ดูแลสุขภาพฟันกันดีกว่า

c700x420.jpg
หลายๆ ครั้ง เราไม่ค่อยได้ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพฟัน จะไปพบทันตแพทย์ก็เฉพาะเวลาที่เริ่มปวดฟัน หรือมีปัญหากันแล้ว วันนี้ มาทำความเข้าใจ แล้วเริ่มดูแลสุขภาพฟันกันดีกว่า

การทำความสะอาดฟันในชีวิตประจำวัน มีขั้นตอนง่ายๆ เริ่มต้นด้วยการแปรงฟันด้วยยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ตอนเช้าและก่อนนอน ใช้ไหมขัดฟัน ใช้น้ำยาบ้วนปากอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง และพบทันตแพทย์เป็นประจำทุก 6 เดือน แต่นอกเหนือจากการทำความสะอาดฟันตามปกติแล้ว สำหรับผู้ที่ดื่มชากาแฟเป็นประจำ อาจทำให้ฟันมีคราบสีติดตามซอกฟันอีกด้วย ซึ่งตรงนี้ สามารถขจัดคราบต่างๆ ได้ โดยการขูดหินปูนและขัดฟันค่ะ

และสำหรับสาวๆ ที่อยากมีฟันขาวๆ จะได้ยิ้มสวยๆ ได้อย่างมั่นใจ มาดูกันค่ะ ว่ามีทางเลือกอะไรบ้าง
อย่างแรก การขจัดคราบสีที่ติดอยู่ตามตัวฟัน (external stain) สามารถขจัดด้วยการแปรงฟันด้วยตัวเอง และขัดฟันโดยทันตแพทย์ วิธีการนี้ไม่ใช่การฟอกสีฟัน ความขาวที่เกิดขึ้นคืด ได้สีฟันธรรมชาติของคนๆ นั้นกลับคืนมา
และอย่างที่สอง การฟอกสีฟัน เป็นการเปลี่ยนสีฟันธรรมชาติให้ขาวขึ้น โดยน้ำยาฟอกสีฟันทำหน้าที่กระตุ้นให้เม็ดสีในผิวฟันเกิดการแตกตัวให้มีโมเลกุลเล็กลง ทำให้สีฟันจางลง แต่เป็นปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นชั่วคราว ผลที่ได้คือฟันมีสีขาวขึ้น การฟอกสีฟันนี้มีหลายวิธีการ แต่วิธีการที่ต้องควบคุมโดยทันตแพทย์มีอยู่ด้วยกัน 2 วิธี คือ 1. การฟอกสีฟันที่คลินิกโดยการกระตุ้นด้วยแสงประเภทต่างๆ เช่น แสง cool light, แสงจากเครื่อง plasma arc, แสงเลเซอร์ เป็นต้น โดยทั่วไปจะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ใช้น้ำยาที่มีความเข้มข้นสูง และ 2. การฟอกสีฟันด้วยตัวเอง โดยการทำถาดใส่น้ำยาฟอกสีฟันเฉพาะบุคคล ซึ่งมีทั้งแบบใส่กลางวัน หรือใส่กลางคืน

หลังฟอกสีฟันเสร็จใหม่ๆ ฟันอาจไวต่อการเสียวฟันได้มากกว่าปกติ และอาการนี้จะคงอยู่ประมาณ 1-2 วัน ดังนั้น ภายใน 24-48 ชั่วโมงแรก ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่ร้อนหรือเย็นเกินไป เลี่ยงอาหารที่มีความเป็นกรดสูงเพื่อป้องกันอาการเสียวฟัน และหากเสียวฟันมากอาจรับประทานยาแก้ปวดประเภทพาราเซตามอลเพื่อบรรเทาได้
นอกจากนี้หากต้องการให้ผลของการฟอกสีฟันคงสภาพอยู่ได้นาน แนะนำให้หลีกเลี่ยงอาหารและเครื่องดื่มที่มีสีเข้ม เช่น ชา กาแฟ ช็อกโกเลต ไวน์แดง น้ำอัดลม ผักผลไม้สีเข้มต่างๆ รวมถึงการสูบบุหรี่ค่ะ

การฟอกสีฟันที่ดีควรทำภายใต้การควบคุมของทันตแพทย์ ซึ่งทันตแพทย์จะเป็นผู้ที่แนะนำวิธีการที่เหมาะสมให้แต่ละบุคคล ทั้งนี้เนื่องจากฟันของแต่ละคนมีโครงสร้าง และองค์ประกอบที่แตกต่างกัน จึงทำให้มีผลตอบสนองต่อการฟอกสีฟันแตกต่างกันไปด้วย หากฟอกสีฟันแล้วได้ผลยังไม่เป็นที่พึงพอใจ ทันตแพทย์จะเลือกวิธีการที่เหมาะสมต่อไปให้ บางรายอาจใช้วิธีการฟอกสีฟันที่คลินิก (in-office bleaching) ซ้ำ หลังจากทำครั้งแรกไปแล้ว 1 สัปดาห์ บางรายอาจได้รับคำแนะนำให้ทำต่อด้วยการใส่ถาดฟอกสีฟันที่บ้านในเวลานอน (home bleaching) เป็นต้น ในการณีที่มีการฟอกสีฟันด้วยตัวเอง ทันตแพทย์จะนัดคนไข้กลับมาตรวจเป็นระยะเพื่อตรวจดูพัฒนาการของสีฟัน และผลข้างเคียงที่อาจจะเกิดขึ้นได้ จนกว่าจะได้สีฟันที่เหมาะสมก็จะให้ยุติการฟอกสีฟันนั้น การฟอกสีฟันด้วยตัวเองไม่ควรทำโดยไม่ได้รับคำปรึกษาจากทันตแพทย์ เพราะอาจมีอันตรายที่เกิดต่อฟันเราโดยไม่รู้ตัวได้ค่ะ

Advertisements

ของทอด เรื่องควรระวังที่มากกว่าความอ้วน

fried.jpg
หนึ่งในอาหารจานโปรดของหลายๆ คน คงหนีไม่พ้นเมนูของทอด ไม่ว่าจะเป็น ปลา ไก่ หมู เนื้อ หรือแม้แต่เมนูชุบแป้งทอดต่างๆ และในขณะที่เราทุกคนก็ทราบกันดี ว่าการทานเมนูของทอดเป็นประจำ นอกจากจะให้พลังงาน และไขมันที่มากเกินความจำเป็นของร่างกายแล้ว ยังมีความเสี่ยงจากการใช้น้ำมันทอดซ้ำๆ ที่อาจเกิดผล สะสม และเป็นอันตรายต่อสุขภาพได้อีกด้วย

วันนี้ มาดูกันซักหน่อย ว่าน้ำมันทอดที่ใช้ซ้ำๆ จะส่งผลเสียกับร่างกายได้อย่างไรบ้าง และเรามีวิธีหลีกเลี่ยงได้อย่างไรบ้าง ถ้าใจยังอยากจะทานของทอดกันอยู่

งานวิจัยหลายๆ ชิ้นยืนยันว่า น้ำมันที่ผ่านการทอดอาหารซ้ำนานเกินไปจะมีคุณค่าทางโภชนาการลดลง และยังทำให้หนูทดลองมีการเจริญเติบโตลดลง ตับและไตมีขนาดใหญ่ขึ้น มีการสะสมไขมันในตับ มีการหลั่งน้ำย่อยทำลายสารพิษในกระเพาะอาหารเพิ่มขึ้น และนอกจากนั้น ไขมันที่ถูกออกซิไดซ์ปริมาณสูงอาจทำให้ไลโปโปรตีนชนิดแอลดีแอลมีโอกาสเกิดอนุมูลอิสระมากขึ้น จึงมีโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดได้ ขณะเดียวกัน การนำน้ำมันมาทอดซ้ำหลายครั้งจะทำให้เกิดสารโพลาร์ ซึ่งสารนี้มีฤทธิ์ต่อการกลายพันธุ์ คือทำให้เซลล์ดีกลายเป็นเซลล์มะเร็งได้ ไม่ว่าจะเป็นมะเร็งปอด มะเร็งตับ มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ ฯลฯ ดังนั้น กระทรวงสาธารณสุขจึงกำหนดมาตรฐานให้ร้านค้าใช้น้ำมันทอดซ้ำที่มีสารโพลาร์ได้ไม่เกินร้อยละ 25 ต่อน้ำหนักน้ำมันที่ใช้เท่านั้น (หรือ 25 กรัม ต่อน้ำมัน 100 กรัม) เพื่อไม่ให้เป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้บริโภค

