ปวดท้อง ใครก็ไม่อยากเป็น

ปวดท้อง
ปวดท้อง อาการป่วยที่ใครก็ไม่อยากเป็น ที่สำคัญ หลายๆ ครั้ง อาการปวดที่ว่า ยังเดาไม่ได้อีกว่าปวดเพราะอะไร วันนี้มาดูกันค่ะ ว่าอาการปวดแต่ละลักษณะอาจเกิดจากอะไรได้บ้าง

แสบร้อนกลางอก

อาการ : ความรู้สึก ทั้งแสบ และร้อน มักวิ่งขึ้นมาตามช่องอก
ทางแก้ : ยาลดกรดเป็นของคู่กันกับอาการนี้ ถ้าทานยาแล้วการการแสบร้อนหายไปก็สบายใจไม่ต้องกังวล แต่ถ้าอาการดังกล่าวกลับมาบ่อยๆ หรือปล่อยไว้นานๆ กรดจะทำลายหลอดอาหาร ทำให้กลืนอาหารลำบาก ไม่อยากอาหาร น้ำหนักลด จนถึงขั้นอาการรุนแรง ต้องรีบปรึกษาแพทย์

แผลเปื่อยเพปติก
อาการ : คลื่นไส้ กินแล้วหิวบ่อย ปวดท้องตื้อๆ ต่อเนื่อง
ทางแก้ : ทานยาลดกรดเพื่อลดอาการปวด อาการป่วยแบบนี้เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย H’pylori ควรปรึกษาแพทย์เพื่อเพื่อจัดการกับเจ้าเชื้อร้ายนี้ อย่านิ่งนอนใจ เพราะถ้าปล่อยไว้นานไป อาการอาจลุกลามไปถึงขั้นตกเลือด หรือลำไส้ทะลุก็เป็นได้

กระเพราะอาหาร และลำไส้เล็กอักเสบ
อาการ : ปวดเกร็งท้อง ท้องเสีย มีไข้ คลื่นไส้และปวดท้องเป็นระยะ
ทางแก้ : ดื่มน้ำเยอะๆ เพราะการถ่ายบ่อยจะทำให้ร่างกายขาดน้ำ รอดูอาการสักนิด ถ้าคุณมีภาวะขาดน้ำ ไข้ขึ้นสูงเกิน 2 วันต้องรีบปรึกษาแพทย์ด่วน
ท้องอืด
อาการ : อึดอัด บวม แน่นท้อง ปวดแปล๊บรุนแรง
ทางแก้ : ทานคาร์โบไฮเดรต จะทานโยเกิร์ต หรือสเต็กก็ได้ตามใจชอบ เพราะคาร์โบไฮเดรต และ โปรไบโอติก(ในโยเกิร์ต) จะช่วยลดแก๊สส่วนเกินในกระเพาะและลดอาการปวดแน่นท้องได้ในที่สุด

ไส้ติ่งอักเสบ
อาการ : มีอาการปวดบริเวณท้องส่วนบนอย่างมาก เหมือนโดนโจมตีอย่างเฉียบพลัน จากนั้นก็ย้ายมาทางท้องน้อยด้านขวา คลื่นไส้ อาเจียน มีไข้
ทางแก้ : รีบไปหาแพทย์ด่วนๆ เพราะอาการจะหนักขึ้นเรื่อยๆ ภายใน 24 ช.ม. ถ้าปล่อยไว้ไส้ติ่งอาจแตก เชื้อโรคกระจายไปทั่วช่องท้อง

อาการปวดท้อง อาจมีความซับซ้อนกว่าที่เราเข้าใจ ถึงแม้จะพอสังเกตได้เบื้องต้น ว่าอาการปวดของเราน่าจะเป็นเพราะอะไร แต่ถ้าอาการรุนแรง หรือไม่แน่ใจ ทางที่ดี ควรรีบไปพบแพทย์นะคะ เพราะอาการปวดอาจจะเกิดจากหลายๆ สาเหตุได้ในเวลาเดียวกัน และการปล่อยไว้นาน อาจทำให้การรักษายากขึ้นได้ค่ะ

ไข้หวัดธรรมดา VS COVID-19

covid-19-18-03-20
สถานการณ์ไวรัส Covid-19 ยังคงระบาดอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดตอนนี้ประเทศไทยมีจำนวนผู้ติดชื้ออยู่ที่ 1,388 คน (ข้อมูลอัพเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2563) ซึ่งในหลายคนพอเริ่มมีอาการเจ็บป่วย มีไข้ ไอ เจ็บคอ อาจกำลังวิตกกังวลว่าตัวเราเป็น “ไข้หวัดธรรมดา” หรือติด “ไวรัส COVID-19” กันแน่ วันนี้ มาดูกันค่ะ ว่าอาการของไข้หวัดธรรมดา กับ อาการของ Covid-19 ต่างกันอย่างไรบ้าง

ไข้หวัดธรรมดา มักเกิดจากเชื้อไวรัสไรโนไวรัส (Rhinovirus) 30-80% เป็นไวรัสที่ทำให้เกิดโรคกับจมูก คือหวัดธรรมดา และไวรัสอีกชนิดที่เป็นสาเหตุของไข้หวัดคือ โคโรนาไวรัส (Coronavirus) 10-15% แต่เป็นไวรัสโคโรนาที่ค้นพบ และมีมานานแล้ว โดยมีการพบเชื้อไวรัสโคโรนาที่ติดต่อในมนุษย์แล้ว 6 สายพันธุ์ ส่วนโรค COVID-19 เกิดจาก ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ซึ่งทำให้มีอาการปอดอักเสบรุนแรงได้ โดยเป็นเชื้อไวรัสที่เพิ่งถูกค้นพบใหม่ นับเป็นสายพันธุ์ที่ 7 ของไวรัสโคโรนาที่ติดต่อในมนุษย์

