เมื่อมือใหม่เริ่มออกกำลังกาย จะเลือกรองเท้ายังไงดี

sw14165-fs0115-0284.jpg
มือใหม่หัดออกกำลังกายอาจจะไม่ทราบว่ารองเท้ากีฬาเป็นสิ่งสำคัญมากๆ และมักจะละเลยที่จะให้ความสำคัญกับการเลือกรองเท้าให้เหมาะสมกับการออกกำลังกายแต่ละประเภท ทั้งที่ในการออกกำลังกายแทบทุกประเภท “เท้า” มักจะต้องรับบทหนัก แต่ละครั้งจะมีความหนัก-เบาไม่เท่ากัน ไม่ว่าจะเป็นเทนนิส กีฬาที่ต้องออกกำลังทั้งตัว ทั้งบิดและหมุนตลอดเวลา หรือจะเป็นการวิ่ง ที่น้ำหนักจะลงที่เท้าเป็นหลัก และจำเป็นต้องใช้รองเท้าที่มีพื้นรองเท้าแข็ง ประคองเท้าได้มั่นคงเพื่อช่วยในเรื่องการทรงตัว
การเลือกรองเท้าให้เหมาะสมกับประเภทกีฬา หรือการออกกำลังกายนี้เป็นเรื่องสำคัญ ทั้งในส่วนของการช่วยในการเคลื่อนไหว และการป้องกันอาการบาดเจ็บ เพราะรองเท้ากีฬาแต่ละประเภทต่างได้รับการออกแบบให้มีคุณสมบัติเฉพาะ เพื่อให้รองรับการใช้งานอย่างเหมาะสมที่สุดกับกีฬาแต่ละประเภทที่มีการเคลื่อนไหวแตกต่างกันออกไป

วันนี้มาเข้าร้านรองเท้า แล้วเลือกรองเท้าที่เหมาะกับการออกกำลังกายของเรากันซักหน่อยดีกว่าค่ะ

ด้วยเทคโนโลยีที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ รองเท้ากีฬาในทุกวันนี้ จึงมีรายละเอียดที่แตกต่างกันมากมายเลย รองเท้าแต่ละประเภท ล้วนถูกออกแบบให้เหมาะกับการใช้งาน เหมาะกับการเคลื่อนไหวในการเล่นกีฬาที่แตกต่างกันออกไป รวมถึงมีส่วนช่วยป้องกัน และลดความเสี่ยงจากอาการบาดเจ็บในระหว่างการเล่นกีฬา หรือออกกำลังกายประเภทนั้นๆ อีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น รองเท้าวิ่ง รองเท้าประเภทนี้จะถูกออกแบบมาเพื่อความเร็วโดยเฉพาะ และวัสดุที่นำมาตัดเย็บจะมี น้ำหนักจะเบา ในบางยี่ห้ออาจมีถุงลมบริเวณส้นเท้าที่ช่วยดูดซับแรงกระแทกได้ดีเป็นออพชั่นเสริมอีกด้วย ในขณะที่รองเท้าเต้นแอโรบิคจะมีการออกแบบที่แตกต่างออกไป เพราะในการเต้นแอโรบิค เท้าจะต้องรองรับแรงกระแทกมาก หัวใจสำคัญของรองเท้าประเภทนี้จึงอยู่ที่พื้นรองเท้า นอกจากนั้น รองเท้าแอโรบิคควรจะมีน้ำหนักเบาเพื่อความสะดวกในการเคลื่อนไหว ทั้งยังต้องมีความยืดหยุ่นเป็นพิเศษเพื่อรองรับการเคลื่อนไหว และท่าทางต่างๆ ทั้งการเขย่ง การกระโดด การก้าว หรือการสไลด์ด้านข้างเป็นต้น

