สวยใสสมวัยได้ง่ายๆ แค่ดูแลผิวให้ถูกวิธี

beauty
ผิวสวยๆ เป็นสิ่งที่คุณสาวๆ ต่างถวิลหา ผิวเต่งตึง เนียนละเอียด ปราศจากจุดด่างดำและริ้วรอยแห่งวัยที่มากวนใจให้อารมณ์ขุ่นมัว ทว่า ด้วยอายุที่เพิ่มขึ้น การทำงานของระบบต่างๆ และฮอร์โมนในร่างกายก็เปลี่ยนไป คุณสาวๆ อย่าเพิ่งกลุ้มใจไป เพราะวันนี้คุณ คุณพิสุทธิ์ ขันธ์เครือ ผู้เชี่ยวชาญเรื่องผิวพรรณ จาก Aster Spring ได้มามอบคำแนะนำดีๆ สำหรับสาวๆ ทุกคนที่ ให้ได้สวยใส ตลอดทุกช่วงวัยกันเลยค่ะ

20s (อายุ 20 – 29 ปี) “กรี๊ด สิวขึ้น…”
นักศึกษาและน้องๆจบใหม่ไฟแรง ถึงจะเลยวัยทีนมาแล้ว แต่ผิวก็ยังคงมีการผลิตน้ำมัน (Sebum) อยู่ กับไลฟ์สไตล์ที่ต้องอดนอนอ่านหนังสือบ้าง เจอฝุ่นควันบ้าง ปัญหาสำคัญสำหรับสาวๆ ในวัยนี้คงหนีไม่พ้นเรื่อง “สิว” ค่ะ แม้ว่าผิวเราจะมีการผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิวและสร้างเซลล์ผิวใหม่อย่างสม่ำเสมอทุกๆ 28 วัน แต่พอเข้าสู่ช่งวัยยี่สิบปลายๆ วัยทำงาน ความเครียดอาจถามหา ถ้าเครียดมากริ้วรอยเล็กๆ ก็ถามหาได้ มาดูวิธีดูแลผิวสำหรับช่วงวัยในเลข 2 กันดีกว่าค่ะ

วิธีดูแลผิววัย 20 Up :
จะไปมหาวิทยาลัย หรือไปทำงาน สาวๆ วัยนี้ก็เริ่มแต่งหน้าและใช้เครื่องสำอางกันบ้างแล้ว การทำความสะอาดผิวหน้าจึงเป็นเรื่องสำคัญค่ะ ควรใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดหน้าที่มีเนื้อเป็นน้ำมันในการขจัดสิ่งสกปรก สำหรับสาวคนไหนที่เป็นสิวอักเสบบ่อยๆ ควรใช้เจลล้างหน้าที่มีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียด้วยนะคะ จะได้สะอาดแบบไร้เชื้อค่ะ
แถมให้สำหรับการถนอมรักษาผิวพรรณบริเวณรอบดวงตา ซึ่งเป็นผิวส่วนที่บอบบางที่สุดบนใบหน้า วัย 20 กว่าๆ ก็ต้องดูแลผิวรอบดวงตากันแล้วนะคะ ลองหาครีมทารอบดวงตาแบบที่มีเนื้อซิลิโคนเพื่อเคลือบผิวไว้เป็นเกราะป้องกันริ้วรอยไว้ตั้งแต่เนินๆ เลยค่ะ
ความชุ่มชื้นเป็นหัวใจสำคัญในการที่จะทำให้ผิวเต่งตึง แม้ว่าผิวในวัย 20 กว่าๆ จะผลิตน้ำมันออกมามาก แต่การทามอยส์เจอไรเซอร์เพื่อให้ผิวชุ่มชื้นก็เป็นสิ่งสำคัญ และทุกครั้งที่ออกจากบ้าน สิ่งที่ผิวเราต้องเจอก็คือรังสียูวี แนะนำให้เลือกใช้ผลิตภัณฑ์กันแดดที่มีค่า SPF 15 เป็นอย่างน้อยทุกวัน เพื่อปกป้องผิวจากแสงแดด ทั้งยังช่วยป้องกันการเกิดฝ้า และจุดด่างดำ

