เรื่องของอาหาร กับโรคประจำตัว

อาหารต้องห้าม.jpg
อาหารที่เราทานกันทุกวัน นอกจากจะให้พลังงาน และสารอาหารที่จำเป็น รวมถึงช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ และทำหน้าที่เสมือนยารักษาโรคแล้ว ในบางครั้งก็กลับจะให้โทษได้เหมือนกันนะคะ หากว่าเราทานอาหารนั้นๆ ไม่ถูกจังหวะ โดยเฉพาะในช่วงที่สุขภาพไม่แข็งแรง ร่างกายอ่อนแอ โรคภัยถามหา ก่อนจะทานอะไรคงต้องเลือกกันซักหน่อย
วันนี้มาดูกันดีค่ะ ว่าเวลาป่วย หรือใครที่มีโรคประจำตัว มีเมนูอะไรที่เราควรหลีกเลี่ยงกันบ้าง

ไมเกรน ปวดหัวจี๊ดๆ ข้างเดียวเป็นประจำ ควรงดเมนูขนมหวาน ขนมเค้ก ชานม น้ำผลไม้หวานๆ น้ำอัดลม เพราะอาหารหวานที่มีปริมาณน้ำตาลสูงจะทำให้น้ำตาลในเลือดไม่คงที่ จะเพิ่มสูงขึ้น และลดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดโรคไฮโปโกลซีเมียหรืออาการที่น้ำตาลในเลือดต่ำได้ เป็นสาเหตุหนึ่งที่ก่อให้เกิดอาการปวดหัวไมเกรนค่ะ นอกจากนั้นยังควรลดปริมาณการทานเนื้อสัตว์ ทั้งเนื้อวัว เนื้อหมู เนื้อไก่ เพราะโปรตีนจากเนื้อสัตว์เหล่านี้มักมีสารพิษตกค้างจากฮอร์โมนต่างๆ ในกระบวนการเลี้ยง ทั้งยังมีกรดแอมิโนไทโรซิน ที่ทำให้ปวดหัวได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

อาการข้ออักเสบ ปวดข้อ ปวดเข่า จะลุกนั่งก็ลำบาก ลองงดน้ำแข็ง อาหารเย็นๆ ดูค่ะ เพราะความเย็นจะทำให้กระเพราะอาหารของเราทำงานหนักขึ้น และระบบไหลเวียนของเลือดยังทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพอีกด้วย ที่สำคัญ ควรลดอาหารประเภทเนื้อสัตว์ เครื่องใน ไขมัน เพราะสารพิษตกค้างที่อยู่ในเนื้อสัตว์ จะเป็นตัวเพิ่มอาการเจ็บปวด และอาการอักเสบให้รุนแรงยิ่งขึ้น

สำหรับผู้ที่มีอาการกระเพาะอาหารอักเสบ ปวดท้อง แสบท้องเป็นประจำ ไม่ควรทานอาหารประเภทยำ หรืออาหารรสจัด รวมทั้ง ชา กาแฟ น้ำอัดลม (อาหารที่มีคาเฟอีนสูง) เพราะจะยิ่งทำให้เกิดการระคายเคืองของเยื่อบุกระเพาะมากขึ้นค่ะ อาการรสจัดยังจะยิ่งเร่งการหลั่งกรดในกระเพาะอาหารมากขึ้นอีกด้วยค่ะ

ผู้ที่มีอาการของโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ต้องหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสเค็ม มีเกลือหรือโซเดียมสูง เพราะโซเดียมจะเร่งให้ความดันให้ยิ่งเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงอาหารรสหวาน และผลไม้สุก เพราะ น้ำตาลและไขมันจะทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนขึ้นได้ง่าย ทั้งโรค หลอดเลือดเปราะ จอตาเสื่อม โรคไต ท่อปัสสาวะอักเสบ เป็นต้น

ผู้ป่วยที่มีอาการตับแข็ง ตับอักเสบ หรืออาการเสื่อมสภาพของตับ ต้องหลีกเลี่ยงอาหารทำร้ายตับ ซึ่งหลักๆ เลย คืออาหารประเภทเนื้อสัตว์ เพราะบรรดาเนื้อสัตว์ทั้งหลายจะทำให้ตับต้องทำงานอย่างหนักในการขับของเสียเช่น ยูเรีย และ แอมโมเนีย ออกไป แต่เมื่อตับทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ของเสียต่างๆ จึงถูกขับออกจากร่างกายได้น้อยลง และจะถูกดูดซึมกลับเข้าไปในกระแสเลือดอีกครั้ง ทำให้สุขภาพแย่ลง เซื่องซึม และบางครั้งอาจมีอาการหนักถึงขั้นหมดสติไปเลยก็ได้

คนป่วยมักต้องการการดูแลมากกว่าคนทั่วไป เพราะอวัยวะภายในบางส่วนไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ พฤติกรรมการรับประทานอาหารจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องใส่ใจดูแลเป็นพิเศษ การลือกเมนูที่เหมาะสมจะช่วยให้ส่วนต่างๆของร่างกายได้ทำงานเบาลง และให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่เป็นประโยชน์อย่างแท้จริง ใส่ใจกับเมนูต่างๆแล้วอย่าลืมออกกำลังกายอย่างพอเหมาะเพื่อช่วยฟื้นฟู เสริมสร้างสุขภาพโดยรวมให้แข็งแรงกันด้วยนะคะ

ปรับไลฟ์สไตล์รับปีใหม่ ให้แข็งแรงสมวัยไปนานๆ

sm.jpg
จะว่าไปก็เป็นเรื่องธรรมชาติที่เราทุกคนรู้อยู่แก่ใจว่า ทุกๆ อย่างต้องเปลี่ยนแปลง มีเกิดแล้ว ก็ต้องมีแก่ หลีกเลี่ยงกันไม่ได้ แต่ถามจริงๆ ว่ามีใครอยากแก่บ้างคะ แค่อายุขึ้นเลขสาม เลขสี่ ก็ไม่อยากให้ถามถึงอายุกันแล้ว
เมื่อไม่มีใครอยากแก่ หรืออันที่จริงคือไม่ค่อยอยากให้ถูกมองว่าแก่ วันนี้เรามาเรียนรู้วิธีการชะลอความแก่ รักษาคงามหนุ่ม-สาว และสุขภาพดีๆ ให้อยู่กับเราไปนานๆ เพื่อที่จะได้สาว สวย สดใส แบบที่เค้าเรียกกันว่า สาวสองพันปี กันซักหน่อยดีกว่าค่ะ

ศาสตร์แห่งการชะลอวัยมักจะให้ความสำคัญกับ “ฮอร์โมน” แต่ก่อนที่เราจะไปถึงขั้นแอดวานซ์อย่างเช่นเรื่องฮอร์โมน เรามาดูเรื่องพื้นๆ ที่จะทำให้เรา “แก่” กันโดยไม่รู้ตัวดีกว่าค่ะ

เริ่มต้นที่ ไลฟ์สไตล์ที่ทำให้เราแก่ และร่างกายของเราเสื่อมโทรมเร็ว กันซักหน่อย

1 การรับประทานอาหาร โดยเฉพาะผู้ที่รับประทานอาหารไม่สมดุลย์ ได้รับสารอาหาร และชนิดของอาหารไม่เหมาะสมกับสภาพร่างกายของตัวเอง โดยมากแล้ว ปริมาณแป้ง และน้ำตาลที่มากเกินไปนี่ล่ะค่ะตัวดี พฤติกรรมการรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสมจะทำให้ระบบร่างกายทำงานบกพร่อง ทั้งในส่วนของการดูดซึมไปใช้งานเพื่อซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ หรือส่งผลให้เกิดการสะสมของสารอาหารที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย

