หน้าหนาวกับแสงแดดแรงๆ .. มาเลือกครีมกันแดดกันซักหน่อย

sunblock
หน้าหนาวมาแล้วค่ะ ลมเย็นๆ เริ่มผ่านมาทักทายกันยาวๆ แล้ว น่าจะถูกใจหลายๆ คนที่รอคอยกันมาทั้งปีเลยทีเดียว แต่หน้าหนาว สิ่งที่ตามมานอกจากผิวแห้งๆ แล้ว คงหนีไม่พ้นแดดแรงๆ ที่พร้อมจะทำร้ายผิวสวยๆ กันได้ตลอดเวลาเลยล่ะค่ะ
แดดแรงๆ ในช่วงหน้าหนาว สาวๆ อย่าลืมหาตัวช่วยไว้บ้างนะคะ ไม่ว่าจะเป็นแว่นกันแดด หมวก ร่ม พกกันให้ครบทีเดียว แต่ที่ห้ามลืมเด็ดขาดเลยคือการทาครีมกันแดดเป็นประจำค่ะ

สาวๆ คงมีครีมกันแดดที่ใช้ประจำกันอยู่แล้ว แต่ครีมกันแดดก็มีคอลเลคชั่นใหม่ๆออกมาเรื่อยๆ แล้วทีนี้จะเลือกกันยังไงดี…
วันนี้เรามีคำแนะนำดีๆ มาฝากกันค่ะ

ก่อนอื่น ลองเชคสภาพผิวตัวเองก่อนสักนิดว่ามีลักษณะผิวแบบไหน และมีแอคทิวิตี้อย่างไรกันบ้าง

สำหรับสาวๆ ที่ผิวแข็งแรง ชอบกิจกรรมกลางแจ้ง ครีมกันแดดที่เหมาะควรเป็นชนิดครีมค่ะ เพราะเนื้อครีมจะเกาะผิวได้ดี ติดแน่น เวลามีกิจกรรมที่เหงื่อออกมากๆ ครีมก็ยังช่วยปกป้องดูแลผิวเราได้ดีอยู่

สำหรับสาวๆ ผิวบอบบาง เป็นสิวง่าย โดยเฉพาะสิวอุดตันควรเลือกครีมกันแดดชนิดเจล ชนิดน้ำ ที่บางเบากว่าเนื้อครีม แต่สำหรับชนิดนี้สาวๆ ต้องทาซ้ำบ่อยสักนิดเพราะจะได้ปกป้องผิวจากแดดได้ตลอดวันค่ะ

สำหรับหน้าหนาวอากาศแห้ง ที่มากับแสงแดดแรงๆ อาจจะเลือกใช้ครีมแบบเนื้อออยล์ ที่มีน้ำมันผสมเยอะหน่อย เผื่อเพิ่มตวามชุ่มชื้นให้ผิว แต่หลายๆ คนอาจจะไม่ค่อยชอบ เพราะอาจจะทำให้รู้สึกเหอะหนะไม่สบายผิว แถมจะนำสิวมาด้วยนี่สิคะ

เลือกเนื้อครัมที่เหมาะกับผิวได้แล้วก็อย่าเพิ่งประมาทนะคะ เพราะสาวๆ อาจจะนึกว่า เลือกครีมที่มี SPF 50 แล้วจะปกป้องผิวอยู่ได้ทั้งวัน แต่จริงๆ แล้ว ค่า SPF 50 นั้นจะปกป้องผิวได้ประมาณ 500 นาที หรือ 8 ชั่วโมงเท่านั้นค่ะ

อีกเรื่องที่สาวๆ ต้องให้ความสำคัญก็คือ วิธีการทาครีมกันแดดค่ะ ปริมาณที่เหมาะสมคือเหรียญ 50 สตางค์ แต้ม 5 จุด คือ หน้าผาก แก้มซ้ายแก้มขวา จมูก คาง แล้วเกลี่ยให้เสมอกัน อย่าทาบางๆ นะคะ เพราะครีมจะไม่ช่วยปกป้องผิวได้จริง ทาก่อนออกจากบ้านสัก 20 นาทีด้วยค่ะ

การป้องกันผิวสู้แดดร้อนอย่างบ้านเราทำไม่อยากเลยนะคะ แต่ถ้าละเลยแล้วผิวเหี่ยวย่น หน้าเลยอายุไปนี่กลับมาแก้ยากกว่าการป้องกันเยอะเลย ดูแลผิวสวยๆ ของเราให้สดใสแข็งแรงย่อมดีที่สุดค่ะ

3D X-Ray เพื่อสุขภาพฟันที่ดีกว่าที่เคย

tooth.jpg
วิทยาการและเทคโนโลยีพัฒนามาเพื่ออำนวยความสะดวกให้ชีวิตมุนษย์สะดวกสบายขึ้น ชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น วิทยาการทางการแพทย์ก็พัฒนา แก้ไขข้อบกพร่อย รักษาโรคร้ายแรง จนมนุษย์มีชีวิติท่ายืนยาวขึ้น นอกจากนั้นเทคโนโลยียังถูกพัฒนาในเชิงลึก ให้ครอบคลุมทุกๆ ด้านในชีวิตมนุษย์ อย่างในวงการทันตรรมก็ก้าวไปไม่หยุดเช่นเดียวกันค่ะ

การรักษาฟันเป็นเรื่องเฉพาะบุคคลมากค่ะ เพราะทุกๆ คนมีอัตลักษณ์ในช่องปาก ไม่ว่าจะเป็นฟันกราม เขี้ยว ฟันหน้า รวมถึงขากรรไกร รูปหน้าที่แตกต่างกันไปหมด การดูแลรักษาฟันจึงต้องใช้ “ข้อมูล” เป็นหัวใจสำคัญในการวิเคราะห์และรักษาให้เหมาะสมกับบุคคลนั้นๆ

สิ่งที่ตอบโจทย์ และสามารถให้ข้อมูลเราได้แบบลึกซึ้งและเปิดเผยมากที่สุดก็คือการเอ็กซเรย์ นั่นเองค่ะ เมื่อก่อนหล่ยๆ ท่านอาจเคยเจอกับระบบเอ็กเรย์ที่ให้ภาพรากฟันปรากฏอยู่บนแผ่นฟิล์ม ซึ่งเป็นเพียงมิติในแนวระนาบ ที่คุณหมอฟันต้องใช้จินตนาการไปอีกเยอะทีเดียวในการรักษาฟัน

