เลี้ยงลูกอย่างไร ให้ตัวสูงได้อย่างใจ …

wp1
คุณพ่อ คุณแม่ มักมีเรื่องกังวลใจว่าลูกเรา สูงน้อยไปซักหน่อยหรือเปล่า กรรมพันธุ๋มีผลแค่ไหน และจะเลี้ยงลูกอย่างไรให้ตัวสูงๆ วันนี้เรามีเคล็ดลับง่ายๆ ที่จะทำให้เด็กๆ ตัวสูงได้มาฝากกันค่ะ

ก่อนอื่น เรามาทำความเข้าใจซักนิด ว่าระดับความสูงของลูกนั้น จะเกี่ยวกับพันธุกรรมกันมากน้อยแค่ไหน

ตามสถิติแล้วความสูงของเด็กโดยเฉลี่ย จะสัมพันธ์กับความสูงของ คุณพ่อ และคุณแม่ ค่ะ คือ โดยเฉลี่ยแล้ว ความสูงของเด็กผู้ชาย จะเท่ากับความสูงเฉลี่ยของคุณพ่อและคุณแม่ บวกกับอีกประมาณ 5.5 ซ.ม.(ความสูงคุณพ่อ + ความสูงคุณแม่)/2 + 5.5 ซ.ม. และความสูงของเด็กผู้หญิง จะเท่ากับความสูงเฉลี่ยของคุณพ่อ และคุณแม่ ลดลงไปประมาณ 5.5 ซ.ม. ค่ะ (ความสูงคุณพ่อ + ความสูงคุณแม่)/2 – 5.5 ซ.ม.
ทั้งนี้ความสูงของเด็กจะแปรผันตามปัจจัยอื่นๆ ด้วย สามารถ บวก ลบ ได้อีกประมาณ 10 เซนติเมตรค่ะ

เคล็ดลับเพิ่มความสูง
สิ่งแรกเลย โภชนาการค่ะ
เนื้อ นม ไข่ และอาหารประเภทโปรตีน เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเด็กๆ ที่กำลังเจริญเติบโต เพราะร่างกายจะนำสารอาหารเหล่านี้ไปใช้ในการสร้างกล้ามเนื้อ และกระดูก

ส่วนต่อมา การพักผ่อนที่เพียงพอ
เด็กๆ เดี๋ยวนี้นอนดึกกันมาก กิจกรรมที่เด็กๆ ชอบทำช่วงกลางคืนทำให้เข้านอนช้า และพักผ่อนไม่เพียงพอ ช่วงเวลาที่ฮอร์โมนในร่างกายอย่างเช่น โกรทฮอร์โมน หลั่งมาก คือในช่วงเวลาประมาณ 2 ทุ่ม ไม่เกิน 4 ทุ่ม และจะต้องเป็นระหว่างการนอนหลับสนิทเท่านั้น โกรทฮอร์โมนจะทำหน้าที่กระตุ้นการเจริญเติบโตของเซลล์กระดูกค่ะ

ส่วนสุดท้าย การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
การออกกำลังกายที่เหมาะกับการเพิ่มความสูง คือ การออกกำลังกายที่ต้องลงน้ำหนักที่กระดูกขา เช่น การวิ่ง กระโดดเชือก กีฬาที่มีการกระโดด เช่นวอลเล่ย์บอล บาสเกตบอล หรือการออกกำลังกายแบบยืดตัว เช่น การโหนบาร์ก็ช่วยได้ค่ะ

ปัจจุบัน แม้จะมีการเพิ่มความสูงด้วยวิธีอื่นๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการทานอาหารเสริม การทานแคลเซียม หรือการฉีดฮอร์โมน ทั้งหมด อาจจะเป็นทางเลือกที่พ่อแม่เริ่มให้ความสนใจ แต่ในความเห็นของคุณหมอหลายๆ ท่าน มองว่า ยังไม่มีใครทราบถึงผลกระทบที่อาจจะตามมาในระยะยาว วิธีตามธรรมชาตินี่ล่ะที่ปลอดภัย และสบายใจได้มากที่สุดค่ะ

ชะลอวัย ง่ายๆ ได้ด้วยตัวเอง

o.jpg
รู้ไหมคะว่าปัจจุบันนั้น การชะลอวัย เป็นศาสตร์หนึ่งที่ได้มีการศึกษากันอย่างลึกซึ้งในส่วนของ “การแพทย์เวชศาสตร์ชะลอวัย” ซึ่งเป็นศาสตร์ทางการแพทย์แนวทางใหม่ ที่มีวัตถุประสงค์หลักในการป้องกันโรค ค้นหาโรค รักษาโรค ฟื้นฟูสุขภาพจากความเสื่อมของร่างกายตามอายุ รวมถึงเพื่อช่วยชะลอความแก่ชราของร่างกายเราลงค่ะ
อาการของความเสื่อมถอยของร่างกาย และความชรา จะแสดงอาการให้เราเห็นดังต่อไปนี้ค่ะ
• อ่อนเพลียตลอดเวลา
• รู้สึกไม่สดชื่นแม้นอนเต็มที่ตลอดคืน
• รู้สึกไม่แข็งแรงเหมือนเคย
• น้ำหนักเพิ่มขึ้นหรือไม่สามารถควบคุมน้ำหนักได้
• หลงลืมมากขึ้นเรื่อยๆ
• เจ็บปวดตามร่างกาย ปวดหลัง ปวดข้อ
• นอนไม่หลับ หรือ นอนหลับไม่สนิท
• อารมณ์ตึงเครียด กระวนกระวาย หรือ วิตกกังวล
• ความต้องการทางเพศ และสมรรถภาพทางเพศลดลง
อาการเหล่านี้เป็นอาการของความชราค่ะ

แม้ว่าในอดีตเราอาจจะเคยถูกสอนให้ยอมรับสภาพ ว่าเป็นอาการตามวัย แต่ในปัจจุบัน ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์สมัยใหม่เราไม่จำเป็นต้องยอมรับสภาพอีกต่อไปค่ะ

แอนไท-เอจจิ้ง เป็นศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการชะลอวัย และทำให้สุขภาพแข็งแรงยิ่งขึ้น โดยการให้ฮอร์โมนทดแทน การเสริมสารอาหารเพื่อต้านอนุมูลอิสระ การเสริมวิตามินและแร่ธาตุให้ร่างกาย การใช้เซลล์บำบัด และการบริการทางการแพทย์ด้านอื่นๆ
เนื่องจากความเสื่อมของร่างกาย มีที่มาจากหลากหลายสาเหตุ ทั้งจากภาวะชีวเคมีไม่สมดุล ระดับฮอร์โมนที่ลดลง ขาดสารอาหาร สเต็มเซลล์ทำงานได้น้อยลง เทโลเมียร์ก็สั้นลง โปรแกรมชะลอวัยจึงครอบคลุมการรักษาทั้งในส่วนของภาวะการทำงานของร่างกาย สารอาหาร วิตามิน แร่ธาตุที่ไม่สมดุล เพื่อชะลอความเสี่ยงในการเกิดโรค รวมถึงแก้ไขปัญหาสุขภาพที่เกิดจากความเสื่อมตามวัย

