บรรเทาอาการเจ็บคอ สูตรธรรมชาติ

soar.jpg
ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวฝนตก หลายๆ คนที่สุขภาพเคยแข็งแรงก็กลับอ่อนแอลง ทั้งเป็นหวัด คัดจมูก มีไข้ หรือแม้แต่มีอาการเจ็บคอให้กังวลใจ วันนี้เรามีความรู้ดีๆ เกี่ยวกับการบรรเทาอาการเจ็บคอแบบได้ผล ประหยัด ทำได้ง่ายมากๆ และที่สำคัญ เป็นสูตรจากธรรมชาติ มาฝากกันค่ะ

สูตรแรก น้ำ+เกลือ
สูตรมรดกตกทอดกันมานานเลยทีเดียวสำหรับการใช้น้ำอุ่น (1ถ้วย) + เกลือ (1/4 ช้อนชา) นำมากลั้วคอสักพัก ก่อนจะบ้วนทิ้ง น้ำอุ่นกับเกลือจะช่วยลดเชื้อแบคทีเรียตัวร้าย อาการเจ็บคอจึงลดลงไปด้วยค่ะ

สูตร 2 น้ำผึ้ง + มะนาว + ขิง + น้ำ
เพิ่มความเข้มข้นกันสักนิดนะคะ สำหรับใครที่เจ็บคอมากหน่อย ลองใช้ น้ำผึ้ง (1 ช้อนชา) + น้ำมะนาว (ประมาณครึ่งซีก) + น้ำขิง ( 1 ช้อนชา) + น้ำอุ่น เสร็จแล้ว นำมากลั้วคอสักพักนะคะ น้ำผึ้งจะช่วยกำจัดเชื้อไวรัส และ แบคทีเรียที่มาสร้างความระคายเคืองให้กับคอของเรา และน้ำมะนาวจะช่วยให้ลำคอชุ่มชื่น จะช่วยในเรื่องการรักษาโรคภูมิแพ้ สูตรนี้นอกจากจะช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอได้ดีแล้ว ยังช่วยให้สดชื่น และลำคอโล่งขึ้นเยอะเลยค่ะ

สูตร 3 พริกป่น + น้ำ
สูตรนี้เหมาะสำหรับคนใจเด็ดค่ะ ใช้พริกป่น (2 ช้อนชา) + น้ำร้อน 1 ถ้วย เช่นเคยค่ะ นำมากลั้วคอสัก 15 นาที ด้วยความเผ็ดร้อนของพริกจะช่วยไปบรรเทาอาการเจ็บคอได้ โดยพริกจะทำหน้าที่เป็นเหมือนยาแก้อักเสบกลายๆ เมื่อลดอาการอักเสบได้คอของเราก็จะกลับมาแข็งแรงได้โดยไว ห่างหายจากอาการไอ อาการเจ็บคอค่ะ

สูตร 4 กานพลู + น้ำ
สูตรนี้หอมเป็นพิเศษค่ะ ลองหากานพลูแบบอบแห้ง นำมาบดให้ละเอียด สูตรนี้จะใช้ กานพลูบดละเอียด (2 ช้อนชา) + น้ำร้อน 1 ถ้วย นำมากลั้วคอ อาจจะกลั้วบ่อยสักนิดนะคะ กานพลูมีสารต้านเชื้อแบคทีเรีย และช่วยลดอาการอักเสบค่ะ

สูตร 5 ขมิ้นชัน + เกลือ + น้ำ
ลองหาขมิ้นชัน จะเป็นแบบที่บดแล้ว หรือแบบที่เป็นผงก็จะสะดวกดีค่ะ สูตรนี้จะใช้ ขมิ้นชัน ( 1 ช้อนชา) + เกลือ ( 1 ช้อนชา) + น้ำร้อน 1 ถ้วย ได้ส่วนผสมแล้วก็นำมากลั้วคอสักพัก คุณสมบัติของขมิ้นชั้นนี้เป็นเสมือนสารต้านอนุมูลอิสระอย่างดี ส่วนเกลือก็จะช่วยยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย จึงเป็นอีกสูตรที่จะช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอได้ดีทีเลยเดียวค่ะ

สูตร 6 แอปเปิ้ลไซเดอร์ + เกลือ
สูตรนี้จะเหมาะกับคนที่เจ็บคอ และมีอาการไอร่วมด้วย ลองใช้ แอปเปิ้ลไซเดอร์ (1ช้อนชา) + น้ำร้อน 1 ถ้วย แล้วนำมากลั้วคอสักพัก แอปเปิลไซเดอร์จะไปช่วยกำจัดเชื้อแบคทีเรีย และเชื้อโรคบางชนิดในคอของเรา จึงช่วยลดอาการเจ็บคอ และยังทำให้ไอน้อยลงด้วยค่ะ

สูตร 7 ชาเขียวร้อน
สูตรนี้ไม่มีส่วนผสมอะไรมากค่ะ ใช้เพียงชาเขียวกับน้ำร้อนมาจิบ ใช้ชาที่เข้มข้นสักหน่อย แล้วใช้วิธีการจิบไปเรื่อยๆ ชาเขียวมีสารต้านอนุมูลอิสระ และช่วยลดอาการติดเชื้อ แค่จิบชาเขียวบ่อยๆ เรื่อยๆ น้ำอุ่นๆ จะช่วยละลายเสมหะ ทำให้หายเจ็บคอไปในที่สุดค่ะ

สูตร 8 ชาราสเบอร์รี
นอกจากชาเขียวแล้ว ชาราสเบอร์รี่ก็ช่วยได้ ลองชงชาราสเบอร์รี่มาจิบ หรือจะนำมากลั้วคอก็ได้ค่ะ ชาราสเบอร์รี่นอกจากจะมีกลิ่นหอมหวนชวนรับประทานแล้ว ยังมีคุณสมบัติในการป้องกัน และบรรเทาอาการหวัด คัดจมูก สมานแผล จึงเหมาะกับการนำมาทานแก้เจ็บคอค่ะ

มีให้เลือกตั้งหลายวิธี จะแนวหวานๆ หรือแนวเผ็ดๆ ใครที่เริ่มมีอาการเจ็บคอ ชอบวิธีไหนลองทำกันดูนะคะ จะได้หายไวๆ ค่ะ

Advertisements

น้ำลูกเดือยอร่อยๆ สไตล์ Raw Food

xFeature-7.jpg.pagespeed.ic_.J9MGvIvG7l.jpg
อากาศร้อนเสียยิ่งกว่าร้อน จะออกจากบ้านไปไหนแต่ละทีต้องฝ่าแสงยูวีที่คอยแต่จะจ้องทำร้ายผิวตลอดเวลา พอวันไหนไม่ร้อน ฝนก็ยังจะตกได้อีก จะนั่งทานอาหารนอกบ้าน แต่ละเมนูก็มากไปด้วยน้ำตาล และสารปรุงแต่ง
วันนี้ลองมาหาอะไรใหม่ๆ อย่างเมนูเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพแบบง่ายๆ ทำกันดีกว่าค่ะ

เมนู น้ำลูกเดือยสไตล์ Raw Food ที่ใช้ส่วนผสมเพียงแค่ 4 อย่างเท่านั้น คือ ลูกเดือย ถั่วเหลือง อินทผลัมและ น้ำอัลมอลต์ ตระกูลถั่วทั้งนั้นเลยค่ะ

เตรียมส่วนผสมพร้อมแล้ว มาเริ่มทำกันเลย
– นำ “ลูกเดือย กับ ถั่วเหลืองดิบ” มาล้างน้ำสะอาดสัก 2 ครั้ง ใส่โถแช่ไว้ตั้งแต่หัวค่ำ เพราะต้องใช้เวลาถึง 1 คืนเลยทีเดียว กว่าจะนิ่มได้ที่
– ดึกหน่อยก็ถึงคราวของอัลมอนด์บ้าง ให้นำเมล็ดอัลมอนด์แช่น้ำสะอาดใช้ไว้ประมาณ 6 ชั่วโมง ที่ต้องนำมาแช่น้ำก็เพื่อลดสารท๊อกซิน ทั้งจะบดจะปั่นก็ง่ายขึ้นค่ะ สาวๆ ก็ไปพักผ่อนสวยๆ กันก่อน
– ตื่นเช้ามาก็เทน้ำออกจากลูกเดือยและถั่วเหลือง หาผ้าขาวบางมาห่อลูกเดือยและถั่วเหลืองที่ได้ แล้วนึ่งเลยค่ะ นึ่งจนสุกแล้วถึงจะเอามาพักไว้
– นำอินทผลัมไปแช่น้ำก่อนสักนิด เพราะแช่ไว้แค่ 5 นาที อินทผลัมก็นิ่มพอจะให้แกะเมล็ดด้านในออกและพร้อมปั่นแล้ว
– จากนั้น ก็ถึงขั้นตอนการปั่น นำอัลมอนด์ที่นิ่มแล้วปั่นพร้อมน้ำสะอาดสักแก้วหนึ่ง ปั่นจนละเอียดแล้วจึงกรองด้วยผ้าขาวบาง
– ได้น้ำอัลมอนด์แล้ว เอามาเพิ่มความหวานด้วยการปั่นอีกรอบ ครั้งนี้ให้ปั่นพร้อมอินทผลัมค่ะ จะได้เติมความหวานกลมกล่อม ช่วยให้อร่อยขึ้นอีกเป็นกอง
– เทน้ำนมอัลมอนด์ลงในถ้วย พร้อมใส่ลูกเดือย กับถั่วเหลืองที่นึ่งสุกแล้ว รับประทานคู่กัน อร่อยอย่าบอกใครเลยค่ะ

