ปรับพฤติกรรม หยุดทำร้ายกระดูกสันหลัง

cl
กระดูกในร่างกายเรามีทั้งหมด 206 ชิ้น ที่เป็นโครงสร้างของร่างกาย และทำหน้าที่ปกป้องอวัยวะภายในต่างๆ ไขกระดูกบางชนิดจะช่วยผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดงและเซลล์เม็ดเลือดขาว และเส้นเอ็นจะเป็นตัวเชื่อมโยงเนื้อเยื่อต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน ทุกส่วนล้วนทำงานอย่างสัมพันธ์กัน ซึ่งเมื่อส่วนหนึ่งส่วนใดบกพร่อง ย่อมกระทบส่วนอื่นๆ ไปด้วยค่ะ
สำหรับกระดูกสันหลัง นอกจากเป็นโครงสร้างแข็งแรงที่ปกป้องแกนของไขสันหลังแล้ว ยังทำหน้าที่เป็นจุดเกาะของกล้ามเนื้อของหลัง และยังเชื่อมต่อกับกะโหลกศีรษะ กระดูกสะบัก กระดูกเชิงกราน และกระดูกซี่โครง อีกด้วย

สำคัญขนาดนี่ วันนี้เลยอยากจะชวนทุกคนมาดูแลกระดูกสันหลังกันซักหน่อย เริ่มต้นจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เคยชินที่จะทำร้ายกระดูกสันหลังของเราอย่างไม่รู้ตัว
มาดูกันค่ะ ว่าอะไรบ้าง ที่เราควรจะเลิกเพื่อช่วยถนอมรักษากระดูกสันหลังของเรา

  1. นั่งไขว่ห้าง ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ คุณสาวๆ อย่านั่งไข่วห้างเลยค่ะ ถึงนั่งแล้วจะได้สรีระรูปตัวเอส ( s ) ดึงดูดสายตาชวนให้เหลียวมอง แต่สังเกตซักนิดว่าเวลาเรานั่งไขว่ห้างนานๆ เท้าอาจจะเริ่มชาจนต้องสลับข้าง เพราะเลือดเดินไม่สะดวก เวลานั่ง ตัวก็จะตะแคงบิดมาอีกด้านหนึ่ง ยิ่งถ้านั่งเป็นประจำน้ำหนักตัวก็จะทิ้งไปด้านเดียว กระดูกก็จะถูดบิดเป็นประจำทำให้หลังเสียโดยไม่รู้ตัว แนะนำให้นั่งวางเท้าชิดกันเอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง แล้วหันไหล่ตรงก็เป็นท่านั่งที่ทำให้หุ่นดูสวยไม่แพ้กันเลยค่ะ
  2. การกอดอก ถึงมีเรื่องที่ต้องขบคิด เครียด หรือมีเรื่องหนักอก แนะนำว่าอย่าเอามากอดไว้กับอกเลยค่ะ เพราะเวลาที่เรากอดอกนั้น สรีระช่วงบน อย่างสะบัก และหัวไหล่ต้องยืดยาว และค้อมไปด้านหน้า แถมคอก็ยังยืดออกเหมือนเต่า ทำให้ปวดหลังได้แบบไม่รู้ตัว อีกทั้งจะทำให้เลือดยังไปเลี้ยงสมองได้ไม่ดี เกิดอาการปวดหัวได้อีก กอดอก อีกท่วงที่เคยชินแต่อาจทำร้ายหลังแบบไม่รู้ตัวเลย
  3. ท่่ายืนพักขา การยืนพักขาแม้จะจะเป็นท่าที่สบาย แต่ทราบไหมคะว่าการพักขาจะเป็นการทิ้งน้ำหนักให้เป็นภาระด้านกับร่างกายด้านหนึ่ง สะโพกก็จะเอียง กระดูกสันหลังก็โค้งตามไปด้วย ไม่ดีต่อสมดุลของร่างกายอย่างแน่นนอน การยืนที่ดีที่สุดก็เพียงแค่ทิ้งน้ำหนักลงที่ขาทั้ง 2 ข้างเท่าๆ กัน ง่ายๆ แค่นี้เองคะ
  4. นั่งหลังงอ จำไว้ค่ะว่าหลังต้องตรง เหมือนตุ๊กตาหุ่นที่มีใครมาดึงเชือกด้านบนไว้ตลอด บางครั้งการนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ เราอาจเผลอก้มหน้าไปจนติดจอ หลังค่อม งอ โค้ง ไม่น่าดู ยิ่งนานวันเข้ากระดูกก็จะงอคดตามจนผิดรูป ทำให้เกิดอาการปวดหลังเรื้อรัง แก้ไขได้ยาก ทางที่ดีควรปรับระดับความสูงและความเอียงของจอคอมพิวเตอร์ให้เหมาะสม และเตือนตัวเองไว้เสมอๆ ให้นั่งหลังตรงตลอดเวลาค่ะ
  5. นั่งเก้าอี้หมิ่นๆ จะเพราะกระโปรงสั้น หรือเก้าอี้สูงนั่งไม่สบาย ทำให้สาวๆ บางคนต้องนั่งหมิ่นๆ แต่รู้ไหมคะว่ากล้ามเนื้อหลังต้องทำงานหนักขนาดไหนในการรับน้ำหนัก ลองนึกภาพก็จะเหมือนกับการวางของหนักๆ ไว้บนฐานที่แคบๆ เวลานั่งเก้าอี้จึงควรนั่งแบบเต็มก้นจะดีกว่านะคะ
  6. นอนขดเป็นดักแด้ เวลานอนถือเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายจะพักผ่อนอย่างจริงจัง กล้ามเนื้อทุกส่วนต้องสบาย และการนอนแต่ละครั้ง ร่างกายจะอยู่ในท่าเดิมๆนั้นๆ นานหลายชั่วโมง การนอนขดตัวจะทำให้กระดูกงอโค้ง กล้ามเนื้อบางส่วนเกร็งไม่ได้พักผ่อน คนที่นอนอาจตื่นมาไม่สดชื่นนัก เพราะร่างกายไม่ได้ผ่อนคลายจริงๆ นั่นเองค่ะ ท่านอนที่ดีท่าหนึ่ง คือการนอนตะแคงขวา โดยมีหมอนข้างใบน้อยช่วยรับน้ำหนักของร่างกายบางส่วนค่ะ ท่านอนท่านี้นอกจากจะช่วยป้องกันอาการปวดหลังแล้ว ยังจะทำให้หัวใจทำงานได้สะดวกอีกด้วยค่ะ
  7. ส้นสูง ทราบกันดีอยู่แล้วนะคะ ว่ารองเท้าส้นสูง ถึงใส่แล้วจะดูขายาว หุ่นเพรียวสวย แต่ก็เป็นภัยร้ายแรง ทำให้กระดูกสันหลังช่วงล่างแอ่นมากกว่าปกติ อาการปวดหลังก็ตามมา แนะนำว่า ถ้าเลี่ยงได้ ลองมองหารองเท้าส้นเตี้ยที่ถูกออกแบบมาให้เข้ากับรูปเท้า และรองรับน้ำหนักจากการเดินได้ดีจะดีกว่า

เอาล่ะ รู้จักพฤติกรรมที่เป็นภัยร้ายกับกระดูกสันหลังกันแล้ว มาปรับพฤติกรรมของเราตั้งแต่วันนี้กันดีกว่า เพราะนอกจากจะเป็นการป้องการอาการบาดเจ็บ แล้ว ยังช่วยให้มีบุคลิกภาพที่ดีอีกด้วยค่ะ

