เรื่องของคอลลาเจน

col.jpg
ได้ยินกันบ่อยๆ ว่าคอลลาเจนดีต่อผิวหลายประการ บางคนก็ทาน บางคนทา บางคนฉีด ความจริงแล้วคอลลาเจนคืออะไร ดีกับคุณสาวๆ อย่างไร และมีวิธีใช้แบบไหนบ้าง วันนี้เรามีข้อมูลเกี่ยวกับคอลลาเจนแบบลงลึกมาฝากกันค่ะ

คอลลาเจน เป็นสารอาหารประเภทโปรตีนชนิดหนึ่ง ซึ่งในร่างกายของคนเราจะมีคอลลาเจนอยู่เป็นองค์ประกอบในเนื้อเยื่อต่างๆ ทั่วร่างกาย รวมไปถึงภายในชั้นผิวหนังและข้อต่อต่างๆ ซึ่งเมื่อเราอายุมากขึ้น ความยืดหยุ่น และความหนาแน่นของคอลลาเจนซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักในชั้นผิวก็ลดลง ทำให้ผิวหนังมีริ้วรอย และเหี่ยวย่นมากขึ้น

ปัจจุบันจึงมีการนำสารประเภทคอลลาเจนมาใช้ในวงการ anti-aging กันอย่างแพร่หลาย และแม้ว่าจะยังไม่มีงานวิจัยอย่างเป็นทางการที่ยืนยัน ว่าการทานอาหารเสริมประเภทคอลลาเจน จะสามารถทดแทนคอลลาเจนในผิวที่หายไป และ ชะลอความแก่ได้จริงหรือไม่ ทว่า มีรายงานทางวิชาการหลายฉบับ ที่ช่วยให้เราสรุปได้ถึงผลลัพธ์จากการทานอาหารเสริมประเภทคอลลาเจน ที่มีต่อร่างกายในส่วนต่างๆ ได้แก่

1. กระดูก และข้อต่อ (Bones and Joints)
มีการศึกษาในปี 2010 เป็นการศึกษาที่ทำในหญิงวัยหมดประจำเดือนที่เริ่มมีภาวะกระดูกพรุน พบว่าสารอาหารทดแทนคอลลาเจนไม่สามารถทำให้มวลกระดูกเพิ่มขึ้นได้ แต่มีส่วนหนึ่งที่มีปัญหาเกี่ยวกับข้อต่อ เช่น ข้อติด ข้อเสื่อม พบว่าอาการเจ็บดีขึ้นแต่ไม่หายขาด อย่างไรก็ดี โรคกระดูกพรุนเป็นโรคของความเสื่อม ซึ่งควรเน้นไปที่การป้องกัน

2. ดัชนีมวลกาย (Body composition)
มีการศึกษาในปี 2009 ว่าการได้รับ Hydrolyzed collagen เสริมในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน จะช่วยป้องกันการลดลงของมวลกล้ามเนื้อได้ ซึ่งจะช่วยให้การคุมน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานได้ดีขึ้น
ทั้งยังมีข้อบ่งชี้ในการใช้สารอาหารเสริมคอลลาเจนในการช่วยฟื้นฟูผิว เส้นผม และเล็บ ช่วยเรื่องสุขภาพของดวงตา ช่วยป้องกันโรคหัวใจ ช่วยให้นักกีฬาฟื้นตัวจากการบาดเจ็บ ช่วยเกี่ยวกับกระดูก และข้อต่อ

ประเภทของคอลลาเจนที่มีในปัจจุบัน

1. Hydrolyzed collagen
คือการได้คอลลาเจนจากกระดูก หรือเนื้อเยื่อของสัตว์ นำมาย่อยสลายด้วยกระบวนการ hydrolysis ซึ่งเป็นการทำปฏิกิริยากับโมเลกุลของน้ำ ทำให้ได้รูปแบบของคอลลาเจนที่ร่างกายสามารถดูดซึมได้ง่ายขึ้น จึงมักนำมาใช้ในอาหารเสริมประเภทต่างๆ รวมถึงเป็นส่วนผสมในเครื่องสำอางค์หลายๆชนิด

2. คอลลาเจนที่ใช้สำหรับฉีด
จัดเป็นสารหนึ่งในหลายชนิดที่นำมาใช้ทำสารเติมเต็ม ซึ่งมีข้อบ่งใช้จำเพาะในการฉีดเพื่อเติมเต็มผิวหนังที่เป็นร่องลึก ยกตัวอย่างเช่น สารเติมเต็มประเภท Poly-L-lactic acid จะกระตุ้นให้มีการสร้างคอลลาเจนใต้ผิวหนัง ทั้งนี้ การเลือกใช้สารเติมเต็มควรเลือกใช้ให้เหมาะสม และคำนึงถึงความปลอดภัย เพราะสารเติมเต็มบางชนิดอาจมีผลข้างเคียง หรือปฏิกิริยาอันไม่พึงประสงค์ได้ ดังนั้นจึงควรมีการศึกษา และปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนเสมอ

3. ครีมผสมคอลลาเจน
เราจะพบเห็นผลิตภัณฑ์ทั่วไปในท้องตลาดที่โฆษณาว่าช่วยในการสร้างคอลลาเจน แต่ก็ยังไม่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ยืนยันแน่ชัดว่าคอลลาเจนในรูปแบบครีมจะสามารถถูกดูดซึมเข้าสู่ชั้นผิวหนังเพื่อไปเปลี่ยนเป็นคอลลาเจนได้ แต่องค์ประกอบในตัวครีมอาจช่วยให้ผิวกักเก็บความชุ่มชื้นได้ดี ช่วยป้องกันความเสื่อมของผิวได้

หากใครกำลังตัดสินใจในการเลือกทานอาหารเสริมประเภทคอลลาเจน ก็ควรศึกษาว่าเป็นคอลลาเจนประเภทใด มีความปลอดภัยมากน้อยแค่ไหน ส่วนประโยชน์ที่ได้ก็ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล เพราะท้ายที่สุด คอลลาเจนก็คือสารอาหารประเภทโปรตีนชนิดหนึ่งเท่านั้นเองค่ะ

Advertisements

ฮอร์โมน กับเรื่องสวยๆ ของสาวๆ

hormone
จะผิวสวยเด้งเต่งตึง ผิวหมองใบหน้าไม่ผ่องใส พุงออก อารมณ์หดหู่ สมองล้า สั่งงานช้า เรื่องเหล่านี้ล้วนเกี่ยวกับฮอร์โมนในร่างกายของเราทั้งนั้นเลยค่ะ วันนี้เราลองมาทำความรู้จักฮอร์โมนในร่างกายของเราให้มากขึ้นกันอีกซักนิด เพื่อทำความเข้าใจกับการเปลี่ยนแปลงของร่างกายให้มากขึ้นดีกว่าค่ะ
ฮอร์โมน คือ สารเคมีที่ร่างกายของเราสร้างขึ้นมา มีหน้าที่นำส่งสารเคมีจากเซลล์หนึ่งไปยังเซลล์อื่น ๆ ฮอร์โมนจะเกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโต การสลายตัวของเซลล์ รวมถึงระบบภูมิคุ้มกัน นอกจากนั้น ฮอร์โมนยังเกี่ยวข้องโดยตรงกับความอ่อนเยาว์ ความสาว การผลัดของเซลล์ผิว รวมทั้งการสร้างเซลล์ใหม่ด้วย ซึ่งฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับความสาวมี 4 ชนิดด้วยกันค่ะ ได้แก่ เอสโตรเจน เมลาโทนิน เทสโทสเตอโรน และโกรทฮอร์โมน

ฮอร์โมนเอสโตรเจน
หน้าที่ของฮอร์โมนชนิดนี้ คือการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน ให้ผิวเต่งตึงสดใสมีชีวิตชีวา เมื่อใดที่ร่างกายผลิตฮอร์โมนชนิดนี้น้อยลง ผิวสวยแย่แน่ๆ ค่ะ เพราะจะทำให้ผิวแห้งกร้าน ไม่อุ้งน้ำ ผลที่ตามมาคือ การเกิดรอยย่น ตีนกา และริ้วรอยต่างๆ ยิ่งไปกว่านั้น ผิวแห้งๆ ยังทำให้ผิวเป็นขุย เกิดอาการแพ้ และอาการระคายเคืองได้ง่ายขึ้นอีกด้วยค่ะ