อาการของโรคไข้หวัดธรรมดา

  • มีไข้ต่ำๆ ถึงมีไข้สูง ผ่านไป 3-4 วัน อาการจะเริ่มดีขึ้น
  • อาจมีไอ จาม เล็กน้อย ผ่านไป 3-4 วัน อาการจะเริ่มดีขึ้น
  • ไม่มีอาการท้องเสีย
  • น้ำมูกไหล มีอาการคัดจมูก ทำให้หายใจไม่สะดวก
  • ปวดตามตัว รู้สึกอ่อนเพลีย

อาการของโรคไวรัส COVID-19

  • มีไข้สูงมากกว่า 37.5 องศา
  • ไอ มีเสมหะ เจ็บคอ นานติดต่อกันมากกว่า 4 วัน
  • บางรายอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสียร่วมด้วย
  • หายใจลำบากมีไอร่วมด้วย ในบางรายรุนแรงถึงขั้นปอดอักเสบ หรือปอดบวม
  • ปวดเมื่อยตามตัว ทานอาหารไม่ค่อยได้

ความรุนแรงของโรค

ไข้หวัดธรรมดา มักไม่มีโรคแทรกซ้อนรุนแรง และไม่มีอาการที่รบกวนชีวิตประจำวันมีอาการอยู่ไม่นาน หากดูแลร่างกาย พักผ่อนให้เพียงพอ อาการไข้หวัดจะค่อย ๆ หายไปเองใน 3-4 วัน

ไวรัส COVID-19 พบอาการปอดอักเสบอันนำไปสู่การเสียชีวิต ซึ่งความรุนแรงของโรคนี้จะแตกต่างกันตามความแข็งแรงของแต่ละคน

อย่างไก็ตามหากใครมีอาการ มีไข้สูงมากกว่า 37.5 องศา, ไอ เจ็บคอ, น้ำมูกไหล, หายใจเหนื่อยหอบ หายใจลำบาก ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจและวินิจฉัยโรคนะคะ เพราะนอกจากจะทำการรักษาให้เหมาะสมแล้ว กรณีที่มีการติดเชื้อ COVID-19 ผู้ป่วยจะได้ระวัง แยกตัวเอง และระมัดระวังไม่นำเชื้อไปติดกับคนอื่นต่ออีกด้วยค่ะ

———-

ขอบคุณข้อมูล : โรงพยาบาลศิครินทร์

เรื่องของอาหาร กับโรคประจำตัว

อาหารต้องห้าม.jpg
อาหารที่เราทานกันทุกวัน นอกจากจะให้พลังงาน และสารอาหารที่จำเป็น รวมถึงช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ และทำหน้าที่เสมือนยารักษาโรคแล้ว ในบางครั้งก็กลับจะให้โทษได้เหมือนกันนะคะ หากว่าเราทานอาหารนั้นๆ ไม่ถูกจังหวะ โดยเฉพาะในช่วงที่สุขภาพไม่แข็งแรง ร่างกายอ่อนแอ โรคภัยถามหา ก่อนจะทานอะไรคงต้องเลือกกันซักหน่อย
วันนี้มาดูกันดีค่ะ ว่าเวลาป่วย หรือใครที่มีโรคประจำตัว มีเมนูอะไรที่เราควรหลีกเลี่ยงกันบ้าง

ไมเกรน ปวดหัวจี๊ดๆ ข้างเดียวเป็นประจำ ควรงดเมนูขนมหวาน ขนมเค้ก ชานม น้ำผลไม้หวานๆ น้ำอัดลม เพราะอาหารหวานที่มีปริมาณน้ำตาลสูงจะทำให้น้ำตาลในเลือดไม่คงที่ จะเพิ่มสูงขึ้น และลดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดโรคไฮโปโกลซีเมียหรืออาการที่น้ำตาลในเลือดต่ำได้ เป็นสาเหตุหนึ่งที่ก่อให้เกิดอาการปวดหัวไมเกรนค่ะ นอกจากนั้นยังควรลดปริมาณการทานเนื้อสัตว์ ทั้งเนื้อวัว เนื้อหมู เนื้อไก่ เพราะโปรตีนจากเนื้อสัตว์เหล่านี้มักมีสารพิษตกค้างจากฮอร์โมนต่างๆ ในกระบวนการเลี้ยง ทั้งยังมีกรดแอมิโนไทโรซิน ที่ทำให้ปวดหัวได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

อาการข้ออักเสบ ปวดข้อ ปวดเข่า จะลุกนั่งก็ลำบาก ลองงดน้ำแข็ง อาหารเย็นๆ ดูค่ะ เพราะความเย็นจะทำให้กระเพราะอาหารของเราทำงานหนักขึ้น และระบบไหลเวียนของเลือดยังทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพอีกด้วย ที่สำคัญ ควรลดอาหารประเภทเนื้อสัตว์ เครื่องใน ไขมัน เพราะสารพิษตกค้างที่อยู่ในเนื้อสัตว์ จะเป็นตัวเพิ่มอาการเจ็บปวด และอาการอักเสบให้รุนแรงยิ่งขึ้น

สำหรับผู้ที่มีอาการกระเพาะอาหารอักเสบ ปวดท้อง แสบท้องเป็นประจำ ไม่ควรทานอาหารประเภทยำ หรืออาหารรสจัด รวมทั้ง ชา กาแฟ น้ำอัดลม (อาหารที่มีคาเฟอีนสูง) เพราะจะยิ่งทำให้เกิดการระคายเคืองของเยื่อบุกระเพาะมากขึ้นค่ะ อาการรสจัดยังจะยิ่งเร่งการหลั่งกรดในกระเพาะอาหารมากขึ้นอีกด้วยค่ะ

ผู้ที่มีอาการของโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ต้องหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสเค็ม มีเกลือหรือโซเดียมสูง เพราะโซเดียมจะเร่งให้ความดันให้ยิ่งเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงอาหารรสหวาน และผลไม้สุก เพราะ น้ำตาลและไขมันจะทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนขึ้นได้ง่าย ทั้งโรค หลอดเลือดเปราะ จอตาเสื่อม โรคไต ท่อปัสสาวะอักเสบ เป็นต้น

