ปวดเข่า

knee
อาการปวดไม่ว่าจะปวดหลัง ปวดคอ ปวดต้นขา ปวดเข่า ใครไม่เป็นย่อมไม่รู้ว่าทรมานแค่ไหน จะทำอะไรก็ดูจะติดๆ ขัดๆ ไปเสียหมด
วันนี้เรามีความรู้ดีๆ ในเรื่องของอาการปวดเข่าประเภทต่างๆ ว่ามีที่มาที่แตกต่างกันอย่างไร มาฝากกันค่ะ

คุณเพ็ญพิชชากร แสนคำ นักกายภาพบำบัดผู้เชี่ยวชาญด้านโครงสร้าง และกล้ามเนื้อในส่วนต่างๆ ของร่างกาย จากสถาบันปรับโครงสร้างร่างกายอริยะ เวลเนสเซนเตอร์ อธิบายไว้อย่างนี้ค่ะ

“อาการปวดเข่าอาจมาจากกล้ามเนื้อก้นอ่อนแรง หรือเป็นที่กล้ามเนื้อไม่สมดุลกัน หรือเป็นเข่าเสื่อมก็ได้ อันดับแรกเราต้องทำความรู้จักกับอาการปวดเข่าจากกล้ามเนื้อไม่สมดุล และอาการเข่าเสื่อมกันก่อน ว่าแตกต่างกันอย่างไร เพราะอาการปวดที่เข่า ไม่จำเป็นต้องเป็นเข่าเสื่อมเสมอไป แต่ถ้าดูแลไม่ถูกต้อง ก็อาจจะเรื้อรัง จากอาการปวดเข่าธรรมดาอาจเลื่อนขั้นไปเป็น อาการเข่าเสื่อมได้เหมือนกันค่ะ

โรคเข่าเสื่อม สามารถวินิจฉัยจากอาการได้ชัดเจนซึ่งประกอบด้วยอาการ และอาการแสดงดังต่อไปนี้
1. มีอาการปวดเข่า โดยปกติจะปวดเมื่อมีการเคลื่อนไหว หรือมีการเดินลงน้ำหนัก เมื่อพักจะดีขึ้น หากเป็นมากจะปวดตลอดเวลา
2. ข้อติดแข็ง ส่วนมากจะพบในตอนเช้าเมื่อตื่นนอนใหม่ๆ หรือเมื่อพักในท่าใดท่าหนึ่งนานๆ ต่อเนื่องโดยไม่ได้ขยับ
3. บวมรอบข้อ อาจพบร่วมกับอาการแดง และร้อนเมื่อลองคลำบริเวณรอบเข่า
4. มีการผิดรูปของข้อเข่า ซึ่งเกิดจากผิวข้อ (Cartilage) บางลง แล้วตัวของกระดูกมีการเสียดสีกัน จนเกิดกระดูกงอกและทำให้เข่าผิดรูป และขยาย จึงพบว่าผู้ที่มีเข่าเสื่อมรุนแรง รอบข้อเข่าจะใหญ่ขึ้น
5. มีเสียงดังภายในข้อเข่า ซึ่งเสียงที่เกิดขึ้นอาจมาจากการเสียดสี ของผิวข้อภายในข้อเข่า
ซึ่งหากมีการ X-Ray จะพบว่าช่องว่างระหว่างกระดูกข้อเข่าจะแคบลง กระดูกผิวข้อบางลง และอาจพบกระดูกงอกได้ ส่วนการวินิจฉัยอาจต้องทำโดยพิจารณาปัจจัยอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น อายุเกิน 50 ปี มีน้ำหนักตัวหรืออ้วนมากกว่าปกติ มีประวัติการทำงาน หรือเคยประสบอุบัติเหตุที่อาจทำให้มีความเสื่อมของข้อได้ง่าย เป็นต้น