ฮอร์โมนเมลาโทนิน
ฮอร์โมนชนิดนี้จะช่วยต้านอนุมูลอิสระ ทำให้เซลล์ผิวมีความแข็งแรง ชะลอการเกิดริ้วรอย และยังช่วยให้ร่างกายนอนหลับสนิท เมื่อได้พักผ่อนเพียงพอ ผิวพรรณก็จะสดชื่น และเซลล์ใต้ชั้นผิวก็จะทำงานอย่างเป็นระบบ ปัญหาคือร่างกายเรา จะสร้างเมลาโทนินที่ว่านี้น้อยลงเมื่ออายุมากขึ้น

ฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน
เมื่อใดที่ฮอร์โมนนี้มีระดับเพิ่มสูงขึ้น สิ่งที่ตามมาก็คือสิวค่ะ และขนค่ะ ตัวการร้ายที่ทำให้รูขุมขนเกิดการอุดตัน แต่ฮอร์โมนชนิดนี้ก็มีส่วนดีก็คือการทำให้ผิวชื้นเต่งตึงในเวลาเดียวกัน เมื่อใดที่ฮอร์โมนชนิดนี้ลดลงเตรียมใจไว้เลยค่ะว่าจะต้องเจอกับปัญหาผิวบาง ตกกระง่าย ผิวหย่อนคล้อย สังเกตได้ง่ายๆ ก็บริเวณรอบดวงตานี่ล่ะค่ะที่ชัดเจนที่สุด

โกรทฮอร์โมน
ฮอร์โมนที่อยู่กับเรามาตั้งแต่วัยเยาว์ มีหน้าที่ทำให้เราเติบโตนั่น ฮอร์โมนตัวนี้จะช่วยสร้างมวลกระดูกและกล้ามเนื้อ ทำให้เราสูง และมีกล้ามเนื้อที่แข็งแรง รวมถึงเชื่อมโยงการทำงานของระบบประสาท และช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่ ฮอร์โมนชนิดนี้จะทำงานอย่างเต็มที่จนถึงช่วงอายุประมาณ 20 ปี และจะทำงานลดลงเมื่อเราอายุขึ้นเลข 3 โดยจะลดลงอย่างต่อเนื่อง ปริมาณโกรทฮอร์โมนที่ลดลงนั้นส่งผลต่อสุขภาพและความงามอย่างมากค่ะ เพราะเมื่อใดที่ร่างกายสร้างโกรทฮอร์โมนน้อยลง ผิวพรรณก็จะเสื่อมสภาพลงอย่างรวดเร็ว ขาดการสร้างผิวใหม่ทดแทน ผิวจะซีด หย่อนคล้อย ทั้งบริเวณหนังตา และแก้ม ทั้งการทำงานของกล้ามเนื้อในทุกๆ ส่วนก็จะทำงานได้น้อยลง

การเรียนรู้เรื่องฮอร์โมนภายในร่างกายเป็นการทำความรู้จักกับการเปลี่ยนแปลงของร่างกายในเชิงลึก เพื่อทำความเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และพร้อมที่จะเตรียมรับต่อความเปลี่ยนแปลงในส่วนต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นกับร่างกายของเรานั่นเองค่ะ โดยวงการแพทย์ในปัจจุบันได้พยายามคิดค้นหาวิธีในการชะลอวัยด้วยศาสตร์ต่างๆ มากมาย รวมไปถึงการพยายามคิดค้นฮอร์โมนที่จะเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย และมีความก้าวหน้าไปอย่างมาก
วันนี้ ได้รู้จักกับฮอร์โมนเพิ่มขึ้นมาอีกซักหน่อยแล้ว เดี๋ยวสัปดาห์หน้ามาต่อกันค่ะ กับเรื่องของการรักษาสมดุลของฮอร์โมน และการชะลอวัย รักษาความสาวให้อยู่กับเราไปนานๆ
แล้วพบกันนะคะ ^^

แตงกวา กับคุณค่าที่มากกว่าสารอาหาร

แตง.jpg
‘แตงกวา’ ผักธรรมดาๆ ที่เห็นกันเป็นประจำในแทบทุกมื้ออาหาร ผักชิ้นเล็กๆ ที่หลายคนมักจะเขี่ยไว้ข้างๆ โดยไม่เห็นถึงคุณค่า
วันนี้ เรามาดูกันซักหน่อยค่ะ ว่าเจ้าผักธรรมดาๆ ชนิดนี้ แอบซ่อนประโยชน์อะไรเอาไว้บ้าง และมากมายขนาดไหน
คุณค่าของแตงกวา อยู่ที่สองส่วนหลักๆ เลยค่ะ

ส่วนแรก มาจากสารอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุ หลากหลายชนิดในแตงกวา ที่ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง และช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย นอกจากนั้น แตงกวายังมีสารประกอบ ที่ช่วยลดคอเลสเตอรอล และมีฮอร์โมนที่เซลล์ตับอ่อนใช้ในการผลิตอินซูลิน ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานอีกด้วย ประโยชน์ของแตงกวายังรวมถึงการที่แตงกวามีไฟเบอร์ โพแทสเซียม และแมกนีเซียม ในปริมาณที่สูง จึงเป็นผักที่เป็นประโยชน์สำหรับผู้ป่วยที่มีปัญหาด้านความดันโลหิต ทั้งความดันสูง และความดันต่ำ เพราะแร่ธาตุดังกล่าวจะเป็นส่วนช่วยในการควบคุมความดันโลหิตให้เป็นปกติค่ะ

ส่วนที่สอง คือการที่แตงกวามีองค์ประกอบของน้ำในปริมาณที่มากถึง 90% ทำให้แตงกวาจัดอยู่ในอาหารที่ลดความร้อน และช่วยเพิ่มความสดชื่นได้เป็นอย่างดีโดยเฉพาะสำหรับผู้ที่มีอาการขาดน้ำ อีกทั้ง น้ำในแตงกวา ยังมีคุณสมบัติช่วยล้างสารพิษในร่างกายได้อีกด้วย

นอกเหนือจากที่ได้กล่าวมา ยังมีงานวิจัยหลายชิ้น ที่ยืนยันถึงประโยชน์ของแตงกวา ว่าการทานแตงกวาในปริมาณที่เพียงพอ จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ และมะเร็งต่อมลูกหมากอีกด้วย

ทราบกันถึงประโยชน์ของแตงกวาต่อสุขภาพกันแล้ว เชื่อหรือไม่คะ ว่าสำหรับสาวๆ แล้ว แตงกวา ยังสามารถนำไปใช้ในด้านความงามกันได้อีกมากมายเลย ลองมาดูสูตรความงามง่ายๆ จากแตงกวากันซักหน่อยดีกว่าค่ะ

สูตรแรก สาวๆ คงจะคุ้นเคยกันอยู่แล้ว คือการใช้แตงกวา ล้างให้สะอาด ฝานเป็นแว่นบางๆ วางไว้ที่ดวงตาทั้งสองข้าง เอนไซม์ในแตงกวาจะทำหน้าที่ย่อยเซลล์ที่ตายแล้ว ทั้งยังช่วยเพิ่มความชุ่มชื่นให้กับผิวรอบดวงตา ลดริ้วรอย และลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ

สูตรที่สอง ใช้แตงกวา 2-3 ลูก ล้างสะอาด ปั่นให้ละเอียด แล้วนำมาผสมกับไข่ขาวดิบที่ตีจนฟู 1 ฟอง และน้ำมะนาว 1 ช้อนชา ผสมรวมเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วนำมาพอกหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาที ก่อนล้างออกด้วยน้ำสะอาด จะช่วยลดความมันบนใบหน้า กำจัดสิวเสี้ยน และทำให้ผิวหน้าเกลี้ยงเกลาขึ้นค่ะ

