OMEGA-3, EPA และ DHA

o3.png
เคยมีใครสงสัยหรือเปล่าคะ ว่า Omega 3 คืออะไร มีประโยชน์อย่างไร จำเป็นต่อร่างกายแค่ไหน และเราจะได้ Omega 3 จากอาหารประเภทใดบ้าง ก็ในบรรดาสารอาหารที่มีเราเห็นผ่านโฆษณาในสื่อต่างๆ คงไม่มีสารอาหารชนิดใด ที่เราคุ้นเคย และเห็นผ่านตาบ่อยเท่ากับสารอาหารประเภท Omega 3 แล้วล่ะค่ะ
วันนี้ มาดูกันค่ะ ว่าอะไรคือ Omega 3

Omega 3 อยู่ในกลุ่มสารอาหารประเภท กรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัว (polyunsaturated fat) ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญของร่างกาย เป็นส่วนประกอบที่ช่วยให้เนื้อเยื่อของเซลล์มีการเจริญเติบโต ทั้งยังช่วยให้ระบบต่างๆ ภายในร่างกายทำงานอย่างเป็นปกติอีกด้วย
แม้ร่างกายของเราจะไม่สามารถสังเคราะห์ Omega 3 ขึ้นมาได้เอง แต่ร่างกายสามารถรับสารอาหารที่มี Omega 3 ได้จากอาหารในแต่ละวันที่เราทานเข้าไป และหนึ่งในประเภทของ Omega 3 ที่เราได้รับ ก็คือกรดประเภท อัลฟาไลโนเลนิก (ALA, Alpha Linolenic Acid) เรียกได้ว่าเป็นกรดตั้งต้นของกลุ่ม โอเมก้า 3 ที่ร่างกายสามารถแปลงไปเป็น กรดไอโคซาเพนทาอีโนอิก (EPA, Eicosapentaenoic Acid) และกรดโดโคซาเฮกซาอีโนอิก (DHA, Docosahexaenoic Acid) ได้ กรด EPA และ DHA สองชนิดนี้เป็นกรดประเภท Omega 3 เช่นเดียวกันกับกรด ALA ทว่ามีความซับซ้อนยิ่งขึ้น และมีความสำคัญ ให้ประโยชน์กับร่างกายในด้านต่างมากขึ้นไปอีกค่ะ

ก่อนจะไปถึง EPA และ DHA เราลองมาดูกันก่อนค่ะ ว่าเราได้ ALA มาจากไหนกันบ้าง ที่จริงแล้ว ALA มีในอาหารทั่วๆ ไปที่เราทานกันนี่ล่ะค่ะ ทั้งผักประเภทต่างๆ เนื้อสัตว์ ไข่ นม แต่การจะเปลี่ยน ALA ไปเป็น EPA และ DHA นั้น ร่างกายจำเป็นต้องได้รับสารอาหารประเภทอื่นเพื่อใช้ร่วมกันด้วย ได้แก่ วิตามิน B3 วิตามิน B6 วิตามิน C สังกะสี และ แมกนีเซียม ซึ่งทั้งหมดจำเป็นจะต้องได้รับในปริมาณที่เพียงพอ ซึ่งแปลว่า อาจจะเป็นการง่ายกว่า ที่เราจะมองหาอาหารที่มี EPA และ DHA โดยตรง เพื่อจะไม่ต้องกังวลว่าร่างกายจะสามารถสังเคราะห์กรดเหล่านี้ขึ้นมาได้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายหรือไม่

มาถึงประโยชน์ของ Omega 3 กันบ้างค่ะ
เนื่องจาก EPA และ DHA มีโครงสร้างทางเคมีที่ซับซ้อนกว่า และให้ประโยชน์ที่มากกว่า ALA เมื่อกล่าวถึง Omega 3 เราจึงมักหมายถึง กรดสองชนิดนี้เป็นหลัก ซึ่ง ทั้งหมด มีประโยชน์ต่อร่างกายเรามากเลยค่ะ ทั้ง 1) ช่วยลดการตอบสนองของร่างกายต่ออาการอักเสบ ลดอัตราการเป็นโรคหัวใจและมะเร็ง 2) เป็นกรดไขมันที่จำเป็นต่อการสร้างผนังเซลล์ มีประโยชน์ต่อระบบประสาทและสายตา 3) โอเมก้า 3 มีอยู่จำนวนมากในสมองของเรา เป็นตัวที่ช่วยในเรื่องความจำ ความสามารถของสมอง อารมณ์ และพฤติกรรม การเรียนรู้ การคิดการจดจำ และการพัฒนาของสมองในวัยเด็ก 4) โอเมก้า 3 ช่วยรักษาอาการผิดปกติบางอย่างได้เช่น เบาหวาน โรคปวดข้อ โรคกระดูกพรุน คอเลสเตอรอลสูง ความดันโลหิตสูง โรคหืด ช่วยการทำงานของระบบฮอร์โมน ลดอาการภูมิแพ้ต่างๆ 5) โอเมก้า 3 จะช่วยในการลดการอุดตันของหลอดเลือด ซึ่งช่วยลดอาการหัวใจวายและสมองขาดเลือดได้

nutrition

เอาล่ะค่ะ ได้ทราบถึงประโยชน์ ของ Omega 3 กันแล้ว ถึงเวลา เริ่มมองหาอาหารที่ให้ Omega 3 กันบ้างแล้ว อาหารที่ให้ Omega 3 สูง อันดับต้นๆ แน่นอนค่ะ ปลาทะเลประเภทต่างๆ ซึ่งให้ EPA และ DHA กับร่างกายโดยตรงเลย นอกจากนั้นผักใบเขียวอีกหลายประเภท ถั่ว และผลิตภัณฑ์จากถั่ว ก็จะให้กรด ALA ซึ่งร่างกายสามารถแปลงไปเป็น EPA และ DHA ได้ต่อไป ลองดูจากตารางเปรียบเทียบได้เลยค่ะ

ส่วนใคร ที่กังวลว่าร่างกายจะได้รับ Omega 3 ไม่เพียงพอ อาจจะลองมองหาอาหารเสริมประเภท น้ำมันปลา เป็นทางเลือกก็ได้
ส่งท้ายก่อนจะถึงมื้อกลางวันในวันนี้ อย่าลืมมองหาอาหารที่มีประโยชน์ และเลือกอาหารที่ให้ Omega 3 กันด้วยนะคะ

Transfat ภัยร้ายใกล้ตัว

transfat.jpg
อาหารประเภทฟาสต์ฟู้ด ขนมขบเคี้ยว ทั้งแครกเกอร์ เฟรนช์ฟรายส์ โดนัท ที่อาจจะเป็นของโปรดของหลายๆ คน ล้วนเป็นอาหารที่ซ่อนไว้ด้วยอันตรายต่อสุขภาพที่เรามักจะมองข้ามกันค่ะ สาเหตุหลักที่นักวิจัยระบุเช่นนั้น ก็เพราะอาหารเหล่านี้เป็นอาหารที่มักจะมีส่วนประกอบของกรดไขมันทรานส์ (Trans Fatty Acid หรือ Trans Fat) อยู่ด้วย โดยส่วนผสมเหล่านี้จะมีชื่อบนฉลากอาหาร ระบุไว้ว่า กรดไขมันชนิดทรานส์ หรือ Hydrogenated Oil หรือ Partially Hydrogenated Oil

วันนี้ เรามาทำความรู้จักกับกรดไขมันทรานส์กันซักหน่อย ว่าเป็นอย่างไร และ ส่งผลร้ายต่อสุขภาพเราอย่างไรกันบ้าง