ทำกันง่ายๆ แต่ลองมาดูคุณค่าทางอาหารที่ได้จากเมนูนี้กันซักหน่อย
ส่วนผสมและวัตถุดิบล้วนเป็นธัญญพืช สารอาหารหลักคือโปรตีน ร่างกายของเราสามารถนำไปใช้ซ่อมแซมเซลส์ต่างๆ ช่วยชะลอวัย กับความหวานน้อยๆก็จะช่วยเพิ่มพลังและเติมความสดชื่นให้กับวันที่สดใส และไฟเบอร์ที่ได้จากอัลมอนด์ก็จะช่วยลดอัตราเสี่ยงจากการเกิดมะเร็งได้อีกด้วย

เป็นอย่างไรคะ เมนูง่ายๆกับคุณภาพคับแก้วเมนูนี้เริ่มน่าสนใจมากขึ้นหรือยัง
พร้อมแล้ว ลุยค่ะ ^^

ทำความรู้จักกับ Growth Hormone

fit.jpg
หลายๆ คน คงเคยได้ยินคำว่า โกรทฮอร์โมนกันบ่อยๆ ฮอร์โมนชนิดนี้ มีความสำคัญอย่างไรกันบ้าง วันนี้ มาทำความรู้จักกันค่ะ

โกรทฮอร์โมน (growth hormone) เป็นฮอร์โมนประเภทโปรตีน ที่เรียกว่าเปปไทด์ฮอร์โมน ถูกผลิตขึ้นและหลั่งออกมาจากเซลล์ที่มีชื่อเรียกว่า โซมาโตรโทรฟ (somatotrophs) ซึ่งอยู่ในจากต่อมใต้สมองส่วนหน้า เป็นฮอร์โมนที่มีผลต่อการเจริญเติบโต รวมทั้งกระบวนการเมตะบอลิสซึมของร่างกาย โดยการสร้างโกรทฮอร์โมนนั้นจะมีผลมาจากปัจจัยต่างๆ หลายอย่าง ทั้งในแต่ละช่วงอายุก็จะมีการหลั่งโกรทฮอร์โมนในระดับที่ไม่เท่ากันค่ะ

โกรทฮอร์โมนนั้นจะถูกผลิตขึ้นในขณะที่เรานอนหลับ โดยจะมีการหลั่งมากในชั่วโมงแรกของการนอนหลับสนิท และจะถูกส่งไปยังตับเพื่อเปลี่ยนเป็นสารคล้ายอินซูลิน หรือที่เรียกว่าโซมาโตเมดิน (Somatomedin) เพื่อนำไปใช้ในการเสริมสร้างเนื้อเยื่อของร่างกายเรา

โกรทฮอร์โมนนั้น มีความสำคัญเป็นอย่างมากต่อการเจริญเติบโต โดยเฉพาะในวัยเด็กซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยควบคุมการเจริญเติบโตของกระดูก และกล้ามเนื้อให้แข็งแรงตลอดจนถึงช่วงอายุ 25 ปี รวมถึงมีผลต่อการสร้างภูมิต้านทาน และพัฒนาการทางสมองอีกด้วย

สำหรับผู้ใหญ่ โกรทฮอร์โมนก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะเป็นฮอร์โมนที่จะถูกส่งต่อผ่านกระแสเลือดไปยังตับ เพื่อให้ผลิตสารคล้ายอินซูลิน  Insulin-Like Growth Factor-1 (IGF-1) หรือ โซมาโตเมดิน (Somatomedin) ที่จะมีส่วนช่วยในการป้องกัน และยืดอายุของเซลล์ ทำให้ร่างกายไม่ทรุดโทรม หรือเสื่อมสภาพก่อนเวลาอันควร ทั้งยังช่วยกระตุ้นการทำงานของร่างกายในการเผาผลาญอาหารและน้ำตาลที่ได้จากการย่อยอาหาร ผลจาก IGF-1 ยังมีส่วนช่วยในการบำรุงกระดูก และกล้ามเนื้อ ที่รวมถึงกล้ามเนื้อหัวใจ ช่วยลดอัตราเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ ช่วยให้ระบบประสาท ความจำ และสายตาทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนั้น ยังมีรายงานถึงผลของ IGF-1 ต่อการช่วยเพิ่มเพิ่มระดับเม็ดเลือดขาว และการทำให้ร่างกายแข็งแรงมีชีวิตชีวา ดูอ่อนกว่าวัยอีกด้วยค่ะ

กับประโยชน์ที่มากมายขนาดนี้ แต่ระดับของโกรทฮอร์โมนกลับลดลงเรื่อยๆ ตามอายุที่เพิ่มขึ้น โดยเริ่มต้นจากการหลั่งในระดับสูงมากที่สุดในช่วงที่อยู่ในครรภ์มารดา จากนั้นจะลดลงเรื่อยๆ เมื่อเข้าสู่วัยเด็ก จนเริ่มเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น ที่ฮอร์โมนนี้จึงจะกลับมาหลั่งมากขึ้นอีกครั้ง โดยจะหลั่งในขณะที่เรานอนหลับ ช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโต ทั้งในส่วนโครงสร้างกระดูก กล้ามเนื้อ และสมอง หลังจากนั้น ต่อมพิทูอิทารี่ภายในสมองที่มีหน้าที่ผลิตโกรทฮอร์โมนจะเริ่มทำงานลดลง พบว่าหลังจากอายุ 20 ปีเป็นต้นไป การผลิตโกรทฮอร์โมนในร่างกายเรา จะลดลงอย่างน้อย 14% ในทุกๆ 10 ปี ทำให้เราอาจจะสรุปค่าเฉลี่ยของการผลิตโกรทฮอร์โมนแบ่งตามช่วงอายุได้ดังต่อไปนี้ คือ

อายุ 30 ปี ระดับโกรทฮอร์โมนคงเหลือ 86% ของวัยเด็ก
อายุ 40 ปี ระดับโกรทฮอร์โมนคงเหลือ 72% ของวัยเด็ก
อายุ 50 ปี ระดับโกรทฮอร์โมนคงเหลือ 58% ของวัยเด็ก
อายุ 60 ปี ระดับโกรทฮอร์โมนคงเหลือ 44% ของวัยเด็ก
อายุ 70 ปี ระดับโกรทฮอร์โมนคงเหลือ 30% ของวัยเด็ก

และหากใครเริ่มกังวล ว่าร่างกายของเรา เริ่มเสื่อมลง อันเป็นผลมาจากระดับของโกรทออร์โมนที่ลดน้อยลง ลองมาสังเกตกันดูค่ะ กับบางส่วนของสัญญาณ ที่เกิดจากปริมาณโกรทฮอร์โมนที่น้อยลง

– เริ่มหลงลืม ความจำเสื่อมลง
– มีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย อารมณ์ไม่คงที่
– มีอาการของโรคกระดูกพรุน
– การเคลื่อนไหวขาดความกระฉับกระเฉง เฉื่อยชา
– เริ่มมีปัญหาทางสายตา
– มีผมขาว และเส้นผมบางลง
– ผิวหนังขาดความยืดหยุ่น ชุ่มชื้น หน้ามีกระฝ้า ผิวหนังเหี่ยวย่นหย่อนยาน
– คลอเลสเตรอรอน และไตรกีเซอร์ไรด์สูง
– ความดันโลหิตสูงหรือต่ำมากไป