ในขณะที่ ภาวะกล้ามเนื้อทำงานไม่สมดุลกัน (Muscle Imbalance) ที่ทำให้เกิดอาการปวดหลัง ปวดก้น เป็นผลจากกลุ่มกล้ามเนื้อก้นอ่อนแรง (Gluteal Muscles) แล้วทำให้กล้ามเนื้อด้านข้างต้นขาเกิดการตึงตัวมากกว่าปกติ (Iliotibial band) ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญมากเพราะส่วนนี้จะเป็นตัวที่ให้ความมั่นคงต่อข้อเข่าด้านนอก ซึ่ง band นี้จะทอดยาวตั้งแต่ขอบนอกของกระดูกเชิงกรานข้ามข้อสะโพกแผ่ไปเกาะที่ด้านข้างกระดูกสะบ้า (Patella bone) ข้ามเข่าไปเกาะที่ขอบนอกด้านบนกระดูกหน้าแข้ง (Gerdy’s tubercle) แผ่ไปรวมกับเส้นเอ็นของกล้ามเนื้อต้นขาด้านหลัง (Biceps femoris tendon) จากจุดเกาะดังกล่าวจึงทำให้เมื่อต้องมีการงอ-เหยียดเข่าซ้ำๆ บ่อยๆ จะเกิดการเสียดสีที่เยื่อนี้ ทำให้หนาตัวขึ้นมา และกลายเป็นเหตุที่ทำให้มีอาการเจ็บที่ด้านนอกของข้อเข่า กลุ่มอาการนี้จะเรียกว่า “Iliotibial Band Syndrome” จะพบมากในกลุ่มผู้ออกกำลังกายเช่น วิ่ง ฟุตบอล บาสเก็ตบอล ฯลฯ
อาการปวดเสียวที่เข่าจากสาเหตุนี้มักพบร่วมกับอาการตึงเจ็บที่ต้นขาด้านนอก ซึ่งอาจปวดตึงร้าวจากด้านข้างของข้อสะโพก หรือมีจุดกดเจ็บที่เหนือข้อพับด้านหลัง กล้ามเนื้อต้นขาด้านหลังจะตึงมาก และอาการจะเป็นมากหากต้องเดินนานๆ หรือหลังจากออกกำลังกายประเภทดังที่กล่าว

การแยกอาการของภาวะกล้ามเนื้อไม่สมดุล ออกจากอาการของโรคเข่าเสื่อม ทำได้ไม่ยาก เพราะกลุ่มผู้มีอาการกล้ามเนื้อไม่สมดุลมักพบในนักกีฬา วัยกลางคน ซึ่งอาจดูแข็งแรงดีอยู่ แต่ก็มีจุดอ่อนในส่วนที่ละเลย จนทำให้มีอาการเรื้อรัง มีหลายเคสที่มาพบเราที่สถาบันฯ อายุเพียง สามสิบต้นๆ มาด้วยปวดเสียวที่เข่าด้านนอก รวมทั้งเริ่มมีอาการเข่าบิดเข้าด้านใน เป็นนักกีฬาบาสเก็ตบอลมาตั้งแต่อายุสิบกว่าปี เล่นบาสฯ และวิ่งไม่ได้มาสาม-สี่ปีแล้ว ดูแลกันไม่ถึงเดือนค่ะก็สามารถกลับไปวิ่ง ไปเล่นบาสฯได้เหมือนเดิม เพราะกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่กล้ามเนื้อแข็งแรงดีอยู่แล้วค่ะ สร้างง่าย เพียงให้เขารู้ว่าสิ่งที่เป็นเกิดจากสาเหตุไหน วิธีการในการดูแลรักษาตัวเองต้องอย่างไรบ้าง อาการก็พัฒนาได้อย่างรวดเร็วค่ะ”

เมื่อใดที่ร่างกายของเรากำลังส่งเสียงบอกบางสิ่งอยู่ อย่าละเลยนะคะ เพราะจากที่เป็นเพียงเล็กน้อย อาจลุกลามเป็นปัญหาใหญ่ได้โดยที่เราคาดไม่ถึง โรคเข่าเสื่อมก็เหมือนกัน หากอาการปวดเสียวเข่าในช่วงแรก ไม่ได้รับการดูแล หรือออกกำลังกายให้เหมาะสมกับสาเหตุของปัญหา ก็อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้เรื้อรังจนกลายเป็นโรคเข่าเสื่อมได้ ซึ่งถ้าเป็นถึงขั้นนั้นแล้วนอกจากจะต้องเจ็บปวดกับอาการที่เป็น ยังไม่สามารถรักษาให้คืนกลับเหมือนเดิมได้ ใส่ใจฟังเสียงของร่างกายแต่ต้น รักษาให้ถูกทางแต่เนิ่นๆ ช่วยป้องกันอาการป่วย และโรคภัยไข้เจ็บได้ไม่ยากค่ะ

Advertisements

แก้ปัญหาปวดเข่าแบบลงลึก ตอนที่ 2

10481599_783243161707304_2285107980068652053_n

ครั้งก่อน คุณหมอภาริศ วงศ์แพทย์ได้มาให้ความรู้เกี่ยวกับการฟื้นฟูกล้ามเนื้อรอบหัวเข่ากันไปแล้ว วันนี้เรามาต่อกันด้วยการป้องกันไม่ให้กล้ามเนื้อหัวเข่าบาดเจ็บกันค่ะ