30s (อายุ 30 – 39 ปี) “อ๊ายยยย ตีนกามาได้ไงเนี่ย… ยอมไม่ได้”
ขึ้นเลข 3 แล้ว สาวๆ อาจจะตกใจถึงช่วงเวลาที่ผ่านไปอย่างรวดเร็วแบบน่าใจหาย ผิวในช่วงวัยนี้จะเริ่มผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิวช้าลง จึงต้องมีตัวช่วยในการเร่งสร้างเซลล์ผิวใหม่ด้วยการขจัดเซลล์ผิวเก่าที่เสื่อมสภาพ และป้องกันริ้วรอยที่เริ่มมาเยือนจากความเครียดในหน้าที่การงาน และความรับผิดชอบที่มากขึ้น ยิ่งถ้าโดนแดด ฝ้าและจุดด่างดำก็มักจะออกมาแสดงตัวได้ง่ายๆ บางครั้ง เครียดหนัก หรือนอนน้อย “สิว” ก็ยังจะถามหาได้อีก แต่ดูแลผิวสำหรับวัยนี้ไม่ยากค่ะ มาดูกันเลย

วิธีดูแลผิววัย 30 Up
อย่างแรกคือเรื่องความสะอาด สาวๆ ควรเลือกผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่เป็นเนื้อครีมนะคะ เพราะผิววัยนี้ผลิตน้ำมันได้น้อยลงแล้ว และจากการผลัดผิวที่ช้าลง จะทำให้สาวๆ ต้องเร่งการผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิวและเพิ่มความกระจ่างใส ด้วยการสครับเป็นประจำ อย่างน้อย 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ เพื่อขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว และกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่
วัยนี้การใช้ Toner เริ่มเป็นสิ่งจำเป็น เพราะโทนเนอร์จะช่วยปรับสภาพผิวให้ความชุ่มชื้น รวมทั้งมีวิตามินที่ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ และ เมื่อริ้วรอยเริ่มถามหา ก็ต้องรีบสยบทุกปัญหารอบดวงตาด้วยวิตามินจำพวกมัลติวิตามิน ที่มีคุณสมบัติ ดูแลครอบคลุมทั้งริ้วรอยและความหมองคล้ำรอบดวงตา และทุกครั้งก่อนออกจากบ้าน อย่าลืมทาครีมกันแดด ที่มีค่า SPF 30 เป็นประจำทุกวันด้วยค่ะ

40s (อายุ 40 – 49 ปี) “สวยๆ เริ่ดๆ ในแบบที่ฉันป็นฉันเอง”
ก้าวเข้าสู่วัยเลข 4 แล้ว สาวๆ ทำความรู้จักกับผิวของตัวเองมานานพอดู แต่สิ่งที่ไม่รู้และกำลังเปลี่ยนแปลงอยู่ภายใน นั่นคือเรื่อง “ฮอร์โมน” การผลิตฮอร์โมนที่น้อยลงจะทำให้ผิวแห้ง ขาดความยืดหยุ่น และแพ้ง่าย บางครั้งผิวอาจเกิดผื่นแดงจากการแพ้ เป็นเพราะร่างกายผลิตคอลลาเจนน้อยลง ริ้วรอยเริ่มลึก มีจุดด่างดำ ทั้งสีผิวที่ไม่สม่ำเสมอก็เริ่มปรากฎชัดเจนขึ้น จากการผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิวที่ช้าลง

