ทำอย่างไรดี ใส่หน้ากากอนามัยแล้วสิวขึ้น ? 

face

การดูแลตัวเองจากเชื้อโรค และฝุ่นควันด้วยการใส่หน้ากากอนามัยเป็นเรื่องจำเป็นในปัจจุบัน แต่ปัญหากวนใจที่ตามมาคงหนีไม่พ้นเรื่องสิว ที่เห่อขึ้นบนใบหน้า วันนี้เราจึงมีข้อแนะนำดีๆ มาฝากกันค่ะ

  • เลือกหน้ากากอนามัยที่ระบายอากาศได้ดี เพราะหน้าของเราต้องสัมผัสกับหน้ากากโดยตรง หากใช้หน้ากากอนามัยทั้วไปควรหันให้ถูกด้าน โดนหันส่วนที่มีสี เช่น สีเขียว สีฟ้า สีดำ ออก เพราะส่วนนั้นจะมีสารเคลือบที่ทำให้ผิวระคายเคืองได้ หรือ ถ้าสวมใส่หน้ากากผ้า ก็ควรเลือกที่อากาศถ่ายเทได้ดี แห้งไว ไม่อับชื้น
  • เลือกหน้ากากอนามัยที่สวมใส่พอดี เพราะบางคนเลือกใช้หน้ากากที่ไม่พอดี คับเกิดไปจนเกิดการเสียดสีกับผิวหน้า ยิ่งใช้นานๆ ผิวยิ่งระคายเคือง และเกิดอาการอักเสบ จึงควรเลือกใช้ขนาดที่เหมาะสม
  • เปลี่ยนหน้ากากอนามัยบ่อยๆ อากาศบ้านเราค่อนข้างร้อน ผิวขับเหงื่อออกมาได้ง่าย จึงทำให้เป็นที่สะสมของเชื้อแบคทีเรีย เราจึงควรมีหน้ากากสำรองไว้เปลี่ยนบ่อยๆ
  • ลดการแต่งหน้า เพราะผิวของเราต้องการการระบายอากาศ การสวมใส่หน้ากากทำให้ผิวระบายอากาศได้ยากแล้ว การแต่งหน้าด้วยเครื่องสำอางก็ยิ่งทำให้ผิวระบายอากาศยากเข้าไปอีก จึงทำให้เกิดการอุดตัน ซึ่งเป็นต้นตอของการเกิดสิวนั่นเองค่ะ
  • การรักษาความสะอาก นอกจากการล้างมือบ่อยๆ แล้ว หลังจากการรับประทานอาหารเราควรบ้วนปาก และล้างบริเวณรอบๆ ปาก เพื่อให้เศษอาหาร หรือ อาหารที่กระเด็นมาติดล้างออกไป เพื่อลดการสะสมของเชื้อแบคทีเรียและนำไปสู่การสะสมของเชื้อโรคต่างๆ
  • เสริมความแข็งแรงให้ผิว นอกจากการป้องกันและรักษาความสะอาดแล้ว การมีผิวที่แข็งแรงก็นับเป็นปราการที่สำคัญที่สุดที่จะช่วยลดการเกิดสิว ก็เหมือนกับร่างกายที่แข็งแรงเราก็จะไม่ติดโรคได้ง่ายค่ะ

บอกเคล็ดลับดีๆ กับไปแล้ว อย่าลืมไปทำตามกันด้วยนะคะ หน้าจะได้สะอาดสดใสแบบไร้สิวมากวนใจกันค่ะ

ทำความรู้จักกับยาแก้แพ้ – Antihistamine

cold.jpg
อยู่กลางฤดูฝน แต่อากาศก็เปลี่ยนแปลงกันได้รายวัน เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวลมพัดมาสบายๆ ซักพักก็อาจจะมีสายฝนโปรยลงมาพอให้รถติดกันนิดหน่อย ช่วงอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยๆ อย่างนี้ หลายๆ คน อาจจะมีอาการป่วยที่เรียกกันว่าแพ้อากาศกันได้ โดยเฉพาะในเด็กๆ หรือในผู้ที่ทำงานหนัก พักผ่อนไม่ค่อยจะเพียงพอ ที่แน่ๆ พอเริ่มมีน้ำมูก คัดจมูก หรือมีอาการจาม สิ่งแรกที่เรามักจะนึกถึงกันคงหนีไม่พ้นยาแก้แพ้ หรือที่เรียกว่า Antihistamine กันล่ะค่ะ
อะไรคือ Antihistamine และ การใช้ยาดังกล่าวจะช่วยรักษาอาการแพ้อะไรได้บ้าง มีผลข้างเคียง หรือข้อควรรู้อะไรบ้าง วันนี้ มาเฉลยกันซักหน่อยค่ะ

ก่อนอื่น มาทำความรู้จักกับสารฮิสตามีนกันก่อนค่ะ ฮิสตามีน เป็นสารที่ถูกสร้างและเก็บอยู่ใน Mast cells และเซลเม็ดเลือดขาวชนิดเบโซฟิล เมื่อถูกกระตุ้น Mast cells และ เบโซฟิล ก็จะหลั่งสารฮิสตามีน ออกมาในปริมาณที่มาก จนก่อให้เกิดโรคขึ้นได้ โดยตัวรับฮิสตามีน จะไปจับตัวกับสารฮิสตามีน และออกฤทธิ์ต่อระบบต่างๆ ในร่างกาย เช่น ออกฤทธิ์ต่อ Sensory nerve ที่ผิวหนัง ทำให้เกิดอาการคัน หรือ ออกฤทธิ์ต่อหลอดเลือดทั่วๆไป ทำให้เกิดผื่นแดงตามผิวหนัง หรือ ออกฤทธิ์ต่อระบบทางเดินหายใจ ทำให้เกิดอาการหดเกร็ง อาการหืด หรือแม้แต่ ออกฤทธิ์ต่อระบบทางเดินอาหาร ทำให้เกิดอาการปวดท้อง อาเจียน เป็นต้น

สำหรับ สารต้านฮิสตามีน (antihistamine) หรือ ที่เราคุ้นเคยกันในฐานะ ยาแก้แพ้ เป็นยาที่ใช้เพื่อลดผลของ ฮิสตามีน (histamine) โดย จะออกฤทธิ์โดยตรงต่อตัวรับฮิสตามีน ยาในกลุ่มนี้ จึงมีชื่อเรียกรวมๆ เป็นภาษาฝรั่งว่า Antihistamine ค่ะ

ยาแก้แพ้ในกลุ่มนี้ มีประโยชน์ ในด้านการลดอาการต่างๆ อันเกิดจากการแพ้ ได้แก่ การบรรเทาอาการแพ้อากาศ ที่ทำให้มีอาการจาม หรือมีน้ำมูกไหล บรรเทาอาการแพ้ทางผิวหนัง ลมพิษ ผื่นคันต่างๆ และ การบรรเทาอาการแพ้จากโรคหวัด ลดน้ำมูก ทำให้น้ำมูกแห้ง โดยยาแก้แพ้ แต่ละยี่ห้อที่เราพบในร้านขายยา ก็จะใช้สารต้านฮิสตามีน ต่างๆ กันออกไป เพราะสารที่จัดเป็นสารต้านฮิสตามีนก็มีหลากหลายชนิดเลยทีเดียวค่ะ ยกตัวอย่างเช่น ไซโปรเฮปตาดีน คลอเฟนิรามีน บรอมเฟนิรามีน ไซโปรเฮปตาดีน ไตรโพรลิดีน เป็นต้น

