ส้มตำ… กับประโยชน์ที่มากกว่าความอร่อย

somtum
“ป๊อก ป๊อก ป๊อก” เสียงครกดังมาแต่ไกล จะเป็นเมนูอะไรไม่ได้นอกจาก “ส้มตำ” เมนูโปรดของสาวๆ ที่รับประทานได้ไม่รู้เบื่อ ด้วยรสชาติที่ถูกใจ ทั้งยังไม่หนักท้องเกินไป แถมมีเมนูอื่นๆ ให้ทานคู่กันอีกเพียบ ไม่แปลกเลยค่ะ ที่พอถึงเวลาอาหารเที่ยง สาวๆ ก็มักจะมุ่งหน้าไปที่ร้านส้มตำกันอย่างพร้อมเพรียง

ทีนี้ นอกจากรสชาติที่ถูกปากแล้ว เรามาดูกันดีกว่าค่ะ ว่า “ส้มตำ” แต่ละจานนั้นซ่อนประโยชน์อะไรไว้บ้าง ขอบอกเอาไว้ก่อนเลยว่ามีแต่สมุนไพรที่ดีต่อสุขภาพทั้งนั้นเลยค่ะ

เริ่มกันที่เส้น “มะละกอดิบ” หัวใจหลักของส้มตำกันก่อน มะละกอดิบมีคุณสมบัติเป็นยาขับพยาธิ แก้โรคบิด แก้อาการเลือดออกตามไรฟัน ช่วยย่อยอาหารในกระเพาะ มีกากใยสูง จึงช่วยในเรื่องระบบขับถ่าย แก้โรคริดสีดวงทวาร และสำหรับสาวๆ ที่ให้นมน้องอยู่ มะละกอดิบยังช่วยบำรุงน้ำนมได้อีกด้วยค่ะ

ส้มตำจะน่าอร่อยต้องมีสีสันกันหน่อย ตัวชูโรงก็หนีไม่พ้น “มะเขือเทศ” สีแดงสดนั่นเอง มะเขือเทศเป็นแหล่งรวมวิตามิน โดยเฉพาะวิตามินซี ช่วยบำรุงผิวให้สวยกระจ่างใส ช่วยกระตุ้นน้ำย่อยและช่วยย่อยอาหาร มีคุณสมบัติในการช่วยระบายอ่อนๆอีกด้วย

ถั่วฝักยาว รสหวานมัน เนื่องจากเป็นพืชตระกูลถั่วจึงมีโปรตีนอยู่เป็นพื้นฐาน ถั่วฝักยาวยังมีสารอาหารอื่นๆ อย่างเช่นวิตามิน โปรแทสเซียม ฟอสฟอรัส และธาตุเหล็ก นอกจากนั้นยังมีสรรพคุณในการช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้ ช่วยลดอาการท้องอืดได้อีกด้วย

กระเทียม ใส่นิดหน่อยพอให้มีกลิ่นหอม แต่ก็ยังมีประโยชน์ต่อร่างกาย ทั้งช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อรา แบคทีเรีย และไวรัส และยังช่วยลดน้ำตาลในเลือด ลดไขมันในหลอดเลือดอีกด้วยค่ะ

เพิ่มความจี๊ดจ๊าดกันซักหน่อยด้วย “น้ำมะนาว” น้ำมะนาวช่วยให้ชุมคอ บรรเทาอาการไอ ให้วิตามินซี ช่วยฟอกเลือด บางร้านก็เลือกที่จะใส่มะนาวมาทั้งเปลือกเลย แต่ก็รสขมๆ นี่หละค่ะที่ช่วยขับลมได้เป็นอย่างดี

ลงท้ายที่ “พริกขี้หนู” เติมรสเผ็ดร้อน ที่ช่วยให้เจริญอาหาร แก้ไอและขับเสมหะ ช่วยย่อย และช่วยขับลมในลำไส้

แถมอีกนิดกับ “ข้าวเหนียว” เห็นกระติ๊บเล็กๆ แต่ประโยชน์มากมีนะคะ ข้าวเหนียวเป็นอาหารอารมณ์ดีค่ะ ช่วยให้สมองสงบคลายเครียด เมื่อทานแล้วจึงรู้สึกผ่อนคลาย นอนจากนั้นยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของกระเพาะอาหาร สร้างเม็ดเลือดให้สมบูรณ์ และช่วยป้องกันหลอดเลือดหัวใจตีบอีกด้วย

ทั้งอิ่ม ทั้งอร่อย แถมยังได้ประโยชน์แบบนี้มื้อไหนๆ ก็เรียกหา “ส้มตำ” ได้ ที่สำคัญ เวลาสั่งอย่างลืมกำชับว่า “ไม่ใส่ผงชูรส” ด้วยนะคะ ^^