แต่ปัจจุบัน วงการทันตรรมพัฒนาไปมาก โดยได้นำเทคโลโลยีการเอ็กซเรย์แบบ 3 มิติมาใช้

การเอ็กซเรย์แบบ 2 มิติ เราอาจะทราบข้อมูลที่จำกัด อย่างรอยฟันผุ ความผิดปกติของเหงือก รูปร่าง ความลึกของของรากฟัน แต่การเอ็กซเรย์ในแบบ 3 มิติ จะทำให้เราเห็นภาพความเชื่อมโยงในลักษณ์ของโครงสร้างกระดูกและฟัน ส่วนต่างๆ ที่มีความสัมพันธ์กันทุกๆ ชิ้น

อย่างเช่น โครงสร้างใบหน้าว่าด้านซ้ายและขวา ว่ามีความสมดุลหรือเอียงไปด้านใดด้านหนึ่งทำให้ฟันสึกเพียงด้านใดด้านหนึ่งหรือไม่ , ความสัมพันธ์ของกระดูกขากรรไกรบนและล่าง , การเรียงตัวของฟันบนขากรรไกร ฟันคุด ฟันเกิน หรือความผิดปรกติที่อยู่บนขากรรไกร , ทราบแนวการวางตัวของเส้นปราสาทฟันในขากรรไกรล่าง , ตำแหน่งของโพรงอากาศในขากรรไกรบน รวมไปถึงมุมของฟันในทุกๆ มิติ

ข้อมูลที่ได้เหล่านี้ทำให้สามารถหล่อขึ้นมาเป็นตัวอย่างสภาพฟันที่เหมือนจริงในทุกมิติ ทำให้ทันตแพทย์วิเคราะห์และรักษาได้ครอบคลุมทุกแขนงไม่ว่าจะเป็นครอบฟัน สะพานฟัน รากเทียม ฟันปลอมถอดได้และจัดฟัน และ เพื่อวางแผนทางด้านจัดฟัน รวมทั้งข้อมูลที่ได้เป็นข้อมูลรูปแบบดิจิทัล ที่สามารถเรียกดูข้อมูลได้สะดวกและรวดเร็วอีกด้วย

หากสนใจอยากทราบข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อการรักษาฟันในลักษณะนี้ ลองติดต่อไปที่ STARDENT DENTAL CLINIC คลินิกทันตกรรมสตาร์เด็นท์ เพื่อสุขภาพช่องปากและฟัน ชั้น 2  อาคารไลฟ์เซ็นเตอร์ คิวเฮ้าส์ลุมพินี ได้ค่ะ

หูดับ เรื่องใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม

ear.jpg
หลายท่านอาจไม่ทราบว่าพฤติกรรมหลายๆ อย่างในชีวิตประจำวันของเรานี่ล่ะค่ะ ที่เป็นสาเหตุให้เกิดอาการหูดับได้ ไม่ว่าจะเป็น การคุยโทรศัพท์มือถือนานๆ ฟังเพลงเสียงดังๆ ติดหูฟังตลอดเวลา รวมไปถึงผู้ที่มีความเสี่ยงจากการทำงานในสถานที่ที่มีเสียงดังนานๆ พฤติกรรมเหล่านี้ล้วนมีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคหูดับได้ทั้งนั้นเลยค่ะ

หูดับคืออะไร
บางท่านอาจจะสงสัยว่าที่เรียกกันว่า “หูดับ” นั้นมีอาการอย่างไร
หลังจากได้พูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญแล้ว สรุปได้ว่า ว่าโรคหูดับเป็นอาการที่หูไม่ได้ยินเสียง หรือสมรรถนะในการได้ยินเสียงบกพร่องไป ส่วนใหญ่จะเกิดกับผู้สูงอายุ แต่ในปัจจุบันเด็ก หรือวัยรุ่นก็เริ่มมีอาการหูดับมากขึ้น เป็นเพราะโรคหูดับเกิดได้จากหลายสาเหตุ อาทิเช่น เกิดการติดเชื้อไวรัส หูชั้นในอักเสบ ไข้สมอง โรคความดัน เบาหวาน โรคหัวใจ เนื้องอก อุบัติเหตุ หรือการอยู่ในที่ที่มีเสียงดังเป็นเวลานานๆ เป็นต้น
เราอาจจะสังเกตสัญญานเตือนก่อนเกิดอาการหูดับได้จากอาการเหล่านี้ค่ะ

• อาการหูอื้อ ได้ยินเสียงลดลง มีเสียงดังในหู
• อาการปวดหู ปวดศีรษะ บ้านหมุน เดินเซ
• อาการเส้นประสาทเลี้ยงใบหน้าเป็นอัมพาต ทำให้ใบหน้าเบี้ยว

เมื่อรู้จักสัญญาณเตือนแล้ว เรามาหาวิธีการป้องกันกันดีกว่าค่ะ

• หลีกเลี่ยงการอยู่ในที่เสียงดังเป็นเวลานาน
• การดำน้ ำควรมีการฝึกฝนที่ดี เพราะเวลาดำน้ำความดันในน้ำสูง เลือดไปเลี้ยงหูชั้นในน้อยลง ทำให้ขาดเลือดไปเลี้ยงเซลล์หู แรงดันอาจทำให้มีเลือดออกหลังเยื่อบุแก้วหู ทำให้หูอื้อได้อีกด้วย
• การใช้โทรศัพท์มือถือ เครื่องเล่นเพลง ซาว์ดเบาท์เสียงดังเป็นเวลานาน มีรายงานว่าทำให้หูเสื่อม ควรลดความดังลง ลดระยะเวลาในการฟัง
• พักผ่อนให้เพียงพอ
• ก่อนใช้ยาควรปรึกษาแพทย์ ยาบางชนิดอาจทำลายประสาทหู และทำให้มีอาการหูดับได้
• รักษาสุขภาพให้แข็งแรง โรคภูมิแพ้ควรปรึกษาแพทย์ เพราะโรคภูมิแพ้จะทำให้เกิดอาการหูอื้อ หูอักเสบ แก้วหูทะลุได้

คำแนะนำดีๆ จากคุณหมอ หลายคนอาจจะคิดว่าเป็นเรื่องไกลตัว แต่ของอย่างนี้รู้ไว้ก็ไม่เสียหาย เพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ หรือใครๆ ก็อาจจะเป็นได้ ลองแบ่งปันข้อมูลที่เป็นประโยชน์ไปฝากเพื่อนๆ กันนะคะ

เตรียมตัวรับลมหนาว

winter.jpg

สายลมเย็นอ่อนๆ ที่พัดมาทักทายบ้างในบางวันระยะนี้ เป็นสัญญาณส่งข่าวมา ว่าฤดูหนาวที่หลายๆ คนรอคอย กำลังจะย่างกรายเข้ามาแล้ว
ฤดูหนาว ช่วงเวลาที่หลายๆ คนโปรดปราน กับอากาศสดชื่น กำลังสบาย ในแบบที่ไม่หนาวจนเกินไป … แต่ก็ในหน้าหนาวนี่ล่ะค่ะ ที่บางครั้งเราอาจจะลืมไป ว่าเป็นช่วงที่มีแสงแดดแรงๆ รุนแรงพอที่จะทำร้ายผิวสวยๆ ของเราได้ แถมไม่ใช่แค่แดดแรงๆ เพียงอย่างเดียว ยังมีอากาศแห้งๆ ที่อาจจะนำมาซึ่งผิวที่แห้งกร้านกันได้ง่ายๆ ถ้าไม่ดูแลกันให้ดีอีกด้วย