นอกจากนั้น สัญญาณเตือนยังรวมถึงการมีน้ำหนักส่วนเกิน นอนหลับไม่ค่อยสนิท มีอาการป่วยมารบกวนบ่อยขึ้น รวมถึงสมรรถภาพทางเพศที่ลดลง
หลายๆ คนอาจจะเริ่มกังวล เพราะสัญญาณเตือนบางอย่างเริ่มมีให้เห็น แต่ขอบอกว่ายังไม่สายจนเกินไปค่ะ เพราะกระบวนการสร้างโกรทฮอร์โมนเป็นกระบวนการตามธรรมชาติ ที่แม้ว่าจะมีวิทยาการที่ก้าวหน้าที่อาจจะช่วยเสริมสร้างการผลิตโกรทฮอร์โมนได้ แต่การดูแลสุขภาพให้สมบูรณ์แข็งแรง ยังคงเป็นสิ่งที่ดีที่สุดค่ะ ออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ นอนพักผ่อนให้เพียงพอ โดยเฉพาะควรเข้านอนแต่หัวค่ำ รวมถึงดูแลเรื่องของโภชนาการให้ครบถ้วน ควรบริโภคเนื้อสัตว์บ้าง หรือในผู้ที่ทานมังสวิรัติ ก็ควรเสริมอาหารประเภทโปรตีนให้เพียงพอ เพราะสารอาหารบางชนิดที่มีความจำเป็นในการสร้างฮอร์โมนเพื่อรักษาสมดุลในร่างกายนั้น พบได้ในอาหารประเภทโปรตีน ทั้งจากพืช และจากสัตว์ค่ะ

กาแฟเพื่อสุขภาพ

coffee-cup.jpg
ดื่มกาแฟมากไป หลายๆ คนอาจจะกลัวว่าจะนอนหลับได้ยาก โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ ที่อาจจะมีอาการหัวใจเต้นแรง กระสับกระส่าย จนมองกันว่ากาแฟ อาจจะเป็นผู้ร้ายที่ต้องระมัดระวัง

วันนี้ มาดูกันค่ะ ว่าการดื่มกาแฟเป็นประจำ มีข้อดีอะไรบ้าง

เริ่มที่เบาๆ กันก่อน การดื่มกาแฟจะช่วยให้ร่างกายสดชื่น กระปรี้กระเปร่าได้ในเวลาอันรวดเร็ว ใครที่มีอาการง่วง ซึม อ่อนล้า กาแฟซักแก้ว ช่วยได้เลยค่ะ นอกจากจะทำให้สดชื่นขึ้นแล้ว ยังช่วยให้มีเรี่ยวแรง ทำงาน หรือทำกิจกรรมได้นานกว่าปกติ นอกจากนั้น การดื่มกาแฟ ยังช่วยในระบบการเผาผลาญของร่างกาย ทำให้ร่างกายเผาผลาญได้ดีขึ้นอีกด้วย
ขยับมาอีกหน่อย การดื่มกาแฟ วันละ 2-3 แก้ว จะช่วยในเรื่องของความจำ และการมีปฏิกิริยาโต้ตอบ และสำหรับผู้ที่อยู่ในวัยกลางคน กาแฟวันละ 4-5 แก้ว จะช่วยเพิ่มระดับฮอร์โมน GCSF ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอัลไซเมอร์ได้อีกด้วย
การดื่มกาแฟวันละ 2-3 แก้ว ยังจะช่วยลดอัตราความเครียดลงได้ถึง 15% และหากดื่มกาแฟ 4 แก้วต่อวัน จะช่วยลดความเครียดลงได้ถึง 20% เลยทีเดียว

ยิ่งไปกว่านั้น สำหรับผู้ที่ดื่มกาแฟวันละ 2-5 แก้ว เป็นประจำ จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดเซลล์มะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งปากมดลูก และมะเร็งตับได้ด้วย เนื่องจากคาเฟอีน จะช่วยยับยั้งการเกิดเซลล์ที่ผิดปกติ และช่วยกำจัดสารพิษที่ร่างกายได้สะสมไว้
กาแฟ ยังมีส่วนช่วยในการลดความเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วในถุงน้ำดี โดยการดื่มกาแฟเฉลี่ยวันละ 4 แก้ว จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคนิ่วในถุงน้ำดีลงถึง 25% เลยทีเดียว
และสำหรับผู้ที่มีปัญหาโรคเก๊าต์ คาเฟอีนมีส่วนช่วยบรรเทาการอักเสบของข้อ เนื่องมาจากกรดยูริกเกินขนาดอย่างได้ผล และใครที่ดื่มกาแฟเฉลี่ยได้ถึงวันละ 6 แก้ว ก็จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเกาต์ลงได้ถึง 60% เลยล่ะค่ะ

แต่ก่อนจะเริ่มดื่มกาแฟกันวันละหลายๆ แก้ว ตามผลจากการวิจัยซึ่งอาจจะไม่ได้บอกถึงผลกระทบในส่วนอื่นๆ เราลองมาดูกันซักนิดค่ะ ว่าอะไรที่เราควรจะระวังกันบ้าง

อย่างที่ทราบกันค่ะ กาแฟ ช่วยให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่า แต่การได้รับปริมาณคาเฟอีนเกิน 150 มิลลิกรัม ต่อวัน อาจมีผลทำให้นอนหลับยาก หรือหลับไม่สนิท ที่สำคัญ คาเฟอีน จะดึงแคลเซียมออกไปจากร่างกาย ผู้ที่ดื่มกาแฟเป็นประจำจึงควรมีการทานอาหารที่ให้แคลเซียมเพื่อเป็นการชดเชยด้วยนะคะ
นอกจากนั้น การดื่มกาแฟ หากใส่น้ำตาล หรือครีมเทียม ในปริมาณที่มากจนเกินไป ย่อมจะมีผลต่อไขมัน และน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นมา การดื่มกาแฟจึงไม่ควรปรุงให้หวานจนเกินไป ถ้าเป็นไปได้ ลองดื่มกาแฟดำไม่ใส่น้ำตาลดูค่ะ และสุดท้าย หลีกเลี่ยงการดื่มกาแฟในขณะท้องว่าง เพราะคาเฟอีน จะเป็นตัวกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งกรดออกมาในปริมาณที่มากกว่าปกติ อาจทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคกระเพาะกันได้ค่ะ

ท้ายที่สุด อะไรก็ตามที่มากเกินพอดี คงจะไม่ใช่เรื่องดีซักเท่าไหร่ การดื่มกาแฟก็ย่อมมีทั้งส่วนที่ดี รวมไปถึงผลเสียที่อาจจะตามมาหากดื่มในปริมาณที่มากจนเกินไป ที่สำคัญเราคงต้องหมั่นสังเกตตัวเองดูด้วย ว่าเวลาดื่มแล้ว เรามีอาการผิดปกติอะไรหรือเปล่า เพราะการรู้จักสังเกตตัวเองย่อมเป็นการดูแลสุขภาพที่ดีที่สุดค่ะ
เอาล่ะ เล่าถึงข้อดีข้อเสียให้ได้ทราบกันครบแล้ว ถึงเวลาต้องขอตัวไปหากาแฟร้อนๆ หอมๆ มาเติมความสดชื่นซักแก้วก่อนแล้วล่ะค่ะ ^^

สาวๆ รองเท้าส้นสูง และเรื่องของสุขภาพที่ควรระวัง

heel.jpg
สาวๆ ชาวออฟฟิศคงพอจะทราบกันบ้างแล้ว ถึงข้อเสียจากการใส่ส้นสูง ทั้งทำให้ปวดเท้า เมื่อยขา แต่ถึงเวลาต้องแต่งสวยแบบจัดเต็มทีไร ก็อดไม่ได้ที่จะต้องหยิบเจ้ารองเท้าส้นสูงคู่สวยมาใส่ประชันความงามกันแบบไม่ยอมน้อยหน้าใคร … แหม ก็ใครจะยอมทิ้งความเพรียว สวยสง่า ที่ได้จากการใส่รองเท้าส้นสูงกันได้ลงคอ…
แต่ก่อนจะตัดสินใจหยิบรองเท้าคู่ใหม่มาลอง วันนี้มาทำความเข้าใจเพิ่มกันอีกสักนิดนะคะ ว่ารองเท้าส้นสูงๆ ที่เราเลือกใส่นั้น มีผลต่อสุขภาพของเราอย่างไรบ้าง

รองเท้าส้นเข็ม
ส้นเข็มคู่ใจสาวสวย ใส่ทีไรเหมือนต้องมนต์ ขาจะสวยเพรียวขึ้นทันตาเห็น และด้วยความที่มีส้นที่เพรียวเล็กจึงช่วยให้ดูไม่ตันอีกต่างหาก มือใหม่หัดใส่อาจร้อง “ยี้” เพราะแค่ส้นสูงปกติก็ลำบากแล้ว เจ้ารองเท้าส้นเข็มยิ่งทำให้ทรงตัวยากขึ้นไปอีก ด้วยส้นที่เล็กมาก การทิ้งน้ำหนักต้องกดลงไปที่จุดเดียว ทำให้ไม่สามารถรองรับน้ำหนักตัวเราได้อย่างสมดุล จมูกเท้าด้านหน้าต้องรับบทหนัก แถมเวลาเดินจะเกิดการกระแทกย้อนกลับมาที่เท้า ใส่แต่ละครั้งจึงรู้สึกได้ว่าไม่สบายเท้า ทั้งคุณสาวๆ ยังต้องเผชิญกับความเสี่ยง ทั้งเท้าพลิก เท้าแพลง และทำให้เกิดอาการเคล็ดขัดยอกกันได้ง่ายๆ