แต่แม้จะรู้ว่าของทอด โดยเฉพาะการใช้น้ำมันทอดซ้ำๆ จะเป็นผลเสียต่อสุขภาพในหลายทาง แต่หลายๆ ครั้งเราก็คงอดใจไม่ได้ กับความหอม กรอบ น่าอร่อยของเมนูของทอดที่อยู่ข้างหน้า ถ้าใครอดใจไม่ไหวกันจริงๆ อย่างน้อย ลองมาสังเกตกันซักหน่อย ว่าน้ำมันที่ทอดของอร่อยข้างหน้านั้นถูกใช้ซ้ำมามาก หรือเปลี่ยนสภาพไปหรือยัง ลองหลีกเลี่ยง ร้านค้าที่ใช้น้ำมันทอดที่มีลักษณะแบบนี้ค่ะ

1. หลีกเลี่ยงทานทานของทอด ที่ใช้น้ำมันที่มีกลิ่นเหม็นหืน เหนียวสีดำคล้ำ ฟองมาก เหม็นไหม้ โดยน้ำมันที่ใหม่ควรจะมีสีเหลืองใส ไม่ดำคล้ำ
2. สังเกตว่าเวลาทอดอาหารมีควันขึ้นมากหรือไม่ หากร้านใดทอดอาหารแล้วมีควันมาก แสดงว่าน้ำมันใช้มานาน ไม่ควรซื้อค่ะ และ
3. หลีกเลี่ยงอาหารที่ทอดด้วยความร้อนสูงมาก ๆ หรืออาหารที่ทอดในน้ำมันเดือดพล่าน เพราะอาหารพวกนี้จะทำให้น้ำมันเสื่อมสภาพเร็ว อาจทำให้คนขายไม่ค่อยเปลี่ยนน้ำมันที่ใช้ นอกจากนี้ อาหารจะอมน้ำมันมาก ๆ สังเกตได้ว่าทานแล้วจะรู้สึกระคายคอค่ะ

ได้วิธีสังเกตน้ำมันกันไปแล้ว ใครที่ชอบของทอดจนอดใจไว้ไม่ได้ อย่างน้อยลองเลือกดูร้านที่ใช้น้ำมันใหม่ๆ ถึงแม้ว่าอาจจะยอมได้รับไขมันมาเพิ่มน้ำหนักกันมากขึ้นอีกนิด แต่ก็พอจะหลีกเลี่ยงสารอันตรายจากน้ำมันที่ใช้ซ้ำๆ ได้บ้างนะคะ ^^

เคล็ดไม่ลับ ป้องกันผมร่วง

hair.jpg
ใครๆ ก็ฝันอยากมีผมสลวยสวยเก๋ จะตัดแต่งอย่างไรก็ได้ ทันสมัยได้เสมอ แต่ฝันนั้นอาจดูห่างไกล เมื่อมีปัญหาผมร่วงมากวนใจ เพราะจะทำทรงไหนก็ดูไม่มั่นใจ ถ้าใครเคยเจอกับปัญหาผมร่วงคงจะทราบดีว่าปัญหานี้เป็นเรื่องใหญ่ ยิ่มผมร่วงมากเท่าไร ความกังวลก็ยิ่งมากขึ้น ภาวะความเครียดก็ตามมา

การดูแลผมให้สวย สุขภาพดี โดยทั่วไปสามารถทำได้ไม่ยากค่ะ เพียงหลีกเลี่ยงจากอาการเครียด และพักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่มีผลข้างเคียง งดเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์ และบุหรี่ หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมี และความร้อนกับเส้นผม และดูแลเรื่องของโภชนาการให้ดี แค่นี้ ก็ช่วยได้มากแล้ว

แต่สำหรับหลายๆ คน ที่มีอาการผมร่วงมากกว่าปกติ อาจจะมีสาเหตุที่แตกต่างออกไป และต้องการการดูแลที่มากกว่าการดูแลทั่วๆ ไป เราลองมาดูกันดีกว่าค่ะว่าสาเหตุที่มาของอาการผมร่วงนั้นมาจากปัจจัยใดบ้าง จะได้แก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ถูกค่ะ

ความเครียด ถ้าเป็นมากร่วมกับพักผ่อนน้อย พักผ่อนไม่เพียงพอ หรือนอนไม่หลับเป็นระยะเวลานาน จะส่งผลทำให้กระทบต่อหลายระบบในร่างกาย รวมถึงระบบภูมิต้านทาน ฮอร์โมนต่างๆ เกิดการเสียสมดุลในร่างกาย ทำให้การหลุดร่วง และการงอกใหม่ของเส้นผมเสียสมดุลไปด้วย
ความเครียดนี้รวมถึง การไม่สบายเรื้อรัง มีไข้สูง ภาวะหลังคลอดลูก หรือหลังผ่าตัดที่ต้องเสียเลือดมาก เหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุทำให้ผมร่วงได้ทั้งหมดค่ะ

อายุ เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น บางคนอาจมีการเสื่อมของเซลล์มากขึ้น ทำให้ผมบนหนังศีรษะบางลง เส้นผมมีขนาดและความยาวลดลง การไหลเวียนของเลือดไปยังศีรษะและรากผมน้อยลง จึงทำให้การเจริญเติบโตของเส้นผมเกิดช้าลงไปด้วย

โรคประจำตัว เช่นโรคเบาหวาน จะมีผลกับหลายๆ ระบบในร่างกาย รวมถึงเรื่องเส้นเลือดที่จะนำอาหารไปเลี้ยงเส้นผม ผู้ที่มีการทำงานของต่อมไทรอยด์ผิดปกติ ผู้ที่มีภาวะโรคทางภูมิคุ้มกัน เกิดจากภูมิคุ้มกันตัวเองไปทำลายรากผม ก็ทำให้เกิดผมร่วงได้ ผู้ที่มีภาวะซีด หรือเสียเลือดเรื้อรัง ก็จะทำให้ผมร่วงได้มาก และการงอกใหม่เกิดขึ้นได้ไม่ดี เป็นต้น

ยาบางชนิด เช่น ยารับประทานรักษาสิวกลุ่มวิตามินเอ จะพบกลุ่มวัยรุ่นที่ทานยามีผลข้างเคียงเรื่องผมร่วงได้ ยาลดความดัน ยากันชัก เป็นต้น

การขาดสารอาหาร ส่วนประกอบหลักของผมคือโปรตีน หากมีการควบคุมอาหารหรือลดน้ำหนัก เลือกทาน หรือทานอาหารไม่ครบ 5 หมู่ อาจขาดสารอาหารและแร่ธาตุที่มีความจำเป็นต่อการสร้างเส้นผมได้

การทำ Hair Cosmetics ต่างๆ เช่น ย้อมผม ดัดผม ยืดผม การทำร้ายเส้นผมบ่อยๆ ก็เป็นสาเหตุทำให้ผมหลุดร่วงง่าย

กรรมพันธุ์ ปัญหานี้ความจริงเป็นสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้หากได้รับการถ่ายทอดทางพันธุกรรมจากพ่อและแม่ แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องได้รับลักษณะทางพันธุกรรมนั้นๆ เพราะส่วนใหญ่แล้วต้องมีปัจจัยและสาเหตุอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

การสูบบุหรี่และดื่มเหล้าเป็นระยะเวลานาน มีผลทำให้ผมร่วงและสุขภาพผมไม่ดีได้เช่นกัน

วันนี้ พอจะทราบสาเหตุที่มาของอาการผมร่วงกันแล้วนะคะ ถ้าปัจจัยไหนเลี่ยงได้ ก็พยายามหาทางเลี่ยง ก่อนที่จะเกิดปัญหาผมร่วงแล้วค่อยมาหาทางแก้ทีหลัง

ผมสวยๆ ก็เปรียบเสมือนต้นไม้ ต้องคอยดูแลรดน้ำ ใส่ปุ๋ย พรวนดิน ให้แสงแดด ต้นไม้จึงจะเจริญเติบโตดี นอกจากหลีกหนีสาเหตุผมร่วงให้ไกลแล้ว เรามีเทคนิคง่ายๆ สำหรับการดูแลผมที่เราสามารถทำได้ในทุกๆ วันกันค่ะ เป็นการดูแลจากปัจจัยภายใน และปัจจัยภายนอก ค่ะ