5 เช็คลิสท์สุขภาพสำคัญสำหรับสาวๆ

checkup.jpg
สาวๆ ยุคใหม่ ที่มักจะออกมาทำงานนอกบ้าน รับผิดชอบชีวิตตัวเอง ไม่ได้ดูแลแค่งานบ้านเหมือนในสมัยก่อนๆ หลายครั้ง อาจจะวุ่นวายอยู่กับภารกิจรายวันจนละเลยเรื่องของสุขภาพกันไป ทำให้บ่อยครั้งกว่าจะรู้ว่ามีอาการป่วยก็ลุกลามรุนแรงจนรักษากันยาก

วันนี้ มาดูกันซักหน่อยค่ะ ว่าสาวๆ โดยเฉพาะสาวๆ ที่เริ่มเข้าสู่วัยเลข 3 ควรจะมีแนวทางการตรวจเช็คสุขภาพกันอย่างไรบ้าง มีโรคอะไรบ้างที่ควรระวังและตรวจดูกันอย่างสม่ำเสมอ เพราะสำหรับหลายๆ โรค หากตรวจพบได้เร็ว ก็อาจจะสามารถรักษาได้ง่ายกว่า และมีโอกาสหายขาดได้ค่ะ

อย่างแรก ตรวจเลือด-ตรวจปัสสาวะ
เป็นการตรวจสุขภาพมาตรฐาน ทั้งการตรวจ เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว เกล็ดเลือด เพื่อดูความผิดปกติของค่าต่างๆ ทั้งเป็นข้อบ่งชี้ของอาการของโรคหลายๆ โรค ทั้ง ธาลัสซีเมีย ลิวคีเมีย ภาวะดีซ่าน โรคที่เกี่ยวกับตับ โรคที่เกี่ยวกับไต ไขมันในเลือด เบาหวาน ไทรอยด์ รวมถึงโรคติดเชื้อทั้งเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา และเชื้อไวรัส

อย่างที่สอง การตรวจความผิดปกติของเต้านม หรือการตรวจมะเร็งเต้านม เพื่อหาความผิดปกติในระยะแรกเริ่ม
เพราะการดำเนินชีวิตในปัจจุบัน มีการเกี่ยวข้องกับสารเคมีกันมากขึ้น โดยเฉพาะในอาหารซึ่งมักจะมีฮอร์โมนในปริมาณที่สูง ไม่ว่าจะเป็นสารเร่งการเจริญเติบโตของหมู หรือ ไก่ รวมถึงการใช้ยาในสัตว์ต่างๆ เมื่อได้รับสารเคมี และฮอร์โมนเหล่านี้เข้าไปในร่างกายแล้ว ก็อาจส่งผล ไปกระตุ้นเซลล์ให้เติบโตผิดปกติและกลายเป็นเซลล์มะเร็งได้ สาวๆที่มีอายุ ตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไปจึงควร ตรวจมะเร็งเต้านมด้วยตัวเองเป็นประจำ และอาจใช้การตรวจด้วยเครื่องแมมโมแกรม (Mammogram) หรืออัลตราซาวด์ (Ultrasound) เพื่อหาก้อนเนื้อที่ผิดปกติอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้งค่ะ

อย่างที่สาม การตรวจมะเร็งปากมดลูก หรือ HPV
โดยส่วนใหญ่ไวรัสนี้จะติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์ ดังนั้น สาวๆ ทุกคนที่เคยมีเพศสัมพันธ์ต่างก็มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคทุกคนค่ะ ทุกวันนี้พบว่าโรคนี้ เกิดขึ้นในกลุ่มสาวๆ ที่มีอายุเฉลี่ยต่ำลงกว่าเดิม เนื่องจาก มีเพศสัมพันธ์เร็วขึ้น การตรวจมะเร็งปากมดลูกระยะแรกเริ่ม สามารถทำได้โดย วิธีแปปสเมียร์ (Pap Smear) หรือ ตรวจด้วยวิธีอื่นๆ เพื่อหาการติดเชื้อไวรัส HPV สำหรับ ข้อแนะนำสำหรับสาวๆ นอกเหนือจากการตรวจแล้ว แนะนำว่าควรป้องกันมะเร็งปากมดลูกด้วยการฉีดวัคซีนด้วยค่ะ

อย่างที่สี่ การตรวจวัดความหนาแน่นกระดูก
เนื่องจาก 20% ของสาวๆ ที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป มักจะมีอาการกระดูกพรุน ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดกระดูกหักได้ง่าย ก็เพราะโดยทั่วไปแล้ว เมื่อสาวๆ ถึงวัยหมดประจำเดือน ร่างกายจะไม่มีการผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen Hormone) ซึ่งเป็นตัวควบคุมการดูดซึมแคลเซียม (Calcium) เข้าสู่ร่างกาย ประกอบกับะรรมชาติที่มวลกระดูกของผู้หญิงจะน้อยกว่าผู้ชาย จึงทำให้เกิดภาวะกระดูกพรุนได้ง่ายยิ่งขึ้น ทำให้สาวๆ ในวัยหมดประจำเดือนหรือวัยทองจึงมักจะมีปัญหาสุขภาพกระดูก และข้อมากกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะโรคกระดูกพรุน และกระดูกบาง สาวๆ จึงควรตรวจวัดความหนาแน่นกระดูกอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง

อย่างสุดท้าย การตรวจหัวใจและหลอดเลือด
โรคเกี่ยวกับหัวใจ และหลอดเลือดเป็น 1 ใน 3 ของสาเหตุการเสียชีวิตที่สูงที่สุด โดยเฉพาะเป็นโรคที่ ไม่มีอาการเบื้องต้นเป็นข้อบ่งชี้ มีสาเหตุสำคัญของการเกิดโรค ได้แก่ คอเลสเตอรอลสูง เป็นโรคเบาหวานเรื้อรัง ความอ้วน ความเครียด การไม่ออกกำลังกาย รวมถึงการสูบบุหรี่อีกด้วย การตรวจหัวใจ และหลอดเลือดจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรละเลยอีกเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว

เอาล่ะค่ะ กับ 5 เรื่องที่ควรระวัง และตรวจเช็คอย่างสม่ำเสมอ ได้รับทราบกันแล้ว อย่าละเลยนะคะ ถึงเวลาหาหมอตรวจสุขภาพกันซักหน่อยแล้วล่ะค่ะ

เมนู Raw Food ทำเองได้ง่ายๆ

raw.JPG
เมื่ออายุมากขึ้น ระบบการเผาผลาญของร่างกายก็จะทำงานด้วยประสิทธิภาพที่ลดลงเรื่อยๆ การเลือกรับประทานอาหารแต่ละมื้อจึงเป็นสิ่งสำคัญ ทั้งในเรื่องของปริมาณพลังงานที่ไม่มากจนเกินความจำเป็นซึ่งจะถูกแปรสภาพและสะสมเป็นไขมันส่วนเกิน รวมถึงในเรื่องของสารอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย ที่สำคัญควรทานอาหารที่มีผักผลไม้ร่วมด้วยในทุกมื้อ เนื่องจากในผักผลไม้จะมีเอนไซม์เป็นตัวช่วยย่อยอาหาร ทำให้ระบบเผาผลาญมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น และสารอาหารก็จะถูกลำเลียงนำไปเลี้ยงเซลล์ต่างๆ หรือนำไปซ่อมแซมส่วนสึกหรอของร่างกาย ทั้งกระเพาะอาหารก็ไม่ทำงานหนักจนเกินไปอีกด้วย โดยเฉพาะช่วงเวลานี้ เริ่มเข้าสู่ฤดูฝน การเลือกทานอาหารที่ให้วิตามิน และแร่ธาตุที่เพียงพอ จะเป็นเกราะป้องกันไม่ให้ร่างกายป่วยไข้ได้ง่ายๆ อีกด้วยค่ะ