รองเท้าหัวแหลม
แฟชั่นรองเท้าหัวแหลมช่วยให้ลุ้คดูเปรี๊ยวจี๊ด ทันสมัย กระฉับกระเฉง ตามคอนเซ็ปต์สาวมั่นยุคใหม่ แต่ลองก้มมองที่เท้าของเราสักนิดนะคะ เพราะเปอร์เซ็นต์ส่วนใหญ่ของเท้าคนไทยล้วนมีหน้าเท้าที่กว้าง เมื่อพยายามสอดปลายเท้าลงไปในรองเท้าหัวแหลมๆก็เท่ากับเป็นการบีบหน้าเท้าตัวเองทำให้เสียรูป ยิ่งถ้าเป็นรองเท้าส้นสูงหัวแหลมด้วยยิ่งหนัก เพราะน้ำหนักจะยิ่งเทไปด้านหน้ามากขึ้นอีก เดินไปสักพักก็มักจะปวดเท้ากันทุกคน อาการที่มักจะเกิดตามมาได้แก่ กล้ามเนื้ออักเสบ และตาปลา เพราะในแต่ละก้าวที่เดินกล้ามเนื้อจะถูกบีบรัดและเสียดสีตลอดเวลา ยิ่งถ้าปล่อยไว้นาน นิ้วเท้าอาจผิดรูปไปได้เลยล่ะค่ะ

รองเท้าส้นสูงปรี๊ด
สาวๆ ไซส์มินิ มาตรฐานแบบไทยๆ อาจคิดว่าส่วนสูงของตัวเองเป็นปมด้อย เพราะไม่ว่าจะซื้อกางเกงก็ต้องตัดขา หรือจะตามแฟชั่นกระโปรงยาว ก็ยาวจนลากพื้น ตัดสินใจต้องเลือกเพื่อนคู่ใจเป็นรองเท้าส้นสูงปรี๊ด ความสูงจะได้เชิดหน้าชูตาขึ้นมาหน่อย แต่รองเท้าที่ส้นสูงปรี๊ดนั้นทำให้เราต้องเดินเขย่งตลอดเวลา ยิ่งเป็นรองเท้าที่ความสูงของด้านหน้าและด้านหลังต่างกันมากๆ น้ำหนักทั้งหมดจะตกลงมาที่จมูกเท้าหมด ทีนี้เท้าก็จะงอผิดธรรมชาติ กล้ามเนื้อบริเวณน่องจะเกร็งขึ้นมากกว่าปกติ จึงทำให้ทั้งปวดเท้า เมื่อยน่องทุกครั้งที่ใส่ บางคนที่ใส่รองเท้าส้นสูงไปนานๆ อาจเกิดปุ่มแข็งๆ ยื่นออกมาตรงส้นเท้า (Pump Bump) เป็นกระดูกที่งอกออกมาแบบผิดปกติ ปุ่มแข็งๆ นี้ถ้าสียดสีกับส้นรองเท้าบ่อยๆ ก็อาจกลายเป็นแผลพุพอง แผลกดทับ เกิดอาการปวดแบบถาวรได้

รองเท้าแพลตฟอร์ม
สาวๆ อาจแปลกใจว่าทำไมเลือกรองเท้ามีส้นสูงเสมอกันแล้ว ทำไม ยังจะมีข้อเสียได้อีก ก็เพราะรองเท้าแบบแพลตฟอร์มถึงจะดูสวย น่าจะใส่สบาย แต่รองเท้าแบบนี้ไม่ได้ออกแบบมาให้รองรับน้ำหนักและรูปทรงของเท้า ไม่ยืดหยุ่นในยามเคลื่อนไหว ซ้ำร้าย พื้นรองที่เท้าแข็ง และหนา จะบังคับไม่ให้เท้าเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ แต่เราอาจจะไม่รู้ตัวว่าเท้าของเราเกร็งทุกครั้งที่เคลื่อนไหว และพยายามทรงตัว ยิ่งบางคู่ที่ออกแบบผิดส่วน ฝ่าเท้าไม่สัมผัสกับพื้นรองเท้า ยิ่งทำให้การทรงตัวยากขึ้นไปอีก ผลคือกล้ามเนื้อเกิดอาการเกร็ง ปวดเมื่อย ยิ่งถ้ารองเท้าคู่นั้นสูงมาก ก็จะยิ่งกดทับกระดูกฝ่าเท้ามากขึ้นไปอีก และการทรงตัวที่ลำบากก็อาจทำให้สะดุดหกล้มบาดเจ็บกันได้ง่ายๆเลยทีเดียว

รองเท้าส้นแบน แฟลตชูว์
แม้จะหนีจากรองเท้าส้นสูงๆ หันมาคบรองเท้าส้นแบน แบบติดดินสุดๆ แล้ว ก็ยังหนีอาการปวดเมื่อยเท้าเมื่อเดินไกลๆ ไม่ได้ สาเหตุก็มาจากการไม่มีพื้นรองเท้านี่แหละค่ะ รองเท้าที่แบนราบไปกับพื้นเลยนั้นไม่ช่วยรองรับแรงกระแทก แถมยังจะไม่เข้ากับสรีระของเท้าอีกด้วย อาจทำให้เกิดออาการเจ็บเข่า ลามไปถึงสะโพกและหลังได้ สำหรับบางคนอาจเกิดถึงขั้นมีอาการเอ็นฝ่าเท้าอักเสบได้เลย รองเท้าที่ดีจึงควรหนาขึ้นมาสัดนิด แล้วมีแผ่นรองเท้าเพื่อรองรับกับรูปเท้าในทุกขณะของการเคลื่อนไหวค่ะ

เคล็ดลับ : เลือกรองเท้าต้องดูอะไรบ้าง
ลักษณะรองเท้า : เลือกรองเท้าที่มีลักษณะเข้ากับรูปเท้า
พื้นด้านในรองเท้า : ควรเลือกรองเท้าที่ใช้วัสดุด้านในที่นุ่มสบายเท้า และสามารถช่วยรับน้ำหนักได้
พื้นรองเท้า : เจอรองเท้าถูกใจแล้ว ลองพลิกดูพื้นรองเท้าด้วย ว่าวัสดุมีความฝืดแค่ไหนสำหรับการป้องกันการลื่นในยามก้าวเดิน และมีลวดลายอย่างไร ลายเฉียงคล้ายสามเหลี่ยมที่หันมาด้านหน้า จะช่วยเรื่องการยึดเกาะพื้นได้ดีไม่แพ้ลวดลายขรุขระอื่นๆเลยทีเดียวค่ะ
ส้นรองเท้า : รองเท้าที่ดีส้นรองเท้าไม่ควรสูงเกิน 1 นิ้ว และถ้าอยากใส่ส้นสูงก็ไม่ควรเกิน 2 นิ้ว และใส่ต่อเนื่องไม่เกิน 3 ชั่วโมงในแต่ละครั้ง ที่สำคัญควรถอดออกให้เท้าของคุณได้พักบ้างในเวลาที่ไม่ต้องเดิน
น้ำหนักของรองเท้า : ลองจับๆ ยกๆ รองเท้าดู แล้วเลือกรองเท้าที่มีน้ำหนักเบา รองเท้าที่ทำจากยางหนาๆ มีน้ำหนักมาก จะทำให้เดินยากและหกล้มได้ง่าย เลือกรองเท้าที่ทำจากยางที่มีน้ำหนักเบาจะทำให้เคลื่อนไหวได้สะดวกกว่า

TIPS : รู้จักโครงสร้างของเท้า
เท้าประกอบด้วยกระดูก 28 ชิ้น ต่อกับข้อเท้า และมีกล้ามเนื้อที่เกาะจากขาท่อนล่างมาที่เท้าทั้งหมด13 มัด ภายในฝ่าเท้ามีกล้ามเนื้อรวม 19 มัด และยังมีเส้นเอ็น กล้ามเนื้อต่าง ๆ มากกว่า 100 ชิ้น เพื่อควบคุมการเคลื่อนไหวของเท้า โครงสร้างของเท้ามีส่วนโค้งของฝ่าเท้าตามยาวและตามขวาง ส่วนโค้งนี้ทำให้เท้าสามารถรับน้ำหนักได้หลายเท่าตัว แต่การใส่ส้นสูงจะทำให้น้ำหนักกดลงไปที่กระดูกนิ้วเท้า, กระดูกข้อต่อนิ้วเท้า, ข้อเท้า และเส้นเอ็น ที่มักเกิดปัญหาคือเอ็นร้อยหวายที่จะต้องเกร็งตัวตลอดเวลาเมื่อเราใส่รองเท้าส้นสูงค่ะ