1) ปัจจัยภายใน ต้องรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ถ้าดูอาหารที่ทานเป็นประจำแล้วไม่ครบถ้วน อาจทานวิตามินเสริมที่ช่วยในการบำรุงหนังศีรษะและเส้นผมได้ นอกจากนั้นแล้ว การนอนหลับพักผ่อนที่เพียงพอ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ลดความเครียด ทำจิตใจให้สบาย หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และดื่มเหล้า เส้นผมก็จะเจริญเติบโตได้เป็นปกติ

2) ปัจจัยภายนอก สิ่งที่จะต้องมาสัมผัสทั้งหนังศีรษะและเส้นผมของเราเกือบทุกวัน ก็คือแชมพูสระผม ควรเลือกแชมพูที่เหมาะกับสภาพหนังศีรษะของเรา ความถี่ในการสระผมก็ขึ้นอยู่กับกิจกรรมของแต่ละวัน หลีกเลี่ยงการทำร้ายหนังศีรษะบ่อยครั้งด้วยสารเคมีและความร้อนจัด รวมถึงแสงแดด สุขภาพผมก็จะดีและไม่หลุดร่วงง่าย

ปัจจัยง่ายๆ เหล่านี้ล่ะค่ะ ที่จะทำให้ผมสวยอยู่กับเราไปนานๆ ค่ะ

ฟิต เฟิร์ม ขาเรียวสวยด้วยการปั่นจักรยาน

cycling.jpg
บ่อยครั้งที่เราอยากจะออกกำลังกาย อีกทั้งหลายๆ คนมีกีฬาที่ชอบอยู่ในใจ โชคดีอาจจะเริ่มรวมตัวกันได้ซักพัก แต่นานๆ ไป ก๊วนเพื่อสนิทก็พากันห่างหาย ติดภารกิจกันบ้าง งานยุ่งกันบ้าง จนท้ายที่สุดกิจกรรมการออกกำลังกายก็เป็นอันต้องพักเก็บไป … ลองมาดูทางเลือกที่กำลังเป็นที่นิยมกันอีกซักทางค่ะ กับการปั่นจักรยาน ที่ใครพอจะมีเวลา ก็กระโดดขึ้นจักรยานคันโปรด เริ่มปั่นกันได้แบบไม่ต้องรอเพื่อน
วันนี้ มาดูกันดีกว่าค่ะ ว่าการปั่นจักรยานที่กำลังอยู่ในกระแสนิยมนั้น มีดีอย่างที่หลายๆ คนว่าหรือเปล่า แล้วข้อดีที่ว่ามีอะไรกันบ้าง

อย่างแรก แน่นอนเลยค่ะ เรื่องของการเผาผลาญไขมันส่วนเกินในร่างกาย การปั่นจักรยานจะช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญไขมันส่วนเกินในร่างกายได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญผู้ที่ปั่นจักรยานเป็นประจำจะมีภาวะที่เรียกว่า “After Burner” คือการเผาผลาญไขมันส่วนเกินต่อเนื่องหลังจากการปั่นจักรยานต่อไปอีก 2-3 ชั่วโมง ซึ่งอาจจะเป็นช่วงที่มีการเผาผลาญไขมันที่มากกว่าการเผาผลาญหลังงานระหว่างการปั่นอีกเสียด้วยค่ะ

ประโยชน์ข้อที่สอง ที่เราอาจจะนึกกันไม่ถึงเลยค่ะ การปั่นจักรยานจะช่วยกระตุ้นให้การไหลผ่านของอาหารไหลในลำไส้ทำได้เร็วขึ้น จะมีผลให้มีการดูดซับน้ำในลำไส้ใหญ่น้อยลง ก้อนอุจจาระก็จะมีความเปียกชื้น ไม่แข็งแห้ง ทำให้เราถ่ายได้คล่องขึ้น ลดอาการท้องผูกได้ นอกจากนั้นการปั่นจักรยานยังจะช่วยเพิ่มกำลังในการบีบตัวของลำไส้ ทำให้ระบบทางเดินอาหารทำงานได้สะดวก คลายความแน่น อึดอัด หลังมื้ออาหาร และลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งลำไส้อีกด้วย

ประโยชน์ข้อต่อมา การปั่นจักรยานจะช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์สมองในส่วนที่เรียกว่า Hippocampus  ซึ่งเป็นสมองส่วนที่ใช้ในด้านความจำ ซึ่งจะเริ่มเสื่อมอย่างรวดเร็วในผู้ที่มีอายุ 30ขึ้นไป การกระตุ้นการสร้างเซลล์สมองในส่วนดังกล่าวขึ้นมาทดแทนจึงสามารถที่จะช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์ได้เป็นอย่างดีเลยล่ะค่ะ

เนื่องจากการปั่นจักรยานจะกระตุ้นการทำงานของระบบการไหลเวียนของเลือด รวมถึงระบบการหายใจ จึงมีประโยชน์ในด้านการช่วยลดโรคความดัน  โรคอ้วน รวมถึงลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งประเภทต่างๆ นอกจากนั้น ผลจากการปั่นจักรยานเป็นประจำ ที่ทำให้เกิดการทำงานที่ดีของระบบการไหลเวียนของเลือด ระบบหายใจ และการลดไขมันสะสมส่วนเกินยังมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจได้กว่า 50%

การปั่นจักรยานในที่ที่มีอากาศบริสุทธิ์ จะช่วยให้ร่างกายได้รับออกซิเจนมากขึ้น และทำให้การลำเลียงออกซิเจน พร้อมทั้งสารอาหารไปเลี้ยงส่วนต่างๆ รวมถึงการขับถ่ายสารพิษออกจากร่างกายทำได้ดีขึ้น ทั้งยังช่วยกระตุ้นการสร้างสารคอลลาเจนในร่างกาย ช่วยให้หน้าตาสดใส อ่อนกว่าวัยอีกด้วย

สำหรับ ในด้านการรักษาอาการเจ็บป่วย การปั่นจักรยานในระดับความเร็วปานกลาง เป็นเวลาประมาณ 30 นาที เป็นประจำ สามารถทำให้อาการปวดหัวไมเกรนลงไปได้มากจนถึง 90% ของกลุ่มตัวอย่างในงานวิจัยในสวีเดน เนื่องจากร่างกายมีการหลั่งสาร endorphins ซึ่งมีฤทธิ์ช่วยลดอาการปวดในร่างกายในปริมาณที่มากพอ

อันที่จริงแล้ว ข้อดีของการปั่นจักรยานยังมีทั้งช่วยให้นอนหลับได้สนิทขึ้น ช่วยในด้านสุขภาพจิต ทำให้จิตใจเบิกบาน ลดความเครียด เสริมสร้างสมาธิ เพิ่มประสิทธิภาพทางเพศ และยังเป็นการช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจากการลดการใช้พลังงานจากถ่านหิน แต่โดยส่วนตัวแล้ว เริ่มมองหาจักรยานตั้งแต่เห็นข้อดีข้อแรกแล้วล่ะค่ะ ก็เบิร์นได้ดีขนาดนั้น คงไม่ต้องไปมองหาวิธีออกกำลังกายประเภทอื่นอีกแล้ว จักรยานนี่ล่ะค่ะ ทางออกที่ดีเลย
ที่สำคัญ สำหรับสาวๆ นะคะ อย่าปรับอานจักรยานให้เตี้ยจนเกินไปค่ะ ให้ใช้ระดับความสูงที่พอเหมาะ คือในจังหวะที่ปั่นขาลงให้เท้ายืดได้เกือบสุดโดยเข่าไม่งอมาก และพยายามอย่าใช้เกียร์ที่หนักจนเกินไป เพราะนั่นจะเป็นสาเหตุของน่องที่ใหญ่ขึ้นโดยไม่รู้ตัวค่ะ ปรับอานให้พอเหมาะ ใช้ความเร็ว และเกียร์ที่ไม่หนักแรงจนเกินไป ปั่นให้สม่ำเสมอ รับประกันว่าได้น่องเรียวสวยเป็นของแถมอีกด้วยล่ะค่ะ ^^

โยคะสำหรับว่าที่คุณแม่

yoga.jpg
สำหรับว่าที่คุณแม่ ของขวัญชิ้นแรกที่จะสามารถมอบให้กับลูกน้อยได้ คงหนีไม่พ้นเรื่องของความแข็งแรง สุขภาพ และอารมณ์ของเจ้าตัวเล็ก ที่เป็นผล มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการใช้ชีวิตของคุณแม่ในระหว่างการตั้งครรภ์โดยตรง