วันนี้ สำหรับท่านที่สนใจในเรื่องของการชะลอวัยด้วยวิธีการง่ายๆ เรามีหลักการชะลอวัยอย่างง่ายๆ มาฝากกัน สามารถทำได้ตามหลัก 5 อ. ต่อไปนี้เลยค่ะ

อ. อากาศ พยายามอยู่ในที่ที่มี อากาศ บริสุทธิ์ หลีกเลี่ยงรังสียูวีเอ ยูวีบี ในแสงแดด ควันบุหรี่ ควันจากท่อไอเสียรถยนต์ รวมถึงหาเวลาไปพักผ่อนรับอากาศบริสุทธิ์นอกเมืองบ้างค่ะ
อ.อาหาร ควรทานให้ครบ 5 หมู่ เปลี่ยนกลุ่มอาหารให้หลากหลาย หลีกเลี่ยงอาหารที่มีแป้ง และไขมันสูง
อ.ออกกำลังกาย การออกกำลังกายควรทำอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยอาทิตย์ละ 150 นาที โดยการแอโรบิก วิ่ง ว่ายน้ำ หรือการจ๊อกกิ้ง จะช่วยกระตุ้นเลือดลม ทำให้หัวใจแข็งแรง รวมถึงโยคะ ซึ่งจะช่วยให้ข้อต่อ และกล้ามเนื้อมีการยืดหยุ่นที่ดี และการยกเวท ด้วยน้ำหนักที่เหมาะสม จะช่วยเรื่องมวลกล้ามเนื้อให้แข็งแรง ป้องกันกระดูกบางค่ะ
อ.อารมณ์ดี การคิดบวก ปรับวิธีคิด นั่งสมาธิ จะช่วยคลื่นในสมองได้หลับสนิท
อ.แอนไท-เอจจิ้ง อ.สุดท้าย ใช้ต่อเมื่อร่างกายมีอาการเสื่อมในอายุที่มากแล้ว เราจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์และทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ให้การรักษา ชะลอไม่ให้สุขภาพเสื่อมถอย ช่วยฟื้นฟูให้แข็งแรงขึ้นอีกส่วนหนึ่ง
หลักการง่ายๆ เพียงเท่านี้ล่ะค่ะ ที่จะช่วยชะลอวัยให้คงความหนุ่มสาวอยู่ได้นานๆ ทั้งภายในและภายนอกเลยล่ะค่ะ

สำหรับผู้ที่อยากจะเข้าโปรแกรมชะลอวัย ในระดับที่สูงขึ้น เดี๋ยวนี้ มีโปรแกรมต่างๆ มากมายให้เป็นทางเลือก สามารถเลือกได้ตามความเหมาะสม ของสภาพร่างกายเลยค่ะ
• Compact Anti-Aging: โปรแกรมชะลอวัยสำหรับผู้ที่มีอาการบ้างเล็กน้อย
• Optimal Anti-Aging: โปรแกรมชะลอวัยสำหรับผู้ที่เริ่มมีอาการเสื่อมต่างๆตามช่วงวัย
• Premium Anti-Aging: โปรแกรมชะลอวัยสำหรับผู้ที่มีอาการเสื่อมมาก
• Ultimate Anti-Aging: โปรแกรมชะลอวัยสำหรับผู้ที่มีอาการเสื่อมมากและมีโรคที่ต้องดูแลรักษา

ขอบคุณ Add Life Anti Aging Center #Lifecenter #QHouseLumpini สำหรับข้อมูลความรู้ดีๆ ในวันนี้ค่ะ

Refresh ดวงตาแบบง่ายๆ ให้คลายความอ่อนล้า

fresheyes.jpg
ใครที่นั่งทำงาน หมกมุ่นอยู่กับหน้าจอสี่เหลี่ยมทั้งวัน แล้วกลับบ้านยังนั่งจ้องทีวี ใช้สมาร์ทโฟน แชทกับเพื่อนสาวต่ออีก ถ้ารู้สึกว่าล้าสายตามาก ลองหาวิธีช่วยผ่อนคลายดวงตาของเรากันซักหน่อยนะคะ เดี๋ยวจะหมดสวยไปซะก่อน

กลับถึงบ้านวันนี้ มาผ่อนคลายให้ดวงตาหายจากความเมื่อยล้าหลังจากการใช้งานหนักๆ มาตลอดทั้งวันกันดีกว่าค่ะ  เริ่มต้นด้วยการหาอ่างน้ำใบย่อมๆ สองใบ เอาน้ำแข็งออกจากตู้เย็นมาผสมกับน้ำจนได้น้ำเย็นในอ่างใบที่หนึ่ง จากนั้น เปิดน้ำอุ่นจากฝักบัวเตรียมน้ำอุ่นๆไว้ในอ่างอีกใบหนึ่ง เพียงเท่านี้ก็พร้อมแล้วสำหรับการเพิ่มความเฟรชให้ดวงตาค่ะ
พร้อมกันหรือยังคะ….
เอาล่ะ… เริ่มเลย

วักน้ำเย็นใส่หน้า นับไป 20 ครั้ง 1 , 2 , 3 ,4 ,5 ….. 20 อาจจะมีอาการหน้าชาน้อยๆ กับเย็นๆ มือซักหน่อย
จากนั้น ต่อด้วยน้ำอุ่น อีก 20 ครั้ง วัก 1, 2, 3 เริ่มสบายกันขึ้นรึยังคะ 4 , 5, 6…

ด้วยขั้นตอนง่ายๆเพียงเท่านี้ เลือดก็จะไหลเวียนมาหล่อเลี้ยงประสาทตามากขึ้น ดวงตาจะใสวิ๊งๆ วับๆ กล้ามเนื้อที่เกร็งมาทั้งวัน ก็จะเริ่มผ่อนคลายลงทีละน้อยค่ะ