ผู้ป่วยที่มีอาการตับแข็ง ตับอักเสบ หรืออาการเสื่อมสภาพของตับ ต้องหลีกเลี่ยงอาหารทำร้ายตับ ซึ่งหลักๆ เลย คืออาหารประเภทเนื้อสัตว์ เพราะบรรดาเนื้อสัตว์ทั้งหลายจะทำให้ตับต้องทำงานอย่างหนักในการขับของเสียเช่น ยูเรีย และ แอมโมเนีย ออกไป แต่เมื่อตับทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ของเสียต่างๆ จึงถูกขับออกจากร่างกายได้น้อยลง และจะถูกดูดซึมกลับเข้าไปในกระแสเลือดอีกครั้ง ทำให้สุขภาพแย่ลง เซื่องซึม และบางครั้งอาจมีอาการหนักถึงขั้นหมดสติไปเลยก็ได้

คนป่วยมักต้องการการดูแลมากกว่าคนทั่วไป เพราะอวัยวะภายในบางส่วนไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ พฤติกรรมการรับประทานอาหารจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องใส่ใจดูแลเป็นพิเศษ การลือกเมนูที่เหมาะสมจะช่วยให้ส่วนต่างๆของร่างกายได้ทำงานเบาลง และให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่เป็นประโยชน์อย่างแท้จริง ใส่ใจกับเมนูต่างๆแล้วอย่าลืมออกกำลังกายอย่างพอเหมาะเพื่อช่วยฟื้นฟู เสริมสร้างสุขภาพโดยรวมให้แข็งแรงกันด้วยนะคะ

นอนดึกเป็นประจำ.. มาดูแลสุขภาพกันซักหน่อย

latesleep.jpg

“การนอนดึกทำให้เสียสุขภาพ” “นอนดึกไม่ดีโทรมเร็ว” รู้ทั้งรู้ ว่าการนอนดึกนั้นส่งผลเสียต่อสุขภาพสัญญาณเบื้องต้นอาจเริ่มจากอาการมึนหัว ขอบตาคล้ำ ผิวพรรณไม่สดใส เป็นหวัดง่าย ภูมิแพ้กำเริบ ทานอาหารเยอะขึ้น ไปจนถึงเรื่องของระบบต่างๆ ภายในร่างกายที่พลอยจะรวนไปเสียหมด อย่างเช่นเรื่องระบบการย่อยอาหาร ระบบการเผาผลาญและการดูดซึมสารอาหารที่ทำงานได้ไม่เต็มที่ รวมไปถึงฮอร์โมนบางตัวอย่างเช่น growth hormone ที่จะลดปริมาณการหลั่งจนส่งผลให้ร่างกายเสื่อมโทรมอย่างรวดเร็วอีกด้วย
เราจึงไม่แนะนำให้นอนดึก แต่บางอาชีพก็เลี่ยงไม่ได้ จำเป็นต้องนอนดึกนี่นา จะทำอย่างไรได้ วันนี้เราเลยมีความรู้ด้านโภชนาการที่เป็นประโยชน์สำหรับคนนอนดึกโดยเฉพาะมาฝากกัน ลองมาดูประโยชน์ของอาหารแนะนำแต่ละประเภทกันนะคะ

– โปรตีนสีขาว อย่างเนื้อปลา อกไก่ ไข่ขาว เต้าหู้ : โปรตีนเหล่านี้จะช่วยในเรื่องการสร้างเคมีในสมองอย่าง โดพามีน เอพิเนฟริน ที่จำเป็นในการบำรุงสมองของคนที่นอนดึก

– ถั่วเหลือง ไข่แดง : ร่างกายต้องการสารเคมีที่ทำงานเชื่อมโยงกันภายในสมองนั่นก็คือ “โคลีน” ซึ่งโคลีนนี้ จะช่วยในเรื่องความจำ ช่วยป้องกันอาการความจำเสื่อม ช่วยให้มีสมาธิดีขึ้น ความจำดีขึ้น นอกจากนั้นในไข่แดงยังมี ไบโอตินที่ช่วยบำรุงสมองและเส้นผมอีกด้วย

– ข้าวกล้องงอก และธัญพืชต่างๆ เช่น พืชตระกูลถั่ว ข้าวบาเลย์ มอลต์ หรือลูกเดือย : อาหารประเภทนี้จะมีกาบ้าสูง ทำให้ตัวสื่อประสาทในสมองทำงานดีขึ้น ความจำก็จะดีขึ้นด้วย

– ปลา : สมองต้องการโอเมก้า หรือน้ำมันปลา เมนูที่มีน้ำมันปลาสูงและหาทานได้ง่ายๆ ก็อย่างเช่น ปลาทู หรือใครอยากจะเลือกทานอาหารเสริมก็ควรเลือกที่ทำมาจากปลาทะเล สังเกตปริมาณของ DHA รวมถึง EPA ที่มีอยู่จริงเทียบต่อปริมาณทั้งหมด ทั้งคู่ต้องมีมากกว่า 20% และในหนึ่งเม็ดควรจะมีสัดส่วนปริมาณของ DHA : EPA เป็น 1:2 หรือ 2:3 ที่เป็นส่วนผสมที่ออกฤทธิ์อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

– ช็อคโกแลต : แนะนำเป็นช็อคโกแลตดำนะคะ เพราะในช็อคโกแลตจะมีส่วนผสมของสารที่ช่วยให้เลือดในสมองไม่อุดตัน

– สารสกัดจากใบแปะก๊วย : เพราะใบแปะก๊วยมีสารแอนตี้ออกซิเดนท์ ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันมะเร็ง ช่วยในเรื่องการไหลเวียนของเลือดที่จะไปเลี้ยงสมอง ช่วยให้ความจำดีขึ้น และยังช่วยยับยั้งความเสื่อมของสมองได้อีกด้วย