วิธีดูแลผิววัย 40 Up
ตื่นเช้ามา เริ่มต้นด้วยการล้างหน้า เลือกผลิตภัณฑ์ที่ช่วยทำความสะอาดและขจัดเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพนะคะ สำหรับตอนเย็น ก็ทำความสะอาดผิวด้วยผลิตภัณฑ์ที่เป็นเนื้อครีม เพื่อให้ผิวชุ่มชื้นค่ะ ลบเลือนริ้วรอย ขจัดความแห้งกร้าน และอาการแพ้ไวของผิว ด้วยครีมบำรุงผิวเนื้อครีมข้น และใช้ผลิตภัณฑ์กันแดด SPF 30 หรือมากกว่า เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของโปรตีน เปปไทด์ เพื่อกระตุ้นการเสริมสร้างคอลลาเจน และเลือกผลิตภัณฑ์บำรุงผิวรอบดวงตา ที่ช่วยขจัดและลดเลือนริ้วรอย รอยบวม ขอบตาคล้ำดำ และควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยลดเลือนริ้วรอยควบคู่ไปกับการทำทรีตเมนท์ด้วยค่ะ

50s (อายุ 50 – 59 ปี) “งามสมวัย”

ช่วงอายุนี้ผิวจะแห้งลงอย่างเห็นได้ชัด ทิ้งร่องรอยของวัยไว้หลายจุด ขนาดของรูขุมขนจะขยายจนเห็นได้ และจุดด่างดำก็เกิดขึ้นได้ง่ายอีกด้วย ยิ่ไปกว่านั้น การเข้าสู่ช่วงภาวะหมดประจำเดือน การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนจะยิ่งทำให้ผิวแห้งและแพ้ได้ง่ายยิ่งขึ้นไปอีก

วีธีดูแลผิวของสาว 50 Up
เริ่มต้นด้วยการเติมน้ำมันให้แก่ผิวอย่างสม่ำเสมอด้วยผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่มีเนื้อครีม และเติมความชุ่มชื้นด้วยครีมบำรุงผิวในคราวเดียวกัน เลือกบำรุงผิวด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีเนื้อครีมข้น และมีส่วนผสมของ วิตามินอี เพื่อปกป้องผิวและเพิ่มความนุ่มเนียน มีโพลีเปปไทด์เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และมีเรตินอลเพื่อช่วยลบริ้วรอยแห่งวัย นอกจากนั้นควรทำทรีตเมนต์ กระตุ้นการขจัดเซลล์ผิวเก่า และเร่งการสร้างเซลล์ผิวใหม่ เป็นการช่วยบำรุงผิวพรรณ และลดริ้วรอยที่เกิดขึ้นตามวัยให้ผิวแลดูเปล่งปลั่งสดใส

แต่ละช่วงวัยมีความสวยในแบบเฉพาะของตนเอง ค้นหาให้เจอ เพื่อเปล่งประกายความงามจากภายในออกมาอวดกันนะคะ

Advertisements

ดอกไม้สวยๆ กับประโยชน์จากกลิ่นหอมๆ

a59143_0eb20b7721584bba8e5251ef0f32f208-mv2_d_3888_2592_s_4_2.jpg
วันนี้ นำมาฝากกันกับเรื่องหอมๆ และคุณสมบัติดีๆ ของดอกไม้แต่ละประเภท
ลองมาดูกันดีกว่าค่ะ ว่าดอกไม้หอมๆ รอบๆ ตัวเรา แต่ละชนิด มีดีอะไรบ้าง

Rose กลิ่นดอกกุหลาบ
ดอกไม้เจ้าเสน่ห์ แค่เห็นดอกกุหลาบช่อโตก็ช่วยให้รู้สึกดีแล้วล่ะค่ะ มีการให้ความหมายกับดอกกุหลาบว่าเป็นดอกไม้แห่งความรัก คู่รักอินเลิฟทั้งหลายจึงนิยมมอบดอกกุหลาบให้แก่กัน ซึ่งก็เหมาะกับคุณสมบัติของกุหลาบมากๆ ค่ะ เพราะกลิ่นของดอกกุหลาบจะช่วยให้ผ่อนคลาย ลดความตรึงเครียดทั้งหลาย อีกทั้งกลิ่นหอมๆ ยังช่วยให้ระบบไหลเวียนโลหิตดีขึ้น เมื่อระบบไหลเวียนโลหิตดี การสูบฉีดเลือดก็ดีขึ้น ผิวพรรณก็จะเปล่งปรั่ง เส้นเลือดแข็งแรงขึ้นด้วย อย่างไรก็ตาม กลิ่นของดอกกุหลาบอาจไม่เหมาะกับผู้ที่อยู่ในช่วงตั้งครรภ์เท่าไหร่นัก เพราะกลิ่นกุหลาบนั้นมีฤทธิ์อ่อนๆ ในการขับประจำเดือนด้วยค่ะ