สูตรที่สาม ใช้แตงกวา 2-3 ลูก ล้างสะอาด ผสมกับน้ำผึ้ง 1/4 ถ้วย ปั่นให้ละเอียด แล้วนำมาพอกหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาที ก่อนล้างออกด้วยน้ำสะอาด สูตรนี้ สำหรับผู้ที่มีผิวแห้ง สามารถทำได้ทุกวันก่อนนอน นอกจากจะช่วยให้ผิวชุ่มชิ้น เปล่งปลั่งแล้ว ยังช่วยให้ผิวหน้านุ่ม และมีความยืดหยุ่นขึ้นอีกด้วยค่ะ

ได้ทราบถึงประโยชน์มากมายของแตงกวากันไปแล้ว ทั้งประโยชน์ที่มีต่อสุขภาพ กับทั้งอีกหลายวิธีที่จะนำไปใช้ในด้านความงาม ถึงเวลาหาซื้อแตงกวามาประจำการในตู้เย็นกันแล้วล่ะค่ะ ^^

เคล็ดไม่ลับ ป้องกันผมร่วง

hair.jpg
ใครๆ ก็ฝันอยากมีผมสลวยสวยเก๋ จะตัดแต่งอย่างไรก็ได้ ทันสมัยได้เสมอ แต่ฝันนั้นอาจดูห่างไกล เมื่อมีปัญหาผมร่วงมากวนใจ เพราะจะทำทรงไหนก็ดูไม่มั่นใจ ถ้าใครเคยเจอกับปัญหาผมร่วงคงจะทราบดีว่าปัญหานี้เป็นเรื่องใหญ่ ยิ่มผมร่วงมากเท่าไร ความกังวลก็ยิ่งมากขึ้น ภาวะความเครียดก็ตามมา

การดูแลผมให้สวย สุขภาพดี โดยทั่วไปสามารถทำได้ไม่ยากค่ะ เพียงหลีกเลี่ยงจากอาการเครียด และพักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่มีผลข้างเคียง งดเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์ และบุหรี่ หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมี และความร้อนกับเส้นผม และดูแลเรื่องของโภชนาการให้ดี แค่นี้ ก็ช่วยได้มากแล้ว

แต่สำหรับหลายๆ คน ที่มีอาการผมร่วงมากกว่าปกติ อาจจะมีสาเหตุที่แตกต่างออกไป และต้องการการดูแลที่มากกว่าการดูแลทั่วๆ ไป เราลองมาดูกันดีกว่าค่ะว่าสาเหตุที่มาของอาการผมร่วงนั้นมาจากปัจจัยใดบ้าง จะได้แก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ถูกค่ะ

ความเครียด ถ้าเป็นมากร่วมกับพักผ่อนน้อย พักผ่อนไม่เพียงพอ หรือนอนไม่หลับเป็นระยะเวลานาน จะส่งผลทำให้กระทบต่อหลายระบบในร่างกาย รวมถึงระบบภูมิต้านทาน ฮอร์โมนต่างๆ เกิดการเสียสมดุลในร่างกาย ทำให้การหลุดร่วง และการงอกใหม่ของเส้นผมเสียสมดุลไปด้วย
ความเครียดนี้รวมถึง การไม่สบายเรื้อรัง มีไข้สูง ภาวะหลังคลอดลูก หรือหลังผ่าตัดที่ต้องเสียเลือดมาก เหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุทำให้ผมร่วงได้ทั้งหมดค่ะ

อายุ เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น บางคนอาจมีการเสื่อมของเซลล์มากขึ้น ทำให้ผมบนหนังศีรษะบางลง เส้นผมมีขนาดและความยาวลดลง การไหลเวียนของเลือดไปยังศีรษะและรากผมน้อยลง จึงทำให้การเจริญเติบโตของเส้นผมเกิดช้าลงไปด้วย

โรคประจำตัว เช่นโรคเบาหวาน จะมีผลกับหลายๆ ระบบในร่างกาย รวมถึงเรื่องเส้นเลือดที่จะนำอาหารไปเลี้ยงเส้นผม ผู้ที่มีการทำงานของต่อมไทรอยด์ผิดปกติ ผู้ที่มีภาวะโรคทางภูมิคุ้มกัน เกิดจากภูมิคุ้มกันตัวเองไปทำลายรากผม ก็ทำให้เกิดผมร่วงได้ ผู้ที่มีภาวะซีด หรือเสียเลือดเรื้อรัง ก็จะทำให้ผมร่วงได้มาก และการงอกใหม่เกิดขึ้นได้ไม่ดี เป็นต้น

ยาบางชนิด เช่น ยารับประทานรักษาสิวกลุ่มวิตามินเอ จะพบกลุ่มวัยรุ่นที่ทานยามีผลข้างเคียงเรื่องผมร่วงได้ ยาลดความดัน ยากันชัก เป็นต้น

การขาดสารอาหาร ส่วนประกอบหลักของผมคือโปรตีน หากมีการควบคุมอาหารหรือลดน้ำหนัก เลือกทาน หรือทานอาหารไม่ครบ 5 หมู่ อาจขาดสารอาหารและแร่ธาตุที่มีความจำเป็นต่อการสร้างเส้นผมได้

การทำ Hair Cosmetics ต่างๆ เช่น ย้อมผม ดัดผม ยืดผม การทำร้ายเส้นผมบ่อยๆ ก็เป็นสาเหตุทำให้ผมหลุดร่วงง่าย

กรรมพันธุ์ ปัญหานี้ความจริงเป็นสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้หากได้รับการถ่ายทอดทางพันธุกรรมจากพ่อและแม่ แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องได้รับลักษณะทางพันธุกรรมนั้นๆ เพราะส่วนใหญ่แล้วต้องมีปัจจัยและสาเหตุอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

การสูบบุหรี่และดื่มเหล้าเป็นระยะเวลานาน มีผลทำให้ผมร่วงและสุขภาพผมไม่ดีได้เช่นกัน

วันนี้ พอจะทราบสาเหตุที่มาของอาการผมร่วงกันแล้วนะคะ ถ้าปัจจัยไหนเลี่ยงได้ ก็พยายามหาทางเลี่ยง ก่อนที่จะเกิดปัญหาผมร่วงแล้วค่อยมาหาทางแก้ทีหลัง

ผมสวยๆ ก็เปรียบเสมือนต้นไม้ ต้องคอยดูแลรดน้ำ ใส่ปุ๋ย พรวนดิน ให้แสงแดด ต้นไม้จึงจะเจริญเติบโตดี นอกจากหลีกหนีสาเหตุผมร่วงให้ไกลแล้ว เรามีเทคนิคง่ายๆ สำหรับการดูแลผมที่เราสามารถทำได้ในทุกๆ วันกันค่ะ เป็นการดูแลจากปัจจัยภายใน และปัจจัยภายนอก ค่ะ

1) ปัจจัยภายใน ต้องรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ถ้าดูอาหารที่ทานเป็นประจำแล้วไม่ครบถ้วน อาจทานวิตามินเสริมที่ช่วยในการบำรุงหนังศีรษะและเส้นผมได้ นอกจากนั้นแล้ว การนอนหลับพักผ่อนที่เพียงพอ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ลดความเครียด ทำจิตใจให้สบาย หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และดื่มเหล้า เส้นผมก็จะเจริญเติบโตได้เป็นปกติ

2) ปัจจัยภายนอก สิ่งที่จะต้องมาสัมผัสทั้งหนังศีรษะและเส้นผมของเราเกือบทุกวัน ก็คือแชมพูสระผม ควรเลือกแชมพูที่เหมาะกับสภาพหนังศีรษะของเรา ความถี่ในการสระผมก็ขึ้นอยู่กับกิจกรรมของแต่ละวัน หลีกเลี่ยงการทำร้ายหนังศีรษะบ่อยครั้งด้วยสารเคมีและความร้อนจัด รวมถึงแสงแดด สุขภาพผมก็จะดีและไม่หลุดร่วงง่าย

