เครียดมาก… ระวังโรคอ้วนจะถามหา

เครียด.jpg
หลายๆ คน คงจะเคยได้ยินกันมาบ้าง ว่าความเครียดเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของความอ้วน

เรื่องนี้จะจริงหรือไม่ และ มีเหตุผลอย่างไร วันนี้ มาไขข้อข้องใจกันดีกว่าค่ะ

ในการใช้ชีวิตประจำวัน เราต่างก็ต้องพบเจอกับความเครียดกันเป็นเรื่องปกติ ไม่ว่าจะเป็นความเครียดจากการทำงาน ความเครียดจากการเดินทางในการจราจรที่แน่นขนัดของเมืองหลวง หรือแม้แต่ความเครียดที่เรารับมาจากผู้คนรอบๆ ตัว ความเครียด ทั้งที่เรารู้ตัว และไม่รู้ตัวนี่ล่ะค่ะ เป็นสาเหตุหนึ่งของความอ้วนของเราเลยทีเดียว

เพราะในขณะที่เราสะสมความเครียดเอาไว้ สมองของเรา ก็จะสั่งการไปยังต่อมหมวกไต (Adrenal Gland)  ให้หลั่งฮอร์โมน คอร์ติโซล (Cortisol) ออกมา ฮอร์โมนชนิดนี้ อันที่จริงแล้วมีความจำเป็นต่อร่างกายของเราค่ะ คือจะเป็นฮอร์โมนที่ร่างกายสร้างขึ้นมากในช่วงเช้า เพื่อกระตุ้นการทำงานของร่างกาย เช่น ให้หัวใจทำงานมากขึ้นเพื่อส่งเลือดไปเลี้ยงสมอง หรือเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือด เพื่อให้ร่างกายพร้อมสำหรับการรับมือกับกิจกรรมของแต่ละวัน โดยหลังจากที่ร่างกายมีความพร้อมแล้ว ร่างกายก็จะผลิตฮอร์โมนตัวนี้ลดลงไปเรื่อยๆ ในระหว่างวัน

อย่างไรก็ตาม ฮอร์โมนชนิดนี้ ยังมีผลในอีกด้านหนึ่งด้วย โดยเฉพาะเมื่อร่างกายได้สร้างขึ้นมาในปริมาณที่มากจนเกินไป คือ จะเป็นตัวกระตุ้นให้ร่างกายมีความอยากอาหารมากขึ้น รวมถึงส่งผลให้เซลล์ไขมันในช่องท้องสร้างไขมันสะสมมากขึ้น เพื่อเป็นพลังงานสำรอง การสะสมพลังงานนี้ เป็นกลไกทางสมองที่ทำงานโดยอัตโนมัติ เพื่อเตรียมพลังงานไว้ชดเชยกับพลังงานที่สูญเสียไปกับกิจกรรมของวัน และกับความเครียด ร่างกายจึงต้องเตรียมสะสมพลังงานไว้ล่วงหน้า และนี่ล่ะค่ะ เหตุผลหลักๆ ของความอ้วน ที่เกิดจากความเครียด ซึ่งก็คือ ความอยากอาหารที่เพิ่มขึ้น และการสะสมของไขมันที่มากกว่าปกติ

ฮอร์โมนคอร์ติโซล ยังหลั่งออกมามากขึ้นในผู้ที่อดนอนอีกด้วยค่ะ เพราะการอดนอน ทั้งการนอนผิดเวลา หรือนอนน้อยกว่า 6-8 ชั่วโมงต่อวัน นั้น จะส่งผลร่างกายเกิดความเครียดสะสม ทำให้ร่างกายต้องสร้างฮอร์โมนชนิดนี้เพิ่มขึ้น เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่เรามักจะได้ยินว่าการอดนอนมีผลให้เกิดโรคอ้วน ก็เพราะการสร้างฮอร์โมนคอร์ติโซลนี่ล่ะ สำคัญไปกว่านั้น ปริมาณของฮอร์โมนคอร์ติโซลในกระแสเลือดที่มากเกินไป ยังจะส่งผลกระทบต่อการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกาย และอาจส่งผลต่อการเกิดโรคต่างๆ อีกมากมายเลยค่ะ ทั้งโรคหัวใจ ความดัน โรคกระเพาะ รวมถึงมะเร็งบางชนิดอีกด้วย
เอาล่ะค่ะ รู้กันอย่างนี้แล้ว คงพอเห็นถึงความสำคัญ ของการระมัดระวังในการดำเนินชีวิต เพื่อรักษาสมดุลของร่างกาย รวมถึงการผลิตฮอร์โมนชนิดต่างๆ กันแล้ว มาวางแผนการดูแลสุขภาพกันซักหน่อยดีกว่าค่ะ ให้ร่างกายได้พักผ่อนอย่างเหมาะสม นอนหลับให้เพียงพอ พยายามลดภาวะเครียด อาจจะด้วยการผ่อนคลาย หาเวลาพักผ่อนบ้าง ฟังเพลง ฝึกสมาธิ เล่นกีฬา หรือหากิจกรรมยามว่างที่ช่วยให้จิตใจได้พักบ้าง รวมทั้งเว้นช่วงให้สมองได้พักในระหว่างวัน อย่าเคร่งเครียดกับงานเป็นช่วงเวลานานๆ เพราะความเครียด ไม่ได้มีผลเพียงแค่จิตใจ แต่ยังส่งผลทั้งต่อความอ้วน และโรคภัยอีกมากมายที่อาจตามมาค่ะ…