2 การปล่อยให้ร่างกายอ่อนแอ หรือมีแผลเรื้อรัง เช่น แผลอักเสบในอวัยวะต่างๆ อาการอักเสบบริเวณช่องปาก ฟันผุ ตลอดจนถึงเหงือกอักเสบ เรื่องราวเล็กๆ ที่เราอาจไม่เห็นความสำคัญ แต่รู้ไหมคะว่าอาการเหล่านี้ ถ้าเป็นเรื้อรัง จะทำให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย แทรกซึมเข้าสู่เนื้อเยื่อโดยที่เราไม่รู้ตัว มีผลก็คืออวัยวะอื่นๆ อย่างเช่น หัวใจ และสมอง จะเสื่อมลงโดยที่เราไม่รู้ตัวค่ะ

3 การสะสมมลพิษ และสารเคมีเข้าสู่ร่างกาย คนที่สูบบุหรี่ ดื่มเหล้า ดื่มแอลกอฮอล์บ่อยๆ ใช้ชีวิตในเมืองที่ต้องเผชิญกับมลภาวะต่างๆ ทั้งควันพิษ รับประทานอาหารจากกล่องโฟม อุ่นอาหารด้วยไมโครเวฟ พฤติกรรมเหล่านี้แหละค่ะที่ทำให้ร่างกายสะสมสารพิษไว้ในร่างกาย ซึ่งสารพิษเหล่านั้น จะไปทำลายอวัยวะส่วนต่างๆ รวมทั้งขัดขวางการดูดซึมสารอาหารที่จะเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ทำให้ร่างกายของเราเสื่อมโทรมได้เร็วมาก

4 อารมณ์และความเครียด ความเครียดหรืออารมณ์ที่ขุ่นมัวนั้นส่งผลต่อร่างกายของเราแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวเลย แม้แต่กิจกรรมสนุกๆ อย่างเช่นการเล่นเกม บางครั้งก็อาจทำให้เกิดความเครียดน้อยๆ ได้ หรือการรับฟังเรื่องราวของคนอื่น การติดตามข่าวสารบ้านเมือง รวมไปถึงการทำงานและความรับผิดชอบต่อหน้าที่ในชีวิตก็อาจจะทำให้เกิดความเครียดได้โดยไม่รู้ตัวเลยค่ะ ความเครียดนี่ล่ะเป็นปัจจัยหลักอย่างหนึ่งที่ขัดขวางการทำงานของฮอร์โมน ทำให้ระบบในร่างกายทำงานผิดปกติ ใบหน้าหมองคล้ำ ผิวเหี่ยวตีนกาถามหาได้ง่ายๆ เลยค่ะ
พฤติกรรมในชีวิตประจำวันเหล่านี้ เป็นตัวการที่มักจะขโมยความสาว ความสวยของเราไปแบบที่เราไม่รู้เนื้อรู้ตัว ลองทบทวนดูรูปแบบการดำเนินชีวิต และปรับเปลี่ยนกันให้เหมาะสมนะคะ

เอาล่ะ มาถึงเรื่อง “ฮอร์โมน” กันบ้างดีกว่า ลองทำความเช้าใจกับความแก่ในแบบลึกๆ กันบ้าง
ฮอร์โมน เป็นตัวควบคุมร่างกายเราแบบที่เราเองไม่เคยทราบ เหมือนเป็นเงาที่ควบคุมพฤติกรรมของเราอยู่ตลอดเวลา จะเห็นชัดๆ ก็คงจะเป็นช่วงวัยรุ่น ที่มีฮอร์โมนชนิดต่างๆ คอยส่งผลต่อพฤติกรรม และอารมณ์ ค่อนข้างรุนแรงกันเลยทีเดียวค่ะ สำหรับฮอร์โมนที่สัมพันธ์กับความแก่ก็คือ “โกรทฮอร์โมน หรือ Human Growth hormone (HGH)” นั่นเอง

“โกรทฮอร์โมน” คือ ฮอร์โมนเจริญวัยที่มักจะถูกเรียกกันว่า “น้ำพุแห่งความหนุ่มสาว” ฮอร์โมนนี้จะหลั่งจากต่อมไร้ท่อหรือต่อมพิทูอิตารี่ใต้สมอง ตั้งแต่เรายังเด็ก และจะอยู่กับเราไปจนชั่วชีวิตของเราเลยทีเดียว ฮอร์โมนนี้จะมีจุดพีคในการหลั่งออกมาในช่วงเราเป็นหนุ่ม เป็นสาว (วัยเจริญพันธุ์นั่นล่ะค่ะ) และในทุกๆ 10 ปี ฮอร์โมนตัวนี้จะถูกหลั่งออกมา ในปริมาณที่น้อยลงประมาณ 14 % หน้าที่สำคัญของฮอร์โมนนี้คือการควบคุมการทำงานของเซลล์ต่างๆ ในร่างกายค่ะ
นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการวิจัยเรื่อง HGH ออกมา ได้ข้อสรุปว่า ผลจากการที่โกรทฮอร์โมนทำงานน้อยลงๆ เรื่อยๆ จนเมื่อเราอายุ 40 ปี โกรทฮอร์โมนจะลดต่ำลงจนไม่สามารถควบคุมการทำงานของเซลล์ผิวหนัง และ เนื้อเยื่อสมองได้ และ ในช่วงอายุ 70 ปี ตับ สมอง และหัวใจของเราจะทำงานลดลง และเมื่อถึงช่วงอายุ 90 ปี สมองของเราจะทำงานได้เทียบเท่ากับเด็ก 3 ขวบ และระบบประสาทต่างๆ ทั้งหมดจะเสื่อมลงค่ะ

หยิบยกมาเล่าในที่นี้ ไม่ได้อยากจะทำให้กลัวกันนะคะ แค่อยากจะให้ตระหนักถึงความสำคัญของเรื่องฮอร์โมนกันก่อน เพราะเรามีวิธีที่ช่วยร่างกายให้ผลิตโกรทฮอร์โมนเพิ่มได้ไม่ยากค่ะ ลองมาดูกันนะคะ

1 นอนหลับให้สนิท โกรทฮอร์โมนจะผลิตออกมาเมื่อเรานอนหลับสนิทเท่านั้น การนอนหลับ ไม่สนิท นอนหลับๆ ตื่นๆ ฝันร้าย เครียด ทำให้โกรทฮร์โมนไม่สามารถหลั่งได้ การนอนดึกจะไปรบกวนการหลั่งของโกรทฮอร์โมน เราจึงมักจะเห็นได้ว่าผู้ที่นอนดึกเป็นประจำ หรือนอนไม่พอ มักจะโทรม และมีใบหน้าแก่กว่าวัย ดังนั้นถ้าไม่อยากรีบแก่ จำไว้นะคะว่าต้องนอนให้พอ

2 รับประทานอาหารบำรุงสมอง ร่างกายต้องการโปรตีนที่มีประโยชน์ รวมทั้งกรดอะมิโนเพื่อไปบำรุงสมอง ให้ต่อมใต้สมองแข็งแรง เมื่อต่อมใต้สมองแข็งแรงก็สามารถผลิตโกรทฮอร์โมนได้อย่างเต็มที่ อาหารที่ดีในที่นี้ ได้แก่ ผัก ผลไม้ ธัญพืช พืชกระกูลถั่ว และที่ต้องหลีกเลี่ยงก็คือ อาหารจำพวกแป้ง และน้ำตาลค่ะ สองอย่างนี้เมื่อร่างกายใช้ไม่หมดก็จะสะสมอยู่ในร่างกายในรูปของไขมันส่วนเกินซึ่งจะยับยั้งการทำงานของโกรทฮอร์โมน ไปอุดตันตามเส้นเลือด เสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บ ซ้ำร้ายถ้าร่างกายมีน้ำตาลมากๆ ตับอ่อนก็จะต้องทำงานหนัก เสี่ยงต่อโรคเบาหวาน และเมื่อเป็นเบาหวาน ก็ต้องฉีดอินซูลินเข้าร่างกาย อินซูลินนี้จะยับยั้งการทำงานของโกรทฮอร์โมนทันที โกรทฮอร์โมนจะหยุดหลั่ง ร่างกายก็จะเสื่อมโทรมเร็วเข้าไปอีกค่ะ