การเลือกใช้ยาแก้แพ้ในปัจจุบัน ก่อนอื่น เราอาจแบ่งยาแก้แพ้ออกเป็นสามกลุ่ม ได้แก่

กลุ่มแรก Sedating Antihistamine ได้แก่ กลุ่มที่มีตัวยา เช่น Chlophenilamine / Hydroxyzine / Tripolidine / Brompheniramine เป็นกลุ่มยาที่ผ่านตัวกลางของระบบเลือดและสมองได้ดี จึงอาจมีผลข้างเคียงต่อระบบประสาทสมองส่วนกลาง ทำให้เกิดอาการง่วงได้ ทั้งยังอาจมีผลทำให้ คอแห้ง ปากแห้ง ท้องผูก ปัสสาวะลำบาก แต่ข้อดีของยากลุ่มนี้คือสามารถลดอาการคันได้ดีกว่ายาในกลุ่มอื่นๆ

กลุ่มที่สอง Nonsedating Antihistamines ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อลดจุดด้อยของยาในกลุ่มที่แรก ทำให้มีคุณสมบัติที่ดีขึ้น คือ ไม่ทำให้ง่วง ออกฤทธิ์นานกว่า และออกฤทธิ์โดยตรงกับตัวรับฮิสตามีน ทำให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น สารต้านฮิสตามีนที่ใช้ในยากลุ่มนี้ได้แก่ Terfenadine / Astemizole / Lolatadine / Mequitazine / Acrivastine / Azelastine / Ebastine / Epinastine โดยมีข้อจำกัด ของยาบางตัว เช่น Terfenadine / Astemizole  ที่อาจส่งผลต่อหัวใจทำให้หัวใจเต้นผิดปกติได้ ผู้ป่วยที่มีอาการของโรคหัวใจ จึงควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยาในกลุ่มนี้

กลุ่มที่สาม ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อแก้ไขผลข้างเคียงจากยากลุ่มที่สอง จึงไม่ส่งผลต่อการทำงานของหัวใจ แต่ยังคงให้คุณสมบัติลดอาการแพ้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ยากลุ่มนี้ มีราคาสูงกว่ายาแก้แพ้ในกลุ่มอื่นๆ โดยจะมีสารต้านฮิสตามีนชนิด Fexofenadine หรือ Certizine เป็นต้น

การเลือกใช้ยาแก้แพ้แต่ละกลุ่มนั้น ขึ้นอยู่กับอาการ และสาเหตุของการแพ้ดังต่อไปนี้ค่ะ

อาการของโรคภูมิแพ้ทางจมูก (Allergic rhinitis) จะมีอาการจามร่วมกับอาการคัดจมูก ควรเลือกใช้ยาในกลุ่มที่ 2 ร่วมกับยาลดอาการคัดจมูก

อาการเยื่อจมูกอักเสบที่ไม่ใช่ภูมิแพ้และโรคหวัด (Non-allergic rhinitis & Common cold) ควรเลือกใช้ยาในกลุ่มที่หนึ่ง เนื่องจากสามารถลดน้ำมูกที่ไม่ได้เกิดจากสารฮีสตามีนได้ดีกว่า โดยเฉพาะเมื่อใช้ร่วมกับยาลดอาการคัดจมูก

อาการของโรคหืด (Asthma) ควรใช้ยาต้านฮิสตามีนกลุ่มที่ 2  เนื่องจากมีฤทธิ์แก้แพ้และแก้อักเสบร่วมด้วย และควรหลีกเลี่ยงการใช้ยากลุ่มที่หนึ่งเพราะจะทำให้เสมหะข้น เหนียว ยากต่อการขับออก

อาการคัน (Pruritus) ควรเลือกใช้ยาในกลุ่มที่หนึ่ง เพราะจะให้ผลที่ดีกว่า และช่วยลดอาการคันได้ดี

ข้อสำคัญ การใช้ยาแก้แพ้ ก่อนเกิดอาการ จะให้ผลดีกว่าการใช้ยาเมื่อมีอาการแพ้แล้ว ดังนั้น หลายๆ ครั้ง ที่เรารู้ว่าเรามีอาการแพ้ต่ออะไรบ้าง อาจจะเป็นฝุ่น ควัน ละอองเกสร อาหาร หรือสารเคมี หากจำเป็นต้องเข้าไปในบริเวณที่จะเกิดอาหารแพ้ ต้องสัมผัส หรือเกี่ยวข้องกับสิ่งที่อาจกระตุ้นอาการแพ้ การทานยาแก้แพ้ไว้ล่วงหน้า จะให้ผลที่ดีกว่าค่ะ

ยาแก้แพ้ อาจจะช่วยลดอาการต่างๆ ได้ ทำให้ร่างกายไม่ทรุดโทรม หรือมีอาการป่วยในส่วนอื่นๆ ที่ตามมา ทว่าในหลายๆ ครั้ง โดยเฉพาะสำหรับอาการที่เกิดจากหวัด ยาแก้แพ้นั้น ทำหน้าที่เพียงแค่ช่วยลดอาการที่เป็นผลจากโรค หากแต่ไม่ได้ช่วยทำลายเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของอาการป่วย การดูแลร่างกายให้แข็งแรง ย่อมเป็นสิ่งที่ดีที่สุดค่ะ ดูแลสุขภาพให้แข็งแรง พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ดูแลเรื่องโภชนาการให้ครบถ้วน รวมถึงวิตามิน ที่จะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย และที่สำคัญค่ะ ดูแลสุขภาพใจของเราให้สดใส ไม่เครียดจนเกินไป เพราะสุขภาพใจที่ดี ย่อมเป็นส่วนสำคัญของสุขภาพกายที่ดีไปพร้อมๆ กันค่ะ

ส้มตำ… กับประโยชน์ที่มากกว่าความอร่อย

somtum
“ป๊อก ป๊อก ป๊อก” เสียงครกดังมาแต่ไกล จะเป็นเมนูอะไรไม่ได้นอกจาก “ส้มตำ” เมนูโปรดของสาวๆ ที่รับประทานได้ไม่รู้เบื่อ ด้วยรสชาติที่ถูกใจ ทั้งยังไม่หนักท้องเกินไป แถมมีเมนูอื่นๆ ให้ทานคู่กันอีกเพียบ ไม่แปลกเลยค่ะ ที่พอถึงเวลาอาหารเที่ยง สาวๆ ก็มักจะมุ่งหน้าไปที่ร้านส้มตำกันอย่างพร้อมเพรียง

ทีนี้ นอกจากรสชาติที่ถูกปากแล้ว เรามาดูกันดีกว่าค่ะ ว่า “ส้มตำ” แต่ละจานนั้นซ่อนประโยชน์อะไรไว้บ้าง ขอบอกเอาไว้ก่อนเลยว่ามีแต่สมุนไพรที่ดีต่อสุขภาพทั้งนั้นเลยค่ะ