ไขมันทรานส์ เป็นกรดไขมันที่เกิดจากกระบวนการแปรรูปกรดไขมันไม่อิ่มตัวให้กลายเป็นกรดไขมันอิ่มตัวสูง โดยการเติมไฮโดรเจนลงไปในน้ำมันพืช ที่เรียกว่า กระบวนการไฮโดรจีเนชั่น (Hydrogenation) เช่น น้ำมันปาล์ม น้ำมันถั่วเหลือง หรือ เพื่อให้น้ำมันที่อยู่ในสถานะของเหลว เปลี่ยนไปเป็นของแข็ง หรือกึ่งแข็ง เช่น เนย เพราะจะทำให้อาหารคงความแข็งตัวที่อุณหภูมิห้อง นอกจากนี้ ไขมันทรานส์ยังมีอายุการเก็บนาน และชะลอการเหม็นหืน โดยที่เนื้อสัมผัสของอาหารไม่แห้ง อาหารประเภทอบจะสามารถลอกเป็นชั้นได้ ทนความร้อนได้สูง รสชาติดี และยังเป็นวัตถุดิบที่มีราคาถูกอีกด้วย จึงเป็นที่นิยมในอุตสาหกรรมอาหารอย่างแพร่หลาย ทั้งในอุตสาหกรรมอาหารประเภทฟาสต์ฟู้ดที่มักใช้ในการทอดไก่ เฟรนช์ฟรายส์ โดนัท หรือในอุตสาหกรรมเบเกอร์รี่ ที่พบใน ครีมเทียม และวิปปิ้งครีม เป็นต้น

การทานอาหารที่มีกรดไขมันทรานส์ในปริมาณที่มากจนเกินไป จะมีผลต่อการทำงานของเอนไซม์ Cholesterol Acyltranferase ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ทำหน้าที่สำคัญในการเมตาบอลิซึมของคอเลสเตอรอล ทำให้ระดับ LDL ซึ่งเป็นคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดีในเลือดเพิ่มขึ้น และลดระดับ HDL ซึ่งเป็นคอเลสเตอรอลชนิดดี นอกเหนือจากนั้น เนื่องจากไขมันทรานส์เป็นไขมันที่เกิดจากการแปรรูป จึงย่อยสลายได้ยากกว่าไขมันชนิดอื่น ทำให้ตับต้องทำงานหนักในการสลายไขมันทรานส์ด้วยวิธีการที่แตกต่างไปจากการย่อยสลายไขมันตัวอื่นๆ ทำให้การทานไขมันทรานส์ในปริมาณที่มากจนเกินไป นอกเหนือจากจะทำให้อ้วน และมีไขมันส่วนเกินสะสมแล้ว ยังอาจก่อให้เกิดสภาวะที่ผิดปกติกับร่างกาย คือ มีภาวะการทำงานของตับที่ผิดปกติ เพิ่มอัตราความเสี่ยงที่จะป่วยเป็นโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน และโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด โดยมีงานวิจัยที่เกี่ยวข้องยืนยันหลายชิ้นเลยทีเดียวค่ะ

ด้วยผลเสียต่อสุขภาพของผู้คนในหลายๆ ด้าน จึงเริ่มมีการเคลื่อนไหวเพื่อรณรงค์ไม่ให้มีการใช้ไขมันชนิดนี้ในอุตสาหกรรมอาหารในหลายๆ ประเทศ จนหลายประเทศเริ่มมีมาตรการ และกฎหมาย ควบคุมการใช้ไขมันทรานส์ในอุตสาหกรรมอาหารกันแล้ว แต่ในประเทศไทยเรายังไม่มีค่ะ อาจจะต้องรอกันอีกซักระยะ ก็คงต้องเริ่มที่การดูแลสุขภาพของตัวเราเองกันก่อน หลีกเลี่ยง อาหารประเภทของทอด ทั้ง ไก่ทอด เฟรนซ์ฟรายส์ นักเก็ต ซึ่งมักใช้น้ำมันทอดซ้ำๆ จนหนืด รวมทั้งแฮมเบอเกอร์ หรือขนมขบเคี้ยวที่เก็บไว้นานๆ แต่ก็ยังคงความกรอบไว้ได้ นอกจากนี้ยังรวมถึงอาหารที่มีส่วนประกอบของเนยขาว และมาร์การีน เช่น คุ้กกี้ พาย หรือขนมขบเคี้ยวชนิดแท่งอีกด้วย

นำมาฝากกันกับเรื่องดีๆ ที่ควรรู้ …. เริ่มใส่ใจดูแลสุขภาพกันตั้งวันนี้นะคะ ^^

โฟลิก สำหรับว่าที่คุณแม่คนใหม่

folic.jpg
สำหรับคนที่เตรียมตัวเป็นคุณแม่ หรือมีเพื่อนฝูงที่กำลังตั้งครรภ์อยู่นั้น อาจจะเคยได้ยินผ่านหู ผ่านตามาบ้างเกี่ยวกับเรื่องราวของ “โฟลิก” ว่าจำเป็นต่อคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์

จะจำเป็นอย่างไร และเพราะอะไรนั้น วันนี้เรามีสาระความรู้ดีๆ มาฝากกันค่ะ

โฟลิก หรืออาจเรียกว่าโฟลาซินหรือ โฟเลต (folate) หรือวิตามิน บี 9 เป็นวิตามินที่ละลายน้ำ มักจะพบในอาหารตามธรรมชาติ มีหน้าที่สำคัญคือ เป็นส่วนประกอบสำคัญในการสร้างสารพันธุกรรม RNA และ DNA และ ทำงานร่วมกับ vitamin B12 ในการสร้างเม็ดเลือดแดงให้สมบูรณ์แข็งแรงค่ะ

โฟลิกช่วยเพิ่มความพร้อมของคุณแม่ เพราะเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของเอนไซมน์ในร่างกาย ทำให้ร่างกายโดยรวมทำงานได้อย่างครบถ้วน 1 สำหรับคุณแม่ โฟลิกจะช่วยสร้างเม็ดเลือด ลดปัญหาโลหิตจางให้กับคุณแม่ 2 สำหรับทารก มีการวิจัยพบว่า หากคุณแม่ทานก่อนการตั้งครรภ์จะช่วยลดอาการผิดปกติของทารกในครรภ์ เรื่องกระดูกสันหลังปิดไม่ครบถ้วน ช่วยให้ระบบประสาททำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในต่างประเทศจึงมีการแนะนำว่าสำหรับผู้ที่ต้องการจะมีบุตรนั้น ควรจะได้รับโพลิกก่อนการตั้งครรภ์ ซึ่งจะดีต่อทั้งคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ และทารกที่อยู่ในครรภ์ เนื่องจากพัฒนาการของสมอง และระบบประสาทของทารก จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องภายหลังการปฏิสนธิ และหลอดประสาทจะปิดอย่างสมบูรณ์ประมาณวันที่ 28 หลังการปฏิสนธิ ถ้าจะให้ได้ผลจริงๆ ควรเริ่มทานก่อนการตั้งครรภ์ 1-3 เดือน เลยล่ะค่ะ โดยปริมาณของโฟลิกที่ควรได้รับในแต่ละวันสำหรับว่าที่คุณแม่ คือ 400-600 ไมโครกรัม

โฟลิกจะอยู่ในอาหารทั่วๆ ไปนี่ล่ะค่ะ ทั้งผัก ผลไม้ และอาหารประเภทโปรตีน แค่เราเลือกรับประทานให้ถูก และในปริมาณที่เพียงพอ ก็มั่นใจได้ว่า ว่าที่คุณแม่ จะได้รับสารโฟลิกอย่างเพียงพอ ซึ่งผักที่มีสารโฟลิกอยู่นั้น ก็เป็นผักทั่วๆ ไป ที่เรารู้จัก ทั้งผักโขม ถั่วชนิดต่างๆ หน่อไม้ฝรั่ง ผักกาดเขียว บีทรูท บล็อคเคอรี่ กะหล่ำ กะหล่ำปลี มะละกอ ผักกาดหอม ผักชีฝรั่ง สาหร่ายทะเล และ ผักคะน้า เป็นต้น ทั้งนี้อาหารที่มีโฟเลตอยู่มากเป็นพิเศษ ได้แก่ ยีสต์ เครื่องในเนื้อสัตว์ น้ำนม ถั่วเมล็ดแห้ง หน่อไม้ เห็ด และผักใบเขียว เช่น ผักคะน้า บรอกโคลี รวมถึงในน้ำผลไม้ เช่น น้ำส้ม อีกด้วยค่ะ