Jasmine กลิ่นดอกมะลิ
ดอกไม้สีขาวดอกเล็กๆ นี้มีชื่อเสียงขจรขจายไปไกลถึงต่างแดน ด้วยความขึ้นชื่อของ จัสมินไรซ์ หรือข้าวหอมมะลิ ซึ่งกลิ่นหอมของดอกมะลินั้นช่วยดูแลสุขภาพของเราได้อีกด้วย กลิ่นของดอกมะลิจะช่วยให้เรารู้สึกสดชื่น แจ่มใส กระปรี้กระเปร่า และช่วยบำรุงไปถึงหัวใจเลยค่ะ ลองคิดถึงกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกมะลิยามเช้ากันดูค่ะว่าสดชื่นขนาดไหน นอกจากนั้นกลิ่นมะลิยังเหมาะกับคุณแม่ที่ให้นมลูกด้วยนะคะ เพราะนอกจากจะช่วยลดอาการซึมเศร้าแล้ว ยังช่วยกระตุ้นน้ำนมอีกด้วย

Lavender กลิ่นลาเวนเดอร์
ดอกไม้ดอกเล็กๆ สีม่วงอ่อนๆ นี้เป็นที่นิยมใช้กันมากในสปา หรือการนวดด้วยน้ำมันหอมระเหย ด้วยคุณสมบัติของกลิ่นลาเวนเดอร์ที่ช่วยในเรื่องการผ่อนคลาย สร้างสมดุลให้ร่างกาย เมื่อเกิดอาการเครียดหรือนอนไม่หลับกลิ่นลาเวนเดอร์จะช่วยให้หลับได้ง่าย และหลับได้สนิทมากยิ่งขึ้น นอกจากนั้นลาเวนเดอร์ยังช่วยลดอาการปวดศีรษะ และช่วยลดความดันโลหิต อีกทั้งสำหรับคนที่มีอาการแพ้อากาศบ่อยๆ อาจจะลองหากลิ่นลาเวนเดอร์มาไว้ในห้องก็ได้นะคะ เพราะกลิ่นนี้จะช่วยป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ ลดปัญหาการแพ้อากาศ รวมทั้งอาการของหวัดได้ด้วยค่ะ

Peppermint กลิ่นเปปเปอร์มินท์
อีกซักนิดกับกลิ่นเปปเปอร์มินท์ ซึ่งแม้จะไม่ใช่กลิ่นของดอกไม้ แต่ด้วยคุณสมบัติพิเศษจึงเหมาะกับคุณสาวๆ มากๆ โดยเฉพาะสำหรับเรื่องผิวพรรณค่ะ กลิ่นเปปเปอร์มินท์จะช่วยในเรื่องการสูบฉีดเลือด สมองตื่นตัว ช่วยกระตุ้นระบบไหลเวียนของเลือด เมื่อเลือดไหลเวียนดีผิวของคุณสาวๆ ก็จะเปล่งปรั่งสดใส นอกจากนั้นกลิ่นเปปเปอร์มินท์ยังช่วยลดอาการปวดกล้ามเนื้อและปวดตามข้อต่างๆ อีกทั้งสำหรับคนที่ปวดฟันอาจหันมาสนใจกลิ่นเปปเปอร์มินท์บ้างได้นะคะ กลิ่นนี้ช่วยลดอาการปวดฟัน และอาการปวดจากรากฟันอักเสบได้ด้วยล่ะค่ะ