สำหรับวันนี้ เราจึงมีเมนูอาหารอร่อยๆ ที่ทำทานกันได้ง่ายมาฝากกัน เป็นเมนูช่วยย่อย ไม่ก่อให้เกิดอาการแน่นท้อง ทั้งยังเต็มไปด้วยสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายค่ะ
สลัดพล่าปูอัด เมนูขจัดอาการแน่นท้อง เป็นเมนูในแบบ Raw Food ที่ไม่ผ่านกระบวนการการปรุงด้วยความร้อน ซึ่งจะช่วยรักษาคุณค่าของผักเอาไว้ได้อย่างครบถ้วน ทั้งยังเป็นสูตรที่ไม่ต้องใส่ครีม หรือน้ำสลัดแบบทั่วไปอีกด้วย
โดยอาหารจานอร่อยจานนี้ มีผักใบเขียวที่ให้คลอโรฟิลกับร่างกาย และประกอบไปด้วยแคลเซียม โปรตีน วิตามินและเกลือแร่ และมีวิตามินซีสูง เหมาะเป็นพิเศษกับฤดูฝนที่หลายๆ คนมักจะมีปัญหากับโรคหวัด เพราะวิตามินซี เป็นส่วนที่จำเป็นในการเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรงค่ะ
นอกจากนั้น ผักอื่นๆ ที่เป็นส่วนประกอบของเมนูนี้ยังเป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณดีมากๆ เช่น ตะไคร้ ที่มีสรรพคุณช่วยบรรเทาอาการแน่นท้อง จากสารอาหารที่สำคัญของตะไคร้ที่มีทั้งแคลเซียม เหล็ก เส้นใย ฟอสฟอรัส วิตามินเอ วิตามินบี วิตามินซี

นากจากสารอาหารที่ให้แล้ว เมนูนี้ยังมีดีที่มีผักที่เป็นส่วนประกอบหลัก เนื่องจากผักนั้นมีเส้นใย และไฟเบอร์ชนิดต่างๆมากมาย ทั้งช่วยในการขับถ่าย และสามารถดูดซับสิ่งปนเปื้อน รวมถึงสารตกค้างในระบบทางเดินอาหาร เป็นไม้กวาดชั้นดีสำหรับกวาดสิ่งสกปรกออกจากลำไส้ของเราเลยทีเดียว

ลองมาดูวิธีทำกันเลยค่ะ

ส่วนประกอบ
1. ผักสลัดครอส 2. หอมแดง 3. ผักสลัดเรดโอ๊ค 4. พริกขี้หนูสวน 5. ผักชี 6. น้ำสับปะรดสกัด 7. ปูอัด (เจ) 8. น้ำแอบเปิ้ลสกัด 9. ตะไคร้ 10. น้ำมะนาว 11. สะระแหน่ 12. มิโซะ

วิธีทำก็ไม่ซับซ้อน มีเพียงสี่ขั้นตอนหลักๆ เท่านั้นเอง เริ่มต้นด้วย

1. นำผักสลัดและผักที่ล้างสะอาดพร้อมรับประทานมาเด็ดเป็นคำพอดีคำ แล้วใส่จานพักไว้แช่ตู้เย็นเพื่อเพิ่มความกรอบให้กับผัก
2. นำปูอัด (เจ) มาหั่นเป็นคำพอเหมาะ ใส่ลงในชามคลุกสลัด
3. นำเครื่องปรุงได้แก่น้ำสับปะรด น้ำแอปเปิ้ล น้ำมะนาว มิโซะ พริกขี้หนู หอมแดง ตะไคร้ สับละเอียด ใส่ลงไปแล้วคลุกทุกอย่างให้เข้ากัน
4. นำผักสลัดที่พักไว้มาคลุกเคล้ากับน้ำพล่าให้เข้ากันโรยด้วยสะระแหน่

เพียงเท่านี้ ก็ได้สลัดพล่าปูอัด ในแบบ Raw Food พร้อมเสิร์ฟกันแล้วล่ะค่ะ
มื้อเย็นวันนี้ ใครที่กำลังมองหาเมนูเพื่อสุขภาพอร่อยๆ ลองหาผักสลัด ถ้าจะให้ดี เลือกเป็นผัก Organic กับส่วนผสมเพิ่มเติมอีกนิดหน่อย แล้วเข้าครัวแสดงฝีมือกันได้เลยค่ะ ^^

เรื่องหวานๆ ของน้ำตาล กับอันตรายใกล้ๆ ตัว

sugar.jpg
วันนี้ ใครที่มีน้ำหนักเกิน พยายามลดเท่าไหร่ก็ไม่ได้ผล ต้องอ่านเรื่องนี้เลยค่ะ.. เรื่องของน้ำตาล

แม้ว่าน้ำตาลโดยตัวเองจะไม่ได้ให้โทษกับร่างกาย แต่ก็หมายความว่า การบริโภคน้ำตาลนั้นจะต้องอยู่ในปริมาณที่เหมาะสม ไม่มากจนเกินไป เพราะน้ำตาล เป็นแหล่งอาหารประเภทพลังงาน เช่นเดียวกับคาร์โบไฮเดรต หรืออาหารจำพวกแป้งต่างๆ ซึ่งหากได้รับในปริมาณที่มากจนเกินจากที่ร่างกายจำเป็นต้องใช้ ร่างกายของเราก็จะมีกระบวนการเปลี่ยนแป้งให้ไปอยู่ในรูปของไขมัน โดยการทำงานของฮอร์โมนอินซูลินเป็นกลไกหลัก

การได้รับน้ำตาลในปริมาณที่มากจนเกินไปนี่ล่ะค่ะ ที่จะส่งผล ในด้านต่างๆ นอกเหนือจากเรื่องของไขมัน น้ำหนักส่วนเกิน ไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์สูง ที่ส่งผลในอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ และหลอดเลือดแล้ว อันตรายที่เกิดขึ้นนั้นยังรวมถึงการที่ ร่างกายหลั่งสารอินซูลินออกมาในปริมาณที่มาก ซึ่งจะมีผลทำให้เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดการอักเสบของผนังหลอดเลือด และทำให้ร่างกายลดการผลิตฮอร์โมนที่เป็นตัวช่วยในระบบภูมิคุ้มกัน จึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ อีกด้วย

เมื่อพูดถึงน้ำตาล เราอาจจะนึกไปถึงเพียงน้ำตาลทราย ที่เราเห็นกันอยู่ในทุกวัน ไม่ว่าจะใช้ในการประกอบอาหาร เติมในเครื่องดื่ม หรือเป็นส่วนประกอบในขนมหวาน แต่ที่จริงแล้ว น้ำตาล แทรกอยู่ในชีวิตประจำวันเราในอีกหลายรูปแบบเลยค่ะ ไม่ว่าจะอยู่ในรูปของน้ำเชื่อม น้ำผึ้ง น้ำตาลไอซิ่ง น้ำตาลมะพร้าว น้ำตาลปึก เด็กโตส มอลโตส ซึ่งหลายคนเข้าใจว่าการใช้น้ำผึ้ง หรือน้ำตาลทรายไม่ฟอกสีนั้นดีกว่าน้ำตาลทรายขาว แต่ท้ายที่สุดแล้ว น้ำตาลก็คือน้ำตาล เมื่อบริโภคเข้าไปแล้ว ร่างกายก็จะหลั่งอินซูลินออกมาเหมือนกัน และส่งผลกระทบต่อร่างกายไม่ต่างจากน้ำตาลทรายขาวค่ะ

