สาหร่ายพวงองุ่น คุณค่าจากท้องทะเล

sea grape 3

สาหร่ายพวงองุ่น สาหร่ายสีเขียว (green algae) ที่มีชื่อสามัญว่า sea grape เนื่องจากมีเม็ดกลมร้อยเป็นพวง ลักษณะคล้ายองุ่น ในบางครั้ง อาจถูกเรียกว่าไข่คาเวียร์สีเขียว หรือ green caviar ด้วยลักษณะที่คล้ายกันอีกด้วย สำหรับสาหร่ายที่มีลักษณะคล้ายกันอีกประเภทหนึ่ง คือสาหร่ายเม็ดพริกไทย หรือสาหร่ายช่อพริกไทย หากแต่สาหร่ายชนิดดังกล่าวจะมีเม็ดที่ใหญ่กว่าเล็กน้อย มีสีขุ่น และมีรสฝาดเล็กน้อย จึงไม่เป็นที่นิยมเท่ากับสาหร่ายพวงองุ่น
สาหร่ายพวงน้อยๆ ที่มีสีเขียวใส ราวกับอัญมณีเม็ดเล็กๆ ที่เรียงร้อยเป็นพวงชนิดนี้ ที่บางครั้งดูว่าจะสวยเกินกว่าจะนำมาปรุงเป็นอาหารจานอร่อยเสียด้วยซ้ำ ไม่ได้มีดีแค่หน้าตา และสีสัน ทว่าเต็มไปด้วยคุณค่าทางอาหาร และคุณประโยชน์ต่อร่างกายของเราทั้งสำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน โรคที่เกี่ยวกับความดันโลหิต และโรคหัวใจอีกด้วยค่ะ
แต่ก่อนจะไปอร่อยกัน มาดูกันซักหน่อย ว่าคุณค่าทางอาหารของเจ้าสาหร่ายแสนสวยชนิดนี้ มีอะไรบ้าง

องค์ประกอบทางเคมี (หน่วยมิลลิกรัม/ 100 กรัมน้ำหนักแห้ง)

– โปรตีน 12.49
– ไขมัน 0.86
– เยื่อใย 3.17
– เถ้า 24.2
– คาร์โบไฮเดรต 59.27
– ความชื้น 25.31

เกลือแร่ มิลลิกรัม/100 กรัม น้ำหนักแห้ง

– ฟอสฟอรัส 1030
– โปแตสเซียม 970
– แคลเซียม 780
– แมกนีเซียม 630
– สังกะสี 2.6
– แมงกานีส 7.9
– เหล็ก 9.3
– ทองแดง 2,200 (ไมโครกรัม/100 กรัมน้ำหนักแห้ง)
– ไอโอดีน 1,424 (ไมโครกรัม/100 กรัมน้ำหนักแห้ง)

วิตามิน (มิลลิกรัม /100 กรัมน้ำหนักสด)

– E 2.22
– C 1.00
– Thiamin 0.05
– Riboflavin 0.02
– Niacin 1.09

นอกจากนั้น สาหร่ายพวงองุ่น ยังมีกรดอะมิโนจำเป็นเกือบ 40% ของกรดอะมิโนรวม และมีกรดอะมิโนชนิด aspartic (กรดอะมิโน ที่ช่วยให้ร่างกายมีความต้านทานต่อความอ่อนล้า) และ glutamic (ทำหน้าที่เป็นสารสื่อประสาทที่ออกฤทธิ์แบบกระตุ้น มีบทบาทสำคัญในกระบวนการเรียนรู้และจดจำของสมอง ) สูงประมาณ 25% ของปริมาณกรดอะมิโนทั้งหมดเลยล่ะค่ะ