กลิ่นจากธรรมชาติมีประโยชน์มากกว่าที่คิดนะคะ ลองนำมาใช้ดูรับรองว่าช่วยได้ทั้งกับสุขภาพกาย และกับสุขภาพใจเลยทีเดียวล่ะค่ะ

เติมความชุ่มชื้นให้กับผิว

face.jpg
ก่อนจะไปถึงเรื่องของการล้างหน้าให้ถูกวิธี วันนี้ มาทำความเข้าใจกันซักหน่อย กับเรื่องของการเติมความชุ่มชื้นให้กับผิว เพราะผิวสวยใสอ่อนกว่าวัย เป็นสิ่งที่สาวๆ ทุกคนต่างก็ถวิลหา
เราคงจะเคยได้ยินมา ว่าถ้าอยากผิวสวยต้องดื่มน้ำเยอะๆ … แล้วน้ำ กับผิวมีความสัมพันธ์กันอย่างไร ทำไมใครๆ ถึงได้ชวนให้ดื่มน้ำกันจัง …
แท้ที่จริงแล้ว การเติมน้ำกลับเข้าสู่ผิวไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่ทำได้ด้วยการดื่มน้ำเท่านั้นค่ะ

ทีมนักวิทยาศาสตร์ในต่างประเทศนำโดย “ดร. Murad” ได้ทำการศึกษาค้นคว้า รวมทั้งทำการพิสูจน์แล้ว ว่ากุญแจสำคัญของการมีสุขภาพผิว และระบบของร่างกายที่ดีนั้น อยู่ที่ความสามารถของเซลล์ในการเก็บน้ำค่ะ จากการค้นพบของดร. Murad นี้เอง ทำให้เกิดการทดลอง และวิจัยต่อเนื่อง จนพบว่า ถ้าเราสร้างเซลล์ให้แข็งแรง เราก็สามารถต่อสู้กับโรค และฟื้นฟูปัญหาของริ้วรอยได้ สุขภาพผิวที่ดีก็เป็นเหมือนกระจกที่สะท้อนสุขภาพของร่างกายที่ดีด้วยในเวลาเดียวกัน
การมองไปที่ผลกระทบของการสูญเสียน้ำในเซลล์นั้น ทำให้เราเห็นว่าการส่งเสริม และปกป้องเซลล์เป็นพื้นฐานของการดูแลระบบทั้งหมดของร่างกาย ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่เราสามารถทำได้เพื่อยืดอายุผิว และกำจัดปัญหาต่างๆบนผิวหน้า

ผิวที่มีสุขภาพดี เป็นผิวที่มีความสมบูรณ์ และเต็มไปด้วยน้ำ เมื่อไหร่ก็ตามที่ผิวของเราสูญเสียความสมบูรณ์ ซึ่งเกิดขึ้นจากอายุที่เพิ่มมากขึ้น มลภาวะจากสิ่งแวดล้อม อนุมูลอิสระ การอักเสบ หรือเชื้อจุลินทรีย์ ก็จะส่งผลให้ผนังเซลล์เปิด อยู่ในภาวะอ่อนแอ ทำให้เรามองเห็น และรู้สึกได้ถึงความร่วงโรยบนผิวและร่างกาย ซึ่งก็คือความร่วงโรยที่มาพร้อมวัย หรือ โรคภัยไข้เจ็บต่างๆ

ปัญหาเกี่ยวกับผิวพรรณ หรือ ริ้วรอย ส่วนใหญ่มีผลเนื่องมาจากการสูญเสียน้ำในเซลล์ เหมือนองุ่นที่เหี่ยวแห้งกลายเป็นลูกเกด หรือต้นไม้ที่ไม่ได้รับการรดน้ำที่จะเหี่ยวแห้ง และเฉาไปในที่สุด การคืนน้ำสู่เซลล์ผิวของ ดร.มิวราด จึงเป็นกุญแจสำคัญในการรับมือกับริ้วรอย และความหย่อนคล้อย ทั้งยังช่วยให้เราย้อนเวลาให้ดูอ่อนเยาว์ขึ้นได้ค่ะ

