รักวัวให้ผูก .. รักลูกต้องทำอย่างไร

เลี้ยงลูก.jpg
รักวัวให้ผูก .. รักลูกให้ตี .. คำโบราณที่สอนกันไว้… จริงหรือไม่

สำหรับการเลี้ยงลูก ทุกๆ สิ่งที่เรากำลังหยิบยื่นให้พวกเขา ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมของคุณพ่อคุณแม่เอง การเลี้ยงดู การอบรม การเรียน ทุกๆ สิ่งกำลังบ่มเพาะ และสร้างตัวตนให้กับเด็กๆ ให้พวกเขาค่อยๆ ซึมซับไปทีละน้อย เหมือนกับการปลูกต้นไม้นั่นล่ะค่ะ
วันนี้ ลองมาดูกันคะว่าคุณพ่อคุณแม่กำลังเลี้ยงลูกด้วยวิธีการแบบไหนกันอยู่ และเรากำลังบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์ชนิดไหนไว้ในคัวเค้ากันบ้าง

นพ.กิจจา ฤดีขจร จาก ศูนย์การแพทย์นวบุตรสตรีและเด็ก กล่าวถึงเรื่องการเลี้ยงดูของผู้ปกครองที่มีผลต่อพฤติกรรม และอารมณ์ของเด็กๆ ไว้ตามนี้ค่ะ

การเลี้ยงดูแบบดูแลเอาใจใส่ หรือประชาธิปไตย
การเลี้ยงดูในแบบที่ให้เวลา ให้ความรักความอบอุ่นแก่เด็ก การจะทำสิ่งใดจะใช้การพูดคุย ให้เหตุผลในการทำให้เด็กเชื่อฟังและปฏิบัติตามความต้องการของคุณพ่อคุณแม่ รับฟัง ยอมรับ และตอบสนองความต้องการของเด็กๆ ให้ความสำคัญกับคำพูด ความคิดเห็นของพวกเขา เมื่อเขามีเหตุผล หรือมีความคิดเห็นโต้แย้งในแบบของเด็ก
สนับสนุนให้เด็กๆ มีความเป็นตัวของตัวเอง เปิดโอกาสให้เด็กๆ มีส่วนร่วมในการตัดสิน และ คุณพ่อคุณแม่ก็ต้องเคารพการตัดสินใจของพวกเขา รวมทั้งกระตุ้นให้เด็กมีพัฒนาการที่เหมาะสมกับวุฒิภาวะ
เมล็ดพันธุ์ที่เติบโตจากการบ่มเพาะแบบนี้จะทำให้เด็กสามารถปรับตัวในสถานการณ์ต่างๆ ได้ดี เห็นคุณค่าในตนเอง ควบคุมตนเองได้ดี มีวินัย มีวุฒิภาวะ มีความอดทน มั่นใจในตนเอง มีความคิดสร้างสรรค์ มีความรับผิดชอบ และมองโลกในแง่ดีค่ะ

การเลี้ยงดูแบบใช้อำนาจควบคุม
คุณพ่อคุณแม่เป็นเหมือนนักปกครอง มักเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ในทุกๆ เรื่อง และมักจะใช้อำนาจสั่งให้เด็กทำตามความคิดเห็นของตน ไม่ตอบสนองความต้องการของเด็ก ไม่รับฟังความเห็น ไม่อธิบายเหตุผลในการสร้างกฎเกณฑ์ต่างๆ ของตนเอง และจะมีบทลงโทษเมื่อเด็กไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง
เมล็ดพันธุ์ที่เติบโตจากการบ่มเพาะแบบนี้จะทำให้เด็กมีความภูมิใจต่ำ ไม่ค่อยมั่นใจในตนเอง อารมณ์ไม่มั่นคง วุฒิภาวะ ทักษะทางสังคมต่ำ ปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนไม่ดี มีปัญหาในการปรับตัวเข้ากับสิ่งต่างๆ แต่จะมีลักษณะที่ดีบางประการคือ มีการควบคุมตนเองสูง มีวินัยสูง และมีความซื่อสัตย์สูงค่ะ