ปัจจัยง่ายๆ เหล่านี้ล่ะค่ะ ที่จะทำให้ผมสวยอยู่กับเราไปนานๆ ค่ะ

เครื่องสำอาง กับผิวบอบบาง แพ้ง่าย

Cosmetic_products_blackday_Fotolia1.jpg
สาวๆ ในปัจจุบัน กว่าจะสวยได้ ต้องดูแลทั้งเสื้อผ้า หน้า ผม มากมายไปหมด โดยเฉพาะเรื่องการแต่งหน้าที่จำเป็นต้องมีการใช้เครื่องสำอาง และครีมบำรุงผิวอีกหลายขั้นตอน ทำให้ผิวต้องเสี่ยงกับการสัมผัสกับสารเคมีที่อาจสะสมทำให้เกิดการระคายเคืองได้ คุณสาวๆ จึงต้องระวังและเลือกให้มากหน่อยเพื่อไม่ให้ผิวสาวๆ เกิดอาการแพ้ หรือ อาการระคายเคือง
วันนี้ ลองมาดูกันซักหน่อยค่ะ ว่าสาวๆ ที่มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย ควรจะระมัดระวัง และดูแลผิวกันอย่างไรบ้าง

การป้องกันไม่ให้เกิดการระคายเคืองจากเครื่องสำอางนั้น แนะนำว่าให้ทดลองใช้เครื่องสำอางนั้นๆ โดยทดสอบดูที่บริเวณผิวใต้ท้องแขนก่อน เพราะใต้ท้องแขนเป็นบริเวณที่มีผิวบางที่สุด รองจากผิวหน้า หากไม่เกิดอาการระคายเคือง โอกาสที่จะเกิดการระคายเคืองบนใบหน้าก็จะน้อยลง แต่การทดสอบที่ท้องแขนก็ไม่ได้แปลว่าเครื่องสำอางนั้นจะปลอดภัย ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้ไปเสียทั้งหมด เพราะผิวหน้ามีรูขุมขน มีน้ำมันต่างจากผิวบริเวณใต้ท้องแขน ทำให้สารบางชนิดสามารถซึมผ่านได้ดีกว่า นอกจากนั้นผิวหน้ายังได้รับการล้างทำความสะอาดอยู่เป็นประจำ ผิวเคลือบชั้นบนของผิวหนังจึงบางกว่าผิวที่บริเวณใต้ท้องแขน ทำให้สารต่างๆ ในเครื่องสำอางสามารถซึมผ่าน และก่อให้เกิดอาการแพ้ได้ง่ายๆ ค่ะ

แต่ถ้าระมัดระวังก็แล้ว เลือกเครื่องสำอางอย่างดีก็แล้ว แต่ก็ยังจะมีอาการแพ้ขึ้นมาจนได้ การแก้ไขที่ปลอดภัยที่สุดคือการพักหน้า โดยไม่แต่งแต้ม หรือใช้เครื่องสำอางในบริเวณที่แพ้จนกว่าอาการแพ้จะหายไป ทั้งนี้ เพราะการใช้เครื่องสำอางในบริเวณที่มีอาการระคายเคือง จะยิ่งทำให้เกิดการระคายเคืองซ้ำซ้อน และการล้างหน้าด้วยสารชำระล้างก็อาจจะทำให้อาการรุนแรงมากขึ้น ถ้าสามารถพักหน้า ทำความสะอาดด้วยน้ำสะอาด เซลล์ผิวก็จะฟื้นกลับมาอย่างรวดเร็วภายใน 1–2 วัน แต่หากพักหน้าสักวันสองวันแล้วยังไม่หาย คงต้องลองไปพบแพทย์ผิวหนังที่อาจจะรักษาด้วยการให้รับประทานยาแก้แพ้ เน้นว่าต้องใช้การรับประทานยาแก้แพ้เท่านั้น หลายคนอาจเข้าใจว่าถ้าหากแพ้ต้องใช้ยาทา แต่ในความเป็นจริง ยาทาเหล่านั้นส่วนใหญ่มักประกอบด้วยสารสเตียรอยด์ที่มีความแรงแตกต่างกันไป เมื่อใช้ครั้งแรกๆ อาจจะหายในทันที ทำให้ผู้ใช้ติดใจ เพราะสามารถแต่งหน้าได้ดังเดิม แต่การใช้ยาทาแบบนี้ จะทำให้ผิวอ่อนแอลง จนรักษายาก และอาจทำเกิดอาการแพ้มากขึ้นในอนาคตจนไม่สามารถใช้เครื่องสำอางได้อีก

สรุปได้ว่า การรักษาที่ดีนั้นต้องไม่ใช้สเตรียรอยด์ ไม่แต่งหน้า และรับประทานยาแก้แพ้ ไม่เช่นนั้น หากอาการรุนแรง อาจถึงขั้นต้องใช้แสงเลเซอร์ Vbeam (595) ช่วยในการรักษา ซึ่งจะสิ้นเปลืองทั้งระยะเวลาที่ยาวนานเป็นเดือน และค่ารักษาพยาบาลอีกมาก ที่สำคัญ การรักษาด้วยแสงเลเซอร์ดังกล่าวยังมีข้อจำกัดที่ไม่สามารถรักษาผิวหนังบริเวณเปลือกตาบน เพราะแสงจะเข้าตา เป็นอันตรายได้ การฟื้นฟูผิวหนังในบริเวณนี้จึงเป็นบริเวณที่ทำได้ยากที่สุด

เพื่อป้องกันไม่ให้อาการรุนแรง และเป็นเรื่องที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น แนะนำว่าควรรักษาผิวตั้งแต่เริ่มเกิดอาการระคาย หรืออาการแพ้ ในช่วงแรกๆ และรีบรับประทานยา รวมทั้งพักการใช้เครื่องสำอาง หรือสารเคมีที่จะมารบกวนผิว ให้ผิวได้ฟื้นฟูตัวเอง สำคัญที่สุด คือไม่ควรจะใช้เครื่องสำอางมากเกินความจำเป็น เพราะหากสามารถลดการใช้เครื่องสำอางลงได้ โอกาสเกิดการระคาย หรืออาการแพ้ ก็จะน้อยลงตามไปด้วย การใช้ยาแก้แพ้ก็ไม่จำเป็น ผลข้างเคียงของการใช้ยาก็จะน้อยลงตามไปด้วยค่ะ

แต้มสีรอบดวงตาอย่างไร ให้ปลอดภัย

eye.jpg
ในขณะที่ดวงตา เป็นหนึ่งในอวัยวะที่เราใช้งานกันมากที่สุด ก็ตั้งแต่ตื่นนอน ที่ดวงตาต้องรับมือกับแสง ฝุ่นละออง และสารเคมีในอากาศ รวมถึงกล้ามเนื้อตา ที่ต้องทำงานหนัก คอยเพ่งและปรับระยะ ในแทบจะทุกช่วงเวลา กว่าจะได้พัก ก็ต้องรอถึงตอนกลางคืน แต่เรากลับจะไม่ค่อยได้ดูแลดวงตาของเรากันซักเท่าไหร่ ซ้ำร้าย หลายๆ ครั้ง เรายังทำร้ายดวงตา ด้วยการใช้เวลาอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์ และสมาร์ทโฟนนานๆ รวมถึงแต่งแต้มสารเคมีรอบๆ ดวงตา จนอาจลุกลาม กลายเป็นปัญหาสุขภาพตากันอีกด้วย

วันนี้ มาดูกันค่ะ ว่าอะไรที่เราควรจะระมัดระวังกันบ้าง โดยเฉพาะสาวๆ ในเรื่องของการใช้เครื่องสำอางรอบดวงตา ก็เพราะคงจะเป็นการยากมากๆ ที่เราจะไม่ใช้เครื่องสำอางกันเลยในชีวิตประจำวัน แต่จะใช้อย่างไร ไม่ให้เป็นอันตรายกับดวงตา ลองมาไล่กันทีละข้อเลยค่ะ

ข้อแรก เครื่องสำอางที่เปิดใช้แล้ว มีอายุประมาณ 3 เดือน เพราะหากนานกว่านั้น เชื้อแบคทีเรียจะมีโอกาสปนเปื้อน และเจริญเติบโต จนเป็นอันตรายกับดวงตาได้ โดยเฉพาะในเครื่องสำอางประเภทครีม หรือของเหลว ดังนั้น ควรหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องสำอางหมดอายุหรือเครื่องสำอางที่เปิดใช้แล้วนานๆ  ถึงแม้ว่าจะยังมีเหลืออยู่ เพื่อความปลอดภัยค่ะ

