หลับสนิท ง่ายๆ แค่ปรับพฤติกรรม

sleep.jpg
เรื่องนอน ไม่เคยเป็นเรื่องยากสมัยที่เรายังหนุ่มๆ สาวๆ กันอยู่ แต่ทำไม พอเริ่มเข้าสู่ช่วงปลายเลขสาม กำลังจะข้ามไปสู่หลักสี่ ตกดึก อยากจะนอน ทำไมถึงได้หลับยากกว่าที่เคยเป็น

คนเราควรได้รับการพักผ่อนจากการนอนอย่างน้อย 8 ชั่วโมงต่อวัน เพื่อให้ไม่เกิดความเหนื่อยล้า สะสม และยังเป็นช่วงเวลาของการซ่อมแซมส่วนของร่างกายที่สึกหรอ ให้เราได้สร้างฮอร์โมนที่จำเป็น ให้อวัยวะภายในต่างๆ ได้พักจากการทำงานหนัก หรืออย่างน้อยก็ได้ทำงานเบาลงบ้าง รวมถึงให้ระบบต่างๆ ได้ปรับสมดุลหลังจากความเร่งรีบในวันที่ผ่านมาอีกครั้ง ทว่าหลายๆ ครั้ง การนอน กลับไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด

วันนี้ มาว่ากันด้วยเรื่องของการนอน ช่วงเวลาสำคัญที่ร่างกายจะได้หยุดพักกันซักหน่อยค่ะ ว่ามีเคล็ดลับดีๆ อะไรบ้าง ที่จะช่วยให้การนอนของเรา เป็นไปอย่างมีระบบ ไม่มีปัญหาการนอนหลับยาก และเป็นการนอนที่ร่างกายได้พักผ่อนอย่างแท้จริง

ก่อนอื่น มาทำความรู้จักกับฮอร์โมนเมลาโทนิน กันก่อนค่ะ ฮอร์โมนเมลาโทนิน เป็นฮอร์โมนที่หลั่งจากต่อมไพเนียล โดยจะถูกกระตุ้นโดยความมืด และระงับด้วยแสงสว่าง เป็นฮอร์โมน ที่มีผลโดยตรงกับการง่วงนอนของเราล่ะค่ะ เมื่อฮอร์โมนเมาลาโทนินถูกหลั่งออกมามากก็จะทำให้เกิดอาการง่วงมากขึ้น เช่นในสถานที่ที่มีแสงสลัว หรือช่วงพลบค่ำ และหากเมื่อเราได้รับแสงสว่าง ออร์โมนชนิดนี้ก็จะหลั่งออกมาน้อยลง เราก็จะรู้สึกสดชื่น หายง่วงนอนนั่นเอง โดยที่การหลั่งของเมลาโทนินในรอบวัน เริ่มต้นจากในเวลากลางคืนจะมีการสร้างเมลาโทนินมาก ตั้งแต่เวลา 2100-22.00 น. และมีการสร้างมากขึ้นเรื่อยๆจนถึงระดับสูงสุดเวลา 02.00-04.00 น. จากนั้น จึงจะค่อยลดลงเรื่อยๆจนกระทั่งเวลาประมาณ 07.00-08.00 น .

ฮอร์โมนเมลาโทนิน นี้ ก็คือปัจจัยหลัก ของการง่วงนอนเลยค่ะ แปลว่า เมื่อเราต้องการจะพักผ่อน เราก็ไม่ควรทำอะไรที่เป็นการยับยั้ง หรือปิดกั้นการหลั่งของฮอร์โมนชนิดนี้ โดยพฤติกรรมที่มีผลต่อการยับยั้งการหลั่งของฮอร์โมนเมลาโทนิน ก็คือพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับแสงสว่างค่ะ ทั้งความสว่างของแสงไฟภายในห้องนอน การใช้คอมพิวเตอร์ก่อนนอน การดูโทรทัศน์รอบดึก หรือแม้แต่การใช้อุปกรณ์แท็บเลต และโทรศัพท์มือถือ เพราะทั้งหมดมีส่วนของแสง ซึ่งจะทำให้ร่างกายแปรเป็นสัญญาณไปสั่งการให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนเมลาโทนินออกมาน้อยลง ดังนั้น ก่อนเข้านอนอย่างน้อย 2 ชั่วโมง ควรหลีกเลี่ยงการนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ที่สว่างจ้า ปรับเวลาการรับชมรายการโทรทัศน์ช่วงค่ำ และดูแลให้แสงสว่างในห้องนอนไม่สว่างจนเกินไปค่ะ

นอกเหนือจากเรื่องของฮอร์โมนเมลาโทนินแล้ว การเตรียมตัวก่อนการเข้านอน และพฤติกรรมในระหว่างวัน ก็เป็นสิ่งสำคัญค่ะ สิ่งที่ควรให้ความสำคัญ เพื่อให้เราสามารถนอนพักผ่อนได้อย่างเต็มที่ ยังรวมถึงการเลี่ยงอาหารมื้อหนักก่อนเข้านอน พยายามออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พยายามรักษาตารางการนอนให้สม่ำเสมอในช่วงเวลาเดิมของทุกวัน และที่สำคัญ ลองหัดฝึกให้จิตใจสงบลงก่อนนอนด้วยค่ะ หลายๆ คนอาจมีวิธีการของตัวเอง แต่ที่แน่ๆ เราจะนอนหลับได้ง่าย และสนิทขึ้น หากจิตใจของเราสงบลงก่อนที่เราจะเข้านอนค่ะ

เอาล่ะค่ะ รู้วิธีนอนหลับให้เต็มที่กันไปแล้ว คืนนี้ อย่าลืมนำไปใช้กันนะคะ จะได้ให้ร่างกายของเราที่เหน็ดเหนื่อยกันมาทั้งวันแล้ว ได้พักอย่างเต็มที่ ….
สำหรับค่ำคืนที่กำลังจะมาถึง นอนหลับฝันดี ราตรีสวัสดิ์ค่ะ ^^

เลิกด่วน … 7 พฤติกรรมทำร้ายกระดูกสันหลัง

cross.png
กระดูกในร่างกายเรามีทั้งหมด 206 ชิ้น ที่เป็นโครงสร้างของร่างกาย และทำหน้าที่ปกป้องอวัยวะภายในต่างๆ ไขกระดูกบางชนิดจะช่วยผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดงและเซลล์เม็ดเลือดขาว และเส้นเอ็นจะเป็นตัวเชื่อมโยงเนื้อเยื่อต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน ทุกส่วนล้วนทำงานอย่างสัมพันธ์กัน ซึ่งเมื่อส่วนหนึ่งส่วนใดบกพร่อง ย่อมกระทบส่วนอื่นๆ ไปด้วยค่ะ
สำหรับกระดูกสันหลัง นอกจากเป็นโครงสร้างแข็งแรงที่ปกป้องแกนของไขสันหลังแล้ว ยังทำหน้าที่เป็นจุดเกาะของกล้ามเนื้อของหลัง และยังเชื่อมต่อกับกะโหลกศีรษะ กระดูกสะบัก กระดูกเชิงกราน และกระดูกซี่โครง อีกด้วย

สำคัญขนาดนี่ วันนี้เลยอยากจะชวนทุกคนมาดูแลกระดูกสันหลังกันซักหน่อย เริ่มต้นจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เคยชินที่จะทำร้ายกระดูกสันหลังของเราอย่างไม่รู้ตัว
มาดูกันค่ะ ว่าอะไรบ้าง ที่เราควรจะเลิกเพื่อช่วยถนอมรักษากระดูกสันหลังของเรา