หลายคน เมื่อเข้าฟิตเนตก็มักจะหนีไม่พ้นการเดิน และการวิ่งสายพาน รองเท้าที่เหมาะกับการออกกำลังกายประเภทนี้คือรองเท้าสำหรับการเดินออกกำลังกาย ซึ่งรองเท้าสำหรับการเดินที่ดีนั้นควรจะมีพื้นกันกระแทกที่ส้นเท้า และปลายเท้า เพื่อรองรับน้ำหนักได้อย่างมั่นคง แตกต่างจากรองเท้าเทนนิส เพราะเทนนิสเป็นกีฬาที่ต้องเคลื่อนไหวในด้านข้าง ด้านหน้า และหลัง ทั้งยังมีการบิด การหมุนในลักษณะผสมผสานระหว่างการวิ่ง และกระโดดตลอดเวลา รองเท้าที่เหมาะสมจึงต้องให้ความรู้สึกที่มั่นคงสำหรับทุกท่วงท่า ต้องดูในส่วนของการหุ้มส้นเท้าที่ต้องกระชับ รองรับการบิดการหมุนได้เป็นอย่างดี พื้นจะต้องมีลวดลายออกแบบเฉพาะ และใช้วัสดุเพื่อให้สามารถยึดเกาะกับพื้นคอร์ทได้ดี เพื่อลดความเสี่ยงจากการบาดเจ็บจากการลื่น ไถล ในระหว่างการเล่น
นอกจากนั้น ยังมีรองเท้าแบต ที่มักจะมีส่วนพื้น และส้นเท้าที่บางกว่ารองเท้าเทนนิส เพื่อให้มีน้ำหนักเบา และเหมาะกับทิศทางลักษณะของการเล่นที่ต้องมีการสไลด์ด้านข้าง ถอยหลัง และการเคลื่อนไหวที่ต่างจากเทนนิส หรือรองเท้าบาส ที่มักจะเป็นรองเท้าหุ้มข้อ หรือครึ่งข้อ เพื่อป้องกันอาการบาดเจ็บจากการพลิกของข้อเท้า และมีพื้นที่เหมาะกับการเกาะกับพื้นโรงยิมเพื่อลดความเสี่ยงในการบาดเจ็บ และช่วยในการออกตัวเคลื่อนไหวที่รวดเร็วยิ่งขึ้น … ทางที่ดี เมื่อตัดสินใจจะเล่นกีฬา ออกกำลังกายประเภทไหน ก็ควรเลือกหารองเท้าที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับการออกกำลังกายประเภทนั้นๆ ค่ะ

อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากการเลือกรองเท้าตามลักษณะการออกกำลังกายหรือการใช้งานแล้ว การเลือกรองเท้ายังต้องดูลักษณะหรือรูปเท้าของตัวเราเป็นสำคัญอีกด้วย เคล็ดลับง่ายๆ ในการทำความรู้จักกับรูปเท้าของตนเองคือ หากระดาษมาสักแผ่น จากนั้น ลองเอาเท้าไปเหยียบน้ำ แล้วกลับมาเหยียบที่แผ่นกระดาษ เราก็จะรู้แล้วว่าเท้าของเรานั้นมีรูปร่างหรือมีส่วนเว้าอย่างไรบ้าง มาดูกันค่ะ ว่ารูปเท้าแบ่งออกเป็นแบบไหนบ้าง

แบบแรก The Pornator Type (Flat Foot, Low Arch Foot) เท้าแบบนี้จะมีเนื้อเต็ม มีวงโค้งตรงกลางฝ่าเท้าค่อนข้างน้อย อุ้งเท้าแบนราบติดกับพื้นดิน
แบบที่สอง The Neutral Type เป็นลักษณะเท้าของคนทั่วๆ ไป คืออยู่ระหว่างกลางของทั้ง 2 แบบ
แบบที่สาม The Supinator Type (High Arch Foot) ตรงข้ามกับแบบแรก คือเมื่อกดน้ำหนักลงบนพื้น ด้านนิ้วก้อยจะมีพื้นที่สัมผัสกับพื้นมากกว่าปกติ เนื่องจากอุ้งเท้าโค้งขึ้นไปเยอะ ทำให้ส่วนสัมผัสที่รับน้ำหนักจะมีแค่ส่วนหน้ากับส่วนหลัง (ส้นเท้า) เท่านั้น ทำให้ส่วนที่จะมารองรับน้ำหนักมีน้อยลง

