ทดแทนโปรตีนจากเนื้อสัตว์ ด้วยโปรตีนดีๆ จากพืช

p.jpg
ทุกวันนี้ผู้คนส่วนใหญ่เริ่มหันมาให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพตนเองกันมากขึ้น เห็นได้จากการที่หลายๆ คน เริ่มที่จะเลือกทานอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายอย่าง Clean Food และ Raw Food รวมถึงหลีกเลี่ยงการทานเนื้อสัตว์อย่างเช่น การทานมังสวิรัติ กันเป็นประจำ
การหลีกเลี่ยงการรับประทานเนื้อสัตว์ดังกล่าว ทำให้โปรตีนจากพืชเป็นสิ่งจำเป็นต่อร่างกายมากขึ้น เพราะร่างกายของเราจำเป็นต้องใช้โปรตีนในการเสริมสร้างกล้ามเนื้อ ซ่อมแซมร่างกาย และใช้เป็นพลังงานเมื่อถึงคราวจำเป็น เรื่องราวสำหรับวันนี้ เลยขอเป็นเรื่องเกี่ยวกับแหล่งโปรตีนจากพืชที่ให้ประโยชน์กับร่างกาย นำมาฝากกันเพื่อเป็นทางเลือกในการสั่งอาหารจานโปรดครั้งต่อไป
ว่าแล้ว มาดูกันเลยค่ะ ว่าพืชผัก ผลไม้ ชนิดใด ให้โปรตีนดีๆ กับร่างกายเราบ้าง

อะโวคาโด้
มีคาร์โบไฮเดรตต่ำ น้ำตาลต่ำ ทว่า อุดมไปด้วยโปรตีน ไฟเบอร์ และสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างเช่น กรดไขมันชนิดที่ช่วยป้องกันโรคหัวใจ ลดไขมันในเส้นเลือดสำหรับผู้ที่เป็นโรคไขมันในเลือดสูง เหมาะกับผู้ป่วยโรคเบาหวาน รวมทั้งมีวิตามินต่างๆ อย่าง วิตามิน A วิตามิน B วิตามิน E สารแอนตี้อ็อกซิแดนท์ แร่ธาตุต่างๆ อย่าง โซเดียม โพแทสเซียม และโฟเลต ที่เหมาะกับหญิงตั้งครรภ์รวมทั้งเด็กอ่อนอีกด้วยค่ะ

มะพร้าว
มะพร้าวถือเป็นแหล่งโปรตีนที่มีอยู่ตามธรรมชาติ และเป็นโปรตีนที่ย่อยง่าย ร่างกายสามารถดูดซึมได้เร็ว และช่วยให้พลังงานกับร่างกายได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ มะพร้าว ยังมีวิตามินต่างๆ อย่าง วิตามิน C วิตามิน B กรดอะมิโน แคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส โปแทสเซียม เหล็ก รวมทั้งไขมันที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายอีกมากมาย

ถั่วเหลือง
แหล่งโปรตีนที่มีราคาย่อมเยา แต่อุดมไปด้วยสารอาหาร และวิตามินที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ทานแล้วอิ่มท้อง ทั้งยังให้พลังงาน และยังมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในร่างกาย

ถั่วดำ
คุณสมบัติพิเศษของถั่วดำที่หลายๆ คนต้องติดใจก็คือ สามารถช่วยลดความอ้วนได้ เนื่องจากในถั่วดำมีสัดส่วนของโปรตีนถึง 40% และมีกรดไขมันไม่อิ่มตัว 20% ถั่วดำ อุดมไปด้วยสารลดความอ้วน และสารที่ช่วยกำจัดสารพิษ นอกจากนั้นยังมีแคลเซียมสูง ช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง และยังมีคุณค่าทางอาหารจาก วิตามิน B12 วิตามิน B9 กรดโฟลิก รวมทั้งธาตุเหล็กที่สูงกว่าเนื้อสัตว์ถึง 4 เท่า จึงเหมาะกับผู้เป็นโรคโลหิตจางเป็นพิเศษค่ะ

ลูกบัว
ธัญพืชที่มีคุณค่าทางอาหารสูง และมีโปรตีนมากกว่าข้าวถึง 3 เท่า เป็นแหล่งรวมของวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด อย่าง วิตามิน A วิตามิน C วิตามิน E เกลือแร่ และฟอสฟอรัส จึงช่วยบำรุงประสาท บำรุงไต และ บำรุงสมอง