สาหร่ายพวงองุ่น คุณค่าจากท้องทะเล

sea grape 3

สาหร่ายพวงองุ่น สาหร่ายสีเขียว (green algae) ที่มีชื่อสามัญว่า sea grape เนื่องจากมีเม็ดกลมร้อยเป็นพวง ลักษณะคล้ายองุ่น ในบางครั้ง อาจถูกเรียกว่าไข่คาเวียร์สีเขียว หรือ green caviar ด้วยลักษณะที่คล้ายกันอีกด้วย สำหรับสาหร่ายที่มีลักษณะคล้ายกันอีกประเภทหนึ่ง คือสาหร่ายเม็ดพริกไทย หรือสาหร่ายช่อพริกไทย หากแต่สาหร่ายชนิดดังกล่าวจะมีเม็ดที่ใหญ่กว่าเล็กน้อย มีสีขุ่น และมีรสฝาดเล็กน้อย จึงไม่เป็นที่นิยมเท่ากับสาหร่ายพวงองุ่น
สาหร่ายพวงน้อยๆ ที่มีสีเขียวใส ราวกับอัญมณีเม็ดเล็กๆ ที่เรียงร้อยเป็นพวงชนิดนี้ ที่บางครั้งดูว่าจะสวยเกินกว่าจะนำมาปรุงเป็นอาหารจานอร่อยเสียด้วยซ้ำ ไม่ได้มีดีแค่หน้าตา และสีสัน ทว่าเต็มไปด้วยคุณค่าทางอาหาร และคุณประโยชน์ต่อร่างกายของเราทั้งสำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน โรคที่เกี่ยวกับความดันโลหิต และโรคหัวใจอีกด้วยค่ะ
แต่ก่อนจะไปอร่อยกัน มาดูกันซักหน่อย ว่าคุณค่าทางอาหารของเจ้าสาหร่ายแสนสวยชนิดนี้ มีอะไรบ้าง

องค์ประกอบทางเคมี (หน่วยมิลลิกรัม/ 100 กรัมน้ำหนักแห้ง)

– โปรตีน 12.49
– ไขมัน 0.86
– เยื่อใย 3.17
– เถ้า 24.2
– คาร์โบไฮเดรต 59.27
– ความชื้น 25.31

เกลือแร่ มิลลิกรัม/100 กรัม น้ำหนักแห้ง

– ฟอสฟอรัส 1030
– โปแตสเซียม 970
– แคลเซียม 780
– แมกนีเซียม 630
– สังกะสี 2.6
– แมงกานีส 7.9
– เหล็ก 9.3
– ทองแดง 2,200 (ไมโครกรัม/100 กรัมน้ำหนักแห้ง)
– ไอโอดีน 1,424 (ไมโครกรัม/100 กรัมน้ำหนักแห้ง)

วิตามิน (มิลลิกรัม /100 กรัมน้ำหนักสด)

– E 2.22
– C 1.00
– Thiamin 0.05
– Riboflavin 0.02
– Niacin 1.09

นอกจากนั้น สาหร่ายพวงองุ่น ยังมีกรดอะมิโนจำเป็นเกือบ 40% ของกรดอะมิโนรวม และมีกรดอะมิโนชนิด aspartic (กรดอะมิโน ที่ช่วยให้ร่างกายมีความต้านทานต่อความอ่อนล้า) และ glutamic (ทำหน้าที่เป็นสารสื่อประสาทที่ออกฤทธิ์แบบกระตุ้น มีบทบาทสำคัญในกระบวนการเรียนรู้และจดจำของสมอง ) สูงประมาณ 25% ของปริมาณกรดอะมิโนทั้งหมดเลยล่ะค่ะ

สาหร่ายพวงองุ่น เป็นสาหร่ายตามธรรมชาติที่พบได้มากในทะเลบริเวณที่มีแนวประการัง เนื่องจากรากจะยึดเกาะกับหิน หรือประการัง ก่อนจะทอดตัวยาวเป็นสาย ขยายพันธุ์จนเป็นกลุ่มอยู่รอบๆ พื้นที่ พบได้มากในทะเลของประเทศ อินโดนิเซีย  ฟิลลิปปินส์ เวียดนาม และญี่ปุ่น โดยแต่ละพื้นที่ก็จะมีวิธีนำไปประกอบอาหารต่างๆ กันออกไป ทั้งการทานเป็นผักเคียงกับอาหารท้องถิ่น ทานคู่กับน้ำจิ้มและบ่อยครั้ง หรือนำไปเป็นส่วนประกอบของเมนูอาหารญี่ปุ่นหลายๆ เมนู

สาหร่ายพวงองุ่น เป็นสาหร่ายที่สามารถทานได้สดๆ นอกจากจะได้คุณค่า และความสดของสาหร่ายแล้ว การปรุงด้วยความร้อน หรือการผสมรวมกับส่วนผสมอื่นๆ ทิ้งไว้ จะทำให้เม็ดสาหร่ายฝ่อ และคายน้ำออก หมดความอร่อยกันเลยค่ะ

เอาล่ะค่ะ รู้จักกับสาหร่ายพวงองุ่นกันพอสมควรแล้ว มาดูกันค่ะ ว่าเราจะเตรียมสาหร่ายก่อนทานกันอย่างไรดี
การเตรียมสาหร่ายก่อนทาน มีขั้นตอนง่ายๆ ค่ะ เพียงนำสาหร่าย ไปจุ่มล้างในน้ำปกติ เพื่อทำความสะอาด และลดความเค็มจากน้ำทะเล ขั้นตอนนี้ อย่าแช่น้ำทิ้งไว้นะคะ เพราะสาหร่ายชนิดนี้ไม่มีความทนต่อน้ำจืด จะทำให้เม็ดฝ่อและแตกได้ ควรใช้วิธีล้างผ่านน้ำเร็วๆ ซักสองครั้งก็เพียงพอค่ะ
จากนั้น เพื่อเพิ่มความกรอบอร่อย ให้นำสาหร่าย ไปแช่ในน้ำเย็น ประมาณ 1 นาที แล้วนำขึ้น พักไว้ เตรียมรับประทานได้เลย