ลองมาดูกันซักหน่อยค่ะ ว่าอาหารแต่ละประเภท ให้โฟลิกกันมากน้อยแค่ไหน

อาหาร                                           โฟลิก(หน่วยไมโครกรัม)

ถั่วแดงหลวง(1/2 ถ้วยตวง)                 179

ธัญพืชต่างๆ(1/2 ถ้วยตวง)                 146-179

กระเจี๊ยบ(1/2 ถ้วยตวง)                     134

ผักขม(1/2 ถ้วยตวง)                        131

ถั่วลิสง(1/2 ถ้วยตวง)                        106

อะโวคาโด(1/2 ถ้วยตวง)                    75

ขนมปัง( 2 แผ่น)                              60

ส้ม(1 ผล)                                      60

บล็อกโคลี(1/2 ถ้วยตวง)                    52

ข้าวโพด(1/2 ถ้วยตวง)                      38

โยเกิร์ต(1 ถ้วย)                               24

สำหรับคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ การดูแลเรื่องสุขภาพร่างกายให้สมบูรณ์แข็งแรง เป็นพื้นฐานสำคัญที่จะทำให้เกิดความมั่นคงทางจิตใจ และอารมณ์ ซึ่งจะส่งผลต่อสุขภาพที่ดีในอนาคตของทารกน้อยที่อยู่ในครรภ์ วันนี้ ใครที่กำลังวางแผนจะมีเจ้าตัวน้อยๆ อย่าลืมมองหาอาหารที่ให้สารโฟลิกกันด้วยนะคะ  ^^

ดอกไม้สวยๆ กับประโยชน์จากกลิ่นหอมๆ

a59143_0eb20b7721584bba8e5251ef0f32f208-mv2_d_3888_2592_s_4_2.jpg
วันนี้ นำมาฝากกันกับเรื่องหอมๆ และคุณสมบัติดีๆ ของดอกไม้แต่ละประเภท
ลองมาดูกันดีกว่าค่ะ ว่าดอกไม้หอมๆ รอบๆ ตัวเรา แต่ละชนิด มีดีอะไรบ้าง

Rose กลิ่นดอกกุหลาบ
ดอกไม้เจ้าเสน่ห์ แค่เห็นดอกกุหลาบช่อโตก็ช่วยให้รู้สึกดีแล้วล่ะค่ะ มีการให้ความหมายกับดอกกุหลาบว่าเป็นดอกไม้แห่งความรัก คู่รักอินเลิฟทั้งหลายจึงนิยมมอบดอกกุหลาบให้แก่กัน ซึ่งก็เหมาะกับคุณสมบัติของกุหลาบมากๆ ค่ะ เพราะกลิ่นของดอกกุหลาบจะช่วยให้ผ่อนคลาย ลดความตรึงเครียดทั้งหลาย อีกทั้งกลิ่นหอมๆ ยังช่วยให้ระบบไหลเวียนโลหิตดีขึ้น เมื่อระบบไหลเวียนโลหิตดี การสูบฉีดเลือดก็ดีขึ้น ผิวพรรณก็จะเปล่งปรั่ง เส้นเลือดแข็งแรงขึ้นด้วย อย่างไรก็ตาม กลิ่นของดอกกุหลาบอาจไม่เหมาะกับผู้ที่อยู่ในช่วงตั้งครรภ์เท่าไหร่นัก เพราะกลิ่นกุหลาบนั้นมีฤทธิ์อ่อนๆ ในการขับประจำเดือนด้วยค่ะ

Jasmine กลิ่นดอกมะลิ
ดอกไม้สีขาวดอกเล็กๆ นี้มีชื่อเสียงขจรขจายไปไกลถึงต่างแดน ด้วยความขึ้นชื่อของ จัสมินไรซ์ หรือข้าวหอมมะลิ ซึ่งกลิ่นหอมของดอกมะลินั้นช่วยดูแลสุขภาพของเราได้อีกด้วย กลิ่นของดอกมะลิจะช่วยให้เรารู้สึกสดชื่น แจ่มใส กระปรี้กระเปร่า และช่วยบำรุงไปถึงหัวใจเลยค่ะ ลองคิดถึงกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกมะลิยามเช้ากันดูค่ะว่าสดชื่นขนาดไหน นอกจากนั้นกลิ่นมะลิยังเหมาะกับคุณแม่ที่ให้นมลูกด้วยนะคะ เพราะนอกจากจะช่วยลดอาการซึมเศร้าแล้ว ยังช่วยกระตุ้นน้ำนมอีกด้วย

Lavender กลิ่นลาเวนเดอร์
ดอกไม้ดอกเล็กๆ สีม่วงอ่อนๆ นี้เป็นที่นิยมใช้กันมากในสปา หรือการนวดด้วยน้ำมันหอมระเหย ด้วยคุณสมบัติของกลิ่นลาเวนเดอร์ที่ช่วยในเรื่องการผ่อนคลาย สร้างสมดุลให้ร่างกาย เมื่อเกิดอาการเครียดหรือนอนไม่หลับกลิ่นลาเวนเดอร์จะช่วยให้หลับได้ง่าย และหลับได้สนิทมากยิ่งขึ้น นอกจากนั้นลาเวนเดอร์ยังช่วยลดอาการปวดศีรษะ และช่วยลดความดันโลหิต อีกทั้งสำหรับคนที่มีอาการแพ้อากาศบ่อยๆ อาจจะลองหากลิ่นลาเวนเดอร์มาไว้ในห้องก็ได้นะคะ เพราะกลิ่นนี้จะช่วยป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ ลดปัญหาการแพ้อากาศ รวมทั้งอาการของหวัดได้ด้วยค่ะ

Peppermint กลิ่นเปปเปอร์มินท์
อีกซักนิดกับกลิ่นเปปเปอร์มินท์ ซึ่งแม้จะไม่ใช่กลิ่นของดอกไม้ แต่ด้วยคุณสมบัติพิเศษจึงเหมาะกับคุณสาวๆ มากๆ โดยเฉพาะสำหรับเรื่องผิวพรรณค่ะ กลิ่นเปปเปอร์มินท์จะช่วยในเรื่องการสูบฉีดเลือด สมองตื่นตัว ช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนของเลือด เมื่อเลือดไหลเวียนดีผิวของคุณสาวๆ ก็จะเปล่งปรั่งสดใส นอกจากนั้นกลิ่นเปปเปอร์มินท์ยังช่วยลดอาการปวดกล้ามเนื้อและปวดตามข้อต่างๆ อีกทั้งสำหรับคนที่ปวดฟันอาจหันมาสนใจกลิ่นเปปเปอร์มินท์บ้างได้นะคะ กลิ่นนี้ช่วยลดอาการปวดฟัน และอาการปวดจากรากฟันอักเสบได้ด้วยล่ะค่ะ

กลิ่นจากธรรมชาติมีประโยชน์มากกว่าที่คิดนะคะ ลองนำมาใช้ดูรับรองว่าช่วยได้ทั้งกับสุขภาพกาย และกับสุขภาพใจเลยทีเดียวล่ะค่ะ