ความสำคัญของการป้องกันการบาดเจ็บ
ผู้ที่ยังไม่มีอาการบาดเจ็บ ก็ควรคำนึงถึงการป้องกันการบาดเจ็บเอ็นข้อเข่า ซึ่งได้มีการพิสูจน์มาแล้วว่า การฝึกฝนตามโปรแกรมที่เหมาะสม ตัวอย่างเช่นโปรแกรมที่เรียกว่า the eleven plus ของ FIFA ซึ่งได้รับถ่ายทอดมาจากสมาคมฟุตบอลเยอรมันมาอีกทอดหนึ่งนั้น ได้ผลดีมากในการลดอาการบาดเจ็บของนักกีฬาหญิง เพราะเป็นที่ทราบดีว่าผู้หญิงจะมีอาการเอ็นเข่าฉีกขาดได้ง่ายเวลาเล่นกีฬา ทั้งนี้โปรแกรม the eleven plus เหมาะกับนักกีฬาเท่านั้น ถ้าเป็นผู้ที่มีปัญหาปวดเข่าอยู่แล้ว หรือว่าเป็นผู้ที่ไม่เคยได้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอมาก่อน อาจมีความพร้อมไม่เพียงพอในการฝึกและอาจได้รับบาดเจ็บจากการพยายามฝึกฝนได้

สำหรับผู้ที่ไม่ได้เล่นกีฬาเป็นประจำแต่ต้องการเสริมสร้างความมั่นคงของกล้ามเนื้อรอบข้อเข่า ท่าที่ควรฝึกคือท่าย่อเหยียด ที่เรียกว่าท่า squat นั่นเอง มีข้อสำคัญคือ จะต้องรักษาแนวสัมพัทธ์ของข้อเท้า ข้อเข่า และข้อสะโพก ให้อยู่ในแนวตรงกันตลอดเวลาที่ทำการย่อเหยียด ไม่มีลักษณะบิดอันจะทำให้เกิดการสึกหรอและปวดข้อเข่าได้ระหว่างการฝึก จะต้องมีการรักษาแนวโค้งของกระดูกสันหลังให้อยู่ในลักษณะโค้งแอ่นเล็กน้อย ที่เรียกว่าเป็นโค้งธรรมชาติของกระดูกสันหลังส่วนบั้นเอว และควรมีการรักษาให้กระดูกเชิงกรานมีการคว่ำตัวมาด้านหน้าเล็กน้อยตลอดเวลาด้วย
การฝึกเช่นนี้จะสร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อขา กล้ามเนื้อหลัง และลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บขณะเดิน ในขณะเคลื่อนไหว หรือในขณะยกของ

สำหรับท่านที่สนใจการออกกำลังกายเพื่อการฟื้นฟูสภาพตัวเอง หรืออ่านคำแนะนำแล้วยังไม่แน่ใจ สามารถเข้าไปดูวิดิโอคลิปที่ยูทูปได้ โดยการเสิร์ชด้วยคีย์เวิร์ด DBC spine clinic ในช่องเสิร์ชของยูทูปก็จะพบวิดิโอท่าบริหารร่างกายลดอาการปวด และเพิ่มความมั่นคงของข้อต่อต่างๆ

สรุปได้ว่า ข้อเข่าเป็นข้อที่ต้องอาศัยกล้ามเนื้อเพื่อช่วยประคับประคองความมั่นคง เมื่อได้รับการบาดเจ็บก็ควรที่จะต้องเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้มีความแข็งแรงและมีการทำงานที่ถูกต้องกับจังหวะเวลาเพื่อประคับประคองข้อเข่า เรียกว่าเป็นการฟื้นฟูข้อเข่า ซึ่งจำเป็นต้องทำทั้งในผู้ที่เป็นนักกีฬาและไม่ใช่นักกีฬา ต่างกันแค่เพียงระดับความเข้มข้นในการฝึกเท่านั้น ส่วนผู้ที่ยังไม่มีอาการบาดเจ็บ ก็ควรจะพิจารณาถึงการเสริมสร้างสมรรถนะของกล้ามเนื้อรอบข้อเข่าเพื่อป้องกันการบาดเจ็บเช่นกันค่ะ

ได้รับความรู้ดีๆ เกี่ยวกับการดูแลกล้ามเนื้อรอบๆ เข่ากันไปแล้ว ถ้าใครมีคำถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับอาการปวดกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ สามารถสอบถามเข้ามาได้นะคะ Life Center ยินดีเป็นตัวกลางในการนำเสนอข้อมูลความรู้ดีๆ สำหรับทุกๆ ท่านค่ะ