sea grapeส่วนสุดท้าย ขึ้นอยู่กับความชอบเลยค่ะ จะนำสาหร่าย ไปทานคู่กับน้ำจิ้มซีฟู้ด หรือเป็นเครื่องเคียงกับเมนูยำ ส้มตำ หรือ ใส่ในสลัดตามปกติก็อร่อยไม่แพ้กันค่ะ แต่ที่เป็นที่นิยมมากๆ คงเป็นการทานคู่กับน้ำยำ ประเภทยำมะม่วงค่ะ เพียงตำพริก กระเทียม ใส่น้ำตาลมะพร้าว น้ำปลา เติมน้ำสต๊อกเล็กน้อย แล้วคลุกรวมกับมะม่วงดิบ หอมแดงซอย แล้วโรยด้วยถั่วลิสงคั่ว แค่นี้ก็เป็นอันเรียบร้อย
เวลาทาน ให้ตักสาหร่าย แล้วเติมน้ำยำเป็นคำๆ นะคะ ถ้าคลุกรวม จะเก็บไว้ได้ไม่นาน สาหร่ายจะฝ่อและคายน้ำค่ะ

เป็นอย่างไรกันบ้างคะ เมนูสุขภาพ ที่มากด้วยคุณค่าจากท้องทะเล ที่ทำทานกันได้ไม่ยากเลย แถมเดี๋ยวนี้ ไม่ต้องเดินทางกันไปไกลๆ ถึงทางใต้เพื่อหาซื้อกันแล้ว ซูเปอร์มาร์เก็ตหลายๆ แห่ง รวมถึงร้านค้าตามตลาดหลายๆ แห่งเริ่มมีการนำมาขายให้ได้อร่อยกันถึงที่แล้วด้วย

เย็นนี้ ใครที่ยังไม่มีเมนูในใจ ลองทานสาหร่ายพวงองุ่นกันดูนะคะ รับประกันว่าทั้งอร่อย และได้คุณค่าทางอาหารอีกมากมายเลยล่ะค่ะ ^^

———-
ขอบคุณภาพ จาก -supplychainvn.com-

แพ้กลูเตน

gf
เมื่อไม่นานมานี้ ได้ดูละครหลังข่าว พระเอกมาดแมน ในบทหล่อๆ ลุยๆ แต่มีอาการแพ้กลูเตน จนนางเอกต้องทำขนมที่ใช้แป้งปราศจากกลูเตนเอาไปให้ชิม มีใครที่ได้ดูแล้วสงสัยกันบ้างว่าแพ้กลูเตนคืออะไร ?? วันนี้ มีเรื่องราวของอาการแพ้กลูเตนมาฝากให้หายสงสัยกันค่ะ

เรื่องของการหลีกเลี่ยงอาหารที่มีกลูเตนเป็นกระแสที่ในต่างประเทศให้ความสำคัญกันมาก เพราะบ้านเมืองเค้ามักจะทานแป้งเป็นเมนูหลัก ซึ่งพฤติกรรมการทานอาหารของบ้านเราทุกวันนี้ก็มักจะเลียนแบบต่างประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการทานขนมปัง เค้ก เบเกอรี่ หรือเมนูตะวันตกต่างๆ เป็นที่มาของเรื่องราววันนี้ค่ะ ลองมาดูกันว่ากลูเตนสำคัญอย่างไร และจะส่งผลต่อสุขภาพของเราอย่างไรบ้าง

เริ่มต้นที่คำถามว่ากลูเตนคืออะไร ? กลูเตน (Gluten) เป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่พบได้ในข้าวสาลี ข้าวไรย์ และข้าวบาร์เลย์ ที่จะนำมาผลิตเป็นแป้ง ก่อนจะแปรรูปเป็นอาหารต่างๆ ที่เรารับประทานกันเป็นประจำอย่าง เบเกอรี่ ขนมปัง เค้ก เป็นต้น ทว่านอกจากอาหารจำพวกนี้แล้ว อาหารสำหรับคนรักสุขภาพอย่างเช่น อาหารเจ อาหารมังสวิรัตก็ยังพบกลูเตน ได้อีกด้วย ซึ่งกลูเตนที่ว่า เป็นสเปกตรัมโปรตีน เมื่อเรารับประทานเข้าไป ร่างกายต้องใช้เวลาหลายเดือนหรือหลายปีถึงจะกำจัดออกจากร่างกายได้หมด ส่วนสาเหตุที่ต้องใส่กลูเตนในอาหาร ก็ด้วยคุณสมบัติของกลูเตน ที่จะช่วยทำให้ขนมปังนุ่ม ฟู น่ารับประทานนั่นเองค่ะ

แม้กลูเตนจะสามารถทานได้ แต่สิ่งที่ต้องระวังคืออาการแพ้กลูเตนค่ะ ซึ่งอาการแพ้กลูเตนนั้นเกิดจากความผิดปกติของระบบการย่อยทางพันธุกรรมไม่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกัน โดยสามารถส่งผลได้หลายๆ ทาง และมีระดับความรุนแรงต่างๆ กัน เช่น

– ท้องอืด การรับประทานกลูเตนสำหรับผู้ที่มีอาการแพ้สามารถมีผลต่อระบบย่อยอาหาร ทำให้เกิดอาการอาหารไม่ย่อย อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ โดยเฉพาะในเด็กๆ ได้