ข้าวกล้อง
ธัญพืชที่มีไฟเบอร์สูง แถมยังมีโปรตีนอยู่ด้วย การทานข้าวกล้องมีประโยชน์ทั้งในเรื่องของคุณค่าทางอาหาร และระบบการขับถ่ายค่ะ

ข้าวโอ๊ต
มีโปรตีนน้อยกว่า 3% แต่มีเบต้ากลูแคน ที่ช่วยลดคอเลสเตอรอล และยังอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ อย่างแมงกานีส และเซเลเนียม

กีนัว (Quinoa)
อีกหนึ่งธัญพืชที่อุดมไปด้วยโปรตีน และไฟเบอร์ ที่ในปัจจุบันมีคนนิยมนำมารับประทานกันมากขึ้น โดยสามารถนำไปทำขนมปังแทนแป้งสาลี หรือจะนำมาทำเมนูอร่อยๆ อย่างพาสต้า หรือแป้งประกอบอาหารต่างๆ ได้อีกด้วยค่ะ

การหลีกเลี่ยงการทานเนื้อสัตว์ในระยะยาว โดยไม่มีการรับสารอาหารประเภทโปรตีนจากแหล่งอาหารอื่น อาจมีผลทำให้ร่างกายขาดสารอาหารในการสร้างกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้อไม่แข็งแรง อ่อนเพลียง่าย รวมทั้งอาจทำให้ขาดแคลเซียมจนทำให้กระดูกบาง เปราะ ดังนั้น ใครที่หลีกเลี่ยงการรับประทานเนื้อสัตว์ อย่าลืมเลือกทานพืชผักที่อุดมไปด้วยโปรตีน เพื่อเติมพลังงานให้กล้ามเนื้อกลับมาแข็งแรง ไม่อ่อนแอ รวมทั้งทานแหล่งแคลเซียมจากธรรมขาติ เช่น งาดำ เพื่อสร้างสมดุลให้กับร่างกายอีกทางหนึ่งด้วยนะคะ

ส้มตำ… กับประโยชน์ที่มากกว่าความอร่อย

somtum
“ป๊อก ป๊อก ป๊อก” เสียงครกดังมาแต่ไกล จะเป็นเมนูอะไรไม่ได้นอกจาก “ส้มตำ” เมนูโปรดของสาวๆ ที่รับประทานได้ไม่รู้เบื่อ ด้วยรสชาติที่ถูกใจ ทั้งยังไม่หนักท้องเกินไป แถมมีเมนูอื่นๆ ให้ทานคู่กันอีกเพียบ ไม่แปลกเลยค่ะ ที่พอถึงเวลาอาหารเที่ยง สาวๆ ก็มักจะมุ่งหน้าไปที่ร้านส้มตำกันอย่างพร้อมเพรียง

ทีนี้ นอกจากรสชาติที่ถูกปากแล้ว เรามาดูกันดีกว่าค่ะ ว่า “ส้มตำ” แต่ละจานนั้นซ่อนประโยชน์อะไรไว้บ้าง ขอบอกเอาไว้ก่อนเลยว่ามีแต่สมุนไพรที่ดีต่อสุขภาพทั้งนั้นเลยค่ะ

เริ่มกันที่เส้น “มะละกอดิบ” หัวใจหลักของส้มตำกันก่อน มะละกอดิบมีคุณสมบัติเป็นยาขับพยาธิ แก้โรคบิด แก้อาการเลือดออกตามไรฟัน ช่วยย่อยอาหารในกระเพาะ มีกากใยสูง จึงช่วยในเรื่องระบบขับถ่าย แก้โรคริดสีดวงทวาร และสำหรับสาวๆ ที่ให้นมน้องอยู่ มะละกอดิบยังช่วยบำรุงน้ำนมได้อีกด้วยค่ะ

ส้มตำจะน่าอร่อยต้องมีสีสันกันหน่อย ตัวชูโรงก็หนีไม่พ้น “มะเขือเทศ” สีแดงสดนั่นเอง มะเขือเทศเป็นแหล่งรวมวิตามิน โดยเฉพาะวิตามินซี ช่วยบำรุงผิวให้สวยกระจ่างใส ช่วยกระตุ้นน้ำย่อยและช่วยย่อยอาหาร มีคุณสมบัติในการช่วยระบายอ่อนๆอีกด้วย