วันนี้ มาไล่กันทีละข้อเลยค่ะ ว่าหนาวนี้ มีอะไรที่ควรจะให้ความสำคัญ หรือมีส่วนไหนที่ควรจะดูแล เพื่อให้ผิวของเรา ไม่แห้งกร้าน หรือโดนทำร้ายโดยไม่ทันได้ระวัง

หน้าหนาวกับแสงแดดแรงๆ สิ่งแรกที่ขาดไม่ได้เลย คือครีมกันแดดค่ะ เลือกใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF ไม่น้อยกว่า 30 ที่ปกป้องได้ทั้งรังสี UVA และ UVB และใช้อย่างสม่ำเสมอค่ะ แสงแดดในเมืองร้อนอย่างบ้านเรา แม้ในที่ร่ม ก็ยังจะแอบเล็ดลอดเข้ามาทำร้ายผิวกันได้ตลอดเวลา

ข้อที่สอง อย่าอาบน้ำที่ร้อนจนเกินไปโดยเฉพาะในตอนเช้า หลายๆ ครั้ง เรารู้สึกสบายที่ได้อาบน้ำร้อนๆ ในช่วงเช้าของวัน ยิ่งวันไหนอากาศเย็นๆ แล้ว แทบไม่อยากอาบเสร็จกันเลยทีเดียว ทว่าน้ำที่ร้อนจนเกินไปนี่ล่ะค่ะ ที่เป็นตัวการทำให้ผิวที่แห้งอยู่แล้วในหน้าหนาวจะยิ่งแห้งมากขึ้น น้ำที่อุ่นพอประมาณ หรือเย็นนิดหน่อย กลับจะเป็นสิ่งที่ดีสำหรับผิวของเราในหน้าหนาวในการที่จะช่วยรักษาความชุ่มชื้นตามธรรมชาติ ดังนั้น พยายามอย่าอาบน้ำที่ร้อนจนเกินไป และไม่ควรอาบนานจนเกินไป ที่สำคัญ ไม่ควรขัดผิวในช่วงหน้าหนาว เพราะนอกจากจะเป็นการทำให้ผิวแห้ง เป็นขุยได้ง่ายแล้ว ยังจะเป็นการทำให้ผิวแห้งกว่าเดิมอีกด้วยค่ะ

ข้อต่อมา การใช้โลชั่น หรือครีมบำรุงผิว เพื่อเติมความชุ่มชื้นให้กับผิวเป็นสิ่งจำเป็นในหน้าหนาว และการทาโลชั่น ควรทาในขณะที่ผิวเปียกหมาดๆ เพื่อการดูดซับที่ดียิ่งขึ้น หรืออย่างน้อยที่สุด อาจเลือกใช้เบบี้ออยล์บางๆ นวดเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวในทุกวัน

ข้อสุดท้าย ควรทานอาหารที่มีมันบ้าง เพราะร่างกายเราต้องการไขมันเพื่อเติมความชุ่มชื้นให้กับผิว ที่สำคัญ ควรดื่มน้ำ ทานผักสด และผลไม้ให้มากขึ้น เพื่อชดเชยการสูญเสียน้ำของผิวให้กับอากาศที่แห้ง

และ นอกเหนือจากการดูแลผิวกายแล้ว ยังมีอีกหลายๆ ส่วนที่ควรจะดูแลเป็นพิเศษอีกด้วย ทั้งในบริเวณริมผีฝาก ที่ควรทาลิปบาล์มเป็นประจำ ป้องอาการปากแห้ง เป็นขุย รวมไปถึงการดูแลมือ และนิ้วมือ ที่ควรใช้แฮนด์ครีมอย่างสม่ำเสมอ เพื่อความเนียนนุ่ม ป้องกันการแห้งกร้าน และบริเวณส้นเท้า ที่ควรสวมใส่ถุงเท้าเท่าที่ทำได้ ป้องกันไม่ให้ส้นเท้าแตก จนถึงส่วนสุดท้าย คือการดูแลเส้นผม ที่ควรใช้ครีมนวดผมอย่างสม่ำเสมอ และเลือกใช้ครีมนวดผมที่ป้องกันการเกิดไฟฟ้าสถิต เพื่อไม่ให้ผมชี้ฟู จัดทรงได้ยากค่ะ

ไล่กันมาจนครบแล้วกับเรื่องของผิวพรรณที่ควรดูแลในช่วงหน้าหนาวที่กำลังจะมาถึง ตอนนี้ คงถึงเวลาเลือกหาเสื้อกันหนาวสีสดตัวเก่ง เตรียมไว้รับลมหนาวที่กำลังจะมาทักทายกันแล้วล่ะค่ะ

รู้จักกับวิตามิน

vit.jpg
เราคงคุ้นเคยกับคำว่า วิตามิน กันมาพอสมควร ว่าแต่ว่า วิตามินคืออะไร มีความสำคัญต่อร่างกายเราอย่างไร มีกี่ประเภท วันนี้มาดูกันค่ะ

วิตามิน เป็นสารอินทรีย์ประเภทหนึ่ง ที่มีความจำเป็นต่อร่างกายของเราในการสร้างพลังงานในเซลล์ และเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับร่างกายเราค่ะ วิตามิน ไม่ใช่อาหาร และไม่มีแคลอรี่ ไม่สามารถให้พลังงานโดยตรงกับร่างกายของเรา ทั้งยังไม่สามารถทดแทนอาหารได้ ทว่าเราก็ยังคงจำเป็นต้องได้รับวิตามินในปริมาณที่เพียงพอในแต่ละวัน เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง และช่วยในการเปลี่ยนอาหารให้เป็นพลังงาน

วิตามิน ที่จำเป็นต่อร่างกายของเรา มีทั้งหมด 13 ชนิด แบ่งออกเป็นกลุ่มที่สามารถละลายได้ในน้ำมัน หรือในไขมัน ได้แก่ วิตามินเอ วิตามินอี วิตามินดี และ วิตามินเค ซึ่งวิตามินเหล่านี้ ร่างกายสามารถเก็บสะสมไว้ในกล้ามเนื้อได้ จึงอาจจะไม่จำเป็นต้องทานวิตามินประเภทนี้ทุกวัน ในขณะเดียวกัน การได้รับวิตามินประเภทนี้มากเกินไป ก็อาจทำให้เกิดการสะสมมากจนเกิดเป็นพิษจากวิตามินได้เช่นกัน
วิตามินอีกกลุ่มหนึ่ง คือวิตามินที่ละลายได้ในน้ำ ได้แก่ วิตามินซี และ วิตามินบี เป็นต้น และเนื่องจากวิตามินประเภทนี้สามารถละลายได้ในน้ำ เมื่อมีปริมาณวิตามินที่เกินความจำเป็นของร่างกาย จึงสามารถถูกขับออกทางปัสสาวะได้ โดยไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพค่ะ