– เกิดอาการแพ้ ทำให้ผิวกลายเป็นตุ่มๆ เนื่องจากการทานกลูเตนอาจมีผลทำให้การดูดซึมสารอาหารทางลำไส้ผิดปกติ ส่งผลให้ร่างกายขาดกรดไขมันจำเป็น รวมทั้งวิตามินต่างๆ โดยเฉพาะ วิตามินเอ

– มีอาหารง่วงเหงาหาวนอน อ่อนเปลี้ยเพลียแรง เนื่องจากอาหารประเภทนี้มีผลไปยับยั้งการดูดซึมสารอาหารที่ร่างกายจะนำไปใช้ได้ทันที ซึ่งอาจเป็นสาเหตุของอาการอ่อนเพลียเรื้อรัง โรคปวดกล้ามเนื้อ รวมถึงอาการทางประสาท เช่น วิงเวียนศีรษะ การสูญเสียความสมดุล บางครั้งอาจมีอาการของไมเกรนอีกด้วย

– การทานกลูเตนอาจส่งผลให้ฮอร์โมนในร่างกายผิดปกติ ส่งผลให้คุณผู้หญิงประจำเดือนมาไม่ปกติ รังไข่ทำงานผิดปกติ และอาจเป็นสาเหตุให้เกิดภาวะของการมีบุตรยาก

– สุดท้าย การทานกลูเตนอาจส่งผลทางอารมณ์คือ มีอาการวิตกกังวล ซึมเศร้า การเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์อย่างรวดเร็ว รวมไปถึงสมาธิสั้นด้วย

โดยในผู้ที่มีอาการแพ้กลูเตน ควรลดการทานอาหารจำพวกแป้ง ขนมปัง หรือเบเกอรี่ต่างๆ แล้วทดแทนด้วยการทานธัญพืช เช่น ข้าวกล้อง ข้าวฟ่าง คีนัว หรือ เลือกทานอาหารจำพวกแป้งที่ระบุไว้ว่าปราศจากสารกลูเตน นอกจากนั้นเรายังสามารถเลือกทานอาหารที่ไม่ผ่านการแปรรูป เช่น ผักสด ผลไม้สด เนื้อสัตว์ ถั่วชนิดต่างๆ เป็นการทดแทนได้อีกด้วยค่ะ

ชะลอวัย แบบไม่ต้องง้อยา

6-beauty-treatments-every-woman-should-try-in-her-lifetime-1487255003
เอ่ยถึงศาสตร์แห่งการชะลอวัย หลายๆ คนคงนึกไปถึงผลิตภัณฑ์อาหารเสริม เรื่องของฮอร์โมน การทำทรีตเม้นต์ รวมถึงเทคโนโลยีทางการแพทย์อีกมากมาย แต่ทราบกันหรือไม่คะ ว่าศาสตร์แห่งการชะลอวัย ไม่ใช่เป็นไปเพียงเพื่อความสวยงาม แต่ยังรวมถึงการดูแลสุขภาพในองค์รวม เพื่อให้ระบบต่างๆ ของร่างกายทำงานได้อย่างสมดุล และมีประสิทธิภาพ รวมถึงการดูแลสุขภาพให้สมบูรณ์อยู่เสมอๆ ซึ่งตรงนี้ เป็นส่วนสำคัญ และให้ผลในการช่วยชะลอวัยอย่างได้ผล และสามารถทำกันได้ง่ายๆ เลยล่ะค่ะ

เอาล่ะ ใครที่ยังไม่อยากรีบดูแก่ก่อนวัย และอยากให้สุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงไปอีกนานๆ ลองมาดูกันว่าพฤติกรรมอะไรที่เราสามารถปรับเปลี่ยนได้บ้างค่ะ

ประการแรก แน่นอนเลยค่ะ เรื่องของโภชนาการ การรับประทานอาหารที่ไม่สมดุล การได้รับสารอาหาร และชนิดของอาหารไม่เหมาะสมกับสภาพร่างกาย โดยเฉพาะการทานแป้ง และน้ำตาลที่มากจนเกินความต้องการของร่างกาย มีผลทำให้ระบบต่างๆ ภายในร่างกายทำงานบกพร่อง ทั้งในส่วนของการดูดซึมสารอาหารไปใช้งาน ทั้งเพื่อเป็นพลังงาน เพื่อซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ รวมทั้งยังส่งผลให้เกิดการสะสมของสารอาหารที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายอีกด้วย เริ่มต้นด้วยการปรับพฤติกรรมการบริโภค ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมัน แป้ง และน้ำตาล ที่มากเกินความจำเป็น ลดการดื่มน้ำหวาน และน้ำอัดลม รวมถึงเลือกทานอาหารที่มีผัก และผลไม้ในแต่ละมื้อในปริมาณที่เหมาะสมค่ะ