ถั่วฝักยาว รสหวานมัน เนื่องจากเป็นพืชตระกูลถั่วจึงมีโปรตีนอยู่เป็นพื้นฐาน ถั่วฝักยาวยังมีสารอาหารอื่นๆ อย่างเช่นวิตามิน โปรแทสเซียม ฟอสฟอรัส และธาตุเหล็ก นอกจากนั้นยังมีสรรพคุณในการช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้ ช่วยลดอาการท้องอืดได้อีกด้วย

กระเทียม ใส่นิดหน่อยพอให้มีกลิ่นหอม แต่ก็ยังมีประโยชน์ต่อร่างกาย ทั้งช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อรา แบคทีเรีย และไวรัส และยังช่วยลดน้ำตาลในเลือด ลดไขมันในหลอดเลือดอีกด้วยค่ะ

เพิ่มความจี๊ดจ๊าดกันซักหน่อยด้วย “น้ำมะนาว” น้ำมะนาวช่วยให้ชุมคอ บรรเทาอาการไอ ให้วิตามินซี ช่วยฟอกเลือด บางร้านก็เลือกที่จะใส่มะนาวมาทั้งเปลือกเลย แต่ก็รสขมๆ นี่หละค่ะที่ช่วยขับลมได้เป็นอย่างดี

ลงท้ายที่ “พริกขี้หนู” เติมรสเผ็ดร้อน ที่ช่วยให้เจริญอาหาร แก้ไอและขับเสมหะ ช่วยย่อย และช่วยขับลมในลำไส้

แถมอีกนิดกับ “ข้าวเหนียว” เห็นกระติ๊บเล็กๆ แต่ประโยชน์มากมีนะคะ ข้าวเหนียวเป็นอาหารอารมณ์ดีค่ะ ช่วยให้สมองสงบคลายเครียด เมื่อทานแล้วจึงรู้สึกผ่อนคลาย นอนจากนั้นยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของกระเพาะอาหาร สร้างเม็ดเลือดให้สมบูรณ์ และช่วยป้องกันหลอดเลือดหัวใจตีบอีกด้วย

ทั้งอิ่ม ทั้งอร่อย แถมยังได้ประโยชน์แบบนี้มื้อไหนๆ ก็เรียกหา “ส้มตำ” ได้ ที่สำคัญ เวลาสั่งอย่างลืมกำชับว่า “ไม่ใส่ผงชูรส” ด้วยนะคะ ^^

Food Enzymes คืออะไร

fruit.jpg
เอนไซม์ (Enzyme) คือสารที่ทำหน้าที่เป็นตัวเร่งการทำงานของระบบต่างๆ ที่อยู่ในร่างกายของเรา เป็นเสมือนตัวตั้งต้นของภูมิคุ้มกันในร่างกาย ถ้าร่างกายของเรามีปริมาณเอนไซม์ที่ไม่สมดุล จนถึงขั้นขาดเอนไซม์เมื่อไร ก็จะส่งผลกระทบต่อการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกายทันที ตั้งแต่ระบบการย่อยอาหาร ระบบการเผาผลาญอาหาร ระบบการขับถ่าย ระบบการให้พลังงานกับร่างกาย ระบบภูมิคุ้มกัน รวมไปถึงระบบการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ

ก่อนอื่นมาทำความรู้จักกับประเภทของเอนไซม์กันซักหน่อยก่อนดีกว่าค่ะ

Metabolic Enzyme เราอาจจะเข้าใจว่า Metabolic Enzyme เป็นเพียงเอ็นไซม์ที่ช่วยในการเผาผลาญ และให้พลังงานกับร่างกาย แต่จริงๆ แล้ว นอกจากจะช่วยเผาผลาญอาหารแล้ว เอนไซม์ประเภทนี้ยังช่วยสร้างพลังงาน สร้างภูมิต้านทาน ทำให้ร่างกายของเราเจริญเติบโต รวมทั้งช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ทั้งยังช่วยต้านทานโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ อีกด้วย