ข้อที่สอง หลีกเลี่ยงการแต่งหน้าขณะขับรถ ไม่ว่าจะขณะรถหยุด หรือขณะที่รถกำลังเคลื่อนที่ เพราะเราไม่สามารถทราบได้เลยค่ะ ว่าจะเกิดอุบัติเหตุได้เมื่อใด ป้องกันเอาไว้ก่อนจะดีกว่า นอกจากนั้น การใช้อุปกรณ์แต่งหน้าที่เป็นของแข็งควรใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษเพราะอาจพลาดไปโดนผิวกระจกตา ทำให้ผิวกระจกตาเกิดการถลอก หรือติดเชื้อได้

ข้อที่สาม หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องสำอางร่วมกับผู้อื่น เพราะจะมีความเสี่ยงในการติดเชื้อได้สูง

ข้อที่สี่ การเขียนตา ควรเขียนบริเวณขอบนอกของแนวขนตา เป็นการป้องกันการอุดตันของต่อมไขมันรอบๆ ดวงตา เพราะต่อมไขมันเหล่านี้คือต่อมที่คอยสร้างไขมันเพื่อปกป้องผิวกระจกตาค่ะ

ข้อที่ห้า ผู้ที่มีปัญหาตาแห้ง ควรหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องสำอางที่เป็นเกล็ด แวววาว เพราะเกล็ดเหล่านี้อาจเข้าไปติดในดวงตา ทำให้กระจกตาเกิดเป็นรอย และติดเชื้อได้ง่ายขึ้น

และ ข้อสุดท้าย ควรรักษาความสะอาดหลังการใช้เครื่องสำอาจ และเช็ดล้างเครื่องสำอาจให้หมดในทุกวันก่อนนอน โดยเฉพาะเครื่องสำอางที่ติดแน่น ซึ่งสารเคมีเหล่านี้ อาจเข้าไปในตาในระหว่างการนอน เมื่อมีการขยี้ตา หรือเกิดการถูกับหมอน รวมถึงเครื่องสำอางที่ตกค้างอาจทำให้เกิดการอุดตันบริเวณต่อมน้ำตา ซึ่งอยู่บริเวณเปลือกตา ทำให้เกิดโรคเกี่ยวกับต่อมไขมันที่เปลือกตา หรือตากุ้งยิงได้ค่ะ

และในกรณีที่มีอาการระคายเคือง หรือมีอาการอักเสบบริเวณรอบดวงตา ควรหยุดใช้เครื่องสำอาง และปรึกษาแพทย์ในทันที เพราะความอ่อนไหวของดวงตา หากทิ้งไว้ อาการอักเสบ แพ้ หรือระคายเคือง อาจทำอันตรายกับดวงตาของเราได้

ได้ทราบกันอย่างนี้แล้ว อย่าลืมดูแลดวงตาของเราให้ดีกันตั้งแต่วันนี้นะคะ เพราะดวงตา นอกจากจะเป็นหน้าต่างของหัวใจแล้ว ยังเป็นอวัยวะสำคัญที่จะต้องอยู่กับเราไปอีกนานเลยล่ะค่ะ

เคล็ดลับ นวดเพื่อความงาม

mn
ไม่ว่าสาวคนไหนก็ต้องอยากที่จะมีผิวเนียนใส มีรูปร่างที่เพรียวกระชับทุกสัดส่วนกันทุกคน แต่เพียงแค่การบำรุงด้วยครีมบำรุงผิว ทาโลชั่นเป็นประจำ และการออกกำลังกายสม่ำเสมอนั้นคงจะไม่เพียงพอ เพราะถ้าอยากให้ผิวสวยใส มีร่างกายที่กระชับยิ่งขึ้นก็คงจะต้องเรียนรู้เคล็ดลับการนวดผิวกายกันซักหน่อย วันนี้ มีเคล็ดลับดีๆ เกี่ยวกับเรื่องการนวดกระชับผิวส่วนต่างๆ มาฝากกันค่ะ..

เริ่มต้นด้วยขั้นตอนแรก เสริมความชุ่มชื้น เพราะผิวสวยต้องการความชุ่มชื้นค่ะ การทามอยเจอร์ไรเซอร์จึงเป็นเหมือนการเติมความชุ่มชื้นให้กับผิว โดยเวลาที่เหมาะสมที่สุดคือช่วงหลังอาบน้ำ ที่รูขุมขนจะเปิด พร้อมรับอาหารสำหรับผิว สำหรับการนวดที่จะช่วยเติมความชุ่มชื้นให้ผิวนั้นจะเป็นการนวดเป็นวงกลมจากล่างขึ้นบน ถ้านวดที่ขาก็จะเริ่มจากตาตุ่มขึ้นมาถึงโคนขา สำหรับแขนจะนวดเป็นวงกลมจากหัวไหล่ลงมาทางข้อมือค่ะ

ส่วนต่อมา การกระชับทรวงอก ผิวในร่มผ้าก็เป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรขาดการดูแล สำหรับการนวดกระชับผิวทรวงอกนั้น ใช้วิธีคลึงเป็นวงกลมเช่นเดียวกัน โดยเริ่มจากด้านนอกเข้าสู่ด้านใน และจากฐานอกขึ้นไปตามลำคอจรดปลายคาง ส่วนนี้ให้นวดอย่างเบามือนะคะ

ส่วนที่สาม การนวดกระชับผิว การนวดแบบนี้ ให้ใช้ร่วมกับครีมเพื่อช่วยกระชับรูปร่าง จะได้ผลดีขึ้น เพราะจะช่วยขับไขมันและป้องกันการสะสมของไขมันอีกด้วย สำหรับวิธีการนวด ให้นวดเป็นวงกลมจากล่างขึ้นบน โดยอาจจะเพิ่มน้ำหนักมือขึ้นอีกนิดเพื่อช่วยในการขับไขมันที่ไม่พึงประสงค์ และปรับรูปร่างให้เพรียวบางได้สัดส่วนยิ่งขึ้น

และส่วนสุดท้าย การนวดขาเพื่อลดอาการบวมน้ำ สาเหตุสำคัญที่ทำให้ขาดูไม่กระชับก็มาจากอาการบวมน้ำนี่ล่ะค่ะ ลองแก้ไขด้วยการนวดด้วยน้ำมันบำรุงผิว หรือ Baby Oil โดยนวดจากข้อเท้าขึ้นสู่หัวเข่า และนวดที่เท้าเบาๆ จากนิ้วหัวแม่เท้า จนถึงข้อเท้า ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือดให้ไปถึงส่วนปลายของร่างกาย ก่อนปิดท้ายการนวด ด้วยการลูบไล้เบาๆ ให้ทั่วทั้งเรียวขา จากล่างขึ้นบนเช่นเดียวกัน

เคล็ดลับง่ายๆ เพียงเท่านี้ล่ะค่ะ ที่จะช่วยทำให้ผิวของคุณสาวๆ ดูเนียนเรียบ รูปร่างเพรียวกระชับมากขึ้น ลองนำไปใช้กันดู แล้วได้ผลอย่างไรอย่าลืมมาเล่าสู่กันฟังด้วยนะคะ

สาวๆ รองเท้าส้นสูง และเรื่องของสุขภาพที่ควรระวัง

heel.jpg
สาวๆ ชาวออฟฟิศคงพอจะทราบกันบ้างแล้ว ถึงข้อเสียจากการใส่ส้นสูง ทั้งทำให้ปวดเท้า เมื่อยขา แต่ถึงเวลาต้องแต่งสวยแบบจัดเต็มทีไร ก็อดไม่ได้ที่จะต้องหยิบเจ้ารองเท้าส้นสูงคู่สวยมาใส่ประชันความงามกันแบบไม่ยอมน้อยหน้าใคร … แหม ก็ใครจะยอมทิ้งความเพรียว สวยสง่า ที่ได้จากการใส่รองเท้าส้นสูงกันได้ลงคอ…
แต่ก่อนจะตัดสินใจหยิบรองเท้าคู่ใหม่มาลอง วันนี้มาทำความเข้าใจเพิ่มกันอีกสักนิดนะคะ ว่ารองเท้าส้นสูงๆ ที่เราเลือกใส่นั้น มีผลต่อสุขภาพของเราอย่างไรบ้าง