3 ออกกำลังกาย ชะลอวัยได้แน่นอน ปริมาณการออกกำลังกายที่เหมาะสมคือ การออกกำลังกายเป็นประจำ ต่อเนื่อง และให้ได้เหงื่อ ให้หัวใจได้เต้นเร็วขึ้น โดยเฉลี่ยมากกว่า 100 -120 ครั้งต่อนาที จะทำให้ต่อมพิทูอิทารี่หลั่งโกรทฮอรโมนได้ดียิ่งขึ้นค่ะ

4 อารมณ์ และสมาธิ การความคุมอารมณ์ให้สงบนิ่ง และทำสมาธิให้แน่วแน่นั้น จะทำให้ร่างกายเข้าสู่ภาวะหลับลึก ร่างกายจะผ่อนคลายที่สุด และช่วยให้สมองผลิตโกรธฮอร์โมนออกมาได้ปริมาณมากเทียบเท่ากับเวลาที่เราหลับลึกเลยทีเดียวค่ะ

รู้เรื่องที่มาที่ไปของความแก่ ทั้งเรื่องพฤติกรรมชวนแก่ และฮอร์โมนที่ช่วยชะลอความแก่ไปแล้ว หวังว่าทุกท่านคงมีวิธีดูแลตัวเองให้คงความสวยสดใส หรือถ้าอายุจะเพิ่มมากขึ้นตามธรรมชาติ ก็ขอให้งามสมวัยกันทุกท่านเลยนะคะ

แพ้อากาศ

cold.jpg
เข้าสู่หน้าหนาว แต่อากาศก็เปลี่ยนแปลงกันรายวัน ประเดี๋ยวร้อน ประเดี๋ยวหนาว ซักพักก็อาจจะมีสายฝนโปรยลงมาพอให้รถติดกันนิดหน่อย ช่วงอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยๆ อย่างนี้ หลายๆ คน อาจจะมีอาการป่วยที่เรียกกันว่าแพ้อากาศกันได้ โดยเฉพาะในเด็กๆ หรือในผู้ที่ทำงานหนัก พักผ่อนไม่ค่อยจะเพียงพอ ที่แน่ๆ พอเริ่มมีน้ำมูก คัดจมูก หรือมีอาการจาม สิ่งแรกที่เรามักจะนึกถึงกันคงหนีไม่พ้นยาแก้แพ้ หรือที่เรียกว่า Antihistamine กันล่ะค่ะ
อะไรคือ Antihistamine และ การใช้ยาดังกล่าวจะช่วยรักษาอาการแพ้อะไรได้บ้าง มีผลข้างเคียง หรือข้อควรรู้อะไรบ้าง วันนี้ มาเฉลยกันซักหน่อยค่ะ

ก่อนอื่น มาทำความรู้จักกับสารฮิสตามีนกันก่อนค่ะ ฮิสตามีน เป็นสารที่ถูกสร้างและเก็บอยู่ใน Mast cells และเซลเม็ดเลือดขาวชนิดเบโซฟิล เมื่อถูกกระตุ้น Mast cells และ เบโซฟิล ก็จะหลั่งสารฮิสตามีน ออกมาในปริมาณที่มาก จนก่อให้เกิดโรคขึ้นได้ โดยตัวรับฮิสตามีน จะไปจับตัวกับสารฮิสตามีน และออกฤทธิ์ต่อระบบต่างๆ ในร่างกาย เช่น ออกฤทธิ์ต่อ Sensory nerve ที่ผิวหนัง ทำให้เกิดอาการคัน หรือ ออกฤทธิ์ต่อหลอดเลือดทั่วๆไป ทำให้เกิดผื่นแดงตามผิวหนัง หรือ ออกฤทธิ์ต่อระบบทางเดินหายใจ ทำให้เกิดอาการหดเกร็ง อาการหืด หรือแม้แต่ ออกฤทธิ์ต่อระบบทางเดินอาหาร ทำให้เกิดอาการปวดท้อง อาเจียน เป็นต้น

สำหรับ สารต้านฮิสตามีน (antihistamine) หรือ ที่เราคุ้นเคยกันในฐานะ ยาแก้แพ้ เป็นยาที่ใช้เพื่อลดผลของ ฮิสตามีน (histamine) โดย จะออกฤทธิ์โดยตรงต่อตัวรับฮิสตามีน ยาในกลุ่มนี้ จึงมีชื่อเรียกรวมๆ เป็นภาษาฝรั่งว่า Antihistamine ค่ะ

ยาแก้แพ้ในกลุ่มนี้ มีประโยชน์ ในด้านการลดอาการต่างๆ อันเกิดจากการแพ้ ได้แก่ การบรรเทาอาการแพ้อากาศ ที่ทำให้มีอาการจาม หรือมีน้ำมูกไหล บรรเทาอาการแพ้ทางผิวหนัง ลมพิษ ผื่นคันต่างๆ และ การบรรเทาอาการแพ้จากโรคหวัด ลดน้ำมูก ทำให้น้ำมูกแห้ง โดยยาแก้แพ้ แต่ละยี่ห้อที่เราพบในร้านขายยา ก็จะใช้สารต้านฮิสตามีน ต่างๆ กันออกไป เพราะสารที่จัดเป็นสารต้านฮิสตามีนก็มีหลากหลายชนิดเลยทีเดียวค่ะ ยกตัวอย่างเช่น ไซโปรเฮปตาดีน คลอเฟนิรามีน บรอมเฟนิรามีน ไซโปรเฮปตาดีน ไตรโพรลิดีน เป็นต้น

การเลือกใช้ยาแก้แพ้ในปัจจุบัน ก่อนอื่น เราอาจแบ่งยาแก้แพ้ออกเป็นสามกลุ่ม ได้แก่

กลุ่มแรก Sedating Antihistamine ได้แก่ กลุ่มที่มีตัวยา เช่น Chlophenilamine / Hydroxyzine / Tripolidine / Brompheniramine เป็นกลุ่มยาที่ผ่านตัวกลางของระบบเลือดและสมองได้ดี จึงอาจมีผลข้างเคียงต่อระบบประสาทสมองส่วนกลาง ทำให้เกิดอาการง่วงได้ ทั้งยังอาจมีผลทำให้ คอแห้ง ปากแห้ง ท้องผูก ปัสสาวะลำบาก แต่ข้อดีของยากลุ่มนี้คือสามารถลดอาการคันได้ดีกว่ายาในกลุ่มอื่นๆ

กลุ่มที่สอง Nonsedating Antihistamines ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อลดจุดด้อยของยาในกลุ่มที่แรก ทำให้มีคุณสมบัติที่ดีขึ้น คือ ไม่ทำให้ง่วง ออกฤทธิ์นานกว่า และออกฤทธิ์โดยตรงกับตัวรับฮิสตามีน ทำให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น สารต้านฮิสตามีนที่ใช้ในยากลุ่มนี้ได้แก่ Terfenadine / Astemizole / Lolatadine / Mequitazine / Acrivastine / Azelastine / Ebastine / Epinastine โดยมีข้อจำกัด ของยาบางตัว เช่น Terfenadine / Astemizole  ที่อาจส่งผลต่อหัวใจทำให้หัวใจเต้นผิดปกติได้ ผู้ป่วยที่มีอาการของโรคหัวใจ จึงควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยาในกลุ่มนี้

กลุ่มที่สาม ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อแก้ไขผลข้างเคียงจากยากลุ่มที่สอง จึงไม่ส่งผลต่อการทำงานของหัวใจ แต่ยังคงให้คุณสมบัติลดอาการแพ้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ยากลุ่มนี้ มีราคาสูงกว่ายาแก้แพ้ในกลุ่มอื่นๆ โดยจะมีสารต้านฮิสตามีนชนิด Fexofenadine หรือ Certizine เป็นต้น

การเลือกใช้ยาแก้แพ้แต่ละกลุ่มนั้น ขึ้นอยู่กับอาการ และสาเหตุของการแพ้ดังต่อไปนี้ค่ะ