ประการต่อมา ลดการสัมผัส เกี่ยวข้อง หรือสะสมสารพิษ และสารเคมี ไม่ว่าจะเป็นการสูบบุหรี่ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือการใช้สารเคมีในชีวิตประจำวัน เพราะในทุกวันเราต่างก็ต้องสัมผัสกับมลภาวะต่างๆ รวมถึงฝุ่น และควัน มากพอสมควรอยู่แล้ว จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมี ทั้งโดยตรง และโดยทางอ้อม ซึ่งรวมถึงการรับทานอาหารจากกล่องโฟม โดยเฉพาะบรรจุภัณฑ์บางประเภทที่ทำการอุ่นผ่านไมโครเวฟ พฤติกรรมเหล่านี้ล่ะค่ะที่ทำให้ร่างกายสะสมสารพิษเอาไว้ ซึ่งสารพิษเหล่านั้นก็จะไปทำลายอวัยวะส่วนต่างๆ รวมทั้งขัดขวางการดูดซึมสารอาหารที่จะเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ทำให้ร่างกายของเราเสื่อมโทรมอย่างรวดเร็ว

ประการที่สาม อย่าปล่อยให้มีอาการป่วยเรื้อรัง ทั้งอาการหวัด แผลอักเสบ หรือแผลเปิดต่างๆ เพราะว่าอาการเหล่านี้ หากปล่อยให้เป็นเรื้อรังก็จะทำให้เชื้อโรคสามารถเข้าสู่ร่างกายและแทรกซึมเข้าสู่เนื้อเยื่อ มีผลทำให้อวัยวะต่างๆ รวมทั้ง หัวใจ และสมอง เสื่อมลงโดยที่เราไม่รู้ตัวค่ะ เพราะฉะนั้น อย่าลืมดูแลรักษาสุขภาพให้แข็งแรง และพบแพทย์เมื่อเริ่มมีอาการป่วย เพื่อป้องกันไม่ให้อาการลุกลามจนเรื้อรังค่ะ

ประการสุดท้าย เรื่องของอารมณ์ และความเครียด ความเครียดเป็นปัจจัยหลักอย่างหนึ่งที่ขัดขวางการทำงานของฮอร์โมน และส่งผลทำให้ระบบในร่างกายทำงานผิดปกติ การจัดการอารมณ์ และความเครียด จึงเป็นเรื่องสำคัญที่มีผลต่อสุขภาพอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ใครที่มีพฤติกรรมทำงานหนัก แม้จะเชื่อว่าสามารถจัดการกับความเครียดได้ แต่ความเครียดก็ยังอาจเกิดจากสภาพร่างกายที่อ่อนล้าจากการทำงานหนักต่อเนื่องได้เช่นกัน เพราะฉะนั้น สำหรับผู้ที่ทำงานหนักต่อเนื่องอยู่เป็นประจำ ควรปรับพฤติกรรมให้ร่างกาย และสมอง ได้พักผ่อนจากงานบ้างเพื่อลดความเครียดสะสม โดยอาจหางานอดิเรกที่ชอบ อ่านหนังสือ พักผ่อนสบายๆกับดนตรี หรือเล่นกีฬาที่ถนัด เหล่านี้ เป็นทางเลือกที่ช่วยจัดการกับอารมณ์และความเครียดได้เป็นอย่างดีค่ะ

พฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เป็นตัวกำหนดสภาพร่างกาย และการทำงานของระบบต่างๆ ย่อมมีผลต่อการเสื่อมของสภาพร่างกาย การดูแลระบบต่างๆ ของร่างกายให้ทำงานได้เป็นปกติ และการรักษาให้ร่างกายแข็งแรงอยู่สมอ จึงเป็นสิ่งที่จะช่วยในการชะลอวัยได้อย่างดีที่สุดค่ะ

ไขความลับเมนูอาหารจีน

chinese-food-fook-lam.jpg
เป็นที่ทราบกันดี ว่าวัฒนธรรมของชาวจีนหลายๆ อย่าง ได้ฝังรากลึก กลมกลืนอยู่ในวัฒนธรรมของไทยเรา ซึ่งก็รวมถึงเรื่องของอาหารการกิน ที่ชาวจีนมักจะเลือกทานอาหารที่ดี และเป็นมงคล ยิ่งในช่วงเทศกาลพิเศษต่างๆ อาหารก็จะถูกคัดสรรเป็นพิเศษอีกด้วย
รู้ไหมคะ ว่าอาหารจีนหลายๆ เมนู นอกจากจะมีความหมายที่สื่อถึงเรื่องราวดีๆ แล้ว แต่ละเมนูยังซ่อนประโยชน์เอาไว้อีกมากมาย โดยเฉพาะเรื่องของการบำรุงสุขภาพ มาดูกันดีกว่าค่ะว่าแต่ละเมนูจะมีประโยชน์อะไรซ่อนอยู่บ้าง

“ลูกชิ้นปลา” ตามความเชื่อของชาวจีนนั้น ลูกชิ้นปลากลมๆ สีขาว มีหมายถึง ความสมบูรณ์ มีเหลือกินเหลือใช้ เพราะความกลมของลูกชิ้นหมายถึงความราบรื่น จะทำงานการอะไรก็สำเร็จได้โดยง่าย ไร้อุปสรรคค่ะ
ประโยชน์ของลูกชิ้นปลา มาจากวัตถุดิบที่เลือกใช้ เพราะการจะทำลูกชิ้นให้อร่อยก็จะต้องใช้ปลาทะเลหลายชนิดผสมกันจนเป็นสูตรเฉพาะ เนื่องจากปลาทะเลจะมีกล้ามเนื้อที่เหนียวนุ่มกว่าปลาน้ำจืด และยังมีกลิ่นคาวน้อย อร่อย เป็นที่ชื่นชอบของสมาชิกทั้งครอบครัว ด้วยวัตถุดิบจากเนื้อปลาทะเลนี่ล่ะ ที่ทำให้ลูกชิ้นปลาอุดมไปด้วยโอเมก้า 3 ที่ช่วยบำรุงสมองค่ะ