รองเท้าส้นเข็ม
ส้นเข็มคู่ใจสาวสวย ใส่ทีไรเหมือนต้องมนต์ ขาจะสวยเพรียวขึ้นทันตาเห็น และด้วยความที่มีส้นที่เพรียวเล็กจึงช่วยให้ดูไม่ตันอีกต่างหาก มือใหม่หัดใส่อาจร้อง “ยี้” เพราะแค่ส้นสูงปกติก็ลำบากแล้ว เจ้ารองเท้าส้นเข็มยิ่งทำให้ทรงตัวยากขึ้นไปอีก ด้วยส้นที่เล็กมาก การทิ้งน้ำหนักต้องกดลงไปที่จุดเดียว ทำให้ไม่สามารถรองรับน้ำหนักตัวเราได้อย่างสมดุล จมูกเท้าด้านหน้าต้องรับบทหนัก แถมเวลาเดินจะเกิดการกระแทกย้อนกลับมาที่เท้า ใส่แต่ละครั้งจึงรู้สึกได้ว่าไม่สบายเท้า ทั้งคุณสาวๆ ยังต้องเผชิญกับความเสี่ยง ทั้งเท้าพลิก เท้าแพลง และทำให้เกิดอาการเคล็ดขัดยอกกันได้ง่ายๆ

รองเท้าหัวแหลม
แฟชั่นรองเท้าหัวแหลมช่วยให้ลุ้คดูเปรี๊ยวจี๊ด ทันสมัย กระฉับกระเฉง ตามคอนเซ็ปต์สาวมั่นยุคใหม่ แต่ลองก้มมองที่เท้าของเราสักนิดนะคะ เพราะเปอร์เซ็นต์ส่วนใหญ่ของเท้าคนไทยล้วนมีหน้าเท้าที่กว้าง เมื่อพยายามสอดปลายเท้าลงไปในรองเท้าหัวแหลมๆก็เท่ากับเป็นการบีบหน้าเท้าตัวเองทำให้เสียรูป ยิ่งถ้าเป็นรองเท้าส้นสูงหัวแหลมด้วยยิ่งหนัก เพราะน้ำหนักจะยิ่งเทไปด้านหน้ามากขึ้นอีก เดินไปสักพักก็มักจะปวดเท้ากันทุกคน อาการที่มักจะเกิดตามมาได้แก่ กล้ามเนื้ออักเสบ และตาปลา เพราะในแต่ละก้าวที่เดินกล้ามเนื้อจะถูกบีบรัดและเสียดสีตลอดเวลา ยิ่งถ้าปล่อยไว้นาน นิ้วเท้าอาจผิดรูปไปได้เลยล่ะค่ะ

รองเท้าส้นสูงปรี๊ด
สาวๆ ไซส์มินิ มาตรฐานแบบไทยๆ อาจคิดว่าส่วนสูงของตัวเองเป็นปมด้อย เพราะไม่ว่าจะซื้อกางเกงก็ต้องตัดขา หรือจะตามแฟชั่นกระโปรงยาว ก็ยาวจนลากพื้น ตัดสินใจต้องเลือกเพื่อนคู่ใจเป็นรองเท้าส้นสูงปรี๊ด ความสูงจะได้เชิดหน้าชูตาขึ้นมาหน่อย แต่รองเท้าที่ส้นสูงปรี๊ดนั้นทำให้เราต้องเดินเขย่งตลอดเวลา ยิ่งเป็นรองเท้าที่ความสูงของด้านหน้าและด้านหลังต่างกันมากๆ น้ำหนักทั้งหมดจะตกลงมาที่จมูกเท้าหมด ทีนี้เท้าก็จะงอผิดธรรมชาติ กล้ามเนื้อบริเวณน่องจะเกร็งขึ้นมากกว่าปกติ จึงทำให้ทั้งปวดเท้า เมื่อยน่องทุกครั้งที่ใส่ บางคนที่ใส่รองเท้าส้นสูงไปนานๆ อาจเกิดปุ่มแข็งๆ ยื่นออกมาตรงส้นเท้า (Pump Bump) เป็นกระดูกที่งอกออกมาแบบผิดปกติ ปุ่มแข็งๆ นี้ถ้าสียดสีกับส้นรองเท้าบ่อยๆ ก็อาจกลายเป็นแผลพุพอง แผลกดทับ เกิดอาการปวดแบบถาวรได้

รองเท้าแพลตฟอร์ม
สาวๆ อาจแปลกใจว่าทำไมเลือกรองเท้ามีส้นสูงเสมอกันแล้ว ทำไม ยังจะมีข้อเสียได้อีก ก็เพราะรองเท้าแบบแพลตฟอร์มถึงจะดูสวย น่าจะใส่สบาย แต่รองเท้าแบบนี้ไม่ได้ออกแบบมาให้รองรับน้ำหนักและรูปทรงของเท้า ไม่ยืดหยุ่นในยามเคลื่อนไหว ซ้ำร้าย พื้นรองที่เท้าแข็ง และหนา จะบังคับไม่ให้เท้าเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ แต่เราอาจจะไม่รู้ตัวว่าเท้าของเราเกร็งทุกครั้งที่เคลื่อนไหว และพยายามทรงตัว ยิ่งบางคู่ที่ออกแบบผิดส่วน ฝ่าเท้าไม่สัมผัสกับพื้นรองเท้า ยิ่งทำให้การทรงตัวยากขึ้นไปอีก ผลคือกล้ามเนื้อเกิดอาการเกร็ง ปวดเมื่อย ยิ่งถ้ารองเท้าคู่นั้นสูงมาก ก็จะยิ่งกดทับกระดูกฝ่าเท้ามากขึ้นไปอีก และการทรงตัวที่ลำบากก็อาจทำให้สะดุดหกล้มบาดเจ็บกันได้ง่ายๆเลยทีเดียว

รองเท้าส้นแบน แฟลตชูว์
แม้จะหนีจากรองเท้าส้นสูงๆ หันมาคบรองเท้าส้นแบน แบบติดดินสุดๆ แล้ว ก็ยังหนีอาการปวดเมื่อยเท้าเมื่อเดินไกลๆ ไม่ได้ สาเหตุก็มาจากการไม่มีพื้นรองเท้านี่แหละค่ะ รองเท้าที่แบนราบไปกับพื้นเลยนั้นไม่ช่วยรองรับแรงกระแทก แถมยังจะไม่เข้ากับสรีระของเท้าอีกด้วย อาจทำให้เกิดออาการเจ็บเข่า ลามไปถึงสะโพกและหลังได้ สำหรับบางคนอาจเกิดถึงขั้นมีอาการเอ็นฝ่าเท้าอักเสบได้เลย รองเท้าที่ดีจึงควรหนาขึ้นมาสัดนิด แล้วมีแผ่นรองเท้าเพื่อรองรับกับรูปเท้าในทุกขณะของการเคลื่อนไหวค่ะ