ร่างกายของคุณแม่เมื่อตั้งครรภ์นั้น ส่วนต่างๆ ก็จะเปลี่ยนแปลงไป ทั้งระดับของฮอร์โมน และการเปลี่ยนแปลงของระดับสเตียรอยด์ การเปลี่ยนแปลงนี้ยังรวมถึงขนาดของครรภ์ที่ใหญ่ขึ้นที่ทำให้หลังแอ่นเพื่อรักษาจุดศูนย์ถ่วงของร่างกายไว้ มีผลให้กล้ามเนื้อหลักของร่างกายต้องทำงานหนัก และมีการเกร็งมากขึ้นทั้งเพื่อการรับน้ำหนัก และเพื่อการควบคุมร่างกายให้คงความสมดุลไว้ ดังนั้น นอกเหนือจากเรื่องของการดูแลให้รับการพักผ่อนอย่างเพียงพอ ความระมัดระวังในกิจวัตรประจำวัน และเรื่องของโภชนาการแล้ว ว่าที่คุณแม่จึงควรให้ความสำคัญกับเรื่องของการบริหารร่างกาย และการออกกำลังเบาๆ อีกด้วย

วันนี้ นำมาฝากกันค่ะ กับเรื่องของการยืดกล้ามเนื้อ ผ่อนคลายให้เลือดไหลเวียนสะดวก รวมถึงการฝึกลมหายใจ และการฝึกสมาธิด้วยวิถีโยคะ ซึ่งเป็นทางเลือกที่ดีมากๆ สำหรับคุณแม่ทุกท่าน มาดูกันค่ะ ว่าท่าโยคะที่เหมาะกับคุณแม่ตั้งครรภ์ มีอะไรกันบ้าง

1. ท่าฝึกลมหายใจ นั่งสมาธิ

เริ่มต้นด้วยการ นั่งตัวตรง  เอามือวางที่หน้าท้อง ให้สังเกต และมีสมาธิจดจ่อที่การขยับตัว การดิ้นของลูก โดยปกติเด็กจะเริ่มดิ้นเมื่อมีอายุครรภ์ประมาณ  20  สัปดาห์ สำหรับท้องแรก  และประมาณ  16 สัปดาห์ หรือ 4 เดือนในท้องต่อๆ มา วัตถุประสงค์ของการเริ่มต้นเช่นนี้ เพื่อให้เกิดความผ่อนคลาย  มีสมาธิ  และให้ร่างกาย และจิตใจอยู่ในสภาพพร้อมสำหรับการฝึกในท่าต่อไป
ให้อยู่ในท่านี้นานประมาณ 5 นาทีค่ะ

2. ท่าบริหารคอ

วิธีบริหาร ในขณะที่สูดลมหายใจเข้า ให้ตั้งหน้าตรง สูดหายใจให้เต็มปอด ก่อนค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกช้าๆ ขณะเดียวกับที่ค่อยๆ ก้มหน้าลงจนคางชิดอกมากที่สุด  จากนั้น เริ่มหายใจเข้า และเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง ทำสลับกันประมาณ 2-3 รอบ จากนั้น สลับ เป็นท่าหัน ซ้าย-ขวา โดย เริ่มต้นด้วยใบหน้าตั้งตรง หายใจเข้าช้าๆ จนเต็มปอด จากนั้น ผ่อนลมหายใจออก พร้อมกับค่อยๆ หันหน้าไปด้านซ้าย จนรู้สึกว่าตึง หายใจเข้าอีกครั้งพร้อมกับหันหน้ากลับมาสู่ท่าเริ่มต้น จากนั้น ผ่อนลมหายใจออกช้าๆ พร้อมกับค่อยๆ หันหน้าไปทางขวา จนรู้สึกตึง หายใจเข้า พร้อมหันหน้ากลับสู่ท่าเริ่มต้นอีกครั้ง ทำสลับกันไปเรื่อยๆ ประมาณ 2-3 รอบ และสลับเป็นท่าเอียงคอ ในลักษณะคล้ายๆ กัน คือเริ่มต้นจากท่านั่งหันหน้าตรง หายใจเข้าพร้อมกับยกมือข้างขวาขึ้นระดับหัวไหล่ จากนั้น ผ่อนลมหายใจออก พร้อมกับนำมืออ้อมศีรษะ กดลงด้านข้างช้าๆ จนรู้สึกตึง แล้วหายใจเข้าช้าๆ ในขณะที่กลับสู่ท่าเริ่มต้น สลับทำทั้งซ้ายและขวา ด้านละ 2-3 ครั้ง ค่ะ

3. ท่าหายใจด้วยท้อง

เริ่มต้นด้วยการหายใจเข้า พร้อมยกมือพนมขึ้นที่เหนือศีรษะ จากนั้นผ่อนลมหายใจออก พร้อมๆ กับค่อยๆ ลดมือลง ท่านี้ ทำประมาณ 3-4 รอบค่ะ

4. ท่าพระจันทร์เสี้ยว

เริ่มต้นด้วยการหายใจเข้า พร้อมๆ กับกางมือออกข้างลำตัวในระดับไหล่ จากนั้น ค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออกยกแขนขวาขึ้นเหนือศีรษะ และลดแขนซ้ายลงข้างลำตัว ก่อนจะค่อยๆ เอื้อมมือขวาเหนือศีรษะ ไปทางด้านซ้าย เป็นวงโค้งคล้ายพระจันทร์เสี้ยว หายใจเข้าอีกครั้ง และกลับสู่ท่าเริ่มต้น ทำสลับกันข้างละ 2-3 รอบ

5. ท่าผีเสื้อ

เริ่มต้นด้วยการนั่ง ลำตัวตรง และให้ฝ่าเท้าประกบกันไว้ ใช้มือจับเข่าทั้งสองกดลงแนบกับพื้นเท่าทืทำได้แล้วปล่อย ท่านี้ จะช่วยให้ข้อสะโพกและกระดูกหัวเหน่าขยายออก ช่วยให้คุณแม่คลอดได้ง่ายขึ้น ต่อมา ใช้มือทั้งสองจับปลายเท้าไว้ กดเข่าให้ชิดพื้นมากที่สุด  จากนั้นหายใจเข้าช้าๆ ยืดอกขึ้นให้เต็มที่จนสุด หายใจออกพร้อมกับค่อยๆ ก้มตัวลงให้หน้าผากชิดกับปลายเท้ามากที่สุดที่สามารถทำได้ และค้างไว้ จากนั้นสูดลมหายใจเข้าพร้อมกับเงยหน้าขึ้นสู่ท่าเริ่มต้น ทำซ้ำประมาณ 2-3 ครั้ง จากนั้นให้ฝึกต่อด้วยท่าขมิบก้น โดยให้นั่งในท่าเดิม หายใจเข้าช้าๆ แล้วหายใจออก ในขณะที่ขมิบก้น และช่องคลอดค้างไว้ 5-10 วินาที และผ่อนคลายทำซ้ำ 10-20 ครั้ง และหาก ฝึกเป็นประจำ จะช่วยให้กล้ามเนื้อหูรูดมีความยืดหยุ่นขยายตัวดี ช่วยในระบบขับถ่ายปัสสาวะ ลำไส้เล็ก อุ้งเชิงกราน มดลูก และรังไข่ ทั้งยังกระตุ้นระบบประสาทที่ควบคุมการบีบตัวของกระเพาะปัสสาวะ บรรเทาอาการกลั้น ปัสสาวะไม่อยู่อีกด้วยค่ะ

ข้อสำคัญสำหรับการฝึกโยคะในระหว่างตั้งครรภ์ คือควรปรึกษาแพทย์ก่อนทำการฝึก และควรได้รับการดูแลเป็นพิเศษจากผู้ที่มีความรู้ในระหว่างการฝึกอีกด้วย ทั้งร่างกายของแต่ละคนก็มีความยืดหยุ่น และมีสรีระที่แตกต่างกันออกไป ดังนั้นการฝึกควรทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป เน้นในเรื่องการฝึกลมหายใจ และการทำสมาธิ ที่สำคัญจะต้องไม่ยืด เหยียด จนร่างกายตึงจนเกินไปค่ะ

