กาแฟเพื่อสุขภาพ

coffee-cup.jpg
ดื่มกาแฟมากไป หลายๆ คนอาจจะกลัวว่าจะนอนหลับได้ยาก โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ ที่อาจจะมีอาการหัวใจเต้นแรง กระสับกระส่าย จนมองกันว่ากาแฟ อาจจะเป็นผู้ร้ายที่ต้องระมัดระวัง

วันนี้ มาดูกันค่ะ ว่าการดื่มกาแฟเป็นประจำ มีข้อดีอะไรบ้าง

เริ่มที่เบาๆ กันก่อน การดื่มกาแฟจะช่วยให้ร่างกายสดชื่น กระปรี้กระเปร่าได้ในเวลาอันรวดเร็ว ใครที่มีอาการง่วง ซึม อ่อนล้า กาแฟซักแก้ว ช่วยได้เลยค่ะ นอกจากจะทำให้สดชื่นขึ้นแล้ว ยังช่วยให้มีเรี่ยวแรง ทำงาน หรือทำกิจกรรมได้นานกว่าปกติ นอกจากนั้น การดื่มกาแฟ ยังช่วยในระบบการเผาผลาญของร่างกาย ทำให้ร่างกายเผาผลาญได้ดีขึ้นอีกด้วย
ขยับมาอีกหน่อย การดื่มกาแฟ วันละ 2-3 แก้ว จะช่วยในเรื่องของความจำ และการมีปฏิกิริยาโต้ตอบ และสำหรับผู้ที่อยู่ในวัยกลางคน กาแฟวันละ 4-5 แก้ว จะช่วยเพิ่มระดับฮอร์โมน GCSF ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอัลไซเมอร์ได้อีกด้วย
การดื่มกาแฟวันละ 2-3 แก้ว ยังจะช่วยลดอัตราความเครียดลงได้ถึง 15% และหากดื่มกาแฟ 4 แก้วต่อวัน จะช่วยลดความเครียดลงได้ถึง 20% เลยทีเดียว

ยิ่งไปกว่านั้น สำหรับผู้ที่ดื่มกาแฟวันละ 2-5 แก้ว เป็นประจำ จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดเซลล์มะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งปากมดลูก และมะเร็งตับได้ด้วย เนื่องจากคาเฟอีน จะช่วยยับยั้งการเกิดเซลล์ที่ผิดปกติ และช่วยกำจัดสารพิษที่ร่างกายได้สะสมไว้
กาแฟ ยังมีส่วนช่วยในการลดความเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วในถุงน้ำดี โดยการดื่มกาแฟเฉลี่ยวันละ 4 แก้ว จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคนิ่วในถุงน้ำดีลงถึง 25% เลยทีเดียว
และสำหรับผู้ที่มีปัญหาโรคเก๊าต์ คาเฟอีนมีส่วนช่วยบรรเทาการอักเสบของข้อ เนื่องมาจากกรดยูริกเกินขนาดอย่างได้ผล และใครที่ดื่มกาแฟเฉลี่ยได้ถึงวันละ 6 แก้ว ก็จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเกาต์ลงได้ถึง 60% เลยล่ะค่ะ

แต่ก่อนจะเริ่มดื่มกาแฟกันวันละหลายๆ แก้ว ตามผลจากการวิจัยซึ่งอาจจะไม่ได้บอกถึงผลกระทบในส่วนอื่นๆ เราลองมาดูกันซักนิดค่ะ ว่าอะไรที่เราควรจะระวังกันบ้าง

อย่างที่ทราบกันค่ะ กาแฟ ช่วยให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่า แต่การได้รับปริมาณคาเฟอีนเกิน 150 มิลลิกรัม ต่อวัน อาจมีผลทำให้นอนหลับยาก หรือหลับไม่สนิท ที่สำคัญ คาเฟอีน จะดึงแคลเซียมออกไปจากร่างกาย ผู้ที่ดื่มกาแฟเป็นประจำจึงควรมีการทานอาหารที่ให้แคลเซียมเพื่อเป็นการชดเชยด้วยนะคะ
นอกจากนั้น การดื่มกาแฟ หากใส่น้ำตาล หรือครีมเทียม ในปริมาณที่มากจนเกินไป ย่อมจะมีผลต่อไขมัน และน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นมา การดื่มกาแฟจึงไม่ควรปรุงให้หวานจนเกินไป ถ้าเป็นไปได้ ลองดื่มกาแฟดำไม่ใส่น้ำตาลดูค่ะ และสุดท้าย หลีกเลี่ยงการดื่มกาแฟในขณะท้องว่าง เพราะคาเฟอีน จะเป็นตัวกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งกรดออกมาในปริมาณที่มากกว่าปกติ อาจทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคกระเพาะกันได้ค่ะ