Digestive Enzyme เป็นเอนไซม์ที่ช่วยในเรื่องการย่อยอาหาร และเป็นเอนไซม์ที่ร่างกายของเราสามารถผลิตขึ้นมาได้เอง โดยตับอ่อนจะรับหน้าที่ในการผลิตเอนไซม์ส่วนนี้ เพื่อย่อยอาหาร และดูดซึมสารอาหารที่เรารับประทานเข้าไป ทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่มีคุณค่า

Food Enzyme เป็นเอนไซม์ที่ได้จากอาหาร พบได้ในอาหารสด อาหารที่ไม่ผ่านการปรุง แบ่งเป็น เอนไซม์จากพืช (Plant Enzyme) และ เอนไซม์จากสัตว์ (Animal Enzyme) ซึ่งการประกอบอาหารโดยนำไปผ่านความร้อนจะทำลายเอนไซม์เหล่านี้ไป

Food Enzyme เป็นเอนไซม์ที่ได้จากอาหารที่เราทานเข้าไป แม้ว่าร่างกายของเราจะผลิตเอนไซม์ได้ แต่ก็ผลิตได้เพียงในระดับหนึ่ง ไม่เพียงพอกับความต้องการ โดยเฉพาะในปัจจุบัน เรามักบริโภคอาหารที่ไม่เหลือเอนไซม์แล้ว เช่น อาหารที่ปรุงแต่งด้วยสารเคมี อาหารฟาสต์ฟู้ด อาหารที่ผ่านความร้อนนานๆ อาหารแช่แข็ง อาหารที่เก็บไว้เป็นเวลานาน รวมถึงการดื่มแอลกอฮอล์ การรับประทานยา พฤติกรรมการบริโภคเช่นนี้ นอกจากเราจะไม่ได้รับเอนไซม์แล้ว ร่างกายยังต้องใช้เอนไซม์ที่มีอยู่ในการย่อยอาหารเหล่านี้ และการผลิตเอนไซม์ของร่างกายก็จะถดถอยลงไปอีกด้วย ทำให้ร่างกายเสื้อมสภาพ แก่เร็ว หรือเป็นโรคต่างๆ ได้ง่าย

เอนไซม์ที่เราสามารถรับได้จากภายนอกนั้น ส่วนใหญ่จะอยู่ในผัก และผลไม้ต่างๆ รวมทั้งเนื้อสัตว์ด้วย โดยผัก และผลไม้จะต้องยังคงความสด ไม่ผ่านกระบวนการปรุงด้วยความร้อน เพราะ เนื้อสัตว์ ผัก หรือผลไม้ เมื่อผ่านความร้อนก็จะทำให้เอนไซม์ลดน้อยลง โดยในส่วนของผักและผลไม้นั้น เมื่อเก็บเกี่ยวจากต้นใหม่ๆ จะมีเอนไซม์อยู่เป็นจำนวนมาก ทว่ายิ่งเก็บไว้นานเท่าใด เอนไซม์เหล่านั้นก็จะค่อยๆ ลดลงไปอย่างรวดเร็ว นอกจากนั้น สารเคมี ยาฆ่าแมลง ยังเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ปริมาณเอนไซม์ในพืชผักลดลง

ดังนั้นหากต้องการอาหารที่อุดมด้วยเอนไซม์ จึงควรเลือกอาหารที่สด ใหม่ ปราศจากสารเคมี รวมทั้งไม่ผ่านความร้อนนั่นเองค่ะ และนี่คือที่มาของทางอาหารประเภท Raw Food และ Vegan Food ซึ่งเป็นเหมือนทางออกของการเติมเอนไซม์ เป็นทางเลือกของอาหารที่ดี และเป็นประโยชน์มากๆ ให้กับร่างกายของเรานั่นเองล่ะค่ะ

ผักสลัด ทางเลือกของคนรักสุขภาพ

salad.jpeg
หากจะเอ่ยถึงเมนูสำหรับคนรักสุขภาพ คงหนีไม่พ้น “สลัด” ที่ปรุงจากผักสลัดชนิดต่างๆ
แต่เดี๋ยวนี้ผักสลัดก็มีให้เลือกกันมากมายเหลือเกิน ทั้งสลัดใบเขียวอ่อน เขียวเข้ม สีแดงๆ หน่อย ผักสลัดเหล่านี้ บางครั้งก็ไปเป็นเครื่องเคียงในอาหารจานโปรด บางครั้งก็ไปเป็นพระเอกในจานสลัด กับน้ำสลัดที่มีให้เลือกกันตั้งมากมายหลายชนิด
หลายคนทานแล้วติดอกติดใจ แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่า ผักสลัดแต่ละชนิดนี่เค้ามีชื่อเรียกว่าอะไรกันบ้าง แล้วมีประโยชน์อย่างไรกันบ้าง