ปวดเข่า

knee
อาการปวดไม่ว่าจะปวดหลัง ปวดคอ ปวดต้นขา ปวดเข่า ใครไม่เป็นย่อมไม่รู้ว่าทรมานแค่ไหน จะทำอะไรก็ดูจะติดๆ ขัดๆ ไปเสียหมด
วันนี้เรามีความรู้ดีๆ ในเรื่องของอาการปวดเข่าประเภทต่างๆ ว่ามีที่มาที่แตกต่างกันอย่างไร มาฝากกันค่ะ

คุณเพ็ญพิชชากร แสนคำ นักกายภาพบำบัดผู้เชี่ยวชาญด้านโครงสร้าง และกล้ามเนื้อในส่วนต่างๆ ของร่างกาย จากสถาบันปรับโครงสร้างร่างกายอริยะ เวลเนสเซนเตอร์ อธิบายไว้อย่างนี้ค่ะ

“อาการปวดเข่าอาจมาจากกล้ามเนื้อก้นอ่อนแรง หรือเป็นที่กล้ามเนื้อไม่สมดุลกัน หรือเป็นเข่าเสื่อมก็ได้ อันดับแรกเราต้องทำความรู้จักกับอาการปวดเข่าจากกล้ามเนื้อไม่สมดุล และอาการเข่าเสื่อมกันก่อน ว่าแตกต่างกันอย่างไร เพราะอาการปวดที่เข่า ไม่จำเป็นต้องเป็นเข่าเสื่อมเสมอไป แต่ถ้าดูแลไม่ถูกต้อง ก็อาจจะเรื้อรัง จากอาการปวดเข่าธรรมดาอาจเลื่อนขั้นไปเป็น อาการเข่าเสื่อมได้เหมือนกันค่ะ

โรคเข่าเสื่อม สามารถวินิจฉัยจากอาการได้ชัดเจนซึ่งประกอบด้วยอาการ และอาการแสดงดังต่อไปนี้
1. มีอาการปวดเข่า โดยปกติจะปวดเมื่อมีการเคลื่อนไหว หรือมีการเดินลงน้ำหนัก เมื่อพักจะดีขึ้น หากเป็นมากจะปวดตลอดเวลา
2. ข้อติดแข็ง ส่วนมากจะพบในตอนเช้าเมื่อตื่นนอนใหม่ๆ หรือเมื่อพักในท่าใดท่าหนึ่งนานๆ ต่อเนื่องโดยไม่ได้ขยับ
3. บวมรอบข้อ อาจพบร่วมกับอาการแดง และร้อนเมื่อลองคลำบริเวณรอบเข่า
4. มีการผิดรูปของข้อเข่า ซึ่งเกิดจากผิวข้อ (Cartilage) บางลง แล้วตัวของกระดูกมีการเสียดสีกัน จนเกิดกระดูกงอกและทำให้เข่าผิดรูป และขยาย จึงพบว่าผู้ที่มีเข่าเสื่อมรุนแรง รอบข้อเข่าจะใหญ่ขึ้น
5. มีเสียงดังภายในข้อเข่า ซึ่งเสียงที่เกิดขึ้นอาจมาจากการเสียดสี ของผิวข้อภายในข้อเข่า
ซึ่งหากมีการ X-Ray จะพบว่าช่องว่างระหว่างกระดูกข้อเข่าจะแคบลง กระดูกผิวข้อบางลง และอาจพบกระดูกงอกได้ ส่วนการวินิจฉัยอาจต้องทำโดยพิจารณาปัจจัยอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น อายุเกิน 50 ปี มีน้ำหนักตัวหรืออ้วนมากกว่าปกติ มีประวัติการทำงาน หรือเคยประสบอุบัติเหตุที่อาจทำให้มีความเสื่อมของข้อได้ง่าย เป็นต้น

ในขณะที่ ภาวะกล้ามเนื้อทำงานไม่สมดุลกัน (Muscle Imbalance) ที่ทำให้เกิดอาการปวดหลัง ปวดก้น เป็นผลจากกลุ่มกล้ามเนื้อก้นอ่อนแรง (Gluteal Muscles) แล้วทำให้กล้ามเนื้อด้านข้างต้นขาเกิดการตึงตัวมากกว่าปกติ (Iliotibial band) ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญมากเพราะส่วนนี้จะเป็นตัวที่ให้ความมั่นคงต่อข้อเข่าด้านนอก ซึ่ง band นี้จะทอดยาวตั้งแต่ขอบนอกของกระดูกเชิงกรานข้ามข้อสะโพกแผ่ไปเกาะที่ด้านข้างกระดูกสะบ้า (Patella bone) ข้ามเข่าไปเกาะที่ขอบนอกด้านบนกระดูกหน้าแข้ง (Gerdy’s tubercle) แผ่ไปรวมกับเส้นเอ็นของกล้ามเนื้อต้นขาด้านหลัง (Biceps femoris tendon) จากจุดเกาะดังกล่าวจึงทำให้เมื่อต้องมีการงอ-เหยียดเข่าซ้ำๆ บ่อยๆ จะเกิดการเสียดสีที่เยื่อนี้ ทำให้หนาตัวขึ้นมา และกลายเป็นเหตุที่ทำให้มีอาการเจ็บที่ด้านนอกของข้อเข่า กลุ่มอาการนี้จะเรียกว่า “Iliotibial Band Syndrome” จะพบมากในกลุ่มผู้ออกกำลังกายเช่น วิ่ง ฟุตบอล บาสเก็ตบอล ฯลฯ
อาการปวดเสียวที่เข่าจากสาเหตุนี้มักพบร่วมกับอาการตึงเจ็บที่ต้นขาด้านนอก ซึ่งอาจปวดตึงร้าวจากด้านข้างของข้อสะโพก หรือมีจุดกดเจ็บที่เหนือข้อพับด้านหลัง กล้ามเนื้อต้นขาด้านหลังจะตึงมาก และอาการจะเป็นมากหากต้องเดินนานๆ หรือหลังจากออกกำลังกายประเภทดังที่กล่าว

การแยกอาการของภาวะกล้ามเนื้อไม่สมดุล ออกจากอาการของโรคเข่าเสื่อม ทำได้ไม่ยาก เพราะกลุ่มผู้มีอาการกล้ามเนื้อไม่สมดุลมักพบในนักกีฬา วัยกลางคน ซึ่งอาจดูแข็งแรงดีอยู่ แต่ก็มีจุดอ่อนในส่วนที่ละเลย จนทำให้มีอาการเรื้อรัง มีหลายเคสที่มาพบเราที่สถาบันฯ อายุเพียง สามสิบต้นๆ มาด้วยปวดเสียวที่เข่าด้านนอก รวมทั้งเริ่มมีอาการเข่าบิดเข้าด้านใน เป็นนักกีฬาบาสเก็ตบอลมาตั้งแต่อายุสิบกว่าปี เล่นบาสฯ และวิ่งไม่ได้มาสาม-สี่ปีแล้ว ดูแลกันไม่ถึงเดือนค่ะก็สามารถกลับไปวิ่ง ไปเล่นบาสฯได้เหมือนเดิม เพราะกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่กล้ามเนื้อแข็งแรงดีอยู่แล้วค่ะ สร้างง่าย เพียงให้เขารู้ว่าสิ่งที่เป็นเกิดจากสาเหตุไหน วิธีการในการดูแลรักษาตัวเองต้องอย่างไรบ้าง อาการก็พัฒนาได้อย่างรวดเร็วค่ะ”

เมื่อใดที่ร่างกายของเรากำลังส่งเสียงบอกบางสิ่งอยู่ อย่าละเลยนะคะ เพราะจากที่เป็นเพียงเล็กน้อย อาจลุกลามเป็นปัญหาใหญ่ได้โดยที่เราคาดไม่ถึง โรคเข่าเสื่อมก็เหมือนกัน หากอาการปวดเสียวเข่าในช่วงแรก ไม่ได้รับการดูแล หรือออกกำลังกายให้เหมาะสมกับสาเหตุของปัญหา ก็อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้เรื้อรังจนกลายเป็นโรคเข่าเสื่อมได้ ซึ่งถ้าเป็นถึงขั้นนั้นแล้วนอกจากจะต้องเจ็บปวดกับอาการที่เป็น ยังไม่สามารถรักษาให้คืนกลับเหมือนเดิมได้ ใส่ใจฟังเสียงของร่างกายแต่ต้น รักษาให้ถูกทางแต่เนิ่นๆ ช่วยป้องกันอาการป่วย และโรคภัยไข้เจ็บได้ไม่ยากค่ะ