เลือกรองเท้าที่เหมาะกับประเภทกีฬาแล้ว อย่าลืมเลือกให้เหมาะสมกับรูปเท้าของเราด้วยค่ะ การเลือกรองเท้าให้เหมาะกับรูปเท้าแต่ละแบบ ต้องดูสองส่วนเป็นหลัก คือ ส่วนของแผ่นรองพื้นด้านใน และการรับน้ำหนักของรองเท้า ว่ามีการกระจายน้ำหนักอย่างไร ลองใส่ดู แล้วยืนให้เต็มสองเท้า ขอให้มั่นใจว่าน้ำหนักทั้งหมด ถูกถ่ายลงพื้นอย่างสมดุล ไม่เอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง หรือเท้ามีอาการเกร็งจากการที่ต้องพยายามรักษาสมดุลของเท้า จากนั้น ลองยกเท้าขึ้นทีละข้าง และทดสอบการรับน้ำหนักของเท้าแต่ละข้างว่าสามารถกระจายน้ำหนักได้ทั่วหรือไม่ รองเท้าที่เหมาะกับเรา ควรจะมีการกระจายน้ำหนักที่ดี ทั้งการยืนบนขาข้างเดียว และการยืนเต็มสองเท้าค่ะ

เอาล่ะค่ะ เลือกรองเท้าเหมาะๆ กันได้แล้ว ถึงเวลาพารองเท้าคู่โปรด ไปออกกำลังเรียกเหงื่อกันซักหน่อยแล้ว ขอให้มีความสุขกับการออกกำลังกาย ที่สำคัญ อากาศร้อนๆ อย่างช่วงนี้ อย่าลืมดื่มน้ำเยอะๆ ด้วยนะคะ ^^

Advertisements

ฟิตแอนด์เฟิร์มง่ายๆ แค่เบิร์นให้ถูกวิธี

cardio-2
สำหรับผู้ที่กำลังควบคุม หรือพยายามจะลดน้ำหนัก ส่วนมากก็มักจะทำสองสิ่งควบคู่กันไป คือการออกกำลังกาย ควบคู่ไปกับการควบคุมอาหาร  แต่หลายๆ ครั้ง ที่เราพยายามออกกำลังกายให้มากขึ้น และรู้สึกได้ว่าน้ำหนักก็ลง แต่ไขมันที่สะสมอยู่โดยเฉพาะไขมันรอบๆ เอว กลับไม่หายไปซักเท่าไหร่เลย ….. สาเหตุหลักๆ อาจเป็นเพราะว่า น้ำหนักที่ลดลงไป อาจจะเกิดจากการสูญเสียน้ำ  เพราะปริมาณน้ำในร่างกาย จะส่งผลให้น้ำหนักขึ้นหรือลง แตกต่างกันได้มากเลยทีเดียวล่ะค่ะ หรือไม่เช่นนั้น น้ำหนักที่หายไปก็อาจเกิดจากการสูญเสียกล้ามเนื้อ เพราะร่างกายไปย่อยสลายเอากล้ามเนื้อมาใช้เป็นพลังงานในการออกกกำลังกายกันก็เป็นได้ กรณีอย่างนี้ น้ำหนักอาจจะลดลงจริง แต่ไขมันส่วนเกินจะไม่ได้หายไปไหนค่ะ