อาการของโรคภูมิแพ้ทางจมูก (Allergic rhinitis) จะมีอาการจามร่วมกับอาการคัดจมูก ควรเลือกใช้ยาในกลุ่มที่ 2 ร่วมกับยาลดอาการคัดจมูก

อาการเยื่อจมูกอักเสบที่ไม่ใช่ภูมิแพ้และโรคหวัด (Non-allergic rhinitis & Common cold) ควรเลือกใช้ยาในกลุ่มที่หนึ่ง เนื่องจากสามารถลดน้ำมูกที่ไม่ได้เกิดจากสารฮีสตามีนได้ดีกว่า โดยเฉพาะเมื่อใช้ร่วมกับยาลดอาการคัดจมูก

อาการของโรคหืด (Asthma) ควรใช้ยาต้านฮิสตามีนกลุ่มที่ 2  เนื่องจากมีฤทธิ์แก้แพ้และแก้อักเสบร่วมด้วย และควรหลีกเลี่ยงการใช้ยากลุ่มที่หนึ่งเพราะจะทำให้เสมหะข้น เหนียว ยากต่อการขับออก

อาการคัน (Pruritus) ควรเลือกใช้ยาในกลุ่มที่หนึ่ง เพราะจะให้ผลที่ดีกว่า และช่วยลดอาการคันได้ดี

ข้อสำคัญ การใช้ยาแก้แพ้ ก่อนเกิดอาการ จะให้ผลดีกว่าการใช้ยาเมื่อมีอาการแพ้แล้ว ดังนั้น หลายๆ ครั้ง ที่เรารู้ว่าเรามีอาการแพ้ต่ออะไรบ้าง อาจจะเป็นฝุ่น ควัน ละอองเกสร อาหาร หรือสารเคมี หากจำเป็นต้องเข้าไปในบริเวณที่จะเกิดอาหารแพ้ ต้องสัมผัส หรือเกี่ยวข้องกับสิ่งที่อาจกระตุ้นอาการแพ้ การทานยาแก้แพ้ไว้ล่วงหน้า จะให้ผลที่ดีกว่าค่ะ

ยาแก้แพ้ อาจจะช่วยลดอาการต่างๆ ได้ ทำให้ร่างกายไม่ทรุดโทรม หรือมีอาการป่วยในส่วนอื่นๆ ที่ตามมา ทว่าในหลายๆ ครั้ง โดยเฉพาะสำหรับอาการที่เกิดจากหวัด ยาแก้แพ้นั้น ทำหน้าที่เพียงแค่ช่วยลดอาการที่เป็นผลจากโรค หากแต่ไม่ได้ช่วยทำลายเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของอาการป่วย การดูแลร่างกายให้แข็งแรง ย่อมเป็นสิ่งที่ดีที่สุดค่ะ ดูแลสุขภาพให้แข็งแรง พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ดูแลเรื่องโภชนาการให้ครบถ้วน รวมถึงวิตามิน ที่จะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย และที่สำคัญค่ะ ดูแลสุขภาพใจของเราให้สดใส ไม่เครียดจนเกินไป เพราะสุขภาพใจที่ดี ย่อมเป็นส่วนสำคัญของสุขภาพกายที่ดีไปพร้อมๆ กันค่ะ

นอนดึกเป็นประจำ.. มาดูแลสุขภาพกันซักหน่อย

latesleep.jpg

“การนอนดึกทำให้เสียสุขภาพ” “นอนดึกไม่ดีโทรมเร็ว” รู้ทั้งรู้ ว่าการนอนดึกนั้นส่งผลเสียต่อสุขภาพสัญญาณเบื้องต้นอาจเริ่มจากอาการมึนหัว ขอบตาคล้ำ ผิวพรรณไม่สดใส เป็นหวัดง่าย ภูมิแพ้กำเริบ ทานอาหารเยอะขึ้น ไปจนถึงเรื่องของระบบต่างๆ ภายในร่างกายที่พลอยจะรวนไปเสียหมด อย่างเช่นเรื่องระบบการย่อยอาหาร ระบบการเผาผลาญและการดูดซึมสารอาหารที่ทำงานได้ไม่เต็มที่ รวมไปถึงฮอร์โมนบางตัวอย่างเช่น growth hormone ที่จะลดปริมาณการหลั่งจนส่งผลให้ร่างกายเสื่อมโทรมอย่างรวดเร็วอีกด้วย
เราจึงไม่แนะนำให้นอนดึก แต่บางอาชีพก็เลี่ยงไม่ได้ จำเป็นต้องนอนดึกนี่นา จะทำอย่างไรได้ วันนี้เราเลยมีความรู้ด้านโภชนาการที่เป็นประโยชน์สำหรับคนนอนดึกโดยเฉพาะมาฝากกัน ลองมาดูประโยชน์ของอาหารแนะนำแต่ละประเภทกันนะคะ

– โปรตีนสีขาว อย่างเนื้อปลา อกไก่ ไข่ขาว เต้าหู้ : โปรตีนเหล่านี้จะช่วยในเรื่องการสร้างเคมีในสมองอย่าง โดพามีน เอพิเนฟริน ที่จำเป็นในการบำรุงสมองของคนที่นอนดึก

– ถั่วเหลือง ไข่แดง : ร่างกายต้องการสารเคมีที่ทำงานเชื่อมโยงกันภายในสมองนั่นก็คือ “โคลีน” ซึ่งโคลีนนี้ จะช่วยในเรื่องความจำ ช่วยป้องกันอาการความจำเสื่อม ช่วยให้มีสมาธิดีขึ้น ความจำดีขึ้น นอกจากนั้นในไข่แดงยังมี ไบโอตินที่ช่วยบำรุงสมองและเส้นผมอีกด้วย

– ข้าวกล้องงอก และธัญพืชต่างๆ เช่น พืชตระกูลถั่ว ข้าวบาเลย์ มอลต์ หรือลูกเดือย : อาหารประเภทนี้จะมีกาบ้าสูง ทำให้ตัวสื่อประสาทในสมองทำงานดีขึ้น ความจำก็จะดีขึ้นด้วย

– ปลา : สมองต้องการโอเมก้า หรือน้ำมันปลา เมนูที่มีน้ำมันปลาสูงและหาทานได้ง่ายๆ ก็อย่างเช่น ปลาทู หรือใครอยากจะเลือกทานอาหารเสริมก็ควรเลือกที่ทำมาจากปลาทะเล สังเกตปริมาณของ DHA รวมถึง EPA ที่มีอยู่จริงเทียบต่อปริมาณทั้งหมด ทั้งคู่ต้องมีมากกว่า 20% และในหนึ่งเม็ดควรจะมีสัดส่วนปริมาณของ DHA : EPA เป็น 1:2 หรือ 2:3 ที่เป็นส่วนผสมที่ออกฤทธิ์อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

– ช็อคโกแลต : แนะนำเป็นช็อคโกแลตดำนะคะ เพราะในช็อคโกแลตจะมีส่วนผสมของสารที่ช่วยให้เลือดในสมองไม่อุดตัน

– สารสกัดจากใบแปะก๊วย : เพราะใบแปะก๊วยมีสารแอนตี้ออกซิเดนท์ ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันมะเร็ง ช่วยในเรื่องการไหลเวียนของเลือดที่จะไปเลี้ยงสมอง ช่วยให้ความจำดีขึ้น และยังช่วยยับยั้งความเสื่อมของสมองได้อีกด้วย

– วิตามิน B : คุณสมบัติของวิตามิน B คือ ช่วยในเรื่องระบบประสาท ช่วยลดอาการอ่อนเพลีย และช่วยให้การดูดซึมอาหารดีขึ้น ช่วงไหนที่มีอาการง่วงๆ มึนๆ วิตามิน B ช่วยได้เลยค่ะ

อย่างไรก็ตาม อาหารเหล่านี้เป็นเพียงตัวช่วยที่จะช่วยฟื้นฟูร่างกาย ทั้งในส่วนของสมองและระบบประสาทให้ดีขึ้น กระนั้นการฝืนธรรมชาติย่อมไม่ใช่เรื่องที่ดี เพราะร่างกายของเรามีนาฬิกาธรรมชาติที่บอกการทำงานของอวัยวะส่วนต่างๆ ในร่างกายอยู่ การดูแลตัวเองให้เข้ากับธรรมชาติจึงจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดค่ะ