การเลี้ยงดูแบบรักตามใจ
คุณพ่อคุณแม่รักมาก ทุ่มเทให้ทุกสิ่งตามที่เด็กๆ ต้องการ ไม่มีการควบคุมหรือบังคับเด็กเลย ปล่อยให้เด็กทำตามความต้องการโดยไม่กำหนดขอบเขต
เมล็ดพันธุ์ที่เติบโตจากการบ่มเพาะแบบนี้จะทำให้เด็กๆ เอาแต่ใจตัวเอง ดื้อรั้น ไม่เชื่อฟัง ขาดการควบคุมตนเอง ขาดระเบียบวินัย มีความรับผิดชอบต่ำ มีแนวโน้มก้าวร้าว ขาดวุฒิภาวะ และมีปัญหาในการปรับตัว แต่ก็จะมีลักษณะที่ดีบางประการคือ เด็กเห็นคุณค่าในตนเอง และมีทักษะทางสังคม

การเลี้ยงดูแบบทอดทิ้งหรือปล่อยปละละเลย
คุณพ่อคุณแม่ทีมักจะเพิกเฉย ไม่สนใจ ไม่เอาใจใส่เด็ก ไม่ควบคุม ไม่ตอบสนองความต้องการของเด็ก
เมล็ดพันธุ์ที่เติบโตจากการบ่มเพาะแบบนี้จะทำให้เด็กขาดความสามารถในการปรับตัว ขาดวุฒิภาวะ ไม่เห็นคุณค่าในตนเอง ขาด แรงจูงใจ มองโลกในแง่ร้าย ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง และมักต่อต้านสังคม

เด็กๆ ก็เหมือนภาพสะท้อนความสัมพันธ์ ความรัก ความอบอุ่นในครอบครัว ว่าพวกเขาเติบโตขึ้นมาในสภาวะแวดล้อมแบบไหน ดังนั้นการเลี้ยงดูพวกเขา หยิบยื่นสิ่งที่ดี สิ่งที่เมาะสมกับพวกเขาตั้งแต่เด็กจึงเป็นสิ่งที่สำคัญกับพวกเขาเป็นอย่างยิ่ง “เวลา ความรัก ความเข้าใจ” จึงเป็นเหมือนหัวใจในการเลี้ยงดูเด็กๆ ให้เติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ที่มีวุฒิภาวะ และอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขค่ะ

Advertisements

เมื่อลูกแพ้นมวัว

cow-milk
เราอาจจะได้ยินเรื่องการ “แพ้นมวัว” กันบ่อยมากขึ้นในปัจจุบัน อาจเป็นเพราะมีผลการวิจัยทางการแพทย์ที่แพร่หลายมากขึ้น ทั้งงานวิจัยต่างๆ ในต่างประเทศ รวมถึงเคสต่างๆ ที่คุณหมอได้ทำการรักษา อีกทั้งผลจากการรับประทานนมวัวที่ปรากฎผลข้างเคียงให้เห็นก็มีมากขึ้นในทุกวัน วันนี้มาทำความรู้จักกับอาการ “แพ้นมวัว” กันดีกว่าค่ะ

มีอะไรในนมวัว
นมจัดเป็นโปรตีนอย่างหนึ่ง ซึ่งแตกต่างจากนมแม่ เพราะเป็นโปรตีนที่ย่อยยาก และเป็นเหมือนโปรตีนชนิดที่แปลกปลอมสำหรับทารก ซึ่งบางครั้งร่างกายอาจต่อต้าน เหมือนกับการได้รับสิ่งผิดปกติที่เข้าสู่ร่างกาย ร่างกายจะไม่ย่อยหรือทำลาย โดยเฉพาะในเด็กเล็กๆ ตั้งแต่แรกเกิดไปจนถึง 6 เดือน ซึ่งเยื่อบุทางเดินอาหาร กระเพาะอาหาร ระบบน้ำย่อยต่างๆ รวมไปถึงระบบภูมิคุ้มกันร่างกายยังไม่แข็งแรงเต็มที่ เมื่อได้รับโปรตีนที่แปลกปลอมเข้าสู่ร่างกายจึงเกิดปฎิกิริยาต่อต้าน และนำไปสู่อาการแพ้ได้