ก่อนจะออกกำลังกายครั้งต่อไป ลองมาทำความเข้าใจถึงกลไกการทำงานของร่างกายเรากันซักหน่อยก่อนค่ะ
ในการใช้ชีวิตตามปกติ ร่างกายของเราจะใช้พลังงานจากอาหารที่เราทานเข้าไป เป็นแหล่งพลังงานหลักค่ะ ส่วนนี้ เราเรียกว่า Dietary Fuel ซึ่งก็ได้แก่ สารอาหารประเภท โปรตีน คาร์โบไฮเดรต และไขมัน หากเราทานอาหารมากกว่าพลังงานที่เราใช้ไป ร่างกายก็จะเก็บสะสมพลังงานส่วนที่เหลือไว้ในรูปของไขมัน ในส่วนนี้ การควบคุมปริมาณอาหารที่พอเหมาะ เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้ร่างกายเหลือพลังงานที่จะสะสมน้อยที่สุด….

สำหรับผู้ที่ออกกำลังกาย ร่างกายของเรา ก็จะใช้พลังงานจาก Dietary Fuel ก่อนเป็นอันดับแรก เพราะเป็นแหล่งพลังงานพร้อมใช้ ที่สะสมอยู่ในกล้ามเนื้อ และตับ ซึ่งร่างกายสามารถดึงออกมาใช้ได้อย่างรวดเร็ว ต่อเมื่อใช้จนหมดร่างกายจึงจะเริ่มดึงพลังงานจากแหล่งพลังงานสำรอง ที่อยู่ในรูปของโปรตีนในกล้ามเนื้อ และในรูปของไขมัน ออกมาใช้ ส่วนนี้ เรียกว่า Body Fuel ค่ะ

เอาล่ะค่ะ มาถึง Body Fuel ก็แปลว่าเราเริ่มเข้ามาใกล้กับเจ้าไขมันส่วนเกินกันแล้ว ทีนี้ จะทำอย่างไร ที่ร่างกายจะไม่ดึงเอาโปรตีนในกล้ามเนื้อ แต่เลือกที่จะดึงเอาไขมันส่วนเกินมาใช้ในระหว่างที่เราออกกำลังกายกันล่ะ

วิธีการก็คือ การทำให้ร่างกายเห็นความจำเป็น และสำคัญของกล้ามเนื้อค่ะ การทำให้ร่างกายเห็นความสำคัญของกล้ามเนื้อก็คือการให้กล้ามเนื้อทำงานหนักขึ้น จนร่างกายรับรู้ว่าจำเป็นต้องสร้างกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้นเพื่อรับกับกิจกรรมที่ต้องทำ และเมื่อร่างกายรับรู้ว่าจำเป็นต้องมีกล้ามเนื้อมากขึ้น ก็จะเลือกใช้ไขมันส่วนเกินเป็นพลังงานสำรอง แทนที่จะไปสลายกล้ามเนื้อมาใช้ค่ะ

นอกเหนือไปจากนั้น เมื่อร่างกายมีกล้ามเนื้อเพิ่มมากขึ้น ก็จะยิ่งเป็นปัจจัย ให้เกิดการเผาผลาญพลังงานมากขึ้นในระหว่างวันอีกด้วย จึงมาถึงข้อสรุปของหลายๆ สำนักที่ว่า Weight Training ซึ่งเป็นการสร้างกล้ามเนื้อ คือทางออกที่ดี สำหรับการสลายไขมันส่วนเกินนั่นเอง
ทั้งนี้ การออกกำลังกายแบบ Weight Training นั้น ควรทำก่อน Cardio เพราะจะทำให้ร่างกายใช้พลังงานส่วนแรก คือ Dietary Fuel ให้หมดไปอย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งสร้างกล้ามเนื้อเอาไว้ก่อนในเบื้องต้น จากนั้น จึงทำ Cardio เพื่อค่อยๆ เผาผลาญพลังงานส่วนเกินค่ะ