สาหร่ายพวงองุ่น เป็นสาหร่ายตามธรรมชาติที่พบได้มากในทะเลบริเวณที่มีแนวประการัง เนื่องจากรากจะยึดเกาะกับหิน หรือประการัง ก่อนจะทอดตัวยาวเป็นสาย ขยายพันธุ์จนเป็นกลุ่มอยู่รอบๆ พื้นที่ พบได้มากในทะเลของประเทศ อินโดนิเซีย  ฟิลลิปปินส์ เวียดนาม และญี่ปุ่น โดยแต่ละพื้นที่ก็จะมีวิธีนำไปประกอบอาหารต่างๆ กันออกไป ทั้งการทานเป็นผักเคียงกับอาหารท้องถิ่น ทานคู่กับน้ำจิ้มและบ่อยครั้ง หรือนำไปเป็นส่วนประกอบของเมนูอาหารญี่ปุ่นหลายๆ เมนู

สาหร่ายพวงองุ่น เป็นสาหร่ายที่สามารถทานได้สดๆ นอกจากจะได้คุณค่า และความสดของสาหร่ายแล้ว การปรุงด้วยความร้อน หรือการผสมรวมกับส่วนผสมอื่นๆ ทิ้งไว้ จะทำให้เม็ดสาหร่ายฝ่อ และคายน้ำออก หมดความอร่อยกันเลยค่ะ

เอาล่ะค่ะ รู้จักกับสาหร่ายพวงองุ่นกันพอสมควรแล้ว มาดูกันค่ะ ว่าเราจะเตรียมสาหร่ายก่อนทานกันอย่างไรดี
การเตรียมสาหร่ายก่อนทาน มีขั้นตอนง่ายๆ ค่ะ เพียงนำสาหร่าย ไปจุ่มล้างในน้ำปกติ เพื่อทำความสะอาด และลดความเค็มจากน้ำทะเล ขั้นตอนนี้ อย่าแช่น้ำทิ้งไว้นะคะ เพราะสาหร่ายชนิดนี้ไม่มีความทนต่อน้ำจืด จะทำให้เม็ดฝ่อและแตกได้ ควรใช้วิธีล้างผ่านน้ำเร็วๆ ซักสองครั้งก็เพียงพอค่ะ
จากนั้น เพื่อเพิ่มความกรอบอร่อย ให้นำสาหร่าย ไปแช่ในน้ำเย็น ประมาณ 1 นาที แล้วนำขึ้น พักไว้ เตรียมรับประทานได้เลย

sea grapeส่วนสุดท้าย ขึ้นอยู่กับความชอบเลยค่ะ จะนำสาหร่าย ไปทานคู่กับน้ำจิ้มซีฟู้ด หรือเป็นเครื่องเคียงกับเมนูยำ ส้มตำ หรือ ใส่ในสลัดตามปกติก็อร่อยไม่แพ้กันค่ะ แต่ที่เป็นที่นิยมมากๆ คงเป็นการทานคู่กับน้ำยำ ประเภทยำมะม่วงค่ะ เพียงตำพริก กระเทียม ใส่น้ำตาลมะพร้าว น้ำปลา เติมน้ำสต๊อกเล็กน้อย แล้วคลุกรวมกับมะม่วงดิบ หอมแดงซอย แล้วโรยด้วยถั่วลิสงคั่ว แค่นี้ก็เป็นอันเรียบร้อย
เวลาทาน ให้ตักสาหร่าย แล้วเติมน้ำยำเป็นคำๆ นะคะ ถ้าคลุกรวม จะเก็บไว้ได้ไม่นาน สาหร่ายจะฝ่อและคายน้ำค่ะ

เป็นอย่างไรกันบ้างคะ เมนูสุขภาพ ที่มากด้วยคุณค่าจากท้องทะเล ที่ทำทานกันได้ไม่ยากเลย แถมเดี๋ยวนี้ ไม่ต้องเดินทางกันไปไกลๆ ถึงทางใต้เพื่อหาซื้อกันแล้ว ซูเปอร์มาร์เก็ตหลายๆ แห่ง รวมถึงร้านค้าตามตลาดหลายๆ แห่งเริ่มมีการนำมาขายให้ได้อร่อยกันถึงที่แล้วด้วย

เย็นนี้ ใครที่ยังไม่มีเมนูในใจ ลองทานสาหร่ายพวงองุ่นกันดูนะคะ รับประกันว่าทั้งอร่อย และได้คุณค่าทางอาหารอีกมากมายเลยล่ะค่ะ ^^