วันนี้มีข้อมูลความรู้ดีๆ เกี่ยวกับผักสลัดชนิดต่างๆ มาฝากกันค่ะ

กรีนโอ๊ค (Green Oak)
ผักชนิดนี้จะเป็นรูปทรงพุ่มๆ ใบหยัก มีสีเขียว ใบจะนิ่มๆ อ่อนๆ ฟูๆ จับแล้วจะนุ่มมือ คล้ายๆ กับผักกาดหอมบ้านเรา เดิมกรีนโอ๊คเป็นผักที่ปลูกในต่างประเทศ ต่อมา มีการนำเข้าเมล็ดพันธุ์จากประเทศฮอลแลนด์ เข้ามาในประเทศไทย จนทุกวันนี้มีการปลูกกันอย่างแพร่หลายจนเป็นหนึ่งในผักยอดนิยมของคนรักผัก ก็เพราะความนุ่มของใบที่ทำให้ซึมซับน้ำสลัดได้ง่าย เมื่อเอามาปรุงจึงได้รสชาติที่อร่อย รับประทานได้ง่าย
ประโยชน์เด่นๆ ของกรีนโอ๊ค คือการช่วยในเรื่องของการสร้างเม็ดเลือด บำรุงสายตา อุดมไปด้วยวิตามิน และเอนไซม์ที่มีประโยชน์ เราสามารถนำกรีนโอ๊คไปทานคู่กับเมนูที่หลากหลาย อย่างเช่น นำไปทำเป็นซุชิ พล่า ก็ได้ค่ะ

เรดโอ๊ค (Red Oak)
ชื่อคล้ายๆ กับกรีนโอ๊ค นั่นเป็นเพราะรูปทรงที่คล้ายๆ กัน จะแตกต่างกันก็ที่สีสันของผักทั้งสองชนิด เรดโอ๊คจะมีสีแดงเข้มบริเวณขอบใบ และกลางใบจะมีสีเขียวเข้ม ใบหยักนุ่ม และเป็นพุ่มฟู เนื้อค่อนข้างนุ่มเช่นกัน จึงเหมาะกับการรับประทานสดๆ
ประโยชน์ของเรดโอ๊คมีอยู่มากมาย เนื่องจากมีกากใยที่สูง จึงช่วยล้างผนังลำไส้ให้สะอาด ช่วยกำจัดไขมัน ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งลำไส้ นอกจากนั้นยังอุดมไปด้วยวิตามิน ช่วยป้องกันการเกิดโรคปากนกกระจอก สำหรับการนำไปปรุงอาหารนั้น ด้วยความที่เรดโอ๊คมีลักษณะใบที่อ่อนนุ่ม จึงเหมาะกับการทานสดๆ คู่กับน้ำพริก สลัด หรือเมนูยำง่ายๆ ที่ไม่ผ่านความร้อนสูง เพื่อรักษาคุณค่าที่ดีจากธรรมชาติเอาไว้

เรดคอรัล (Red coral)
หลายๆ คนแทบจะแยกไม่ออกระหว่าง เรดโอ๊ค กับ เรดคอรัล เพราะสีแดงๆ ที่สดใสไม่ต่างกันเท่าไรนัก แต่ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นว่าเจ้าเรดคอรัลนี้จะมีลักษณะใบที่หยัก และฟูมากกว่าเรดโอ๊ค มองไปมองมาก็คล้ายๆ กับปะการัง สมกับชื่อของเขาเลยล่ะ
รสชาติของเรดคอรัลนั้นจะออกหวานนิดๆ กรอบหน่อยๆ ต่างจากเรดโอ๊คที่จะมีรสขมนิดหน่อย เรดคอรัลจึงทานง่ายกว่า โดยเฉพาะกับเด็กๆ ค่ะ
เรดคอรัลมีปริมาณกากใยอาหารที่สูง จึงช่วยในเรื่องของการขับถ่ายของเสีย ทั้งช่วยล้างผนังลำไส้ กำจัดไขมัน ต้านอนุมูลิสระ ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งลำไส้ ทั้งยังให้วิตามินซีสูง ช่วยป้องกันอาหารหวัด นอกจากนั้น สารอาหารที่มีประโยชน์มากมายของเรดคอรัล ยังช่วยป้องกันโรคโลหิตจางอีกด้วย
เรดคอรัลเหมาะกับการนำไปทำเป็นเป็นสีสันให้จานสลัดดูน่าทานขึ้นจากสีแดงๆ สดใส นอกจากนั้นยังสามารถนำไปทำยำ หรือเป็นผักเครื่องเคียงกับเมนูต่างๆ ได้ตามใจชอบเลยล่ะค่ะ