  1. นั่งไขว่ห้าง ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ คุณสาวๆ อย่านั่งไข่วห้างเลยค่ะ ถึงนั่งแล้วจะได้สรีระรูปตัวเอส ( s ) ดึงดูดสายตาชวนให้เหลียวมอง แต่สังเกตซักนิดว่าเวลาเรานั่งไขว่ห้างนานๆ เท้าอาจจะเริ่มชาจนต้องสลับข้าง เพราะเลือดเดินไม่สะดวก เวลานั่ง ตัวก็จะตะแคงบิดมาอีกด้านหนึ่ง ยิ่งถ้านั่งเป็นประจำน้ำหนักตัวก็จะทิ้งไปด้านเดียว กระดูกก็จะถูดบิดเป็นประจำทำให้หลังเสียโดยไม่รู้ตัว แนะนำให้นั่งวางเท้าชิดกันเอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง แล้วหันไหล่ตรงก็เป็นท่านั่งที่ทำให้หุ่นดูสวยไม่แพ้กันเลยค่ะ
  2. การกอดอก ถึงมีเรื่องที่ต้องขบคิด เครียด หรือมีเรื่องหนักอก แนะนำว่าอย่าเอามากอดไว้กับอกเลยค่ะ เพราะเวลาที่เรากอดอกนั้น สรีระช่วงบน อย่างสะบัก และหัวไหล่ต้องยืดยาว และค้อมไปด้านหน้า แถมคอก็ยังยืดออกเหมือนเต่า ทำให้ปวดหลังได้แบบไม่รู้ตัว อีกทั้งจะทำให้เลือดยังไปเลี้ยงสมองได้ไม่ดี เกิดอาการปวดหัวได้อีก กอดอก อีกท่วงที่เคยชินแต่อาจทำร้ายหลังแบบไม่รู้ตัวเลย
  3. ท่่ายืนพักขา การยืนพักขาแม้จะจะเป็นท่าที่สบาย แต่ทราบไหมคะว่าการพักขาจะเป็นการทิ้งน้ำหนักให้เป็นภาระด้านกับร่างกายด้านหนึ่ง สะโพกก็จะเอียง กระดูกสันหลังก็โค้งตามไปด้วย ไม่ดีต่อสมดุลของร่างกายอย่างแน่นนอน การยืนที่ดีที่สุดก็เพียงแค่ทิ้งน้ำหนักลงที่ขาทั้ง 2 ข้างเท่าๆ กัน ง่ายๆ แค่นี้เองคะ
  4. นั่งหลังงอ จำไว้ค่ะว่าหลังต้องตรง เหมือนตุ๊กตาหุ่นที่มีใครมาดึงเชือกด้านบนไว้ตลอด บางครั้งการนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ เราอาจเผลอก้มหน้าไปจนติดจอ หลังค่อม งอ โค้ง ไม่น่าดู ยิ่งนานวันเข้ากระดูกก็จะงอคดตามจนผิดรูป ทำให้เกิดอาการปวดหลังเรื้อรัง แก้ไขได้ยาก ทางที่ดีควรปรับระดับความสูงและความเอียงของจอคอมพิวเตอร์ให้เหมาะสม และเตือนตัวเองไว้เสมอๆ ให้นั่งหลังตรงตลอดเวลาค่ะ
  5. นั่งเก้าอี้หมิ่นๆ จะเพราะกระโปรงสั้น หรือเก้าอี้สูงนั่งไม่สบาย ทำให้สาวๆ บางคนต้องนั่งหมิ่นๆ แต่รู้ไหมคะว่ากล้ามเนื้อหลังต้องทำงานหนักขนาดไหนในการรับน้ำหนัก ลองนึกภาพก็จะเหมือนกับการวางของหนักๆ ไว้บนฐานที่แคบๆ เวลานั่งเก้าอี้จึงควรนั่งแบบเต็มก้นจะดีกว่านะคะ
  6. นอนขดเป็นดักแด้ เวลานอนถือเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายจะพักผ่อนอย่างจริงจัง กล้ามเนื้อทุกส่วนต้องสบาย และการนอนแต่ละครั้ง ร่างกายจะอยู่ในท่าเดิมๆนั้นๆ นานหลายชั่วโมง การนอนขดตัวจะทำให้กระดูกงอโค้ง กล้ามเนื้อบางส่วนเกร็งไม่ได้พักผ่อน คนที่นอนอาจตื่นมาไม่สดชื่นนัก เพราะร่างกายไม่ได้ผ่อนคลายจริงๆ นั่นเองค่ะ ท่านอนที่ดีท่าหนึ่ง คือการนอนตะแคงขวา โดยมีหมอนข้างใบน้อยช่วยรับน้ำหนักของร่างกายบางส่วนค่ะ ท่านอนท่านี้นอกจากจะช่วยป้องกันอาการปวดหลังแล้ว ยังจะทำให้หัวใจทำงานได้สะดวกอีกด้วยค่ะ
  7. ส้นสูง ทราบกันดีอยู่แล้วนะคะ ว่ารองเท้าส้นสูง ถึงใส่แล้วจะดูขายาว หุ่นเพรียวสวย แต่ก็เป็นภัยร้ายแรง ทำให้กระดูกสันหลังช่วงล่างแอ่นมากกว่าปกติ อาการปวดหลังก็ตามมา แนะนำว่า ถ้าเลี่ยงได้ ลองมองหารองเท้าส้นเตี้ยที่ถูกออกแบบมาให้เข้ากับรูปเท้า และรองรับน้ำหนักจากการเดินได้ดีจะดีกว่า

เอาล่ะ รู้จักพฤติกรรมที่เป็นภัยร้ายกับกระดูกสันหลังกันแล้ว มาปรับพฤติกรรมของเราตั้งแต่วันนี้กันดีกว่า เพราะนอกจากจะเป็นการป้องการอาการบาดเจ็บ แล้ว ยังช่วยให้มีบุคลิกภาพที่ดีอีกด้วยค่ะ