เมื่อเอ่ยถึงวิตามิน ก็ต้องเอ่ยถึงอนุมูลอิสระ  ซึ่งเป็นสารที่เกิดจากปฏิกิริยาออกซิเดชั่น ที่เกิดขึ้นในร่างกายเราตลอดเวลา ซึ่งอนุมูลอิสระเหล่านี้ จะสะสมอยู่ภายในเซลล์ และอวัยวะส่วนต่างๆ และทำลายเซลล์ จนเป็นสาเหตุของความเสื่อมของเซลล์ในที่สุด
วิตามินหลายๆ ชนิด มีส่วนในการต้านอนุมูลอิสระเหล่านี้ ช่วยปกป้องเนื้อเยื่อที่แข็งแรงของร่างกาย เสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและหลอดเลือด ทั้งยังช่วยในการชะลอการเสื่อมของผิวพรรณอีกด้วย จากงานวิจัย ทำให้พบว่า วิตามิน ที่ให้ผลต้านอนุมูลอิสระอย่างชัดเจนได้แก่ วิตามินเอ วิตามินอี วิตามินซี และแร่ซีเลเนี่ยม

การรับประทานวิตามินเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดควรทานพร้อมหรือหลังอาหาร เนื่องจากวิตามินหลายชนิดจะดูดซึมได้ดีเมื่อรับประทานพร้อมอาหาร เช่น วิตามินเอ และเบตาแคโรทีน จะถูกดูดซึมได้ดีเมื่อรับประทานพร้อมไขมัน สังกะสีจะถูกดูดซึมได้ดีเมื่อทานร่วมกับอาหารประเภทโปรตีนเป็นต้น อย่างไรก็ตาม อาหารหรือเครื่องดื่มบางชนิด ก็อาจยับยั้งการดูดซึมวิตามินได้ เช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทำให้การดูดซึมโฟเลต และไบโอตินลดลง

ทั้งนี้ การรับประทานวิตามินในแต่ละวันนั้น ควรจะอยู่ในปริมาณที่แนะนำต่อวัน (Amount per Daily Dose) ถ้าหากลืมทานวิตามินมื้อใด ก็อาจทานพร้อมกับวิตามินมื้อถัดไปได้ แต่ถ้าลืมข้ามวันไปแล้ว ให้รับประทานตามปกติ ไม่ต้องทานวิตามินของมื้อที่แล้วควบคู่ไปด้วย เพราะการได้รับวิตามินเกินขนาดอาจก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพได้ ถึงแม้ว่าจะไม่มากเท่ากับการรับประทานยาเกินขนาดก็ตาม ทั้งนี้ การรับประทานวิตามินอย่างปลอดภัยและเกิดประโยชน์สูงสุด ควรอยู่ภายใต้การดูแลของบุคลากรทางการแพทย์

เนื่องจากวิตามินส่วนมาก มักสลายตัวได้ง่ายเมื่อสัมผัสกับความร้อน ความชื้น และ ออกซิเจนในอากาศ ดังนั้น ควรเก็บรักษาวิตามินไว้ในที่แห้ง และเย็น เช่น ช่องเย็นธรรมดา ห้ามแช่แข็ง แต่ก็สามารถเก็บในอุณหภูมิห้องปกติได้ด้วย อย่างไรก็ดี ควรหลีกเลี่ยงการเก็บไว้ในที่ร้อนจัด หรือมีความชื้นสูง เช่น ในห้องน้ำ รถยนต์ เป็นต้น ถ้าจำเป็นต้องเดินทางก็อาจนำติดตัวไปเฉพาะจำนวนที่พอใช้ เพื่อให้วิตามินยังคงประสิทธิภาพที่ดีค่ะ

OMEGA-3, EPA และ DHA

o3.png
เคยมีใครสงสัยหรือเปล่าคะ ว่า Omega 3 คืออะไร มีประโยชน์อย่างไร จำเป็นต่อร่างกายแค่ไหน และเราจะได้ Omega 3 จากอาหารประเภทใดบ้าง ก็ในบรรดาสารอาหารที่มีเราเห็นผ่านโฆษณาในสื่อต่างๆ คงไม่มีสารอาหารชนิดใด ที่เราคุ้นเคย และเห็นผ่านตาบ่อยเท่ากับสารอาหารประเภท Omega 3 แล้วล่ะค่ะ
วันนี้ มาดูกันค่ะ ว่าอะไรคือ Omega 3

Omega 3 อยู่ในกลุ่มสารอาหารประเภท กรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัว (polyunsaturated fat) ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญของร่างกาย เป็นส่วนประกอบที่ช่วยให้เนื้อเยื่อของเซลล์มีการเจริญเติบโต ทั้งยังช่วยให้ระบบต่างๆ ภายในร่างกายทำงานอย่างเป็นปกติอีกด้วย
แม้ร่างกายของเราจะไม่สามารถสังเคราะห์ Omega 3 ขึ้นมาได้เอง แต่ร่างกายสามารถรับสารอาหารที่มี Omega 3 ได้จากอาหารในแต่ละวันที่เราทานเข้าไป และหนึ่งในประเภทของ Omega 3 ที่เราได้รับ ก็คือกรดประเภท อัลฟาไลโนเลนิก (ALA, Alpha Linolenic Acid) เรียกได้ว่าเป็นกรดตั้งต้นของกลุ่ม โอเมก้า 3 ที่ร่างกายสามารถแปลงไปเป็น กรดไอโคซาเพนทาอีโนอิก (EPA, Eicosapentaenoic Acid) และกรดโดโคซาเฮกซาอีโนอิก (DHA, Docosahexaenoic Acid) ได้ กรด EPA และ DHA สองชนิดนี้เป็นกรดประเภท Omega 3 เช่นเดียวกันกับกรด ALA ทว่ามีความซับซ้อนยิ่งขึ้น และมีความสำคัญ ให้ประโยชน์กับร่างกายในด้านต่างมากขึ้นไปอีกค่ะ