เตรียมตัวรับสงกรานต์

งานวัด
เข้าสู่ช่วงสงกรานต์กันแล้ว ใครที่เตรียมตัวจะไปเล่นน้ำสงกรานต์ มาดูกันซักหน่อยว่าควรระมัดระวังอาการป่วยอะไรกันบ้าง ก็อากาศร้อนๆ เล่นน้ำสงกรานกันเปียกชุ่ม อาการป่วยที่ควรระวังกัน มีหลายอย่างเลยค่ะ

เริ่มต้นด้วย โรคลมแดด หรือ ฮีทสโตรก อาการที่หลายๆ คนคิดว่าไม่รุนแรง แต่แท้ที่จริง สำหรับบางกรณี หากไม่ได้รับการปฐมพยาบาลที่ถูกต้อง อาการอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตกันได้เลยคะ  ที่สำคัญ โรคลมแดด เป็นโรคที่คนที่มีร่างกายแข็งแรงเป็นปกติ ก็สามารถเป็นได้ คือเมื่ออุณหภูมิภายในร่างกายสูงเกิน 40 องศาเซลเซียส ร่างกายสูญเสียน้ำมาก เป็นเวลานานๆ ทำให้เลือดมีความเข้มข้นสูงขึ้น และร่างกายปรับตัวกับอุณหภูมิที่สูงขึ้นไม่ทัน อาจทำให้มีอาการกระหายน้ำมากๆ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ หน้ามืด วิงเวียนศีรษะ ความดันโลหิตต่ำ ช็อก จนอาจถึงขั้นหมดสติได้ การป้องกันอาการของโรคลมแดด ทำได้โดยการหลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดด หรือที่ร้อนอบอ้าว เป็นเวลานานๆ ดื่มน้ำให้มากกว่าปกติ และหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งจะทำให้ร่างกายเสียน้ำมากยิ่งขึ้นค่ะ
และในกรณีที่มี่ผู้ป่วยเป็นโรคลมแดด การปฐมพยาบาลเบื้องต้น ทำได้โดยให้นอนราบลง ยกเท้าทั้งสองข้างให้สูงเพื่อเพิ่มการไหลเวียนของเลือด คลายเสื้อผ้าที่แน่นออก จากนั้นใช้ผ้าชุบน้ำเย็น หรือใช้น้ำแข็งประคบตามซอกตัว คอ รักแร้ เชิงกราน ศีรษะ พร้อมๆ กับพัด หรือใช้พัดลมช่วยเป่าเพื่อให้อากาศถ่ายเท ลดความร้อน และลดอุณหภูมิของร่างกายให้ต่ำลง จากนั้นให้รีบนำส่งโรงพยาบาลโดยเร็วค่ะ

โรคต่อมา คือ โรคตาแดง ซึ่งเป็นโรคตาที่พบได้บ่อย เกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย โดยมีสาเหตุมาจากการสัมผัสกับเชื้อโรค หรือสิ่งที่ไม่สะอาด ทำให้เกิดการอักเสบของเยื่อบุตา ที่คลุมหนังตาบน และล่าง รวมถึงเยื่อบุตาที่คลุมตาขาว
โรคตาแดงนั้นอาจเป็นได้ทั้งแบบเฉียบพลัน และแบบเรื้อรัง โดยเกิดได้ทั้งจากติดเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส อาการภูมิแพ้ หรือ จากการสัมผัสสารที่ระคายเคืองต่อตา และ สำหรับในช่วงสงกรานต์ สิ่งที่ควรระมัดระวัง คือการสัมผัสกับเชื้อโรคที่มากับน้ำที่ไม่สะอาด การเล่นน้ำสงกรานต์ควรใส่แว่นตากันน้ำ เพื่อระมัดระวังไม่ให้น้ำที่อาจจะไม่สะอาดกระเด็นเข้าตา และหากเกิดอาการตาแดง แม้ว่าเป็นโรคที่โดยทั่วไปแล้วสามารถหายเองได้ในระยะ 1-2 สัปดาห์ แต่การพบแพทย์ เพื่อทำการรักษาอย่างถูกวิธีย่อมเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

โรคต่อมาที่ควรระมัดระวังกัน โดยเฉพาะในช่วงเดือนเมษายน หน้าร้อนของไทย เป็นโรคที่เกี่ยวกับความสะอาดของอาการที่เราทานกัน โรคอาหารเป็นพิษ เพราะสงกรานต์เป็นช่วงที่อากาศร้อน และแห้ง เหมาะกับการเจริญเติบโตของเชื้อโรคหลายๆ ชนิด อาหารต่างๆ ก็อาจบูดเสียได้ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อาหารที่มีส่วนผสมของกะทิ หรือนม นอกจากนั้น การทานอาหาร หรือดื่มน้ำที่ไม่สะอาด ก็อาจทำให้เกิดโรคดังกล่าวได้เช่นกัน อาการที่เกิดขึ้นในผู้ป่วย ได้แก่อาการถ่ายเหลว คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง และอาจมีภาวะขาดน้ำ ซึ่งในรายที่มีอาการรุนแรงอาจส่งผลให้เกิดภาวะช็อค หมดสติ และเสียชีวิตได้ เพราะฉะนั้น ควรระมัดระวังในการเลือกอาหาร รวมทั้งดื่มน้ำดื่มที่สะอาด เพื่อป้องกันอาการอาหารเป็นพิษกันด้วย

นอกเหนือจากอาการของโรคที่ควรระมัดระวังข้างต้นแล้ว การเล่นน้ำเป็นระยะเวลานานๆ และอยู่ในชุดที่เปียกชื้นตลอดเวลา ยังอาจส่งผลให้เกิดอาการของเชื้อราจากความอับชื้น อาการผื่นแพ้ และอาการของโรคผิวหนังได้อีกด้วย ก่อนออกไปเล่นน้ำสงกรานต์ อย่าลืมเลือกเสื้อผ้าที่บาง แห้งง่าย และไม่หนาจนทำให้เกิดความอับชื้นเป็นเวลานานๆ และควรรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าที่แห้งในทันที่ หลังเล่นน้ำสงกรานต์เสร็จ เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีอาการอับชื้นที่จะก่อให้เกิดอาการของโรคผิวหนัง และเชื้อรานะคะ

เอาล่ะค่ะ ทราบกันไปแล้ว ถึงอาการและโรคต่างๆ ที่ควรจะระมัดระวังในช่วงสงกรานต์ ก่อนออกไปเล่นน้ำกัน ขอให้ป้องกัน และดูแลสุขภาพกันให้พร้อมด้วย ที่สำคัญอย่าลืมทาครีมกันแดดแบบกันน้ำ ที่มีค่า SPF มากกว่า 50+ เพื่อป้องกันรังสี UV จากแสงแดดและ ดื่มน้ำสะอาดให้มากๆ เพื่อชดเชยกับน้ำที่ร่างกายเสียไปด้วยนะคะ สุขสันต์วันสงกรานต์ค่ะ ^^

สมองสดใส ไอเดียปิ๊ง ง่ายๆ

brain.jpg
หลายๆ คนรู้จักกับอาการสมองเสื่อม โรคความจำเสื่อม หรือโรคอัลไซเมอร์ ในฐานะโรคของผู้สูงอายุ เพราะเข้าใจว่าโรคเหล่านี้จะเกิดกับผู้สูงอายุ และยังจะไม่ต้องกังวลในวัยหนุ่มสาว ทว่า แท้ที่จริง โรคเกี่ยวกับความเสื่อมของสมอง อาจเริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่วัย 30-40 โดยที่เรายังไม่รู้ตัวก็เป็นได้ค่ะ แต่ด้วยความที่อาการมักจะแสดงออกชัดเจนเมื่ออายุมากขึ้น กว่าจะรู้ตัวก็มักจะสายเกินไปเสียแล้ว

ลองเช็คดูกันซักหน่อย ว่าเราเริ่มมีอาการหลงๆ ลืมๆ วางของแล้วจำไม่ได้ ลืมนัด ลืมชื่อคน เริ่มมีอาการพิมพ์ดีดผิดจากที่ไม่เคยเป็น หรือเริ่มนึกอะไรๆ ออก ช้ากว่าที่เคยกันบ้างหรือเปล่า เหล่านี้ ล้วนเป็นอาการที่เป็นสัญญาณเกี่ยวกับสมอง ที่ไม่ควรละเลยกันแล้วล่ะค่ะ

โรคสมองเสื่อม แม้จะเป็นไปตามธรรมชาติ แต่หากมีการดูแลที่ดี ก็อาจเป็นหนทางป้องกัน และบำรุงสมองของเราให้ทำงานได้เป็นปกติไปได้อีกนานๆ มาดูกันเลยค่ะกับ 5+2 วิธีดูแลสมองของเรา