เอสโตรเจน ฮอร์โมนของความสดใส

es.jpg
ฮอร์โมน เอสโตรเจน
Estrogen เป็นฮอร์โมนสำคัญโดยเฉพาะสำหรับผู้หญิงทุกคน เพราะเป็นฮอร์โมนที่ช่วยให้ร่างกาย และเนื้อเยื่อต่างๆ มีความแข็งแรง แสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้หญิงที่สมบูรณ์ เช่น มีการขยายของหน้าอก มากขึ้น ผิวพรรณดูเต่งตึง สดใส มีน้ำมี นวล เซลล์ต่างๆ เสื่อมสภาพช้าลง และช่วยให้กระดูกคงสภาพที่แข็งแรง นอกจากนั้น เอสโตรเจน ยังมีผลต่ออวัยวะภายในของเราทุกระบบ ทั้งในส่วนของสมอง ที่ช่วยในเรื่องความจำ กระตุ้นให้เกิดความเจริญเติบโตเมื่อเข้าสู่วัยสาว และ ควบคุมการสร้างคอเลสเตอรอล ที่จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดไขมันอุดตันในเส้นเลือด

อย่างไรก็ตาม เมื่ออายุมากขึ้นร่างกายจะผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจน ในปริมาณที่น้อยลง ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งทางร่างกาย และอารมณ์ เป็นภาวะที่เรามักเรียกกันว่า “วัยทอง” ซึ่งเป็นได้ทั้งในผู้ชาย และผู้หญิง ทว่าสำหรับผู้หญิงแล้ว ระดับของฮอร์โมนเอสโตรเจนจะลดลงเร็วกว่าผู้ชาย ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ชัดกว่า และมักจะเกิดในช่วงวัยที่เร็วกว่า โดยผลจากการลดลงของฮอร์โมนเอสโตรเจน อาจส่งผลให้มีอาการต่างๆ ได้แก่ ในผู้หญิง อาจมีประจำเดือนมาน้อย และไม่สม่ำเสมอ มีอาการร้อนวูบตามร่างกาย  ใจสั่น เหนื่อยง่าย มีเหงื่อออกมากในช่วงกลางคืน หรือมีอาการหนาวสั่นโดยไม่มีสาเหตุ และนอนหลับได้ยาก นอกจากนั้น อาจมีอาการปวดเมื่อยตามข้อ และกระดูก ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ทั้งยังอาจมีภาวะกระดูกบาง เปราะ และเสี่ยงต่อการกระดูกหักได้ง่ายเมื่อหกล้ม
การลดลงของฮอร์โมนเอสโตรเจน ยังจะส่งผลต่อผิวพรรณ โดยผิวหนังจะบางลง แห้ง เกิดเป็นแผล และผื่นแพ้ได้ง่าย ทั้งเส้นผม อาจจะบางลง หลุดร่วงได้ง่าย และหยาบ แห้ง ไม่เป็นเงางามเช่นเคยอีกด้วยค่ะ ที่สำคัญ การขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน ยังจะมีผลต่ออารมณ์ ทำให้เกิดภาวะเครียด ใจร้อน หงุดหงิดได้ง่ายโดยไม่มีสาเหตุ ควบคุมอารมณ์และความรู้สึกได้ยาก และในบางรายอาจเกิดภาวะซึมเศร้า วิงเวียนศีรษะ หรือหลงลืมได้อีกด้วย

ทราบถึงความสำคัญของฮอร์โมนเอสโตรเจนกันแล้ว หลายๆ คนอาจจะกังวล ว่าแล้วเราควรจะทำอย่างไรได้บ้างเพื่อรักษาระดับของฮอร์โมนในร่างกายให้คงความสมดุล บางคนอาจจะเลือกปรึกษาแพทย์ และรับฮอร์โมนทดแทน ซึ่งกรณีนี้แนะนำว่าควรใช้ตามความจำเป็น และอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น ซึ่งก็อาจส่งผลต่อการเกิดอาการข้างเคียง เช่น มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น มีอาการปวดศีรษะไมเกรน หรือมีเลือดออกทางช่องคลอดในช่วงแรกที่รับฮอร์โมนทดแทนได้

สำหรับกรณีที่ไม่ได้มีปัญหาอย่างรุนแรง การรักษาสมดุลของฮอร์โมนในร่างกาย อาจทำได้ด้วยการดูแลด้านโภชนาการ โดยเลือกทานอาหารที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจนตามธรรมชาติเพื่อชดเชยปริมาณฮอร์โมนที่ลดลงได้ค่ะ ลองมาดูกัน ว่าอาหารประเภทใดบ้างที่ให้ฮอร์โมนเอสโตรเจนได้บ้าง

อย่างแรกเลย น้ำมะพร้าว ในน้ำมะพร้าวมีฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการสร้างคอลลาเจน และอีลาสติน ที่จะช่วยให้ผิวมีความยืดหยุ่น ชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัย อีกทั้งยังมีฤทธิ์ช่วยขับปัสสาวะ ขับของเสียหรือสารพิษออกจากร่างกายอีกด้วย
ต่อมาเป็นลูกพรุน เนื่องจากในลูกพรุนมีสารไฟโตเอสโตรเจน ออกฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเพศหญิงทั้งยังเต็มไปด้วยไฟเบอร์ ที่จะช่วยในระบบขับถ่าย และช่วยในการปรับสมดุลของระดับน้ำตาลในเลือด
นอกจากนั้น ยังมี แครอท ซึ่งมีสารลิกแนน จัดเป็นโฟโตเอสโตรเจนชนิดหนึ่งที่ออกฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกาย รวมถึงธัญพืช ถั่วชนิดต่างๆ และผลิตภัณฑ์จากถั่ว เช่น เต้าหู้ น้ำเต้าหู้ ที่ต่างก็มีโฟโตเอสโตรเจน ที่จะช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนเพศหญิงได้ สาวๆ ที่เริ่มมีอายุมากขึ้น อาจเลือกทานอาหารที่มีฮอร์โมนตามธรรมชาติเหล่านี้เพื่อช่วยชดเชยการลดลงของฮอร์โมนได้เช่นกันค่ะ

ไขความลับเมนูอาหารจีน

chinese-food-fook-lam.jpg
เป็นที่ทราบกันดี ว่าวัฒนธรรมของชาวจีนหลายๆ อย่าง ได้ฝังรากลึก กลมกลืนอยู่ในวัฒนธรรมของไทยเรา ซึ่งก็รวมถึงเรื่องของอาหารการกิน ที่ชาวจีนมักจะเลือกทานอาหารที่ดี และเป็นมงคล ยิ่งในช่วงเทศกาลพิเศษต่างๆ อาหารก็จะถูกคัดสรรเป็นพิเศษอีกด้วย
รู้ไหมคะ ว่าอาหารจีนหลายๆ เมนู นอกจากจะมีความหมายที่สื่อถึงเรื่องราวดีๆ แล้ว แต่ละเมนูยังซ่อนประโยชน์เอาไว้อีกมากมาย โดยเฉพาะเรื่องของการบำรุงสุขภาพ มาดูกันดีกว่าค่ะว่าแต่ละเมนูจะมีประโยชน์อะไรซ่อนอยู่บ้าง

“ลูกชิ้นปลา” ตามความเชื่อของชาวจีนนั้น ลูกชิ้นปลากลมๆ สีขาว มีหมายถึง ความสมบูรณ์ มีเหลือกินเหลือใช้ เพราะความกลมของลูกชิ้นหมายถึงความราบรื่น จะทำงานการอะไรก็สำเร็จได้โดยง่าย ไร้อุปสรรคค่ะ
ประโยชน์ของลูกชิ้นปลา มาจากวัตถุดิบที่เลือกใช้ เพราะการจะทำลูกชิ้นให้อร่อยก็จะต้องใช้ปลาทะเลหลายชนิดผสมกันจนเป็นสูตรเฉพาะ เนื่องจากปลาทะเลจะมีกล้ามเนื้อที่เหนียวนุ่มกว่าปลาน้ำจืด และยังมีกลิ่นคาวน้อย อร่อย เป็นที่ชื่นชอบของสมาชิกทั้งครอบครัว ด้วยวัตถุดิบจากเนื้อปลาทะเลนี่ล่ะ ที่ทำให้ลูกชิ้นปลาอุดมไปด้วยโอเมก้า 3 ที่ช่วยบำรุงสมองค่ะ