รับประกันว่าจะเริ่มสบายตากันขึ้นเลยทีเดียว … รีเฟรชดวงตากันแล้ว รีบเข้านอนแต่หัวค่ำ ให้ดวงตาได้พักผ่อนจริงๆกันอีกซักหน่อย เช้าขึ้นมา รับประกันว่าสดใส ไม่มีร่องรอยของความเหนื่อยล้าให้ต้องกังวลกันอีกแล้วล่ะค่ะ
ทิ้งท้ายอีกนิด สำหรับเพื่อนๆ ที่อยากจะรีเฟรชดวงตาตอนเช้า แค่สลับมาวักน้ำอุ่นก่อน แล้วตามด้วยน้ำเย็น ดวงตาก็จะได้รับการกระตุ้นให้กลับมาใสปิ๊งอีกรอบแล้วล่ะค่ะ

———-
ขอบคุณภาพจาก –blog-ivalua.com-

ผ่อนคลาย ลดอาการเครียด ด้วยกลิ่นหอมจากธรรมชาติ

aroma
หากจะลองจินตนาการย้อนเวลา นั่งไทม์แมชชีนกลับไปในอดีต ทุกคนคงพอจะนึกออกถึงความสำคัญของกลิ่น ซึ่งเป็นทั้งส่วนสำคัญในชีวิต และสัญลักษณ์ของความสูงส่ง ทั้งเป็นเครื่องหอมในพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ เป็นเครื่องประทินผิวในกลุ่มสตรีสูงศักดิ์ รวมไปถึงการใช้ในการปรุงอาหารอีกด้วย วิถีชีวิตของเราอาจเรียกได้ว่ามีรูปแบบที่ผูกพันกับกลิ่นหอมมานานแสนนาน แต่จะมีใครรู้บ้างว่ากลิ่นหอมๆ เหล่านั้นมีประโยชน์มากกว่าเพียงความหอมรัญจวนใจ

เมื่อกว่า 80 ปีที่แล้ว (พ.ศ. 2463 – 2473) ในประเทศฝรั่งเศส ดินแดนที่ขึ้นชื่อเป็นพิเศษในเรื่องน้ำหอม เริ่มมีผู้สงสัยและได้ทำการศึกษาเรื่องกลิ่นอย่างจริงจัง เรอเน่- โมริช กาต-เตอฟอสเซ ได้ค้นพบว่ากลิ่นดอกลาเวนเดอร์ จะช่วยให้รู้สึกสดชื่นแจ่มใส และคุณสมบัติของดอกยังสามารถช่วยรักษาอาการจากแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวกได้อีกด้วย เป็นการจุดประกายความคิดให้เกิดการศึกษาเรื่องกลิ่นเพิ่มมากขึ้นไปอีก จนในเวลาต่อมา จึงมีการศึกษาวิจัยถึงคุณสมบัติของกลิ่นต่างๆ จนเป็นศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายในปัจจุบันค่ะ เปิดประเด็นมาเรื่องหอมๆ แล้ว วันนี้ มาทำความรู้จักกับกลิ่นหอมๆ กับที่มา และประโยชน์ในด้านการบำบัดกันซักหน่อยดีกว่าค่ะ

เริ่มต้นจากที่มาของน้ำมันหอม น้ำมันหอมนั้นเป็นสารสกัด ได้มาจากส่วนต่างๆ ของพืช ขึ้นอยู่กับว่าพืชชนิดนั้นๆ จะมีศูนย์รวมของกลิ่นอยู่ที่ส่วนไหน บ้างอยู่ที่ราก ที่เปลือก ในเนื้อไม้ ใบ ดอก ผล หรือแม้แต่ยาง
ทั้งนี้ การสกัดน้ำมันหอมแต่ละครั้งไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะนอกจากกระบวนการที่ยุ่งยากแล้ว ยังต้องใช้วัตถุดิบในปริมาณที่สูงมาก ถ้าเป็นกลิ่นดอกไม้ ก็ต้องใช้ดอกไม้ในปริมาณที่เยอะมาก กว่าที่จะสกัดกลิ่นมาเป็นน้ำมันหอมขวดจิ๋วได้สักขวดหนึ่ง โดยทั่วไปน้ำมันหอมจะมีอยู่เพียง 1.5% ของวัตถุดิบที่นำมาสกัด เช่น ถ้าจะสกัดน้ำมันหอมจากดอกมะลิ อาจจะต้องใช้ดอกมะลิถึง 40,000 ดอก เพื่อที่จะได้น้ำมันดอกมะลิเพียงประมาณ 5 กรัมเท่านั้น เป็นที่มาว่าทำไมน้ำมันหอมจึงมักมีราคาค่อนข้างสูง

การใช้กลิ่นบำบัดโรค กลิ่นหอม กับ โรคต่างๆ มีความเชื่อมโยงกันอย่างไร? อาจเป็นคำถามที่หลายคนสงสัย แต่หากเรารู้จักกับการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกาย เราก็จะพบกับความสัมพันธ์บางอย่างที่เชื่อมโยงและส่งผลถึงกัน เช่น จมูกของเราเป็นอวัยวะที่ไวต่อการรับรู้กลิ่นมาก และการรับกลิ่นนั้นก็ทำโดยระบบประสาทที่เชื่อมโยงกับสมองส่วนที่ควบคุมอารมณ์ต่างๆ ทั้งความรู้สึกสุข ตื่นเต้น หดหู่ รวมไปถึงอารมณ์ทางเพศอีกด้วย กลิ่นจึงมีผลโดยตรงต่อสมองส่วนนี้

ด้วยความสัมพันธ์ของกลิ่น และอารมณ์ กลิ่นบำบัดจึงเหมาะมากสำหรับคนในยุคนี้ที่มีความเสี่ยงสูงต่ออาการป่วยด้วยปัญหาจากความเครียด ทั้งไมเกรน อาการวิตกกังวล ช่วงฮอร์โมนเปลี่ยนแปลงก่อนมีประจำเดือน รวมถึงโรคยอดนิยม อาทิ ความดันโลหิตสูง อาการเกี่ยวกับลำใส้ระคายเคือง ผิวหนังอักเสบ อาการปวดจากการที่กล้ามเนื้อตึงเครียด และอาการที่เกี่ยวกับสภาพทางจิตใจ ทำให้สปาหลายๆ แห่งต่างหยิบเอาเรื่องกลิ่นบำบัดไปใช้เพื่อสร้างความผ่อนคลายทั้งในด้านอารมณ์ และร่างกายให้กับผู้ที่เข้ามาใช้บริการ