น้ำตาลในรูปแบบต่างๆ กัน แทรกอยู่ในชีวิตประจำวันของเราโดยที่หลายๆ ครั้งเราไม่เคยได้สังเกต ทำให้เรารับเอาน้ำตาลเข้าสู่ร่างกายในปริมาณที่มากจนเกินความจำเป็นของร่างกายไปโดยไม่รู้ตัว อาหารแทบทุกจาน มักจะมีน้ำตาลในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งประกอบอยู่ด้วยเสมอ รวมถึง เครื่องดื่มที่เราดื่มเพื่อเติมความสดชื่นในช่วงอากาศร้อนๆ ต่างก็มีน้ำตาลในปริมาณที่ไม่น้อยเลยทีเดียว และที่สำคัญก็คือเครื่องดื่มเหล่านี้ล่ะค่ะ เพราะเรามักจะดื่มกันเป็นประจำ อาจจะมากกว่าหนึ่งครั้งในหนึ่งวันเสียด้วยซ้ำ เครื่องดื่ม หลายๆ ชนิดมีปริมาณน้ำตาลมากจนน่าตกใจ และเป็นสาเหตุของน้ำตาลส่วนเกินในการบริโภคแต่ละวัน
เราลองมาดูตัวอย่างกันเลยค่ะ ว่าเครื่องดื่มแต่ละชนิด มีน้ำตาลผสมอยู่มากน้อยแค่ไหน

น้ำอัดลม 1 ขวด ขนาด 450 มล. มีน้ำตาลประมาณ 8-10 ช้อนชา
ชาเขียวบรรจุขวด ขนาด 300-400 มล. มีน้ำตาลประมาณ 7-8 ช้อนชา
น้ำผลไม้ ขนาดบรรจุ 200 มล. มีน้ำตาลประมาณ 4 ช้อนชา
กาแฟสด ปริมาณ 300-400 มล. มีน้ำตาลประมาณ 8-10 ช้อนชา
นมเปรี้ยวขนาด 400 มล. มีน้ำตาลประมาณ 12-15 ช้อนชา

นอกเหนือจากรายการที่ยกตัวอย่างไว้ เครื่องดื่มชูกำลัง และน้ำหวานทั้งหลาย ต่างก็มีปริมาณน้ำตาลไม่ได้น้อยไปกว่ากันเท่าไหร่เลยค่ะ

รู้อย่างนี้แล้ว น่าจะพอเดากันได้ ถึงสาเหตุของไขมันสะสม และน้ำหนักส่วนเกินกันแล้ว ลองทบทวนดูพฤติกรรมการบริโภคของหวาน และเครื่องดื่มกันดูค่ะ สุดท้ายแล้ว แนะนำว่าน้ำดื่มบริสุทธิ์ เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดค่ะ ทั้งช่วยเพิ่มความสดชื่น ช่วยในการขับของเสีย และระบบขับถ่าย ที่สำคัญ ไม่เติมน้ำตาลในส่วนที่ไม่จำเป็นให้กับร่างกายของเราอีกด้วย สำหรับวันนี้ ใครที่อยากจะลดน้ำหนัก ลองเริ่มต้นที่การลดเครื่องดื่มประเภทน้ำหวาน และน้ำอัดลมกันก่อน เชื่อว่าจะได้เห็นผลกันเร็วเลยทีเดียวล่ะค่ะ ^^

ปั่นจักรยานกันดีกว่า

cycling.jpg
บ่อยครั้งที่เราอยากจะออกกำลังกาย อีกทั้งหลายๆ คนมีกีฬาที่ชอบอยู่ในใจ โชคดีอาจจะเริ่มรวมตัวกันได้ซักพัก แต่นานๆ ไป ก๊วนเพื่อสนิทก็พากันห่างหาย ติดภารกิจกันบ้าง งานยุ่งกันบ้าง จนท้ายที่สุดกิจกรรมการออกกำลังกายก็เป็นอันต้องพักเก็บไป … ลองมาดูทางเลือกที่กำลังเป็นที่นิยมกันอีกซักทางค่ะ กับการปั่นจักรยาน ที่ใครพอจะมีเวลา ก็กระโดดขึ้นจักรยานคันโปรด เริ่มปั่นกันได้แบบไม่ต้องรอเพื่อน
วันนี้ มาดูกันดีกว่าค่ะ ว่าการปั่นจักรยานที่กำลังอยู่ในกระแสนิยมนั้น มีดีอย่างที่หลายๆ คนว่าหรือเปล่า แล้วข้อดีที่ว่ามีอะไรกันบ้าง

อย่างแรก แน่นอนเลยค่ะ เรื่องของการเผาผลาญไขมันส่วนเกินในร่างกาย การปั่นจักรยานจะช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญไขมันส่วนเกินในร่างกายได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญผู้ที่ปั่นจักรยานเป็นประจำจะมีภาวะที่เรียกว่า “After Burner” คือการเผาผลาญไขมันส่วนเกินต่อเนื่องหลังจากการปั่นจักรยานต่อไปอีก 2-3 ชั่วโมง ซึ่งอาจจะเป็นช่วงที่มีการเผาผลาญไขมันที่มากกว่าการเผาผลาญหลังงานระหว่างการปั่นอีกเสียด้วยค่ะ

ประโยชน์ข้อที่สอง ที่เราอาจจะนึกกันไม่ถึงเลยค่ะ การปั่นจักรยานจะช่วยกระตุ้นให้การไหลผ่านของอาหารไหลในลำไส้ทำได้เร็วขึ้น จะมีผลให้มีการดูดซับน้ำในลำไส้ใหญ่น้อยลง ก้อนอุจจาระก็จะมีความเปียกชื้น ไม่แข็งแห้ง ทำให้เราถ่ายได้คล่องขึ้น ลดอาการท้องผูกได้ นอกจากนั้นการปั่นจักรยานยังจะช่วยเพิ่มกำลังในการบีบตัวของลำไส้ ทำให้ระบบทางเดินอาหารทำงานได้สะดวก คลายความแน่น อึดอัด หลังมื้ออาหาร และลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งลำไส้อีกด้วย

ประโยชน์ข้อต่อมา การปั่นจักรยานจะช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์สมองในส่วนที่เรียกว่า Hippocampus  ซึ่งเป็นสมองส่วนที่ใช้ในด้านความจำ ซึ่งจะเริ่มเสื่อมอย่างรวดเร็วในผู้ที่มีอายุ 30ขึ้นไป การกระตุ้นการสร้างเซลล์สมองในส่วนดังกล่าวขึ้นมาทดแทนจึงสามารถที่จะช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์ได้เป็นอย่างดีเลยล่ะค่ะ

เนื่องจากการปั่นจักรยานจะกระตุ้นการทำงานของระบบการไหลเวียนของเลือด รวมถึงระบบการหายใจ จึงมีประโยชน์ในด้านการช่วยลดโรคความดัน  โรคอ้วน รวมถึงลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งประเภทต่างๆ นอกจากนั้น ผลจากการปั่นจักรยานเป็นประจำ ที่ทำให้เกิดการทำงานที่ดีของระบบการไหลเวียนของเลือด ระบบหายใจ และการลดไขมันสะสมส่วนเกินยังมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจได้กว่า 50%

การปั่นจักรยานในที่ที่มีอากาศบริสุทธิ์ จะช่วยให้ร่างกายได้รับออกซิเจนมากขึ้น และทำให้การลำเลียงออกซิเจน พร้อมทั้งสารอาหารไปเลี้ยงส่วนต่างๆ รวมถึงการขับถ่ายสารพิษออกจากร่างกายทำได้ดีขึ้น ทั้งยังช่วยกระตุ้นการสร้างสารคอลลาเจนในร่างกาย ช่วยให้หน้าตาสดใส อ่อนกว่าวัยอีกด้วย