ระบบไหนในร่างกาย ทำงานช่วงไหนกันบ้าง

clock
อวัยวะต่างๆ ในร่างกายของเรานั้น มีหน้าที่การทำงานตามเวลาที่แตกต่างกันไป เช่นเดียวกับคนเรานี่ล่ะค่ะ ที่ตอกบัตรเข้าทำงานในเวลาที่ต่างกัน แต่อวัยวะต่างๆ ภายในร่างกายของเรามีเวลาในการทำงานที่สม่ำเสมอและแน่นอนกว่า และยังต้องรับช่วงต่อกันอย่างเป็นระบบแบบแผนด้วย วันนี้ มาทำความเข้าใจกับเรื่องของอวัยวะภายในร่างกายของเรากันซักหน่อยค่ะ

ไต : อวัยวะที่ทำหน้าที่กรองของเสียออกจากเลือดและขับออกพร้อมกับน้ำในรูปของปัสสาวะ ไตของเราจะทำงานในช่วงเย็นๆ คือเวลา 17.00 น. – 19.00 น. เราจะช่วยไตให้ทำงานได้อย่างเต็มที่โดยการไม่รับประทานอาหารในปริมาณมากๆ ในช่วงเวลานี้ เพราะหากเรารับประทานอาหารในปริมาณที่มาก เลือดในร่างกายจะถูกดึงไปใช้เพื่อย่อยอาหารที่บริเวณกระเพาะ และม้าม แทนที่จะไปหล่อเลี้ยงไตที่กำลังขับของเสียออกจากร่างกาย

ถุงน้ำดี : อวัยวะที่ทำหน้าที่ในการเก็บสะสมน้ำดี (bile) เพื่อช่วยในการย่อยอาหาร โดยจะมีโครงสร้างที่ติดต่อกับตับซึ่งเป็นอวัยวะที่ผลิตน้ำดี และลำไส้เล็กตอนต้น ซึ่งเป็นบริเวณที่มีการปล่อยน้ำดีออกสู่ทางเดินอาหาร ช่วงเวลาที่หลอดเลือดแดงจะนำออกซิเจนมาเลี้ยงถุงน้ำดีเพื่อให้ถุงน้ำดีทำงานได้อย่างเต็มอยู่ในช่วงเวลาระหว่าง  23.00 – 01.00 น. และจะส่งต่อให้ตับรับช่วงต่อสำหรับการทำงานในช่วงเวลา 01.00 – 03.00 โดยในช่วงเวลานี้ร่างกายของเราควรได้รับการพักผ่อนอย่างเต็มที่เพื่อให้ร่างกายขับของเสียออกจากร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดค่ะ

ปอด ต้นทางของการรับออกซิเจนโดยการหายใจ การหายใจเป็นการนำน้ำและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากเซลล์เข้าสู่หลอดเลือดและเลือดจะทำหน้าที่ลำเลียงไปยังปอด จากนั้นปอดจะทำหน้าที่กรองลิ่มเลือดเล็ก ๆ ที่ตกตะกอนออกจากเส้นเลือดดำ การทำให้ปอดแข็งแรงนั้นต้องหมั่นออกกำลังกาย เพื่อให้ปอดขยันทำงาน และช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับการออกกำลังกายเพื่อให้ปอดแข็งแรงคือช่วงเช้า เวลาประมาณ 5.00 น และช่วงบ่ายประมาณ 15.00 – 17.00   น.

การดูแลร่างกายจากภายในไม่ใช่เรื่องยากเลยค่ะ เพียงรู้จักช่วงเวลาในการทำงานของส่วนต่างๆ เพื่อบริหารการทำงานของระบบอวัยวะภายในให้มีประสิทธิภาพสูงสุดก็จะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงและห่างไกลโรคแล้วล่ะค่ะ

หน้าหนาวกับแสงแดดแรงๆ .. มาเลือกครีมกันแดดกันซักหน่อย

sunblock
หน้าหนาวมาแล้วค่ะ ลมเย็นๆ เริ่มผ่านมาทักทายกันยาวๆ แล้ว น่าจะถูกใจหลายๆ คนที่รอคอยกันมาทั้งปีเลยทีเดียว แต่หน้าหนาว สิ่งที่ตามมานอกจากผิวแห้งๆ แล้ว คงหนีไม่พ้นแดดแรงๆ ที่พร้อมจะทำร้ายผิวสวยๆ กันได้ตลอดเวลาเลยล่ะค่ะ
แดดแรงๆ ในช่วงหน้าหนาว สาวๆ อย่าลืมหาตัวช่วยไว้บ้างนะคะ ไม่ว่าจะเป็นแว่นกันแดด หมวก ร่ม พกกันให้ครบทีเดียว แต่ที่ห้ามลืมเด็ดขาดเลยคือการทาครีมกันแดดเป็นประจำค่ะ

สาวๆ คงมีครีมกันแดดที่ใช้ประจำกันอยู่แล้ว แต่ครีมกันแดดก็มีคอลเลคชั่นใหม่ๆออกมาเรื่อยๆ แล้วทีนี้จะเลือกกันยังไงดี…
วันนี้เรามีคำแนะนำดีๆ มาฝากกันค่ะ

ก่อนอื่น ลองเชคสภาพผิวตัวเองก่อนสักนิดว่ามีลักษณะผิวแบบไหน และมีแอคทิวิตี้อย่างไรกันบ้าง

สำหรับสาวๆ ที่ผิวแข็งแรง ชอบกิจกรรมกลางแจ้ง ครีมกันแดดที่เหมาะควรเป็นชนิดครีมค่ะ เพราะเนื้อครีมจะเกาะผิวได้ดี ติดแน่น เวลามีกิจกรรมที่เหงื่อออกมากๆ ครีมก็ยังช่วยปกป้องดูแลผิวเราได้ดีอยู่

สำหรับสาวๆ ผิวบอบบาง เป็นสิวง่าย โดยเฉพาะสิวอุดตันควรเลือกครีมกันแดดชนิดเจล ชนิดน้ำ ที่บางเบากว่าเนื้อครีม แต่สำหรับชนิดนี้สาวๆ ต้องทาซ้ำบ่อยสักนิดเพราะจะได้ปกป้องผิวจากแดดได้ตลอดวันค่ะ

สำหรับหน้าหนาวอากาศแห้ง ที่มากับแสงแดดแรงๆ อาจจะเลือกใช้ครีมแบบเนื้อออยล์ ที่มีน้ำมันผสมเยอะหน่อย เผื่อเพิ่มตวามชุ่มชื้นให้ผิว แต่หลายๆ คนอาจจะไม่ค่อยชอบ เพราะอาจจะทำให้รู้สึกเหอะหนะไม่สบายผิว แถมจะนำสิวมาด้วยนี่สิคะ

เลือกเนื้อครัมที่เหมาะกับผิวได้แล้วก็อย่าเพิ่งประมาทนะคะ เพราะสาวๆ อาจจะนึกว่า เลือกครีมที่มี SPF 50 แล้วจะปกป้องผิวอยู่ได้ทั้งวัน แต่จริงๆ แล้ว ค่า SPF 50 นั้นจะปกป้องผิวได้ประมาณ 500 นาที หรือ 8 ชั่วโมงเท่านั้นค่ะ

อีกเรื่องที่สาวๆ ต้องให้ความสำคัญก็คือ วิธีการทาครีมกันแดดค่ะ ปริมาณที่เหมาะสมคือเหรียญ 50 สตางค์ แต้ม 5 จุด คือ หน้าผาก แก้มซ้ายแก้มขวา จมูก คาง แล้วเกลี่ยให้เสมอกัน อย่าทาบางๆ นะคะ เพราะครีมจะไม่ช่วยปกป้องผิวได้จริง ทาก่อนออกจากบ้านสัก 20 นาทีด้วยค่ะ