วิธีการใช้น้ำมันหอมเพื่อรักษาอาการป่วยต่างๆ นั้น ส่วนสำคัญคือ ผู้ใช้จำเป็นจะต้องทราบถึงประวัติอย่างละเอียดของผู้ที่ต้องการจะทำการบำบัดด้วยกลิ่น โดยอาจใช้คำถามเกี่ยวกับสุขภาพ ชีวิตประจำวัน อาหารการกิน สภาวะความเครียด การนอนหลับพักผ่อน รวมไปถึงอาการป่วย หรือโรคต่างๆ ที่เป็นอยู่ เพื่อให้เข้าใจและเห็นภาพโดยรวม ก่อนจะนำข้อมูลต่างๆ มาวิเคราะห์ เพื่อเลือกใช้น้ำมันหอมระเหยที่เหมาะสมที่สุด การใช้กลิ่นบำบัดนั้นอาจจะใช้กลิ่นเพียงกลิ่นเดียว หรือ ใช้หลายๆ กลิ่นก็เป็นไปได้ โดยจะดูการตอบสนองของผู้ที่มาทำการบำบัดว่าร่างกายตอนสนองต่อกลิ่นนั้นๆ หรือไม่ เพื่อหากลิ่นที่เหมาะสมที่สุดในการบำบัดต่อไป โดยในการใช้กลิ่นบำบัดนั้น ผู้ให้บริการแต่ละราย จะมีรูปแบบ วิธีการบำบัด และการใช้กลิ่นที่แตกต่างกันออกไปค่ะ

โดยทั่วไป การบำบัดด้วยกลิ่นหอมนั้น มักจะประกอบรวมกับการนวด โดยการนวดนั้นจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบำบัด เนื่องจากจะทำให้กล้ามเนื้อได้ผ่อนคลาย ทำให้รู้สึกมีชีวิตชีวา กระตุ้นการไหลเวียนของเลือดและระบบน้ำเหลือง รวมถึงผ่อนคลายอาการเจ็บปวดอีกด้วย การนวดยังจะช่วยให้ผู้บำบัดทราบว่ากล้ามเนื้อส่วนไหนตึง ส่วนไหนไวต่อความรู้สึก ซึ่งตัวผู้ถูกบำบัดเองมักจะไม่เคยทราบมาก่อน ปกติแล้ว การบำบัดด้วยกลิ่นในระยะเริ่มต้นอาจทำเป็นประจำสัปดาห์ละหนึ่งครั้ง เมื่อได้ทำการบำบัดแล้วสักระยะหนึ่ง ก็อาจลดความถี่ลงเหลือเพียงเดือนละหนึ่งถึงสองครั้ง ทั้งนี้ การใช้กลิ่นบำบัด จะไม่ทำร่วมกับการรักษาแบบโฮมีโอพาธี (Homeopathy เป็นการรักษาแบบทางเลือกอีกแขนงหนึ่ง) เพราะกลิ่นหอมบางชนิดอาจไปรบกวนผลของการใช้ยาแบบโฮมีโอพาธีได้

สำหรับในกรณีที่ไม่มีเวลาไปนวด เรายังคงสามารถใช้กลิ่นบำบัดได้เช่นกันค่ะ เพราะนอกจากการนวดแล้ว การการบำบัดโดยกลิ่นในระดับหนึ่งนั้น สามารถทำได้ง่ายๆ เช่น การหยดน้ำมันหอมลงอ่างอาบน้ำอุ่นๆ ก่อนลงไปแช่และสูดดมกลิ่นหอมในระหว่างการอาบน้ำ การใช้เครื่องพ่นไอน้ำปล่อยกลิ่นหอมในห้องที่เราอยู่ การหยดน้ำมันหอมน้อยๆลงบนผ้าเช็ดหน้า การประคบร้อน ประคบเย็นเพื่อบรรเทาอาการปวด หรือแม้แต่การหยดน้ำมันหอมชนิดที่ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้ลงบนสำลีเพื่อทาผิวที่มีอาการบวมก็สามารถที่จะทำได้ด้วยตัวเอง และสำหรับการเก็บรักษาน้ำมันหอม เนื่องจากน้ำมันหอมมีคุณสมบัติคือสามารถระเหยได้ง่าย ทั้งยังจะเสื่อมสภาพเมื่อโดนความร้อน จึงควรเลือกเก็บในขวดทึบแสง มีฝาปิดสนิท และเก็บไว้ในอุณหภูมิห้อง ซึ่งอาจจะทำให้สามารถน้ำมันหอมเก็บไว้ได้นานถึง 1 ปีโดยไม่สูญเสียคุณสมบัติสำคัญ อย่างไรก็ตาม น้ำมันหอมบางชนิด เช่น น้ำมันจากกลิ่นส้ม เลมอน มะนาว หรือผิวส้ม จะเสื่อมคุณภาพเร็วกว่าน้ำมันทั่วไป อาจเก็บไว้ได้ไม่เกิน 6 เดือนค่ะ

สำหรับผู้ที่เริ่มสนใจ อยากจะลองหากลิ่นหอมๆ มาช่วยผ่อนคลาย มาดูกันค่ะ ว่ากลิ่นอะไร มีคุณสมบัติที่โดดเด่นอะไรกันบ้าง…
กลิ่นลาเวนเดอร์ ช่วยให้นอนหลับง่าย ปรับอารมณ์ และทำให้จิตใจสงบ
กลิ่นตะไคร้หอม ช่วยบรรเทาอาการหวัด ปวดศีรษะ ลดไข้ และผ่อนคลายกล้ามเนื้อ
กลิ่นเปปเปอร์มินต์ ช่วยให้สดชื่น แจ่มใส ปลอดโปร่ง กระตุ้นจินตนาการ และความคิดสร้างสรรค์
กลิ่นเลมอน นอกจากทำให้สดชื่น สดใส แล้ว หากใช้นวด ก็จะช่วยในเรื่องการไหลเวียนของโลหิตอีกด้วย
กลิ่นส้ม ช่วยเติมความสดชื่น ผ่อนคลาย และกระตุ้นการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย
กลิ่นโรสแมรี่ ทำให้สดชื่น สดใส และลดอาการของไมเกรน
กลิ่นยูคาลิปตัส ช่วยให้หายใจโล่ง ปลอดโปร่ง และบรรเทาอาการอ่อนล้าที่สะสมมา และกลิ่นสุดท้าย
กลิ่นมะลิ นอกจากความหอมละมุนแล้ว กลิ่นอ่อนๆ ของดอกมะลิ ยังจะช่วยเติมความสดชื่น สดใส ช่วยให้อารมณ์ดี กระตุ้นการมองโลกในด้านบวก รวมถึงมีผลต่ออารมณ์โรแมนติกกันอีกด้วยค่ะ

เอาล่ะค่ะ ได้ทราบกันไปแล้วกับเรื่องราวหอมๆ ที่ได้นำมาฝากกัน วันนี้อย่าลืมหากลิ่นหอมๆ ในแบบที่ชอบ มาเติมความสดชื่น บำบัดอารมณ์ และผ่อนคลายไปด้วยกันนะคะ ^^