– วิตามิน B : คุณสมบัติของวิตามิน B คือ ช่วยในเรื่องระบบประสาท ช่วยลดอาการอ่อนเพลีย และช่วยให้การดูดซึมอาหารดีขึ้น ช่วงไหนที่มีอาการง่วงๆ มึนๆ วิตามิน B ช่วยได้เลยค่ะ

อย่างไรก็ตาม อาหารเหล่านี้เป็นเพียงตัวช่วยที่จะช่วยฟื้นฟูร่างกาย ทั้งในส่วนของสมองและระบบประสาทให้ดีขึ้น กระนั้นการฝืนธรรมชาติย่อมไม่ใช่เรื่องที่ดี เพราะร่างกายของเรามีนาฬิกาธรรมชาติที่บอกการทำงานของอวัยวะส่วนต่างๆ ในร่างกายอยู่ การดูแลตัวเองให้เข้ากับธรรมชาติจึงจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดค่ะ

ระบบไหนในร่างกาย ทำงานช่วงไหนกันบ้าง

clock
อวัยวะต่างๆ ในร่างกายของเรานั้น มีหน้าที่การทำงานตามเวลาที่แตกต่างกันไป เช่นเดียวกับคนเรานี่ล่ะค่ะ ที่ตอกบัตรเข้าทำงานในเวลาที่ต่างกัน แต่อวัยวะต่างๆ ภายในร่างกายของเรามีเวลาในการทำงานที่สม่ำเสมอและแน่นอนกว่า และยังต้องรับช่วงต่อกันอย่างเป็นระบบแบบแผนด้วย วันนี้ มาทำความเข้าใจกับเรื่องของอวัยวะภายในร่างกายของเรากันซักหน่อยค่ะ

ไต : อวัยวะที่ทำหน้าที่กรองของเสียออกจากเลือดและขับออกพร้อมกับน้ำในรูปของปัสสาวะ ไตของเราจะทำงานในช่วงเย็นๆ คือเวลา 17.00 น. – 19.00 น. เราจะช่วยไตให้ทำงานได้อย่างเต็มที่โดยการไม่รับประทานอาหารในปริมาณมากๆ ในช่วงเวลานี้ เพราะหากเรารับประทานอาหารในปริมาณที่มาก เลือดในร่างกายจะถูกดึงไปใช้เพื่อย่อยอาหารที่บริเวณกระเพาะ และม้าม แทนที่จะไปหล่อเลี้ยงไตที่กำลังขับของเสียออกจากร่างกาย

ถุงน้ำดี : อวัยวะที่ทำหน้าที่ในการเก็บสะสมน้ำดี (bile) เพื่อช่วยในการย่อยอาหาร โดยจะมีโครงสร้างที่ติดต่อกับตับซึ่งเป็นอวัยวะที่ผลิตน้ำดี และลำไส้เล็กตอนต้น ซึ่งเป็นบริเวณที่มีการปล่อยน้ำดีออกสู่ทางเดินอาหาร ช่วงเวลาที่หลอดเลือดแดงจะนำออกซิเจนมาเลี้ยงถุงน้ำดีเพื่อให้ถุงน้ำดีทำงานได้อย่างเต็มอยู่ในช่วงเวลาระหว่าง  23.00 – 01.00 น. และจะส่งต่อให้ตับรับช่วงต่อสำหรับการทำงานในช่วงเวลา 01.00 – 03.00 โดยในช่วงเวลานี้ร่างกายของเราควรได้รับการพักผ่อนอย่างเต็มที่เพื่อให้ร่างกายขับของเสียออกจากร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดค่ะ

ปอด ต้นทางของการรับออกซิเจนโดยการหายใจ การหายใจเป็นการนำน้ำและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากเซลล์เข้าสู่หลอดเลือดและเลือดจะทำหน้าที่ลำเลียงไปยังปอด จากนั้นปอดจะทำหน้าที่กรองลิ่มเลือดเล็ก ๆ ที่ตกตะกอนออกจากเส้นเลือดดำ การทำให้ปอดแข็งแรงนั้นต้องหมั่นออกกำลังกาย เพื่อให้ปอดขยันทำงาน และช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับการออกกำลังกายเพื่อให้ปอดแข็งแรงคือช่วงเช้า เวลาประมาณ 5.00 น และช่วงบ่ายประมาณ 15.00 – 17.00   น.

การดูแลร่างกายจากภายในไม่ใช่เรื่องยากเลยค่ะ เพียงรู้จักช่วงเวลาในการทำงานของส่วนต่างๆ เพื่อบริหารการทำงานของระบบอวัยวะภายในให้มีประสิทธิภาพสูงสุดก็จะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงและห่างไกลโรคแล้วล่ะค่ะ

ถึงขมจะเป็นยา ก็ใช่ว่าหวานจะเป็นแค่ลม… เรื่องหวานๆ อย่างมีคุณค่าของน้ำผึ้ง

honey.jpeg
หวานเป็นลม ขมเป็นยา อาจจะเป็นคำคุ้นหู ที่เราถูกปลูกฝังกันมาตั้งแต่เด็กๆ แต่วันนี้ เรื่องหวานๆ อาจจะไม่ได้เป็นแค่ลม หากแต่ มีประโยชน์มากมายอย่างที่เราอาจจะไม่เคยทราบกันมาก่อนเลย เรื่องหวานๆ ของน้ำผึ้งค่ะ