การป้องกันผิวสู้แดดร้อนอย่างบ้านเราทำไม่อยากเลยนะคะ แต่ถ้าละเลยแล้วผิวเหี่ยวย่น หน้าเลยอายุไปนี่กลับมาแก้ยากกว่าการป้องกันเยอะเลย ดูแลผิวสวยๆ ของเราให้สดใสแข็งแรงย่อมดีที่สุดค่ะ

โรคอ้วนที่มาจากความเครียด

เครียด.jpg
หลายๆ คน คงจะเคยได้ยินกันมาบ้าง ว่าความเครียดเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของความอ้วน

เรื่องนี้จะจริงหรือไม่ และ มีเหตุผลอย่างไร วันนี้ มาไขข้อข้องใจกันดีกว่าค่ะ

ในการใช้ชีวิตประจำวัน เราต่างก็ต้องพบเจอกับความเครียดกันเป็นเรื่องปกติ ไม่ว่าจะเป็นความเครียดจากการทำงาน ความเครียดจากการเดินทางในการจราจรที่แน่นขนัดของเมืองหลวง หรือแม้แต่ความเครียดที่เรารับมาจากผู้คนรอบๆ ตัว ความเครียด ทั้งที่เรารู้ตัว และไม่รู้ตัวนี่ล่ะค่ะ เป็นสาเหตุหนึ่งของความอ้วนของเราเลยทีเดียว

เพราะในขณะที่เราสะสมความเครียดเอาไว้ สมองของเรา ก็จะสั่งการไปยังต่อมหมวกไต (Adrenal Gland)  ให้หลั่งฮอร์โมน คอร์ติโซล (Cortisol) ออกมา ฮอร์โมนชนิดนี้ อันที่จริงแล้วมีความจำเป็นต่อร่างกายของเราค่ะ คือจะเป็นฮอร์โมนที่ร่างกายสร้างขึ้นมากในช่วงเช้า เพื่อกระตุ้นการทำงานของร่างกาย เช่น ให้หัวใจทำงานมากขึ้นเพื่อส่งเลือดไปเลี้ยงสมอง หรือเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือด เพื่อให้ร่างกายพร้อมสำหรับการรับมือกับกิจกรรมของแต่ละวัน โดยหลังจากที่ร่างกายมีความพร้อมแล้ว ร่างกายก็จะผลิตฮอร์โมนตัวนี้ลดลงไปเรื่อยๆ ในระหว่างวัน

อย่างไรก็ตาม ฮอร์โมนชนิดนี้ ยังมีผลในอีกด้านหนึ่งด้วย โดยเฉพาะเมื่อร่างกายได้สร้างขึ้นมาในปริมาณที่มากจนเกินไป คือ จะเป็นตัวกระตุ้นให้ร่างกายมีความอยากอาหารมากขึ้น รวมถึงส่งผลให้เซลล์ไขมันในช่องท้องสร้างไขมันสะสมมากขึ้น เพื่อเป็นพลังงานสำรอง การสะสมพลังงานนี้ เป็นกลไกทางสมองที่ทำงานโดยอัตโนมัติ เพื่อเตรียมพลังงานไว้ชดเชยกับพลังงานที่สูญเสียไปกับกิจกรรมของวัน และกับความเครียด ร่างกายจึงต้องเตรียมสะสมพลังงานไว้ล่วงหน้า และนี่ล่ะค่ะ เหตุผลหลักๆ ของความอ้วน ที่เกิดจากความเครียด ซึ่งก็คือ ความอยากอาหารที่เพิ่มขึ้น และการสะสมของไขมันที่มากกว่าปกติ

ฮอร์โมนคอร์ติโซล ยังหลั่งออกมามากขึ้นในผู้ที่อดนอนอีกด้วยค่ะ เพราะการอดนอน ทั้งการนอนผิดเวลา หรือนอนน้อยกว่า 6-8 ชั่วโมงต่อวัน นั้น จะส่งผลร่างกายเกิดความเครียดสะสม ทำให้ร่างกายต้องสร้างฮอร์โมนชนิดนี้เพิ่มขึ้น เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่เรามักจะได้ยินว่าการอดนอนมีผลให้เกิดโรคอ้วน ก็เพราะการสร้างฮอร์โมนคอร์ติโซลนี่ล่ะ สำคัญไปกว่านั้น ปริมาณของฮอร์โมนคอร์ติโซลในกระแสเลือดที่มากเกินไป ยังจะส่งผลกระทบต่อการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกาย และอาจส่งผลต่อการเกิดโรคต่างๆ อีกมากมายเลยค่ะ ทั้งโรคหัวใจ ความดัน โรคกระเพาะ รวมถึงมะเร็งบางชนิดอีกด้วย
เอาล่ะค่ะ รู้กันอย่างนี้แล้ว คงพอเห็นถึงความสำคัญ ของการระมัดระวังในการดำเนินชีวิต เพื่อรักษาสมดุลของร่างกาย รวมถึงการผลิตฮอร์โมนชนิดต่างๆ กันแล้ว มาวางแผนการดูแลสุขภาพกันซักหน่อยดีกว่าค่ะ ให้ร่างกายได้พักผ่อนอย่างเหมาะสม นอนหลับให้เพียงพอ พยายามลดภาวะเครียด อาจจะด้วยการผ่อนคลาย หาเวลาพักผ่อนบ้าง ฟังเพลง ฝึกสมาธิ เล่นกีฬา หรือหากิจกรรมยามว่างที่ช่วยให้จิตใจได้พักบ้าง รวมทั้งเว้นช่วงให้สมองได้พักในระหว่างวัน อย่าเคร่งเครียดกับงานเป็นช่วงเวลานานๆ เพราะความเครียด ไม่ได้มีผลเพียงแค่จิตใจ แต่ยังส่งผลทั้งต่อความอ้วน และโรคภัยอีกมากมายที่อาจตามมาค่ะ…

ส่งท้ายบทความวันนี้  ขอให้ทุกท่านมีสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรงทั้งกายและ ใจ นะคะ

รู้จักกับวิตามิน

vit.jpg
เราคงคุ้นเคยกับคำว่า วิตามิน กันมาพอสมควร ว่าแต่ว่า วิตามินคืออะไร มีความสำคัญต่อร่างกายเราอย่างไร มีกี่ประเภท วันนี้มาดูกันค่ะ

วิตามิน เป็นสารอินทรีย์ประเภทหนึ่ง ที่มีความจำเป็นต่อร่างกายของเราในการสร้างพลังงานในเซลล์ และเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับร่างกายเราค่ะ วิตามิน ไม่ใช่อาหาร และไม่มีแคลอรี่ ไม่สามารถให้พลังงานโดยตรงกับร่างกายของเรา ทั้งยังไม่สามารถทดแทนอาหารได้ ทว่าเราก็ยังคงจำเป็นต้องได้รับวิตามินในปริมาณที่เพียงพอในแต่ละวัน เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง และช่วยในการเปลี่ยนอาหารให้เป็นพลังงาน

วิตามิน ที่จำเป็นต่อร่างกายของเรา มีทั้งหมด 13 ชนิด แบ่งออกเป็นกลุ่มที่สามารถละลายได้ในน้ำมัน หรือในไขมัน ได้แก่ วิตามินเอ วิตามินอี วิตามินดี และ วิตามินเค ซึ่งวิตามินเหล่านี้ ร่างกายสามารถเก็บสะสมไว้ในกล้ามเนื้อได้ จึงอาจจะไม่จำเป็นต้องทานวิตามินประเภทนี้ทุกวัน ในขณะเดียวกัน การได้รับวิตามินประเภทนี้มากเกินไป ก็อาจทำให้เกิดการสะสมมากจนเกิดเป็นพิษจากวิตามินได้เช่นกัน
วิตามินอีกกลุ่มหนึ่ง คือวิตามินที่ละลายได้ในน้ำ ได้แก่ วิตามินซี และ วิตามินบี เป็นต้น และเนื่องจากวิตามินประเภทนี้สามารถละลายได้ในน้ำ เมื่อมีปริมาณวิตามินที่เกินความจำเป็นของร่างกาย จึงสามารถถูกขับออกทางปัสสาวะได้ โดยไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพค่ะ