เริ่มกันที่เส้น “มะละกอดิบ” หัวใจหลักของส้มตำกันก่อน มะละกอดิบมีคุณสมบัติเป็นยาขับพยาธิ แก้โรคบิด แก้อาการเลือดออกตามไรฟัน ช่วยย่อยอาหารในกระเพาะ มีกากใยสูง จึงช่วยในเรื่องระบบขับถ่าย แก้โรคริดสีดวงทวาร และสำหรับสาวๆ ที่ให้นมน้องอยู่ มะละกอดิบยังช่วยบำรุงน้ำนมได้อีกด้วยค่ะ

ส้มตำจะน่าอร่อยต้องมีสีสันกันหน่อย ตัวชูโรงก็หนีไม่พ้น “มะเขือเทศ” สีแดงสดนั่นเอง มะเขือเทศเป็นแหล่งรวมวิตามิน โดยเฉพาะวิตามินซี ช่วยบำรุงผิวให้สวยกระจ่างใส ช่วยกระตุ้นน้ำย่อยและช่วยย่อยอาหาร มีคุณสมบัติในการช่วยระบายอ่อนๆอีกด้วย

ถั่วฝักยาว รสหวานมัน เนื่องจากเป็นพืชตระกูลถั่วจึงมีโปรตีนอยู่เป็นพื้นฐาน ถั่วฝักยาวยังมีสารอาหารอื่นๆ อย่างเช่นวิตามิน โปรแทสเซียม ฟอสฟอรัส และธาตุเหล็ก นอกจากนั้นยังมีสรรพคุณในการช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้ ช่วยลดอาการท้องอืดได้อีกด้วย

กระเทียม ใส่นิดหน่อยพอให้มีกลิ่นหอม แต่ก็ยังมีประโยชน์ต่อร่างกาย ทั้งช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อรา แบคทีเรีย และไวรัส และยังช่วยลดน้ำตาลในเลือด ลดไขมันในหลอดเลือดอีกด้วยค่ะ

เพิ่มความจี๊ดจ๊าดกันซักหน่อยด้วย “น้ำมะนาว” น้ำมะนาวช่วยให้ชุมคอ บรรเทาอาการไอ ให้วิตามินซี ช่วยฟอกเลือด บางร้านก็เลือกที่จะใส่มะนาวมาทั้งเปลือกเลย แต่ก็รสขมๆ นี่หละค่ะที่ช่วยขับลมได้เป็นอย่างดี

ลงท้ายที่ “พริกขี้หนู” เติมรสเผ็ดร้อน ที่ช่วยให้เจริญอาหาร แก้ไอและขับเสมหะ ช่วยย่อย และช่วยขับลมในลำไส้

แถมอีกนิดกับ “ข้าวเหนียว” เห็นกระติ๊บเล็กๆ แต่ประโยชน์มากมีนะคะ ข้าวเหนียวเป็นอาหารอารมณ์ดีค่ะ ช่วยให้สมองสงบคลายเครียด เมื่อทานแล้วจึงรู้สึกผ่อนคลาย นอนจากนั้นยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของกระเพาะอาหาร สร้างเม็ดเลือดให้สมบูรณ์ และช่วยป้องกันหลอดเลือดหัวใจตีบอีกด้วย

ทั้งอิ่ม ทั้งอร่อย แถมยังได้ประโยชน์แบบนี้มื้อไหนๆ ก็เรียกหา “ส้มตำ” ได้ ที่สำคัญ เวลาสั่งอย่างลืมกำชับว่า “ไม่ใส่ผงชูรส” ด้วยนะคะ ^^

ปวดท้อง ใครก็ไม่อยากเป็น

ปวดท้อง
ปวดท้อง อาการป่วยที่ใครก็ไม่อยากเป็น ที่สำคัญ หลายๆ ครั้ง อาการปวดที่ว่า ยังเดาไม่ได้อีกว่าปวดเพราะอะไร วันนี้มาดูกันค่ะ ว่าอาการปวดแต่ละลักษณะอาจเกิดจากอะไรได้บ้าง

แสบร้อนกลางอก

อาการ : ความรู้สึก ทั้งแสบ และร้อน มักวิ่งขึ้นมาตามช่องอก
ทางแก้ : ยาลดกรดเป็นของคู่กันกับอาการนี้ ถ้าทานยาแล้วการการแสบร้อนหายไปก็สบายใจไม่ต้องกังวล แต่ถ้าอาการดังกล่าวกลับมาบ่อยๆ หรือปล่อยไว้นานๆ กรดจะทำลายหลอดอาหาร ทำให้กลืนอาหารลำบาก ไม่อยากอาหาร น้ำหนักลด จนถึงขั้นอาการรุนแรง ต้องรีบปรึกษาแพทย์

แผลเปื่อยเพปติก
อาการ : คลื่นไส้ กินแล้วหิวบ่อย ปวดท้องตื้อๆ ต่อเนื่อง
ทางแก้ : ทานยาลดกรดเพื่อลดอาการปวด อาการป่วยแบบนี้เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย H’pylori ควรปรึกษาแพทย์เพื่อเพื่อจัดการกับเจ้าเชื้อร้ายนี้ อย่านิ่งนอนใจ เพราะถ้าปล่อยไว้นานไป อาการอาจลุกลามไปถึงขั้นตกเลือด หรือลำไส้ทะลุก็เป็นได้

กระเพราะอาหาร และลำไส้เล็กอักเสบ
อาการ : ปวดเกร็งท้อง ท้องเสีย มีไข้ คลื่นไส้และปวดท้องเป็นระยะ
ทางแก้ : ดื่มน้ำเยอะๆ เพราะการถ่ายบ่อยจะทำให้ร่างกายขาดน้ำ รอดูอาการสักนิด ถ้าคุณมีภาวะขาดน้ำ ไข้ขึ้นสูงเกิน 2 วันต้องรีบปรึกษาแพทย์ด่วน
ท้องอืด
อาการ : อึดอัด บวม แน่นท้อง ปวดแปล๊บรุนแรง
ทางแก้ : ทานคาร์โบไฮเดรต จะทานโยเกิร์ต หรือสเต็กก็ได้ตามใจชอบ เพราะคาร์โบไฮเดรต และ โปรไบโอติก(ในโยเกิร์ต) จะช่วยลดแก๊สส่วนเกินในกระเพาะและลดอาการปวดแน่นท้องได้ในที่สุด

ไส้ติ่งอักเสบ
อาการ : มีอาการปวดบริเวณท้องส่วนบนอย่างมาก เหมือนโดนโจมตีอย่างเฉียบพลัน จากนั้นก็ย้ายมาทางท้องน้อยด้านขวา คลื่นไส้ อาเจียน มีไข้
ทางแก้ : รีบไปหาแพทย์ด่วนๆ เพราะอาการจะหนักขึ้นเรื่อยๆ ภายใน 24 ช.ม. ถ้าปล่อยไว้ไส้ติ่งอาจแตก เชื้อโรคกระจายไปทั่วช่องท้อง