รู้ไว้ ก่อนไปฉีดฟิลเลอร์

filler2
สาวๆ ส่วนใหญ่ ยังเข้าใจเรื่องฟิลเลอร์กันแบบผิวเผิน หรือบางคนแทบไม่รู้เลยว่าฟิลเลอร์กับโบทอกซ์ต่างกันอย่างไร หรือบางคนก็คิดว่าฟิลเลอร์ฉีดที่ไหนก็ได้ และไปฉีดกับคนที่ไม่ใช่แพทย์ เช่น หมอกระเป๋าทั้งหลาย หรือบุคคลากรอื่นที่เคยทำงานร่วมกับแพทย์ก็ได้ เพราะราคาถูกกว่า จึงมักจะทำให้เกิดปัญหา หรือมีผลข้างเคียงมากมายตามที่ปรากฏตามสื่อต่างๆ
ก่อนตัดสินใจเลือกฉีดฟิลเลอร์ วันนี้มาทำความรู้จักกับฟิลเลอร์กันซักหน่อยดีกว่าค่ะ
💉 การฉีดฟิลเลอร์แตกต่างจากการฉีดโบทอกซ์อย่างไร
จริงๆ แล้วฟิลเลอร์ (Fillers) แปลว่าสารเติมเต็ม ความหมายก็ตามนั้นค่ะ คือการฉีดสารให้เต็มในส่วนที่พร่องไป พูดง่ายๆ การฉีดฟิลเลอร์คือการฉีดสารเข้าสู่ร่างกาย เพื่อจะลดปัญหาจากเนื้อหรือคอลลาเจนตามธรรมชาติของร่างกายที่ลดลง ( Volumn loss ) ซึ่งมักจะเกิดเมื่อเรามีอายุมากขึ้น หรือในบางกรณีสำหรับบางคนที่มีปัญหา อยากเพิ่ม อยากเติมบางจุดให้ดูอวบอิ่มขึ้นจากของเดิมที่ไม่มี เช่นการฉีดฟิลเลอร์เติมร่องแก้มที่ลึก การฉีดฟิลเลอร์ร่องตาที่ลึก การฉีดฟิลเลอร์เสริมดั้งจมูก การฉีดฟิลเลอร์ให้ริมฝีปากอวบอิ่ม การฉีดฟิลเลอร์เสริมคาง ซึ่งความลึกตื้นในการฉีดส่วนใหญ่จะฉีดในชั้นหนังแท้ (Dermis) เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งอยู่เหนือชั้นไขมัน และกล้ามเนื้อ จึงแตกต่างจากโบทอกซ์ ตรงที่โบทอกซ์จะฉีดในชั้นกล้ามเนื้อ เพื่อลดการทำงานของกล้ามเนื้อที่เราไม่ต้องการ เช่น ลดริ้วรอยจากการขยับของตีนกาเวลายิ้ม รอยย่นบนหน้าผาก รอยย่นเวลาขมวดคิ้ว หรือฉีดให้หน้าเรียวเล็กสำหรับผู้ที่มีกรามใหญ่
👨👩👧👦 ฟิลเลอร์สามารถฉีดได้กับทุกคนหรือไม่
ฟิลเลอร์ไม่สามารถจะฉีดได้กับทุกคนค่ะ สตรีมีครรภ์ ผู้ที่ให้นมบุตร ผู้ที่มีปัญหาเลือดออกแล้วหยุดยาก มีแผลฟกช้ำง่าย ควรเลี่ยงการฉีดฟิลเลอร์ค่ะ ที่สำคัญผู้ที่แพ้สารไฮยา ฉีดไ่ม่ได้เด็ดขาด ส่วนอีกกลุ่มคือกลุ่มที่มีความหย่อนคล้อยมากๆ มีผิวหน้าบาง พวกนี้ต้องระวัง และเลือกชนิดฟิลเลอร์ที่ละเอียด เพราะเสี่ยงต่อการที่ฟิลเลอร์เกาะตัวเป็นก้อน ดูไม่เป็นธรรมชาติได้ และสุดท้ายผู้ที่ที่เป็นเริม หรืองูสวัดอยู่ การฉีดฟิลเลอร์อาจจะทำให้อาการกำเริบมากขึ้นได้ แต่ในกรณีที่เคยเป็นและหายแล้ว ฉีดได้ไม่มีปัญหาค่ะ
สำหรับข้อควรระวัง และผลข้างเคียงจากการฉีดสารเติมเต็ม พอจะสรุปได้ตามนี้เลยค่ะ
1. ฉีดไม่ถูกตำแหน่ง เช่นฉีดตื้นหรือลึกเกินไป ทำให้ไม่ได้ผล
2. ถ้าเกิดฉีดฟิลเลอร์เติมร่องใต้ตา แล้วเกิดไปอุดตันทางเดินน้ำเหลือง จะทำให้ตาดูบวมๆคล้ายถุงใต้ตา
3. เป็นก้อนๆหรือตะปุ่มตะป่ำ อันนี้พบได้บ่อย โดยเฉพาะบริเวณร่องแก้มหรือใต้ตาที่ฉีดตื้นเกินไป
4. บริเวณที่ฉีดมีเส้นเลือดฝอยแดงเกิดขึ้น เป็นผลจากอนุภาคสารเติมเต็มไปอุดตันเส้นเลือดฝอยในจุดนั้น มักพบได้บ่อยในกรณีที่ต้องการฉีดเสริมปลายจมูก
5. เนื้อเยื่อข้างเคียงตาย จากการที่อนุภาคของสารเติมเต็มไปอุดตันเส้นเลือดขนาดกลาง พบได้บริเวณข้างและปีกจมูกจากการเติมร่องแก้มหรือการฉีดเสริมจมูก
6. เกิดการอักเสบติดเชื้อ พบได้บ่อยมากขึ้นในกรณีที่ฉีดเติมปลายจมูกให้ยาวขึ้นหรือเพื่อเป็นหยดน้ำใน จมูกที่มีแท่งซิลิโคนอยู่แล้ว กรณีนี้ต้องถอดแท่งซิิลิโคนออกเท่านั้นจึงจะดีขึ้น
7. จมูกโตขึ้นเรื่อยๆ มักพบในคนที่ฉีดสารเติมเต็มหลายๆครั้ง
8. ตาบอด อันนี้สาหัสสุด มักเกิดจากการฉีดเสริมจมูกอย่างผิดวิธีทำให้อนุภาคของสารเติมเต็มหลุดเข้าไป อุดตันเส้นเลือดที่ดวงตา ซึ่งเราคงเคยได้ข่าวมาบ้างแล้วในเมืองไทย
⛔️ข้อห้าม และการปฏิบัติตัวหลังการ ฉีด Filler
1. ห้ามนอนราบ 3 ชั่วโมง
2. ข้อห้ามภายใน 2 วันควรเลี่ยงยาหรือสารที่อาจจะมีผลต่อการฟกช้ำได้ง่าย เช่นยากลุ่ม Aspirin, ยาแก้ปวดข้อบางชนิด เช่น Brufen, Voltaren วิตามินอี หรือแอลกอฮอล์ อย่างน้อย 24 ชม รวมถึงควรงดการออกกำลังกาย และการเข้าซาวน่า
3. ข้อห้ามภายใน 2 อาทิตย์ ห้ามโดนความร้อน หรือ ทำเลเซอร์ รวมถึงทรีตเม้นต์ ที่มีความร้อน เช่น RF ยกกระชับ ทำ IPL ทำ Fractional Laser Co2 กรอผิว ทำ AHA ลอกหน้า รวมถึงการใช้ไดร์เป่าผม เข้าซาวน่า อบไอน้ำ เพราะความร้อนจะทำให้ฟิลเลอร์สลายเร็วขึ้น
4. ดื่มน้ำมากๆ เพราะจะช่วยให้ฟิลเลอร์คงสภาพได้นานขึ้น เนื่องจากฟิลเลอร์เป็นสารที่อุ้มเก็บกักน้ำได้ค่อนข้างดีค่ะ
เอาล่ะค่ะ รู้จักกับฟิลเลอร์กันพอสมควรแล้ว ก่อนตัดสินใจไปฉีดฟิลเลอร์ที่ไหน อย่าลืมตรวจสอบมาตรฐานและความน่าเชื่อถือของผู้ให้บริการด้วยนะคะ เพราะเรื่องเล็กๆ เกี่ยวกับความงามอย่างฟิลเลอร์นี่ล่ะค่ะ ถ้าเผลอไปใช้บริการจากหมอกระเป๋า หรือคลินิคที่ไม่ได้มาตรฐาน ก็อาจจะบานปลายกลายเป็นปัญหาให้ต้องปวดหัวกันได้เลยทีเดียว

Food Enzymes คืออะไร

fruit.jpg
เอนไซม์ (Enzyme) คือสารที่ทำหน้าที่เป็นตัวเร่งการทำงานของระบบต่างๆ ที่อยู่ในร่างกายของเรา เป็นเสมือนตัวตั้งต้นของภูมิคุ้มกันในร่างกาย ถ้าร่างกายของเรามีปริมาณเอนไซม์ที่ไม่สมดุล จนถึงขั้นขาดเอนไซม์เมื่อไร ก็จะส่งผลกระทบต่อการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกายทันที ตั้งแต่ระบบการย่อยอาหาร ระบบการเผาผลาญอาหาร ระบบการขับถ่าย ระบบการให้พลังงานกับร่างกาย ระบบภูมิคุ้มกัน รวมไปถึงระบบการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ

ก่อนอื่นมาทำความรู้จักกับประเภทของเอนไซม์กันซักหน่อยก่อนดีกว่าค่ะ

Metabolic Enzyme เราอาจจะเข้าใจว่า Metabolic Enzyme เป็นเพียงเอ็นไซม์ที่ช่วยในการเผาผลาญ และให้พลังงานกับร่างกาย แต่จริงๆ แล้ว นอกจากจะช่วยเผาผลาญอาหารแล้ว เอนไซม์ประเภทนี้ยังช่วยสร้างพลังงาน สร้างภูมิต้านทาน ทำให้ร่างกายของเราเจริญเติบโต รวมทั้งช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ทั้งยังช่วยต้านทานโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ อีกด้วย

Digestive Enzyme เป็นเอนไซม์ที่ช่วยในเรื่องการย่อยอาหาร และเป็นเอนไซม์ที่ร่างกายของเราสามารถผลิตขึ้นมาได้เอง โดยตับอ่อนจะรับหน้าที่ในการผลิตเอนไซม์ส่วนนี้ เพื่อย่อยอาหาร และดูดซึมสารอาหารที่เรารับประทานเข้าไป ทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่มีคุณค่า

Food Enzyme เป็นเอนไซม์ที่ได้จากอาหาร พบได้ในอาหารสด อาหารที่ไม่ผ่านการปรุง แบ่งเป็น เอนไซม์จากพืช (Plant Enzyme) และ เอนไซม์จากสัตว์ (Animal Enzyme) ซึ่งการประกอบอาหารโดยนำไปผ่านความร้อนจะทำลายเอนไซม์เหล่านี้ไป