ก่อนจะไปถึง EPA และ DHA เราลองมาดูกันก่อนค่ะ ว่าเราได้ ALA มาจากไหนกันบ้าง ที่จริงแล้ว ALA มีในอาหารทั่วๆ ไปที่เราทานกันนี่ล่ะค่ะ ทั้งผักประเภทต่างๆ เนื้อสัตว์ ไข่ นม แต่การจะเปลี่ยน ALA ไปเป็น EPA และ DHA นั้น ร่างกายจำเป็นต้องได้รับสารอาหารประเภทอื่นเพื่อใช้ร่วมกันด้วย ได้แก่ วิตามิน B3 วิตามิน B6 วิตามิน C สังกะสี และ แมกนีเซียม ซึ่งทั้งหมดจำเป็นจะต้องได้รับในปริมาณที่เพียงพอ ซึ่งแปลว่า อาจจะเป็นการง่ายกว่า ที่เราจะมองหาอาหารที่มี EPA และ DHA โดยตรง เพื่อจะไม่ต้องกังวลว่าร่างกายจะสามารถสังเคราะห์กรดเหล่านี้ขึ้นมาได้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายหรือไม่

มาถึงประโยชน์ของ Omega 3 กันบ้างค่ะ
เนื่องจาก EPA และ DHA มีโครงสร้างทางเคมีที่ซับซ้อนกว่า และให้ประโยชน์ที่มากกว่า ALA เมื่อกล่าวถึง Omega 3 เราจึงมักหมายถึง กรดสองชนิดนี้เป็นหลัก ซึ่ง ทั้งหมด มีประโยชน์ต่อร่างกายเรามากเลยค่ะ ทั้ง 1) ช่วยลดการตอบสนองของร่างกายต่ออาการอักเสบ ลดอัตราการเป็นโรคหัวใจและมะเร็ง 2) เป็นกรดไขมันที่จำเป็นต่อการสร้างผนังเซลล์ มีประโยชน์ต่อระบบประสาทและสายตา 3) โอเมก้า 3 มีอยู่จำนวนมากในสมองของเรา เป็นตัวที่ช่วยในเรื่องความจำ ความสามารถของสมอง อารมณ์ และพฤติกรรม การเรียนรู้ การคิดการจดจำ และการพัฒนาของสมองในวัยเด็ก 4) โอเมก้า 3 ช่วยรักษาอาการผิดปกติบางอย่างได้เช่น เบาหวาน โรคปวดข้อ โรคกระดูกพรุน คอเลสเตอรอลสูง ความดันโลหิตสูง โรคหืด ช่วยการทำงานของระบบฮอร์โมน ลดอาการภูมิแพ้ต่างๆ 5) โอเมก้า 3 จะช่วยในการลดการอุดตันของหลอดเลือด ซึ่งช่วยลดอาการหัวใจวายและสมองขาดเลือดได้

nutrition

เอาล่ะค่ะ ได้ทราบถึงประโยชน์ ของ Omega 3 กันแล้ว ถึงเวลา เริ่มมองหาอาหารที่ให้ Omega 3 กันบ้างแล้ว อาหารที่ให้ Omega 3 สูง อันดับต้นๆ แน่นอนค่ะ ปลาทะเลประเภทต่างๆ ซึ่งให้ EPA และ DHA กับร่างกายโดยตรงเลย นอกจากนั้นผักใบเขียวอีกหลายประเภท ถั่ว และผลิตภัณฑ์จากถั่ว ก็จะให้กรด ALA ซึ่งร่างกายสามารถแปลงไปเป็น EPA และ DHA ได้ต่อไป ลองดูจากตารางเปรียบเทียบได้เลยค่ะ

ส่วนใคร ที่กังวลว่าร่างกายจะได้รับ Omega 3 ไม่เพียงพอ อาจจะลองมองหาอาหารเสริมประเภท น้ำมันปลา เป็นทางเลือกก็ได้
ส่งท้ายก่อนจะถึงมื้อกลางวันในวันนี้ อย่าลืมมองหาอาหารที่มีประโยชน์ และเลือกอาหารที่ให้ Omega 3 กันด้วยนะคะ

Transfat ภัยร้ายใกล้ตัว

transfat.jpg
อาหารประเภทฟาสต์ฟู้ด ขนมขบเคี้ยว ทั้งแครกเกอร์ เฟรนช์ฟรายส์ โดนัท ที่อาจจะเป็นของโปรดของหลายๆ คน ล้วนเป็นอาหารที่ซ่อนไว้ด้วยอันตรายต่อสุขภาพที่เรามักจะมองข้ามกันค่ะ สาเหตุหลักที่นักวิจัยระบุเช่นนั้น ก็เพราะอาหารเหล่านี้เป็นอาหารที่มักจะมีส่วนประกอบของกรดไขมันทรานส์ (Trans Fatty Acid หรือ Trans Fat) อยู่ด้วย โดยส่วนผสมเหล่านี้จะมีชื่อบนฉลากอาหาร ระบุไว้ว่า กรดไขมันชนิดทรานส์ หรือ Hydrogenated Oil หรือ Partially Hydrogenated Oil

วันนี้ เรามาทำความรู้จักกับกรดไขมันทรานส์กันซักหน่อย ว่าเป็นอย่างไร และ ส่งผลร้ายต่อสุขภาพเราอย่างไรกันบ้าง

ไขมันทรานส์ เป็นกรดไขมันที่เกิดจากกระบวนการแปรรูปกรดไขมันไม่อิ่มตัวให้กลายเป็นกรดไขมันอิ่มตัวสูง โดยการเติมไฮโดรเจนลงไปในน้ำมันพืช ที่เรียกว่า กระบวนการไฮโดรจีเนชั่น (Hydrogenation) เช่น น้ำมันปาล์ม น้ำมันถั่วเหลือง หรือ เพื่อให้น้ำมันที่อยู่ในสถานะของเหลว เปลี่ยนไปเป็นของแข็ง หรือกึ่งแข็ง เช่น เนย เพราะจะทำให้อาหารคงความแข็งตัวที่อุณหภูมิห้อง นอกจากนี้ ไขมันทรานส์ยังมีอายุการเก็บนาน และชะลอการเหม็นหืน โดยที่เนื้อสัมผัสของอาหารไม่แห้ง อาหารประเภทอบจะสามารถลอกเป็นชั้นได้ ทนความร้อนได้สูง รสชาติดี และยังเป็นวัตถุดิบที่มีราคาถูกอีกด้วย จึงเป็นที่นิยมในอุตสาหกรรมอาหารอย่างแพร่หลาย ทั้งในอุตสาหกรรมอาหารประเภทฟาสต์ฟู้ดที่มักใช้ในการทอดไก่ เฟรนช์ฟรายส์ โดนัท หรือในอุตสาหกรรมเบเกอร์รี่ ที่พบใน ครีมเทียม และวิปปิ้งครีม เป็นต้น