———-
credit ภาพ -100dorog.ru-
http://www.lifecenterthailand.com
http://www.facebook.com/lifecenterthailand

ความสุขเล็กๆ ของเด็กน้อย

10414853_975958225769129_7812304112284906503_n
ใครที่ได้อยู่ใกล้ชิดกับเด็กๆ จะรู้ว่าเด็กน้อยมีความสามารถในการสังเกตรายละเอียดเล็กๆ ได้ดีกว่าผู้ใหญ่อย่างเราๆ ไม่ว่าจะเป็นลวดลายดอกไม้ดอกเล็กๆ ที่อยู่ในชุดของตัวละครตัวโปรด… องค์ประกอบน้อยๆ ในภาพวาดที่เรามองผ่านโดยไม่ได้ให้ความสำคัญ หรือแม้แต่แมลงตัวจิ๋วที่เกาะอยู่บนใบไม้ที่เราไม่ทันได้มอง….
ใช่แล้วค่ะ เด็กตัวน้อยๆ ก็ย่อมมองเห็นสิ่งเล็กๆ ไปตามวัย และขนาดของร่างกาย เราเองก็เคยเป็นเช่นนั้น จนเมื่อเราเติบโตขึ้น กับการสั่งสอน และประสบการณ์ ทำให้เราเลือกที่จะมองในอะไรที่กว้างขึ้น กับภาพที่ใหญ่ขึ้น จนบางครั้ง เราไม่เคยได้ย้อนกลับไปดูในรายละเอียดของสิ่งต่างๆ อีกเลย…

ทว่า สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้น กับการได้ใกล้ชิดกับเด็กๆ คือความพึงพอใจ และความสุขในสิ่งเล็กๆ ที่ไม่ได้ใหญ่เกินไปกว่าขนาดของร่างกาย และไม่ได้อยู่ไกลเกินระยะที่มือน้อยๆ เอื้อมถึง…

หากใครจะลองถามเด็กน้อยซักคน ว่าอะไรคือความสุข ในวันที่ผ่านมา.. เชื่อหรือไม่คะ.. ว่าจะได้คำตอบที่น่ารักๆ และเป็นความสุขง่ายๆ ในแบบที่เราแทบจะไม่เคยได้คิด ว่าเราจะนับเป็นความสุขเสียด้วยซ้ำ… เช่น ความสุขที่ได้ทำงานในกลุ่มเดียวกันกับเพื่อนสนิท ความสุขที่ตอบคำถามคุณครูได้ถูกต้องและได้รับคำชม ความสุขที่ได้ทำงานฝีมือที่ถูกใจซักชิ้นหนึ่ง… ทั้งหมด เป็นความสุขง่ายๆ ที่เราทุกคนห่างเหินกันไปนาน.. ห่างไป เพราะเรา มัวแต่ไปมองหาความสุขที่ไกลออกไป และยิ่งใหญ่ขึ้นโดยความคาดหวังของเราเอง…

บทความสั้นๆ ในวันนี้ เพียงเพื่ออยากจะให้ทุกคนลองมองหาความสุขในแบบง่ายๆ ในชีวิตของเรา ความสุข ที่จะเป็นน้ำหล่อเลี้ยงจิตใจให้มีแรงเดินต่อไปกับชีวิตในแบบที่เราสามารถมีรอยยิ้มเล็กๆ ให้กับตัวเองได้ในทุกวัน..

วันนี้ ลองมองหาความสุขเล็กๆ ลองมองลงไปในเรื่องเล็กๆ รายละเอียดเล็กๆของชีวิตบ้าง… บางที การพักความเป็นผู้ใหญ่เอาไว้ซักนิด อาจจะเป็นความสุขน้อยๆ ของวันนี้ก็เป็นได้นะคะ ^^
————————-
#lifecenter #QHouseLumpini
www.lifecenterthailand.com

ความรู้

Satxx0023
สิ่งที่น่ายินดีกับโลกแห่งเทคโนโลยีสมัยใหม่สิ่งหนึ่ง คือการเปิดกว้างของการรับรู้ข้อมูล สาระความรู้ต่างๆ จากเรื่องที่เคยเป็นเรื่องไกลตัว เรื่องยากๆ และความรู้ในเชิงลึกที่เราไม่เคยนึกภาพออก ก็กลับกลายเป็นเรื่องที่สามารถรับรู้ได้ และถูกสื่อสารในรูปแบบที่สามารถเข้าใจได้ง่ายขึ้น เป็นการสื่อสารที่ครบทั้งเนื้อหา ภาพ และเสียง
ข่าวสารจากทุกมุมโลก เรื่องราวจากการศึกษาวิจัยนานนับสิบปี ถูกส่งผ่านให้รับรู้ได้ง่ายๆ เพียงเปิดเครื่องรับโทรทัศน์ หรือผ่านการเชื่อมต่อเข้าสู่โลกออนไลน์
เรื่องราวของจักรวาลอื่นๆ ที่ไม่เคยได้รับรู้ ที่อยู่ไกลออกไปเกินจากทางช้างเผือกอีกนับแสนปีแสง โลกใต้ผืนน้ำที่ลึกลงไปในความมืดมิดที่เราไม่เคยได้รับรู้ การเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลกในช่วงนับล้านปีที่ผ่านมา ทั้งการยุบตัวลงและการดันตัวขึ้นของชั้นหิน รวมถึงการขยับเลื่อนของผืนทวีป แม้แต่การดำรงค์ชีวิตของแมลงตัวน้อยๆ กับการอยู่ในสังคมของแมลง และการพึ่งพากันและกัน…. ทั้งหมด ดูจะเป็นความรู้ที่มากมายเกินกว่าที่ใครคนใดคนหนึ่งจะสามารถแสวงหาได้หมดภายในชั่วชีวิตเลยเสียด้วยซ้ำ….

ความรู้ในโลกนี้ มีมากมายเหลือเกินจริงๆ ค่ะ ไม่ว่าจะเป็นความรู้ในเรื่องการทำนา ความรู้ในเรื่องการเลี้ยงปลา ความรู้ในการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ความรู้เกี่ยวกับการซ่อมจักรยานเล็กๆ ซักคัน ไปจนถึงความรู้ในการสร้างยานสำรวจอวกาศ … ทั้งหมด ล้วนเป็นอีกหนึ่งสาขาของความรู้ทั้งสิ้น….