ท้ายที่สุด อะไรก็ตามที่มากเกินพอดี คงจะไม่ใช่เรื่องดีซักเท่าไหร่ การดื่มกาแฟก็ย่อมมีทั้งส่วนที่ดี รวมไปถึงผลเสียที่อาจจะตามมาหากดื่มในปริมาณที่มากจนเกินไป ที่สำคัญเราคงต้องหมั่นสังเกตตัวเองดูด้วย ว่าเวลาดื่มแล้ว เรามีอาการผิดปกติอะไรหรือเปล่า เพราะการรู้จักสังเกตตัวเองย่อมเป็นการดูแลสุขภาพที่ดีที่สุดค่ะ
เอาล่ะ เล่าถึงข้อดีข้อเสียให้ได้ทราบกันครบแล้ว ถึงเวลาต้องขอตัวไปหากาแฟร้อนๆ หอมๆ มาเติมความสดชื่นซักแก้วก่อนแล้วล่ะค่ะ ^^

Advertisements

สาวๆ รองเท้าส้นสูง และเรื่องของสุขภาพที่ควรระวัง

heel.jpg
สาวๆ ชาวออฟฟิศคงพอจะทราบกันบ้างแล้ว ถึงข้อเสียจากการใส่ส้นสูง ทั้งทำให้ปวดเท้า เมื่อยขา แต่ถึงเวลาต้องแต่งสวยแบบจัดเต็มทีไร ก็อดไม่ได้ที่จะต้องหยิบเจ้ารองเท้าส้นสูงคู่สวยมาใส่ประชันความงามกันแบบไม่ยอมน้อยหน้าใคร … แหม ก็ใครจะยอมทิ้งความเพรียว สวยสง่า ที่ได้จากการใส่รองเท้าส้นสูงกันได้ลงคอ…
แต่ก่อนจะตัดสินใจหยิบรองเท้าคู่ใหม่มาลอง วันนี้มาทำความเข้าใจเพิ่มกันอีกสักนิดนะคะ ว่ารองเท้าส้นสูงๆ ที่เราเลือกใส่นั้น มีผลต่อสุขภาพของเราอย่างไรบ้าง

รองเท้าส้นเข็ม
ส้นเข็มคู่ใจสาวสวย ใส่ทีไรเหมือนต้องมนต์ ขาจะสวยเพรียวขึ้นทันตาเห็น และด้วยความที่มีส้นที่เพรียวเล็กจึงช่วยให้ดูไม่ตันอีกต่างหาก มือใหม่หัดใส่อาจร้อง “ยี้” เพราะแค่ส้นสูงปกติก็ลำบากแล้ว เจ้ารองเท้าส้นเข็มยิ่งทำให้ทรงตัวยากขึ้นไปอีก ด้วยส้นที่เล็กมาก การทิ้งน้ำหนักต้องกดลงไปที่จุดเดียว ทำให้ไม่สามารถรองรับน้ำหนักตัวเราได้อย่างสมดุล จมูกเท้าด้านหน้าต้องรับบทหนัก แถมเวลาเดินจะเกิดการกระแทกย้อนกลับมาที่เท้า ใส่แต่ละครั้งจึงรู้สึกได้ว่าไม่สบายเท้า ทั้งคุณสาวๆ ยังต้องเผชิญกับความเสี่ยง ทั้งเท้าพลิก เท้าแพลง และทำให้เกิดอาการเคล็ดขัดยอกกันได้ง่ายๆ