อาการปวดท้อง อาจมีความซับซ้อนกว่าที่เราเข้าใจ ถึงแม้จะพอสังเกตได้เบื้องต้น ว่าอาการปวดของเราน่าจะเป็นเพราะอะไร แต่ถ้าอาการรุนแรง หรือไม่แน่ใจ ทางที่ดี ควรรีบไปพบแพทย์นะคะ เพราะอาการปวดอาจจะเกิดจากหลายๆ สาเหตุได้ในเวลาเดียวกัน และการปล่อยไว้นาน อาจทำให้การรักษายากขึ้นได้ค่ะ

ไข้หวัดธรรมดา VS COVID-19

covid-19-18-03-20
สถานการณ์ไวรัส Covid-19 ยังคงระบาดอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดตอนนี้ประเทศไทยมีจำนวนผู้ติดชื้ออยู่ที่ 1,388 คน (ข้อมูลอัพเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2563) ซึ่งในหลายคนพอเริ่มมีอาการเจ็บป่วย มีไข้ ไอ เจ็บคอ อาจกำลังวิตกกังวลว่าตัวเราเป็น “ไข้หวัดธรรมดา” หรือติด “ไวรัส COVID-19” กันแน่ วันนี้ มาดูกันค่ะ ว่าอาการของไข้หวัดธรรมดา กับ อาการของ Covid-19 ต่างกันอย่างไรบ้าง

ไข้หวัดธรรมดา มักเกิดจากเชื้อไวรัสไรโนไวรัส (Rhinovirus) 30-80% เป็นไวรัสที่ทำให้เกิดโรคกับจมูก คือหวัดธรรมดา และไวรัสอีกชนิดที่เป็นสาเหตุของไข้หวัดคือ โคโรนาไวรัส (Coronavirus) 10-15% แต่เป็นไวรัสโคโรนาที่ค้นพบ และมีมานานแล้ว โดยมีการพบเชื้อไวรัสโคโรนาที่ติดต่อในมนุษย์แล้ว 6 สายพันธุ์ ส่วนโรค COVID-19 เกิดจาก ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ซึ่งทำให้มีอาการปอดอักเสบรุนแรงได้ โดยเป็นเชื้อไวรัสที่เพิ่งถูกค้นพบใหม่ นับเป็นสายพันธุ์ที่ 7 ของไวรัสโคโรนาที่ติดต่อในมนุษย์

อาการของโรคไข้หวัดธรรมดา

  • มีไข้ต่ำๆ ถึงมีไข้สูง ผ่านไป 3-4 วัน อาการจะเริ่มดีขึ้น
  • อาจมีไอ จาม เล็กน้อย ผ่านไป 3-4 วัน อาการจะเริ่มดีขึ้น
  • ไม่มีอาการท้องเสีย
  • น้ำมูกไหล มีอาการคัดจมูก ทำให้หายใจไม่สะดวก
  • ปวดตามตัว รู้สึกอ่อนเพลีย

อาการของโรคไวรัส COVID-19

  • มีไข้สูงมากกว่า 37.5 องศา
  • ไอ มีเสมหะ เจ็บคอ นานติดต่อกันมากกว่า 4 วัน
  • บางรายอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสียร่วมด้วย
  • หายใจลำบากมีไอร่วมด้วย ในบางรายรุนแรงถึงขั้นปอดอักเสบ หรือปอดบวม
  • ปวดเมื่อยตามตัว ทานอาหารไม่ค่อยได้

ความรุนแรงของโรค

ไข้หวัดธรรมดา มักไม่มีโรคแทรกซ้อนรุนแรง และไม่มีอาการที่รบกวนชีวิตประจำวันมีอาการอยู่ไม่นาน หากดูแลร่างกาย พักผ่อนให้เพียงพอ อาการไข้หวัดจะค่อย ๆ หายไปเองใน 3-4 วัน

ไวรัส COVID-19 พบอาการปอดอักเสบอันนำไปสู่การเสียชีวิต ซึ่งความรุนแรงของโรคนี้จะแตกต่างกันตามความแข็งแรงของแต่ละคน

อย่างไก็ตามหากใครมีอาการ มีไข้สูงมากกว่า 37.5 องศา, ไอ เจ็บคอ, น้ำมูกไหล, หายใจเหนื่อยหอบ หายใจลำบาก ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจและวินิจฉัยโรคนะคะ เพราะนอกจากจะทำการรักษาให้เหมาะสมแล้ว กรณีที่มีการติดเชื้อ COVID-19 ผู้ป่วยจะได้ระวัง แยกตัวเอง และระมัดระวังไม่นำเชื้อไปติดกับคนอื่นต่ออีกด้วยค่ะ

———-

ขอบคุณข้อมูล : โรงพยาบาลศิครินทร์

ป้องกันตัวเองจาก COVID-19

5e7de5ec392a9_SARS-CoV-2 Research
ท่ามกลางความกังวล ของการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่า 2019 หรือ COVID-19 วันนี้ เรามาทำความเข้าใจ และรู้จักวิธีการระมัดระวัง ป้องกัน เพื่อลดความเสี่ยงต่อการติดเชื้อกันค่ะ

กลุ่มไวรัสโคโรนานั้น ถูกค้นพบครั้งแรกเมื่อประมาณปี ค.ศ. 1960 ทำให้เกิดไข้หวัดทั่วไป แต่ไม่ได้มีอาการรุนแรงมาก ล่าสุดพบที่เมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย ประเทศจีน ในเดือนธันวาคม ค.ศ. 2019 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นสายพันธุ์ใหม่ต่างจากที่เคยเจอมาก่อน มีอาการตั้งแต่เล็กน้อย ปานกลาง ถึงรุนแรง และมีการแพร่กระจายเชื้อได้

โคโรนา มีรูปร่างคล้ายมงกุฎ พบครั้งแรกกลางทศวรรษที่ 1960 โดยมีเชื้อไวรัสโคโรนาอยู่ 4 สายพันธุ์ใหญ่ ๆ ด้วยกัน แต่ตัวที่ระบาดมากที่สุดคือ SARS-CoV พบครั้งแรกที่ประเทศจีน ปี ค.ศ. 2002-2003 ซึ่งได้ระบาดไปทั่วโลกและมีอัตราการเสียชีวิตสูง ต่อมาพบเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ MERS-CoV เกิดขึ้นครั้งแรกในประเทศซาอุดิอาระเบีย ในแถบตะวันออกกลาง

จนกระทั่งล่าสุดพบ “เชื้อไวรัสโคโรนา 2019” ที่เมืองอู่ฮั่น เมืองหลวงของมณฑลหูเป่ย ตอนกลางของประเทศจีน โดยบริเวณที่พบผู้ป่วยมากที่สุดและคาดว่าน่าจะเป็นรังของโรค  คือ  ตลาดอาหารทะเลและสัตว์หายากในเมือง  ซึ่งได้แพร่กระจายไปในหลายเมืองในประเทศจีน  และหลายประเทศ  เช่น ไทย เกาหลีใต้ ไต้หวัน ฮ่องกง มาเก๊า ญี่ปุ่น มาเลเซียเวียดนาม สิงคโปร์ สหรัฐอเมริกา เป็นต้น