การทานอาหารที่มีกรดไขมันทรานส์ในปริมาณที่มากจนเกินไป จะมีผลต่อการทำงานของเอนไซม์ Cholesterol Acyltranferase ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ทำหน้าที่สำคัญในการเมตาบอลิซึมของคอเลสเตอรอล ทำให้ระดับ LDL ซึ่งเป็นคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดีในเลือดเพิ่มขึ้น และลดระดับ HDL ซึ่งเป็นคอเลสเตอรอลชนิดดี นอกเหนือจากนั้น เนื่องจากไขมันทรานส์เป็นไขมันที่เกิดจากการแปรรูป จึงย่อยสลายได้ยากกว่าไขมันชนิดอื่น ทำให้ตับต้องทำงานหนักในการสลายไขมันทรานส์ด้วยวิธีการที่แตกต่างไปจากการย่อยสลายไขมันตัวอื่นๆ ทำให้การทานไขมันทรานส์ในปริมาณที่มากจนเกินไป นอกเหนือจากจะทำให้อ้วน และมีไขมันส่วนเกินสะสมแล้ว ยังอาจก่อให้เกิดสภาวะที่ผิดปกติกับร่างกาย คือ มีภาวะการทำงานของตับที่ผิดปกติ เพิ่มอัตราความเสี่ยงที่จะป่วยเป็นโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน และโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด โดยมีงานวิจัยที่เกี่ยวข้องยืนยันหลายชิ้นเลยทีเดียวค่ะ

ด้วยผลเสียต่อสุขภาพของผู้คนในหลายๆ ด้าน จึงเริ่มมีการเคลื่อนไหวเพื่อรณรงค์ไม่ให้มีการใช้ไขมันชนิดนี้ในอุตสาหกรรมอาหารในหลายๆ ประเทศ จนหลายประเทศเริ่มมีมาตรการ และกฎหมาย ควบคุมการใช้ไขมันทรานส์ในอุตสาหกรรมอาหารกันแล้ว แต่ในประเทศไทยเรายังไม่มีค่ะ อาจจะต้องรอกันอีกซักระยะ ก็คงต้องเริ่มที่การดูแลสุขภาพของตัวเราเองกันก่อน หลีกเลี่ยง อาหารประเภทของทอด ทั้ง ไก่ทอด เฟรนซ์ฟรายส์ นักเก็ต ซึ่งมักใช้น้ำมันทอดซ้ำๆ จนหนืด รวมทั้งแฮมเบอเกอร์ หรือขนมขบเคี้ยวที่เก็บไว้นานๆ แต่ก็ยังคงความกรอบไว้ได้ นอกจากนี้ยังรวมถึงอาหารที่มีส่วนประกอบของเนยขาว และมาร์การีน เช่น คุ้กกี้ พาย หรือขนมขบเคี้ยวชนิดแท่งอีกด้วย

นำมาฝากกันกับเรื่องดีๆ ที่ควรรู้ …. เริ่มใส่ใจดูแลสุขภาพกันตั้งวันนี้นะคะ ^^

โฟลิก สำหรับว่าที่คุณแม่คนใหม่

folic.jpg
สำหรับคนที่เตรียมตัวเป็นคุณแม่ หรือมีเพื่อนฝูงที่กำลังตั้งครรภ์อยู่นั้น อาจจะเคยได้ยินผ่านหู ผ่านตามาบ้างเกี่ยวกับเรื่องราวของ “โฟลิก” ว่าจำเป็นต่อคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์

จะจำเป็นอย่างไร และเพราะอะไรนั้น วันนี้เรามีสาระความรู้ดีๆ มาฝากกันค่ะ

โฟลิก หรืออาจเรียกว่าโฟลาซินหรือ โฟเลต (folate) หรือวิตามิน บี 9 เป็นวิตามินที่ละลายน้ำ มักจะพบในอาหารตามธรรมชาติ มีหน้าที่สำคัญคือ เป็นส่วนประกอบสำคัญในการสร้างสารพันธุกรรม RNA และ DNA และ ทำงานร่วมกับ vitamin B12 ในการสร้างเม็ดเลือดแดงให้สมบูรณ์แข็งแรงค่ะ

โฟลิกช่วยเพิ่มความพร้อมของคุณแม่ เพราะเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของเอนไซมน์ในร่างกาย ทำให้ร่างกายโดยรวมทำงานได้อย่างครบถ้วน 1 สำหรับคุณแม่ โฟลิกจะช่วยสร้างเม็ดเลือด ลดปัญหาโลหิตจางให้กับคุณแม่ 2 สำหรับทารก มีการวิจัยพบว่า หากคุณแม่ทานก่อนการตั้งครรภ์จะช่วยลดอาการผิดปกติของทารกในครรภ์ เรื่องกระดูกสันหลังปิดไม่ครบถ้วน ช่วยให้ระบบประสาททำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในต่างประเทศจึงมีการแนะนำว่าสำหรับผู้ที่ต้องการจะมีบุตรนั้น ควรจะได้รับโพลิกก่อนการตั้งครรภ์ ซึ่งจะดีต่อทั้งคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ และทารกที่อยู่ในครรภ์ เนื่องจากพัฒนาการของสมอง และระบบประสาทของทารก จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องภายหลังการปฏิสนธิ และหลอดประสาทจะปิดอย่างสมบูรณ์ประมาณวันที่ 28 หลังการปฏิสนธิ ถ้าจะให้ได้ผลจริงๆ ควรเริ่มทานก่อนการตั้งครรภ์ 1-3 เดือน เลยล่ะค่ะ โดยปริมาณของโฟลิกที่ควรได้รับในแต่ละวันสำหรับว่าที่คุณแม่ คือ 400-600 ไมโครกรัม

โฟลิกจะอยู่ในอาหารทั่วๆ ไปนี่ล่ะค่ะ ทั้งผัก ผลไม้ และอาหารประเภทโปรตีน แค่เราเลือกรับประทานให้ถูก และในปริมาณที่เพียงพอ ก็มั่นใจได้ว่า ว่าที่คุณแม่ จะได้รับสารโฟลิกอย่างเพียงพอ ซึ่งผักที่มีสารโฟลิกอยู่นั้น ก็เป็นผักทั่วๆ ไป ที่เรารู้จัก ทั้งผักโขม ถั่วชนิดต่างๆ หน่อไม้ฝรั่ง ผักกาดเขียว บีทรูท บล็อคเคอรี่ กะหล่ำ กะหล่ำปลี มะละกอ ผักกาดหอม ผักชีฝรั่ง สาหร่ายทะเล และ ผักคะน้า เป็นต้น ทั้งนี้อาหารที่มีโฟเลตอยู่มากเป็นพิเศษ ได้แก่ ยีสต์ เครื่องในเนื้อสัตว์ น้ำนม ถั่วเมล็ดแห้ง หน่อไม้ เห็ด และผักใบเขียว เช่น ผักคะน้า บรอกโคลี รวมถึงในน้ำผลไม้ เช่น น้ำส้ม อีกด้วยค่ะ