สำหรับ ในด้านการรักษาอาการเจ็บป่วย การปั่นจักรยานในระดับความเร็วปานกลาง เป็นเวลาประมาณ 30 นาที เป็นประจำ สามารถทำให้อาการปวดหัวไมเกรนลงไปได้มากจนถึง 90% ของกลุ่มตัวอย่างในงานวิจัยในสวีเดน เนื่องจากร่างกายมีการหลั่งสาร endorphins ซึ่งมีฤทธิ์ช่วยลดอาการปวดในร่างกายในปริมาณที่มากพอ

อันที่จริงแล้ว ข้อดีของการปั่นจักรยานยังมีทั้งช่วยให้นอนหลับได้สนิทขึ้น ช่วยในด้านสุขภาพจิต ทำให้จิตใจเบิกบาน ลดความเครียด เสริมสร้างสมาธิ เพิ่มประสิทธิภาพทางเพศ และยังเป็นการช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจากการลดการใช้พลังงานจากถ่านหิน แต่โดยส่วนตัวแล้ว เริ่มมองหาจักรยานตั้งแต่เห็นข้อดีข้อแรกแล้วล่ะค่ะ ก็เบิร์นได้ดีขนาดนั้น คงไม่ต้องไปมองหาวิธีออกกำลังกายประเภทอื่นอีกแล้ว จักรยานนี่ล่ะค่ะ ทางออกที่ดีเลย
ที่สำคัญ สำหรับสาวๆ นะคะ อย่าปรับอานจักรยานให้เตี้ยจนเกินไปค่ะ ให้ใช้ระดับความสูงที่พอเหมาะ คือในจังหวะที่ปั่นขาลงให้เท้ายืดได้เกือบสุดโดยเข่าไม่งอมาก และพยายามอย่าใช้เกียร์ที่หนักจนเกินไป เพราะนั่นจะเป็นสาเหตุของน่องที่ใหญ่ขึ้นโดยไม่รู้ตัวค่ะ ปรับอานให้พอเหมาะ ใช้ความเร็ว และเกียร์ที่ไม่หนักแรงจนเกินไป ปั่นให้สม่ำเสมอ รับประกันว่าได้น่องเรียวสวยเป็นของแถมอีกด้วยล่ะค่ะ ^^

‘ต้นอ่อน’ เมนูอร่อยที่มากด้วยคุณค่า

ต้นอ่อน
ต้นอ่อนเป็นระยะแรกที่พืชชนิดต่างๆ จะเจริญเติบโต จึงเป็นเหมือนช่วงเวลาพิเศษที่เก็บกัก โปรตีน วิตามิน รวมทั้งสารต้านอนุมูลอิสระไว้อย่างเต็มที่ หลายๆ ท่านอาจจะพอได้รู้จักมาบ้างว่าต้นอ่อนของข้าวสาลี ทานตะวัน อัลฟัลฟา มีประโยชน์มากมาย ทั้งเรื่องของการบำรุงเลือด ลดความเสื่อมถอยของร่างกาย และยังช่วยให้ร่างกายแข็งแรงอีกด้วย วันนี้เราจึงได้นำความรู้ดีๆ เกี่ยวกับต้นอ่อนทั้งหลายเหล่านี้มาฝากกัน แต่ละชนิดจะมีประโยชนมากน้อย แตกต่างกันอย่างไร เรามาดูกันค่ะ

ต้นอ่อนข้าวสาลี
ต้นสีเขียวใบเรียวยาวสูงชะลูด บางครั้งเราเรียกต้นอ่อนของข้าวสาลีนี้ว่า “หวีตกราส” ค่ะ ต้นอ่อนข้าวสาลี อุดมไปด้วยวิตามินเอ วิตามินอี วิตามินซี รวมทั้งแร่ธาตุต่างๆ อย่างเช่น เหล็ก แคลเซียม แมกนีเซียม และกรดอะมิโน
เห็นสีเขียวๆ แบบนี้ รู้ไหมคะ ว่าต้นอ่อนข้าวสาลีมีคุณสมบัติสำคัญในการช่วยเพิ่มเลือดให้กับร่างกายด้วย โดยการช่วยเพิ่มปริมาณฮีโมโกบิลที่เป็นส่วนประกอบสำคัญของเม็ดเลือดแดง จึงเป็นทางเลือกที่เหมาะเป็นพิเศษสำหรับผู้ป่วยโรคโลหิตจาง
และด้วยคุณสมบัติของต้นอ่อนข้าวสาลีที่อุดมไปด้วยไฟเบอร์ ทั้งยังมีสารอาหารที่มีโมเลกุลขนาดเล็ก ง่ายต่อการดูดซึม จึงเหมาะกับผู้ป่วยที่มีโรคทางเดินอาหาร หรือโรคลำไส้ต่างๆ อีกด้วย
ใครที่อยากลองทานต้นอ่อนข้าวสาลี จะลองปลูก หรือหาซื้อมาทานเองก็ได้นะคะ โดยเคล็ดลับที่จะทำให้ได้ประโยชน์อย่างเต็มที่ คือเมื่อปรุงเสร็จแล้วให้รีบทานก่อนที่คุณค่าจากวิตามินและแร่ธาติต่างๆ จะหายไปค่ะ

ต้นอ่อนทานตะวัน
ต้นอ่อนหน้าตาคล้ายๆ ต้นถั่วเขียวนี้มีดีมากมายเลยทีเดียว ทั้งกรดไขมันที่จำเป็น ไฟเบอร์ รวมทั้งไฟโตสเตอรอล คุณสมบัติพิเศษของต้นอ่อนทานตะวันคือช่วยชะลอวัยจากภายในสู่ภายนอก เพราะมีสารไซนารินที่ช่วยป้องกันไม่ให้ร่างกายของเราดูดซึมสารที่จะไปทำลายคอลาเจน จึงเป็นเหมือนเกราะป้องกันไม่ให้แก่ก่อนวัย นอกจากนี้ ต้นอ่อนทานตะวันยังมีส่วนช่วยยับยั้งการเกิดเบาหวานได้อีกด้วยค่ะ
สำหรับการทานต้นอ่อนทานตะวันนั้น เราสามารถนำมาทานสดๆ เป็นผักสลัด เป็นผักเคียงกับเมนูต่างๆ หรือจะนำมาปรุงเป็นผัดผัก ต้มจืด หรือใส่แกงก็ได้ค่ะ

ต้นอ่อน อัลฟัลฟา
ต้นสีเขียวอ่อน มีใบเล็กๆ อยู่ด้านบนนี้ เป็นที่รู้จักกันมาพักใหญ่ แล้ว แต่ก็ไม่ได้หาทานกันได้ง่ายนัก
ต้นอ่อนอัลฟัลฟ่าอุดมไปด้วยวิตามินเอ วิตามินบี วิตามินซี วิตามินอี และแร่ธาตุสำคัญ คือโพแทสเซียม
ทั้งนี้ คุณสมบัติเด่นของต้นอ่อนอัลฟัลฟา คือการช่วยลดระดับคลอเรสเตอรอล ช่วยลดการอุดตันของไขมันในเส้นเลือด และยังเหมาะกับผู้หญิงในวัยหมดประจำเดือน เพราะจะช่วยบำรุงในเรื่องของฮอร์โมนให้ทำงานเป็นปกติ ลดอาการหลายๆ อย่างเช่น อาการมือชา และอารมณ์แปรปรวน เป็นต้นค่ะ
สำหรับการทานต้นอ่อนอัลฟัลฟานั้น เนื่องจากอาจจะมีแบคทีเรียปนอยู่มากกว่าผักชนิดอื่น จึงควรล้างให้สะอาด และปรุงให้สุกก่อนรับประทานค่ะ

