ ทั้งยังมีความเครียดสะสมมายาวนาน การดูแลคุณแม่กลุ่มนี้จึงควรเน้นไปที่เรื่องสุขภาพ ควรพาคุณแม่ไปตรวจสุขภาพทั้งในเรื่องของฮอร์โมน ความแข็งแรงของหัวใจ ความดันโลหิต ตรวจมะเร็ง รวมไปถึงโรคอ้วนที่อาจเกิดได้ จากการรับประทานอาหารเพื่อบรรเทาความเครียด ทั้งนี้ นอกจากการตรวจเช็คสุขภาพแล้ว คุณแม่กลุ่มนี้ยังจำเป็นต้องมีการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และคอยเตือนท่านให้รับประทานแต่อาหารที่มีประโยชน์ด้วยนะคะ

ลองดู ว่าคุณแม่ของคุณมีไลฟ์สไตล์แบบไหน จะได้ดูแลท่านให้ถูกวิธี สมกับที่คุณแม่ดูแลเรามาแล้วทั้งชีวิตค่ะ ^^