ฟิตแอนด์เฟิร์มง่ายๆ แค่เบิร์นให้ถูกวิธี

cardio-2.jpg
สำหรับผู้ที่กำลังควบคุม หรือพยายามจะลดน้ำหนัก ส่วนมากก็มักจะทำสองสิ่งควบคู่กันไป คือการออกกำลังกาย ควบคู่ไปกับการควบคุมอาหาร  แต่หลายๆ ครั้ง ที่เราพยายามออกกำลังกายให้มากขึ้น และรู้สึกได้ว่าน้ำหนักก็ลง แต่ไขมันที่สะสมอยู่โดยเฉพาะไขมันรอบๆ เอว กลับไม่หายไปซักเท่าไหร่เลย ….. สาเหตุหลักๆ อาจเป็นเพราะว่า น้ำหนักที่ลดลงไป อาจจะเกิดจากการสูญเสียน้ำ  เพราะปริมาณน้ำในร่างกาย จะส่งผลให้น้ำหนักขึ้นหรือลง แตกต่างกันได้มากเลยทีเดียวล่ะค่ะ หรือไม่เช่นนั้น น้ำหนักที่หายไปก็อาจเกิดจากการสูญเสียกล้ามเนื้อ เพราะร่างกายไปย่อยสลายเอากล้ามเนื้อมาใช้เป็นพลังงานในการออกกกำลังกายกันก็เป็นได้ กรณีอย่างนี้ น้ำหนักอาจจะลดลงจริง แต่ไขมันส่วนเกินจะไม่ได้หายไปไหนค่ะ

ก่อนจะออกกำลังกายครั้งต่อไป ลองมาทำความเข้าใจถึงกลไกการทำงานของร่างกายเรากันซักหน่อยก่อนค่ะ
ในการใช้ชีวิตตามปกติ ร่างกายของเราจะใช้พลังงานจากอาหารที่เราทานเข้าไป เป็นแหล่งพลังงานหลักค่ะ ส่วนนี้ เราเรียกว่า Dietary Fuel ซึ่งก็ได้แก่ สารอาหารประเภท โปรตีน คาร์โบไฮเดรต และไขมัน หากเราทานอาหารมากกว่าพลังงานที่เราใช้ไป ร่างกายก็จะเก็บสะสมพลังงานส่วนที่เหลือไว้ในรูปของไขมัน ในส่วนนี้ การควบคุมปริมาณอาหารที่พอเหมาะ เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้ร่างกายเหลือพลังงานที่จะสะสมน้อยที่สุด….

สำหรับผู้ที่ออกกำลังกาย ร่างกายของเรา ก็จะใช้พลังงานจาก Dietary Fuel ก่อนเป็นอันดับแรก เพราะเป็นแหล่งพลังงานพร้อมใช้ ที่สะสมอยู่ในกล้ามเนื้อ และตับ ซึ่งร่างกายสามารถดึงออกมาใช้ได้อย่างรวดเร็ว ต่อเมื่อใช้จนหมดร่างกายจึงจะเริ่มดึงพลังงานจากแหล่งพลังงานสำรอง ที่อยู่ในรูปของโปรตีนในกล้ามเนื้อ และในรูปของไขมัน ออกมาใช้ ส่วนนี้ เรียกว่า Body Fuel ค่ะ

เอาล่ะค่ะ มาถึง Body Fuel ก็แปลว่าเราเริ่มเข้ามาใกล้กับเจ้าไขมันส่วนเกินกันแล้ว ทีนี้ จะทำอย่างไร ที่ร่างกายจะไม่ดึงเอาโปรตีนในกล้ามเนื้อ แต่เลือกที่จะดึงเอาไขมันส่วนเกินมาใช้ในระหว่างที่เราออกกำลังกายกันล่ะ

วิธีการก็คือ การทำให้ร่างกายเห็นความจำเป็น และสำคัญของกล้ามเนื้อค่ะ การทำให้ร่างกายเห็นความสำคัญของกล้ามเนื้อก็คือการให้กล้ามเนื้อทำงานหนักขึ้น จนร่างกายรับรู้ว่าจำเป็นต้องสร้างกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้นเพื่อรับกับกิจกรรมที่ต้องทำ และเมื่อร่างกายรับรู้ว่าจำเป็นต้องมีกล้ามเนื้อมากขึ้น ก็จะเลือกใช้ไขมันส่วนเกินเป็นพลังงานสำรอง แทนที่จะไปสลายกล้ามเนื้อมาใช้ค่ะ

นอกเหนือไปจากนั้น เมื่อร่างกายมีกล้ามเนื้อเพิ่มมากขึ้น ก็จะยิ่งเป็นปัจจัย ให้เกิดการเผาผลาญพลังงานมากขึ้นในระหว่างวันอีกด้วย จึงมาถึงข้อสรุปของหลายๆ สำนักที่ว่า Weight Training ซึ่งเป็นการสร้างกล้ามเนื้อ คือทางออกที่ดี สำหรับการสลายไขมันส่วนเกินนั่นเอง
ทั้งนี้ การออกกำลังกายแบบ Weight Training นั้น ควรทำก่อน Cardio เพราะจะทำให้ร่างกายใช้พลังงานส่วนแรก คือ Dietary Fuel ให้หมดไปอย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งสร้างกล้ามเนื้อเอาไว้ก่อนในเบื้องต้น จากนั้น จึงทำ Cardio เพื่อค่อยๆ เผาผลาญพลังงานส่วนเกินค่ะ

หลับสนิท ง่ายๆ แค่ปรับพฤติกรรม

sleep.jpg
เรื่องนอน ไม่เคยเป็นเรื่องยากสมัยที่เรายังหนุ่มๆ สาวๆ กันอยู่ แต่ทำไม พอเริ่มเข้าสู่ช่วงปลายเลขสาม กำลังจะข้ามไปสู่หลักสี่ ตกดึก อยากจะนอน ทำไมถึงได้หลับยากกว่าที่เคยเป็น

คนเราควรได้รับการพักผ่อนจากการนอนอย่างน้อย 8 ชั่วโมงต่อวัน เพื่อให้ไม่เกิดความเหนื่อยล้า สะสม และยังเป็นช่วงเวลาของการซ่อมแซมส่วนของร่างกายที่สึกหรอ ให้เราได้สร้างฮอร์โมนที่จำเป็น ให้อวัยวะภายในต่างๆ ได้พักจากการทำงานหนัก หรืออย่างน้อยก็ได้ทำงานเบาลงบ้าง รวมถึงให้ระบบต่างๆ ได้ปรับสมดุลหลังจากความเร่งรีบในวันที่ผ่านมาอีกครั้ง ทว่าหลายๆ ครั้ง การนอน กลับไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด

วันนี้ มาว่ากันด้วยเรื่องของการนอน ช่วงเวลาสำคัญที่ร่างกายจะได้หยุดพักกันซักหน่อยค่ะ ว่ามีเคล็ดลับดีๆ อะไรบ้าง ที่จะช่วยให้การนอนของเรา เป็นไปอย่างมีระบบ ไม่มีปัญหาการนอนหลับยาก และเป็นการนอนที่ร่างกายได้พักผ่อนอย่างแท้จริง

ก่อนอื่น มาทำความรู้จักกับฮอร์โมนเมลาโทนิน กันก่อนค่ะ ฮอร์โมนเมลาโทนิน เป็นฮอร์โมนที่หลั่งจากต่อมไพเนียล โดยจะถูกกระตุ้นโดยความมืด และระงับด้วยแสงสว่าง เป็นฮอร์โมน ที่มีผลโดยตรงกับการง่วงนอนของเราล่ะค่ะ เมื่อฮอร์โมนเมาลาโทนินถูกหลั่งออกมามากก็จะทำให้เกิดอาการง่วงมากขึ้น เช่นในสถานที่ที่มีแสงสลัว หรือช่วงพลบค่ำ และหากเมื่อเราได้รับแสงสว่าง ออร์โมนชนิดนี้ก็จะหลั่งออกมาน้อยลง เราก็จะรู้สึกสดชื่น หายง่วงนอนนั่นเอง โดยที่การหลั่งของเมลาโทนินในรอบวัน เริ่มต้นจากในเวลากลางคืนจะมีการสร้างเมลาโทนินมาก ตั้งแต่เวลา 2100-22.00 น. และมีการสร้างมากขึ้นเรื่อยๆจนถึงระดับสูงสุดเวลา 02.00-04.00 น. จากนั้น จึงจะค่อยลดลงเรื่อยๆจนกระทั่งเวลาประมาณ 07.00-08.00 น .