เคล็ดลับ : เลือกรองเท้าต้องดูอะไรบ้าง
ลักษณะรองเท้า : เลือกรองเท้าที่มีลักษณะเข้ากับรูปเท้า
พื้นด้านในรองเท้า : ควรเลือกรองเท้าที่ใช้วัสดุด้านในที่นุ่มสบายเท้า และสามารถช่วยรับน้ำหนักได้
พื้นรองเท้า : เจอรองเท้าถูกใจแล้ว ลองพลิกดูพื้นรองเท้าด้วย ว่าวัสดุมีความฝืดแค่ไหนสำหรับการป้องกันการลื่นในยามก้าวเดิน และมีลวดลายอย่างไร ลายเฉียงคล้ายสามเหลี่ยมที่หันมาด้านหน้า จะช่วยเรื่องการยึดเกาะพื้นได้ดีไม่แพ้ลวดลายขรุขระอื่นๆเลยทีเดียวค่ะ
ส้นรองเท้า : รองเท้าที่ดีส้นรองเท้าไม่ควรสูงเกิน 1 นิ้ว และถ้าอยากใส่ส้นสูงก็ไม่ควรเกิน 2 นิ้ว และใส่ต่อเนื่องไม่เกิน 3 ชั่วโมงในแต่ละครั้ง ที่สำคัญควรถอดออกให้เท้าของคุณได้พักบ้างในเวลาที่ไม่ต้องเดิน
น้ำหนักของรองเท้า : ลองจับๆ ยกๆ รองเท้าดู แล้วเลือกรองเท้าที่มีน้ำหนักเบา รองเท้าที่ทำจากยางหนาๆ มีน้ำหนักมาก จะทำให้เดินยากและหกล้มได้ง่าย เลือกรองเท้าที่ทำจากยางที่มีน้ำหนักเบาจะทำให้เคลื่อนไหวได้สะดวกกว่า

TIPS : รู้จักโครงสร้างของเท้า
เท้าประกอบด้วยกระดูก 28 ชิ้น ต่อกับข้อเท้า และมีกล้ามเนื้อที่เกาะจากขาท่อนล่างมาที่เท้าทั้งหมด13 มัด ภายในฝ่าเท้ามีกล้ามเนื้อรวม 19 มัด และยังมีเส้นเอ็น กล้ามเนื้อต่าง ๆ มากกว่า 100 ชิ้น เพื่อควบคุมการเคลื่อนไหวของเท้า โครงสร้างของเท้ามีส่วนโค้งของฝ่าเท้าตามยาวและตามขวาง ส่วนโค้งนี้ทำให้เท้าสามารถรับน้ำหนักได้หลายเท่าตัว แต่การใส่ส้นสูงจะทำให้น้ำหนักกดลงไปที่กระดูกนิ้วเท้า, กระดูกข้อต่อนิ้วเท้า, ข้อเท้า และเส้นเอ็น ที่มักเกิดปัญหาคือเอ็นร้อยหวายที่จะต้องเกร็งตัวตลอดเวลาเมื่อเราใส่รองเท้าส้นสูงค่ะ

เรื่องของรอบเดือน ฮอร์โมน และความงาม

mentrual cycle
นอกจากเรื่องของอารมณ์ ที่มักจะเป็นผลจากฮอร์โมนโดยเฉพาะช่วงที่มีรอบเดือนแล้ว สาวๆ ทราบกันหรือไม่คะ ว่าแต่ละช่วงของรอบเดือน ร่างกายของสาวๆ เรา มีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนอยู่ตลอดเวลา แล้วการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนนี่ล่ะค่ะ ที่ไม่ได้มีผลต่ออารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ ของเราแค่นั้น แต่ยังมีผลต่อสภาพของผิวพรรณของเราอีกด้วย
วันนี้ มาทำความเข้าใจถึงรอบของประจำเดือน ที่สัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนในร่างกาย และสภาพผิวของคุณสาวๆ เพื่อการดูแลผิวพรรณกันอย่างถูกวิธีกันดีกว่า

เริ่มจากช่วงแรก ช่วงที่มีประจำเดือน (Menstrual Phase) ช่วงนี้กินเวลาประมาณ 5 วันค่ะ ผู้หญิงส่วนใหญ่มักจะเพลียและต้องการผักผ่อนมากขึ้น สุขภาพผิวเองก็อ่อนแอลง เป็นเพราะฮอร์โมนเอสโตรเจน โปรเจสเตอโรนต่ำลง ร่างกาย และผิวพรรณจึงควรได้รับการดูแลเป็นพิเศษ เช่นการทาครีมเพื่อบำรุงผิวให้ชุ่มชื่น มีชีวิตชีวาขึ้นหน่อย พร้อมเพิ่มเวลาพักผ่อนให้มากกว่าปกติซักหน่อยค่ะ

ช่วงต่อมา ช่วงที่ประจำเดือนหมดลง ร่างกายของเราจะอยู่ในช่วงเตรียมการตกไข่ (Estrogen Phase) ช่วงนี้กินเวลาประมาณ 9-20 วัน ฮอร์โมนเอสโตรเจนจะสูงขึ้น เป็นช่วงที่เหมาะกับการบำรุงผิว เพราะผิวจะสามารถดูดซึมสารอาหารต่างๆ ได้ดี แถมผิวยังแข็งแรง สดใส ถ้าอยากลองครีมบำรุงผิวตัวใหม่ๆ ต้องช่วงนี้เลยค่ะ จะได้ไม่แพ้หรือมีอาการระคายเคือง

วนกลับมาถึงช่วงที่สาม ช่วงก่อนมีประจำเดือน ช่วงนี้เป็นช่วงหลังตกไข่ (progesterone Phase) กินเวลาประมาณ 14 วัน เป็นช่วงที่คุณผู้หญิงต้องใส่ใจผิวมากเป็นพิเศษ เพราะร่างกายของเราจะผลิตฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนสูง ผิวจึงมีน้ำมันมาหล่อเลี้ยงมาก จนเกิดการสะสมอุดตันได้ เป็นที่มาของการเกิดสิวนั่นเอง แถมผิวยังผลิตเมลานินมากขึ้นอีกด้วย จึงควรปกป้องผิวจากแสงแดดแรงๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดจุดด่างดำ ฝ้าแดด และกระค่ะ

นำมาฝากคุณผู้หญิงกันโดยเฉพาะเลยในวันนี้ หวังว่าความเข้าใจเรื่องของระบบและฮอร์โมนต่างๆ ในร่างกาย จะช่วยให้สาวๆ ทุกคนดูแลผิวพรรณกันได้อย่างเหมาะสมยิ่งขึ้น
ถึงเวลาสวยกันแล้วค่ะ ^^

สวยใสสมวัยได้ง่ายๆ แค่ดูแลผิวให้ถูกวิธี

beauty
ผิวสวยๆ เป็นสิ่งที่คุณสาวๆ ต่างถวิลหา ผิวเต่งตึง เนียนละเอียด ปราศจากจุดด่างดำและริ้วรอยแห่งวัยที่มากวนใจให้อารมณ์ขุ่นมัว ทว่า ด้วยอายุที่เพิ่มขึ้น การทำงานของระบบต่างๆ และฮอร์โมนในร่างกายก็เปลี่ยนไป คุณสาวๆ อย่าเพิ่งกลุ้มใจไป เพราะวันนี้คุณ คุณพิสุทธิ์ ขันธ์เครือ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องผิวพรรณ จาก Aster Spring ได้มามอบคำแนะนำดีๆ สำหรับสาวๆ ทุกคนที่ ให้ได้สวยใส ตลอดทุกช่วงวัยกันเลยค่ะ

20s (อายุ 20 – 29 ปี) “กรี๊ด สิวขึ้น…”
นักศึกษาและน้องๆจบใหม่ไฟแรง ถึงจะเลยวัยทีนมาแล้ว แต่ผิวก็ยังคงมีการผลิตน้ำมัน (Sebum) อยู่ กับไลฟ์สไตล์ที่ต้องอดนอนอ่านหนังสือบ้าง เจอฝุ่นควันบ้าง ปัญหาสำคัญสำหรับสาวๆ ในวัยนี้คงหนีไม่พ้นเรื่อง “สิว” ค่ะ แม้ว่าผิวเราจะมีการผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิวและสร้างเซลล์ผิวใหม่อย่างสม่ำเสมอทุกๆ 28 วัน แต่พอเข้าสู่ช่งวัยยี่สิบปลายๆ วัยทำงาน ความเครียดอาจถามหา ถ้าเครียดมากริ้วรอยเล็กๆ ก็ถามหาได้ มาดูวิธีดูแลผิวสำหรับช่วงวัยในเลข 2 กันดีกว่าค่ะ