“ผัดตับกับกุยช่าย” ภาษาจีนนั้น คำว่า “ตับ” จะออกเสียงว่า “กัว” ที่แปลว่า ขุนนาง และ “กุยช่าย”จะออกเสียงว่า “กุ่ย” ที่แปลว่า แพง รวย เมนู ผัดตับกับกุยช่าย จึงหมายถึงยศศักดิ์ และฐานะที่ดี
ประโยชน์ของตับนั้น มาจากส่วนประกอบหลักที่เป็นโปรตีน สารอาหารสำคัญที่ร่างกายต้องการเพื่อใช้ในการเสริมสร้างกล้ามเนื้อและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ นอกจากนั้น ตับยังเป็นแหล่งรวมของวิตามินที่มีประโยชน์ เช่น วิตามินเอ ช่วยสร้าง บำรุงรักษาผิวหนัง และผนังเยื่อจมูก ช่องในลำไส้ ทำให้เนื้อเยื่อในตาแข็งแรง อีกทั้งตับอุดมไปด้วยธาตุเหล็ก ซึ่งเป็นแร่ธาตุที่จำเป็นในระบบหมุนเวียนเลือด ช่วยเสริมสร้างฮีโมโกลบิน (Hemoglobin) ที่เป็นส่วนประกอบสำคัญของเม็ดเลือดแดง ที่ทำหน้าที่รวมตัวกับออกซิเจนเพื่อนำไปเลี้ยงสมอง และอวัยวะส่วนต่างๆของร่างกาย
สำหรับกุยช่ายนั้น อุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์อย่างเช่น ฟอสฟอรัส แคลเซียม รวมถึงวิตามินเอ ที่ช่วยบำรุงเซลล์ในส่วนต่างๆ ของดวงตาให้แข็งแรง และเป็นสิ่งจำเป็นในการเปลี่ยนแสง ไปอยู่ในรูปของสัญญาณประสาทที่ส่วนของจอตา ช่วยในการมองเห็น และสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย ผักสีเขียวเข้มอย่างกุยช่ายยังอุดมไปด้วยธาตุเหล็กที่ช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดง และเป็นส่วนประกอบของฮีโมโกลบินในเม็ดเลือด และช่วยขจัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากร่างกาย
กลิ่นฉุนของกุยช่ายเกิดจากสารอัลลิซิน ซึ่งเป็นสารประกอบกำมะถันที่มีฤทธิ์ในการลดคลอเรสเตอรอลชนิดไม่ดีในเลือด ลดความดันเลือด ซึ่งเราสามารปรุงโดยความร้อนเพื่อให้มีรสหวานขึ้น และมีกลิ่นฉุนลดลง แต่ถ้ากินสด ๆ ก็จะได้รับวิตามินซีมากกว่าค่ะ ที่สำคัญกุยช่ายเขียวจะ ให้เบตาแคโรทีนมากกว่ากุยช่ายขาวนะคะ

“แกงจืด”ความเชื่อของชาวจีนนั้น “น้ำแกง” เป็นสัญลักษณ์ของชีวิตลูกหลาน รสของน้ำแกงที่หวานกลมกล่อม ก็จะหมายถึงชีวิตลูกหลานที่จะราบรื่นตามไปด้วย ในภาษาจีนนั้นคำว่า “แกงจืด” จะออกเสียงว่า “เช็ง-ทึง”และคำว่า “เช็ง” นี้เองที่แปลว่า ใส หรือหวาน
ประโยชน์ของแกงจืดที่มีต่อร่างกาย คือ น้ำซุปส่วนใหญ่มักปรุงจากกระดูก เนื้อสัตว์ ผัก หรือเครื่องเทศต่างๆ ซึ่งจะอุดมไปด้วยสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ทั้งยังเป็นอาหารที่ย่อยง่าย ร่างกายสามารถดูดซึมสารอาหารไปใช้ได้อย่างเต็มที่ค่ะ
“เป๋าฮื้อ”ในภาษาจีน จะเรียกหอยชนิดนี้ว่า เป๋าฮื้อ เหมือนบ้านเรา สำหรับคำว่า “เป๋า” สำหรับภาษาจีนจะแปลว่า “ห่อ” ส่วนคำว่า “ฮื้อ” นั้นจะมีความหมายว่า “เหลือกินเหลือใช้” เป๋าฮื้อจึงหมายความถึงการห่อความมั่งคั่งเหลือกินเหลือใช้นั่นเองค่ะ
“เต้าหู้”ความเชื่อของชาวจีนนั้น เต้าหู้หมายถึง ความสุขในชีวิต รวมถึงบุญกุศลอีกด้วย ในภาษาจีนออกเสียงเต้าหู้ว่า “โต ฟู ฟู” ที่แปลว่า บุญ และ ความสุข
ประโยชน์ของเต้าหู้ที่มีต่อร่างกาย คือ เต้าหู้ เป็นผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองซึ่งให้คุณค่าทางโภชนาการสูง โดยเฉพาะสารอาหารประเภทโปรตีน เต้าหู้ให้โปรตีนมากกว่าเนื้อสัตว์บางชนิดถึงสองเท่าในปริมาณที่เท่ากัน และยังมีราคาถูกอีกด้วย ทั้งยังเป็นอาหารที่ย่อยง่าย ไม่มีคอเลสเตอรอล นอกจากนั้นยังมีเลซิติน ที่ช่วยลดไขมันและช่วยส่งเสริมการทำงานของระบบประสาทที่เกี่ยวกับความทรงจำ และมีฮอร์โมนจากพืชคือ ไฟโตเอสโทรเจน ที่มีการวิจัยพบว่ามีผลในการป้องกันมะเร็ง และเป็นผลดีต่อผู้หญิงในช่วงก่อนหมดประจำเดือน คือช่วยชะลอภาวะหมดประจำเดือน และลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านมอีกด้วยค่ะ
“สาหร่ายทะเล” ความเชื่อของชาวจีนนั้น สาหร่ายสื่อถึงความร่ำรวย รวมไปถึงความโชคดีชีวิต ในภาษาจีนสาหร่ายจะออกเสียงว่า “ฮวกฉ่าย”ที่มีความหมายว่า โชคดี ร่ำรวย
ประโยชน์ของสาหร่ายที่มีต่อร่างกายคือ อุดมไปด้วย ไอโอดีน ร่างกายของเราต้องการไอโอดีนประมาณ 0.1-0.3 มิลลิกรัมต่อวัน เพื่อป้องกันโรคคอพอก นอกจากนั้นยังมี ธาตุเหล็ก ที่ช่วยบำรุงผิวพรรณให้ดูมีน้ำมีนวล บำรุงเส้นผมให้ดกดำเป็นมันเงางาม รวมทั้งมี สังกะสี ที่เป็นส่วนประกอบของเอนไซม์ในร่างกาย ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน มีใยอาหาร ช่วยทำให้ท้องไม่ผูก และยังช่วยเร่งการขับถ่ายสารพิษต่างๆ ในทางเดินอาหารอีกด้วยค่ะ