น้ำผึ้ง จัดได้ว่าเป็นอาหารที่ให้พลังงาน เนื่องจากมีสารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตเป็นหลัก โดยหากเรานำปริมาณน้ำ และความชื้นออกแล้ว ก็จะพบว่า ร้อยละ 95-99 ของน้ำผึ้ง คือน้ำตาลชนิดต่าง ๆ นั่นเองค่ะ ทั้งน้ำตาลที่อยู่ในรูปของฟรุกโทส และกลูโคส ซึ่งเป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว ที่ร่างกายสามารถดูดซึมไปสร้างพลังงานได้ทันที การดื่มน้ำผึ้ง จึงเป็นการเพิ่มความสดชื่นและให้พลังงานในขณะที่ร่างกายอ่อนล้า หรืออ่อนเพลียได้อย่างรวดเร็ว

แต่ประโยชน์ของน้ำผึ้ง ไม่ได้มีเพียงแค่การให้พลังงานจากน้ำตาลหรอกค่ะ เพราะน้ำผึ้งยังอุดมไปด้วยแร่ธาตุที่มี่คุณค่าทางโภชนาการมากมาย ทั้ง ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แมกนีเซียม แคลเซียม โซเดียม แมงกานีส สังกะสี เหล็ก และ ทองแดง โดยมีปริมาณแร่ธาตุต่างๆ อยู่ประมาณ 0.17% ซึ่งเป็นสัดส่วนที่เหมาะสมต่อร่างกายเป็นอย่างมาก จึงเป็นทางเลือกที่เราอาจจะใช้น้ำผึ้ง เป็นสารให้ความหวานแทนน้ำตาลได้เป็นอย่างดีเลยล่ะค่ะ เพราะนอกเหนือจากคุณค่าทางโภชนาการที่ได้แล้ว รสชาติและกลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ของน้ำผึ้ง ยังเป็นส่วนที่ไม่สามารถทดแทนได้โดยน้ำตาลที่ผ่านกระบวนการการผลิต และการฟอกขาวเลยล่ะค่ะ

คุณค่าของน้ำผึ้ง นอกจากในส่วนของแร่ธาตุแล้ว ยังรวมถึงวิตามินที่อยู่ในน้ำผึ้ง ทั้งวิตามินซี วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 6 หรือที่อาจจะเรียกว่าเป็นกลุ่มวิตามินบีคอมเพล็กซ์ รวมถึงมีกรดที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายอีกมากมาย ซึ่งรวมถึงกรดกลูโคนิก ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอความเสื่อมของร่างกายได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว

เอาล่ะค่ะ ได้ทราบถึงข้อดีของน้ำผึ้งกันไปพอสมควรแล้ว แต่จะบอกว่า ยังไม่หมดนะคะ กับคุณค่าของน้ำผึ้งหยดน้อยๆ เพราะนอกเหนือจากประโยชน์ต่อร่างกาย ในส่วนของคุณค่าทางโภชนาการแล้ว น้ำผึ้ง ยังมีคุณสมบัติดีๆ ในด้านความงามอีกหลายอย่างเลย มาดูกันค่ะ ว่ามีอะไรบ้าง

อย่างแรกที่ทำกันได้ง่ายๆ เลย สำหรับสาวๆ ที่มีปัญหาเรื่องสิวอักเสบ ให้นำน้ำผึ้งมาแต้มที่สิว ทิ้งไว้ 10-15 นาทีแล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด น้ำผึ้งมีคุณสมบัติต่อต้านเชื้อแบคทีเรียค่ะ ค่อยๆ แต้มเป็นประจำ ไม่นานสิวที่อักเสบจะเริ่มยุบ โดยไม่ทิ้งร่องรอยไว้ให้กลุ้มใจอีกด้วย เป็นการแก้ปัญหาสิวแบบธรรมชาติที่ไม่ต้องใช้ยาหรือสารเคมี โดยน้ำผึ้งยังสามารถช่วยลดริ้วรอยของแผลเป็นให้จางลง รักษาแผลสด ให้บาดแผลหายเร็วขึ้น จากคุณสมบัติที่สามารถเปลี่ยนให้เป็นไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์แบบอ่อนๆ ที่จะช่วยสมานรักษาแผลให้หายเร็วขึ้นค่ะ

ด้วยความที่น้ำผึ้งอุดมไปด้วยอาหารผิวหลากหลายชนิด จึงมักจะถูกนำมาใช้เป็นส่วนผสมในการดูแลผิวพรรณ และเส้นผมกันอีกด้วย โดยในสูตรการทำมาส์กหน้าหลายๆ สูตร ก็มักจะมีน้ำผึ้งเป็นส่วนผสมเพื่อเติมความชุ่มชื้นให้ผิวกัน และ ผลิตภัณฑ์ลดริ้วรอยของแบรนด์ดัง หลายๆ แบรนด์ ก็มักจะมีส่วนผสมของน้ำผึ้งจากคุณสมบัติของสารแอนตี้ออกซิแดนท์ในน้ำผึ้งที่ช่วยลดการเกิดริ้วรอยได้เป็นอย่างดี

นำมาฝากกันอีกซักหน่อย สำหรับสาวๆ ที่อยากจะมีสูตรการดูแลเส้นผมแบบโฮมเมด ไร้สารเคมี ก็สามารถนำน้ำผึ้ง 1 ช้อนชา เทลงไปในน้ำอุ่น 4 ถ้วย และน้ำมะนาวอีก 1 ช้อนชา ผสมให้เข้ากัน ใช้ส่วนผสมชโลมลงบนเส้นผมหลังการสระ แล้วนวดให้ทั่ว โดยไม่ต้องล้างออก ปล่อยให้เส้นผมแห้งตามธรรมชาติ ก็จะรู้สึกได้ถึงสุขภาพผมที่ดีขึ้น ทั้งนุ่ม และมีน้ำหนักมากขึ้น หรืออีกวิธีหนึ่ง อาจใช้ น้ำผึ้ง 1 ช้อนชา ผสมกับน้ำมันมะกอก 2 ช้อนชา นำไปนวดเส้นผมให้ทั่ว ทิ้งไว้ 20-30 นาทีแล้วล้างออก ก็ให้ผลดีไม่แพ้กันค่ะ