สำหรับวันนี้ ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก DBC Spine Clinic & Gym ชั้น 2 Life Center #QHouseLumpini ค่ะ

ติดตามเนื้อหาเกี่ยวกับอาการปวดเข่าเพิ่มเติมได้ในบทความอื่นๆ ในบล็อก Click
https://goo.gl/U07S1T

แก้ปัญหาปวดเข่าแบบลงลึก ตอนที่ 1

10527742_783238425041111_3290250432416572102_n

ผู้ที่รักการออกกำลังกาย สนุกกับการเล่นกีฬาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเต้นแอโรบิค แบตมินตัน บาสเกตบอล เมื่อเล่นไปนานๆ แม้ว่าจะได้สุขภาพที่แข็งแรง มีกล้ามเนื้อแล้ว แต่ปัญหาที่มักตามมานั่นก็คือ อาการปวดเข่าค่ะ
วันนี้เรามีคำแนะนำดีๆ จากคุณหมอภาริส วงศ์แพทย์ จาก DBC Spine Clinic & Gym ที่ลงลึกถึงเรื่องอาการปวดเข่ามาฝากกันค่ะ

“อาการปวดเข่าเรื้อรัง ไม่ได้เกิดขึ้นจากข้อเข่าเสื่อม หรืออักเสบเท่านั้น สาเหตุของอาการปวดเข่าเรื้อรังที่สำคัญที่คนไม่ค่อยนึกถึงอีกประการหนึ่งก็คือ อาการปวดเนื่องจากข้อเข่าขาดความมั่นคง ซึ่งเป็นอาการที่เกิดได้บ่อย โดยเฉพาะหลังการบาดเจ็บเอ็นข้อเข่าซ้น ยืดหรือฉีกขาด อาการบาดเจ็บที่ว่านี้เกิดได้บ่อยพอๆ กันทั้งในนักกีฬา และคนทั่วๆไป สำหรับนักกีฬา อาจเกิดการบาดเจ็บขณะเปลี่ยนทิศทางการวิ่งเคลื่อนตัว หลบหลีกคู่ต่อสู้ เกิดแรงบิดที่ข้อเข่าอย่างกะทันหัน หรือเกิดในขณะจังหวะลงสู่พื้นหลังการกระโดด ทั้งในสองกรณีมีความเหมือนกันคือ มีแรงกระแทกที่ข้อเข่าอย่างรุนแรงในเวลาอันสั้น และเมื่อกล้ามเนื้อไม่สามารถประคับประคองข้อเข่าเอาไว้ได้ให้อยู่ในแนวที่เหมาะสม จึงเกิดการบิดตัวทำให้เกิดการฉีกขาดของเอ็นได้ ส่วนในคนปกติก็อาจจะเกิดขึ้นได้ในกิจกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น ลื่นเสียหลักในขณะเดินขึ้นหรือลงบันได หรือขณะที่กระโดดขึ้นหรือลงจากพื้นต่างระดับ เป็นต้น”
สำหรับผู้ที่ได้รับการบาดเจ็บเอ็นข้อเข่าทั้งชนิดที่รุนแรง เอ็นขาดต้องรับการผ่าตัด และผู้ที่ได้รับบาดเจ็บในขนาดปานกลาง คือเจ็บจนเดินไม่ถนัดเป็นเวลามากกว่าหนึ่งสัปดาห์แต่ไม่ต้องผ่าตัด ก็ล้วนแล้วแต่จำเป็นจะต้องได้รับการฟื้นฟูกล้ามเนื้อรอบข้อเข่าให้กลับมาทำงานได้อย่างสมบูรณ์ใกล้เคียงกับปกติมากที่สุด เพื่อที่จะลดโอกาสในการเกิดความสึกหรอ และเสื่อมอักเสบของข้อเข่าในระยะยาว

การฟื้นฟูกำลังกล้ามเนื้อรอบข้อเข่าสามารถทำได้ด้วยตัวเองด้วยขั้นตอนต่อไปนี้ ซึ่งสามารถเริ่มได้เมื่ออาการปวดทุเลาลง มีข้อสังเกตคือ จะต้องไม่มีอาการปวดระหว่างทำการบริหาร ถ้ามีอาการปวดแสดงว่าอาจจะยังเร็วเกินไปที่จะบริหาร หรือเกิดจากการบริหารผิดท่า