บัตเตอร์เฮด (Butter head)
ผักที่มีรอยหยักสวยๆ เหมือนกับกลีบของดอกไม้สีเขียวที่เบ่งบาน ถ้าใครได้ลองปลูกบัตเตอร์เฮดไว้ที่บ้านอาจจะไม่อยากตัดมารับประทานกันสักเท่าไร ก็เพราะเสียดายในความสวยนี่ล่ะค่ะ
บัตเตอร์เฮดมีใบมน เนื้อนุ่ม ตรงกลางอัดแน่นเนื่องจากเป็นใจผัก รสชาติออกหวาน กรอบ ไม่ขม มีประโยชน์มากมาย ทั้งช่วยบำรุงสายตา บำรุงเส้นผม บำรุงระบบประสาท บำรุงกล้ามเนื้อ บำรุงผิว ช่วยลดครอเลสเตอรอล นำไปปรุงอาหารได้หลากหลายเมนู อย่างเช่น นำไปทำแกงจืดบัตเตอร์เฮด หรือใช้ใบที่หนาสักนิดนำไปห่อเมี่ยงคำ นำไปลงกระทะผัดร้อนๆ หรือจะใส่ในแกงส้ม ต้มยำก็อร่อยค่ะ

คอส (Cos)
หลายๆ คนติดใจผักชนิดนี้ คงเพราะชื่อจำง่าย หน้าตาก็แปลกแยกไม่เหมือนผักสลัดชนิดอื่นมากนัก โดยเฉพาะถ้าใครชอบทานซีซาร์สลัดก็คงจะรักผักคอสไปโดยปริยาย กับความกรอบอร่อย ที่ยิ่งทานก็ยิ่งติดใจล่ะค่ะ
คอสมีใบที่เรียวยาว สีเขียวเข้ม ทรงสูง ด้วยความที่เป็นผักเนื้อกรอบ รสชาติออกหวานหน่อยๆ และไม่มีกลิ่นรบกวนสำหรับผู้ที่ไม่ชอบกลิ่นเหม็นเขียวของผัก คอสจึงเข้ามาครองใจคนรักสุขภาพได้ง่ายๆ
ประโยชน์ของผักชนิดนี้มีมากมายเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นวิตามิน และธาตุเหล็กที่มีอยู่สูง ช่วยเพิ่มประมาณเม็ดเลือดแดงในร่างกาย เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นโรคโลหิตจาง และคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ นอกจากนั้น คอส ยังมีปริมาณคาร์โบไฮเดรตน้อย เหมาะกับผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน มีกากใยสูงช่วยในเรื่องของระบบขับถ่าย และการขับของเสียออกจากลำไส้ อีกด้วยค่ะ

รู้จักผักสลัดชนิดต่างๆ กันมาพอสมควรแล้ว ถ้าใครยังนึกไม่ออกว่าจะหยิบเจ้าผักสลัดชนิดต่างๆ ไปปรุงเป็นเมนูอะไรดี แนะนำว่าให้ลองหยิบจานสลัดใบใหญ่มาซักใบ ล้างผักให้สะอาด จัดวางผักสดๆ ใส่จาน โรยหน้าด้วยน้ำสลัดที่ถูกใจ ทานคู่กับน้ำผลไม้เย็นๆ ซักแก้ว ง่ายๆ เพียงแค่นี้ ก็ทั้งอร่อย ทั้งได้ประโยชน์กันแล้วล่ะค่ะ ^^