ประการแรก ดูแลเรื่องโภชนาการ … เราอาจจะได้รับข้อมูลว่าผลิตภัณฑ์อาหารเสริมหลายๆ ชนิดมีส่วนช่วยในการบำรุงสมอง ทว่าการรักษาสมดุลทางโภชนาการ ให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่เหมาะสมในแต่ละมื้อกลับเป็นเรื่องที่สำคัญกว่า เพราะฉะนั้น อย่าลืมดูแลให้ร่างกายได้รับสารอาหารให้ครบถ้วน ทั้งโปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน วิตามิน รวมถึงแร่ธาตุ และอย่าลืม ทานอาหารเช้าในทุกๆ วัน เพราะอาหารเช้า จะเป็นตัวช่วยในการรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ ซึ่งจะมีผลต่อการทำงานของสมองค่ะ

ประการที่สอง พักผ่อนให้เพียงพอ … สมอง จำเป็นต้องได้รับการพักผ่อนเช่นเดียวกับส่วนอื่นๆ ของร่างกาย การพักผ่อนที่ไม่เพียงพอจะส่งผลต่อการทำงานของสมอง ทั้งในด้านการใช้ความคิด และการตื่นตัวของสมอง

ประการที่สาม ฝึกสมอง…  ร่างกายที่แข็งแรง จำเป็นต้องได้รับการออกกำลังกายที่เหมาะสม เช่นเดียวกับสมองของเรา การใช้สมองในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ภาษาใหม่ๆ รวมถึงเกมส์ที่ใช้สมองอย่างเช่นหมากกระดาน เกมส์คำศัพท์ หรือเกมส์ประเภทตัวเลข ล้วนเป็นการบริหารสมองที่ดีทั้งสิ้น สมองที่สมบูรณ์ จำเป็นต้องได้รับการบริหาร เริ่มบริหารสมองเสียตั้งแต่วันนี้ค่ะ

ประการที่สี่ ออกกำลังกาย … การทำงานของสมอง ย่อมเป็นผลมาจากการทำงานของระบบอื่นๆ ของร่างกาย หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ให้หัวใจได้สูบฉีดเลือดอย่างเต็มที่อย่างน้อย สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง สมองที่ดี จำเป็นต้องอาศัยร่างกาย และระบบการทำงานที่ดี ที่สำคัญ การออกกำลังกายจะมีส่วนช่วยในการทำงานของสมองในส่วนของการตัดสินใจ และความจำ

ประการที่ห้า บริหารความเครียด และจดจำเรื่องราวที่ดี … สมองของเราทำงานได้ดีในขณะที่เรามีความสุขค่ะ พยายามลดภาวะความเครียด ผ่อนคลายด้วยการทำสมาธิ หางานอดิเรก หรือไปเที่ยวพักผ่อนเมื่อรู้สึกว่าเรามีความเครียดมากจนเกินไป เข้าสังคม พบปะกับผู้คน รวมถึงจดจำเรื่องราวดีๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน สิ่งเหล่านี้ มีผลต่อการทำงานของสมองทั้งสิ้น

ดูแลสมองตามที่กล่าวมาแล้ว สิ่งสำคัญอีกสิ่งหนึ่งก็คือการดื่มน้ำให้เพียงพอ … เพราะ น้ำ เป็นส่วนประกอบสำคัญของสมอง และมีความสำคัญต่อการทำงานของสมองไม่น้อยไปกว่าระบบอื่นๆ ภายในร่างกาย แปลว่าสมอง จำเป็นต้องได้รับน้ำในปริมาณที่เพียงพอและเหมาะสม พยายามดื่มน้ำให้มากในแต่ละวัน เพราะนอกจากความสดชื่นที่ได้รับแล้ว ยังจะช่วยให้สมองทำงานได้ดีขึ้นอีกด้วย ที่สำคัญ น้ำเปล่า ดีที่สุดนะคะ

และนอกเหนือจากการดูแลสมองให้แข็งแรงแล้ว อย่าลืมช่วยลดการทำร้ายสมอง ด้วยการลดสิ่งที่เป็นอันตรายกับสมองกันด้วย เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ สารเสพติดทุกชนิด เป็นอันตรายต่อสมอง ทางที่ดี อยู่ห่างๆ ไว้จะดีที่สุดเลยค่ะ

เอาล่ะ ได้ทราบกันไปแล้ว ถึงแนวทางในการดูแล รักษาสมองของเราให้มีสุขภาพที่ดี อย่าปล่อยให้สมองของเราเสื่อมจนเกินจะแก้ไข เริ่มดูแลเสียตั้งแต่วันนี้ เพราะเรื่องราวดีๆ ในชีวิตยังมีอยู่อีกมากมายให้จดจำ เตรียมสมองไว้รับกับเรื่องราวเหล่านั้นไปด้วยกัน ที่สำคัญ ไอเดียดีๆ ย่อมต้องมาจากสมองที่สุขภาพดีเช่นกันค่ะ ^^

5 ข้อดี ของการฝึกโยคะ

26219258_10155852812789526_5875796625396692447_n.jpg
ทางเลือกของการออกกำลังกายในทุกวันนี้ มีให้เลือกมากมาย ไม่ว่าจะเน้นในเรื่องการเผาผลาญไขมันในช่วงเวลาสั้นๆ การวิ่งมาราธอน การเต้นในรูปแบบต่างๆ ซึ่งก็อยู่ที่แต่ละคนจะเลือกตามความชอบ และเป้าหมายของการออกกำลังกาย
กับอีกหนึ่งทางเลือกดีๆ ที่เรานำมาฝากวันนี้ เป็นเรื่องการออกกำลังกายในรูปแบบของการฝึกโยคะค่ะ จะมีข้อดีอย่างไรบ้าง เรามาดูกันทีละข้อเลยค่ะ

1. ดูเด็กลง ลองพิสูจน์ดูได้เลยค่ะ เวลาไปคลาสโยคะ เรามักจะเจอแต่คนที่หน้าดูอ่อนกว่าวัยกันทั้งนั้น เหตุผลสำคัญนั้นเป็นเพราะการฝึกโยคะจะช่วยให้ระบบการไหลเวียนของเลือดดีขึ้น ประกอบกับท่วงท่าในการฝึกที่ต้องยืด เหยียด ที่ยิ่งช่วยให้หลอดเลือดขยายตัวได้มากขึ้นไปอีก เมื่อเลือดไหลเวียนได้ดี ระบบต่างๆ ภายในร่างกายของเราก็ทำงานได้ดีตามไปด้วย นอกจากนั้นยังเน้นเรื่องการกำหนดลมหายใจ ทำให้ออกซิเจนเข้าปอดได้อย่างเต็มที่ เลือดก็นำออกซิเจนและสารอาหารไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้อย่างสะดวก ทั้งยังมีส่วนในการขจัดของเสียออกจากร่างกาย ผิวพรรณจึงดูสวยเปล่งปลั่ง ดูเด็กไปถนัดตาค่ะ

2. อกเป็นอก เอวเป็นเอว แบบไม่มีห่วงยาง เพราะการฝึกโยคะในแต่ละท่านั้นจะมีการใช้กล้ามเนื้อทั่วทุกส่วนของร่างกาย ทั้งกล้ามเนื้อมัดเล็กและมัดใหญ่ ซึ่งการใช้กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ เป็นการใช้พลังงานส่วนเกินที่สะสมอยู่ตามส่วนต่างๆ ในรูปแบบของไขมัน ทำให้กล้ามเนื้อตึงกระชับ ทั้งท่าทางในการบิดตัวต่างๆ นั้นยังช่วยให้สัดส่วนของคุณสาวๆ เข้าที่ เซ็กซี่ได้ตามบุคลิกเลยล่ะค่ะ

3. สง่าทุกท่วงท่า เพราะการฝึกโยคะนั้นนอกจากจะมีการยืดเหยียดกล้ามเนื้อแล้ว ยังเน้นเรื่องการทรงตัว และความสมดุล โดยเป็นการฝึกการกระจายน้ำหนักอย่างเหมาะสมทั้งในส่วนของแขน ขา กล้ามเนื้อกระดูกสันหลัง รวมทั้งกระดูกข้อต่อที่จะได้รับการปรับให้เกิดความสมดุล จึงได้บุคลิกภาพที่ดีเป็นของแถมมาจากการฝึกโยคะอีกด้วย

4. สดใสไร้เครียด ก่อนจะฝึกโยคะทุกครั้งจำเป็นต้องมีการผ่อนคลายจากความคิด ความกังวลใจต่างๆ เพื่อให้มีสมาธิจดจ่อกับการฝึกในท่วงท่าต่างๆ โดยเริ่มต้นจากการฝึกการหายใจเข้า และออกให้ปอดสามารถเก็บลมได้อย่างเต็มที่ ช่วยให้ปอดได้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด การฝึกกำหนดลมหายใจนี้ เป็นการช่วยผ่อนคลายความเครียดต่างๆ และยังมีผลระยะยาวที่ทำให้จิตใจเยือกเย็นลง ไม่โกรธง่าย ไม่โมโหฉุนเฉียวง่ายอีกด้วย เมื่อเราห่างไกลจากความเครียดอารมณ์ก็จะผ่องใส ยิ้ม และหัวเราะได้มากขึ้นค่ะ