น้ำผึ้งยังสามารถนำมาใช้ เพื่อให้ริมฝีปากเนียนนุ่มขึ้น โดยผสมน้ำผึ้ง 1 ช้อนชา กับน้ำตาลทรายแดง 1 ช้อนชา บีบมะนาวเล็กหน่อย แล้วผสมให้ละลายจนเข้ากัน นำมาทาที่ริมฝีปาก และถูเบา ๆ ก่อนทิ้งไว้ซักพัก แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด ทำเป็นประจำ ก็จะช่วยให้ริมฝีปากชุ่มชิ้น และนุ่มนวลได้ค่ะ

น้ำผึ้งยังสามารถนำมาใช้บำรุงเล็บ โดยใช้น้ำผึ้ง 1 ช้อนชา ผสมกับน้ำส้มสายชู 1 ข้อนชา ทาลงบนเล็บทิ้งไว้ 5-10 นาที แล้วล้างออก หรือจะนำน้ำผึ้ง 1 ช้อนชา มาผสมกับน้ำแร่อุ่นๆ ในสัดส่วนเดียวกัน แล้วนำสำลีชุบ มาวางไว้รอบๆ ดวงตา ประมาณ 10-15 นาที ทำอย่างนี้ประมาณ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ ก็จะชวยลดรอยหมองคล้ำรอบดวงตาได้อีกด้วยล่ะค่ะ

เป็นอย่างไรกันบ้าง กับสรรพคุณของน้ำผึ้งในแบบที่เชื่อว่าหลายๆ คนนึกไม่ถึงกันเลยทีเดียว อย่าลืมนำไปใช้กันนะคะ แล้ววันนี้ เรื่องหวานๆ โดยเฉพาะน้ำผึ้ง จะไม่ได้เป็นแค่ลมอีกต่อไปแล้วล่ะค่ะ

Food Enzymes คืออะไร

fruit.jpg
เอนไซม์ (Enzyme) คือสารที่ทำหน้าที่เป็นตัวเร่งการทำงานของระบบต่างๆ ที่อยู่ในร่างกายของเรา เป็นเสมือนตัวตั้งต้นของภูมิคุ้มกันในร่างกาย ถ้าร่างกายของเรามีปริมาณเอนไซม์ที่ไม่สมดุล จนถึงขั้นขาดเอนไซม์เมื่อไร ก็จะส่งผลกระทบต่อการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกายทันที ตั้งแต่ระบบการย่อยอาหาร ระบบการเผาผลาญอาหาร ระบบการขับถ่าย ระบบการให้พลังงานกับร่างกาย ระบบภูมิคุ้มกัน รวมไปถึงระบบการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ

ก่อนอื่นมาทำความรู้จักกับประเภทของเอนไซม์กันซักหน่อยก่อนดีกว่าค่ะ

Metabolic Enzyme เราอาจจะเข้าใจว่า Metabolic Enzyme เป็นเพียงเอ็นไซม์ที่ช่วยในการเผาผลาญ และให้พลังงานกับร่างกาย แต่จริงๆ แล้ว นอกจากจะช่วยเผาผลาญอาหารแล้ว เอนไซม์ประเภทนี้ยังช่วยสร้างพลังงาน สร้างภูมิต้านทาน ทำให้ร่างกายของเราเจริญเติบโต รวมทั้งช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ทั้งยังช่วยต้านทานโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ อีกด้วย

Digestive Enzyme เป็นเอนไซม์ที่ช่วยในเรื่องการย่อยอาหาร และเป็นเอนไซม์ที่ร่างกายของเราสามารถผลิตขึ้นมาได้เอง โดยตับอ่อนจะรับหน้าที่ในการผลิตเอนไซม์ส่วนนี้ เพื่อย่อยอาหาร และดูดซึมสารอาหารที่เรารับประทานเข้าไป ทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่มีคุณค่า

Food Enzyme เป็นเอนไซม์ที่ได้จากอาหาร พบได้ในอาหารสด อาหารที่ไม่ผ่านการปรุง แบ่งเป็น เอนไซม์จากพืช (Plant Enzyme) และ เอนไซม์จากสัตว์ (Animal Enzyme) ซึ่งการประกอบอาหารโดยนำไปผ่านความร้อนจะทำลายเอนไซม์เหล่านี้ไป

Food Enzyme เป็นเอนไซม์ที่ได้จากอาหารที่เราทานเข้าไป แม้ว่าร่างกายของเราจะผลิตเอนไซม์ได้ แต่ก็ผลิตได้เพียงในระดับหนึ่ง ไม่เพียงพอกับความต้องการ โดยเฉพาะในปัจจุบัน เรามักบริโภคอาหารที่ไม่เหลือเอนไซม์แล้ว เช่น อาหารที่ปรุงแต่งด้วยสารเคมี อาหารฟาสต์ฟู้ด อาหารที่ผ่านความร้อนนานๆ อาหารแช่แข็ง อาหารที่เก็บไว้เป็นเวลานาน รวมถึงการดื่มแอลกอฮอล์ การรับประทานยา พฤติกรรมการบริโภคเช่นนี้ นอกจากเราจะไม่ได้รับเอนไซม์แล้ว ร่างกายยังต้องใช้เอนไซม์ที่มีอยู่ในการย่อยอาหารเหล่านี้ และการผลิตเอนไซม์ของร่างกายก็จะถดถอยลงไปอีกด้วย ทำให้ร่างกายเสื้อมสภาพ แก่เร็ว หรือเป็นโรคต่างๆ ได้ง่าย