ต้นอ่อนถั่วลันเตา
ต้นอ่อนของถั่วลันเตานี้เป็นอาหารสไตล์เอเชียเรานี่ล่ะค่ะ เลยมีชื่ออีกชื่อว่า “โต้วเหมี่ยว”
ต้นเล็กๆ แค่นี้แต่อุดมไปด้วยวิตามินเอ วิตามินซี รวมไปถึงกรดโฟลิกด้วย ที่สำคัญ ต้นอ่อนถั่วลันเตาอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ เป็นคุณสมบัติพิเศษของต้นอ่อนถั่วลันเตาที่ช่วยในเรื่องของการปกป้องเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย ช่วยชะลอความเสื่อมถอย และช่วยยับยั้งการเกิดโรคมะเร็งอีกด้วยค่ะ
สำหรับการรับประทานต้นอ่อนถัวลันเตานั้นสามารถทานได้ทั้งสดๆ นำมาปรุง หรือจะผัดไฟแดงก็อร่อยไม่แพ้เมนูไหนเลยล่ะค่ะ

การหาต้นอ่อนมารับประทานอาจไม่ได้หาง่ายเหมือนกับการซื้อผักผลไม้ตามตลาดสด เคล็ดลับง่ายๆ แถมได้ความสนุกอีกด้วย ก็คือการลองปลูกจากเมล็ดเล็กๆ ให้ค่อยๆ งอกขึ้นมาเป็นต้นอ่อน นอกจากจะสนุกกับการได้ดูแล ลุ้นว่าเมื่อไรที่ต้นอ่อนเหล่านี้จะโตแล้ว ยังมั่นใจได้ว่า อาหารที่นำมาปรุงปลอดสารพิษ และยังเป็นเมนูพิเศษที่มีคุณค่าทางจิตใจอีกด้วยล่ะค่ะ

เมนูต้องห้าม ยามป่วย

อาหารต้องห้าม.jpg
อาหารที่เราทานกันทุกวัน นอกจากจะให้พลังงาน และสารอาหารที่จำเป็น รวมถึงช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ และทำหน้าที่เสมือนยารักษาโรคแล้ว ในบางครั้งก็กลับจะให้โทษได้เหมือนกันนะคะ หากว่าเราทานอาหารนั้นๆ ไม่ถูกจังหวะ โดยเฉพาะในช่วงที่สุขภาพไม่แข็งแรง ร่างกายอ่อนแอ โรคภัยถามหา ก่อนจะทานอะไรคงต้องเลือกกันซักหน่อย
วันนี้มาดูกันดีค่ะ ว่าเวลาป่วย มีเมนูอะไรที่เราควรหลีกเลี่ยงกันบ้าง

ไมเกรน ปวดหัวจี๊ดๆ ข้างเดียวเป็นประจำ ควรงดเมนูขนมหวาน ขนมเค้ก ชานม น้ำผลไม้หวานๆ น้ำอัดลม เพราะอาหารหวานที่มีปริมาณน้ำตาลสูงจะทำให้น้ำตาลในเลือดไม่คงที่ จะเพิ่มสูงขึ้น และลดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดโรคไฮโปโกลซีเมียหรืออาการที่น้ำตาลในเลือดต่ำได้ เป็นสาเหตุหนึ่งที่ก่อให้เกิดอาการปวดหัวไมเกรนค่ะ นอกจากนั้นยังควรลดปริมาณการทานเนื้อสัตว์ ทั้งเนื้อวัว เนื้อหมู เนื้อไก่ เพราะโปรตีนจากเนื้อสัตว์เหล่านี้มักมีสารพิษตกค้างจากฮอร์โมนต่างๆ ในกระบวนการเลี้ยง ทั้งยังมีกรดแอมิโนไทโรซิน ที่ทำให้ปวดหัวได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

อาการข้ออักเสบ ปวดข้อ ปวดเข่า จะลุกนั่งก็ลำบาก ลองงดน้ำแข็ง อาหารเย็นๆ ดูค่ะ เพราะความเย็นจะทำให้กระเพราะอาหารของเราทำงานหนักขึ้น และระบบไหลเวียนของเลือดยังทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพอีกด้วย ที่สำคัญ ควรลดอาหารประเภทเนื้อสัตว์ เครื่องใน ไขมัน เพราะสารพิษตกค้างที่อยู่ในเนื้อสัตว์ จะเป็นตัวเพิ่มอาการเจ็บปวด และอาการอักเสบให้รุนแรงยิ่งขึ้น

สำหรับผู้ที่มีอาการกระเพาะอาหารอักเสบ ปวดท้อง แสบท้องเป็นประจำ ไม่ควรทานอาหารประเภทยำ หรืออาหารรสจัด รวมทั้ง ชา กาแฟ น้ำอัดลม (อาหารที่มีคาเฟอีนสูง) เพราะจะยิ่งทำให้เกิดการระคายเคืองของเยื่อบุกระเพาะมากขึ้นค่ะ อาการรสจัดยังจะยิ่งเร่งการหลั่งกรดในกระเพาะอาหารมากขึ้นอีกด้วยค่ะ

ผู้ที่มีอาการของโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ต้องหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสเค็ม มีเกลือหรือโซเดียมสูง เพราะโซเดียมจะเร่งให้ความดันให้ยิ่งเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงอาหารรสหวาน และผลไม้สุก เพราะ น้ำตาลและไขมันจะทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนขึ้นได้ง่าย ทั้งโรค หลอดเลือดเปราะ จอตาเสื่อม โรคไต ท่อปัสสาวะอักเสบ เป็นต้น

ผู้ป่วยที่มีอาการตับแข็ง ตับอักเสบ หรืออาการเสื่อมสภาพของตับ ต้องหลีกเลี่ยงอาหารทำร้ายตับ ซึ่งหลักๆ เลย คืออาหารประเภทเนื้อสัตว์ เพราะบรรดาเนื้อสัตว์ทั้งหลายจะทำให้ตับต้องทำงานอย่างหนักในการขับของเสียเช่น ยูเรีย และ แอมโมเนีย ออกไป แต่เมื่อตับทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ของเสียต่างๆ จึงถูกขับออกจากร่างกายได้น้อยลง และจะถูกดูดซึมกลับเข้าไปในกระแสเลือดอีกครั้ง ทำให้สุขภาพแย่ลง เซื่องซึม และบางครั้งอาจมีอาการหนักถึงขั้นหมดสติไปเลยก็ได้

คนป่วยมักต้องการการดูแลมากกว่าคนทั่วไป เพราะอวัยวะภายในบางส่วนไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ พฤติกรรมการรับประทานอาหารจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องใส่ใจดูแลเป็นพิเศษ การลือกเมนูที่เหมาะสมจะช่วยให้ส่วนต่างๆของร่างกายได้ทำงานเบาลง และให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่เป็นประโยชน์อย่างแท้จริง ใส่ใจกับเมนูต่างๆแล้วอย่าลืมออกกำลังกายอย่างพอเหมาะเพื่อช่วยฟื้นฟู เสริมสร้างสุขภาพโดยรวมให้แข็งแรงกันด้วยนะคะ

เวลา กับการทำงานของอวัยวะในร่างกาย

lifeclock

ต่อกันด้วยเรื่องเกี่ยวกับเลือดอีกซักหน่อยนะคะ … อวัยวะต่างๆ ในร่างกายของเรานั้น มีหน้าที่การทำงานตามเวลาที่แตกต่างกันไป เช่นเดียวกับคนเรานี่ล่ะค่ะ ที่ตอกบัตรเข้าทำงานในเวลาที่ต่างกัน แต่อวัยวะต่างๆ ภายในร่างกายของเรามีเวลาในการทำงานที่สม่ำเสมอและแน่นอนกว่า และยังต้องรับช่วงต่อกันอย่างเป็นระบบแบบแผนด้วย