Food Enzyme เป็นเอนไซม์ที่ได้จากอาหารที่เราทานเข้าไป แม้ว่าร่างกายของเราจะผลิตเอนไซม์ได้ แต่ก็ผลิตได้เพียงในระดับหนึ่ง ไม่เพียงพอกับความต้องการ โดยเฉพาะในปัจจุบัน เรามักบริโภคอาหารที่ไม่เหลือเอนไซม์แล้ว เช่น อาหารที่ปรุงแต่งด้วยสารเคมี อาหารฟาสต์ฟู้ด อาหารที่ผ่านความร้อนนานๆ อาหารแช่แข็ง อาหารที่เก็บไว้เป็นเวลานาน รวมถึงการดื่มแอลกอฮอล์ การรับประทานยา พฤติกรรมการบริโภคเช่นนี้ นอกจากเราจะไม่ได้รับเอนไซม์แล้ว ร่างกายยังต้องใช้เอนไซม์ที่มีอยู่ในการย่อยอาหารเหล่านี้ และการผลิตเอนไซม์ของร่างกายก็จะถดถอยลงไปอีกด้วย ทำให้ร่างกายเสื้อมสภาพ แก่เร็ว หรือเป็นโรคต่างๆ ได้ง่าย

เอนไซม์ที่เราสามารถรับได้จากภายนอกนั้น ส่วนใหญ่จะอยู่ในผัก และผลไม้ต่างๆ รวมทั้งเนื้อสัตว์ด้วย โดยผัก และผลไม้จะต้องยังคงความสด ไม่ผ่านกระบวนการปรุงด้วยความร้อน เพราะ เนื้อสัตว์ ผัก หรือผลไม้ เมื่อผ่านความร้อนก็จะทำให้เอนไซม์ลดน้อยลง โดยในส่วนของผักและผลไม้นั้น เมื่อเก็บเกี่ยวจากต้นใหม่ๆ จะมีเอนไซม์อยู่เป็นจำนวนมาก ทว่ายิ่งเก็บไว้นานเท่าใด เอนไซม์เหล่านั้นก็จะค่อยๆ ลดลงไปอย่างรวดเร็ว นอกจากนั้น สารเคมี ยาฆ่าแมลง ยังเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ปริมาณเอนไซม์ในพืชผักลดลง

ดังนั้นหากต้องการอาหารที่อุดมด้วยเอนไซม์ จึงควรเลือกอาหารที่สด ใหม่ ปราศจากสารเคมี รวมทั้งไม่ผ่านความร้อนนั่นเองค่ะ และนี่คือที่มาของทางอาหารประเภท Raw Food และ Vegan Food ซึ่งเป็นเหมือนทางออกของการเติมเอนไซม์ เป็นทางเลือกของอาหารที่ดี และเป็นประโยชน์มากๆ ให้กับร่างกายของเรานั่นเองล่ะค่ะ

ลดน้ำหนักให้ได้ผลดี ต้องเบิร์นให้ถูกวิธีกันก่อน

fit.jpg
พฤติกรรมการใช้ชีวิตของเราในทุกวันนี้ ล้วนเป็นสาเหตุของการเกิดโรคยอดนิยม ‘โรคอ้วน’ ไม่ว่าจะเป็นปริมาณน้ำตาลที่สูงมากที่แทรกอยู่ในเมนูโปรดทั้งหลาย การรับประทานอาหารประเภททอด และอาหารที่มีส่วนผสมของไขมันสูง การทานอาหารประเภทฟาสต์ฟู้ด การทานอาหารว่างและของขบเคี้ยวในระหว่างวัน แม้แต่การทานอาหารเย็นที่ค่อนข้างดึก และทานในปริมาณที่มากเกินกว่าการเผาผลาญของร่างกาย ที่สำคัญ เวลาที่หายไปกับการทำงานและการเดินทาง ทำให้เรามีเวลาที่จะออกกำลัง เผาผลาญไขมันส่วนเกินเหล่านี้น้อยลงไปอีก..

วันนี้ มีคำแนะนำดีๆ เกี่ยวกับการออกกำลังกายที่ใช้เวลาไม่นาน แต่ให้ผลในด้านการเบิร์นได้เป็นอย่างดี พร้อมสิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับการออกกำลังกายมาฝากกันค่ะ

HIIT (High Intensity Interval Training) คือการแบ่งช่วงการออกกำลังกายออกเป็นช่วงสั้นๆ สลับกันระหว่างการออกกำลังกายในระดับความเร็วสูงสุด และการออกกำลังกายในระดับความเร็วปานกลาง โดยจะทำสลับกันเป็นเซ็ต

ข้อดีของการออกกำลังกายในลักษณะนี้ นอกเหนือจากการได้กระตุ้นการทำงานของหัวใจให้ได้ทำงาน และแข็งแรงขึ้นแล้ว ยังเป็นการเผาผลาญพลังงานที่ให้ผลลัพธ์เต็มที่ ภายในระยะเวลาที่สั้นลงค่ะ

การออกกำลังกายในแบบ HIIT สามารถใช้ได้กับเครื่องออกกำลังกายประเภทคาร์ดิโอ ทุกประเภทที่มีอยู่ในฟิตเนส และยังสามารถทำได้ด้วยการออกกำลังกายประเภทอื่นๆ เช่นการวิ่ง อีกด้วย

โดยหลักการออกกำลังกายแบบ HIIT เริ่มต้นด้วยการ stretching การ warm up คือการยืดกล้ามเนื้อ และเตรียมความพร้อมของร่างกาย
จากนั้น เริ่มออกกำลังในระดับความเร็วปานกลาง เป็นระยะเวลาประมาณ 30 วินาที ถึง 1 นาที
เร่งจังหวะการออกกำลังกาย ไปสู่ความเร็วสูงสุดที่สามารถทำได้ เป็นระยะเวลาประมาณ 30 วินาที ถึง 1 นาที
ทั้งหมดนี้ นับเป็นหนึ่ง เซ็ต ให้ทำต่อเนื่อง สลับกันไปจนครบ 10-15 เซ็ต

จากนั้น แนะนำให้ออกกำลังประเภท free weight ต่ออีกซัก 5-10 นาที เป็นอย่างน้อย รับประกัน ว่าได้เผาผลาญพลังงานกันอย่างเต็มที่เลยล่ะค่ะ

นอกจากการออกกำลังกายแบบ HIIT ที่นำมาฝากกันแล้ว อยากจะให้ลองมาทำความเข้าใจกันซักหน่อยค่ะ ว่าร่างกายของเราทำงานกันอย่างไร เบิร์นเสร็จแล้ว จะได้ได้ผลตามที่ตั้งใจกันไว้

การออกกำลังกายในช่วง 15 นาทีแรก ร่างกายจะดึงเอาแหล่งพลังงานหลัก หรือน้ำตาลจากตับ มาใช้ก่อน ส่วนนี้ ยังไม่ได้ช่วยลดน้ำหนัก หรือเผาผลาญพลังงานส่วนเกินแต่อย่างใด เพราะเป็นพลังงานที่ร่างกายมีไว้สำหรับกิจกรรมประจำวันอยู่แล้ว

การออกกำลังกายใน 15 นาทีต่อมา เมื่อร่างกายรู้สึกว่าต้องการพลังงานเพิ่มเติม ก็จะดึงเอาพลังงานในส่วนทีสอง คือแป้ง โดยเปลี่ยนให้อยู่ในรูปของน้ำตาลเพื่อนำมาใช้ โดยยังไม่ได้ดึงเอาไขมันสะสมมาใช้เลย

จนหลังจาก 30 นาทีผ่านไป ร่างกาย จึงจะเริ่มดึงเอาไขมันที่สะสมไว้มาใช้งาน เป็นจุดเริ่มต้นของการเผาผลาญไขมันส่วนเกิน ที่เราเรียกว่า Burn นั่นล่ะค่ะ

สรุปสั้นๆ คือ การออกกำลังกายเพื่อเผาผลาญไขมันส่วนเกิน จำเป็นต้องทำอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ 30 นาทีขึ้นไป และร่างกายของเราจะยังคงใช้พลังงานต่อไปอีกหลังจากการออกกำลัง โดยใช้เพื่อสร้างกรดบางชนิด สังเกตว่าเราจะยังคงมีเหงื่อออก และมีอุณหภูมิร่างกายที่สูงอยู่อีกซักระยะหนึ่ง ในช่วงหลังการออกกำลังกายนี่ล่ะค่ะ จึงเป็นเรื่องสำคัญ ที่ไม่ควรดื่มน้ำอัดลม น้ำหวาน ทานขนม หรือน้ำตาลทุกประเภท เพราะจะทำให้ร่างกายรับรู้ว่ามีแหล่งพลังงานหลักให้ดึงกลับมาใช้อีก และเลิกดึงเอาไขมันส่วนเกินมาเผาผลาญ