รองเท้าหัวแหลม
แฟชั่นรองเท้าหัวแหลมช่วยให้ลุ้คดูเปรี๊ยวจี๊ด ทันสมัย กระฉับกระเฉง ตามคอนเซ็ปต์สาวมั่นยุคใหม่ แต่ลองก้มมองที่เท้าของเราสักนิดนะคะ เพราะเปอร์เซ็นต์ส่วนใหญ่ของเท้าคนไทยล้วนมีหน้าเท้าที่กว้าง เมื่อพยายามสอดปลายเท้าลงไปในรองเท้าหัวแหลมๆก็เท่ากับเป็นการบีบหน้าเท้าตัวเองทำให้เสียรูป ยิ่งถ้าเป็นรองเท้าส้นสูงหัวแหลมด้วยยิ่งหนัก เพราะน้ำหนักจะยิ่งเทไปด้านหน้ามากขึ้นอีก เดินไปสักพักก็มักจะปวดเท้ากันทุกคน อาการที่มักจะเกิดตามมาได้แก่ กล้ามเนื้ออักเสบ และตาปลา เพราะในแต่ละก้าวที่เดินกล้ามเนื้อจะถูกบีบรัดและเสียดสีตลอดเวลา ยิ่งถ้าปล่อยไว้นาน นิ้วเท้าอาจผิดรูปไปได้เลยล่ะค่ะ

รองเท้าส้นสูงปรี๊ด
สาวๆ ไซส์มินิ มาตรฐานแบบไทยๆ อาจคิดว่าส่วนสูงของตัวเองเป็นปมด้อย เพราะไม่ว่าจะซื้อกางเกงก็ต้องตัดขา หรือจะตามแฟชั่นกระโปรงยาว ก็ยาวจนลากพื้น ตัดสินใจต้องเลือกเพื่อนคู่ใจเป็นรองเท้าส้นสูงปรี๊ด ความสูงจะได้เชิดหน้าชูตาขึ้นมาหน่อย แต่รองเท้าที่ส้นสูงปรี๊ดนั้นทำให้เราต้องเดินเขย่งตลอดเวลา ยิ่งเป็นรองเท้าที่ความสูงของด้านหน้าและด้านหลังต่างกันมากๆ น้ำหนักทั้งหมดจะตกลงมาที่จมูกเท้าหมด ทีนี้เท้าก็จะงอผิดธรรมชาติ กล้ามเนื้อบริเวณน่องจะเกร็งขึ้นมากกว่าปกติ จึงทำให้ทั้งปวดเท้า เมื่อยน่องทุกครั้งที่ใส่ บางคนที่ใส่รองเท้าส้นสูงไปนานๆ อาจเกิดปุ่มแข็งๆ ยื่นออกมาตรงส้นเท้า (Pump Bump) เป็นกระดูกที่งอกออกมาแบบผิดปกติ ปุ่มแข็งๆ นี้ถ้าสียดสีกับส้นรองเท้าบ่อยๆ ก็อาจกลายเป็นแผลพุพอง แผลกดทับ เกิดอาการปวดแบบถาวรได้

รองเท้าแพลตฟอร์ม
สาวๆ อาจแปลกใจว่าทำไมเลือกรองเท้ามีส้นสูงเสมอกันแล้ว ทำไม ยังจะมีข้อเสียได้อีก ก็เพราะรองเท้าแบบแพลตฟอร์มถึงจะดูสวย น่าจะใส่สบาย แต่รองเท้าแบบนี้ไม่ได้ออกแบบมาให้รองรับน้ำหนักและรูปทรงของเท้า ไม่ยืดหยุ่นในยามเคลื่อนไหว ซ้ำร้าย พื้นรองที่เท้าแข็ง และหนา จะบังคับไม่ให้เท้าเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ แต่เราอาจจะไม่รู้ตัวว่าเท้าของเราเกร็งทุกครั้งที่เคลื่อนไหว และพยายามทรงตัว ยิ่งบางคู่ที่ออกแบบผิดส่วน ฝ่าเท้าไม่สัมผัสกับพื้นรองเท้า ยิ่งทำให้การทรงตัวยากขึ้นไปอีก ผลคือกล้ามเนื้อเกิดอาการเกร็ง ปวดเมื่อย ยิ่งถ้ารองเท้าคู่นั้นสูงมาก ก็จะยิ่งกดทับกระดูกฝ่าเท้ามากขึ้นไปอีก และการทรงตัวที่ลำบากก็อาจทำให้สะดุดหกล้มบาดเจ็บกันได้ง่ายๆเลยทีเดียว