โดยเฉพาะในประเทศไทยเอง ผู้ป่วยรายแรกที่พบนั้นเป็นนักท่องเที่ยวหญิงชาวจีนอายุ 61 ปี จากเมืองอู่ฮั่น ซึ่งมีอาการไข้ หนาวสั่น ปวดศีรษะและเจ็บคอ สามวันก่อนเดินทางมาที่ประเทศไทย ต่อมาได้เดินทางมาพร้อมครอบครัวเพื่อท่องเที่ยว เมื่อเดินผ่านเครื่องตรวจจับความร้อนที่สนามบิน (Thermo scan) จึงพบว่ามีไข้ และถูกส่งตัวไปนอนรักษาที่โรงพยาบาลทันที อีกสองวันต่อมา ทางโรงพยาบาลสามารถแยกเชื้อโดยวิธีการทางโมเลกุลได้ว่าเป็นเชื้อ “ไวรัสโคโรนา 2019” จึงรายงานไปที่องค์การอนามัยโลก และประเทศไทยได้ประกาศว่าเป็นประเทศแรกนอกเหนือจากประเทศจีน ที่มีผู้ป่วยไวรัสโคโรนา

หากได้รับเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ผู้ป่วยจะเริ่มแสดงอาการออกมาภายใน 1 วัน ถึง 2 สัปดาห์ หลังจากได้รับเชื้อ โดยอาการเริ่มแรกของผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 นั้น ส่วนใหญ่จะเริ่มจากการมีไข้ ไอ เจ็บคอ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ หายใจหอบเหนื่อย ถ่ายเหลวท้องเสีย หากผู้ป่วยมีร่างกายไม่แข็งแรงหรือมีภูมิคุ้มกันต่ำ จะทำให้มีความรุนแรงถึงขั้นวิกฤตและเสียชีวิตได้

โดยในเบื้องต้นทุกคนสามารถป้องกันตัวเองและคนรอบข้างให้ห่างไกลจากเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ได้ดังนี้ค่ะ
เลี่ยงการใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่มีอาการไอ จาม น้ำมูกไหล เหนื่อยหอบ เจ็บคอ
เลี่ยงการเดินทางไปในพื้นที่เสี่ยง โดยเฉพาะเมืองอู่ฮั่นที่เป็นรังโรค และเมืองอื่น ๆ ในประเทศจีนที่มีการระบาด
ระวังการสัมผัสพื้นผิวที่ไม่สะอาด และอาจมีเชื้อโรคเกาะอยู่
ควรล้างมือให้สม่ำเสมอด้วยสบู่ หรือแอลกอฮอล์เจลอย่างน้อย 20 วินาที
งดจับตา จมูก ปากขณะที่ไม่ได้ล้างมือ
เลี่ยงการใกล้ชิด สัมผัสสัตว์ต่าง ๆ โดยที่ไม่มีการป้องกัน
ทานอาหารสุก สะอาด ไม่ทานอาหารที่ทำจากสัตว์หายาก

———-
ข้อมูลจาก : คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

สาหร่ายพวงองุ่น คุณค่าจากท้องทะเล

sea grape 3

สาหร่ายพวงองุ่น สาหร่ายสีเขียว (green algae) ที่มีชื่อสามัญว่า sea grape เนื่องจากมีเม็ดกลมร้อยเป็นพวง ลักษณะคล้ายองุ่น ในบางครั้ง อาจถูกเรียกว่าไข่คาเวียร์สีเขียว หรือ green caviar ด้วยลักษณะที่คล้ายกันอีกด้วย สำหรับสาหร่ายที่มีลักษณะคล้ายกันอีกประเภทหนึ่ง คือสาหร่ายเม็ดพริกไทย หรือสาหร่ายช่อพริกไทย หากแต่สาหร่ายชนิดดังกล่าวจะมีเม็ดที่ใหญ่กว่าเล็กน้อย มีสีขุ่น และมีรสฝาดเล็กน้อย จึงไม่เป็นที่นิยมเท่ากับสาหร่ายพวงองุ่น
สาหร่ายพวงน้อยๆ ที่มีสีเขียวใส ราวกับอัญมณีเม็ดเล็กๆ ที่เรียงร้อยเป็นพวงชนิดนี้ ที่บางครั้งดูว่าจะสวยเกินกว่าจะนำมาปรุงเป็นอาหารจานอร่อยเสียด้วยซ้ำ ไม่ได้มีดีแค่หน้าตา และสีสัน ทว่าเต็มไปด้วยคุณค่าทางอาหาร และคุณประโยชน์ต่อร่างกายของเราทั้งสำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน โรคที่เกี่ยวกับความดันโลหิต และโรคหัวใจอีกด้วยค่ะ
แต่ก่อนจะไปอร่อยกัน มาดูกันซักหน่อย ว่าคุณค่าทางอาหารของเจ้าสาหร่ายแสนสวยชนิดนี้ มีอะไรบ้าง

องค์ประกอบทางเคมี (หน่วยมิลลิกรัม/ 100 กรัมน้ำหนักแห้ง)

– โปรตีน 12.49
– ไขมัน 0.86
– เยื่อใย 3.17
– เถ้า 24.2
– คาร์โบไฮเดรต 59.27
– ความชื้น 25.31

เกลือแร่ มิลลิกรัม/100 กรัม น้ำหนักแห้ง

– ฟอสฟอรัส 1030
– โปแตสเซียม 970
– แคลเซียม 780
– แมกนีเซียม 630
– สังกะสี 2.6
– แมงกานีส 7.9
– เหล็ก 9.3
– ทองแดง 2,200 (ไมโครกรัม/100 กรัมน้ำหนักแห้ง)
– ไอโอดีน 1,424 (ไมโครกรัม/100 กรัมน้ำหนักแห้ง)

วิตามิน (มิลลิกรัม /100 กรัมน้ำหนักสด)

– E 2.22
– C 1.00
– Thiamin 0.05
– Riboflavin 0.02
– Niacin 1.09

นอกจากนั้น สาหร่ายพวงองุ่น ยังมีกรดอะมิโนจำเป็นเกือบ 40% ของกรดอะมิโนรวม และมีกรดอะมิโนชนิด aspartic (กรดอะมิโน ที่ช่วยให้ร่างกายมีความต้านทานต่อความอ่อนล้า) และ glutamic (ทำหน้าที่เป็นสารสื่อประสาทที่ออกฤทธิ์แบบกระตุ้น มีบทบาทสำคัญในกระบวนการเรียนรู้และจดจำของสมอง ) สูงประมาณ 25% ของปริมาณกรดอะมิโนทั้งหมดเลยล่ะค่ะ

สาหร่ายพวงองุ่น เป็นสาหร่ายตามธรรมชาติที่พบได้มากในทะเลบริเวณที่มีแนวประการัง เนื่องจากรากจะยึดเกาะกับหิน หรือประการัง ก่อนจะทอดตัวยาวเป็นสาย ขยายพันธุ์จนเป็นกลุ่มอยู่รอบๆ พื้นที่ พบได้มากในทะเลของประเทศ อินโดนิเซีย  ฟิลลิปปินส์ เวียดนาม และญี่ปุ่น โดยแต่ละพื้นที่ก็จะมีวิธีนำไปประกอบอาหารต่างๆ กันออกไป ทั้งการทานเป็นผักเคียงกับอาหารท้องถิ่น ทานคู่กับน้ำจิ้มและบ่อยครั้ง หรือนำไปเป็นส่วนประกอบของเมนูอาหารญี่ปุ่นหลายๆ เมนู