1. วิธีปฏิบัติท่าเกร็งกล้ามเนื้อเข่าอย่างง่าย ให้นอนหงายใช้หมอน หรือม้วนผ้าขนหนูที่แน่นๆ รองใต้ข้อพับหลังเข่า หนุนให้เข่างออยู่ประมาณ 10-15 องศา จากนั้นออกแรงขา ออกแรงเกร็งเหยียดเข่า กดข้อพับหลังเข่าลงไปสู่หมอนหรือผ้าที่รองไว้ โดยไม่ยกเท้าลอยออกจากเตียง ส้นเท้ายังคงสัมผัสเตียงอยู่ตลอดเวลา จะสังเกตเห็นกล้ามเนื้อหน้าขาเกร็งขึ้น และลูกสะบ้ามีการเลื่อนตัวสูงขึ้น โดยให้เกร็งกล้ามเนื้อค้างไว้ 10-20 วินาทีแล้วพัก ควรทำซ้ำวันละ 30 ครั้ง

2. เมื่อทำท่าดังกล่าวได้คล่องดีแล้ว ไม่มีอาการเจ็บปวด และทำได้ถูกต้อง ควรเพิ่มความยากในการฝึกโดยพยายามบริหารในลักษณะให้เกิดการเกร็งกล้ามเนื้อแบบเดียวกัน โดยไม่ต้องออกแรงกดลงไปกับหมอนหรือผ้าขนหนูที่รองไว้ใต้ขาพับ การทำเช่นนี้จะทำให้กล้ามเนื้อหน้าขาและกล้ามเนื้อหลังขา ทำงานพร้อมๆ กัน ซึ่งเป็นจุดสำคัญเบื้องต้น ในการสร้างความมั่นคงข้อเข่าโดยอาศัยแรงกล้ามเนื้อประคับประคอง

3. เมื่อผู้ป่วยปฏิบัติการเกร็งกล้ามเนื้อได้ถูกต้องโดยไม่เกิดแรงกดกับหมอนรองใต้ข้อเข่า ขั้นต่อไปคือการฝึกการเหยียบก้าวขึ้นและลง mini step ส่วนมากจะแนะนำให้ใช้ไม้กระดานที่มีความหนา 1 นิ้ว และมีความกว้างเพียงพอที่จะไม่พลิกระหว่างที่คนไข้เหยียบ วางแผ่นไม้กับพื้นแล้วก้าวขึ้นไปบนแผ่นไม้ โดยใช้ขาข้างที่ไม่สบายเป็นขาที่ก้าวขึ้นไป และใช้ขาข้างที่สบายก้าวลงมา ในระหว่างการก้าวขึ้นและก้าวลงจะต้องควบคุมกล้ามเนื้อให้ทำงานในลักษณะเดียวกันกับที่ฝึกในท่านั่งและท่านอนมาก่อนแล้วอยู่ตลอดเวลา ถ้าทำได้ถูกต้องกล้ามเนื้อจะช่วยกระชับข้อเข่าไว้ตลอดเวลา ทำให้ไม่มีอาการเจ็บปวด หรือไม่มีการหลวมคลอนแคลนในระหว่างการก้าว การฝึกก้าวเช่นนี้ควรทำโดยเน้นคุณภาพ ทำได้ปริมาณมากๆ แต่ต้องให้คุณภาพดี เช่น อาจจะฝึกได้ถึงวันละ 30-50 ครั้ง แต่ว่าต้องมีการควบคุมที่สมบูรณ์ตลอด มิฉะนั้นจะเสี่ยงต่อการเจ็บมากขึ้น ผู้ที่ฝึกได้ตามนี้ก็น่าจะมีความสามารถในการทำกิจกรรมในระดับพื้นฐานได้ การเดินทางราบ และการเดินเร็วได้ค่อนข้างดี เมื่อทำได้แล้วก็สามารถเพิ่มความสูงของแผ่นรองเหยียบจาก 1 นิ้วกลายเป็น 2 3 4 ถึง 5 นิ้ว ซึ่งจะประมาณเท่ากันกับการก้าวขึ้นลงบันไดธรรมดา

วันนี้คุณหมอได้มาให้คำแนะนำ เกี่ยวกับการฟื้นฟูกล้ามเนื้อรอบหัวเข่ากันไปแล้ว คราวหน้า เรามีข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องการป้องกันไม่ให้กล้ามเนื้อหัวเข่าบาดเจ็บมาฝากกันอีก อย่าลืมติดตามกันนะคะ

https://goo.gl/dDpoh2

ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก DBC Spine Clinic & Gym ชั้น 2 Life Center #QHouseLumpini ค่ะ
สนใจเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับอาการปวดเข่าเพิ่มเติม click
https://goo.gl/wZsBZE