รองเท้าส้นแบน แฟลตชูว์
แม้จะหนีจากรองเท้าส้นสูงๆ หันมาคบรองเท้าส้นแบน แบบติดดินสุดๆ แล้ว ก็ยังหนีอาการปวดเมื่อยเท้าเมื่อเดินไกลๆ ไม่ได้ สาเหตุก็มาจากการไม่มีพื้นรองเท้านี่แหละค่ะ รองเท้าที่แบนราบไปกับพื้นเลยนั้นไม่ช่วยรองรับแรงกระแทก แถมยังจะไม่เข้ากับสรีระของเท้าอีกด้วย อาจทำให้เกิดออาการเจ็บเข่า ลามไปถึงสะโพกและหลังได้ สำหรับบางคนอาจเกิดถึงขั้นมีอาการเอ็นฝ่าเท้าอักเสบได้เลย รองเท้าที่ดีจึงควรหนาขึ้นมาสัดนิด แล้วมีแผ่นรองเท้าเพื่อรองรับกับรูปเท้าในทุกขณะของการเคลื่อนไหวค่ะ

เคล็ดลับ : เลือกรองเท้าต้องดูอะไรบ้าง
ลักษณะรองเท้า : เลือกรองเท้าที่มีลักษณะเข้ากับรูปเท้า
พื้นด้านในรองเท้า : ควรเลือกรองเท้าที่ใช้วัสดุด้านในที่นุ่มสบายเท้า และสามารถช่วยรับน้ำหนักได้
พื้นรองเท้า : เจอรองเท้าถูกใจแล้ว ลองพลิกดูพื้นรองเท้าด้วย ว่าวัสดุมีความฝืดแค่ไหนสำหรับการป้องกันการลื่นในยามก้าวเดิน และมีลวดลายอย่างไร ลายเฉียงคล้ายสามเหลี่ยมที่หันมาด้านหน้า จะช่วยเรื่องการยึดเกาะพื้นได้ดีไม่แพ้ลวดลายขรุขระอื่นๆเลยทีเดียวค่ะ
ส้นรองเท้า : รองเท้าที่ดีส้นรองเท้าไม่ควรสูงเกิน 1 นิ้ว และถ้าอยากใส่ส้นสูงก็ไม่ควรเกิน 2 นิ้ว และใส่ต่อเนื่องไม่เกิน 3 ชั่วโมงในแต่ละครั้ง ที่สำคัญควรถอดออกให้เท้าของคุณได้พักบ้างในเวลาที่ไม่ต้องเดิน
น้ำหนักของรองเท้า : ลองจับๆ ยกๆ รองเท้าดู แล้วเลือกรองเท้าที่มีน้ำหนักเบา รองเท้าที่ทำจากยางหนาๆ มีน้ำหนักมาก จะทำให้เดินยากและหกล้มได้ง่าย เลือกรองเท้าที่ทำจากยางที่มีน้ำหนักเบาจะทำให้เคลื่อนไหวได้สะดวกกว่า

TIPS : รู้จักโครงสร้างของเท้า
เท้าประกอบด้วยกระดูก 28 ชิ้น ต่อกับข้อเท้า และมีกล้ามเนื้อที่เกาะจากขาท่อนล่างมาที่เท้าทั้งหมด13 มัด ภายในฝ่าเท้ามีกล้ามเนื้อรวม 19 มัด และยังมีเส้นเอ็น กล้ามเนื้อต่าง ๆ มากกว่า 100 ชิ้น เพื่อควบคุมการเคลื่อนไหวของเท้า โครงสร้างของเท้ามีส่วนโค้งของฝ่าเท้าตามยาวและตามขวาง ส่วนโค้งนี้ทำให้เท้าสามารถรับน้ำหนักได้หลายเท่าตัว แต่การใส่ส้นสูงจะทำให้น้ำหนักกดลงไปที่กระดูกนิ้วเท้า, กระดูกข้อต่อนิ้วเท้า, ข้อเท้า และเส้นเอ็น ที่มักเกิดปัญหาคือเอ็นร้อยหวายที่จะต้องเกร็งตัวตลอดเวลาเมื่อเราใส่รองเท้าส้นสูงค่ะ

เรื่องของน้ำสลัด

salad.png
วันนี้ มาต่อกันกับเรื่องของสลัดกันอีกซักหน่อยค่ะ
สลัด เมนูโปรดสำหรับคนรักสุขภาพ แต่หลายๆ คนบ่นมา ว่าเคยไปยืนหน้าสลัดบาร์ เลือกผักหลากหลายมาใส่จาน ถึงเวลาเลือกน้ำสลัดกลับเลือกไม่ถูกว่าจะเลือกแบบไหนดี วันนี้เรามีวิธีจับคู่ระหว่างผักชนิดต่างๆ กับน้ำสลัด พร้อมสรรพคุณของน้ำสลัดแต่ละชนิดมาฝากกันค่ะ