———-
ขอบคุณภาพ จาก -supplychainvn.com-

บำรุงสุขภาพง่ายๆ ด้วยเมนูต้นอ่อน

ต้นอ่อน
ต้นอ่อนเป็นระยะแรกที่พืชชนิดต่างๆ จะเจริญเติบโต จึงเป็นเหมือนช่วงเวลาพิเศษที่เก็บกัก โปรตีน วิตามิน รวมทั้งสารต้านอนุมูลอิสระไว้อย่างเต็มที่ หลายๆ ท่านอาจจะพอได้รู้จักมาบ้างว่าต้นอ่อนของข้าวสาลี ทานตะวัน อัลฟัลฟา มีประโยชน์มากมาย ทั้งเรื่องของการบำรุงเลือด ลดความเสื่อมถอยของร่างกาย และยังช่วยให้ร่างกายแข็งแรงอีกด้วย วันนี้เราจึงได้นำความรู้ดีๆ เกี่ยวกับต้นอ่อนทั้งหลายเหล่านี้มาฝากกัน แต่ละชนิดจะมีประโยชนมากน้อย แตกต่างกันอย่างไร เรามาดูกันค่ะ

ต้นอ่อนข้าวสาลี
ต้นสีเขียวใบเรียวยาวสูงชะลูด บางครั้งเราเรียกต้นอ่อนของข้าวสาลีนี้ว่า “หวีตกราส” ค่ะ ต้นอ่อนข้าวสาลี อุดมไปด้วยวิตามินเอ วิตามินอี วิตามินซี รวมทั้งแร่ธาตุต่างๆ อย่างเช่น เหล็ก แคลเซียม แมกนีเซียม และกรดอะมิโน
เห็นสีเขียวๆ แบบนี้ รู้ไหมคะ ว่าต้นอ่อนข้าวสาลีมีคุณสมบัติสำคัญในการช่วยเพิ่มเลือดให้กับร่างกายด้วย โดยการช่วยเพิ่มปริมาณฮีโมโกบิลที่เป็นส่วนประกอบสำคัญของเม็ดเลือดแดง จึงเป็นทางเลือกที่เหมาะเป็นพิเศษสำหรับผู้ป่วยโรคโลหิตจาง
และด้วยคุณสมบัติของต้นอ่อนข้าวสาลีที่อุดมไปด้วยไฟเบอร์ ทั้งยังมีสารอาหารที่มีโมเลกุลขนาดเล็ก ง่ายต่อการดูดซึม จึงเหมาะกับผู้ป่วยที่มีโรคทางเดินอาหาร หรือโรคลำไส้ต่างๆ อีกด้วย
ใครที่อยากลองทานต้นอ่อนข้าวสาลี จะลองปลูก หรือหาซื้อมาทานเองก็ได้นะคะ โดยเคล็ดลับที่จะทำให้ได้ประโยชน์อย่างเต็มที่ คือเมื่อปรุงเสร็จแล้วให้รีบทานก่อนที่คุณค่าจากวิตามินและแร่ธาติต่างๆ จะหายไปค่ะ

ต้นอ่อนทานตะวัน
ต้นอ่อนหน้าตาคล้ายๆ ต้นถั่วเขียวนี้มีดีมากมายเลยทีเดียว ทั้งกรดไขมันที่จำเป็น ไฟเบอร์ รวมทั้งไฟโตสเตอรอล คุณสมบัติพิเศษของต้นอ่อนทานตะวันคือช่วยชะลอวัยจากภายในสู่ภายนอก เพราะมีสารไซนารินที่ช่วยป้องกันไม่ให้ร่างกายของเราดูดซึมสารที่จะไปทำลายคอลาเจน จึงเป็นเหมือนเกราะป้องกันไม่ให้แก่ก่อนวัย นอกจากนี้ ต้นอ่อนทานตะวันยังมีส่วนช่วยยับยั้งการเกิดเบาหวานได้อีกด้วยค่ะ
สำหรับการทานต้นอ่อนทานตะวันนั้น เราสามารถนำมาทานสดๆ เป็นผักสลัด เป็นผักเคียงกับเมนูต่างๆ หรือจะนำมาปรุงเป็นผัดผัก ต้มจืด หรือใส่แกงก็ได้ค่ะ