ส่งท้ายบทความวันนี้  ขอให้ทุกท่านมีสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรงทั้งกายและ ใจ นะคะ

Advertisements

ผ่อนคลาย ลดอาการเครียด ด้วยกลิ่นหอมจากธรรมชาติ

aroma
หากจะลองจินตนาการย้อนเวลา นั่งไทม์แมชชีนกลับไปในอดีต ทุกคนคงพอจะนึกออกถึงความสำคัญของกลิ่น ซึ่งเป็นทั้งส่วนสำคัญในชีวิต และสัญลักษณ์ของความสูงส่ง ทั้งเป็นเครื่องหอมในพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ เป็นเครื่องประทินผิวในกลุ่มสตรีสูงศักดิ์ รวมไปถึงการใช้ในการปรุงอาหารอีกด้วย วิถีชีวิตของเราอาจเรียกได้ว่ามีรูปแบบที่ผูกพันกับกลิ่นหอมมานานแสนนาน แต่จะมีใครรู้บ้างว่ากลิ่นหอมๆ เหล่านั้นมีประโยชน์มากกว่าเพียงความหอมรัญจวนใจ

เมื่อกว่า 80 ปีที่แล้ว (พ.ศ. 2463 – 2473) ในประเทศฝรั่งเศส ดินแดนที่ขึ้นชื่อเป็นพิเศษในเรื่องน้ำหอม เริ่มมีผู้สงสัยและได้ทำการศึกษาเรื่องกลิ่นอย่างจริงจัง เรอเน่- โมริช กาต-เตอฟอสเซ ได้ค้นพบว่ากลิ่นดอกลาเวนเดอร์ จะช่วยให้รู้สึกสดชื่นแจ่มใส และคุณสมบัติของดอกยังสามารถช่วยรักษาอาการจากแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวกได้อีกด้วย เป็นการจุดประกายความคิดให้เกิดการศึกษาเรื่องกลิ่นเพิ่มมากขึ้นไปอีก จนในเวลาต่อมา จึงมีการศึกษาวิจัยถึงคุณสมบัติของกลิ่นต่างๆ จนเป็นศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายในปัจจุบันค่ะ เปิดประเด็นมาเรื่องหอมๆ แล้ว วันนี้ มาทำความรู้จักกับกลิ่นหอมๆ กับที่มา และประโยชน์ในด้านการบำบัดกันซักหน่อยดีกว่าค่ะ

เริ่มต้นจากที่มาของน้ำมันหอม น้ำมันหอมนั้นเป็นสารสกัด ได้มาจากส่วนต่างๆ ของพืช ขึ้นอยู่กับว่าพืชชนิดนั้นๆ จะมีศูนย์รวมของกลิ่นอยู่ที่ส่วนไหน บ้างอยู่ที่ราก ที่เปลือก ในเนื้อไม้ ใบ ดอก ผล หรือแม้แต่ยาง
ทั้งนี้ การสกัดน้ำมันหอมแต่ละครั้งไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะนอกจากกระบวนการที่ยุ่งยากแล้ว ยังต้องใช้วัตถุดิบในปริมาณที่สูงมาก ถ้าเป็นกลิ่นดอกไม้ ก็ต้องใช้ดอกไม้ในปริมาณที่เยอะมาก กว่าที่จะสกัดกลิ่นมาเป็นน้ำมันหอมขวดจิ๋วได้สักขวดหนึ่ง โดยทั่วไปน้ำมันหอมจะมีอยู่เพียง 1.5% ของวัตถุดิบที่นำมาสกัด เช่น ถ้าจะสกัดน้ำมันหอมจากดอกมะลิ อาจจะต้องใช้ดอกมะลิถึง 40,000 ดอก เพื่อที่จะได้น้ำมันดอกมะลิเพียงประมาณ 5 กรัมเท่านั้น เป็นที่มาว่าทำไมน้ำมันหอมจึงมักมีราคาค่อนข้างสูง