ก่อนจะถึงคิวของน้ำสลัด มาดูก่อนดีกว่าค่ะ ว่าในจานสลัดจะประกอบไปด้วยอะไรบ้าง
– ผักประเภทใบ เช่น กะหล่ำปลีสีสันสดสวย ผักกาด ทั้งผักกาดหอม ผักกาดแก้ว กรีนโอ๊ค เรดโอ๊ค คอส บัตเตอร์เฮด และ ผักร๊อกเก็ต เป็นต้น ส่วนใหญ่ผักพวกนี้จะไม่มีรสชาติค่ะ อาจจะมีบ้างที่ติดขมนิดๆ มีกลิ่นหน่อยๆ
– ผล หรือ หัว ของพืชชนิดต่างๆ อย่างเช่น มันฝรั่ง หอมหัวใหญ่ แครอท มะเขือเทศ แตงกวา เผือก ฟักทอง บลอกโครี่ พริกหวาน บีทรูท เรดดิช รวมไปถึงผลไม้ต่างๆ เช่น แอ๊ปเปิ้ล แคนตาลูป อะโวคาโด ชมพู่ ฝรั่ง แก้วมังกร เป็นต้น
– ธัญพืช ได้แก่พืชตระกูลถั่วทั้งหลาย ทั้งถั่วดำ ถั่วแดง ถั่วลันเตา ลูกเดือย ข้าวโพด และข้าวชนิดต่าง ๆ

เลือกผักต่างๆ มาประกอบในจานสลัดแล้ว ถึงเวลามาทำความรู้จักกับน้ำสลัดกันต่อค่ะ

น้ำสลัดครีม
ส่วนผสม : ไข่ไก่ น้ำมันพืช มายองเนส และมัสตาร์ด
ประโยชน์ : ดูจากส่วนผสมก็พอจะทราบแล้วว่าให้พลังงานสูงแน่นอน ทั้งจากโปรตีน และไขมัน และด้วยรสชาติที่เข้มช้น ทั้งหวานมัน อมเปรี้ยวน้อยๆ รับประทานง่าย น้ำสลัดครีมจึงเป็นนิยมกันพอสมควรเลยทีเดียว ข้อดีของน้ำสลัดครีม คือ มีวิตามินบีที่ช่วยบำรุงผม และเล็บให้เงางามค่ะ
สลัดครีมเหมาะกับผักชนิดไหน ? สลัดครีมจะเหมาะกับผักที่ต้มแล้ว อย่างเช่นแครอท มันฝรั่ง กะหล่ำปลี ผักกาด บลอกคอรี่ อาจจะใส่พวกธัญพืชอย่างเช่นลูกเดือย และถั่วชนิดต่างๆ รวมไปด้วยก็เข้ากันได้ดีค่ะ

น้ำสลัดซีซาร์
ส่วนผสม : น้ำมันเมล็ดองุ่น น้ำส้มสายชู น้ำเชื่อม ไข่ไก่ และ เกลือ
ประโยชน์ : น้ำมันเมล็ดองุ่นมีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระ นอกจากนั้นยังช่วยบำรุงผิวกับเส้นเลือดด้วย น้ำสลัดซีซาร์ให้พลังงานสูง ทั้งจากโปรตีนและไขมัน เหมาะกับคนที่นิยมทานอาหารรสเปรี้ยวหน่อยๆ ค่ะ
น้ำสลัดซีซาร์เหมาะกับผักชนิดไหน? น้ำสลัดซีซาร์จะเหมาะที่จะทานกับผักสดที่มีความกรอบ เช่น ผักกาดแก้ว ผักกาดหอม คอส และอาจเพิ่มความอร่อยอีกนิดด้วยเบคอนหรือขนมปังกรอบก็ได้เลยค่ะ