“ผัดตับกับกุยช่าย” ภาษาจีนนั้น คำว่า “ตับ” จะออกเสียงว่า “กัว” ที่แปลว่า ขุนนาง และ “กุยช่าย”จะออกเสียงว่า “กุ่ย” ที่แปลว่า แพง รวย เมนู ผัดตับกับกุยช่าย จึงหมายถึงยศศักดิ์ และฐานะที่ดี
ประโยชน์ของตับนั้น มาจากส่วนประกอบหลักที่เป็นโปรตีน สารอาหารสำคัญที่ร่างกายต้องการเพื่อใช้ในการเสริมสร้างกล้ามเนื้อและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ นอกจากนั้น ตับยังเป็นแหล่งรวมของวิตามินที่มีประโยชน์ เช่น วิตามินเอ ช่วยสร้าง บำรุงรักษาผิวหนัง และผนังเยื่อจมูก ช่องในลำไส้ ทำให้เนื้อเยื่อในตาแข็งแรง อีกทั้งตับอุดมไปด้วยธาตุเหล็ก ซึ่งเป็นแร่ธาตุที่จำเป็นในระบบหมุนเวียนเลือด ช่วยเสริมสร้างฮีโมโกลบิน (Hemoglobin) ที่เป็นส่วนประกอบสำคัญของเม็ดเลือดแดง ที่ทำหน้าที่รวมตัวกับออกซิเจนเพื่อนำไปเลี้ยงสมอง และอวัยวะส่วนต่างๆของร่างกาย
สำหรับกุยช่ายนั้น อุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์อย่างเช่น ฟอสฟอรัส แคลเซียม รวมถึงวิตามินเอ ที่ช่วยบำรุงเซลล์ในส่วนต่างๆ ของดวงตาให้แข็งแรง และเป็นสิ่งจำเป็นในการเปลี่ยนแสง ไปอยู่ในรูปของสัญญาณประสาทที่ส่วนของจอตา ช่วยในการมองเห็น และสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย ผักสีเขียวเข้มอย่างกุยช่ายยังอุดมไปด้วยธาตุเหล็กที่ช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดง และเป็นส่วนประกอบของฮีโมโกลบินในเม็ดเลือด และช่วยขจัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากร่างกาย
กลิ่นฉุนของกุยช่ายเกิดจากสารอัลลิซิน ซึ่งเป็นสารประกอบกำมะถันที่มีฤทธิ์ในการลดคลอเรสเตอรอลชนิดไม่ดีในเลือด ลดความดันเลือด ซึ่งเราสามารปรุงโดยความร้อนเพื่อให้มีรสหวานขึ้น และมีกลิ่นฉุนลดลง แต่ถ้ากินสด ๆ ก็จะได้รับวิตามินซีมากกว่าค่ะ ที่สำคัญกุยช่ายเขียวจะ ให้เบตาแคโรทีนมากกว่ากุยช่ายขาวนะคะ

“แกงจืด”ความเชื่อของชาวจีนนั้น “น้ำแกง” เป็นสัญลักษณ์ของชีวิตลูกหลาน รสของน้ำแกงที่หวานกลมกล่อม ก็จะหมายถึงชีวิตลูกหลานที่จะราบรื่นตามไปด้วย ในภาษาจีนนั้นคำว่า “แกงจืด” จะออกเสียงว่า “เช็ง-ทึง”และคำว่า “เช็ง” นี้เองที่แปลว่า ใส หรือหวาน
ประโยชน์ของแกงจืดที่มีต่อร่างกาย คือ น้ำซุปส่วนใหญ่มักปรุงจากกระดูก เนื้อสัตว์ ผัก หรือเครื่องเทศต่างๆ ซึ่งจะอุดมไปด้วยสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ทั้งยังเป็นอาหารที่ย่อยง่าย ร่างกายสามารถดูดซึมสารอาหารไปใช้ได้อย่างเต็มที่ค่ะ
“เป๋าฮื้อ”ในภาษาจีน จะเรียกหอยชนิดนี้ว่า เป๋าฮื้อ เหมือนบ้านเรา สำหรับคำว่า “เป๋า” สำหรับภาษาจีนจะแปลว่า “ห่อ” ส่วนคำว่า “ฮื้อ” นั้นจะมีความหมายว่า “เหลือกินเหลือใช้” เป๋าฮื้อจึงหมายความถึงการห่อความมั่งคั่งเหลือกินเหลือใช้นั่นเองค่ะ
“เต้าหู้”ความเชื่อของชาวจีนนั้น เต้าหู้หมายถึง ความสุขในชีวิต รวมถึงบุญกุศลอีกด้วย ในภาษาจีนออกเสียงเต้าหู้ว่า “โต ฟู ฟู” ที่แปลว่า บุญ และ ความสุข
ประโยชน์ของเต้าหู้ที่มีต่อร่างกาย คือ เต้าหู้ เป็นผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองซึ่งให้คุณค่าทางโภชนาการสูง โดยเฉพาะสารอาหารประเภทโปรตีน เต้าหู้ให้โปรตีนมากกว่าเนื้อสัตว์บางชนิดถึงสองเท่าในปริมาณที่เท่ากัน และยังมีราคาถูกอีกด้วย ทั้งยังเป็นอาหารที่ย่อยง่าย ไม่มีคอเลสเตอรอล นอกจากนั้นยังมีเลซิติน ที่ช่วยลดไขมันและช่วยส่งเสริมการทำงานของระบบประสาทที่เกี่ยวกับความทรงจำ และมีฮอร์โมนจากพืชคือ ไฟโตเอสโทรเจน ที่มีการวิจัยพบว่ามีผลในการป้องกันมะเร็ง และเป็นผลดีต่อผู้หญิงในช่วงก่อนหมดประจำเดือน คือช่วยชะลอภาวะหมดประจำเดือน และลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านมอีกด้วยค่ะ
“สาหร่ายทะเล” ความเชื่อของชาวจีนนั้น สาหร่ายสื่อถึงความร่ำรวย รวมไปถึงความโชคดีชีวิต ในภาษาจีนสาหร่ายจะออกเสียงว่า “ฮวกฉ่าย”ที่มีความหมายว่า โชคดี ร่ำรวย
ประโยชน์ของสาหร่ายที่มีต่อร่างกายคือ อุดมไปด้วย ไอโอดีน ร่างกายของเราต้องการไอโอดีนประมาณ 0.1-0.3 มิลลิกรัมต่อวัน เพื่อป้องกันโรคคอพอก นอกจากนั้นยังมี ธาตุเหล็ก ที่ช่วยบำรุงผิวพรรณให้ดูมีน้ำมีนวล บำรุงเส้นผมให้ดกดำเป็นมันเงางาม รวมทั้งมี สังกะสี ที่เป็นส่วนประกอบของเอนไซม์ในร่างกาย ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน มีใยอาหาร ช่วยทำให้ท้องไม่ผูก และยังช่วยเร่งการขับถ่ายสารพิษต่างๆ ในทางเดินอาหารอีกด้วยค่ะ

เรื่องราว ภูมิปัญญา ความรู้ และประวัติศาสตร์อันยาวนานของชาวจีน ล้วนถูกถ่ายทอดผ่านความวิจิตรบรรจงของการปรุงอาหารแต่ละเมนู ทั้งในเรื่องของความเป็นมงคลในการเรียกขาน และคุณค่า ประโยชน์ที่มีต่อร่างกาย
ได้ความรู้ดีๆ กันแล้ว ใครชอบใจกับเมนูไหน เลือกหาทานกันได้เลยค่า ^^

บรรเทาอาการเจ็บคอ สูตรธรรมชาติ

soar.jpg
ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวฝนตก หลายๆ คนที่สุขภาพเคยแข็งแรงก็กลับอ่อนแอลง ทั้งเป็นหวัด คัดจมูก มีไข้ หรือแม้แต่มีอาการเจ็บคอให้กังวลใจ วันนี้เรามีความรู้ดีๆ เกี่ยวกับการบรรเทาอาการเจ็บคอแบบได้ผล ประหยัด ทำได้ง่ายมากๆ และที่สำคัญ เป็นสูตรจากธรรมชาติ มาฝากกันค่ะ

สูตรแรก น้ำ+เกลือ
สูตรมรดกตกทอดกันมานานเลยทีเดียวสำหรับการใช้น้ำอุ่น (1ถ้วย) + เกลือ (1/4 ช้อนชา) นำมากลั้วคอสักพัก ก่อนจะบ้วนทิ้ง น้ำอุ่นกับเกลือจะช่วยลดเชื้อแบคทีเรียตัวร้าย อาการเจ็บคอจึงลดลงไปด้วยค่ะ