เอนไซม์ที่เราสามารถรับได้จากภายนอกนั้น ส่วนใหญ่จะอยู่ในผัก และผลไม้ต่างๆ รวมทั้งเนื้อสัตว์ด้วย โดยผัก และผลไม้จะต้องยังคงความสด ไม่ผ่านกระบวนการปรุงด้วยความร้อน เพราะ เนื้อสัตว์ ผัก หรือผลไม้ เมื่อผ่านความร้อนก็จะทำให้เอนไซม์ลดน้อยลง โดยในส่วนของผักและผลไม้นั้น เมื่อเก็บเกี่ยวจากต้นใหม่ๆ จะมีเอนไซม์อยู่เป็นจำนวนมาก ทว่ายิ่งเก็บไว้นานเท่าใด เอนไซม์เหล่านั้นก็จะค่อยๆ ลดลงไปอย่างรวดเร็ว นอกจากนั้น สารเคมี ยาฆ่าแมลง ยังเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ปริมาณเอนไซม์ในพืชผักลดลง

ดังนั้นหากต้องการอาหารที่อุดมด้วยเอนไซม์ จึงควรเลือกอาหารที่สด ใหม่ ปราศจากสารเคมี รวมทั้งไม่ผ่านความร้อนนั่นเองค่ะ และนี่คือที่มาของทางอาหารประเภท Raw Food และ Vegan Food ซึ่งเป็นเหมือนทางออกของการเติมเอนไซม์ เป็นทางเลือกของอาหารที่ดี และเป็นประโยชน์มากๆ ให้กับร่างกายของเรานั่นเองล่ะค่ะ

ครั้งแรก… กับมวยไทย

DSC_1585r.jpg
สมัยก่อน เมื่อพูดถึงเรื่องหมัดๆ มวยๆ ใครๆ ก็คิดว่าต้องปล่อยให้หนุ่มๆ เค้าซ้อมกัน.. แต่เดี๋ยวนี้คงไม่ใช่แล้วล่ะค่ะ กีฬามวยไทย ได้กลายมาเป็นกีฬาสุดฮิต สำหรับสาวๆ ยุคใหม่กันไปแล้ว ก็เพราะการฝึกมวยไทยนั้น นอกเหนือจากความสนุกที่ได้ ยังเป็นการออกกำลังกายที่ร่างกายได้เคลื่อนที่ ขยับเขยื้อนไปทั่วในทุกๆ ส่วน ทั้งยังช่วยเบิร์นไขมันส่วนเกิน ไปพร้อมๆ กับสร้างกล้ามเนื้อให้ฟิตแอนด์เฟิร์มได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว
หลังจากได้สัมผัสประสบการณ์การฝึกมวยไทยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา วันนี้ เลยขอนำเรื่องราวมาแบ่งปันกัน เผื่อว่าสาวๆ คนไหนจะสนใจ อยากมีประสบการณ์ที่เรียกเหงื่อได้แบบเต็มๆ จะได้รู้ว่าความสนุกแบบไหน ที่รออยู่ข้างหน้าค่ะ

กีฬามวยไทยนั้น แม้จะถูกมองว่าเป็นกีฬาหนักๆ และมีการปะทะที่ไม่เหมาะกับสาวๆ ซักเท่าไหร่ แต่ในแง่ของการฝึกเพื่อการออกกำลังกายแล้ว ต้องขอบอกว่าไม่ได้น่ากลัวเลย กลับเป็นการออกกำลังกายที่สนุกมากๆ และได้ใช้ร่างกายครบทุกส่วน ด้วยการเคลื่อนไหวในแบบที่ต่างจากกีฬาประเภทอื่นโดยสิ้นเชิงเลยค่ะ ไม่ว่าจะการเตะ การต่อย การถีบ การใช้เข่า การใช้ศอก การฝึกรับ และการบุก ซึ่งแม้ว่าการเริ่มฝึกในครั้งแรกๆ อาจจะทำให้หลายๆ คนต้องปวดเมื่อยไปบ้าง แต่เชื่อเถอะค่ะ   ว่าใครที่ได้สัมผัสแล้ว จะสนุกจนถอนตัวไม่ขึ้นเลยทีเดียว

เกริ่นมาพอสมควรแล้ว มาดูกันเลยดีกว่าค่ะ ว่าการฝึกมวยไทยครั้งแรก เป็นอย่างไรบ้าง…
เริ่มต้นการฝึก เทรนเนอร์หุ่นเฟิร์ม ให้เราเริ่มด้วยการยืดเส้นยืดสาย ได้ยืดคลายกล้ามเนื้อให้พร้อมทำงาน ป้องกันการบาดเจ็บจากการเคลื่อนไหวในระหว่างการฝึก จนเมื่อหลังจากยืดเหยียดกันพอสมควรแล้ว จึงได้ทำการวอร์มอัพเบาๆ ก่อนจะเข้าสู่ช่วงไฮไลท์ ….. มวยไทย

เนื่องจากมวยไทย เป็นการผสมผสานศาสตร์และศิลป์ของการใช้ร่างกายในทุกๆ ส่วน มีการเคลื่อนไหวที่ต่อเนื่อง และมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นการใช้อาวุธหลัก ทั้ง หมัด ศอก เข่า และขา การฝึกมวยไทยจึงจำเป็นจะต้องเริ่มต้นที่การเคลื่อนไหวที่ถูกต้อง และการรักษาสมดุลของร่างกายที่ดี .. เทรนเนอร์ หนุ่มของเรา เริ่มต้นที่พื้นฐานของการยืนมวย ซึ่งการยืนมวยไทยนั้น จะแตกต่างจากการยืนมวยสากลอยู่เล็กน้อย เพราะอาวุธที่ใช้ไม่ได้มีแค่หมัด การยืนมวยจึงต้องอยู่ในท่าพร้อมออกอาวุธ และสามารถรับการบุกได้ในเวลาเดียวกัน นอกเหนือจากการยืนมวยยังมีหลักการเดินมวยที่มีรายละเอียดอย่างที่เราไม่เคยทราบมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นการเดินมวยที่เรียกว่าการย่างสามขุม การเดินย่างสุขเกษม หรือการเดินสิงห์ญาตรา ทั้งหมด เป็นพื้นฐานสำคัญ ก่อนการฝึกในส่วนอื่นๆ