ช่วงนี้เรานำเสนอเกี่ยวกับเรื่องของ “เลือด” เลยอยากจะเพิ่มเติมความรู้อีกสักหน่อย เกี่ยวกับเรื่องของอวัยวะภายในร่างกายของเรา ที่ทำงานเกี่ยวกับระบบการผลิตและไหลเวียนเลือด เพื่อที่จะได้เข้าใจในเรื่องของเลือดได้มากยิ่งขึ้นค่ะ

ไต : อวัยวะที่ทำหน้าที่กรองของเสียออกจากเลือดและขับออกพร้อมกับน้ำในรูปของปัสสาวะ ไตของเราจะทำงานในช่วงเย็นๆ คือเวลา 17.00 น. – 19.00 น. เราจะช่วยไตให้ทำงานได้อย่างเต็มที่โดยการไม่รับประทานอาหารในปริมาณมากๆ ในช่วงเวลานี้ เพราะหากเรารับประทานอาหารในปริมาณที่มาก เลือดในร่างกายจะถูกดึงไปใช้เพื่อย่อยอาหารที่บริเวณกระเพาะ และม้าม แทนที่จะไปหล่อเลี้ยงไตที่กำลังขับของเสียออกจากร่างกาย

ถุงน้ำดี : อวัยวะที่ทำหน้าที่ในการเก็บสะสมน้ำดี (bile) เพื่อช่วยในการย่อยอาหาร โดยจะมีโครงสร้างที่ติดต่อกับตับซึ่งเป็นอวัยวะที่ผลิตน้ำดี และลำไส้เล็กตอนต้น ซึ่งเป็นบริเวณที่มีการปล่อยน้ำดีออกสู่ทางเดินอาหาร ช่วงเวลาที่หลอดเลือดแดงจะนำออกซิเจนมาเลี้ยงถุงน้ำดีเพื่อให้ถุงน้ำดีทำงานได้อย่างเต็มอยู่ในช่วงเวลาระหว่าง  23.00 – 01.00 น. และจะส่งต่อให้ตับรับช่วงต่อสำหรับการทำงานในช่วงเวลา 01.00 – 03.00 โดยในช่วงเวลานี้ร่างกายของเราควรได้รับการพักผ่อนอย่างเต็มที่เพื่อให้ร่างกายขับของเสียออกจากร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดค่ะ

ปอด ต้นทางของการรับออกซิเจนโดยการหายใจ การหายใจเป็นการนำน้ำและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากเซลล์เข้าสู่หลอดเลือดและเลือดจะทำหน้าที่ลำเลียงไปยังปอด จากนั้นปอดจะทำหน้าที่กรองลิ่มเลือดเล็ก ๆ ที่ตกตะกอนออกจากเส้นเลือดดำ การทำให้ปอดแข็งแรงนั้นต้องหมั่นออกกำลังกาย เพื่อให้ปอดขยันทำงาน และช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับการออกกำลังกายเพื่อให้ปอดแข็งแรงคือช่วงเช้า เวลาประมาณ 5.00 น และช่วงบ่ายประมาณ 15.00 – 17.00   น.

การดูแลร่างกายจากภายในไม่ใช่เรื่องยากเลยค่ะ เพียงรู้จักช่วงเวลาในการทำงานของส่วนต่างๆ เพื่อบริหารการทำงานของระบบอวัยวะภายในให้มีประสิทธิภาพสูงสุดก็จะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงและห่างไกลโรคแล้วล่ะค่ะ

ผลไม้บำรุงเลือด

strawberry.jpg
รู้ไหมคะว่าถ้าหากเลือดในร่างกายเราไม่ดี ก็จะเท่ากับเป็นการทำร้ายหัวใจ เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดในสมองโดยที่เราไม่รู้ตัว แต่ถ้าหากเรามีเลือดที่ดี ก็เท่ากับเป็นตัวช่วยสำคัญที่ป้องกันเราจากโรคร้าย และมีสุขภาพดีในระยะยาว วันนี้ มาทำความรู้จักกับผลไม้ที่ช่วยระบบการไหลเวียนเลือดกันซักหน่อยดีกว่าค่ะ
จากตำราแพทย์แผนจีนมีการกล่าวถึงอาหารบำรุงเลือดและเน้นเรื่องการทานอาหารที่มีฤทธิ์ร้อน เพื่อช่วยในเรื่องการไหลเวียนของเลือด ซึ่งอาจจะเป็นความบังเอิญ ที่ผลไม้ต่างๆ ที่ช่วยบำรุงเลือดก็มักจะมีสีแดงซะด้วยล่ะค่ะ ไม่ว่าจะเป็น ทับทิม สตรอเบอร์รี่ เชอร์รี่ แก้วมังกร หรือ แตงโม เป็นต้น เรามาลองไล่ดูกันดีกว่าค่ะว่าผลไม้แต่ละชนิดทำหน้าที่ในการบำรุงเลือดอย่างไรบ้าง

เริ่มกันที่ “ทับทิม”
มีการวิจัยมาแล้วค่ะว่าทับทิมสามารถช่วยกักเก็บเซลล์เม็ดเลือดแดงได้ โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเบาหวานถ้ารับประทานทับทิม ก็จะช่วยให้ร่างกายมีระดับอินซูลินลดลง ระบบไหลเวียนเลือดกลับมาเป็นปกติ ทำให้อาการป่วยต่างๆ อย่างเช่นเรื่องร่างกายอ่อนเพลียลดลง ผมร่วงน้อยลง ผิวพรรณก็สดใสมากขึ้นด้วยค่ะ

สตรอเบอร์รี่
ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่มีมีสีแดงสด แถมด้วยรสหวานอมเปรี้ยว และกลิ่นหอมแสนอร่อย นอกจากความอร่อยจนเป็นที่นิยมไปทั่วแล้ว สตรอเบอร์รี่ยังช่วยบำรุงเซลล์เม็ดเลือดแดงด้วยนะคะ เม็ดเล็กๆ ที่อยู่บนผิวของสตรอเบอร์รี่ก็สำคัญค่ะ เพราะจะช่วยในการลำเลียงออกซิเจน กระบวนการนี้มีความสำคัญคือการขจัดเลือดเสีย ทำให้เซลล์เม็ดเลือดแดงเพิ่มขึ้น และสะอาดขึ้น การสูบฉีดเลือดก็ดีขึ้น และยังช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใสขึ้นด้วยล่ะค่ะ

เชอร์รี่
เชอร์รี่ ผลไม้ต่างบ้านต่างเมืองชนิดนี้มีโพแทสเซียมในปริมาณที่สูงมาก ร่างกายของเราสามารถนำมาใช้ในการสร้างสมดุลกับโซเดียม ทำให้ความดันเลือดเป็นปกติ ระบบไหลเวียนเลือดดี เวลาทานเชอร์รี่จึงทำให้สดชื่นขึ้นด้วย

แตงโม
แตงโมผลใหญ่ๆ นี้จะมีกรดอะมิโนอาร์จีโนน์ ที่ช่วยให้ร่างกายผลิตเม็ดเลือดที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ช่วยป้องกันภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย และภาวะหลอดเลือดแข็งตัว และยังให้ผลดีต่อระบบการไหลเวียนของเลือด

แก้วมังกร
แก้วมังกรอุดมไปด้วยโปรตีน และไฟเบอร์ โปรตีนนี่ล่ะค่ะที่จะช่วยบำรุงผิวสวยๆ ของคุณสาวๆ ส่วนการบำรุงเลือดนั้นต้องเลือกทานแก้วมังกรที่มีสีแดง เพราะแก้วมังกรสีแดงนี้จะช่วยเรื่องระบบไหลเวียนของเลือดและยังอุดมไปด้วยธาตุเหล็กที่จำเป็นต่อการสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดงค่ะ