สูตร 2 น้ำผึ้ง + มะนาว + ขิง + น้ำ
เพิ่มความเข้มข้นกันสักนิดนะคะ สำหรับใครที่เจ็บคอมากหน่อย ลองใช้ น้ำผึ้ง (1 ช้อนชา) + น้ำมะนาว (ประมาณครึ่งซีก) + น้ำขิง ( 1 ช้อนชา) + น้ำอุ่น เสร็จแล้ว นำมากลั้วคอสักพักนะคะ น้ำผึ้งจะช่วยกำจัดเชื้อไวรัส และ แบคทีเรียที่มาสร้างความระคายเคืองให้กับคอของเรา และน้ำมะนาวจะช่วยให้ลำคอชุ่มชื่น จะช่วยในเรื่องการรักษาโรคภูมิแพ้ สูตรนี้นอกจากจะช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอได้ดีแล้ว ยังช่วยให้สดชื่น และลำคอโล่งขึ้นเยอะเลยค่ะ

สูตร 3 พริกป่น + น้ำ
สูตรนี้เหมาะสำหรับคนใจเด็ดค่ะ ใช้พริกป่น (2 ช้อนชา) + น้ำร้อน 1 ถ้วย เช่นเคยค่ะ นำมากลั้วคอสัก 15 นาที ด้วยความเผ็ดร้อนของพริกจะช่วยไปบรรเทาอาการเจ็บคอได้ โดยพริกจะทำหน้าที่เป็นเหมือนยาแก้อักเสบกลายๆ เมื่อลดอาการอักเสบได้คอของเราก็จะกลับมาแข็งแรงได้โดยไว ห่างหายจากอาการไอ อาการเจ็บคอค่ะ

สูตร 4 กานพลู + น้ำ
สูตรนี้หอมเป็นพิเศษค่ะ ลองหากานพลูแบบอบแห้ง นำมาบดให้ละเอียด สูตรนี้จะใช้ กานพลูบดละเอียด (2 ช้อนชา) + น้ำร้อน 1 ถ้วย นำมากลั้วคอ อาจจะกลั้วบ่อยสักนิดนะคะ กานพลูมีสารต้านเชื้อแบคทีเรีย และช่วยลดอาการอักเสบค่ะ

สูตร 5 ขมิ้นชัน + เกลือ + น้ำ
ลองหาขมิ้นชัน จะเป็นแบบที่บดแล้ว หรือแบบที่เป็นผงก็จะสะดวกดีค่ะ สูตรนี้จะใช้ ขมิ้นชัน ( 1 ช้อนชา) + เกลือ ( 1 ช้อนชา) + น้ำร้อน 1 ถ้วย ได้ส่วนผสมแล้วก็นำมากลั้วคอสักพัก คุณสมบัติของขมิ้นชั้นนี้เป็นเสมือนสารต้านอนุมูลอิสระอย่างดี ส่วนเกลือก็จะช่วยยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย จึงเป็นอีกสูตรที่จะช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอได้ดีทีเลยเดียวค่ะ

สูตร 6 แอปเปิ้ลไซเดอร์ + เกลือ
สูตรนี้จะเหมาะกับคนที่เจ็บคอ และมีอาการไอร่วมด้วย ลองใช้ แอปเปิ้ลไซเดอร์ (1ช้อนชา) + น้ำร้อน 1 ถ้วย แล้วนำมากลั้วคอสักพัก แอปเปิลไซเดอร์จะไปช่วยกำจัดเชื้อแบคทีเรีย และเชื้อโรคบางชนิดในคอของเรา จึงช่วยลดอาการเจ็บคอ และยังทำให้ไอน้อยลงด้วยค่ะ

สูตร 7 ชาเขียวร้อน
สูตรนี้ไม่มีส่วนผสมอะไรมากค่ะ ใช้เพียงชาเขียวกับน้ำร้อนมาจิบ ใช้ชาที่เข้มข้นสักหน่อย แล้วใช้วิธีการจิบไปเรื่อยๆ ชาเขียวมีสารต้านอนุมูลอิสระ และช่วยลดอาการติดเชื้อ แค่จิบชาเขียวบ่อยๆ เรื่อยๆ น้ำอุ่นๆ จะช่วยละลายเสมหะ ทำให้หายเจ็บคอไปในที่สุดค่ะ

สูตร 8 ชาราสเบอร์รี
นอกจากชาเขียวแล้ว ชาราสเบอร์รี่ก็ช่วยได้ ลองชงชาราสเบอร์รี่มาจิบ หรือจะนำมากลั้วคอก็ได้ค่ะ ชาราสเบอร์รี่นอกจากจะมีกลิ่นหอมหวนชวนรับประทานแล้ว ยังมีคุณสมบัติในการป้องกัน และบรรเทาอาการหวัด คัดจมูก สมานแผล จึงเหมาะกับการนำมาทานแก้เจ็บคอค่ะ

มีให้เลือกตั้งหลายวิธี จะแนวหวานๆ หรือแนวเผ็ดๆ ใครที่เริ่มมีอาการเจ็บคอ ชอบวิธีไหนลองทำกันดูนะคะ จะได้หายไวๆ ค่ะ

เคล็ดไม่ลับถนอมดวงตา จากหน้าจอ

eye
ทุกคนคงเคยได้ยินคำว่า Office Syndrome หรือ อาการป่วยที่เกิดจากการทำงานออฟฟิศ ด้วยพฤติกรรมเคยชิน ทั้งจากลักษณะท่าทางที่ไม่เหมาะสมกับสรีระ และโครงสร้างของร่างกายเป็นประจำ แต่ทราบกันหรือไม่คะ ว่าการทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ ก็อาจจะเป็นสาเหตุของอาการป่วยอีกประเภทหนึ่งที่เรียกว่า Computer Vision Syndrome ได้เช่นกัน
Computer Vision Syndrome (CVS) เป็นอาการป่วยที่เกิดจากการใช้สายตากับหน้าจอคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน รวมถึงแท็บเล็ต เป็นเวลานานๆ เป็นเวลานาน ซึ่งโดยเฉลี่ย จะเกิดกับ 90% ของผู้ที่ใช้อุปกรณ์เหล่านี้เป็นประจำเลยล่ะค่ะ
อาการของ Computer Vision Syndrome รวมถึงอาการเคืองตา ตามัว แพ้แสง ไปจนกระทั่งอาการปวดศีรษะ ปวดคอ และหลัง ที่สำคัญ หลายๆ ครั้ง เราไม่รู้ว่าอาการเหล่านี้ที่เกิดขึ้น มีสาเหตุมาจากการใช้เวลากับหน้าจอมากจนเกินไปโดยไม่ได้ให้สายตาได้พัก และทำให้ไม่ได้รับการแก้ไขที่ตรงจุด
อย่างไรก็ตาม ในโลกปัจจุบัน การไม่เกี่ยวข้องกับอุปกรณ์เหล่านี้คงเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก สิ่งสำคัญคงจะเป็นการป้องกันอาการป่วยที่อาจจะเกิดขึ้น รวมถึงการใช้สายตาในระดับที่เหมาะสม และให้สายตาได้พักเป็นระยะๆ วันนี้ มาดูกันดีกว่าค่ะ กับ 6 วิธีง่ายๆ ที่จะช่วยป้องกัน Computer Vision Syndrome

อย่างแรก ปรับตำแหน่ง ระยะห่าง และมุมการมองจอให้เหมาะสม
หน้าจอ ควรจะอยู่ต่ำกว่าระดับสายตาของเราประมาณ 10-15 ซม. เพื่อให้เราสามารถก้มศีรษะลงเล็กน้อย และ เว้นระยะห่างระหว่างหน้าจอกับตาของเราให้เหมาะสม ระยะห่างที่เหมาะสมที่สุด คือประมาณ 50-60 ซม. ค่ะ

อย่างที่สอง ปรับแสงสว่างโดยรอบให้เหมาะสม และพยายามลดแสงสะท้อนจากหน้าจอ
แสงสว่างที่มากจนเกินไปอาจทำให้เกิดอาการเมื่อยล้าของดวงตา
ขณะที่มีการใช้งานกับจอคอมพิวเตอร์ เราสามารถปรับแสงสว่างให้ลดลงได้ โดยปริมาณแสงที่เหมาะสมคือความสว่างเพียงครึ่งหนึ่งของแสงสว่างภายในออฟฟิศปกติ ซึ่งเราสามารถลดปริมาณของแสงได้ด้วยการปิดม่าน หรือดับไฟบางดวงในห้องทำงานลงบ้าง นอกจากนั้น เพื่อช่วยลดแสงสะท้อนจากหน้าจอในกรณีที่แสงมาจากด้านหลังผู้ใช้ และป้องกันแสงจ้าจากหลังจอ กรณีที่แสงมาจากด้านหลังจอคอมพิวเตอร์ เราควรจัดวางหน้าจอโดยให้แสงหลักมาจากด้านข้างของผู้ใช้งานค่ะ