เมื่อเอ่ยถึงวิตามิน ก็ต้องเอ่ยถึงอนุมูลอิสระ  ซึ่งเป็นสารที่เกิดจากปฏิกิริยาออกซิเดชั่น ที่เกิดขึ้นในร่างกายเราตลอดเวลา ซึ่งอนุมูลอิสระเหล่านี้ จะสะสมอยู่ภายในเซลล์ และอวัยวะส่วนต่างๆ และทำลายเซลล์ จนเป็นสาเหตุของความเสื่อมของเซลล์ในที่สุด
วิตามินหลายๆ ชนิด มีส่วนในการต้านอนุมูลอิสระเหล่านี้ ช่วยปกป้องเนื้อเยื่อที่แข็งแรงของร่างกาย เสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและหลอดเลือด ทั้งยังช่วยในการชะลอการเสื่อมของผิวพรรณอีกด้วย จากงานวิจัย ทำให้พบว่า วิตามิน ที่ให้ผลต้านอนุมูลอิสระอย่างชัดเจนได้แก่ วิตามินเอ วิตามินอี วิตามินซี และแร่ซีเลเนี่ยม

การรับประทานวิตามินเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดควรทานพร้อมหรือหลังอาหาร เนื่องจากวิตามินหลายชนิดจะดูดซึมได้ดีเมื่อรับประทานพร้อมอาหาร เช่น วิตามินเอ และเบตาแคโรทีน จะถูกดูดซึมได้ดีเมื่อรับประทานพร้อมไขมัน สังกะสีจะถูกดูดซึมได้ดีเมื่อทานร่วมกับอาหารประเภทโปรตีนเป็นต้น อย่างไรก็ตาม อาหารหรือเครื่องดื่มบางชนิด ก็อาจยับยั้งการดูดซึมวิตามินได้ เช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทำให้การดูดซึมโฟเลต และไบโอตินลดลง

ทั้งนี้ การรับประทานวิตามินในแต่ละวันนั้น ควรจะอยู่ในปริมาณที่แนะนำต่อวัน (Amount per Daily Dose) ถ้าหากลืมทานวิตามินมื้อใด ก็อาจทานพร้อมกับวิตามินมื้อถัดไปได้ แต่ถ้าลืมข้ามวันไปแล้ว ให้รับประทานตามปกติ ไม่ต้องทานวิตามินของมื้อที่แล้วควบคู่ไปด้วย เพราะการได้รับวิตามินเกินขนาดอาจก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพได้ ถึงแม้ว่าจะไม่มากเท่ากับการรับประทานยาเกินขนาดก็ตาม ทั้งนี้ การรับประทานวิตามินอย่างปลอดภัยและเกิดประโยชน์สูงสุด ควรอยู่ภายใต้การดูแลของบุคลากรทางการแพทย์

เนื่องจากวิตามินส่วนมาก มักสลายตัวได้ง่ายเมื่อสัมผัสกับความร้อน ความชื้น และ ออกซิเจนในอากาศ ดังนั้น ควรเก็บรักษาวิตามินไว้ในที่แห้ง และเย็น เช่น ช่องเย็นธรรมดา ห้ามแช่แข็ง แต่ก็สามารถเก็บในอุณหภูมิห้องปกติได้ด้วย อย่างไรก็ดี ควรหลีกเลี่ยงการเก็บไว้ในที่ร้อนจัด หรือมีความชื้นสูง เช่น ในห้องน้ำ รถยนต์ เป็นต้น ถ้าจำเป็นต้องเดินทางก็อาจนำติดตัวไปเฉพาะจำนวนที่พอใช้ เพื่อให้วิตามินยังคงประสิทธิภาพที่ดีค่ะ

OMEGA-3, EPA และ DHA

o3.png
เคยมีใครสงสัยหรือเปล่าคะ ว่า Omega 3 คืออะไร มีประโยชน์อย่างไร จำเป็นต่อร่างกายแค่ไหน และเราจะได้ Omega 3 จากอาหารประเภทใดบ้าง ก็ในบรรดาสารอาหารที่มีเราเห็นผ่านโฆษณาในสื่อต่างๆ คงไม่มีสารอาหารชนิดใด ที่เราคุ้นเคย และเห็นผ่านตาบ่อยเท่ากับสารอาหารประเภท Omega 3 แล้วล่ะค่ะ
วันนี้ มาดูกันค่ะ ว่าอะไรคือ Omega 3

Omega 3 อยู่ในกลุ่มสารอาหารประเภท กรดไขมันชนิดไม่อิ่มตัว (polyunsaturated fat) ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญของร่างกาย เป็นส่วนประกอบที่ช่วยให้เนื้อเยื่อของเซลล์มีการเจริญเติบโต ทั้งยังช่วยให้ระบบต่างๆ ภายในร่างกายทำงานอย่างเป็นปกติอีกด้วย
แม้ร่างกายของเราจะไม่สามารถสังเคราะห์ Omega 3 ขึ้นมาได้เอง แต่ร่างกายสามารถรับสารอาหารที่มี Omega 3 ได้จากอาหารในแต่ละวันที่เราทานเข้าไป และหนึ่งในประเภทของ Omega 3 ที่เราได้รับ ก็คือกรดประเภท อัลฟาไลโนเลนิก (ALA, Alpha Linolenic Acid) เรียกได้ว่าเป็นกรดตั้งต้นของกลุ่ม โอเมก้า 3 ที่ร่างกายสามารถแปลงไปเป็น กรดไอโคซาเพนทาอีโนอิก (EPA, Eicosapentaenoic Acid) และกรดโดโคซาเฮกซาอีโนอิก (DHA, Docosahexaenoic Acid) ได้ กรด EPA และ DHA สองชนิดนี้เป็นกรดประเภท Omega 3 เช่นเดียวกันกับกรด ALA ทว่ามีความซับซ้อนยิ่งขึ้น และมีความสำคัญ ให้ประโยชน์กับร่างกายในด้านต่างมากขึ้นไปอีกค่ะ

ก่อนจะไปถึง EPA และ DHA เราลองมาดูกันก่อนค่ะ ว่าเราได้ ALA มาจากไหนกันบ้าง ที่จริงแล้ว ALA มีในอาหารทั่วๆ ไปที่เราทานกันนี่ล่ะค่ะ ทั้งผักประเภทต่างๆ เนื้อสัตว์ ไข่ นม แต่การจะเปลี่ยน ALA ไปเป็น EPA และ DHA นั้น ร่างกายจำเป็นต้องได้รับสารอาหารประเภทอื่นเพื่อใช้ร่วมกันด้วย ได้แก่ วิตามิน B3 วิตามิน B6 วิตามิน C สังกะสี และ แมกนีเซียม ซึ่งทั้งหมดจำเป็นจะต้องได้รับในปริมาณที่เพียงพอ ซึ่งแปลว่า อาจจะเป็นการง่ายกว่า ที่เราจะมองหาอาหารที่มี EPA และ DHA โดยตรง เพื่อจะไม่ต้องกังวลว่าร่างกายจะสามารถสังเคราะห์กรดเหล่านี้ขึ้นมาได้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกายหรือไม่