โดยส่วนตัวแล้ว ช่วงค่ำของแต่ละวัน เป็นช่วงเวลาที่มักจะใช้ไปกับการเปิดโลกรับรู้สิ่งที่ไกลตัวออกไป ผ่านการรับชมสารคดีที่ไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นเรื่องอะไร ผ่านบทความที่ให้ความรู้ รวมถึงผ่านโลกออนไลน์ โดยเฉพาะในเรื่องที่มีความอยากรู้เป็นพิเศษ ถือเป็นช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนที่มีความสุขช่วงหนึ่งเลยทีเดียว เป็นช่วงเวลาพักผ่อนในอีกแบบหนึ่งที่ได้เติมอาหารสมองให้กับตัวเอง ก่อนจะมีช่วงเวลาให้ความรู้ได้ตกตะกอนทางความคิดและประมวลเรื่องราวเก็บไว้เป็นวัตถุดิบในการดำเนินชีวิตต่อไป

ที่น่าสนใจคือ สิ่งที่มักจะได้เป็นข้อสรุปให้กับตัวเองในทุกๆ ครั้งที่ได้รับรู้เรื่องราวไกลตัวที่เพิ่มขึ้น รวมถึงได้เห็นภาพความยิ่งใหญ่ของธรรมชาตินั้น เป็นข้อสรุปที่ไม่ใช้เนื้อหาของความรู้ใหม่ๆ แต่กลับเป็นข้อสรุปสั้นๆ เพียงไม่กี่ประเด็น คือ เรานี้ช่างเป็นสิ่งมีชีวิตที่เล็กน้อยบนดาวเคราะห์ดวงเล็กๆ ดวงหนึ่งเท่านั้นเอง นอกจากนั้น ความรู้ทั้งหมดในโลกใบนี้ แม้เท่าที่มี จะมากมายจนเรียนรู้ได้ไม่หมด หากแต่ก็ยังจะมีความรู้ที่มากมายกว่านั้นอีกที่รอให้ผู้คนศึกษาทำความเข้าใจ และสุดท้าย ย้อนไปสู่คำสอนของพระพุทธองค์ ความรู้ที่มีมากมายในโลกใบนี้ อาจเป็นสิ่งจำเป็นในการเลี้ยงชีพ ดำเนินชีวิต หากแต่ความรู้ที่สำคัญที่สุด ที่อาจเทียบได้กับใบไม้เพียงกำมือเดียว จากใบไม้ทั้งหมดที่ร่วงหล่นอยู่ในผืนป่าใหญ่ ความรู้นั้น คือความรู้ที่นำไปสู่การดับทุกข์ หรือแม้ในระหว่างนั้น เป็นไปเพื่อบรรเทาความทุกข์ที่มีในชีวิตเรา ความรู้ในธรรม ความเป็นไปของสิ่งต่างๆ ตามธรรมชาติ ที่แม้ไม่ถูกกำหนดเรียกขานเป็นอย่างหนึ่งอย่างใด ก็จะยังคงมีสภาพและเป็นไปเช่นนั้น… ความรู้ในธรรม ธรรมชาติที่พิจารณาภายในตัวเรา ภายในจิตใจของเราเอง……

อีกหนึ่งบทความดีๆ จากเพจของเราค่ะ.
http://www.facebook.com/lifecenterthailand

เข้าครัว กับเมนู ‘ซูชิ อาโวคาโด’ ในแบบ Raw Food

unnamed (1)
วันนี้ ชวนทุกคนมาเข้าครัว โชว์ฝีมือทำอาหารเพื่อสุขภาพกันซักหน่อย กับเมนูเก๋ๆ ที่ทำกันได้ไม่ยากเลยค่ะ เมนู ‘ซูชิ อาโวคาโด’ ในแบบ Raw Food ที่ให้ทั้งพลังงาน ใยอาหาร เอ็นไซม์จากพืชผักสด รวมถึงสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพมากมายเลยทีเดียว
ใครพร้อมแล้ว เตรียมตัวกันได้เลยค่ะ

เริ่มต้นจากการจัดวัตถุดิบที่หากันได้ไม่ยากจากซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป ส่วนใครที่สามารถหาผักที่เป็นออร์แกนิคได้ก็ยิ่งดีเลยค่ะ
วัตถุดิบที่ใช้ ประกอบด้วย 1. ผักสลัด เช่น กรีนโอ๊ค เรดโอ๊ค หรือ คอส – (ชนิดละ 1-2 ใบ) 2. เห็ดเข็มทอง (40 g.) 3. พริกยักษ์ (1/2 ลูก) 4. แครอท (1 หัว) 5. อาโวคาโดสุก (1/2 ลูก) 6. สาหร่ายแผ่น (2 แผ่น) 7. มะขามเปียก 8. น้ำตาลมะพร้าว 9. เกลือ 10. น้ำต้มสุก 1 ถ้วยเล็ก (ทิ้งให้อุ่นเพื่อละลายมะขามเปียก) : ปริมาณวัตถุดิบ ที่ให้ไว้ สำหรับการทำซูชิ 2 จาน ขนาดจานละ 4-5 ชิ้นค่ะ
อุปกรณ์ที่ใช้ 1. เสื่อสำหรับทำซูชิ (หาซื้อได้ตามร้านขายสินค้าราคาเดียวในห้างฯ ทั่วไปเลยค่ะ) 2. เขียง มีด ช้อนผสมน้ำจิ้ม 3. จานใส่ซูชิ และถ้วยน้ำจิ้ม

เตรียมอุปกรณ์ และวัตถุดิบกันเสร็จ ก็ถึงเวลาแปลงร่างเป็นซูชิเชฟกันแล้วค่ะ

ขั้นตอนที่ 1 เตรียมน้ำจิ้ม
นำมะขามเปียก ละลายในน้ำอุ่นจนได้น้ำมะขามที่ข้นพอประมาณ – เติมน้ำตาลมะพร้าว และเกลือเล็กน้อย คนให้เข้ากัน – เทใส่ถ้วยน้ำจิ้มรอไว้

IMG_72861ขั้นตอนที่ 2 เตรียมเครื่อง
ต่อด้วยการเตรียมเครื่อง ล้างผักทั้งหมดให้สะอาด ปอกเปลือกอาโวคาโด และเอาเมล็ดออก – นำแครอทมาสไลซ์เป็นแผ่นบางๆ – หั่นพริกยักษ์ตามแนวยาว แล้วซอยเป็นเส้นกว้างประมาณ 1/2 ซ.ม. – หั่นอาโวคาโด ตามแนวยาว เป็นชิ้นหนาประมาณ 1-2 ซ.ม.