แล้วก็อย่าลืมนะคะ การออกกำลังกายสม่ำเสมอ เป็นประจำ จะเป็นผลดีต่อสุขภาพมากกว่าการออกกำลังกายหนักๆ แต่ขาดความสม่ำเสมอค่ะ… เอาล่ะ พร้อมจะไปเบิร์นกันหรือยังคะ ^^

ลดคอเรสเตอรอล เพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น

choles.jpg
ทุกคนคงจะพอคุ้นเคยกับคอเรสเตอรอลกันพอสมควร ก็เจ้าคอเรสเตอรอลนี่ล่ะค่ะ ที่อาจเป็นสาเหตุให้เกิดโรคที่อันตรายถึงชีวิตกันได้หลายอย่างเลย โดยหากร่างกายของเรามีคอเรสเตอรอลสูง ก็จะเป็นสาเหตุทำให้ไขมันไปสะสมอยู่ตามผนังหลอดเลือดต่างๆ ทำให้เลือดไหนผ่านได้ยากขึ้น หากเป็นหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ ก็จะทำให้เสี่ยงต่อโรคหัวใจล้มเหลว และหากเป็นหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง ก็อาจก่อให้เกิดคามเสี่ยงต่อโรคเส้นโลหิตในสมองแตก หรือเกิดภาวะเส้นเลือดสมองอุดตันได้

วิธีการดูแลสุขภาพ เพื่อลดความเสี่ยงจากการมีคอเรสเตอรอลสูง ทำได้ไม่ยาก ที่สำคัญคงจะเป็นเรื่องของโภชนาการค่ะ  การระมัดระวังในเรื่องของคอเรสเตอรอลนั้น แนะนำว่า ในแต่ละวัน เราควรบริโภคอาหารที่ปรุงด้วยไขมันไม่เกิน 5-7 ช้อนชา ทานผัก และผลไม้สด ให้มากขึ้น และเลือกทานเนื้อปลา แทนที่เนื้อสัตว์ชนิดอื่นที่มีไขมันสูง ที่สำคัญ ควรออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ เพื่อให้ร่างกายสร้างไขมันประเภท HDL ขึ้นมาให้มากขึ้น เป็นตัวช่วยในการขจัดไขมันตัวร้ายออกจากร่างกายของเราค่ะ

สำหรับผู้ที่เริ่มมีปัญหาคอเรสเตอรอลสูง โดยทั่วไป อาจจะมีทางเลือกสองอย่าง คือการใช้ยาตามคำสั่งแพทย์ ซึ่งก็มักจะเป็นยาในกลุ่มสแตติน หรืออีกทางเลือกหนึ่ง คือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้ชีวิตของเราเองค่ะ วิธีหลังนี้ นอกจากจะไม่ต้องง้อยาแล้ว ยังจะช่วยให้สุขภาพดีขึ้นในส่วนอื่นๆ อีกด้วย
มาดูกันค่ะ ว่าการดูแลสุขภาพ สำหรับผู้ที่มีคอเรสเตอรอลสูง โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมนั้นมีอะไรบ้าง

อย่างแรก ลองลดน้ำหนักดูค่ะ การลดน้ำหนักลง 5-10% จะมีผลต่ออัตราการลดลงของคอเรสเตอรอลในเลือดอย่างมีนัยเลยทีเดียว ควบคุมปริมาณอาหาร ลดแป้ง ไขมัน และน้ำตาล ให้พอเหมาะกับปริมาณพลังงานที่ร่างกายต้องใช้จากกิจกรรมในแต่ละวัน  และออกกำลังกายสม่ำเสมอ เท่านี้ เดี๋ยวน้ำหนักก็จะเริ่มลดลงแล้วค่ะ

อย่างที่สอง เลือกทานอาหาร ผู้ที่มีคอเรสเตอรอลสูง ควรหลีกเลี่ยงการทานไขมันประเภทอิ่มตัว เปลี่ยนเป็นการทาน ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว ที่ได้จาก น้ำมันมะกอก ,ถั่วลิสง และน้ำมันคาโนลา เป็นต้น หลีกเลี่ยงของทอด หรืออาหารที่มีไขมันสูง อาหารทะเลที่มีคอเรสเตอรอลสูง เครื่องในสัตว์ เนื้อสัตว์ที่มีไขมันสูง และเปลี่ยนมาทานเนื้อปลา ผัก และผลไม้ ให้มากขึ้น

อย่างที่สาม ออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ การออกกำลังกาย นอกจากจะทำให้ร่างกายสร้างไขมันประเภท HDL มากขึ้นแล้ว ยังทำให้ระบบต่างๆ ของร่างกายทำงานได้เต็มประสิทธิภาพขึ้นอีกด้วย สำหรับผู้ที่มีคอเรสเตอรอลสูง ควรออกกำลังกายอย่างน้อย สัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง ครั้งละไม่น้อยกว่า 30 นาที โดยเลือกการออกกำลังกายให้เหมาะสมกับสภาพร่างกาย ทางเลือกดีๆ ของการออกกำลังกายมีหลายอย่างเลยค่ะ ทั้งการเดิน การปั่นจักรยาน หรือการว่ายน้ำ เหล่านี้ เป็นการออกกำลังกายที่มีการกระเทือนต่อร่างกาย และเสี่ยงต่ออาการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อและกระดูกน้อยกว่าการออกกำลังประเภทอื่นๆ

อย่างสุดท้าย พักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำให้มากขึ้น และพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ เพราะการรักษาร่างกายให้แข็งแรง ได้รับการพักผ่อนให้เพียงพอ จะเป็นการทำให้ระบบต่างๆ ของร่างกายมีความสมดุล มีผลต่อการสร้างเคมี และการรักษาฟื้นฟูตัวเองของร่างกายเรา ทั้งการตรวจสุขภาพ เพื่อให้รู้ถึงสภาพของร่างกายเรา ยังเป็นการดูแลสุขภาพในองค์รวมเพื่อให้เรารู้ถึงอาการผิดปกติ หรือความไม่สมดุลที่อาจเกิดขึ้นตั้งแต่เนิ่นๆ ค่ะ

น้ำตาล ความหวานที่แอบร้ายกว่าที่คิด

sugar.jpg
วันนี้ ใครที่มีน้ำหนักเกิน พยายามลดเท่าไหร่ก็ไม่ได้ผล ต้องอ่านเรื่องนี้เลยค่ะ.. เรื่องของน้ำตาล

แม้ว่าน้ำตาลโดยตัวเองจะไม่ได้ให้โทษกับร่างกาย แต่ก็หมายความว่า การบริโภคน้ำตาลนั้นจะต้องอยู่ในปริมาณที่เหมาะสม ไม่มากจนเกินไป เพราะน้ำตาล เป็นแหล่งอาหารประเภทพลังงาน เช่นเดียวกับคาร์โบไฮเดรต หรืออาหารจำพวกแป้งต่างๆ ซึ่งหากได้รับในปริมาณที่มากจนเกินจากที่ร่างกายจำเป็นต้องใช้ ร่างกายของเราก็จะมีกระบวนการเปลี่ยนแป้งให้ไปอยู่ในรูปของไขมัน โดยการทำงานของฮอร์โมนอินซูลินเป็นกลไกหลัก

การได้รับน้ำตาลในปริมาณที่มากจนเกินไปนี่ล่ะค่ะ ที่จะส่งผล ในด้านต่างๆ นอกเหนือจากเรื่องของไขมัน น้ำหนักส่วนเกิน ไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์สูง ที่ส่งผลในอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ และหลอดเลือดแล้ว อันตรายที่เกิดขึ้นนั้นยังรวมถึงการที่ ร่างกายหลั่งสารอินซูลินออกมาในปริมาณที่มาก ซึ่งจะมีผลทำให้เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดการอักเสบของผนังหลอดเลือด และทำให้ร่างกายลดการผลิตฮอร์โมนที่เป็นตัวช่วยในระบบภูมิคุ้มกัน จึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ อีกด้วย