“ศาสตร์แห่งน้ำในเซลล์” เป็นผลจากการศึกษา และคิดค้นเป็นศาสตร์แขนงใหม่ เป็นวิธีการการปกป้องเซลล์จากการถูกทำลาย และเป็นวิธีที่จะช่วยให้ร่างกายสร้างเซลล์ใหม่ที่แข็งแรง ทนทานต่อการถูกทำร้ายได้มากขึ้น มีหัวใจหลัก 3 ประการคือ

1. น้ำ – เน้นในส่วนของการให้ผิวดูดซับน้ำไว้ได้ ให้ผิวมีความพร้อมในการเสริมสร้าง และซ่อมแซมตนเอง เป็นเหมือนปราการปกป้องผิว และ ช่วยสร้างเยื่อหุ้มเซลล์ให้แข็งแรงด้วยการนำส่วนผสมที่ให้น้ำเพื่อลดปัญหาที่จะเกิดกับผิว
2. ต้านการอักเสบ – เป็นเรื่องของยับยั้งการทำลายผนังรอบเซลล์ในผิวชั้นบน ที่มักจะถูกรบกวนจากอนุมูลอิสระ และตัวทำลายอื่น ๆ ลดการอักเสบภายในเซลล์ และนอกเซลล์เพื่อลดการตายของเซลล์
3. สารต้านอนุมูลอิสระ – เป็นการปกป้องเซลล์ผิวจากการรุกรานของอนุมูลอิสระ และชะลอการก่อตัวของอนุมูลอิสระ ทำให้การหมุนเวียนภายในร่างกายเป็นปกติ และกำจัดอนุมูลอิสระเพื่อลดความเสียหายของเซลล์

ทั้งนี้ เพื่อให้สุขภาพผิวดีขึ้นในทุกๆ ทาง จึงมีการคิดค้นแนวทางการปฏิวัติการดูแลสุขภาพที่เรียกว่า Inclusive Health ซึ่งก็คือการดูแลสุขภาพผิวแบบองค์รวม 3 ประการ เพื่อช่วยส่งเสริม และปกป้องสุขภาพของเซลล์ในลักษณะที่แตกต่างกัน และสร้างสิ่งที่สามารถดูแลระบบของร่างกายได้อย่างครอบคลุมในสามส่วน คือ

1 Look Better คือการดูแลปัญหาภายนอก ใช้ผลิตภัณฑ์ ซึ่งให้ความสำคัญกับการเติมน้ำให้ถึงระดับเซลล์ผิว ซึ่งจะช่วยให้ผิวมีสุขภาพที่ดี
2 Live Better คือ การดูแลปัญหาภายใน โดยการให้ความสำคัญกับอาหาร และโภชนาการ เนื่องจากร่างกายของคนเรามีน้ำเป็นองค์ประกอบมาถึง 72 % ซึ่งน้ำที่ร่างกายสามารถดูดซึมและนำไปใช้ประโยชน์ได้ดีที่สุดจะมาจากผัก และผลไม้ อีกทั้งยังมิใช่เพียงการดื่มน้ำมากๆ ในแต่ละวันอย่างที่หลายคนเข้าใจ เพราะการดื่มน้ำมากก็จะทำให้ร่างกายขับน้ำออกเร็วเช่นกัน
3 Feel Better คือการดูแลตนเอง ดูแลเรื่องอารมณ์ โดยเฉพาะในส่วนของความเครียด และการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผิวสวยโดยตรงในเรื่องของริ้วรอยก่อนวัยอันควร

การดูแลผิวให้สวยนั้น คงไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินไปสำหรับคุณสาวๆ นะคะ แค่ดูแล และปฎิบัติให้ได้ตามหลักง่ายๆ เพียงเท่านี้ ก็เป็นเจ้าของผิวสวยอ่อนวัยกันได้แล้วล่ะค่ะ