ครั้งแรก… กับมวยไทย

DSC_1585r.jpg
สมัยก่อน เมื่อพูดถึงเรื่องหมัดๆ มวยๆ ใครๆ ก็คิดว่าต้องปล่อยให้หนุ่มๆ เค้าซ้อมกัน.. แต่เดี๋ยวนี้คงไม่ใช่แล้วล่ะค่ะ กีฬามวยไทย ได้กลายมาเป็นกีฬาสุดฮิต สำหรับสาวๆ ยุคใหม่กันไปแล้ว ก็เพราะการฝึกมวยไทยนั้น นอกเหนือจากความสนุกที่ได้ ยังเป็นการออกกำลังกายที่ร่างกายได้เคลื่อนที่ ขยับเขยื้อนไปทั่วในทุกๆ ส่วน ทั้งยังช่วยเบิร์นไขมันส่วนเกิน ไปพร้อมๆ กับสร้างกล้ามเนื้อให้ฟิตแอนด์เฟิร์มได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว
หลังจากได้สัมผัสประสบการณ์การฝึกมวยไทยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา วันนี้ เลยขอนำเรื่องราวมาแบ่งปันกัน เผื่อว่าสาวๆ คนไหนจะสนใจ อยากมีประสบการณ์ที่เรียกเหงื่อได้แบบเต็มๆ จะได้รู้ว่าความสนุกแบบไหน ที่รออยู่ข้างหน้าค่ะ

กีฬามวยไทยนั้น แม้จะถูกมองว่าเป็นกีฬาหนักๆ และมีการปะทะที่ไม่เหมาะกับสาวๆ ซักเท่าไหร่ แต่ในแง่ของการฝึกเพื่อการออกกำลังกายแล้ว ต้องขอบอกว่าไม่ได้น่ากลัวเลย กลับเป็นการออกกำลังกายที่สนุกมากๆ และได้ใช้ร่างกายครบทุกส่วน ด้วยการเคลื่อนไหวในแบบที่ต่างจากกีฬาประเภทอื่นโดยสิ้นเชิงเลยค่ะ ไม่ว่าจะการเตะ การต่อย การถีบ การใช้เข่า การใช้ศอก การฝึกรับ และการบุก ซึ่งแม้ว่าการเริ่มฝึกในครั้งแรกๆ อาจจะทำให้หลายๆ คนต้องปวดเมื่อยไปบ้าง แต่เชื่อเถอะค่ะ   ว่าใครที่ได้สัมผัสแล้ว จะสนุกจนถอนตัวไม่ขึ้นเลยทีเดียว

เกริ่นมาพอสมควรแล้ว มาดูกันเลยดีกว่าค่ะ ว่าการฝึกมวยไทยครั้งแรก เป็นอย่างไรบ้าง…
เริ่มต้นการฝึก เทรนเนอร์หุ่นเฟิร์ม ให้เราเริ่มด้วยการยืดเส้นยืดสาย ได้ยืดคลายกล้ามเนื้อให้พร้อมทำงาน ป้องกันการบาดเจ็บจากการเคลื่อนไหวในระหว่างการฝึก จนเมื่อหลังจากยืดเหยียดกันพอสมควรแล้ว จึงได้ทำการวอร์มอัพเบาๆ ก่อนจะเข้าสู่ช่วงไฮไลท์ ….. มวยไทย

เนื่องจากมวยไทย เป็นการผสมผสานศาสตร์และศิลป์ของการใช้ร่างกายในทุกๆ ส่วน มีการเคลื่อนไหวที่ต่อเนื่อง และมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นการใช้อาวุธหลัก ทั้ง หมัด ศอก เข่า และขา การฝึกมวยไทยจึงจำเป็นจะต้องเริ่มต้นที่การเคลื่อนไหวที่ถูกต้อง และการรักษาสมดุลของร่างกายที่ดี .. เทรนเนอร์ หนุ่มของเรา เริ่มต้นที่พื้นฐานของการยืนมวย ซึ่งการยืนมวยไทยนั้น จะแตกต่างจากการยืนมวยสากลอยู่เล็กน้อย เพราะอาวุธที่ใช้ไม่ได้มีแค่หมัด การยืนมวยจึงต้องอยู่ในท่าพร้อมออกอาวุธ และสามารถรับการบุกได้ในเวลาเดียวกัน นอกเหนือจากการยืนมวยยังมีหลักการเดินมวยที่มีรายละเอียดอย่างที่เราไม่เคยทราบมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นการเดินมวยที่เรียกว่าการย่างสามขุม การเดินย่างสุขเกษม หรือการเดินสิงห์ญาตรา ทั้งหมด เป็นพื้นฐานสำคัญ ก่อนการฝึกในส่วนอื่นๆ