สาหร่ายพวงองุ่น เป็นสาหร่ายที่สามารถทานได้สดๆ นอกจากจะได้คุณค่า และความสดของสาหร่ายแล้ว การปรุงด้วยความร้อน หรือการผสมรวมกับส่วนผสมอื่นๆ ทิ้งไว้ จะทำให้เม็ดสาหร่ายฝ่อ และคายน้ำออก หมดความอร่อยกันเลยค่ะ

เอาล่ะค่ะ รู้จักกับสาหร่ายพวงองุ่นกันพอสมควรแล้ว มาดูกันค่ะ ว่าเราจะเตรียมสาหร่ายก่อนทานกันอย่างไรดี
การเตรียมสาหร่ายก่อนทาน มีขั้นตอนง่ายๆ ค่ะ เพียงนำสาหร่าย ไปจุ่มล้างในน้ำปกติ เพื่อทำความสะอาด และลดความเค็มจากน้ำทะเล ขั้นตอนนี้ อย่าแช่น้ำทิ้งไว้นะคะ เพราะสาหร่ายชนิดนี้ไม่มีความทนต่อน้ำจืด จะทำให้เม็ดฝ่อและแตกได้ ควรใช้วิธีล้างผ่านน้ำเร็วๆ ซักสองครั้งก็เพียงพอค่ะ
จากนั้น เพื่อเพิ่มความกรอบอร่อย ให้นำสาหร่าย ไปแช่ในน้ำเย็น ประมาณ 1 นาที แล้วนำขึ้น พักไว้ เตรียมรับประทานได้เลย

sea grapeส่วนสุดท้าย ขึ้นอยู่กับความชอบเลยค่ะ จะนำสาหร่าย ไปทานคู่กับน้ำจิ้มซีฟู้ด หรือเป็นเครื่องเคียงกับเมนูยำ ส้มตำ หรือ ใส่ในสลัดตามปกติก็อร่อยไม่แพ้กันค่ะ แต่ที่เป็นที่นิยมมากๆ คงเป็นการทานคู่กับน้ำยำ ประเภทยำมะม่วงค่ะ เพียงตำพริก กระเทียม ใส่น้ำตาลมะพร้าว น้ำปลา เติมน้ำสต๊อกเล็กน้อย แล้วคลุกรวมกับมะม่วงดิบ หอมแดงซอย แล้วโรยด้วยถั่วลิสงคั่ว แค่นี้ก็เป็นอันเรียบร้อย
เวลาทาน ให้ตักสาหร่าย แล้วเติมน้ำยำเป็นคำๆ นะคะ ถ้าคลุกรวม จะเก็บไว้ได้ไม่นาน สาหร่ายจะฝ่อและคายน้ำค่ะ

เป็นอย่างไรกันบ้างคะ เมนูสุขภาพ ที่มากด้วยคุณค่าจากท้องทะเล ที่ทำทานกันได้ไม่ยากเลย แถมเดี๋ยวนี้ ไม่ต้องเดินทางกันไปไกลๆ ถึงทางใต้เพื่อหาซื้อกันแล้ว ซูเปอร์มาร์เก็ตหลายๆ แห่ง รวมถึงร้านค้าตามตลาดหลายๆ แห่งเริ่มมีการนำมาขายให้ได้อร่อยกันถึงที่แล้วด้วย

เย็นนี้ ใครที่ยังไม่มีเมนูในใจ ลองทานสาหร่ายพวงองุ่นกันดูนะคะ รับประกันว่าทั้งอร่อย และได้คุณค่าทางอาหารอีกมากมายเลยล่ะค่ะ ^^

———-
ขอบคุณภาพ จาก -supplychainvn.com-

ลูกท้อ ผลไม้มงคล มีมากไปด้วยคุณค่าที่คุณอาจจะไม่เคยรู้

peach
ใครที่เดินซื้อของในซูเปอร์มาร์เก็ตกันบ่อยๆ คงจะเคยสังเกตเห็นว่าเดี๋ยวนี้ มักจะมีผลไม้แปลกๆ ใหม่ๆ ที่ทั้งน่าทาน มีสีสันสวยงาม มาวางขายกันในราคาที่ไม่แพงเหมือนเมื่อก่อนที่ผลไม้นำเข้าแต่ละอย่าง ถึงแม้จะน่าทาน แต่ราคาก็สูงจนเกือบหยิบไม่ลงกันเลยทีเดียว
วันนี้ เราจะพาไปทำความรู้จักกับผลไม้นอก ที่มีถิ่นกำเนิดจากประเทศจีน ที่เดี๋ยวนี้สามารถหาหาซื้อกันได้ง่ายขึ้น ในราคาที่ไม่แพงอีกแล้วค่ะ ….

ลูกท้อ หรือลูกพีช ผลไม้สีสวย น่าทาน มีเนื้อสีเหลือง กับรสชาติหวานอมเปรี้ยวน้อยๆ  รับประทานสดๆ ก็ได้ หรือจะนำไปทำเป็นเมนูอาหารเพื่อสุขภาพก็ได้มากมายหลายชนิด ไม่ว่าจะนำไปลอยแก้ว ทำสมูทตี้ เป็นส่วนประกอบในจานสลัด หรือแม้แต่ส้มตำผลไม้ รับประกันว่าทั้งอร่อย และให้คุณค่าทางอาหารมากมายเลยค่ะ..  ก็เจ้าลูกท้อ หรือลูกพีชนี่ล่ะค่ะ ที่อุดมไปด้วย วิตามินเอ วิตามินซี และสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยในการชะลอวัย ทั้งยังมีเบต้าแคโรทีน ที่มีส่วนช่วยป้องกันโรคมะเร็งบางชนิดอีกด้วย นอกจากนั้น ผิวด้านในของเปลือกลูกท้อ ยังมีคุณสมบัติ สามารถนำมาใช้ในการช่วยยกกระชับกล้ามเนื้อของใบหน้า บำรุงผิว และป้องกันการหย่อนคล้อยของกล้ามเนื้อได้เป็นอย่างดีเลยล่ะค่ะ

แม้ว่าต้นท้อ จะเป็นพืชเมืองหนาว ที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศจีน แต่ในปัจจุบัน มีการปลูกในบ้านเรากันแล้วค่ะ โดยโครงการหลวงได้นำสายพันธุ์ของท้อ มาส่งเสริมให้ปลูกเป็นพืชทดแทนการปลูกฝิ่นในชาวเขาภาคเหนือ เพราะท้อ ชอบอากาศเย็น และขึ้นได้ดีในบริเวณที่มีความสูงตั้งแต่ 3,000 ฟุต ขึ้นไป และมีอุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 10 องศาเซลเซียส