เรื่องราว ภูมิปัญญา ความรู้ และประวัติศาสตร์อันยาวนานของชาวจีน ล้วนถูกถ่ายทอดผ่านความวิจิตรบรรจงของการปรุงอาหารแต่ละเมนู ทั้งในเรื่องของความเป็นมงคลในการเรียกขาน และคุณค่า ประโยชน์ที่มีต่อร่างกาย
ได้ความรู้ดีๆ กันแล้ว ใครชอบใจกับเมนูไหน เลือกหาทานกันได้เลยค่า ^^

คุมน้ำหนักง่ายๆ ด้วย Low Carb Diet

low.jpg
พรหนึ่งที่สาวๆ ปรารถนามากที่สุดนอกจากแก้วแหวนเงินทอง และเจ้าชายรูปงามแล้ว สาวๆ ส่วนใหญ่ลงมติกันมาว่าอยากได้พรข้อนี้มากที่สุดค่ะ ข้อที่ว่า ขอให้ “ทานเท่าไหร่ก็ไม่อ้วน”

ก็ในเมื่อเมนูอาหารแสนอร่อย หน้าตาเย้ายวนใจช่างถูกครีเอทออกมามากมายเหลือเกิน ใครจะไปห้ามใจไหว สุดท้าย ขอแบบทานแล้วย่อยทันใจ ทานเยอะเท่าไรก็ไม่อ้วนนี่ล่ะดีที่สุด

เอาล่ะค่ะ ไหนๆ ก็เปิดประเด็นมาแล้วด้วยเรื่องของอาหาร และความอ้วน วันนี้เราจะพากันไปทำความรู้จักกับ Low Carb หรือชื่อเต็มๆ ว่า Low Carbohydrate Diet กับการควบคุมโภชนาการแบบถูกวิธี และช่วยให้น้ำหนักลดอย่างได้ผลกันดีกว่าค่ะ

การลดน้ำหนักแบบ Low Carb ที่มีชื่อเต็มว่า Low Carbohydrate Diet นั้นเป็นการลดปริมาณการรับประทานอาหารประเภทแป้งทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นขนมปัง มันฝรั่ง ข้าว พาสต้า เค้ก และขนมหวานต่างๆที่มีน้ำตาลเป็นส่วนประกอบ เนื่องจากอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตเมื่อทานเข้าไปแล้ว ร่างกายจะย่อยเป็นน้ำตาล เมื่อร่างกายใช้น้ำตาลเหล่านี้ไม่หมด ก็จะเปลี่ยนเป็นไขมันเพื่อเก็บสะสม เป็นที่มาของความอ้วน การลดการรับประทานคาร์โบไฮเดรต จะเป็นการบังคับให้ร่างกายดึงไขมันที่สะสมอยู่ออกมาใช้เป็นพลังงานแทน ส่งผลให้เกิดการลดน้ำหนักจากการเผาผลาญไขมันในร่างกายโดยตรง

การควบคุมโภชนาการในแนวทางดังกล่าว สามารถรับประทานโปรตีนได้ไม่จำกัด เนื่องจากส่วนของโปรตีน ร่างกายจะไม่นำมาใช้เป็นพลังงาน แต่จะใช้ในการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอและเพื่อการเจริญเติบโตเท่านั้น การลดน้ำหนักด้วยวิธีนี้จึงมีข้อดีที่ไม่ทำให้เกิดภาวะเครียดจากการอดอาหาร เป็นที่นิยมในกลุ่มผู้ลดน้ำหนัก