เมื่อยืนมวย และทดลองเดินมวยได้ถูกต้องพอสมควรแล้ว เทรนเนอร์ของเราจึงได้เริ่มฝึกการใช้หมัด และก็ทำให้ได้รู้เลยค่ะ ว่าการต่อยมวยนั้น ไม่ใช่แค่เหวี่ยงๆ หมัดออกไป เพราะการออกหมัดที่ถูกต้อง จะต้องมีการถ่ายน้ำหนัก มีการบิดตัว ทิ้งไหล่ เกร็งหมัด และเหวี่ยงหมัดออกไปให้ส่วนของสันหมัดโดนเป้าหมาย การเคลื่อนไหวที่ร่างกายต้องทำงานตามลำดับอย่างถูกต้อง และมีการเคลื่อนไหวของไหล่ทั้งสองข้างที่สัมพันธ์กัน เพื่อให้หมัดที่ออกไปมีน้ำหนัก และมีความว่องไวที่สุด
เทรนเนอร์ของเราฝึกให้ออกหมัดชกลมอยู่ซักพัก จากนั้นจึงให้เริ่มต่อยกระสอบทราย เพื่อกะระยะของหมัด ให้เหมาะสม และเป็นการซ้อมการเคลื่อนไหวที่ถูกต้อง ถึงตอนนี้ กับช่วงชกกระสอบทรายที่เทรนเนอร์คอยจับเวลาให้ ผ่านไปแค่สองยก เสื้อที่ใส่มาก็ชุ่มไปด้วยเหงื่อแล้วล่ะค่ะ

ชกกระสอบทรายเสร็จ เทรนเนอร์ก็จับเราใส่นวมสีสวย ขึ้นเวลาไปยืนบนพื้นเวทีหยุ่นๆ ที่กินแรงพอสมควรเลยทีเดียว รู้เลยว่าทำไมนักมวยถึงต้องซ้อมหนัก ก็แค่เดินๆ ย่องๆ อยู่บนเวที แบบไม่ต้องออกหมัดอะไรก็ต้องใช้แรงเยอะพอแล้ว …
ยืนพร้อมอยู่บนเวทีซักพัก เทรนเนอร์สุดฟิตถึงได้เดินขึ้นมา พร้อมอุปกรณ์การล่อเป้า และเริ่มฝึกในขั้นต่อไป… ฝึกต่อยเป้า…
ในการล่อเป้า เทรนเนอร์ก็จะมีเป้าใส่ไว้ที่มือทั้งสองข้าง คอยบอกให้เราออกหมัด ชก ซ้าย ขวา ซ้าย ขวา เป็นหมัด 1-2 หมัดแย็ป หมัดขวาตรง ไปจนถึงหมัดชุด 1-2-3-4 และ 1-2-3-4 …… ใครว่าต่อยมวยไม่เหนื่อยต้องมาลองค่ะ สารภาพเลยว่าเหนื่อยมากๆ เทรนเนอร์จะคอยยกเป้าขึ้นมาแล้วให้เราเดินเข้าไปต่อย ยิ่งต่อย ก็ดูเหมือนเทรนเนอร์จะยิ่งสนุก หารู้ไม่ว่าเราเหนื่อยจนยกนวมจะไม่ขึ้นอยู่แล้ว นี่ขนาดว่าต่อยอย่างเดียว ไม่ต้องคอยหลบหมัด ยังเหนื่อยขนาดนี้ แต่ก็ต้องยอมรับว่าสนุกอย่างไม่น่าเชื่อ เหมือนเราได้ปลดปล่อยพลังงานที่คั่งค้างอยู่ออกไปพร้อมๆ กับหมัดที่กระทบเป้าในทุกครั้งที่ออกหมัด ถึงจะเหนื่อย แต่ก็ได้ความสนุกแบบเต็มๆ เลยล่ะค่ะ