น้ำสลัดเทาส์ซันไอร์แลนด์
ส่วนผสม : มะเขือเทศบดละเอียด มายองเนส ไข่ไก่ และเกลือ
ประโยชน์ : มะเขือเทศมีเบต้าแครอทีน และอุดมไปด้วยวิตามินทั้ง วิตามินซี วิตามินอี ให้รสเข้มข้นทั้งเปรี้ยว หวาน มัน กลมกล่อม น้ำสลัดชนิดนี้มีสีส้มน่าทาน แต่ถึงจะมีรสเข้มข้น ก็ไม่ได้ให้พลังงานมากเท่ากับน้ำสลัดครีม หรือน้ำสลัดซีซาร์ จึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนักเป็นพิเศษค่ะ
น้ำสลัดเทาส์ซันไอร์แลนด์เหมาะกับผักชนิดไหน? ด้วยรสชาติที่มีสีสันในตัวเอง น้ำสลัดชนิดนี้ทานได้กับผักทุกชนิดเลยค่ะ

น้ำสลัดงา
ส่วนผสม : โชยุ น้ำมันงา น้ำมันเมล็ดองุ่น น้ำเชื่อม และเกลือ
ประโยชน์ : น้ำมันองุ่นมีสารต้านอนุมูลอิสระในการต่อต้านมะเร็ง ช่วยให้หลอดเลือดแข็งแรง บำรุงผิวและเส้นผม กลิ่นหอมจากน้ำมันงาช่วยให้เจริญอาหาร ทั้งน้ำมันงายังมีคุณสมบัติช่วยยับยั้งการเกิดมะเร็งลำไส้ และช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้ดีอีกด้วย
น้ำสลัดงาเหมาะกับผักชนิดไหน? น้ำสลัดงาเหมาะกับผักประเภทใบ เช่น ผักกาดแก้ว ที่มีเนื้อนุ่ม ซึมซับน้ำสลัดได้ดี อาจจะใส่แตงกวาญี่ปุ่น มะเขือเทศ แล้วเติมความอร่อยด้วยเต้าหู้ชิ้นเล็กๆ หรือ ทูน่า หรือปูอัดก็ยังได้ค่ะ

น้ำสลัดอิตาเลียน
ส่วนผสม :น้ำมันมะกอก น้ำส้มสายชู น้ำมะนาว กระเทียม หัวหอม
ประโยชน์ : น้ำมันมะกอกจะช่วยต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดตีบ หลอดเลือดอุดตัน และช่วยในเรื่องการบำรุงสมองและการจดจำ น้ำมะนาวช่วยในเรื่องการกำจัดสารพิษในร่างกาย ช่วยลดระดับคอเรสเตอรอล ในขณะที่กระเทียมช่วยให้หลอดเลือดแข็งแรงด้วยค่ะ
น้ำสลัดอิตาเลียนเหมาะกับผักชนิดไหน ? น้ำสลัดอิตาเลียนค่อนข้างที่จะเป็นน้ำสลัดอเนกประสงค์ เข้ากันได้กับผักทุกชนิดเลยค่ะ

สำหรับผู้รักสุขภาพที่ชอบทานผักคงจะพอได้แนวทางสำหรับปรุงสลัดจานโปรดของตัวเองให้อร่อยยิ่งขึ้น อาจจะวนเปลี่ยนน้ำสลัดไปในแต่ละวันก็ได้ จะได้ไม่เบื่อเมนูสลัดไปซะก่อนค่ะ

ดอกไม้สวยๆ กับประโยชน์จากกลิ่นหอมๆ

a59143_0eb20b7721584bba8e5251ef0f32f208-mv2_d_3888_2592_s_4_2.jpg
วันนี้ นำมาฝากกันกับเรื่องหอมๆ และคุณสมบัติดีๆ ของดอกไม้แต่ละประเภท
ลองมาดูกันดีกว่าค่ะ ว่าดอกไม้หอมๆ รอบๆ ตัวเรา แต่ละชนิด มีดีอะไรบ้าง