เตรียมตัวให้พร้อม ก่อนเล่นน้ำสงกรานต์

SunBlock
อากาศร้อนๆ แดดแรงๆ ใครจะไปเล่นน้ำสงกรานต์ อย่าลืมเตรียมตัวให้พร้อมกันด้วยนะคะ ทั้งดื่มน้ำมากๆ เพื่อชดเชยการเสียน้ำจากเหงื่อ ระมัดระวังเรื่องความสะอาดของน้ำดื่ม และอาหารที่ทาน หลีกเลี่ยงการเข้าไปในสถานที่จอแจ ที่อาจจะเกิดอันตรายต่อร่างกาย และข้าวของได้ และสุดท้าย ห้ามลืมเลยค่ะ ทาครีมกันแดดก่อนออกไปเล่นน้ำสงกรานต์กันด้วย
ว่าด้วยเรื่องครีมกันแดด วันนี้ มาทำความเข้าใจกับเรื่องของครีมกันแดดกันซักหน่อยดีกว่าค่ะ

ครีมกันแดดแบ่งออกเป็นสองประเภทหลักๆ คือ Chemical Sunscreen และ Physical Sunscreen
เรามาเริ่มต้นกันที่ Chemical Sunscreen กันก่อนค่ะ
ครีมกันแดดประเภท Chemical Sunscreen ใช้คุณสมบัติในการดูดกลืนรังสี UV เพื่อปกป้องผิวจากแสงแดด ก่อนที่สารเคมีสะสลายตัวไปเอง Chemical Sunscreen มีทั้งแบบที่ละลายในน้ำมันและละลายในน้ำ ทำหน้าที่ช่วยให้สามารถซึมซาบเข้าสู่ผิวได้ทั้งในชั้นหนังกำพร้า และในชั้นหนังแท้ โดยครีมกันแดดชนิด Chemical Sunscreen ที่มีค่า SPF สูงๆจะมีสารกันแดดรวมกันหลายๆ ชนิด เพื่อให้การดูดกลืนรังสี UV ที่มีช่วงความถี่ของคลื่นต่างๆ กัน ครอบคลุมได้มากขึ้น และช่วยให้สามารถดูดกลืนรังสี UV ไว้ได้มากขึ้น กระนั้น การใช้ครีมกันแดดชนิดเคมีที่มีค่า  SPF สูง เกินความจำเป็นอาจทำให้มีการสะสมสารกันแดดไว้ในผิวมาก ทำให้ผิวเกิดอนุมูลอิสระ และเกิดความร้อนภายในผิวชั้นใน อาจทำให้ผิวเสื่อมสภาพเร็วโดยไม่จำเป็นได้ค่ะ

การเลือกใช้ครีมกันแดดที่มีสารกันแดดชนิด Chemical Sunscreen ควรปฎิบัติดังนี้ค่ะ
1.ทาครีมกันแดดก่อนออกแดดอย่างน้อย 30 นาที
2.ควรทาครีมกันแดดซ้ำ ทุก 2 ชั่วโมง
3.ควรระมัดระวังในการใช้ครีมกันแดดชนิดนี้ เนื่องจากอาจมีผลทำให้เกิดปฎิกริยา Oxidation ที่ผิว ทำให้เกิดความร้อนที่ผิวมากขึ้น และอาจทำให้เกิดอาการระคายเคือง และเสื่อมสภาพได้ง่ายขึ้น