ขั้นตอนที่ 3 ห่อสาหร่าย :IMG_73571
นำสาหร่ายแผ่น วางบน เสื่อสำหรับทำซูชิ – ใช้ผักสลัดวางรองให้ทั่วทั้งแผ่น – นำแครอท พริกยักษ์ และอาโวคาโด ที่เตรียมไว้ วางบนผักสลัด – ปิดท้ายด้วยเห็ดเข็มทองวางด้านบนสุด – เสร็จแล้วม้วนแผ่นสาหร่ายให้แน่นพอประมาณ ค่อยๆ คลี่เสื่อออกขณะที่ม้วนเข้า – ใช้น้ำลูบที่ปลายแผ่นสาหร่ายเพื่อให้สาหร่ายติดเข้าด้วยกัน

IMG_74271

ขั้นตอนที่ 4 หั่น จัดใส่จาน
เมื่อได้สาหร่ายใส่เครื่องที่ห่อเรียบร้อยแล้ว ก็นำมาหั่นแบ่งเป็นชิ้นขนาดพอดีคำ แล้วจัดวางในจานสวยๆ ได้เลยค่ะ

เป็นอย่างไรกันบ้างคะ กับขั้นตอนการทำง่ายๆ เพียงเท่านี้ เราก็ได้ ซูชิ อาโวคาโด จานสวย ที่มากด้วยคุณประโยชน์ พร้อมจะอร่อยกันแล้ว รับประกันว่าเมนูนี้ ไม่ใช่แค่สวย และมีประโยชน์ แต่ยังอร่อยด้วยล่ะค่ะ ให้ความรู้สึกทั้งกรอบ นุ่ม หนึบ แล้วก็มีความหวานมันจากวัตถุดิบที่เลือกมาอย่างลงตัว กับรสชาติที่กลมกล่อมกำลังดีเลยทีเดียว

สำหรับเมนูอร่อยเมนูนี้ ต้องขอขอบคุณ คุณหมอนัท จาก @ariya organic cafe ที่ได้มอบความรู้ดีๆ ให้เรานำมาฝากกัน ส่วนใคร ที่อยากจะชิมเมนู Raw Food ในแบบ Organic แท้ๆ ที่มีให้เลือกกันอีกมากมายหลายเมนู ก็สามารถแวะไปชิมกันได้ที่ ร้าน Ariya Organic อาคาร Q House Lumpini กันได้ค่ะ

ระหว่างนั้น คิดว่าเย็นนี้ แต่ละบ้านคงจะมีเมนูเก๋ๆ ที่เป็นประโยชน์กับสุขภาพของทุกๆ คน อยู่ในใจกันแล้วล่ะ
พบกันใหม่สัปดาห์หน้านะคะ ^^

บทความที่คล้ายกันในบล็อก Life Center :  ‘ทำบัตเตอร์เค้กง่ายๆ ไม่ต้องง้อเตาอบ’  : click

https://goo.gl/AnaVN1

ความงดงามของสิ่งรอบตัว

Sat201505
ภายใต้สถานการณ์เร่งรีบ และความวุ่นวายรอบๆ ตัว
ภายใต้สถานการณ์ที่เราทุกคนต่างมีภารกิจ และเรื่องที่จำเป็นต้องทำ
หลายๆ ครั้ง เราอาจมองผ่านความสวยงามของสิ่งรอบๆ ตัว และพลาดโอกาสที่จะได้ตักตวงภาพแห่งความงดงาม ได้อ้าแขนโอบรับมิตรไมตรี และความหวังดีของผู้คน เหมือนภาพที่ผ่านตาในเกือบทุกวันของแสงอาทิตย์ยามลับขอบฟ้า….
วันนี้ มีบทความสั้นๆ มาฝากกัน เตือนให้เราได้ชะลอก้าวเดินให้ช้าลงบ้าง สูดลมหายใจให้เต็มปอด และเปิดรับสิ่งดีๆ ที่เราเองอาจจะได้มองผ่านไปในทุกๆ วันค่ะ

บทความจาก http://www.facebook.com/lifecenterthailand/
————————-

วันนี้ ได้ชื่นชมกับภาพความงดงามของดวงอาทิตย์ยามลาลับขอบฟ้า กับแสงสีทอง ที่สะท้อนรับกับผืนน้ำเงียบสงบ ช่วงเวลาที่ได้พัก อยู่กับความสงบ ได้หันมองสิ่งต่างๆ รอบๆ ตัว.. และทำให้ได้มีโอกาสดื่มด่ำกับความงาม ของสิ่งที่เราเองก็ได้เห็นอยู่ในเกือบทุกวัน… ภาพของอาทิตย์ยามลาลับขอบฟ้า

ภาพสวยๆ ของแสงสีทองยามเย็น เป็นภาพที่เราเห็นผ่านตาในเกือบทุกวัน แต่กลับไม่เคยได้หยุดและชื่นชมกับความงาม ด้วยภารกิจ ความเร่งรีบ และความวุ่นวายในชีวิตประจำวัน…
ไม่ต่างจากความงดงาม ความดีของผู้คน และส่วนดีๆ ของสิ่งต่างๆ รอบๆ ตัวเรา ที่บ่อยครั้งมักจะถูกมองผ่านโดยไม่เห็นในคุณค่า…..

วันนี้ นำภาพคุ้นตามาฝากกัน เป็นเครื่องเตือนใจ ให้เรา ได้หยุดพักความเร่งร้อนในชีวิตลงบ้าง เพื่อจะได้เริ่มหันมอง และชื่นชมในความดีของผู้คน รวมถึงสิ่งต่างๆ รอบๆ ตัวเราอย่างเห็นคุณค่าค่ะ ^^
————————-
Sometime we may want to slow down our steps, so that we have time to realize beauties and goodness of people and things around us.
————————-

http://www.lifecenterthailand.com
#lifecenter #QHouseLumpini

กำลังใจ

10478579_839066742791612_1863273049551876715_n
วันนี้ ขอเป็นกำลังใจให้กับทุกๆ คน ที่กำลังต่อสู้อยู่บนโลกใบน้อยๆ ด้วยบทความนี้ค่ะ ^^
ทุกชีวิตล้วนประกอบไปด้วยความสุข ความทุกข์ ความสมหวัง ความผิดหวัง เกิดขึ้นสลับกันไปตลอดเวลา… เมื่ออยู่ในช่วงเวลาแห่งความสุขสมหวัง เราก็มักจะเพลิดเพลินไปกับเรื่องราวแห่งรอยยิ้ม และวันคืนที่ผ่านไปอย่างรวดเร็ว จนหลายๆ ครั้ง เราไม่ได้เตรียมใจเผื่อไว้ให้กับอีกด้านหนึ่งของชีวิต ช่วงเวลาของทุกข์ และความผิดหวัง ช่วงเวลาที่หลายๆ คน จมอยู่กับความหดหู่ ท้อแท้ และดูเหมือนว่าเป็นช่วงเวลาที่ยาวนานเสียเหลือเกิน..