Rose กลิ่นดอกกุหลาบ
ดอกไม้เจ้าเสน่ห์ แค่เห็นดอกกุหลาบช่อโตก็ช่วยให้รู้สึกดีแล้วล่ะค่ะ มีการให้ความหมายกับดอกกุหลาบว่าเป็นดอกไม้แห่งความรัก คู่รักอินเลิฟทั้งหลายจึงนิยมมอบดอกกุหลาบให้แก่กัน ซึ่งก็เหมาะกับคุณสมบัติของกุหลาบมากๆ ค่ะ เพราะกลิ่นของดอกกุหลาบจะช่วยให้ผ่อนคลาย ลดความตรึงเครียดทั้งหลาย อีกทั้งกลิ่นหอมๆ ยังช่วยให้ระบบไหลเวียนโลหิตดีขึ้น เมื่อระบบไหลเวียนโลหิตดี การสูบฉีดเลือดก็ดีขึ้น ผิวพรรณก็จะเปล่งปรั่ง เส้นเลือดแข็งแรงขึ้นด้วย อย่างไรก็ตาม กลิ่นของดอกกุหลาบอาจไม่เหมาะกับผู้ที่อยู่ในช่วงตั้งครรภ์เท่าไหร่นัก เพราะกลิ่นกุหลาบนั้นมีฤทธิ์อ่อนๆ ในการขับประจำเดือนด้วยค่ะ

Jasmine กลิ่นดอกมะลิ
ดอกไม้สีขาวดอกเล็กๆ นี้มีชื่อเสียงขจรขจายไปไกลถึงต่างแดน ด้วยความขึ้นชื่อของ จัสมินไรซ์ หรือข้าวหอมมะลิ ซึ่งกลิ่นหอมของดอกมะลินั้นช่วยดูแลสุขภาพของเราได้อีกด้วย กลิ่นของดอกมะลิจะช่วยให้เรารู้สึกสดชื่น แจ่มใส กระปรี้กระเปร่า และช่วยบำรุงไปถึงหัวใจเลยค่ะ ลองคิดถึงกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกมะลิยามเช้ากันดูค่ะว่าสดชื่นขนาดไหน นอกจากนั้นกลิ่นมะลิยังเหมาะกับคุณแม่ที่ให้นมลูกด้วยนะคะ เพราะนอกจากจะช่วยลดอาการซึมเศร้าแล้ว ยังช่วยกระตุ้นน้ำนมอีกด้วย

Lavender กลิ่นลาเวนเดอร์
ดอกไม้ดอกเล็กๆ สีม่วงอ่อนๆ นี้เป็นที่นิยมใช้กันมากในสปา หรือการนวดด้วยน้ำมันหอมระเหย ด้วยคุณสมบัติของกลิ่นลาเวนเดอร์ที่ช่วยในเรื่องการผ่อนคลาย สร้างสมดุลให้ร่างกาย เมื่อเกิดอาการเครียดหรือนอนไม่หลับกลิ่นลาเวนเดอร์จะช่วยให้หลับได้ง่าย และหลับได้สนิทมากยิ่งขึ้น นอกจากนั้นลาเวนเดอร์ยังช่วยลดอาการปวดศีรษะ และช่วยลดความดันโลหิต อีกทั้งสำหรับคนที่มีอาการแพ้อากาศบ่อยๆ อาจจะลองหากลิ่นลาเวนเดอร์มาไว้ในห้องก็ได้นะคะ เพราะกลิ่นนี้จะช่วยป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ ลดปัญหาการแพ้อากาศ รวมทั้งอาการของหวัดได้ด้วยค่ะ

Peppermint กลิ่นเปปเปอร์มินท์
อีกซักนิดกับกลิ่นเปปเปอร์มินท์ ซึ่งแม้จะไม่ใช่กลิ่นของดอกไม้ แต่ด้วยคุณสมบัติพิเศษจึงเหมาะกับคุณสาวๆ มากๆ โดยเฉพาะสำหรับเรื่องผิวพรรณค่ะ กลิ่นเปปเปอร์มินท์จะช่วยในเรื่องการสูบฉีดเลือด สมองตื่นตัว ช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนของเลือด เมื่อเลือดไหลเวียนดีผิวของคุณสาวๆ ก็จะเปล่งปรั่งสดใส นอกจากนั้นกลิ่นเปปเปอร์มินท์ยังช่วยลดอาการปวดกล้ามเนื้อและปวดตามข้อต่างๆ อีกทั้งสำหรับคนที่ปวดฟันอาจหันมาสนใจกลิ่นเปปเปอร์มินท์บ้างได้นะคะ กลิ่นนี้ช่วยลดอาการปวดฟัน และอาการปวดจากรากฟันอักเสบได้ด้วยล่ะค่ะ

กลิ่นจากธรรมชาติมีประโยชน์มากกว่าที่คิดนะคะ ลองนำมาใช้ดูรับรองว่าช่วยได้ทั้งกับสุขภาพกาย และกับสุขภาพใจเลยทีเดียวล่ะค่ะ

มาส์กหน้ากันดีกว่า

face mask
สาวๆ หลายๆ คน คงเคยสงสัยกัน ว่าการมาสก์หน้ามีประโยชน์อย่างไร ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวได้จริงหรือ แล้วจะเลือกที่มาสก์หน้าแบบไหนดี ?