ต้นอ่อน อัลฟัลฟา
ต้นสีเขียวอ่อน มีใบเล็กๆ อยู่ด้านบนนี้ เป็นที่รู้จักกันมาพักใหญ่ แล้ว แต่ก็ไม่ได้หาทานกันได้ง่ายนัก
ต้นอ่อนอัลฟัลฟ่าอุดมไปด้วยวิตามินเอ วิตามินบี วิตามินซี วิตามินอี และแร่ธาตุสำคัญ คือโพแทสเซียม
ทั้งนี้ คุณสมบัติเด่นของต้นอ่อนอัลฟัลฟา คือการช่วยลดระดับคลอเรสเตอรอล ช่วยลดการอุดตันของไขมันในเส้นเลือด และยังเหมาะกับผู้หญิงในวัยหมดประจำเดือน เพราะจะช่วยบำรุงในเรื่องของฮอร์โมนให้ทำงานเป็นปกติ ลดอาการหลายๆ อย่างเช่น อาการมือชา และอารมณ์แปรปรวน เป็นต้นค่ะ
สำหรับการทานต้นอ่อนอัลฟัลฟานั้น เนื่องจากอาจจะมีแบคทีเรียปนอยู่มากกว่าผักชนิดอื่น จึงควรล้างให้สะอาด และปรุงให้สุกก่อนรับประทานค่ะ

ต้นอ่อนถั่วลันเตา
ต้นอ่อนของถั่วลันเตานี้เป็นอาหารสไตล์เอเชียเรานี่ล่ะค่ะ เลยมีชื่ออีกชื่อว่า “โต้วเหมี่ยว”
ต้นเล็กๆ แค่นี้แต่อุดมไปด้วยวิตามินเอ วิตามินซี รวมไปถึงกรดโฟลิกด้วย ที่สำคัญ ต้นอ่อนถั่วลันเตาอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ เป็นคุณสมบัติพิเศษของต้นอ่อนถั่วลันเตาที่ช่วยในเรื่องของการปกป้องเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย ช่วยชะลอความเสื่อมถอย และช่วยยับยั้งการเกิดโรคมะเร็งอีกด้วยค่ะ
สำหรับการรับประทานต้นอ่อนถัวลันเตานั้นสามารถทานได้ทั้งสดๆ นำมาปรุง หรือจะผัดไฟแดงก็อร่อยไม่แพ้เมนูไหนเลยล่ะค่ะ

การหาต้นอ่อนมารับประทานอาจไม่ได้หาง่ายเหมือนกับการซื้อผักผลไม้ตามตลาดสด เคล็ดลับง่ายๆ แถมได้ความสนุกอีกด้วย ก็คือการลองปลูกจากเมล็ดเล็กๆ ให้ค่อยๆ งอกขึ้นมาเป็นต้นอ่อน นอกจากจะสนุกกับการได้ดูแล ลุ้นว่าเมื่อไรที่ต้นอ่อนเหล่านี้จะโตแล้ว ยังมั่นใจได้ว่า อาหารที่นำมาปรุงปลอดสารพิษ และยังเป็นเมนูพิเศษที่มีคุณค่าทางจิตใจอีกด้วยล่ะค่ะ

ผักสลัด ทางเลือกของคนรักสุขภาพ

salad.jpeg
หากจะเอ่ยถึงเมนูสำหรับคนรักสุขภาพ คงหนีไม่พ้น “สลัด” ที่ปรุงจากผักสลัดชนิดต่างๆ
แต่เดี๋ยวนี้ผักสลัดก็มีให้เลือกกันมากมายเหลือเกิน ทั้งสลัดใบเขียวอ่อน เขียวเข้ม สีแดงๆ หน่อย ผักสลัดเหล่านี้ บางครั้งก็ไปเป็นเครื่องเคียงในอาหารจานโปรด บางครั้งก็ไปเป็นพระเอกในจานสลัด กับน้ำสลัดที่มีให้เลือกกันตั้งมากมายหลายชนิด
หลายคนทานแล้วติดอกติดใจ แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่า ผักสลัดแต่ละชนิดนี่เค้ามีชื่อเรียกว่าอะไรกันบ้าง แล้วมีประโยชน์อย่างไรกันบ้าง