ต้นไม้หลายๆ ชนิด ผลิดอกสีสดสวย งดงามไปทั้งต้น ก็เมื่อถูกลิดใบ ตัดกิ่ง ถูกแล้งน้ำ จนแทบจะทนอยู่ไม่ได้ สัญชาตญาณของความอยู่รอดจึงได้ให้ไม้นั้นรีบผลิดอก ออกผล เพื่อสานต่อ ดำรงเผ่าพันธุ์ต่อไป… แบบอย่าง ของการไม่ยอมแพ้ โดยไม่พยายามต่อสู่ดิ้นรน…
หากไม้นั้น ได้ยอมแพ้ให้กับความแล้ง กันดาร โดยไม่พยายามต่อสู้ดิ้นรนใดๆ เราคงไม่มีโอกาสจะได้เห็นดอกงามชูช่อผลิบานเป็นแน่…

ชีวิต เมื่อรู้สึกว่าอยู่ในช่วงแห่งความทุกข์ถึงที่สุด เมื่อรู้สึกถึงช่วงเวลาที่หดหู่ ตกต่ำอย่างที่สุด… แทนที่จะจมอยู่กับความหดหู่ ท้อแท้.. ลองมองในอีกมุม มุมที่ว่า ทุกสิ่ง เมื่อตกลงถึงที่สุด ก็ไม่สามารถที่จะตกต่ำไปได้มากกว่านั้นอีก เมื่อกราฟของชีวิตได้ตกลงถึงจุดต่ำสุด ก็ไม่สามารถจะดิ่งลงไปได้มากกว่านั้น หากแต่เป็นช่วงเวลาที่เส้นกราฟรอจังหวะที่จะเริ่มเชิดขึ้นอีกครั้ง
เมื่ออยู่ที่จุดที่ต่ำที่สุดแล้ว ทุกข์จนถึงที่สุดแล้ว ช่วงเวลาต่อไป ก็จะไม่หนักหนาไปกว่านั้น มีแต่จะต้องดีขึ้น ความพยายาม และพลังของเรา จะทำให้เรื่องราวต่างๆ เริ่มดีขึ้น มากน้อยตามแต่เหตุปัจจัย ขอเพียงเราเชื่อมั่นในพลังของชีวิต พลังที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใน พลังที่จะทำให้เราสามารถดิ้นรน ต่อสู้ได้ต่อไป

เมื่อใดก็ตามที่เรารู้สึกถึงทางตัน เมื่อรู้สึกถึงความสิ้นหวัง ลองมองหาดอกไม้สักดอกเป็นเครื่องเตือนใจ… เตือนใจเรา ไม่ให้ยอมแพ้ และสร้างพลังในการดิ้นรนต่อสู้ต่อไป… ต่อสู้ดิ้นรน เพื่อผลิดอก ชูช่อที่งดงาม ด้วยพลังที่ซ่อนอยู่ภายในตัวเราค่ะ ^^

เติมความชุ่มชื่นให้กับหัวใจ

10660211_808783595819927_2848835099903511130_n

มองสายฝนโปรยปรายในช่วงหลายวันที่ผ่านมา มองหยดน้ำน้อยๆ ที่ช่วยเติมความชุ่มชื้นให้กับต้นไม้ และสัตว์น้อยใหญ่ ช่วยให้นึกต่อไป ว่าเราเองได้เติมความชุ่มชื่นให้กับใจเรากันบ้างหรือยัง

ทุกๆ คนมีเรื่องสำคัญในชีวิตที่ต้องทำ มีหน้าที่ ความรับผิดชอบที่ต่างก็ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน และทุกๆ คน ไม่ว่าจะอยู่ในวัยเรียน วันเริ่มต้นทำงาน ในช่วงกำลังสร้างครอบครัว หรือแม้แต่ในช่วงอื่นๆ ต่อมาของชีวิต ต่างก็เหน็ดเหนือย อ่อนล้า กับสิ่งที่ต้องทำในทุกๆ วัน…

หลายๆ คน ใช้เวลาเกือบทั้งหมด ไปกับหน้าที่ ความรับผิดชอบ จนละเลยที่จะเติมพลังของชีวิตให้กับตัวเอง
หลายๆ คน เลือกที่จะหยุดพักเป็นระยะ และใช้เวลากับการพักผ่อนในรูปแบบต่างๆ ทั้งสังสรรค์ในหมู่เพื่อนสนิท เดินห้าง จับจ่ายซื้อของ ดูหนัง ฟังเพลง เล่นกีฬา หางานอดิเรก หรือ ลาพักผ่อนไปท่องเที่ยวในสถานที่ต่างๆ…. ด้วยสิ่งเหล่านั่นคือหนทางของการพักเรื่องราว ผ่อนคลายจากความเหนื่อยของการดำเนินชีวิต..

ทว่าบ่อยครั้ง เราอาจไม่ได้รู้สึกว่าเราได้ผ่อนคลาย ได้เติมพลังให้กับชีวิตเราจริงๆ และ ทุกครั้งที่กลับสู่โลกแห่งความเป็นจริง ความเหน็ดเหนื่อย อ่อนล้า ก็กลับคืนมาอย่างรวดเร็ว…. เหมือนสายฝนที่ตกมาให้ความชุ่มชื้นอยู่เพียงชั่วระยะหนึ่ง ก่อนที่ความร้อนอบอ้าวจะกลับคืนมาอีกยาวนาน…

วันนี้ ลองมองรอบๆ ตัวเรา มองในด้านบวกของสิ่งต่างๆ มีความสุขกับเรื่องเล็กน้อยรอบๆ ตัวเรา มองให้เห็นในมิตรภาพที่ดีของผู้คน มองให้เห็นในความดีของคนรอบๆ ตัว พอใจกับความสมหวัง และเข้าใจถึงความผิดหวัง ใช้ทุกนาทีอย่างมีความสุข อยู่กับชีวิตอย่างรู้เท่าทัน….
สิ่งเหล่านี้ จะช่วยเติมความสุข ความชุ่มชื่นให้กับชีวิตเราอยู่เรื่อยๆ เปรียบเสมือนสายฝนน้อยๆ ที่โปรยมาให้ความชุ่มชื้นในทุกๆ วัน

อย่ามัวรอสายฝนครั้งใหญ่…. หมั่นเติมความชุ่มชื่นให้ใจ เหมือนสายฝนน้อยๆ ที่โปรยมาให้ความสดชื่นในทุกวันค่ะ ^^