วันนี้ มีคำแนะนำที่สาวๆ อยากรู้ เกี่ยวกับเรื่องของการมาสก์มาฝากกันค่ะ เริ่มต้นกันที่ประโยชน์ของการมาสก์หน้ากันก่อนเลย

การมาสก์หน้าเป็นขั้นตอนที่ควรทำหลังจากการทำความสะอาดผิวหน้าเรียบร้อยแล้ว เพราะถือเป็นการซาว์น่ารูขุมขนและยังเป็นการเก็บกักความชุ่มชื้นของผิวหลังจากที่เราล้างหน้าอีกด้วย ซึ่งในระหว่างการมาสก์หน้าเราสามารถเติมสารอาหารให้แก่ผิว ไม่ว่าจะเป็นวิตามินซีช่วยเพิ่มความกระจ่างใส และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน สารในกลุ่มต้านอนุมูลอิสระ (anti oxidant) เช่น ทับทิม ชาเขียว ขมิ้น ที่จะช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้ผิว ชะลอการเสื่อมของเซลล์ผิวที่เป็นสาเหตุของความชรา เป็นต้น และยังเป็นการเตรียมความพร้อมของผิวก่อนที่จะทาครีมบำรุงในขั้นตอนต่อไปอีกด้วย จึงสามารถทำได้ทุกวัน

ในปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์หลากหลายที่ใช้สำหรับมาสก์หน้า มีหลักในการเลือกให้เหมาะกับเรา คือเลือกผลิตภัณฑ์ที่ใช้สำหรับการมาร์คหน้าให้เหมาะกับสภาพผิว ผู้ที่มีผิวแห้งควรเลือกสูตรที่มีสารสำคัญให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว เช่น นม น้ำผึ้ง สำหรับผู้ที่มีผิวมัน ควรเลือกสูตรที่มีส่วนประกอบช่วยควบคุมความมัน อาทิเช่น ขมิ้น ชาเขียว และสำหรับผู้ที่มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย ควรเลี่ยงส่วนผสมที่มีสารกระตุ้นให้ผิวระคายเคือง เช่น กรดผลไม้ (AHA) แอลกอฮอลล์ เป็นต้นค่ะ ที่สำคัญ การมาส์กหน้า ยังสามารถทำได้เอง แบบ DIY อีกด้วยค่ะ ลองมาดูกันซักสองแบบดีกว่า

วิธีแรก ให้ลองใช้แผ่นกระดาษเปียกแบบไม่มีกลิ่น ไม่มีแอลกอฮอล์ มาเจาะวงกลมในส่วนของตา จมูก ปาก หยดซีรั่มดูแลผิว หรือซีรั่มที่คุณสาวๆ ใช้เป็นประจำ 2-3 หยดลงบนกระดาษเปียก มาสก์ทิ้งไว้ประมาณ 3 นาที ก่อนทาครีมบำรุงผิว แค่นี้ ผิวหน้าของคุณก็สวยใสชุ่มชื้นขึ้นมาแล้ว

กับอีกวิธีหนึ่ง คือการมาสก์ด้วยผงสมุนไพร อย่างผงขมิ้น หรือผงชาเขียว นำมาผสมกับน้ำ สำหรับสาวๆ ที่มีผิวแห้งอาจจะผสมด้วยนม หรือโยเกิร์ต สำหรับสาวๆ ที่อยากพอกหน้าแต่ไม่มีเวลา วิธีคือ หลังล้างหน้าเสร็จ ยังไม่ต้องซับน้ำบนใบหน้า เทผงสมุนไพรใส่ฝ่ามือ แล้วมาสก์ทิ้งไว้ที่หน้า ระหว่างอาบน้ำ ค่อยๆ ขัดเบาๆขจัดเซลล์ผิวที่ตายออก แล้วล้างออกด้วยน้ำเปล่า แค่นี้ ก็สวยได้ง่ายๆ ไม่ยุ่งยากเลย ลองทำกันดู แล้วอย่าลืมแนะนำเพื่อนๆ ด้วยนะคะ