การใช้กลิ่นบำบัดโรค กลิ่นหอม กับ โรคต่างๆ มีความเชื่อมโยงกันอย่างไร? อาจเป็นคำถามที่หลายคนสงสัย แต่หากเรารู้จักกับการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกาย เราก็จะพบกับความสัมพันธ์บางอย่างที่เชื่อมโยงและส่งผลถึงกัน เช่น จมูกของเราเป็นอวัยวะที่ไวต่อการรับรู้กลิ่นมาก และการรับกลิ่นนั้นก็ทำโดยระบบประสาทที่เชื่อมโยงกับสมองส่วนที่ควบคุมอารมณ์ต่างๆ ทั้งความรู้สึกสุข ตื่นเต้น หดหู่ รวมไปถึงอารมณ์ทางเพศอีกด้วย กลิ่นจึงมีผลโดยตรงต่อสมองส่วนนี้

ด้วยความสัมพันธ์ของกลิ่น และอารมณ์ กลิ่นบำบัดจึงเหมาะมากสำหรับคนในยุคนี้ที่มีความเสี่ยงสูงต่ออาการป่วยด้วยปัญหาจากความเครียด ทั้งไมเกรน อาการวิตกกังวล ช่วงฮอร์โมนเปลี่ยนแปลงก่อนมีประจำเดือน รวมถึงโรคยอดนิยม อาทิ ความดันโลหิตสูง อาการเกี่ยวกับลำใส้ระคายเคือง ผิวหนังอักเสบ อาการปวดจากการที่กล้ามเนื้อตึงเครียด และอาการที่เกี่ยวกับสภาพทางจิตใจ ทำให้สปาหลายๆ แห่งต่างหยิบเอาเรื่องกลิ่นบำบัดไปใช้เพื่อสร้างความผ่อนคลายทั้งในด้านอารมณ์ และร่างกายให้กับผู้ที่เข้ามาใช้บริการ

วิธีการใช้น้ำมันหอมเพื่อรักษาอาการป่วยต่างๆ นั้น ส่วนสำคัญคือ ผู้ใช้จำเป็นจะต้องทราบถึงประวัติอย่างละเอียดของผู้ที่ต้องการจะทำการบำบัดด้วยกลิ่น โดยอาจใช้คำถามเกี่ยวกับสุขภาพ ชีวิตประจำวัน อาหารการกิน สภาวะความเครียด การนอนหลับพักผ่อน รวมไปถึงอาการป่วย หรือโรคต่างๆ ที่เป็นอยู่ เพื่อให้เข้าใจและเห็นภาพโดยรวม ก่อนจะนำข้อมูลต่างๆ มาวิเคราะห์ เพื่อเลือกใช้น้ำมันหอมระเหยที่เหมาะสมที่สุด การใช้กลิ่นบำบัดนั้นอาจจะใช้กลิ่นเพียงกลิ่นเดียว หรือ ใช้หลายๆ กลิ่นก็เป็นไปได้ โดยจะดูการตอบสนองของผู้ที่มาทำการบำบัดว่าร่างกายตอนสนองต่อกลิ่นนั้นๆ หรือไม่ เพื่อหากลิ่นที่เหมาะสมที่สุดในการบำบัดต่อไป โดยในการใช้กลิ่นบำบัดนั้น ผู้ให้บริการแต่ละราย จะมีรูปแบบ วิธีการบำบัด และการใช้กลิ่นที่แตกต่างกันออกไปค่ะ

โดยทั่วไป การบำบัดด้วยกลิ่นหอมนั้น มักจะประกอบรวมกับการนวด โดยการนวดนั้นจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบำบัด เนื่องจากจะทำให้กล้ามเนื้อได้ผ่อนคลาย ทำให้รู้สึกมีชีวิตชีวา กระตุ้นการไหลเวียนของเลือดและระบบน้ำเหลือง รวมถึงผ่อนคลายอาการเจ็บปวดอีกด้วย การนวดยังจะช่วยให้ผู้บำบัดทราบว่ากล้ามเนื้อส่วนไหนตึง ส่วนไหนไวต่อความรู้สึก ซึ่งตัวผู้ถูกบำบัดเองมักจะไม่เคยทราบมาก่อน ปกติแล้ว การบำบัดด้วยกลิ่นในระยะเริ่มต้นอาจทำเป็นประจำสัปดาห์ละหนึ่งครั้ง เมื่อได้ทำการบำบัดแล้วสักระยะหนึ่ง ก็อาจลดความถี่ลงเหลือเพียงเดือนละหนึ่งถึงสองครั้ง ทั้งนี้ การใช้กลิ่นบำบัด จะไม่ทำร่วมกับการรักษาแบบโฮมีโอพาธี (Homeopathy เป็นการรักษาแบบทางเลือกอีกแขนงหนึ่ง) เพราะกลิ่นหอมบางชนิดอาจไปรบกวนผลของการใช้ยาแบบโฮมีโอพาธีได้