ฮอร์โมนเมลาโทนิน นี้ ก็คือปัจจัยหลัก ของการง่วงนอนเลยค่ะ แปลว่า เมื่อเราต้องการจะพักผ่อน เราก็ไม่ควรทำอะไรที่เป็นการยับยั้ง หรือปิดกั้นการหลั่งของฮอร์โมนชนิดนี้ โดยพฤติกรรมที่มีผลต่อการยับยั้งการหลั่งของฮอร์โมนเมลาโทนิน ก็คือพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับแสงสว่างค่ะ ทั้งความสว่างของแสงไฟภายในห้องนอน การใช้คอมพิวเตอร์ก่อนนอน การดูโทรทัศน์รอบดึก หรือแม้แต่การใช้อุปกรณ์แท็บเลต และโทรศัพท์มือถือ เพราะทั้งหมดมีส่วนของแสง ซึ่งจะทำให้ร่างกายแปรเป็นสัญญาณไปสั่งการให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนเมลาโทนินออกมาน้อยลง ดังนั้น ก่อนเข้านอนอย่างน้อย 2 ชั่วโมง ควรหลีกเลี่ยงการนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ที่สว่างจ้า ปรับเวลาการรับชมรายการโทรทัศน์ช่วงค่ำ และดูแลให้แสงสว่างในห้องนอนไม่สว่างจนเกินไปค่ะ

นอกเหนือจากเรื่องของฮอร์โมนเมลาโทนินแล้ว การเตรียมตัวก่อนการเข้านอน และพฤติกรรมในระหว่างวัน ก็เป็นสิ่งสำคัญค่ะ สิ่งที่ควรให้ความสำคัญ เพื่อให้เราสามารถนอนพักผ่อนได้อย่างเต็มที่ ยังรวมถึงการเลี่ยงอาหารมื้อหนักก่อนเข้านอน พยายามออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พยายามรักษาตารางการนอนให้สม่ำเสมอในช่วงเวลาเดิมของทุกวัน และที่สำคัญ ลองหัดฝึกให้จิตใจสงบลงก่อนนอนด้วยค่ะ หลายๆ คนอาจมีวิธีการของตัวเอง แต่ที่แน่ๆ เราจะนอนหลับได้ง่าย และสนิทขึ้น หากจิตใจของเราสงบลงก่อนที่เราจะเข้านอนค่ะ

เอาล่ะค่ะ รู้วิธีนอนหลับให้เต็มที่กันไปแล้ว คืนนี้ อย่าลืมนำไปใช้กันนะคะ จะได้ให้ร่างกายของเราที่เหน็ดเหนื่อยกันมาทั้งวันแล้ว ได้พักอย่างเต็มที่ ….
สำหรับค่ำคืนที่กำลังจะมาถึง นอนหลับฝันดี ราตรีสวัสดิ์ค่ะ ^^

เลิกด่วน … 7 พฤติกรรมทำร้ายกระดูกสันหลัง

cross.png
กระดูกในร่างกายเรามีทั้งหมด 206 ชิ้น ที่เป็นโครงสร้างของร่างกาย และทำหน้าที่ปกป้องอวัยวะภายในต่างๆ ไขกระดูกบางชนิดจะช่วยผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดงและเซลล์เม็ดเลือดขาว และเส้นเอ็นจะเป็นตัวเชื่อมโยงเนื้อเยื่อต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน ทุกส่วนล้วนทำงานอย่างสัมพันธ์กัน ซึ่งเมื่อส่วนหนึ่งส่วนใดบกพร่อง ย่อมกระทบส่วนอื่นๆ ไปด้วยค่ะ
สำหรับกระดูกสันหลัง นอกจากเป็นโครงสร้างแข็งแรงที่ปกป้องแกนของไขสันหลังแล้ว ยังทำหน้าที่เป็นจุดเกาะของกล้ามเนื้อของหลัง และยังเชื่อมต่อกับกะโหลกศีรษะ กระดูกสะบัก กระดูกเชิงกราน และกระดูกซี่โครง อีกด้วย

สำคัญขนาดนี่ วันนี้เลยอยากจะชวนทุกคนมาดูแลกระดูกสันหลังกันซักหน่อย เริ่มต้นจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เคยชินที่จะทำร้ายกระดูกสันหลังของเราอย่างไม่รู้ตัว
มาดูกันค่ะ ว่าอะไรบ้าง ที่เราควรจะเลิกเพื่อช่วยถนอมรักษากระดูกสันหลังของเรา

  1. นั่งไขว่ห้าง ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ คุณสาวๆ อย่านั่งไข่วห้างเลยค่ะ ถึงนั่งแล้วจะได้สรีระรูปตัวเอส ( s ) ดึงดูดสายตาชวนให้เหลียวมอง แต่สังเกตซักนิดว่าเวลาเรานั่งไขว่ห้างนานๆ เท้าอาจจะเริ่มชาจนต้องสลับข้าง เพราะเลือดเดินไม่สะดวก เวลานั่ง ตัวก็จะตะแคงบิดมาอีกด้านหนึ่ง ยิ่งถ้านั่งเป็นประจำน้ำหนักตัวก็จะทิ้งไปด้านเดียว กระดูกก็จะถูดบิดเป็นประจำทำให้หลังเสียโดยไม่รู้ตัว แนะนำให้นั่งวางเท้าชิดกันเอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง แล้วหันไหล่ตรงก็เป็นท่านั่งที่ทำให้หุ่นดูสวยไม่แพ้กันเลยค่ะ
  2. การกอดอก ถึงมีเรื่องที่ต้องขบคิด เครียด หรือมีเรื่องหนักอก แนะนำว่าอย่าเอามากอดไว้กับอกเลยค่ะ เพราะเวลาที่เรากอดอกนั้น สรีระช่วงบน อย่างสะบัก และหัวไหล่ต้องยืดยาว และค้อมไปด้านหน้า แถมคอก็ยังยืดออกเหมือนเต่า ทำให้ปวดหลังได้แบบไม่รู้ตัว อีกทั้งจะทำให้เลือดยังไปเลี้ยงสมองได้ไม่ดี เกิดอาการปวดหัวได้อีก กอดอก อีกท่วงที่เคยชินแต่อาจทำร้ายหลังแบบไม่รู้ตัวเลย
  3. ท่่ายืนพักขา การยืนพักขาแม้จะจะเป็นท่าที่สบาย แต่ทราบไหมคะว่าการพักขาจะเป็นการทิ้งน้ำหนักให้เป็นภาระด้านกับร่างกายด้านหนึ่ง สะโพกก็จะเอียง กระดูกสันหลังก็โค้งตามไปด้วย ไม่ดีต่อสมดุลของร่างกายอย่างแน่นนอน การยืนที่ดีที่สุดก็เพียงแค่ทิ้งน้ำหนักลงที่ขาทั้ง 2 ข้างเท่าๆ กัน ง่ายๆ แค่นี้เองคะ
  4. นั่งหลังงอ จำไว้ค่ะว่าหลังต้องตรง เหมือนตุ๊กตาหุ่นที่มีใครมาดึงเชือกด้านบนไว้ตลอด บางครั้งการนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ เราอาจเผลอก้มหน้าไปจนติดจอ หลังค่อม งอ โค้ง ไม่น่าดู ยิ่งนานวันเข้ากระดูกก็จะงอคดตามจนผิดรูป ทำให้เกิดอาการปวดหลังเรื้อรัง แก้ไขได้ยาก ทางที่ดีควรปรับระดับความสูงและความเอียงของจอคอมพิวเตอร์ให้เหมาะสม และเตือนตัวเองไว้เสมอๆ ให้นั่งหลังตรงตลอดเวลาค่ะ
  5. นั่งเก้าอี้หมิ่นๆ จะเพราะกระโปรงสั้น หรือเก้าอี้สูงนั่งไม่สบาย ทำให้สาวๆ บางคนต้องนั่งหมิ่นๆ แต่รู้ไหมคะว่ากล้ามเนื้อหลังต้องทำงานหนักขนาดไหนในการรับน้ำหนัก ลองนึกภาพก็จะเหมือนกับการวางของหนักๆ ไว้บนฐานที่แคบๆ เวลานั่งเก้าอี้จึงควรนั่งแบบเต็มก้นจะดีกว่านะคะ
  6. นอนขดเป็นดักแด้ เวลานอนถือเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายจะพักผ่อนอย่างจริงจัง กล้ามเนื้อทุกส่วนต้องสบาย และการนอนแต่ละครั้ง ร่างกายจะอยู่ในท่าเดิมๆนั้นๆ นานหลายชั่วโมง การนอนขดตัวจะทำให้กระดูกงอโค้ง กล้ามเนื้อบางส่วนเกร็งไม่ได้พักผ่อน คนที่นอนอาจตื่นมาไม่สดชื่นนัก เพราะร่างกายไม่ได้ผ่อนคลายจริงๆ นั่นเองค่ะ ท่านอนที่ดีท่าหนึ่ง คือการนอนตะแคงขวา โดยมีหมอนข้างใบน้อยช่วยรับน้ำหนักของร่างกายบางส่วนค่ะ ท่านอนท่านี้นอกจากจะช่วยป้องกันอาการปวดหลังแล้ว ยังจะทำให้หัวใจทำงานได้สะดวกอีกด้วยค่ะ
  7. ส้นสูง ทราบกันดีอยู่แล้วนะคะ ว่ารองเท้าส้นสูง ถึงใส่แล้วจะดูขายาว หุ่นเพรียวสวย แต่ก็เป็นภัยร้ายแรง ทำให้กระดูกสันหลังช่วงล่างแอ่นมากกว่าปกติ อาการปวดหลังก็ตามมา แนะนำว่า ถ้าเลี่ยงได้ ลองมองหารองเท้าส้นเตี้ยที่ถูกออกแบบมาให้เข้ากับรูปเท้า และรองรับน้ำหนักจากการเดินได้ดีจะดีกว่า