เมื่อพูดถึงน้ำตาล เราอาจจะนึกไปถึงเพียงน้ำตาลทราย ที่เราเห็นกันอยู่ในทุกวัน ไม่ว่าจะใช้ในการประกอบอาหาร เติมในเครื่องดื่ม หรือเป็นส่วนประกอบในขนมหวาน แต่ที่จริงแล้ว น้ำตาล แทรกอยู่ในชีวิตประจำวันเราในอีกหลายรูปแบบเลยค่ะ ไม่ว่าจะอยู่ในรูปของน้ำเชื่อม น้ำผึ้ง น้ำตาลไอซิ่ง น้ำตาลมะพร้าว น้ำตาลปึก เด็กโตส มอลโตส ซึ่งหลายคนเข้าใจว่าการใช้น้ำผึ้ง หรือน้ำตาลทรายไม่ฟอกสีนั้นดีกว่าน้ำตาลทรายขาว แต่ท้ายที่สุดแล้ว น้ำตาลก็คือน้ำตาล เมื่อบริโภคเข้าไปแล้ว ร่างกายก็จะหลั่งอินซูลินออกมาเหมือนกัน และส่งผลกระทบต่อร่างกายไม่ต่างจากน้ำตาลทรายขาวค่ะ

น้ำตาลในรูปแบบต่างๆ กัน แทรกอยู่ในชีวิตประจำวันของเราโดยที่หลายๆ ครั้งเราไม่เคยได้สังเกต ทำให้เรารับเอาน้ำตาลเข้าสู่ร่างกายในปริมาณที่มากจนเกินความจำเป็นของร่างกายไปโดยไม่รู้ตัว อาหารแทบทุกจาน มักจะมีน้ำตาลในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งประกอบอยู่ด้วยเสมอ รวมถึง เครื่องดื่มที่เราดื่มเพื่อเติมความสดชื่นในช่วงอากาศร้อนๆ ต่างก็มีน้ำตาลในปริมาณที่ไม่น้อยเลยทีเดียว และที่สำคัญก็คือเครื่องดื่มเหล่านี้ล่ะค่ะ เพราะเรามักจะดื่มกันเป็นประจำ อาจจะมากกว่าหนึ่งครั้งในหนึ่งวันเสียด้วยซ้ำ เครื่องดื่ม หลายๆ ชนิดมีปริมาณน้ำตาลมากจนน่าตกใจ และเป็นสาเหตุของน้ำตาลส่วนเกินในการบริโภคแต่ละวัน
เราลองมาดูตัวอย่างกันเลยค่ะ ว่าเครื่องดื่มแต่ละชนิด มีน้ำตาลผสมอยู่มากน้อยแค่ไหน

น้ำอัดลม 1 ขวด ขนาด 450 มล. มีน้ำตาลประมาณ 8-10 ช้อนชา
ชาเขียวบรรจุขวด ขนาด 300-400 มล. มีน้ำตาลประมาณ 7-8 ช้อนชา
น้ำผลไม้ ขนาดบรรจุ 200 มล. มีน้ำตาลประมาณ 4 ช้อนชา
กาแฟสด ปริมาณ 300-400 มล. มีน้ำตาลประมาณ 8-10 ช้อนชา
นมเปรี้ยวขนาด 400 มล. มีน้ำตาลประมาณ 12-15 ช้อนชา

นอกเหนือจากรายการที่ยกตัวอย่างไว้ เครื่องดื่มชูกำลัง และน้ำหวานทั้งหลาย ต่างก็มีปริมาณน้ำตาลไม่ได้น้อยไปกว่ากันเท่าไหร่เลยค่ะ

รู้อย่างนี้แล้ว น่าจะพอเดากันได้ ถึงสาเหตุของไขมันสะสม และน้ำหนักส่วนเกินกันแล้ว ลองทบทวนดูพฤติกรรมการบริโภคของหวาน และเครื่องดื่มกันดูค่ะ สุดท้ายแล้ว แนะนำว่าน้ำดื่มบริสุทธิ์ เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดค่ะ ทั้งช่วยเพิ่มความสดชื่น ช่วยในการขับของเสีย และระบบขับถ่าย ที่สำคัญ ไม่เติมน้ำตาลในส่วนที่ไม่จำเป็นให้กับร่างกายของเราอีกด้วย สำหรับวันนี้ ใครที่อยากจะลดน้ำหนัก ลองเริ่มต้นที่การลดเครื่องดื่มประเภทน้ำหวาน และน้ำอัดลมกันก่อน เชื่อว่าจะได้เห็นผลกันเร็วเลยทีเดียวล่ะค่ะ ^^

ดอกไม้ คุณค่าที่มากกว่าความหอม

roses
ดอกไม้ ตัวแทนของความสวยงาม ด้วยรูปลักษณ์ที่สวยงาม กรุ่นกลิ่นหอมเฉพาะตัว ให้ความสุขสดชื่นเมื่อยามได้อยู่ใกล้ ถึงขนาดมีการเปรียบเทียบความงดงามของผู้หญิงกับดอกไม้อยู่เสมอๆ ทว่าดอกไม้ไม่ได้ให้แค่ความสวยงามเท่านั้น เรายังสามารถเอาดอกไม้มาทำเมนูสุขภาพได้มากมายเลยทีเดียว ทั้งดอกไม้พื้นบ้านอย่าง ดอกแค และดอกไม้อินเตอร์อย่างอาร์ติโชค และดอกไม้ชนิดอื่นๆ อีกมากมายเลย

แม้ว่าดอกไม้และพืชผักต่างเป็นผลผลิตจากธรรมชาติที่เต็มไปด้วยกากใยที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายของเรา แต่ดอกไม้จะแตกต่างจากผักผลไม้ตรงสีสันสวยๆ ชวนมอง ที่ซ่อนประโยชน์เอาไว้มากมายเลย ดอกไม้มีความแตกต่างจากผักหรือใบไม้คือ มีสีหลากหลาย และสีที่จัดจ้านเหล่านี้ล่ะค่ะ คือสารในกลุ่มไฟโตเคมีคอล ที่มีสารเบต้าแคโรทีนสูง จึงให้ประโยชน์กับร่างกาย และดีต่อสุขภาพของเรามากๆ
ลองมาดูกันซักหน่อยดีกว่า ว่าดอกไม้อะไร เอามาปรุงเป็นเมนูอร่อยๆ อะไรกันได้บ้าง

แกงส้มดอกแค
ดอกแค เป็นดอกไม้ที่นิยมนำมาทำอาหารกันนานมาแล้ว เวลาจะทานต้องดึงเอาเกสรที่ซ่อนอยู่ด้านในออกก่อนเพื่อลดความขม จะเอามาต้มยำทำแกงก็ได้ทั้งหมด นอกจากจะทำอาหารได้หลากหลายแล้วดอกแคมีคุณประโยชน์ทางอาหารมากมาย ทั้งเส้นใยอาหาร แร่ธาตุทั้งแคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก แคโรทีน วิตามินเอ วิตามินบีหนึ่ง วิตามินบีสอง และวิตามินซี คนโบราณนิยมทานดอกแคช่วงเปลี่ยนฤดูค่ะ เพราะเชื่อกันว่าดอกแคจะช่วยรักษาอาการไข้หัวลม (อาการไข้ร้อนๆ หนาวๆ ไม่สบายตัวตอนเปลี่ยนฤดู หรืออากาศเปลี่ยน)
เมนูยอดนิยมจากดอกแค คงหนีไม่พ้นแกงส้มดอกแค ลองมาดูประโยชน์ที่ได้จากเมนูดอกไม้พื้นบ้านชนิดนี้กันค่ะ
– น้ำพริกแกงส้ม พริกให้รสเผ็ดร้อนมีสรรพคุณช่วยขับลม ช่วยย่อยอาหาร
– น้ำมะขาม ให้รสเปรี้ยวแบบกลมกล่อม และยังช่วยแก้ไอขับเสมหะ แก้อาการท้องผูกและมีวิตามินซี
– ดอกแค รสมันนิดๆ มีกากใยสูง ช่วยแก้ไข้หัวลม