วันนี้มีข้อมูลความรู้ดีๆ เกี่ยวกับผักสลัดชนิดต่างๆ มาฝากกันค่ะ

กรีนโอ๊ค (Green Oak)
ผักชนิดนี้จะเป็นรูปทรงพุ่มๆ ใบหยัก มีสีเขียว ใบจะนิ่มๆ อ่อนๆ ฟูๆ จับแล้วจะนุ่มมือ คล้ายๆ กับผักกาดหอมบ้านเรา เดิมกรีนโอ๊คเป็นผักที่ปลูกในต่างประเทศ ต่อมา มีการนำเข้าเมล็ดพันธุ์จากประเทศฮอลแลนด์ เข้ามาในประเทศไทย จนทุกวันนี้มีการปลูกกันอย่างแพร่หลายจนเป็นหนึ่งในผักยอดนิยมของคนรักผัก ก็เพราะความนุ่มของใบที่ทำให้ซึมซับน้ำสลัดได้ง่าย เมื่อเอามาปรุงจึงได้รสชาติที่อร่อย รับประทานได้ง่าย
ประโยชน์เด่นๆ ของกรีนโอ๊ค คือการช่วยในเรื่องของการสร้างเม็ดเลือด บำรุงสายตา อุดมไปด้วยวิตามิน และเอนไซม์ที่มีประโยชน์ เราสามารถนำกรีนโอ๊คไปทานคู่กับเมนูที่หลากหลาย อย่างเช่น นำไปทำเป็นซุชิ พล่า ก็ได้ค่ะ

เรดโอ๊ค (Red Oak)
ชื่อคล้ายๆ กับกรีนโอ๊ค นั่นเป็นเพราะรูปทรงที่คล้ายๆ กัน จะแตกต่างกันก็ที่สีสันของผักทั้งสองชนิด เรดโอ๊คจะมีสีแดงเข้มบริเวณขอบใบ และกลางใบจะมีสีเขียวเข้ม ใบหยักนุ่ม และเป็นพุ่มฟู เนื้อค่อนข้างนุ่มเช่นกัน จึงเหมาะกับการรับประทานสดๆ
ประโยชน์ของเรดโอ๊คมีอยู่มากมาย เนื่องจากมีกากใยที่สูง จึงช่วยล้างผนังลำไส้ให้สะอาด ช่วยกำจัดไขมัน ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งลำไส้ นอกจากนั้นยังอุดมไปด้วยวิตามิน ช่วยป้องกันการเกิดโรคปากนกกระจอก สำหรับการนำไปปรุงอาหารนั้น ด้วยความที่เรดโอ๊คมีลักษณะใบที่อ่อนนุ่ม จึงเหมาะกับการทานสดๆ คู่กับน้ำพริก สลัด หรือเมนูยำง่ายๆ ที่ไม่ผ่านความร้อนสูง เพื่อรักษาคุณค่าที่ดีจากธรรมชาติเอาไว้

เรดคอรัล (Red coral)
หลายๆ คนแทบจะแยกไม่ออกระหว่าง เรดโอ๊ค กับ เรดคอรัล เพราะสีแดงๆ ที่สดใสไม่ต่างกันเท่าไรนัก แต่ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นว่าเจ้าเรดคอรัลนี้จะมีลักษณะใบที่หยัก และฟูมากกว่าเรดโอ๊ค มองไปมองมาก็คล้ายๆ กับปะการัง สมกับชื่อของเขาเลยล่ะ
รสชาติของเรดคอรัลนั้นจะออกหวานนิดๆ กรอบหน่อยๆ ต่างจากเรดโอ๊คที่จะมีรสขมนิดหน่อย เรดคอรัลจึงทานง่ายกว่า โดยเฉพาะกับเด็กๆ ค่ะ
เรดคอรัลมีปริมาณกากใยอาหารที่สูง จึงช่วยในเรื่องของการขับถ่ายของเสีย ทั้งช่วยล้างผนังลำไส้ กำจัดไขมัน ต้านอนุมูลิสระ ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งลำไส้ ทั้งยังให้วิตามินซีสูง ช่วยป้องกันอาหารหวัด นอกจากนั้น สารอาหารที่มีประโยชน์มากมายของเรดคอรัล ยังช่วยป้องกันโรคโลหิตจางอีกด้วย
เรดคอรัลเหมาะกับการนำไปทำเป็นเป็นสีสันให้จานสลัดดูน่าทานขึ้นจากสีแดงๆ สดใส นอกจากนั้นยังสามารถนำไปทำยำ หรือเป็นผักเครื่องเคียงกับเมนูต่างๆ ได้ตามใจชอบเลยล่ะค่ะ