ลูกท้อ มีประโยชน์ต่อสุขภาพในหลายด้านเลยค่ะ หลักๆ แล้วมาจากสารอาหารที่อยู่ในเนื้อ เพราะ ลูกท้อมีทั้งสารต้านอนุมูลอิสระ มีวิตามินซี ที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย ช่วย ป้องกันหวัด ป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน ลดความดันโลหิต มีวิตามินเอที่ช่วยบำรุงสายตา อีกทั้งยังมีประโยชน์ในด้านการทำความสะอาดลำไส้ และช่วยในระบบขับถ่ายอีกด้วย
หลายๆ คน คงได้เคยทานลูกท้อกันอยู่บ้าง แต่ทราบกันหรือเปล่า ว่าลูกท้อ นอกจากจะให้ประโยชน์ต่อร่างกายจากสารอาหาร และวิตามิน ในเนื้อแล้ว เรายังสามารถนำลูกท้อมาใช้เพื่อบำรุงผิวพรรณกันได้ง่ายๆ อีกด้วยค่ะ ขั้นตอนวิธีการก็ไม่ยุ่งยาก ไม่มีส่วนผสมอะไรให้ต้องเตรียมกันให้ลำบาก เพราะเนื้อของลูกท้อมีสรรพคุณ สามารถช่วยบำรุงผิวพรรณ เติมความชุ่มชื้นให้กับผิวได้อย่างเพียงพอแล้ว … สำหรับสาวๆ วิธีการก็ง่ายมากๆ เลยค่ะ เพียงล้างผลท้อให้สะอาด ปอกเปลือก ให้เรียบร้อย ระวังอย่าให้มีขนจากเปลือกเหลืออยู่ เพราะส่วนนี้ สำหรับหลายๆ คนอาจทำให้เกิดอาการแพ้ และเกิดผื่นคันได้ค่ะ … หั่นเนื้อท้อ เป็นชิ้นเล็กๆ แล้วนำไปปั่นจนเป็นเนื้อครีมละเอียด เป็นอันเรียบร้อย สามารถนำมาพอกหน้า และบริเวณลำคอ ทิ้งไว้ประมาณ 20-30 นาที ก่อนจะล้างออกด้วยน้ำสะอาด เพียงเท่านี้ ผิวหน้าก็จะกลับมาเนียนนุ่ม ชุ่มชื้นกันอีกครั้งแล้ว สามารถทำกันได้รายสัปดาห์เลยล่ะค่ะ

ทำความรู้จักกับลูกท้อกันแล้ว วันนี้ ลูกท้อคงไม่ได้เป็นเพียงผลไม้มงคล แต่ยังเป็นผลไม้ที่มากด้วยประโยชน์ และยังสามารถนำมาใช้ในด้านความงามกันได้อีกด้วย ใครได้แวะซูเปอร์มาร์เก็ตวันนี้ อย่าลืมเลือกลูกท้อติดมือกลับมาด้วยนะคะ

DIY สครับสูตรธรรมชาติ

scrub.jpg
อากาศร้อนๆ แดดแรงๆ ทำร้ายผิวสวยๆ อยู่ตลอดเวลา การทาครีมกันแดดจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรละเลยกันในทุกวัน เพราะเป็นเหมือนการสร้างเกราะป้องกันให้กับผิวสวยๆ ยิ่งใครที่ชอบทำกิจกรรมกลางแจ้ง ทั้งริ้วรอย ฝ้า จุดด่างดำอาจถามหากันได้ง่ายๆ และที่สำคัญ นอกจากจะปกป้องผิวด้วยการทาครีมกันแดดแล้ว การช่วยให้ร่างกายได้ผลัดเซลผิวใหม่ก็เป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้กันค่ะ

วันนี้มีความรู้ดีๆ มาฝากกัน เกี่ยวกับการเลือกใช้สครับสูตรพิเศษต่างๆ จากธรรมชาติ ว่าสครับที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติแต่ละชนิดนั้น มีคุณสมบัติอะไรบ้าง แบบไหนที่จะช่วยบำรุง ฟื้นฟู เพิ่มน้ำหล่อเลี้ยงผิวสวยให้กลับมามีชีวิตชีวากันบ้าง

เริ่มต้นที่สครับจากน้ำผึ้ง น้ำผึ้งธรรมชาตินั้นมากด้วยคุณค่าสำหรับผิวสวย โดยเฉพาะผิวที่โดนแดดแผดเผาจนไหม้ น้ำผึ้งเป็นเหมือนยาสมานแผลชั้นดีที่จะช่วยให้ผิวหายจากอาการโดนแดดเผา บำรุงลึกไปถึงชั้นเซลล์ผิว ให้ผิวแข็งแรงขึ้นโดยเร็ว เป็นอาหารสำหรับผิวอย่างดีเพราะอุดมไปด้วยกลูโคสบริสุทธิ์ ที่ร่างกายสามารถนำไปใช้ได้ทันที นอกจากนั้นยังบำรุงผิวให้เนียนนุ่ม น่าสัมผัสอีกด้วยล่ะค่ะ

สครับจากน้ำมันมะกอก เหมาะกับผิวที่โดดแดดซึ่งมักสูญเสียน้ำหล่อเลี้ยงผิว การบำรุงผิวช่วงหน้าร้อนจึงควรเน้นการเติมความชุ่มชื้น เพิ่มน้ำมันหล่อเลี้ยง เพื่อช่วยฟื้นฟูให้ผิวกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งอย่างรวดเร็วค่ะ น้ำมันมะกอกนั้นอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ จึงทั้งช่วยผลัดเซลผิวได้อย่างรวดเร็ว เติมออกซิเจนให้ผิวสดชื่น แก้ไขปัญหาผิวคล้ำแดด และช่วยให้ผิวแข็งแรงสู้แดดด้วย

สครับจากเชีย บัตเตอร์ สารสกัดมาจากต้นเชีย อุดมไปด้วยวิตามิน A และ วิตามิน E เป็นเพื่อนที่ดีต่อผิว ทั้งช่วยในการฟื้นฟูสภาพผิวที่เหี่ยวย่นให้กับมาเรียบเนียบ เพิ่มความแข็งแรงในการต่อต้านอนุมูลอิสระ และกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตใต้ชั้นผิวหนัง ทำให้เซลล์ผิวใหม่มีสุขภาพที่ดียิ่งขึ้น

สครับจากเมล็ดกาแฟบดละเอียด กาแฟมีสารต้านอนุมูลอิสระที่จะมาทำร้ายผิว เป็นเหมือนการสร้างเกราะป้องกันให้กับผิวชั้นนอก กระตุ้นการทำงานของเซลล์ผิวชั้นในให้เปล่งปลั่ง บำรุงลึกถึงภายใน และช่วยกระตุ้นระบบการไหลเวียนของเลือด จึงทำให้ผิวพรรณดูสดใสเป็นพิเศษ นอกจากนั้นสครับจากเปม็ดกาแฟบดละเอียดนี้ ยังช่วยกระตุ้นการเผาผลาญของไขมันใต้ชั้นผิวหนัง ช่วยสมานผิวให้กลับมาแข็งแรง ถนอม บำรุงผิวพรรณ และยังช่วยให้ผิวสดใสมีชีวิตชีวาอีกด้วยค่ะ