เอาล่ะ รู้จักพฤติกรรมที่เป็นภัยร้ายกับกระดูกสันหลังกันแล้ว มาปรับพฤติกรรมของเราตั้งแต่วันนี้กันดีกว่า เพราะนอกจากจะเป็นการป้องการอาการบาดเจ็บ แล้ว ยังช่วยให้มีบุคลิกภาพที่ดีอีกด้วยค่ะ

รู้ไว้ ก่อนไปฉีดฟิลเลอร์

filler2
สาวๆ ส่วนใหญ่ ยังเข้าใจเรื่องฟิลเลอร์กันแบบผิวเผิน หรือบางคนแทบไม่รู้เลยว่าฟิลเลอร์กับโบทอกซ์ต่างกันอย่างไร หรือบางคนก็คิดว่าฟิลเลอร์ฉีดที่ไหนก็ได้ และไปฉีดกับคนที่ไม่ใช่แพทย์ เช่น หมอกระเป๋าทั้งหลาย หรือบุคคลากรอื่นที่เคยทำงานร่วมกับแพทย์ก็ได้ เพราะราคาถูกกว่า จึงมักจะทำให้เกิดปัญหา หรือมีผลข้างเคียงมากมายตามที่ปรากฏตามสื่อต่างๆ
ก่อนตัดสินใจเลือกฉีดฟิลเลอร์ วันนี้มาทำความรู้จักกับฟิลเลอร์กันซักหน่อยดีกว่าค่ะ
💉 การฉีดฟิลเลอร์แตกต่างจากการฉีดโบทอกซ์อย่างไร
จริงๆ แล้วฟิลเลอร์ (Fillers) แปลว่าสารเติมเต็ม ความหมายก็ตามนั้นค่ะ คือการฉีดสารให้เต็มในส่วนที่พร่องไป พูดง่ายๆ การฉีดฟิลเลอร์คือการฉีดสารเข้าสู่ร่างกาย เพื่อจะลดปัญหาจากเนื้อหรือคอลลาเจนตามธรรมชาติของร่างกายที่ลดลง ( Volumn loss ) ซึ่งมักจะเกิดเมื่อเรามีอายุมากขึ้น หรือในบางกรณีสำหรับบางคนที่มีปัญหา อยากเพิ่ม อยากเติมบางจุดให้ดูอวบอิ่มขึ้นจากของเดิมที่ไม่มี เช่นการฉีดฟิลเลอร์เติมร่องแก้มที่ลึก การฉีดฟิลเลอร์ร่องตาที่ลึก การฉีดฟิลเลอร์เสริมดั้งจมูก การฉีดฟิลเลอร์ให้ริมฝีปากอวบอิ่ม การฉีดฟิลเลอร์เสริมคาง ซึ่งความลึกตื้นในการฉีดส่วนใหญ่จะฉีดในชั้นหนังแท้ (Dermis) เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งอยู่เหนือชั้นไขมัน และกล้ามเนื้อ จึงแตกต่างจากโบทอกซ์ ตรงที่โบทอกซ์จะฉีดในชั้นกล้ามเนื้อ เพื่อลดการทำงานของกล้ามเนื้อที่เราไม่ต้องการ เช่น ลดริ้วรอยจากการขยับของตีนกาเวลายิ้ม รอยย่นบนหน้าผาก รอยย่นเวลาขมวดคิ้ว หรือฉีดให้หน้าเรียวเล็กสำหรับผู้ที่มีกรามใหญ่
👨👩👧👦 ฟิลเลอร์สามารถฉีดได้กับทุกคนหรือไม่
ฟิลเลอร์ไม่สามารถจะฉีดได้กับทุกคนค่ะ สตรีมีครรภ์ ผู้ที่ให้นมบุตร ผู้ที่มีปัญหาเลือดออกแล้วหยุดยาก มีแผลฟกช้ำง่าย ควรเลี่ยงการฉีดฟิลเลอร์ค่ะ ที่สำคัญผู้ที่แพ้สารไฮยา ฉีดไ่ม่ได้เด็ดขาด ส่วนอีกกลุ่มคือกลุ่มที่มีความหย่อนคล้อยมากๆ มีผิวหน้าบาง พวกนี้ต้องระวัง และเลือกชนิดฟิลเลอร์ที่ละเอียด เพราะเสี่ยงต่อการที่ฟิลเลอร์เกาะตัวเป็นก้อน ดูไม่เป็นธรรมชาติได้ และสุดท้ายผู้ที่ที่เป็นเริม หรืองูสวัดอยู่ การฉีดฟิลเลอร์อาจจะทำให้อาการกำเริบมากขึ้นได้ แต่ในกรณีที่เคยเป็นและหายแล้ว ฉีดได้ไม่มีปัญหาค่ะ
สำหรับข้อควรระวัง และผลข้างเคียงจากการฉีดสารเติมเต็ม พอจะสรุปได้ตามนี้เลยค่ะ
1. ฉีดไม่ถูกตำแหน่ง เช่นฉีดตื้นหรือลึกเกินไป ทำให้ไม่ได้ผล
2. ถ้าเกิดฉีดฟิลเลอร์เติมร่องใต้ตา แล้วเกิดไปอุดตันทางเดินน้ำเหลือง จะทำให้ตาดูบวมๆคล้ายถุงใต้ตา
3. เป็นก้อนๆหรือตะปุ่มตะป่ำ อันนี้พบได้บ่อย โดยเฉพาะบริเวณร่องแก้มหรือใต้ตาที่ฉีดตื้นเกินไป
4. บริเวณที่ฉีดมีเส้นเลือดฝอยแดงเกิดขึ้น เป็นผลจากอนุภาคสารเติมเต็มไปอุดตันเส้นเลือดฝอยในจุดนั้น มักพบได้บ่อยในกรณีที่ต้องการฉีดเสริมปลายจมูก
5. เนื้อเยื่อข้างเคียงตาย จากการที่อนุภาคของสารเติมเต็มไปอุดตันเส้นเลือดขนาดกลาง พบได้บริเวณข้างและปีกจมูกจากการเติมร่องแก้มหรือการฉีดเสริมจมูก
6. เกิดการอักเสบติดเชื้อ พบได้บ่อยมากขึ้นในกรณีที่ฉีดเติมปลายจมูกให้ยาวขึ้นหรือเพื่อเป็นหยดน้ำใน จมูกที่มีแท่งซิลิโคนอยู่แล้ว กรณีนี้ต้องถอดแท่งซิิลิโคนออกเท่านั้นจึงจะดีขึ้น
7. จมูกโตขึ้นเรื่อยๆ มักพบในคนที่ฉีดสารเติมเต็มหลายๆครั้ง
8. ตาบอด อันนี้สาหัสสุด มักเกิดจากการฉีดเสริมจมูกอย่างผิดวิธีทำให้อนุภาคของสารเติมเต็มหลุดเข้าไป อุดตันเส้นเลือดที่ดวงตา ซึ่งเราคงเคยได้ข่าวมาบ้างแล้วในเมืองไทย
⛔️ข้อห้าม และการปฏิบัติตัวหลังการ ฉีด Filler
1. ห้ามนอนราบ 3 ชั่วโมง
2. ข้อห้ามภายใน 2 วันควรเลี่ยงยาหรือสารที่อาจจะมีผลต่อการฟกช้ำได้ง่าย เช่นยากลุ่ม Aspirin, ยาแก้ปวดข้อบางชนิด เช่น Brufen, Voltaren วิตามินอี หรือแอลกอฮอล์ อย่างน้อย 24 ชม รวมถึงควรงดการออกกำลังกาย และการเข้าซาวน่า
3. ข้อห้ามภายใน 2 อาทิตย์ ห้ามโดนความร้อน หรือ ทำเลเซอร์ รวมถึงทรีตเม้นต์ ที่มีความร้อน เช่น RF ยกกระชับ ทำ IPL ทำ Fractional Laser Co2 กรอผิว ทำ AHA ลอกหน้า รวมถึงการใช้ไดร์เป่าผม เข้าซาวน่า อบไอน้ำ เพราะความร้อนจะทำให้ฟิลเลอร์สลายเร็วขึ้น
4. ดื่มน้ำมากๆ เพราะจะช่วยให้ฟิลเลอร์คงสภาพได้นานขึ้น เนื่องจากฟิลเลอร์เป็นสารที่อุ้มเก็บกักน้ำได้ค่อนข้างดีค่ะ
เอาล่ะค่ะ รู้จักกับฟิลเลอร์กันพอสมควรแล้ว ก่อนตัดสินใจไปฉีดฟิลเลอร์ที่ไหน อย่าลืมตรวจสอบมาตรฐานและความน่าเชื่อถือของผู้ให้บริการด้วยนะคะ เพราะเรื่องเล็กๆ เกี่ยวกับความงามอย่างฟิลเลอร์นี่ล่ะค่ะ ถ้าเผลอไปใช้บริการจากหมอกระเป๋า หรือคลินิคที่ไม่ได้มาตรฐาน ก็อาจจะบานปลายกลายเป็นปัญหาให้ต้องปวดหัวกันได้เลยทีเดียว