ลองมาดูกันซักหน่อยค่ะ ว่าอาหารแต่ละประเภท ให้โฟลิกกันมากน้อยแค่ไหน

อาหาร                                           โฟลิก(หน่วยไมโครกรัม)

ถั่วแดงหลวง(1/2 ถ้วยตวง)                 179

ธัญพืชต่างๆ(1/2 ถ้วยตวง)                 146-179

กระเจี๊ยบ(1/2 ถ้วยตวง)                     134

ผักขม(1/2 ถ้วยตวง)                        131

ถั่วลิสง(1/2 ถ้วยตวง)                        106

อะโวคาโด(1/2 ถ้วยตวง)                    75

ขนมปัง( 2 แผ่น)                              60

ส้ม(1 ผล)                                      60

บล็อกโคลี(1/2 ถ้วยตวง)                    52

ข้าวโพด(1/2 ถ้วยตวง)                      38

โยเกิร์ต(1 ถ้วย)                               24

สำหรับคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ การดูแลเรื่องสุขภาพร่างกายให้สมบูรณ์แข็งแรง เป็นพื้นฐานสำคัญที่จะทำให้เกิดความมั่นคงทางจิตใจ และอารมณ์ ซึ่งจะส่งผลต่อสุขภาพที่ดีในอนาคตของทารกน้อยที่อยู่ในครรภ์ วันนี้ ใครที่กำลังวางแผนจะมีเจ้าตัวน้อยๆ อย่าลืมมองหาอาหารที่ให้สารโฟลิกกันด้วยนะคะ  ^^

ดอกไม้สวยๆ กับประโยชน์จากกลิ่นหอมๆ

a59143_0eb20b7721584bba8e5251ef0f32f208-mv2_d_3888_2592_s_4_2.jpg
วันนี้ นำมาฝากกันกับเรื่องหอมๆ และคุณสมบัติดีๆ ของดอกไม้แต่ละประเภท
ลองมาดูกันดีกว่าค่ะ ว่าดอกไม้หอมๆ รอบๆ ตัวเรา แต่ละชนิด มีดีอะไรบ้าง

Rose กลิ่นดอกกุหลาบ
ดอกไม้เจ้าเสน่ห์ แค่เห็นดอกกุหลาบช่อโตก็ช่วยให้รู้สึกดีแล้วล่ะค่ะ มีการให้ความหมายกับดอกกุหลาบว่าเป็นดอกไม้แห่งความรัก คู่รักอินเลิฟทั้งหลายจึงนิยมมอบดอกกุหลาบให้แก่กัน ซึ่งก็เหมาะกับคุณสมบัติของกุหลาบมากๆ ค่ะ เพราะกลิ่นของดอกกุหลาบจะช่วยให้ผ่อนคลาย ลดความตรึงเครียดทั้งหลาย อีกทั้งกลิ่นหอมๆ ยังช่วยให้ระบบไหลเวียนโลหิตดีขึ้น เมื่อระบบไหลเวียนโลหิตดี การสูบฉีดเลือดก็ดีขึ้น ผิวพรรณก็จะเปล่งปรั่ง เส้นเลือดแข็งแรงขึ้นด้วย อย่างไรก็ตาม กลิ่นของดอกกุหลาบอาจไม่เหมาะกับผู้ที่อยู่ในช่วงตั้งครรภ์เท่าไหร่นัก เพราะกลิ่นกุหลาบนั้นมีฤทธิ์อ่อนๆ ในการขับประจำเดือนด้วยค่ะ

Jasmine กลิ่นดอกมะลิ
ดอกไม้สีขาวดอกเล็กๆ นี้มีชื่อเสียงขจรขจายไปไกลถึงต่างแดน ด้วยความขึ้นชื่อของ จัสมินไรซ์ หรือข้าวหอมมะลิ ซึ่งกลิ่นหอมของดอกมะลินั้นช่วยดูแลสุขภาพของเราได้อีกด้วย กลิ่นของดอกมะลิจะช่วยให้เรารู้สึกสดชื่น แจ่มใส กระปรี้กระเปร่า และช่วยบำรุงไปถึงหัวใจเลยค่ะ ลองคิดถึงกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกมะลิยามเช้ากันดูค่ะว่าสดชื่นขนาดไหน นอกจากนั้นกลิ่นมะลิยังเหมาะกับคุณแม่ที่ให้นมลูกด้วยนะคะ เพราะนอกจากจะช่วยลดอาการซึมเศร้าแล้ว ยังช่วยกระตุ้นน้ำนมอีกด้วย

Lavender กลิ่นลาเวนเดอร์
ดอกไม้ดอกเล็กๆ สีม่วงอ่อนๆ นี้เป็นที่นิยมใช้กันมากในสปา หรือการนวดด้วยน้ำมันหอมระเหย ด้วยคุณสมบัติของกลิ่นลาเวนเดอร์ที่ช่วยในเรื่องการผ่อนคลาย สร้างสมดุลให้ร่างกาย เมื่อเกิดอาการเครียดหรือนอนไม่หลับกลิ่นลาเวนเดอร์จะช่วยให้หลับได้ง่าย และหลับได้สนิทมากยิ่งขึ้น นอกจากนั้นลาเวนเดอร์ยังช่วยลดอาการปวดศีรษะ และช่วยลดความดันโลหิต อีกทั้งสำหรับคนที่มีอาการแพ้อากาศบ่อยๆ อาจจะลองหากลิ่นลาเวนเดอร์มาไว้ในห้องก็ได้นะคะ เพราะกลิ่นนี้จะช่วยป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ ลดปัญหาการแพ้อากาศ รวมทั้งอาการของหวัดได้ด้วยค่ะ

Peppermint กลิ่นเปปเปอร์มินท์
อีกซักนิดกับกลิ่นเปปเปอร์มินท์ ซึ่งแม้จะไม่ใช่กลิ่นของดอกไม้ แต่ด้วยคุณสมบัติพิเศษจึงเหมาะกับคุณสาวๆ มากๆ โดยเฉพาะสำหรับเรื่องผิวพรรณค่ะ กลิ่นเปปเปอร์มินท์จะช่วยในเรื่องการสูบฉีดเลือด สมองตื่นตัว ช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนของเลือด เมื่อเลือดไหลเวียนดีผิวของคุณสาวๆ ก็จะเปล่งปรั่งสดใส นอกจากนั้นกลิ่นเปปเปอร์มินท์ยังช่วยลดอาการปวดกล้ามเนื้อและปวดตามข้อต่างๆ อีกทั้งสำหรับคนที่ปวดฟันอาจหันมาสนใจกลิ่นเปปเปอร์มินท์บ้างได้นะคะ กลิ่นนี้ช่วยลดอาการปวดฟัน และอาการปวดจากรากฟันอักเสบได้ด้วยล่ะค่ะ