ครีมกันแดดอีกประเภท คือ ครีมกันแดดประเภท Physical Sunscreen ที่ทำหน้าที่ปกป้องผิวโดยการสะท้อนรังสี ด้วยสารกันแดดในกลุ่มแร่ธาตุ โดยสารที่นิยมใช้ได้แก่ ไทเทเนียมไดออกไซด์ และซิงค์ออกไซด์
ความแตกต่างในคุณสมบัติของครีมกันแดดในกลุ่มนี้ อยู่ที่ขนาดของอนุภาค ความละเอียด ชนิดของผลึก ความสามารถในการกระจายตัว ความเสถียร ความสามารถในการเกาะติดผิว โดยขนาดของอนุภาคที่เหมาะสม ควรอยู่ระหว่าง 100-10 นาโนเมตร จึงจะมีประสิทธิภาพในการปกป้องทั้งยูวีเอ ยูวีบี และกระจายได้ทั่วถึงโดยไม่ทำให้เกิดสีขาววอกเวลาใช้
ครีมกันแดด ชนิด Physical Sunscreen มีข้อดีคือ ไม่ทำให้ผิวเกิดความร้อน จึงอ่อนโยนและก่อให้เกิดอาการแพ้น้อยกว่าครีมกันแดดชนิด Chemical Sunscreen เพราะแร่ธาตุที่ใช้ เป็นของแข็งที่ไม่ซึมซาบเข้าสู่ผิวชั้นลึก ทำหน้าที่เพียงสะท้องแสง UV เท่านั้น และแม้ว่าอนุภาคมีขนาดเล็กกว่า 40 นาโนเมตร ก็จะสะสมในชั้นหนังกำพร้าเท่านั้น ไม่ซึมสู่ผิวชั้นหนังแท้เหมือนครีมกันแดดชนิดเคมี
โดยขนาดอนุภาคของสารกันแดด จะมีผลในการสะท้อนรังสี ที่มีความยาวคลื่นแตกต่างกัน คือ

ขนาดอนุภาค 40 – 80 นาโนเมตร จะสะท้อนรังสีทั้ง UVB ,UVA และ V Ray ได้ดี มักใช้ในครีมกันแดดที่มีค่า SPF 15-30 เหมาะกับการใช้ในชีวิตประจำวันทั่วไปที่ออกแดดสลับกับอยู่ในร่ม การต้องโดนแสงไฟตลอดเวลา หรือการอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์นาน ๆ ทั้งยังมีคุณสมบัติในการปกป้องผิวจากริ้วรอยได้ดีอีกด้วย

ขนาดอนุภาค 10-40 นาโนเมตร จะสะท้อนรังสี UVB ได้ดีกว่า ทำให้ได้ค่า SPF ที่สูงได้ถึง 40 ขึ้นไป แต่ไม่สะท้อนรังสี UVA และ V ray จึงเหมาะกับการใช้เวลาออกแดดแรง ๆ นานๆ ทว่าจะไม่เหมาะกับการปกป้องผิวจากแสงแดดในที่ร่ม
ครีมกันแดดชนิด Physical Sunscreen นี้ สามารถทาก่อนออกแดดได้ทันที และไม่จำเป็นต้องทาซ้ำบ่อยๆ ที่สำคัญไม่ซึมเข้าสู่ผิวชั้นลึก จึงไม่ทำให้เกิดความร้อนสะสมที่ผิว หรืออาการระคายเคืองจากสารเคมีอีกด้วยค่ะ

นอกจากคุณสมบัติในการปกป้องผิวจากแสงแดดแล้ว ครีมกันแดดที่มีจำหน่ายอยู่ในท้องตลาด อาจมีส่วนผสมของสารที่ช่วยบำรุงผิว เติมความชุ่มชื้น หรือช่วยลดริ้วรอย เป็นส่วนที่เพิ่มขึ้นมาเป็นทางเลือก การเลือกซื้อก็ต้องพิจารณาที่คุณภาพ และมาตรฐานของแต่ละยี่ห้อค่ะ

เอาล่ะค่ะ ได้ความรู้ดีๆ เกี่ยวกับครีมกันแดดกันไปครบถ้วน คราวนี้ คงถึงเวลาเตรียมตัวไปสนุกกับสงกรานต์แบบไม่ต้องกลัวผิวดำคล้ำกันแล้วล่ะค่ะ เสร็จแล้ว หลังจากสงกรานต์ ก็อย่าลืมทาครีมกันแดดกันเป็นประจำด้วยนะคะ หน้าร้อนอย่างช่วงนี้ ผิวสวยๆ จะได้ไม่ถูกทำร้ายด้วยแดดแรงๆ ค่ะ ^^