มาถึงประโยชน์ของ Omega 3 กันบ้างค่ะ
เนื่องจาก EPA และ DHA มีโครงสร้างทางเคมีที่ซับซ้อนกว่า และให้ประโยชน์ที่มากกว่า ALA เมื่อกล่าวถึง Omega 3 เราจึงมักหมายถึง กรดสองชนิดนี้เป็นหลัก ซึ่ง ทั้งหมด มีประโยชน์ต่อร่างกายเรามากเลยค่ะ ทั้ง 1) ช่วยลดการตอบสนองของร่างกายต่ออาการอักเสบ ลดอัตราการเป็นโรคหัวใจและมะเร็ง 2) เป็นกรดไขมันที่จำเป็นต่อการสร้างผนังเซลล์ มีประโยชน์ต่อระบบประสาทและสายตา 3) โอเมก้า 3 มีอยู่จำนวนมากในสมองของเรา เป็นตัวที่ช่วยในเรื่องความจำ ความสามารถของสมอง อารมณ์ และพฤติกรรม การเรียนรู้ การคิดการจดจำ และการพัฒนาของสมองในวัยเด็ก 4) โอเมก้า 3 ช่วยรักษาอาการผิดปกติบางอย่างได้เช่น เบาหวาน โรคปวดข้อ โรคกระดูกพรุน คอเลสเตอรอลสูง ความดันโลหิตสูง โรคหืด ช่วยการทำงานของระบบฮอร์โมน ลดอาการภูมิแพ้ต่างๆ 5) โอเมก้า 3 จะช่วยในการลดการอุดตันของหลอดเลือด ซึ่งช่วยลดอาการหัวใจวายและสมองขาดเลือดได้

nutrition

เอาล่ะค่ะ ได้ทราบถึงประโยชน์ ของ Omega 3 กันแล้ว ถึงเวลา เริ่มมองหาอาหารที่ให้ Omega 3 กันบ้างแล้ว อาหารที่ให้ Omega 3 สูง อันดับต้นๆ แน่นอนค่ะ ปลาทะเลประเภทต่างๆ ซึ่งให้ EPA และ DHA กับร่างกายโดยตรงเลย นอกจากนั้นผักใบเขียวอีกหลายประเภท ถั่ว และผลิตภัณฑ์จากถั่ว ก็จะให้กรด ALA ซึ่งร่างกายสามารถแปลงไปเป็น EPA และ DHA ได้ต่อไป ลองดูจากตารางเปรียบเทียบได้เลยค่ะ

ส่วนใคร ที่กังวลว่าร่างกายจะได้รับ Omega 3 ไม่เพียงพอ อาจจะลองมองหาอาหารเสริมประเภท น้ำมันปลา เป็นทางเลือกก็ได้
ส่งท้ายก่อนจะถึงมื้อกลางวันในวันนี้ อย่าลืมมองหาอาหารที่มีประโยชน์ และเลือกอาหารที่ให้ Omega 3 กันด้วยนะคะ

Transfat ภัยร้ายใกล้ตัว

transfat.jpg
อาหารประเภทฟาสต์ฟู้ด ขนมขบเคี้ยว ทั้งแครกเกอร์ เฟรนช์ฟรายส์ โดนัท ที่อาจจะเป็นของโปรดของหลายๆ คน ล้วนเป็นอาหารที่ซ่อนไว้ด้วยอันตรายต่อสุขภาพที่เรามักจะมองข้ามกันค่ะ สาเหตุหลักที่นักวิจัยระบุเช่นนั้น ก็เพราะอาหารเหล่านี้เป็นอาหารที่มักจะมีส่วนประกอบของกรดไขมันทรานส์ (Trans Fatty Acid หรือ Trans Fat) อยู่ด้วย โดยส่วนผสมเหล่านี้จะมีชื่อบนฉลากอาหาร ระบุไว้ว่า กรดไขมันชนิดทรานส์ หรือ Hydrogenated Oil หรือ Partially Hydrogenated Oil

วันนี้ เรามาทำความรู้จักกับกรดไขมันทรานส์กันซักหน่อย ว่าเป็นอย่างไร และ ส่งผลร้ายต่อสุขภาพเราอย่างไรกันบ้าง

ไขมันทรานส์ เป็นกรดไขมันที่เกิดจากกระบวนการแปรรูปกรดไขมันไม่อิ่มตัวให้กลายเป็นกรดไขมันอิ่มตัวสูง โดยการเติมไฮโดรเจนลงไปในน้ำมันพืช ที่เรียกว่า กระบวนการไฮโดรจีเนชั่น (Hydrogenation) เช่น น้ำมันปาล์ม น้ำมันถั่วเหลือง หรือ เพื่อให้น้ำมันที่อยู่ในสถานะของเหลว เปลี่ยนไปเป็นของแข็ง หรือกึ่งแข็ง เช่น เนย เพราะจะทำให้อาหารคงความแข็งตัวที่อุณหภูมิห้อง นอกจากนี้ ไขมันทรานส์ยังมีอายุการเก็บนาน และชะลอการเหม็นหืน โดยที่เนื้อสัมผัสของอาหารไม่แห้ง อาหารประเภทอบจะสามารถลอกเป็นชั้นได้ ทนความร้อนได้สูง รสชาติดี และยังเป็นวัตถุดิบที่มีราคาถูกอีกด้วย จึงเป็นที่นิยมในอุตสาหกรรมอาหารอย่างแพร่หลาย ทั้งในอุตสาหกรรมอาหารประเภทฟาสต์ฟู้ดที่มักใช้ในการทอดไก่ เฟรนช์ฟรายส์ โดนัท หรือในอุตสาหกรรมเบเกอร์รี่ ที่พบใน ครีมเทียม และวิปปิ้งครีม เป็นต้น

การทานอาหารที่มีกรดไขมันทรานส์ในปริมาณที่มากจนเกินไป จะมีผลต่อการทำงานของเอนไซม์ Cholesterol Acyltranferase ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ทำหน้าที่สำคัญในการเมตาบอลิซึมของคอเลสเตอรอล ทำให้ระดับ LDL ซึ่งเป็นคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดีในเลือดเพิ่มขึ้น และลดระดับ HDL ซึ่งเป็นคอเลสเตอรอลชนิดดี นอกเหนือจากนั้น เนื่องจากไขมันทรานส์เป็นไขมันที่เกิดจากการแปรรูป จึงย่อยสลายได้ยากกว่าไขมันชนิดอื่น ทำให้ตับต้องทำงานหนักในการสลายไขมันทรานส์ด้วยวิธีการที่แตกต่างไปจากการย่อยสลายไขมันตัวอื่นๆ ทำให้การทานไขมันทรานส์ในปริมาณที่มากจนเกินไป นอกเหนือจากจะทำให้อ้วน และมีไขมันส่วนเกินสะสมแล้ว ยังอาจก่อให้เกิดสภาวะที่ผิดปกติกับร่างกาย คือ มีภาวะการทำงานของตับที่ผิดปกติ เพิ่มอัตราความเสี่ยงที่จะป่วยเป็นโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน และโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด โดยมีงานวิจัยที่เกี่ยวข้องยืนยันหลายชิ้นเลยทีเดียวค่ะ

ด้วยผลเสียต่อสุขภาพของผู้คนในหลายๆ ด้าน จึงเริ่มมีการเคลื่อนไหวเพื่อรณรงค์ไม่ให้มีการใช้ไขมันชนิดนี้ในอุตสาหกรรมอาหารในหลายๆ ประเทศ จนหลายประเทศเริ่มมีมาตรการ และกฎหมาย ควบคุมการใช้ไขมันทรานส์ในอุตสาหกรรมอาหารกันแล้ว แต่ในประเทศไทยเรายังไม่มีค่ะ อาจจะต้องรอกันอีกซักระยะ ก็คงต้องเริ่มที่การดูแลสุขภาพของตัวเราเองกันก่อน หลีกเลี่ยง อาหารประเภทของทอด ทั้ง ไก่ทอด เฟรนซ์ฟรายส์ นักเก็ต ซึ่งมักใช้น้ำมันทอดซ้ำๆ จนหนืด รวมทั้งแฮมเบอเกอร์ หรือขนมขบเคี้ยวที่เก็บไว้นานๆ แต่ก็ยังคงความกรอบไว้ได้ นอกจากนี้ยังรวมถึงอาหารที่มีส่วนประกอบของเนยขาว และมาร์การีน เช่น คุ้กกี้ พาย หรือขนมขบเคี้ยวชนิดแท่งอีกด้วย

นำมาฝากกันกับเรื่องดีๆ ที่ควรรู้ …. เริ่มใส่ใจดูแลสุขภาพกันตั้งวันนี้นะคะ ^^