ภูมิแพ้…นมวัว
“ภูมิแพ้” นั้นสามารถแบ่งได้หลายๆ ส่วน ซึ่งการแพ้นมวัว ก็เป็นหนึ่งในอาการของภูมิแพ้ที่ร่างกายของเรามีปฏิกิริยาต่อนมวัวนั่นเอง การแพ้นมวัวนั้นจะสามารถขยายไปสู่อาการของภูมิแพ้อื่นๆ อีกมาก โดยอาการแพ้นมวัวนั้นจะพบมากในเด็กตั้งแต่แรกเกิดไปจนถึงช่วง 2-3 ปีแรก เนื่องจากภูมิคุ้มกันของร่างกายยังทำงานได้ไม่เต็มที่ และเด็กๆ ยังมีการรับประทานนมอย่างต่อเนื่องด้วย

อาการของผู้แพ้นมวัว
อาการที่จะบ่งบอกว่าเด็กแพ้นมวัวคือ มีผื่นแพ้ตามตัว ผิวหน้า หรือมีผื่นเรื้อรัง หลังกินนมแล้วอาเจียนหรืองอแง ระบบทางเดินหายใจมีปัญหา มีน้ำมูก หายใจติดขัด เวลานอนจะหายใจเสียงดัง เป็นหวัดบ่อย เด็กจะเหนื่อยง่าย และมักรักษาอาการหวัดไม่ค่อยหาย อาจจะขยายไปสู่การเป็นโรคหอบหืด ซึ่งจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพของเด็กหากพ่อแม่ ผู้ปกครอง ไม่สนใจและละเลยกับสิ่งบอกเหตุเหล่านี้
เมื่อเด็กทานนมวัวแล้วมีอาการแพ้ อย่างเช่นการหายใจไม่สะดวก เป็นหวัดบ่อย แล้วยังคงกินนมวัวอย่างต่อเนื่อง จะส่งผลต่อสุขภาพของเด็กในระยะยาว เนื่องจากร่างกายยังคงต้องต่อสู้กับสิ่งแปลกปลอมนี้ตลอดเวลา ซึ่งจะนำไปสู่อาการภูมิแพ้ตลลอดชีพ

รักษาง่ายๆ แค่งดนมวัว
สำหรับผู้ที่มีอาการแพ้ มีผื่นผิวหนัง ควรรีบงดนมวัวประมาณ 6 – 12 เดือน สำหรับเด็กทารกควรทานนมแม่ 100% จะดีต่อสุขภาพของทารกมากกว่า เพราะในนมแม่อุดมไปด้วยสารอาหารที่จำเป็นต่อเด็ก และยังช่วยเสริมภูมิต้านทานต่อโรคอีกด้วย
ไม่เช่นนั้น อาจจะเลือกทานนมสูตรพิเศษที่สกัด หรือย่อยโปรตีนบางชนิดที่จะเป็นอันตรายต่อร่างกายออกก็ได้

สำหรับทารกนั้น การได้รับนมมารดาอย่างต่อเนื่อง และยาวนานที่สุด ถือเป็นสิ่งที่ดีที่สุดต่อสุขภาพ และพัฒนาการของลูกน้อย เพราะนอกจากร่างกายจะแข็งแรงแล้ว การได้อยู่ในอ้อมกอดของแม่ยังเป็นการสร้างเกราะคุ้มกันที่อบอุ่นให้กับจิตใจของลูกน้อยอีกด้วยค่ะ

ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก Nawabutra Women and Children Medical Center ชั้น 2 Life Center #QHouseLumpini