Food Enzymes คืออะไร

fruit.jpg
เอนไซม์ (Enzyme) คือสารที่ทำหน้าที่เป็นตัวเร่งการทำงานของระบบต่างๆ ที่อยู่ในร่างกายของเรา เป็นเสมือนตัวตั้งต้นของภูมิคุ้มกันในร่างกาย ถ้าร่างกายของเรามีปริมาณเอนไซม์ที่ไม่สมดุล จนถึงขั้นขาดเอนไซม์เมื่อไร ก็จะส่งผลกระทบต่อการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกายทันที ตั้งแต่ระบบการย่อยอาหาร ระบบการเผาผลาญอาหาร ระบบการขับถ่าย ระบบการให้พลังงานกับร่างกาย ระบบภูมิคุ้มกัน รวมไปถึงระบบการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ

ก่อนอื่นมาทำความรู้จักกับประเภทของเอนไซม์กันซักหน่อยก่อนดีกว่าค่ะ

Metabolic Enzyme เราอาจจะเข้าใจว่า Metabolic Enzyme เป็นเพียงเอ็นไซม์ที่ช่วยในการเผาผลาญ และให้พลังงานกับร่างกาย แต่จริงๆ แล้ว นอกจากจะช่วยเผาผลาญอาหารแล้ว เอนไซม์ประเภทนี้ยังช่วยสร้างพลังงาน สร้างภูมิต้านทาน ทำให้ร่างกายของเราเจริญเติบโต รวมทั้งช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ทั้งยังช่วยต้านทานโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ อีกด้วย

Digestive Enzyme เป็นเอนไซม์ที่ช่วยในเรื่องการย่อยอาหาร และเป็นเอนไซม์ที่ร่างกายของเราสามารถผลิตขึ้นมาได้เอง โดยตับอ่อนจะรับหน้าที่ในการผลิตเอนไซม์ส่วนนี้ เพื่อย่อยอาหาร และดูดซึมสารอาหารที่เรารับประทานเข้าไป ทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่มีคุณค่า

Food Enzyme เป็นเอนไซม์ที่ได้จากอาหาร พบได้ในอาหารสด อาหารที่ไม่ผ่านการปรุง แบ่งเป็น เอนไซม์จากพืช (Plant Enzyme) และ เอนไซม์จากสัตว์ (Animal Enzyme) ซึ่งการประกอบอาหารโดยนำไปผ่านความร้อนจะทำลายเอนไซม์เหล่านี้ไป

Food Enzyme เป็นเอนไซม์ที่ได้จากอาหารที่เราทานเข้าไป แม้ว่าร่างกายของเราจะผลิตเอนไซม์ได้ แต่ก็ผลิตได้เพียงในระดับหนึ่ง ไม่เพียงพอกับความต้องการ โดยเฉพาะในปัจจุบัน เรามักบริโภคอาหารที่ไม่เหลือเอนไซม์แล้ว เช่น อาหารที่ปรุงแต่งด้วยสารเคมี อาหารฟาสต์ฟู้ด อาหารที่ผ่านความร้อนนานๆ อาหารแช่แข็ง อาหารที่เก็บไว้เป็นเวลานาน รวมถึงการดื่มแอลกอฮอล์ การรับประทานยา พฤติกรรมการบริโภคเช่นนี้ นอกจากเราจะไม่ได้รับเอนไซม์แล้ว ร่างกายยังต้องใช้เอนไซม์ที่มีอยู่ในการย่อยอาหารเหล่านี้ และการผลิตเอนไซม์ของร่างกายก็จะถดถอยลงไปอีกด้วย ทำให้ร่างกายเสื้อมสภาพ แก่เร็ว หรือเป็นโรคต่างๆ ได้ง่าย