อย่างไรก็ตาม สาวๆ หลายคนบ่นกันว่าทานแต่ผลไม้ ทั้งมะม่วง สับปะรด บางทีก็มีทุเรียนปนมาบ้าง ทำไมน้ำหนักไม่ลด …. ก็จะลดได้อย่างไรล่ะคะ ก็ในเมื่อผลไม้แต่ละอย่างต่างมีแป้งและน้ำตาลสูงๆ ทั้งนั้นเลย เพราะ “คาร์โบไฮเดรต” ไม่ใช่แค่ “ข้าว” อย่างเดียว แต่ในผลไม้ก็มีคาร์โบไฮเดรตเหมือนกัน ยิ่งทานเยอะก็มีโอกาสอ้วนได้แน่นอนเลยล่ะค่ะ

สำหรับผู้ที่อยากจะเริ่มจัดการด้านโภชนาการ อยากทาน Low Carb ในแบบที่ไม่ให้อ้วน ลองมาทำความเข้าใจไปพร้อมๆ กันทีละส่วนเลยค่ะ

1. คาร์โบไฮเดรตคืออาหารจำพวกแป้ง ข้าว ผัก ผลไม้ แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ
– Simple Carbohydrate คือ คาร์โบไฮเดรตที่อยู่ในรูปที่ร่างกายสามารถดูดซึมได้ง่าย เปลี่ยนเป็นน้ำตาลในร่างกายได้อย่างรวดเร็ว เช่น ขนมเค้ก ของหวาน ครัวซองต์ ข้าว ข้าวเหนียว
– Complex carbohydrate คือ คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เมื่อรับประทาน ร่างกายจะค่อยๆดูดซึม ไม่เพิ่มระดับน้ำตาลในเลือดอย่างรวดเร็ว เช่น พืชผัก ข้าวซ้อมมือ ขนมปังโฮลวีต ซีเรียล ธัญพืช
ดังนั้นการรับประทานคาร์โบไฮเดรตแบบ Complex carbohydrate จึงดีกว่า Simple carbohydrate
2. การรับประทานอาหารแบบ Low Carbohydrate Diet เป็นเวลานาน จะส่งผลต่อระดับเกลือแร่ในเลือดได้ เช่น ทำให้ระดับโปรแตสเซียมในเลือดต่ำ สารคีโตนสูง หรือทำให้เกิดภาวะเลือดเป็นกรด เป็นอันตรายกับร่างกายได้ จึงควรทำการตรวจวัดระดับในเลือดเป็นระยะๆ
3. การรับประทานอาหารแบบ Low Carbohydrate Diet ในระยะยาว ร่างกายอาจจะขาดเส้นใยอาหาร ทำให้เกิดปัญหาเรื่องการขับถ่าย การเสริมอาหารจำพวกไฟเบอร์จึงเป็นสิ่งที่จำเป็น ทั้งยังอาจทำให้ร่างกายขาดวิตามินบางตัวที่มีในอาหารประเภทแป้ง ผัก และผลไม้ได้ จึงควรเสริมด้วยวิตามิน และเกลือแร่ในปริมาณที่เหมาะสม
4. ผู้ที่มีภาวะอ้วนแต่ละคนจะมีสาเหตุที่แตกต่างกันไป ควรทำความเข้าใจกับพฤติกรรมการรับประทานอาหารของตนเองว่าเป็นอย่างไร มีระบบการย่อยหรือการเผาผลาญ หรือที่เรียกว่า Metabolism ที่ดีหรือไม่ บางคนรับประทานน้อยก็ยังมีน้ำหนักเกินได้ เนื่องจากระบบการเผาผลาญไม่ดี อาจเกิดจากฮอร์โมนที่ช่วยในเรื่องการเผาผลาญ เป็นต้น การลดน้ำหนักที่ดี จึงควรวิเคราะห์ถึงสาเหตุและปรับแก้ไขให้เหมาะสม
5. ผู้ที่มีร่างกายไม่แข็งแรง หรือมีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคตับ หรือโรคไต ควรปรึกษาแพทย์ก่อนการลดน้ำหนักด้วยวิธีนี้
6. ถ้าต้องการใช้วิธี Low Carbohydrate Diet ลดน้ำหนักในระยะยาว นานเกินกว่า 1 เดือน ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และนักโภชนาการ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยต่อผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก ทั้งยังป้องกันภาวะที่อาจเกิดเป็นอันตรายแก่ร่างกายได้

ได้ทราบกันไปแล้ว ก้บเรื่องของ Low Carb … ลองดูนะคะ ไม่ยากเกินความสามารถแน่นอน โดยเฉพาะสำหรับใครที่อยากสวยหุ่นดีมีกล้ามนิดๆ วิธีนี้เหมาะสมแน่นอนค่ะ และ สำหรับผู้ที่ไม่ได้มีปัญหาเรื่องน้ำหนักเกินก็น่าจะได้รู้จัก Low Carb กันมากขึ้น อาจจะพอเป็นข้อมูลดีๆไว้แนะนำคนรอบๆตัวได้บ้าง

สุดท้ายนี้ ดูแลเรื่องโภชนาการกันแล้ว อย่าลืมแบ่งเวลาให้กับการออกกำลังกายกันด้วยนะคะ ขอให้แข็งแรง หุ่นดี ฟิต แอนด์เฟิร์ม กันทุกคนค่ะ ^^