เครื่องสำอางหมดอายุ

cos
สาวๆ อาจจะเคยคิดว่าเครื่องสำอางทั้งหลายบนโต๊ะเครื่องแป้งนั้นมีอายุการใช้งานได้ประมาณ 2-3 ปี แต่รู้หรือไม่คะว่าเรากำลังเข้าใจผิดกันอยู่ ส่วนจะเข้าใจผิดอย่างไรนั้น วันนี้เรามีความรู้ดีๆ มาบอกกันค่ะ
เครื่องสำอางมักระบุวันหมดอายุ นับเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ผลิตไปอีกประมาณ 2-3 ปีค่ะ แต่นั่นเป็นการนับเวลาในลักษณะที่เครื่องสำอางนั้นยังไม่ได้ถูกเปิดใช้งาน
เมื่อเราแกะห่อเครื่องสำอาง นำออกมาใช้จริงแล้วนั้น เครื่องสำอางจะสัมผัสกับอากาศ รับแบคทีเรียเข้าไป ทำให้เสื่อมคุณภาพ อายุการใช้งานก็จะลดน้อยลง เครื่องสำอางแต่ละชนิดมีอายุการใช้งานที่ไม่เท่ากันค่ะ เรามาดูกันดีกว่าว่าเครื่องสำอางแต่ละชนิดมีอายุการใช้งานเท่าไหร่กันบ้างนับจากการใช้ครั้งแรก

– มาสคาร่า มีอายุใช้งานประมาณ 3-6 เดือน หลังเปิดใช้ครั้งแรก
– อายแชโดว์ มีอายุใช้งานระมาณ 2 ปี หลังจากเปิดใช้ครั้งแรก
– อายไลเนอร์หรือดินสอเขียนขอบตา ในกรณีที่มีการเหลาใช้เป็นประจำ มีอายุใช้งานประมาณ 2 ปี
– ลิปสติก มีอายุใช้งานประมาณ 2-3 ปี หลังจากเปิดใช้ครั้งแรก
– ลิปไลเนอร์หรือดินสอเขียนขอบปาก หมดอายุประมาณ 2 ปี หลังจากเปิดใช้ครั้งแรก
– รองพื้น ถ้าเป็นแบบผสมน้ำใช้ได้ 1 ปี แบบผสมน้ำมัน ใช้ได้ประมาณ 1.5 ปี หลังจากเปิดใช้ครั้งแรก
– แป้งฝุ่นหรือแป้งบรัชออนสีต่างๆ ที่ใช้ทาแก้ม-หน้า จะหมดอายุภายใน 2 ปีหลังจากเปิดใช้ครั้งแรก
– ยาทาเล็บปกติจะหมดอายุภายใน 1 ปี ขึ้นอยู่กับคุณภาพ ระหว่างนั้น ถ้าไม่ค่อยได้ใช้ก็ควรเขย่าขวดบ่อยๆ เพื่อช่วยยืดอายุการใช้งาน
– น้ำหอมถ้ายังไม่เปิดใช้ และเก็บให้ห่างจากแสงสว่าง และความร้อน จะมีอายุใช้งานนานประมาณ 3 ปี แต่ถ้าเริ่มเปิดใช้แล้ว จะอยู่ได้ประมาณ 1.5 ปีค่ะ
– ครีมบำรุงผิว จะอยู่ได้ราว 1 ปีหลังจากเปิดใช้ครั้งแรกค่ะ

อายุการใช้งานเหล่านี้เป็นการประเมินจากการใช้เครื่องสำอางทั่วๆ ไปค่ะ เวลาเราเปิดเครื่องสำอางแต่ละชิ้นก็ควรจดวันที่เอาไว้ซักหน่อย เพื่อเตือนว่าเครื่องสำอางขนิดนั้นๆ จะหมดอายุเมื่อไหร่ เพราะการใช้เครื่องสำอางที่หมดอายุ อาจทำให้เกิดผื่นแพ้ หรืออาการอักเสบของผิวหนังได้ ขึ้นอยู่กับสภาพผิว และลักษณะของการเสื่อมสภาพของเครื่องสำอางแต่ละชนิด
เคล็ดลับดีๆ ในการยืดอายุของเครื่องสำอางให้สามารถใช้งานได้นานขึ้น ก็คือการเก็บไว้ในตู้เย็น หรือที่ๆ มีอุณหภูมิต่ำ รวมทั้งเรื่องของการรักษาความสะอาดค่ะ ความสะอาดนี่ถือว่าสำคัญมาก เพราะนอกจากเครื่องสำอางจะใช้ได้นานแล้วยังไม่ก่อให้เกิดปัญหาสิวบนใบหน้าอีกด้วยนะคะ ^^

Facial Mask DIY

mask.png
สาวๆ หลายๆ คน คงเคยสงสัยกัน ว่าการมาสก์หน้ามีประโยชน์อย่างไร ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวได้จริงหรือ แล้วจะเลือกที่มาสก์หน้าแบบไหนดี ?