ผ่านพ้นกับช่วงการฝึกออกหมัดในการฝึกวันแรก เทรนเนอร์หนุ่มของเรายังไม่ยอมให้เราได้หยุด เพราะมวยไทย ไม่ได้มีแค่หมัด แต่ยังมีศอก เข่า ขา เป็นอาวุธอีกด้วย เหนื่อยจนเหงื่อชุ่มแล้ว เทรนเนอร์ยังจับเราไปซ้อมเตะ ทั้งเตะสูง เตะต่ำ ที่ต้องมีการถ่ายน้ำหนัก บิดตัว และเหวี่ยงขาเตะ คราวนี้ เหนื่อยกว่าเดิมค่ะ ออกหมัดว่าเหนื่อยแล้ว มาถึงช่วงเตะ แรงแทบไม่เหลือแล้ว … เตะเสร็จ ยังฝึกการใช้เข่า ทั้งตีเข่า แทงเข่า ไล่ไปจนถึงการใช้ศอก … หมดค่ะ เรี่ยวแรงที่เตรียมมา เป็นอันหมดลงที่ตรงนี้ …. เทรนเนอร์หนุ่มเหมือนจะมองออก ถึงให้เราได้หยุดพัก ดื่มน้ำเติมความสดชื่น พักสั้นๆ ก่อนจะให้คูลดาวน์เบาๆ

สองชั่วโมง กับการฝึกมวยไทยครั้งแรกในชีวิต ต้องบอกเลยค่ะว่าเหนื่อยมากๆ เหนื่อยแบบมีความสุข แถมมาด้วยอาการเมื่อยตามเนื้อตัวแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ก็เคลื่อนไหวซะขนาดนั้น ไม่เมื่อยคงจะไม่ใช่แล้ว ฝึกเสร็จก็พาร่างที่หมดเรี่ยวหมดแรง กลับบ้านนอนหลับสนิทตลอดทั้งคืน ต่อท้ายด้วยอาการเมื่อยต่อเนื่องมาจนถึงวันรุ่งขึ้น แต่ไม่น่าเชื่อว่าอาการเมื่อยที่ว่ากลับหายไปในวันสองวันต่อมาค่ะ ที่คงเหลืออยู่คืออารมณ์ของความสนุก ความสนุกที่ได้ไปออกกำลังกายแบบหนักๆ ได้ปลดเปลื้องพลังงานที่สะสมไว้ เรียกเหงื่อแบบเต็มๆ และให้ร่างกายได้ขยับเขยื้อนแบบเต็มที่
ถึงวันนี้ ต้องบอกว่าพร้อมค่ะ พร้อมที่จะไปลุยกันใหม่ กับการฝึกมวยไทย ที่ไม่ใช่แค่เบิร์นแอนด์บิลท์ แต่ทั้งสนุก และได้ประสบการณ์ที่หาจากการออกกำลังกายประเภทอื่นไม่ได้อีกแล้ว… ใครที่นึกสนุก อยากได้ประสบการณ์ดีๆ ขอบอกว่าห้ามพลาด… เตรียมชุด เตรียมรองเท้า มาฝึกมวยไทยด้วยกันนะคะ

ขอบคุณสถานที่ และเทรนเนอร์ จาก Fitness First Platinum @lifecenter #QHouseLumpini สำหรับประสบการณ์ดีๆ ค่ะ ^^