บัตเตอร์เฮด (Butter head)
ผักที่มีรอยหยักสวยๆ เหมือนกับกลีบของดอกไม้สีเขียวที่เบ่งบาน ถ้าใครได้ลองปลูกบัตเตอร์เฮดไว้ที่บ้านอาจจะไม่อยากตัดมารับประทานกันสักเท่าไร ก็เพราะเสียดายในความสวยนี่ล่ะค่ะ
บัตเตอร์เฮดมีใบมน เนื้อนุ่ม ตรงกลางอัดแน่นเนื่องจากเป็นใจผัก รสชาติออกหวาน กรอบ ไม่ขม มีประโยชน์มากมาย ทั้งช่วยบำรุงสายตา บำรุงเส้นผม บำรุงระบบประสาท บำรุงกล้ามเนื้อ บำรุงผิว ช่วยลดครอเลสเตอรอล นำไปปรุงอาหารได้หลากหลายเมนู อย่างเช่น นำไปทำแกงจืดบัตเตอร์เฮด หรือใช้ใบที่หนาสักนิดนำไปห่อเมี่ยงคำ นำไปลงกระทะผัดร้อนๆ หรือจะใส่ในแกงส้ม ต้มยำก็อร่อยค่ะ

คอส (Cos)
หลายๆ คนติดใจผักชนิดนี้ คงเพราะชื่อจำง่าย หน้าตาก็แปลกแยกไม่เหมือนผักสลัดชนิดอื่นมากนัก โดยเฉพาะถ้าใครชอบทานซีซาร์สลัดก็คงจะรักผักคอสไปโดยปริยาย กับความกรอบอร่อย ที่ยิ่งทานก็ยิ่งติดใจล่ะค่ะ
คอสมีใบที่เรียวยาว สีเขียวเข้ม ทรงสูง ด้วยความที่เป็นผักเนื้อกรอบ รสชาติออกหวานหน่อยๆ และไม่มีกลิ่นรบกวนสำหรับผู้ที่ไม่ชอบกลิ่นเหม็นเขียวของผัก คอสจึงเข้ามาครองใจคนรักสุขภาพได้ง่ายๆ
ประโยชน์ของผักชนิดนี้มีมากมายเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นวิตามิน และธาตุเหล็กที่มีอยู่สูง ช่วยเพิ่มประมาณเม็ดเลือดแดงในร่างกาย เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นโรคโลหิตจาง และคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ นอกจากนั้น คอส ยังมีปริมาณคาร์โบไฮเดรตน้อย เหมาะกับผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน มีกากใยสูงช่วยในเรื่องของระบบขับถ่าย และการขับของเสียออกจากลำไส้ อีกด้วยค่ะ

รู้จักผักสลัดชนิดต่างๆ กันมาพอสมควรแล้ว ถ้าใครยังนึกไม่ออกว่าจะหยิบเจ้าผักสลัดชนิดต่างๆ ไปปรุงเป็นเมนูอะไรดี แนะนำว่าให้ลองหยิบจานสลัดใบใหญ่มาซักใบ ล้างผักให้สะอาด จัดวางผักสดๆ ใส่จาน โรยหน้าด้วยน้ำสลัดที่ถูกใจ ทานคู่กับน้ำผลไม้เย็นๆ ซักแก้ว ง่ายๆ เพียงแค่นี้ ก็ทั้งอร่อย ทั้งได้ประโยชน์กันแล้วล่ะค่ะ ^^