เอนไซม์ที่เราสามารถรับได้จากภายนอกนั้น ส่วนใหญ่จะอยู่ในผัก และผลไม้ต่างๆ รวมทั้งเนื้อสัตว์ด้วย โดยผัก และผลไม้จะต้องยังคงความสด ไม่ผ่านกระบวนการปรุงด้วยความร้อน เพราะ เนื้อสัตว์ ผัก หรือผลไม้ เมื่อผ่านความร้อนก็จะทำให้เอนไซม์ลดน้อยลง โดยในส่วนของผักและผลไม้นั้น เมื่อเก็บเกี่ยวจากต้นใหม่ๆ จะมีเอนไซม์อยู่เป็นจำนวนมาก ทว่ายิ่งเก็บไว้นานเท่าใด เอนไซม์เหล่านั้นก็จะค่อยๆ ลดลงไปอย่างรวดเร็ว นอกจากนั้น สารเคมี ยาฆ่าแมลง ยังเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ปริมาณเอนไซม์ในพืชผักลดลง

ดังนั้นหากต้องการอาหารที่อุดมด้วยเอนไซม์ จึงควรเลือกอาหารที่สด ใหม่ ปราศจากสารเคมี รวมทั้งไม่ผ่านความร้อนนั่นเองค่ะ และนี่คือที่มาของทางอาหารประเภท Raw Food และ Vegan Food ซึ่งเป็นเหมือนทางออกของการเติมเอนไซม์ เป็นทางเลือกของอาหารที่ดี และเป็นประโยชน์มากๆ ให้กับร่างกายของเรานั่นเองล่ะค่ะ

ลดน้ำหนักให้ได้ผลดี ต้องเบิร์นให้ถูกวิธีกันก่อน

fit.jpg
พฤติกรรมการใช้ชีวิตของเราในทุกวันนี้ ล้วนเป็นสาเหตุของการเกิดโรคยอดนิยม ‘โรคอ้วน’ ไม่ว่าจะเป็นปริมาณน้ำตาลที่สูงมากที่แทรกอยู่ในเมนูโปรดทั้งหลาย การรับประทานอาหารประเภททอด และอาหารที่มีส่วนผสมของไขมันสูง การทานอาหารประเภทฟาสต์ฟู้ด การทานอาหารว่างและของขบเคี้ยวในระหว่างวัน แม้แต่การทานอาหารเย็นที่ค่อนข้างดึก และทานในปริมาณที่มากเกินกว่าการเผาผลาญของร่างกาย ที่สำคัญ เวลาที่หายไปกับการทำงานและการเดินทาง ทำให้เรามีเวลาที่จะออกกำลัง เผาผลาญไขมันส่วนเกินเหล่านี้น้อยลงไปอีก..

วันนี้ มีคำแนะนำดีๆ เกี่ยวกับการออกกำลังกายที่ใช้เวลาไม่นาน แต่ให้ผลในด้านการเบิร์นได้เป็นอย่างดี พร้อมสิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับการออกกำลังกายมาฝากกันค่ะ

HIIT (High Intensity Interval Training) คือการแบ่งช่วงการออกกำลังกายออกเป็นช่วงสั้นๆ สลับกันระหว่างการออกกำลังกายในระดับความเร็วสูงสุด และการออกกำลังกายในระดับความเร็วปานกลาง โดยจะทำสลับกันเป็นเซ็ต

ข้อดีของการออกกำลังกายในลักษณะนี้ นอกเหนือจากการได้กระตุ้นการทำงานของหัวใจให้ได้ทำงาน และแข็งแรงขึ้นแล้ว ยังเป็นการเผาผลาญพลังงานที่ให้ผลลัพธ์เต็มที่ ภายในระยะเวลาที่สั้นลงค่ะ

การออกกำลังกายในแบบ HIIT สามารถใช้ได้กับเครื่องออกกำลังกายประเภทคาร์ดิโอ ทุกประเภทที่มีอยู่ในฟิตเนส และยังสามารถทำได้ด้วยการออกกำลังกายประเภทอื่นๆ เช่นการวิ่ง อีกด้วย

โดยหลักการออกกำลังกายแบบ HIIT เริ่มต้นด้วยการ stretching การ warm up คือการยืดกล้ามเนื้อ และเตรียมความพร้อมของร่างกาย
จากนั้น เริ่มออกกำลังในระดับความเร็วปานกลาง เป็นระยะเวลาประมาณ 30 วินาที ถึง 1 นาที
เร่งจังหวะการออกกำลังกาย ไปสู่ความเร็วสูงสุดที่สามารถทำได้ เป็นระยะเวลาประมาณ 30 วินาที ถึง 1 นาที
ทั้งหมดนี้ นับเป็นหนึ่ง เซ็ต ให้ทำต่อเนื่อง สลับกันไปจนครบ 10-15 เซ็ต

จากนั้น แนะนำให้ออกกำลังประเภท free weight ต่ออีกซัก 5-10 นาที เป็นอย่างน้อย รับประกัน ว่าได้เผาผลาญพลังงานกันอย่างเต็มที่เลยล่ะค่ะ

นอกจากการออกกำลังกายแบบ HIIT ที่นำมาฝากกันแล้ว อยากจะให้ลองมาทำความเข้าใจกันซักหน่อยค่ะ ว่าร่างกายของเราทำงานกันอย่างไร เบิร์นเสร็จแล้ว จะได้ได้ผลตามที่ตั้งใจกันไว้

การออกกำลังกายในช่วง 15 นาทีแรก ร่างกายจะดึงเอาแหล่งพลังงานหลัก หรือน้ำตาลจากตับ มาใช้ก่อน ส่วนนี้ ยังไม่ได้ช่วยลดน้ำหนัก หรือเผาผลาญพลังงานส่วนเกินแต่อย่างใด เพราะเป็นพลังงานที่ร่างกายมีไว้สำหรับกิจกรรมประจำวันอยู่แล้ว

การออกกำลังกายใน 15 นาทีต่อมา เมื่อร่างกายรู้สึกว่าต้องการพลังงานเพิ่มเติม ก็จะดึงเอาพลังงานในส่วนทีสอง คือแป้ง โดยเปลี่ยนให้อยู่ในรูปของน้ำตาลเพื่อนำมาใช้ โดยยังไม่ได้ดึงเอาไขมันสะสมมาใช้เลย

จนหลังจาก 30 นาทีผ่านไป ร่างกาย จึงจะเริ่มดึงเอาไขมันที่สะสมไว้มาใช้งาน เป็นจุดเริ่มต้นของการเผาผลาญไขมันส่วนเกิน ที่เราเรียกว่า Burn นั่นล่ะค่ะ

สรุปสั้นๆ คือ การออกกำลังกายเพื่อเผาผลาญไขมันส่วนเกิน จำเป็นต้องทำอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ 30 นาทีขึ้นไป และร่างกายของเราจะยังคงใช้พลังงานต่อไปอีกหลังจากการออกกำลัง โดยใช้เพื่อสร้างกรดบางชนิด สังเกตว่าเราจะยังคงมีเหงื่อออก และมีอุณหภูมิร่างกายที่สูงอยู่อีกซักระยะหนึ่ง ในช่วงหลังการออกกำลังกายนี่ล่ะค่ะ จึงเป็นเรื่องสำคัญ ที่ไม่ควรดื่มน้ำอัดลม น้ำหวาน ทานขนม หรือน้ำตาลทุกประเภท เพราะจะทำให้ร่างกายรับรู้ว่ามีแหล่งพลังงานหลักให้ดึงกลับมาใช้อีก และเลิกดึงเอาไขมันส่วนเกินมาเผาผลาญ

แล้วก็อย่าลืมนะคะ การออกกำลังกายสม่ำเสมอ เป็นประจำ จะเป็นผลดีต่อสุขภาพมากกว่าการออกกำลังกายหนักๆ แต่ขาดความสม่ำเสมอค่ะ… เอาล่ะ พร้อมจะไปเบิร์นกันหรือยังคะ ^^