วิธีดูแลผิววัย 20 Up :
จะไปมหาวิทยาลัย หรือไปทำงาน สาวๆ วัยนี้ก็เริ่มแต่งหน้าและใช้เครื่องสำอางกันบ้างแล้ว การทำความสะอาดผิวหน้าจึงเป็นเรื่องสำคัญค่ะ ควรใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดหน้าที่มีเนื้อเป็นน้ำมันในการขจัดสิ่งสกปรก สำหรับสาวคนไหนที่เป็นสิวอักเสบบ่อยๆ ควรใช้เจลล้างหน้าที่มีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียด้วยนะคะ จะได้สะอาดแบบไร้เชื้อค่ะ
แถมให้สำหรับการถนอมรักษาผิวพรรณบริเวณรอบดวงตา ซึ่งเป็นผิวส่วนที่บอบบางที่สุดบนใบหน้า วัย 20 กว่าๆ ก็ต้องดูแลผิวรอบดวงตากันแล้วนะคะ ลองหาครีมทารอบดวงตาแบบที่มีเนื้อซิลิโคนเพื่อเคลือบผิวไว้เป็นเกราะป้องกันริ้วรอยไว้ตั้งแต่เนินๆ เลยค่ะ
ความชุ่มชื้นเป็นหัวใจสำคัญในการที่จะทำให้ผิวเต่งตึง แม้ว่าผิวในวัย 20 กว่าๆ จะผลิตน้ำมันออกมามาก แต่การทามอยส์เจอไรเซอร์เพื่อให้ผิวชุ่มชื้นก็เป็นสิ่งสำคัญ และทุกครั้งที่ออกจากบ้าน สิ่งที่ผิวเราต้องเจอก็คือรังสียูวี แนะนำให้เลือกใช้ผลิตภัณฑ์กันแดดที่มีค่า SPF 15 เป็นอย่างน้อยทุกวัน เพื่อปกป้องผิวจากแสงแดด ทั้งยังช่วยป้องกันการเกิดฝ้า และจุดด่างดำ

30s (อายุ 30 – 39 ปี) “อ๊ายยยย ตีนกามาได้ไงเนี่ย… ยอมไม่ได้”
ขึ้นเลข 3 แล้ว สาวๆ อาจจะตกใจถึงช่วงเวลาที่ผ่านไปอย่างรวดเร็วแบบน่าใจหาย ผิวในช่วงวัยนี้จะเริ่มผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิวช้าลง จึงต้องมีตัวช่วยในการเร่งสร้างเซลล์ผิวใหม่ด้วยการขจัดเซลล์ผิวเก่าที่เสื่อมสภาพ และป้องกันริ้วรอยที่เริ่มมาเยือนจากความเครียดในหน้าที่การงาน และความรับผิดชอบที่มากขึ้น ยิ่งถ้าโดนแดด ฝ้าและจุดด่างดำก็มักจะออกมาแสดงตัวได้ง่ายๆ บางครั้ง เครียดหนัก หรือนอนน้อย “สิว” ก็ยังจะถามหาได้อีก แต่ดูแลผิวสำหรับวัยนี้ไม่ยากค่ะ มาดูกันเลย

วิธีดูแลผิววัย 30 Up
อย่างแรกคือเรื่องความสะอาด สาวๆ ควรเลือกผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่เป็นเนื้อครีมนะคะ เพราะผิววัยนี้ผลิตน้ำมันได้น้อยลงแล้ว และจากการผลัดผิวที่ช้าลง จะทำให้สาวๆ ต้องเร่งการผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิวและเพิ่มความกระจ่างใส ด้วยการสครับเป็นประจำ อย่างน้อย 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ เพื่อขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว และกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่
วัยนี้การใช้ Toner เริ่มเป็นสิ่งจำเป็น เพราะโทนเนอร์จะช่วยปรับสภาพผิวให้ความชุ่มชื้น รวมทั้งมีวิตามินที่ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ และ เมื่อริ้วรอยเริ่มถามหา ก็ต้องรีบสยบทุกปัญหารอบดวงตาด้วยวิตามินจำพวกมัลติวิตามิน ที่มีคุณสมบัติ ดูแลครอบคลุมทั้งริ้วรอยและความหมองคล้ำรอบดวงตา และทุกครั้งก่อนออกจากบ้าน อย่าลืมทาครีมกันแดด ที่มีค่า SPF 30 เป็นประจำทุกวันด้วยค่ะ

40s (อายุ 40 – 49 ปี) “สวยๆ เริ่ดๆ ในแบบที่ฉันป็นฉันเอง”
ก้าวเข้าสู่วัยเลข 4 แล้ว สาวๆ ทำความรู้จักกับผิวของตัวเองมานานพอดู แต่สิ่งที่ไม่รู้และกำลังเปลี่ยนแปลงอยู่ภายใน นั่นคือเรื่อง “ฮอร์โมน” การผลิตฮอร์โมนที่น้อยลงจะทำให้ผิวแห้ง ขาดความยืดหยุ่น และแพ้ง่าย บางครั้งผิวอาจเกิดผื่นแดงจากการแพ้ เป็นเพราะร่างกายผลิตคอลลาเจนน้อยลง ริ้วรอยเริ่มลึก มีจุดด่างดำ ทั้งสีผิวที่ไม่สม่ำเสมอก็เริ่มปรากฎชัดเจนขึ้น จากการผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิวที่ช้าลง

วิธีดูแลผิววัย 40 Up
ตื่นเช้ามา เริ่มต้นด้วยการล้างหน้า เลือกผลิตภัณฑ์ที่ช่วยทำความสะอาดและขจัดเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพนะคะ สำหรับตอนเย็น ก็ทำความสะอาดผิวด้วยผลิตภัณฑ์ที่เป็นเนื้อครีม เพื่อให้ผิวชุ่มชื้นค่ะ ลบเลือนริ้วรอย ขจัดความแห้งกร้าน และอาการแพ้ไวของผิว ด้วยครีมบำรุงผิวเนื้อครีมข้น และใช้ผลิตภัณฑ์กันแดด SPF 30 หรือมากกว่า เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของโปรตีน เปปไทด์ เพื่อกระตุ้นการเสริมสร้างคอลลาเจน และเลือกผลิตภัณฑ์บำรุงผิวรอบดวงตา ที่ช่วยขจัดและลดเลือนริ้วรอย รอยบวม ขอบตาคล้ำดำ และควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยลดเลือนริ้วรอยควบคู่ไปกับการทำทรีตเมนท์ด้วยค่ะ

50s (อายุ 50 – 59 ปี) “งามสมวัย”

ช่วงอายุนี้ผิวจะแห้งลงอย่างเห็นได้ชัด ทิ้งร่องรอยของวัยไว้หลายจุด ขนาดของรูขุมขนจะขยายจนเห็นได้ และจุดด่างดำก็เกิดขึ้นได้ง่ายอีกด้วย ยิ่ไปกว่านั้น การเข้าสู่ช่วงภาวะหมดประจำเดือน การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนจะยิ่งทำให้ผิวแห้งและแพ้ได้ง่ายยิ่งขึ้นไปอีก

วีธีดูแลผิวของสาว 50 Up
เริ่มต้นด้วยการเติมน้ำมันให้แก่ผิวอย่างสม่ำเสมอด้วยผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่มีเนื้อครีม และเติมความชุ่มชื้นด้วยครีมบำรุงผิวในคราวเดียวกัน เลือกบำรุงผิวด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีเนื้อครีมข้น และมีส่วนผสมของ วิตามินอี เพื่อปกป้องผิวและเพิ่มความนุ่มเนียน มีโพลีเปปไทด์เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และมีเรตินอลเพื่อช่วยลบริ้วรอยแห่งวัย นอกจากนั้นควรทำทรีตเมนต์ กระตุ้นการขจัดเซลล์ผิวเก่า และเร่งการสร้างเซลล์ผิวใหม่ เป็นการช่วยบำรุงผิวพรรณ และลดริ้วรอยที่เกิดขึ้นตามวัยให้ผิวแลดูเปล่งปลั่งสดใส

แต่ละช่วงวัยมีความสวยในแบบเฉพาะของตนเอง ค้นหาให้เจอ เพื่อเปล่งประกายความงามจากภายในออกมาอวดกันนะคะ