กล้วย
ถึงกล้วยจะไม่ได้มีสีแดงเหมือนผลไม้บำรุงเลือดชนิดอื่นๆ แต่มีการวิจัยมาแล้วนะคะว่าการรับประทานกล้วยเป็นประจำจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคลูคิเมีย หรือมะเร็งเม็ดเลือดขาวได้ และแมกนีเซียมที่อุดมอยู่ในกล้วยก็ยังจะช่วยบำรุงผิวสวยๆ ให้ดูเปล่งปลั่งขึ้นจากเลือดฝาดที่มาหล่อเลี้ยงผิว

นอกจากผลไม้ที่จะช่วยบำรุงเลือดแล้ว เพิ่มเคล็ดลับง่ายๆ ให้อีกอย่างค่ะ การดื่มน้ำสะอาดมากๆ จะช่วยให้เลือดของเราไม่ข้นหนืด หัวใจไม่ต้องทำงานหนัก ระบบไหลเวียนของเลือดทำงานได้ดีขึ้น เพียงง่ายๆ แค่นี้ ก็ทำให้ระบบภายในของร่างกายเราทำงานได้ดีขึ้น สุขภาพของเราก็จะสมบูรณ์แข็งแรงในระยะยาว ในแบบที่เรียกว่าสุขภาพดีจากภายในกันเลยล่ะค่ะ

สูตรไม่ลับจากธรรมชาติ รักษาอาการเจ็บคอ

img_31731.jpg
ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวฝนตก หลายๆ คนที่สุขภาพเคยแข็งแรงก็กลับอ่อนแอลง ทั้งเป็นหวัด คัดจมูก มีไข้ หรือแม้แต่มีอาการเจ็บคอให้กังวลใจ วันนี้เรามีความรู้ดีๆ เกี่ยวกับการบรรเทาอาการเจ็บคอแบบได้ผล ประหยัด ทำได้ง่ายมากๆ และที่สำคัญ เป็นสูตรจากธรรมชาติ มาฝากกันค่ะ

สูตรแรก น้ำ+เกลือ
สูตรมรดกตกทอดกันมานานเลยทีเดียวสำหรับการใช้น้ำอุ่น (1ถ้วย) + เกลือ (1/4 ช้อนชา) นำมากลั้วคอสักพัก ก่อนจะบ้วนทิ้ง น้ำอุ่นกับเกลือจะช่วยลดเชื้อแบคทีเรียตัวร้าย อาการเจ็บคอจึงลดลงไปด้วยค่ะ

สูตร 2 น้ำผึ้ง + มะนาว + ขิง + น้ำ
เพิ่มความเข้มข้นกันสักนิดนะคะ สำหรับใครที่เจ็บคอมากหน่อย ลองใช้ น้ำผึ้ง (1 ช้อนชา) + น้ำมะนาว (ประมาณครึ่งซีก) + น้ำขิง ( 1 ช้อนชา) + น้ำอุ่น เสร็จแล้ว นำมากลั้วคอสักพักนะคะ น้ำผึ้งจะช่วยกำจัดเชื้อไวรัส และ แบคทีเรียที่มาสร้างความระคายเคืองให้กับคอของเรา และน้ำมะนาวจะช่วยให้ลำคอชุ่มชื่น จะช่วยในเรื่องการรักษาโรคภูมิแพ้ สูตรนี้นอกจากจะช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอได้ดีแล้ว ยังช่วยให้สดชื่น และลำคอโล่งขึ้นเยอะเลยค่ะ

สูตร 3 พริกป่น + น้ำ
สูตรนี้เหมาะสำหรับคนใจเด็ดค่ะ ใช้พริกป่น (2 ช้อนชา) + น้ำร้อน 1 ถ้วย เช่นเคยค่ะ นำมากลั้วคอสัก 15 นาที ด้วยความเผ็ดร้อนของพริกจะช่วยไปบรรเทาอาการเจ็บคอได้ โดยพริกจะทำหน้าที่เป็นเหมือนยาแก้อักเสบกลายๆ เมื่อลดอาการอักเสบได้คอของเราก็จะกลับมาแข็งแรงได้โดยไว ห่างหายจากอาการไอ อาการเจ็บคอค่ะ

สูตร 4 กานพลู + น้ำ
สูตรนี้หอมเป็นพิเศษค่ะ ลองหากานพลูแบบอบแห้ง นำมาบดให้ละเอียด สูตรนี้จะใช้ กานพลูบดละเอียด (2 ช้อนชา) + น้ำร้อน 1 ถ้วย นำมากลั้วคอ อาจจะกลั้วบ่อยสักนิดนะคะ กานพลูมีสารต้านเชื้อแบคทีเรีย และช่วยลดอาการอักเสบค่ะ

สูตร 5 ขมิ้นชัน + เกลือ + น้ำ
ลองหาขมิ้นชัน จะเป็นแบบที่บดแล้ว หรือแบบที่เป็นผงก็จะสะดวกดีค่ะ สูตรนี้จะใช้ ขมิ้นชัน ( 1 ช้อนชา) + เกลือ ( 1 ช้อนชา) + น้ำร้อน 1 ถ้วย ได้ส่วนผสมแล้วก็นำมากลั้วคอสักพัก คุณสมบัติของขมิ้นชั้นนี้เป็นเสมือนสารต้านอนุมูลอิสระอย่างดี ส่วนเกลือก็จะช่วยยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย จึงเป็นอีกสูตรที่จะช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอได้ดีทีเลยเดียวค่ะ

สูตร 6 แอปเปิ้ลไซเดอร์ + เกลือ
สูตรนี้จะเหมาะกับคนที่เจ็บคอ และมีอาการไอร่วมด้วย ลองใช้ แอปเปิ้ลไซเดอร์ (1ช้อนชา) + น้ำร้อน 1 ถ้วย แล้วนำมากลั้วคอสักพัก แอปเปิลไซเดอร์จะไปช่วยกำจัดเชื้อแบคทีเรีย และเชื้อโรคบางชนิดในคอของเรา จึงช่วยลดอาการเจ็บคอ และยังทำให้ไอน้อยลงด้วยค่ะ

สูตร 7 ชาเขียวร้อน
สูตรนี้ไม่มีส่วนผสมอะไรมากค่ะ ใช้เพียงชาเขียวกับน้ำร้อนมาจิบ ใช้ชาที่เข้มข้นสักหน่อย แล้วใช้วิธีการจิบไปเรื่อยๆ ชาเขียวมีสารต้านอนุมูลอิสระ และช่วยลดอาการติดเชื้อ แค่จิบชาเขียวบ่อยๆ เรื่อยๆ น้ำอุ่นๆ จะช่วยละลายเสมหะ ทำให้หายเจ็บคอไปในที่สุดค่ะ

สูตร 8 ชาราสเบอร์รี
นอกจากชาเขียวแล้ว ชาราสเบอร์รี่ก็ช่วยได้ ลองชงชาราสเบอร์รี่มาจิบ หรือจะนำมากลั้วคอก็ได้ค่ะ ชาราสเบอร์รี่นอกจากจะมีกลิ่นหอมหวนชวนรับประทานแล้ว ยังมีคุณสมบัติในการป้องกัน และบรรเทาอาการหวัด คัดจมูก สมานแผล จึงเหมาะกับการนำมาทานแก้เจ็บคอค่ะ

มีให้เลือกตั้งหลายวิธี จะแนวหวานๆ หรือแนวเผ็ดๆ ใครที่เริ่มมีอาการเจ็บคอ ชอบวิธีไหนลองทำกันดูนะคะ จะได้หายไวๆ ค่ะ