ยำดอกอาร์ติโชค
อาร์ติโชคดอกไม้ใหม่สำหรับบ้านเรา แต่ตอนนี้บ้านเราปลูกได้ และมีจำหน่ายที่โครงการหลวงแล้วนะคะ ประโยชน์ของอาร์ติโชคนี้มีอยู่มาก ทั้งในเรื่องการบำรุงตับ ช่วยให้ตับขับสารพิษออกจากร่างกาย ช่วยการทำงานของถุงน้ำดี จึงช่วยลดอาการท้องอืดท้องเฟ้อ ดีต่อผู้ป่วยโรคหัวใจ และลดความเสี่ยงต่อการเป็นหลอดเลือดอุดตัน ช่วยรักษาระดับความดันโลหิต ทำความสะอาดหลอดเลือด และอุดมไปด้วยสารแอนตี้ออกซิเดนท์ ที่ทั้งช่วยป้องกันมะเร็ง และคงความอ่อนเยาว์ด้วยล่ะค่ะ นอกจากนั้นยังเหมาะกับคนที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก เพราะยังจะช่วยสลายไขมัน และช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้นอีกด้วย
เมนูยำดอกอาร์ติโชคจึงเหมาะมากสำหรับผู้ที่ระบบย่อยอาหารทำงานไม่ดี ท้องอืดบ่อย แน่นท้องบ่อย หรือผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก เพราะมีไขมันต่ำ หรือใครอยากจะกินเล่นๆ ก็ได้นะคะ เมนูนี้อร่อยไม่เบาเลย

เมนูยำดอกอาร์ติโชคมีประโยชน์อย่างไรบ้าง มาดูกันเลย
– อาร์ติโชค มีกากใยสูง ช่วยกระตุ้นการทำงานของตับและน้ำดี ทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานดีขึ้น
– พริก ความเผ็ดร้อนของพริกจะช่วยขยายเส้นเลือดในลำไส้และกระเพาะอาหาร จึงช่วนในเรื่องการดูดซึมประโยชน์จากอาหารให้ดีขึ้น
– มะนาว ให้วิตามินซีสูง แก้อาการเลือดออกตามไรฟัน ถ้าใช้ทั้งเปลืองจะช่วยแก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นจุกเสียดท้องได้ด้วยค่ะ

จบจากอาหารคาวแล้ว มาต่อกันที่อาหารหวานๆ กับบ้าง

แยมดอกกุหลาบ
แยมกุหลาบได้จากการนำเอากลีบกุหลาบที่บอบบางมาเป็นวัตถุดิบหลักค่ะ ส่วนใหญ่จะเลือกกลีบสีแดง หรือสีชมพู เพราะเนื้อแยมจะได้ออกมาสีสวยน่ารับประทาน วิธีทำก็แสนง่ายแค่เด็กกลีบกุหลาบมาล้างจนสะอาดแล้วหั่นเป็นชิ่นเล็กๆ นำไปเคี่ยวกับน้ำตาลจนกลีบเริ่มใส แล้วจึงใส่แพกตินลงไป เคล็ดลับอีกอย่างคือการใส่น้ำมะนาว และเกลือลงไปนิดหน่อยเพื่อที่กลมกล่อมยิ่งขึ้นค่ะ
ประโยชน์ของแยมกุหลาบคงเน้นที่เรื่องกลิ่นค่ะ เพราะกลิ่นกุหลาบจะช่วยผ่อนคลาย ลดความตึงเครียดทั้งหลาย ช่วยให้ระบบไหลเวียนโลหิตดี ผิวพรรณเปล่งปรั่งสดใส เส้นเลือดแข็งแรง

น้ำสมุนไพร รวยรินกลิ่นดอกไม้
น้ำเก็กฮวย
ในบ้านเมืองที่มีอากาศร้อนชื้นอย่างบ้านเรามองไปทางไหนก็เห็นน้ำเก็กฮวยวางขายไปทั่ว จะทานแบบร้อนหรือแบบเย็นก็มีให้เลือกตามใจชอบ แต่มีใครรู้บ้างว่าน้ำเก็กฮวยหอมหวานชื่นใจนี้ได้มาจากดอกอะไร ? คำตอบง่ายๆ ได้มาจากดอก “เบญจมาศสวน” ดอกไม้สีเหลืองอร่ามนั่นเอง ยามที่อยู่ในสวนดอกไม้ดอกนี้ก็มีกลิ่นหอมชวนดมอยู่แล้ว ยิ่งเอาไปตากแห้งแล้วนำมาต้ม ยิ่งให้กลิ่นหอมชวนรับประทานมากยิ่งขึ้นไปอีก
น้ำเก็กฮวยนอกจากจะดับกระหายแล้วยังมีประโยชน์อีกมาก คนจีนมักทานน้ำเก็กฮวยเพื่อดับกระหาย แก้ร้อนใน ตามตำรายังบอกว่าน้ำเก็กฮวยช่วยย่อยอาหาร ขยายหลอดเลือด ป้องกันโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดต่างๆ ช่วยขจัดสารพิษออกจากร่างกาย และยังช่วยดูดซับสารก่อมะเร็งอีกด้วยค่ะ

น้ำดอกอัญชัน
อัญชัน ไม้เลื้อยที่ออกดอกสวยงามที่มักจะปลูกกันตามริมรั้วบ้าน แม้จะไม่มีกลิ่นหอมชวนดม แต่ดอกไม้สีม่วงเข้มนี้มีประโยชน์มากมายเลยทีเดียว ในดอกอัญชันมีสาร “แอนโทไซยานิน” (Anthocyanin) ที่ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต ทำให้เลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ได้ดีมากขึ้น ระบบไหลเวียนเลือดที่ดีนี้จะช่วยบำรุงสายตา เส้นผม และปลายประสาทต่างๆ ค่ะ อย่างไรก็ตาม ดอกอัญชันอาจจะไม่เหมาะกับผู้ที่ป่วยที่มีอาการโลหิตจาง เพราะดอกอัญชันจะไปละลายลิ่มเลือด ทำให้อาจเป็นอันตรายได้นะคะ

นอกจากนี้ ดอกไม้อีกหลายๆ ชนิด ยังสามารถนำมาปรุงเป็นอาหารได้ ไม่ว่าจะเป็นกลีบดอกบัว ดอกโสน ดอกขจร ดอกขี้เหล็ก ไปจนถึงดอกกระเจี๊ยบ และดอกข้าวโพด ทั้งหมด นอกจากจะเป็นเมนูที่สวยๆ น่าทานแล้ว และมีคุณค่าทางโภชนาการที่ซ่อนไว้อีกมากมายเลยล่ะค่ะ

กระดูกหักล้า ในนักวิ่ง

ete-running-15.jpg
การออกกำลังกายด้วยการเดิน หรือการวิ่งเป็นการออกกำลังกายที่ทำได้ง่าย ประหยัด ไม่ต้องใช้อุปกรณ์อะไรมาก อาศัยเพียงแค่สถานที่วิ่งที่เหมาะสม และมีอากาศถ่ายเทสะดวก นับเป็นการออกกำลังกายยอดนิยมเลยทีเดียวล่ะค่ะ ที่สำคัญการออกกำลังกายด้วยการเดิน หรือการวิ่งเป็นประจำ จะส่งผลดีในหลายๆ ด้านเลยทีเดียว มาดูกันค่ะ ว่าข้อดีของการออกกำลังกายแบบนี้ มีอะไรบ้าง

1. ด้านสุขภาพพื้นฐานทั่วไป ช่วยรักษาระดับความดันเลือดให้เป็นปรกติ การทำงานของหัวใจ ปอด การหายใจดีขึ้น เพิ่มความฟิต และสมบูรณ์ให้กับร่างกาย ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ทำให้ส่วนต่างๆ ของร่างกายทำงานได้ดีขึ้น
2. ช่วยบรรเทาและลดความเสี่ยงในการเกิดโรคประจำตัวต่างๆ เช่นโรคหัวใจ โรคความดันเลือด โรคเบาหวาน ช่วยลดระดับไขมันในเลือด และช่วยในการควบคุมน้ำหนักได้ด้วย
3. ด้านสุขภาพจิต และอารมณ์ ก็มีรายงานว่าการวิ่งช่วยให้อารมณ์ และสุขภาพจิตดีขึ้น ช่วยทำให้ระดับความเครียดลดลงค่ะ