สำหรับในกรณีที่ไม่มีเวลาไปนวด เรายังคงสามารถใช้กลิ่นบำบัดได้เช่นกันค่ะ เพราะนอกจากการนวดแล้ว การการบำบัดโดยกลิ่นในระดับหนึ่งนั้น สามารถทำได้ง่ายๆ เช่น การหยดน้ำมันหอมลงอ่างอาบน้ำอุ่นๆ ก่อนลงไปแช่และสูดดมกลิ่นหอมในระหว่างการอาบน้ำ การใช้เครื่องพ่นไอน้ำปล่อยกลิ่นหอมในห้องที่เราอยู่ การหยดน้ำมันหอมน้อยๆลงบนผ้าเช็ดหน้า การประคบร้อน ประคบเย็นเพื่อบรรเทาอาการปวด หรือแม้แต่การหยดน้ำมันหอมชนิดที่ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้ลงบนสำลีเพื่อทาผิวที่มีอาการบวมก็สามารถที่จะทำได้ด้วยตัวเอง และสำหรับการเก็บรักษาน้ำมันหอม เนื่องจากน้ำมันหอมมีคุณสมบัติคือสามารถระเหยได้ง่าย ทั้งยังจะเสื่อมสภาพเมื่อโดนความร้อน จึงควรเลือกเก็บในขวดทึบแสง มีฝาปิดสนิท และเก็บไว้ในอุณหภูมิห้อง ซึ่งอาจจะทำให้สามารถน้ำมันหอมเก็บไว้ได้นานถึง 1 ปีโดยไม่สูญเสียคุณสมบัติสำคัญ อย่างไรก็ตาม น้ำมันหอมบางชนิด เช่น น้ำมันจากกลิ่นส้ม เลมอน มะนาว หรือผิวส้ม จะเสื่อมคุณภาพเร็วกว่าน้ำมันทั่วไป อาจเก็บไว้ได้ไม่เกิน 6 เดือนค่ะ

สำหรับผู้ที่เริ่มสนใจ อยากจะลองหากลิ่นหอมๆ มาช่วยผ่อนคลาย มาดูกันค่ะ ว่ากลิ่นอะไร มีคุณสมบัติที่โดดเด่นอะไรกันบ้าง…
กลิ่นลาเวนเดอร์ ช่วยให้นอนหลับง่าย ปรับอารมณ์ และทำให้จิตใจสงบ
กลิ่นตะไคร้หอม ช่วยบรรเทาอาการหวัด ปวดศีรษะ ลดไข้ และผ่อนคลายกล้ามเนื้อ
กลิ่นเปปเปอร์มินต์ ช่วยให้สดชื่น แจ่มใส ปลอดโปร่ง กระตุ้นจินตนาการ และความคิดสร้างสรรค์
กลิ่นเลมอน นอกจากทำให้สดชื่น สดใส แล้ว หากใช้นวด ก็จะช่วยในเรื่องการไหลเวียนของโลหิตอีกด้วย
กลิ่นส้ม ช่วยเติมความสดชื่น ผ่อนคลาย และกระตุ้นการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย
กลิ่นโรสแมรี่ ทำให้สดชื่น สดใส และลดอาการของไมเกรน
กลิ่นยูคาลิปตัส ช่วยให้หายใจโล่ง ปลอดโปร่ง และบรรเทาอาการอ่อนล้าที่สะสมมา และกลิ่นสุดท้าย
กลิ่นมะลิ นอกจากความหอมละมุนแล้ว กลิ่นอ่อนๆ ของดอกมะลิ ยังจะช่วยเติมความสดชื่น สดใส ช่วยให้อารมณ์ดี กระตุ้นการมองโลกในด้านบวก รวมถึงมีผลต่ออารมณ์โรแมนติกกันอีกด้วยค่ะ

เอาล่ะค่ะ ได้ทราบกันไปแล้วกับเรื่องราวหอมๆ ที่ได้นำมาฝากกัน วันนี้อย่าลืมหากลิ่นหอมๆ ในแบบที่ชอบ มาเติมความสดชื่น บำบัดอารมณ์ และผ่อนคลายไปด้วยกันนะคะ ^^

———-
credit ภาพ -100dorog.ru-
http://www.lifecenterthailand.com
http://www.facebook.com/lifecenterthailand