5. สมองโปร่ง สมาธิดี ผลจากการฝึกลมหายใจเป็นการเพิ่มออกซิเจนที่จะไปช่วยเลี้ยงสมองค่ะ นอกจากนั้นยังเป็นการฝึกจิตใจรูปแบบหนึ่งทำให้เราเกิดสมาธิที่ดี รวมไปถึงการฝึกโยคะท่าต่างๆ นั้นจะทำให้ผู้ฝึกมีจิตใจที่จดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นเวลาต่อเนื่อง และหากมีการฝึกโยคะเป็นประจำจะทำให้ผู้ฝึกมีสมาธิอยู่กับตนเอง ทั้งในท่าทาง และอริยาบทในการเคลื่อนไหวของตนเองตลอดเวลา ทำให้จิตใจไม่ฟุ้งซ่าน เมื่อมีสติ เกิดสมาธิ นำไปสู่ปัญญาในการแก้ปัญหาต่างๆ ได้อย่างง่ายดายนั่นเองค่ะ

เรื่องราวดีๆ และประโยชน์จากการฝึกโยคยังมีอีกมาก แต่เพียงที่นำเอามาฝากกันในวันนี้ก็น่าที่จะเป็นเหตุผลที่เพียงพอที่จะทำให้เราไม่อยากพลาดการออกกำลังกายในรูปแบบนี้กันแล้วล่ะค่ะ
ใครสนใจอย่ารอช้านะคะ ลองเข้าไปฝึกโยคะกันได้เลยที่ Lullaby Yoga ชั้น 1 Life Center #QHouseLumpini ค่ะ

บริจาคเลือดกันดีกว่า

blood
นึกออกกันหรือเปล่า ว่าได้บริจาคเลือดครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่…
หลายๆ คน อาจจะเคยบริจาคเลือดกันอยู่บ้าง แต่ทราบกันหรือไม่คะ ว่าเราสามารถบริจาคเลือดกันได้ทุกๆ 3 เดือน สำหรับคุณผู้ชาย และทุกๆ 6 เดือน สำหรับคุณผู้หญิง โดยที่ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ และที่สำคัญ การบริจาคเลือด นอกจากจะเป็นการได้ทำบุญ ช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อนแล้ว ยังมีผลดีต่อสุขภาพในแบบที่เราอาจจะไม่เคยทราบมาก่อนเลยอีกด้วยล่ะค่ะ

ก่อนจะไปถึงข้อดี และประโยชน์ต่อร่างกายของการบริจาคโลหิต เรามาทำความเข้าใจถึงที่ระบบการสร้างเม็ดเลือดของเรากันซักหน่อยก่อนค่ะ เลือดของเรา ประกอบด้วยพลาสมา หรือน้ำเหลือง และเม็ดเลือด ในปริมาณประมาณ 8 เปอร์เซ็นต์ ของน้ำหนักตัว คือประมาณ 5-6 ลิตร ในคุณผู้ชาย และ 4-5 ลิตรในคุณผู้หญิง โดยมีไขกระดูกทำหน้าที่สร้างเม็ดเลือดทั้ง 3 ชนิด คือ เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด โดยที่ เม็ดเลือดแดงจะมีอายุ ประมาณ 120 วัน ในขณะที่ เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด จะมีอายุประมาณ 5-10 วัน ซึ่ง เมื่อครบกำหนด เม็ดเลือดที่เสื่อมสภาพก็จะถูกกำจัดออกผ่านเหงื่อ ปัสสาวะ และอุจจาระ และเม็ดเลือดใหม่จะถูกสร้างขึ้นมาแทนที่ ทั้งนี้ ร่างกายของคนเราที่มีปริมาณเลือดเฉลี่ยประมาณ 5 ลิตร นั้น ร่างกายมีความจำเป็นต้องใช้จริงเพียงประมาณ 80% และมีส่วนที่เกินจากความจำเป็นอยู่อีกถึงประมาณ 20% ซึ่งเป็นส่วนที่สามารถบริจาคได้โดยไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายเลยค่ะ
ในการบริจาคเลือดแต่ละครั้ง สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ร่างกายได้มีโอกาสสร้างเม็ดเลือดใหม่ขึ้นมาทดแทนได้เร็วขึ้น ซึ่งเม็ดเลือดใหม่เหล่านี้ ก็จะสามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเม็ดเลือดแดงจะสามารถลำเลียงออกซิเจนได้ดีขึ้น เม็ดเลือดขาวสามารถขจัดสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาในร่างกายได้ดีขึ้น และเกล็ดเลือดก็สามารถที่จะซ่อมแซมแผลเปิดของร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกเหนือไปจากนั้น การบริจาคเลือดยังจะเป็นการกระตุ้นการทำงานของไขกระดูกอีกทางหนึ่งด้วย และที่สำคัญ จะทำให้ร่างกายได้ลดการสะสมของธาตุเหล็ก ซึ่งจะเกิดการออกซิเดชั่น เป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคหัวใจวาย และโรคหลอดเลือดหัวใจ

นอกเหนือจากการลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคหัวใจแล้ว การบริจาคเลือดยังมีส่วนช่วยลดอัตราเสี่ยงของการเกิดเซลล์มะเร็งอีกด้วยค่ะ เนื่องจากร่างกายได้ลดการสะสมของธาตุเหล็ก ซึ่งมีผลทำให้ปริมาณอนุมูลอิสระในร่างกายลดลง อนุมูลอิสระเหล่านี้ หากมีในปริมาณที่มาก ก็จะเป็นปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงในการที่จะทำให้เซลล์แปรสภาพไปเป็นเซลล์มะเร็งได้

การบริจาคเลือด นอกจากจะมีข้อดีในด้านของสุขภาพ และการลดความเสี่ยงต่ออาการป่วย ทั้งโรคหัวใจ และการเกิดมะเร็งแล้ว ยังช่วยให้ระบบการไหลเวียนของเลือด ทำได้ดีขึ้น ระบบต่างๆ ก็ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพขึ้น ทั้งยังช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง สดใส โดยไม่ต้องพึ่งวิตามิน หรืออาหารเสริมใดๆ เลยล่ะค่ะ

ทราบถึงข้อดีของการบริจาคเลือดกันขนาดนี้แล้ว เตรียมตัวไปบริจาคเลือดกันดีกว่าค่ะ … การเตรียมตัวไปบริจาคเลือดนั้น ต้องพิจารณาสภาพความพร้อมของร่างกายกันก่อน คือ ต้องมีน้ำหนักไม่น้อยกว่า 45 กิโลกรัม มีอายุระหว่าง 17 ปี ถึง 60 ปี มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัว ไม่อยู่ระหว่างไม่สบาย หรือกำลังรับประทานยาใด ๆ ไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ หรือติดยาเสพติด และสำหรับคุณผู้หญิง จะต้องไม่อยู่ในระหว่างมีประจำเดือน ตั้งครรภ์ หรือให้นมบุตร และไม่มีการคลอดบุตรหรือแท้งบุตรภายใน 6 เดือนที่ผ่านมาค่ะ

สำหรับการเตรียมตัวก่อนบริจาคเลือด อย่างแรกเลยค่ะ พักผ่อนให้เพียงพอ คือนอนไม่น้อยกว่า 6-8 ชั่วโมงก่อนวันบริจาค งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 24 ชั่วโมงก่อนการบริจาค รวมถึงงดสูบบุหรี่ ก่อนบริจาคอย่างน้อย 1-2 ชั่วโมงเพื่อให้ปอดสามารถฟอกเลือดได้เต็มที่ค่ะ และสุดท้าย ควรทานอาหารมื้อหลัก โดยหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง และดื่มน้ำ หรือน้ำผลไม้ เพื่อป้องกันอาการอ่อนเพลียจากการบริจาคกันด้วย

เอาล่ะค่ะ การบริจาคเลือดที่ไม่ใช่แค่ได้ช่วยเหลือผู้ที่กำลังเดือดร้อนในแบบที่เราสามารถทำได้โดยไม่ลำบาก แต่ยังมีข้อดีต่อสุขภาพกันอีกตั้งหลายอย่างเลย ตอนนี้ ใครพร้อมแล้ว เตรียมตัวไปบริจาคเลือดกันดีกว่าค่ะ ^^

ข้อมูลการบริจาคโลหิต ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย

www.blooddonationthai.com