วันนี้ มีคำแนะนำที่สาวๆ อยากรู้ เกี่ยวกับเรื่องของการมาสก์มาฝากกันค่ะ เริ่มต้นกันที่ประโยชน์ของการมาสก์หน้ากันก่อนเลย

การมาสก์หน้าเป็นขั้นตอนที่ควรทำหลังจากการทำความสะอาดผิวหน้าเรียบร้อยแล้ว เพราะถือเป็นการซาว์น่ารูขุมขนและยังเป็นการเก็บกักความชุ่มชื้นของผิวหลังจากที่เราล้างหน้าอีกด้วย ซึ่งในระหว่างการมาสก์หน้าเราสามารถเติมสารอาหารให้แก่ผิว ไม่ว่าจะเป็นวิตามินซีช่วยเพิ่มความกระจ่างใส และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน สารในกลุ่มต้านอนุมูลอิสระ (anti oxidant) เช่น ทับทิม ชาเขียว ขมิ้น ที่จะช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้ผิว ชะลอการเสื่อมของเซลล์ผิวที่เป็นสาเหตุของความชรา เป็นต้น และยังเป็นการเตรียมความพร้อมของผิวก่อนที่จะทาครีมบำรุงในขั้นตอนต่อไปอีกด้วย จึงสามารถทำได้ทุกวัน

ในปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์หลากหลายที่ใช้สำหรับมาสก์หน้า มีหลักในการเลือกให้เหมาะกับเรา คือเลือกผลิตภัณฑ์ที่ใช้สำหรับการมาร์คหน้าให้เหมาะกับสภาพผิว ผู้ที่มีผิวแห้งควรเลือกสูตรที่มีสารสำคัญให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว เช่น นม น้ำผึ้ง สำหรับผู้ที่มีผิวมัน ควรเลือกสูตรที่มีส่วนประกอบช่วยควบคุมความมัน อาทิเช่น ขมิ้น ชาเขียว และสำหรับผู้ที่มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย ควรเลี่ยงส่วนผสมที่มีสารกระตุ้นให้ผิวระคายเคือง เช่น กรดผลไม้ (AHA) แอลกอฮอลล์ เป็นต้นค่ะ ที่สำคัญ การมาส์กหน้า ยังสามารถทำได้เอง แบบ DIY อีกด้วยค่ะ ลองมาดูกันซักสองแบบดีกว่า

วิธีแรก ให้ลองใช้แผ่นกระดาษเปียกแบบไม่มีกลิ่น ไม่มีแอลกอฮอล์ มาเจาะวงกลมในส่วนของตา จมูก ปาก หยดซีรั่มดูแลผิว หรือซีรั่มที่คุณสาวๆ ใช้เป็นประจำ 2-3 หยดลงบนกระดาษเปียก มาสก์ทิ้งไว้ประมาณ 3 นาที ก่อนทาครีมบำรุงผิว แค่นี้ ผิวหน้าของคุณก็สวยใสชุ่มชื้นขึ้นมาแล้ว

กับอีกวิธีหนึ่ง คือการมาสก์ด้วยผงสมุนไพร อย่างผงขมิ้น หรือผงชาเขียว นำมาผสมกับน้ำ สำหรับสาวๆ ที่มีผิวแห้งอาจจะผสมด้วยนม หรือโยเกิร์ต สำหรับสาวๆ ที่อยากพอกหน้าแต่ไม่มีเวลา วิธีคือ หลังล้างหน้าเสร็จ ยังไม่ต้องซับน้ำบนใบหน้า เทผงสมุนไพรใส่ฝ่ามือ แล้วมาสก์ทิ้งไว้ที่หน้า ระหว่างอาบน้ำ ค่อยๆ ขัดเบาๆขจัดเซลล์ผิวที่ตายออก แล้วล้างออกด้วยน้ำเปล่า แค่นี้ ก็สวยได้ง่ายๆ ไม่ยุ่งยากเลย ลองทำกันดู แล้วอย่าลืมแนะนำเพื่อนๆ ด้วยนะคะ