สครับจากชาเขียว ชาเขียวขึ้นชื่อในเรื่องการขับสารพิษ โดยเฉพาะผิวที่ต้องสัมผัสกับสารเคมีมากๆ ไม่เว้นแม้แต่ครีมกันแดดที่เราใช้กันอยู่เป็นประจำ การทำความสะอาดผิวให้สะอาดหมดจดจึงเป็นสิ่งจำเป็น ชาเขียวจะช่วยในการเพิ่มออกซิเจนให้กับผิว ทำให้ผิวกลับมาเต่งตึงไม่แห้งกร้าน ลดริ้วรอย ให้ผิวกระจ่างใส นอกจากนั้นในชาเขียวยังมีคาเฟอีนที่ช่วยในเรื่องการเผาผลาญไขมันอีกด้วยค่ะ สครับจากชาเขียวจึงไม่เพียงทำให้ผิวสะอาดสดใส แต่ยังช่วยให้ผิวเปล่งปลั่งดูมีน้ำมีนวลขึ้นด้วย

สครับจากอัลมอนต์ ทุกส่วนของอัลมอนต์นั้นมีประโยชน์ต่อผิว โดยเฉพาะเมล็ดของอัลมอนต์ ที่อุดมไปด้วยโปรตีนจากธรรชาติ จะช่วยขจัดเซลลูไลท์ที่สะสมในผิว ทั้งยังนิยมนำเปลือกของอัลมอนต์มาบดเพื่อใช้ในการช่วยขัดผิว ขจัดเซลล์ผิวเก่าที่ตายแล้ว เร่งการผลัดเซลล์ผิวใหม่ เติมความชุ่มชื้น ให้ผิวกลับมาตึงเรียบกระชับค่ะ

สครับในแต่ละแบบนั้นมีคุณสมบัติพิเศษแตกต่างกันออกไป ลองเลือกให้เหมาะกับกิจกรรม และช่วงเวลาค่ะ ที่สำคัญอากาศร้อนๆ อย่างบ้านเรา ผิวสูญเสียน้ำตลอดเวลา อย่าลืมดื่มน้ำกันให้มากๆ เพื่อช่วยดูแลผิวให้สวยสดใสกันด้วยนะคะ

เรื่องของอาหาร กับโรคประจำตัว

อาหารต้องห้าม.jpg
อาหารที่เราทานกันทุกวัน นอกจากจะให้พลังงาน และสารอาหารที่จำเป็น รวมถึงช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ และทำหน้าที่เสมือนยารักษาโรคแล้ว ในบางครั้งก็กลับจะให้โทษได้เหมือนกันนะคะ หากว่าเราทานอาหารนั้นๆ ไม่ถูกจังหวะ โดยเฉพาะในช่วงที่สุขภาพไม่แข็งแรง ร่างกายอ่อนแอ โรคภัยถามหา ก่อนจะทานอะไรคงต้องเลือกกันซักหน่อย
วันนี้มาดูกันดีค่ะ ว่าเวลาป่วย หรือใครที่มีโรคประจำตัว มีเมนูอะไรที่เราควรหลีกเลี่ยงกันบ้าง

ไมเกรน ปวดหัวจี๊ดๆ ข้างเดียวเป็นประจำ ควรงดเมนูขนมหวาน ขนมเค้ก ชานม น้ำผลไม้หวานๆ น้ำอัดลม เพราะอาหารหวานที่มีปริมาณน้ำตาลสูงจะทำให้น้ำตาลในเลือดไม่คงที่ จะเพิ่มสูงขึ้น และลดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดโรคไฮโปโกลซีเมียหรืออาการที่น้ำตาลในเลือดต่ำได้ เป็นสาเหตุหนึ่งที่ก่อให้เกิดอาการปวดหัวไมเกรนค่ะ นอกจากนั้นยังควรลดปริมาณการทานเนื้อสัตว์ ทั้งเนื้อวัว เนื้อหมู เนื้อไก่ เพราะโปรตีนจากเนื้อสัตว์เหล่านี้มักมีสารพิษตกค้างจากฮอร์โมนต่างๆ ในกระบวนการเลี้ยง ทั้งยังมีกรดแอมิโนไทโรซิน ที่ทำให้ปวดหัวได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

อาการข้ออักเสบ ปวดข้อ ปวดเข่า จะลุกนั่งก็ลำบาก ลองงดน้ำแข็ง อาหารเย็นๆ ดูค่ะ เพราะความเย็นจะทำให้กระเพราะอาหารของเราทำงานหนักขึ้น และระบบไหลเวียนของเลือดยังทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพอีกด้วย ที่สำคัญ ควรลดอาหารประเภทเนื้อสัตว์ เครื่องใน ไขมัน เพราะสารพิษตกค้างที่อยู่ในเนื้อสัตว์ จะเป็นตัวเพิ่มอาการเจ็บปวด และอาการอักเสบให้รุนแรงยิ่งขึ้น

สำหรับผู้ที่มีอาการกระเพาะอาหารอักเสบ ปวดท้อง แสบท้องเป็นประจำ ไม่ควรทานอาหารประเภทยำ หรืออาหารรสจัด รวมทั้ง ชา กาแฟ น้ำอัดลม (อาหารที่มีคาเฟอีนสูง) เพราะจะยิ่งทำให้เกิดการระคายเคืองของเยื่อบุกระเพาะมากขึ้นค่ะ อาการรสจัดยังจะยิ่งเร่งการหลั่งกรดในกระเพาะอาหารมากขึ้นอีกด้วยค่ะ

ผู้ที่มีอาการของโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ต้องหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสเค็ม มีเกลือหรือโซเดียมสูง เพราะโซเดียมจะเร่งให้ความดันให้ยิ่งเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงอาหารรสหวาน และผลไม้สุก เพราะ น้ำตาลและไขมันจะทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนขึ้นได้ง่าย ทั้งโรค หลอดเลือดเปราะ จอตาเสื่อม โรคไต ท่อปัสสาวะอักเสบ เป็นต้น

ผู้ป่วยที่มีอาการตับแข็ง ตับอักเสบ หรืออาการเสื่อมสภาพของตับ ต้องหลีกเลี่ยงอาหารทำร้ายตับ ซึ่งหลักๆ เลย คืออาหารประเภทเนื้อสัตว์ เพราะบรรดาเนื้อสัตว์ทั้งหลายจะทำให้ตับต้องทำงานอย่างหนักในการขับของเสียเช่น ยูเรีย และ แอมโมเนีย ออกไป แต่เมื่อตับทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ของเสียต่างๆ จึงถูกขับออกจากร่างกายได้น้อยลง และจะถูกดูดซึมกลับเข้าไปในกระแสเลือดอีกครั้ง ทำให้สุขภาพแย่ลง เซื่องซึม และบางครั้งอาจมีอาการหนักถึงขั้นหมดสติไปเลยก็ได้

คนป่วยมักต้องการการดูแลมากกว่าคนทั่วไป เพราะอวัยวะภายในบางส่วนไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ พฤติกรรมการรับประทานอาหารจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องใส่ใจดูแลเป็นพิเศษ การลือกเมนูที่เหมาะสมจะช่วยให้ส่วนต่างๆของร่างกายได้ทำงานเบาลง และให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่เป็นประโยชน์อย่างแท้จริง ใส่ใจกับเมนูต่างๆแล้วอย่าลืมออกกำลังกายอย่างพอเหมาะเพื่อช่วยฟื้นฟู เสริมสร้างสุขภาพโดยรวมให้แข็งแรงกันด้วยนะคะ