อย่างที่สาม กระพริบตาบ่อยๆ และให้สายตาได้พัก
สาเหตุของอาการตาแห้ง อาจมีสาเหตุมาจากการเพ่งสายตาเป็นเวลานานๆ เพราะฉะนั้น ในระหว่างการใช้งานกับจอคอมพิวเตอร์ อย่าลืมกระพริบตาบ่อย หรือในทุกๆ ระยะ 20 นาที ให้หลับตา สลับกับลืมตา ช้าๆ ประมาณ 10 ครั้ง เพื่อช่วยลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อจากการเพ่ง และลดอาการตาแห้ง

อย่างที่สี่ พักสายตาเป็นระยะ
หลังจากการใช้งานของสายตากับหน้าจอต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ ควรเปลี่ยนไปทำกิจกรรมอื่นเป็นระยะสั้นๆ โดยในทุกๆ 2 ชั่วโมง ควรให้สายตาได้พักอย่างน้อย 15 นาที และในทุกๆ 20-30 นาที ของการใช้สายตากับหน้าจอ ควรพักสายตาด้วยการละสายตาจากจอ และมองออกไปไกลๆ ซัก 15-20 วินาที หรือ จะมองไกล สลับการการมองใกล้ๆ ครั้งละ 10-15 วินาที ทำอย่างนี้ซัก 10 ครั้ง ก็จะช่วยให้สายตาได้พักอีกด้วย

อย่างที่ห้า นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
การพักผ่อนที่น้อยจนเกินไป นอกจากส่งผลต่อการทำงานของระบบต่างๆ ภายในร่างกาย รวมถึงระบบภูมิคุ้มกันแล้ว ยังอาจทำให้เกิดอาการระคายเคืองกับดวงตาได้ง่ายขึ้นอีกด้วย ดังนั้น อย่าลืมจัดตารางให้กับการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอด้วยค่ะ

อย่างสุดท้าย ตรวจสุขภาพตาอย่างสม่ำเสมอ
ดวงตาเป็นอวัยวะที่มีความอ่อนไหว และควรได้รับการดูแลเป็นอย่างดี ผู้ที่ใช้สายตากับหน้าจอเป็นประจำ ควรได้รับการตรวจสุขภาพตาอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อตรวจดูความผิดปกติทางสายตา หรืออาการป่วยที่อาจเกิดขึ้น เพราะการทราบถึงอาการผิดปกติในระยะแรก ย่อมหมายถึงโอกาสที่จะรักษา หรือป้องกันไม่ให้อาการรุนแรงขึ้นได้ การพบแพทย์ และตรวจความผิดปกติของสายตา เป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปี ขึ้นไป ที่อาจเริ่มมีอาการทางสายตาที่เกิดตามวัยได้อีกด้วย

เอาล่ะค่ะ ได้ทราบกันไปแล้ว ถึงแนวทางการป้องกัน Computer Vision Syndrome อาการป่วยจากการใช้สายตากับจอคอมพิวเตอร์ที่มากจนเกินไปที่อาจเกิดได้โดยที่เราไม่รู้ตัว ถึงเวลาไปดูกันแล้วล่ะค่ะ ว่าหน้าจอของเราอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมหรือยัง ห้องทำงานมีปริมาณ และทิศทางของแสงที่พอเหมาะหรือไม่ และที่สำคัญ อย่าลืมให้สายตาได้พักบ้าง พักผ่อนให้เพียงพอ และจัดตารางการดูแลสุขภาพตา ไปพบแพทย์เป็นระยะกันด้วยนะคะ

ก่อนถึงวันแม่

mom.jpg
ไม่มีใคร โตขึ้นมาได้โดยไม่มีแม่….. แม่ ที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแม่ผู้ให้กำเนิด แต่หมายรวมถึงแม่โดยความรัก และความใส่ใจดูแลที่ท่านได้มอบให้กับเรา….

เราทุกคนรักแม่… แต่หลายๆ ครั้ง เราอาจจะเผลอ ทำให้ท่านทุกข์โดยไม่ได้ตั้งใจ…. เราอาจจะใส่ใจดูแลท่าน น้อยกว่าที่ควร ด้วยเหตุผลจำเป็นที่เราคิดในมุมของเรา… เราอาจจะมีความอดทน น้อยไปสักหน่อย ด้วยลืมนึกไป ว่าท่านได้อดทน ได้ลำบากเพื่อเรามามากเพียงใด…..

ใครเคยนั่งนึกบ้าง ว่าแม่ของเรา เปลี่ยนผ้าอ้อม ทำความสะอาด ชะล้างเรามาแล้วกี่ครั้ง กว่าที่เราจะรู้ความ และเริ่มดูแลตัวเองได้…..
ใครเคยทบทวนบ้าง ว่าแม่ต้องอดทนกับความไม่รู้ ไม่เข้าใจ ต้องพูดในเรื่องเดิมๆ ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า กับเรากี่ครั้ง กว่าที่เราจะเข้าใจเรื่องเล็กๆ ซักเรื่องหนึ่ง….
ใครเคยจดบ้าง ว่าเด็กขี้สงสัยคนนี้ มีคำถามร้อยแปด ที่คอยให้แม่ต้องตอบ คำถามแล้ว คำถามเล่า โดยที่ท่านไม่เคยเหนื่อยหน่าย… เป็นคำถามซักกี่ร้อย กี่พันคำถาม
ใครรู้บ้าง ว่ามีกี่คืน ที่เราตัวร้อน มีไข้ ไม่สบาย ที่แม่ต้องอดนอน คอยเช็ดตัว ป้อนยา และพาไปหาหมอ… กี่คืน ที่แม่ต้องอดนอนเฝ้าดูแล โดยไม่เคยมีข้ออ้างว่าในวันรุ่งขึ้นมีงานแต่เช้าที่ต้องรีบไปทำ….
ใครจำได้บ้าง ว่ามีกี่ครั้ง ที่ลูกน้อยคนนี้ วิ่งไปซบหน้าร้องไห้กับอกแม่ เพียงเพื่อให้ได้กำลังใจ ได้รับการปลอบโยน กับความเสียใจ กับความผิดหวัง … และแม่ ก็ทุกข์ใจไปกับเราไม่น้อยไปกว่ากัน….
จะมีใครซักกี่คนในโลกใบนี้ ที่เลือกขอเป็นผู้ที่ต้องทนทุกข์ ทนเจ็บปวด แทนเรา ถ้าสามารถเลือกได้ ?

วันแม่ในปีนี้… ชวนทุกคนนึกทบทวน ถึงความรักที่ยิ่งใหญ่ของแม่ แม่ที่หมายถึงผู้เสียสละ ผู้ที่ได้อุปการะ เลี้ยงดู มอบความใส่ใจ ความห่วงหาอาทร ให้กับเราเสมอมา… นึกทบทวนถึงทุกๆ สิ่งที่ท่านได้เคยทำเพื่อเรา… ตั้งแต่วันแรกที่เราลืมตา น้ำนมหยดแรกที่เราดื่ม ก้าวแรกของการหัดเดิน.. การไปโรงเรียนวันแรก มือที่ยื่นมาทุกครั้งที่เราหกล้ม วันที่เราผิดพลาด วันที่เราเศร้าใจ…… ทุกๆ วัน และทุกๆ สิ่งที่ท่านได้ดูแลเรา..

เราได้เคยทำอะไรที่มากมายขนาดนั้นให้กับท่านบ้างหรือยัง….

วันนี้ กับภารกิจมากมายที่เราต้องรับผิดชอบ ที่อาจจะเป็นข้ออ้างทำให้เรามีเวลาให้กับท่านน้อยไปซักหน่อย…. เป็นภารกิจเช่นเดียวกัน ที่ท่านเคยมี แต่ไม่เคยนำมาเป็นข้ออ้างที่จะมีเวลาให้เราน้อยลงไป
วันนี้ กับความอดทน ในการอธิบายในเรื่องที่ท่านอยากรู้ ความพยายามที่จะชี้แจงเรื่องราวต่างๆ….เทียบได้หรือไม่ กับความอดทนที่ท่านเคยมีให้กับเรา…

วันนี้ เราใส่ใจดูแลแม่ ได้ซักหนึ่งส่วนร้อย ของที่แม่ได้ใส่ใจดูแลเราเสมอมาหรือยัง….

รักแม่… ให้ทุกวัน เป็นเหมือนวันของแม่ค่ะ ^