อย่างไรก็ตาม ถ้าเราวิ่งแบบหักโหม หรือผิดวิธี ก็อาจทำให้ได้รับบาดเจ็บเรื้อรังได้เหมือนกัน โดยเฉพาะอาจทำให้เกิดอาการของโรคกระดูกหักล้า

กระดูกหักล้า คือการหักของกระดูกที่เกิดจากการใช้งานซ้ำๆ ออกกำลังกายหนักมาก ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนล้าและไม่สามารถรองรับน้ำหนักหรือแรงกระแทก เมื่อกล้ามเนื้อเริ่มอ่อนล้าแล้วจะส่งผลให้เพิ่มแรงกระทำมาที่กระดูกมากขึ้น ทำให้เกิดการแตกหักเล็กๆขึ้นภายในโครงสร้างของกระดูก  โดยสาเหตุหลักของกระดูกหักล้าเป็นผลมาจากการเพิ่มระยะทาง เวลาและความรุนแรง (Intensity) ของการวิ่งอย่างรวดเร็ว หรือการออกกำลังกายในสภาพพื้นผิวที่เปลี่ยนไป เช่น ผู้ที่เคยวิ่งในลู่วิ่งที่รองรับแรงกระแทก แล้วเปลี่ยนมาวิ่งบนถนนที่แข็ง รวมทั้งการใส่รองเท้าที่ไม่เหมาะสมกับสภาพเท้า และการใช้งานก็อาจส่งผลให้เกิดกระดูกหักล้าได้ ซึ่งอาการกระดูกหักล้าส่วนใหญ่จะเกิดบริเวณกระดูกที่ต้องรองรับน้ำหนักและแรงกระแทก ซึ่งพบได้ในกระดูกขาส่วนล่าง และกระดูกบริเวณเท้า พบได้บ่อยที่สุดคือกระดูกหน้าแข้งค่ะ

เพราะฉะนั้น สำหรับนักวิ่งมือใหม่ ถึงแม้ว่าการวิ่งเป็นกิจกรรมที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ก็ควรทำอย่างใจเย็น ไม่ต้องเร่ง หรือวิ่งให้เร็วตามใคร ควรกำหนดการวิ่งให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายของตนเอง กำหนดเป้าหมายให้จัดเจนว่า จะวิ่งเพื่อสุขภาพ หรือ วิ่งเพื่อการแข่งขัน แล้วกำหนดแผนการให้เหมาะสม หมั่นฝึกซ้อม และทำต่อเนื่องอย่างสม่ำเสมอ แบบค่อยเป็นค่อยไป ที่สำคัญ คอยสังเกตอาการผิดปกติที่อาจจะมีสัญญาณเตือนจากอาการบาดเจ็บเล็ก และให้ความสำคัญกับรองเท้าที่ใช้ เลือกสภาพลู่วิ่งให้เหมาะสม ปลอดภัย ก็จะช่วยให้การวิ่งมีการพัฒนา สามารถวิ่งได้ตามเป้าหมาย โดยไม่มีอาการบาดเจ็บมารบกวนค่ะ

ผลไม้คลายร้อน สำหรับซัมเมอร์ปีนี้

fruits
อากาศร้อนๆ ช่วงนี้ เชื่อว่าอาจจะทำให้หลายๆ คนหงุดหงิดกับอะไรๆ รอบๆ ตัวกันได้ง่ายๆ มองไปทางไหน เห็นอะไร ก็ไม่ถูกใจไปซะหมด ก็อากาศร้อนๆ นี่ล่ะค่ะ ตัวดีเลย มีผลกับอารมณ์ของผู้คนแต่ไหนแต่ไรมา
แล้วนี่เพิ่งเข้าหน้าร้อนกันมาซักพัก อากาศยังร้อนได้ขนาดนี้ นึกไม่ออกเลย ว่าพอถึงเดือนหน้าอากาศจะร้อนขึ้นกว่านี้อีกซักแค่ไหน
แต่ก่อนที่ใจจะร้อนกันไปตามอากาศ วันนี้ มาดูกันดีกว่า กับเรื่องของผลไม้ใกล้ๆ ตัว ว่ามีอะไรบ้างที่จะมาช่วยคลายร้อนในใจให้เย็นๆ ลงกันได้บ้าง ไล่กันไปทีละอย่างเลยค่ะ

1. แตงโม ผลไม้ยอดนิยมสำหรับซัมเมอร์ มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากเลยทีเดียว เพราะทั้งมีแคลอรีต่ำ รสชาติอร่อย ทานแล้วรู้สึกสดชื่น ที่สำคัญ นอกจากปริมาณน้ำเยอะๆ ในแตงโมแล้ว แตงโมยังอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นวิตามินเอ วิตามินบี วิตามินซี คาร์โบไฮเดรต แคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก โพแทสเซียม ซึ่งโพแทสเซียมจะช่วยลดความดันโลหิตสูง และช่วยทำให้จิตใจร่าเริงแจ่มใสอีกด้วยค่ะ

2. กล้วย ผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินเอ วิตามินบี 6 วิตามินบี 12 วิตามินซี คาร์โบไฮเดรต โปรตีน แคลเซียม โพแทสเซียม ในกล้วยยังมีโปรตีนชนิดหนึ่งชื่อว่า ทริปโตเฟน (Tryptophan) ที่ช่วยในการผลิต สารเซโรโทนิน (Serotonin) หรือฮอร์โมนแห่งความสุข สามารถช่วยคลายเครียด ทำให้ผ่อนคลาย และช่วยให้อารมณ์ดี

3. แอปเปิ้ล มีทั้ง วิตามินเอ วิตามินบี วิตามินซี คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน เส้นใยอาหาร แคลเซียม ฟอสฟลอรัส โพแทสเซียม แมกนีเซียม ธาตุเหล็ก กำมะถัน และสารต้านอนุมูลอิสระ ทั้งมีส่วนช่วยควบคุมน้ำหนัก ลดคอเลสเตอรอล ลดระดับน้ำตาลในเลือด ลดความดันแล้ว และลดความเครียด นอกจากนั้น แอปเปิ้ลยังมี สารไลโคปีน (Lycopene) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญที่มีส่วนช่วยป้องกันโรคมะเร็งต่างๆ ชะลอความเสื่อมของเซลล์ในร่างกาย อีกทั้งยังมี เบตาแคโรทีน (Beta-Carotene) ที่มีส่วนช่วยบำรุงสายตา บำรุงผิวพรรณ และชะลอความแก่ชราค่ะ

4. มะพร้าว เต็มไปด้วยวิตามิน และแร่ธาตุหลายชนิด มีสารอาหารที่ดีต่อร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นวิตามินซี วิตามินบี กรดอะมิโน แคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม ธาตุเหล็ก ไขมันที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย อีกทั้งในมะพร้าวยังมีกรดไขมันที่เรียกว่า ‘Medium Chain Triglyceride’ เป็นกรดไขมันแบบพิเศษที่สามารถช่วยทำให้อารมณ์ดีด้วย

5. ผลไม้ตระกูลเบอร์รี ไม่ว่าจะเป็น สตรอว์เบอร์รี ราสเบอร์รี แครนเบอร์รี แบล็กเบอร์รี และบลูเบอร์รี โดยเฉพาะบลูเบอร์รี ที่อุดมไปด้วยวิตามินซี วิตามินอี อีกทั้งยังเต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ หากรับประทานเป็นประจำจะช่วยบำรุงสายตา บำรุงผิวพรรณ ช่วยในการขับถ่าย บำรุงสมอง บำรุงหัวใจ ที่สำคัญ ช่วยลดความเครียด และทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาด้วยค่ะ

ผลไม้หลากหลายชนิด หาทานกันได้ง่าย กับสารอาหารที่เป็นประโยชน์ และคุณสมบัติที่อาจจะช่วยในด้านอารมณ์ และคลายความเครียดลงได้บ้าง แต่ท้ายที่สุด เรื่องของใจร้อนๆ ในหน้าร้อนอย่างนี้ คงจะอยู่ที่เราทุกคนล่ะค่ะ สูดลมหายใจลึกๆ ค่อยๆ มองเรื่องราวรอบๆ ตัว ปล่อยวาง มองข้ามรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ไปบ้าง เชื่อว่าอากาศร้อนๆ น่าจะทำอะไรกับใจเราได้ไม่มากซักเท่าไหร่

แฮ้ปปี้ซัมเมอร์นะคะ ^^