กลิ่นจากธรรมชาติมีประโยชน์มากกว่าที่คิดนะคะ ลองนำมาใช้ดูรับรองว่าช่วยได้ทั้งกับสุขภาพกาย และกับสุขภาพใจเลยทีเดียวล่ะค่ะ

เคล็ดไม่ลับ กินเจแบบสุขภาพดี

เจ.jpg
กำลังเข้าสู่เทศกาลกินเจกันอีกแล้ว เทศกาลกินเจปีนี้เริ่มตั้งแต่วันที่ 28 กันยายน ไปจนถึงวันที่ 7 ตุลาคม ค่ะ

สำหรับการทานอาหารเจ หลายๆ คนมักจะบ่นว่า ยิ่งทานยิ่งอ้วน ไขมันขึ้น ความดันสูง … อย่างนี้ไม่ดี ไม่เหมาะแน่นอน วันนี้เราเลยมีเคล็ดลับดีๆ สำหรับการเลือกทานอาหารเจให้อิ่มแถมยังดีต่อสุขภาพมาฝากกันค่ะ

ลดอาหารมัน เมนูผัดหมี่ เต้าหู้ทอด ผัดผัก
หลายเมนูยอดฮิตของอาหารเจล้วนเป็นเมนูทอดๆ ผัดๆ จึงมีน้ำมันอยู่ค่อนข้างเยอะ ลองหันไปเลือกทานเมนูต้ม ตุ๋น นึ่ง กันดีกว่า นอกจากจะย่อยง่ายแล้ว ยังไม่มีเรื่องไขมันส่วนเกินมากวนใจให้ต้องกังวลว่าน้ำหนักจะขึ้น หรือ ไขมันในเส้นเลือดจะสูงขึ้นหรือเปล่า

งดอาหารเค็ม
เกี่ยมฉ่าย กาน่าฉ่าย หรือผักดองเค็มชนิดต่างๆ ล้วนอุดมไปด้วยเกลือ หรือโซเดียมในปริมาณมาก ทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคความดันโลหิตสูง และโรคไต ทางที่ดีลองเลือกทานอาหารที่มีรสชาติกลางๆ ไม่จำเป็นต้องมีรสจัดมากนักจะดีกับร่างกายมากกว่า

หลีกเลี่ยงหวานจัด
ช่วงทานเจหลายๆ คนรู้สึกโหย จนอยากจะเติมน้ำตาลให้กับร่างกายมากขึ้นซักหน่อย แต่จริงๆ แล้วการทานหวานมากๆ นั้น น้ำตาลจะเปลี่ยนเป็นกลูโคสอยู่ในกระแสเลือด แล้วไปกระตุ้นให้ร่างกายเร่งการหลั่งสารอินซูลินออกมามากจนเกินไป ทำให้รู้สึกหิวเร็วขึ้นไปอีก ช่วงที่ทานเจจึงไม่ควรทานอาหารที่มีรสหวานจัด ควรเน้นไปที่รสจืด หรืออาหารประเภทธัญพืช ข้าวกล้อง ที่จะช่วยให้อยู่ท้อง อิ่มได้นานแบบไม่หิวโหยค่ะ

ทานแป้งให้น้อย
อาหารเจที่หาทานได้ง่ายที่สุดก็คงจะหนีไม่พ้นพวกแป้งทั้งหลาย อาจเป็นเพราะผักผลไม้พากันขึ้นราคาต้อนรับเทศกาลนี้ แต่การทานแป้งนั้นจะทำให้ร่างกายได้รับคาร์โบไฮเดรตมากเกิน ลองเลือกทานอาหารประเภทถั่ว เห็ด หรือโปรตีนสำเร็จ เพราะจะได้รับสารอาหารที่ดีต่อร่างกายอย่างโปรตีน และแคลเซียม ที่ร่างกายดูดซึมนำไปใช้ได้ง่าย ให้พลังงาน และมีประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่าค่ะ

ทานผักให้ครบทุกสี
การทานผักดี ต่อสุขภาพทั้งในเรื่องของวิตามินที่มีประโยชน์ กากใยอาหาร เอ็นไซมน์ที่เป็นประโยชน์ต่อระบบต่างๆ ของร่างกาย อีกทั้งการเลือกทานผักหลากสีอย่างเช่น แครอทสีส้ม บล็อกเคอรี่สีเขียว ฟักทองสีเหลือง มะเขือม่วงสีม่วง หรือมะเขือเทศสีแดง ยิ่งจะเป็นการช่วยเพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระให้ร่างกายแข็งแรง ต่อต้านสารพิษที่อาจตกค้าง และเป็นอันตรายต่อร่างกายได้อีกด้วย

จิบน้ำให้เยอะ
หลายๆ คน บ่นว่าทานเจแล้วหิวบ่อย อาหารไม่ค่อยอยู่ท้อง เคล็ดลับที่ช่วยลดอาการหิวได้ดีนั่นคือ “น้ำ” ค่ะ สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะผู้ที่ทานอาหารเจ อาจเกิดอาการหิวเทียม จากการที่สมองส่วนที่ควบคุมความกระหาย และความหิวอยู่ใกล้กัน การดื่มน้ำระหว่างวันสักหนึ่งแก้วในแต่ละชั่วโมงจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดอาการหิวเทียม และสามารถทานเจได้สบายๆ เลยล่ะค่ะ

รับประทานอาหารแบบสมดุล
ลองทำเป็นตาราง หรือจดบันทึกดูนะคะ ว่าแต่ละมื้อเราทานอาหารชนิดไหนไปบ้าง เพราะช่วงที่เราทานอาหารเจ เป็นช่วงที่ดี ที่จะให้เราได้พิจารณาอย่างถี่ถ้วนมากขึ้น ว่าเรากำลังรับประทานอาหารชนิดไหน กำลังนำสารอาหารแบบไหนเข้าสู่ร่างกาย มีประโยชน์ หรือไม่ การเลือกทานอาหารที่ไม่ซ้ำกัน จะเป็นการสร้างสมดุลให้กับร่างกายให้ได้รับสารอาหารที่หลากหลายไปบำรุงดูแลในทุกส่วนของร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพค่ะ

ที่สำคัญ เทศกาลกินเจปีนี้ นอกจากการใส่ใจในเรื่องการเลือกรับประทานอาหารแล้ว การสำรวจ และดูแลจิตใจ รวมไปถึงการออกกำลังกายก็ควรทำควบคู่กันไปด้วย ทั้งร่างกาย และจิตใจ จะได้แข็งแรง สดชื่น และ สะอาดผ่องแผ้วไปพร้อมๆ กันค่ะ