เมื่อยืนมวย และทดลองเดินมวยได้ถูกต้องพอสมควรแล้ว เทรนเนอร์ของเราจึงได้เริ่มฝึกการใช้หมัด และก็ทำให้ได้รู้เลยค่ะ ว่าการต่อยมวยนั้น ไม่ใช่แค่เหวี่ยงๆ หมัดออกไป เพราะการออกหมัดที่ถูกต้อง จะต้องมีการถ่ายน้ำหนัก มีการบิดตัว ทิ้งไหล่ เกร็งหมัด และเหวี่ยงหมัดออกไปให้ส่วนของสันหมัดโดนเป้าหมาย การเคลื่อนไหวที่ร่างกายต้องทำงานตามลำดับอย่างถูกต้อง และมีการเคลื่อนไหวของไหล่ทั้งสองข้างที่สัมพันธ์กัน เพื่อให้หมัดที่ออกไปมีน้ำหนัก และมีความว่องไวที่สุด
เทรนเนอร์ของเราฝึกให้ออกหมัดชกลมอยู่ซักพัก จากนั้นจึงให้เริ่มต่อยกระสอบทราย เพื่อกะระยะของหมัด ให้เหมาะสม และเป็นการซ้อมการเคลื่อนไหวที่ถูกต้อง ถึงตอนนี้ กับช่วงชกกระสอบทรายที่เทรนเนอร์คอยจับเวลาให้ ผ่านไปแค่สองยก เสื้อที่ใส่มาก็ชุ่มไปด้วยเหงื่อแล้วล่ะค่ะ

ชกกระสอบทรายเสร็จ เทรนเนอร์ก็จับเราใส่นวมสีสวย ขึ้นเวลาไปยืนบนพื้นเวทีหยุ่นๆ ที่กินแรงพอสมควรเลยทีเดียว รู้เลยว่าทำไมนักมวยถึงต้องซ้อมหนัก ก็แค่เดินๆ ย่องๆ อยู่บนเวที แบบไม่ต้องออกหมัดอะไรก็ต้องใช้แรงเยอะพอแล้ว …
ยืนพร้อมอยู่บนเวทีซักพัก เทรนเนอร์สุดฟิตถึงได้เดินขึ้นมา พร้อมอุปกรณ์การล่อเป้า และเริ่มฝึกในขั้นต่อไป… ฝึกต่อยเป้า…
ในการล่อเป้า เทรนเนอร์ก็จะมีเป้าใส่ไว้ที่มือทั้งสองข้าง คอยบอกให้เราออกหมัด ชก ซ้าย ขวา ซ้าย ขวา เป็นหมัด 1-2 หมัดแย็ป หมัดขวาตรง ไปจนถึงหมัดชุด 1-2-3-4 และ 1-2-3-4 …… ใครว่าต่อยมวยไม่เหนื่อยต้องมาลองค่ะ สารภาพเลยว่าเหนื่อยมากๆ เทรนเนอร์จะคอยยกเป้าขึ้นมาแล้วให้เราเดินเข้าไปต่อย ยิ่งต่อย ก็ดูเหมือนเทรนเนอร์จะยิ่งสนุก หารู้ไม่ว่าเราเหนื่อยจนยกนวมจะไม่ขึ้นอยู่แล้ว นี่ขนาดว่าต่อยอย่างเดียว ไม่ต้องคอยหลบหมัด ยังเหนื่อยขนาดนี้ แต่ก็ต้องยอมรับว่าสนุกอย่างไม่น่าเชื่อ เหมือนเราได้ปลดปล่อยพลังงานที่คั่งค้างอยู่ออกไปพร้อมๆ กับหมัดที่กระทบเป้าในทุกครั้งที่ออกหมัด ถึงจะเหนื่อย แต่ก็ได้ความสนุกแบบเต็มๆ เลยล่ะค่ะ

ผ่านพ้นกับช่วงการฝึกออกหมัดในการฝึกวันแรก เทรนเนอร์หนุ่มของเรายังไม่ยอมให้เราได้หยุด เพราะมวยไทย ไม่ได้มีแค่หมัด แต่ยังมีศอก เข่า ขา เป็นอาวุธอีกด้วย เหนื่อยจนเหงื่อชุ่มแล้ว เทรนเนอร์ยังจับเราไปซ้อมเตะ ทั้งเตะสูง เตะต่ำ ที่ต้องมีการถ่ายน้ำหนัก บิดตัว และเหวี่ยงขาเตะ คราวนี้ เหนื่อยกว่าเดิมค่ะ ออกหมัดว่าเหนื่อยแล้ว มาถึงช่วงเตะ แรงแทบไม่เหลือแล้ว … เตะเสร็จ ยังฝึกการใช้เข่า ทั้งตีเข่า แทงเข่า ไล่ไปจนถึงการใช้ศอก … หมดค่ะ เรี่ยวแรงที่เตรียมมา เป็นอันหมดลงที่ตรงนี้ …. เทรนเนอร์หนุ่มเหมือนจะมองออก ถึงให้เราได้หยุดพัก ดื่มน้ำเติมความสดชื่น พักสั้นๆ ก่อนจะให้คูลดาวน์เบาๆ

สองชั่วโมง กับการฝึกมวยไทยครั้งแรกในชีวิต ต้องบอกเลยค่ะว่าเหนื่อยมากๆ เหนื่อยแบบมีความสุข แถมมาด้วยอาการเมื่อยตามเนื้อตัวแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ก็เคลื่อนไหวซะขนาดนั้น ไม่เมื่อยคงจะไม่ใช่แล้ว ฝึกเสร็จก็พาร่างที่หมดเรี่ยวหมดแรง กลับบ้านนอนหลับสนิทตลอดทั้งคืน ต่อท้ายด้วยอาการเมื่อยต่อเนื่องมาจนถึงวันรุ่งขึ้น แต่ไม่น่าเชื่อว่าอาการเมื่อยที่ว่ากลับหายไปในวันสองวันต่อมาค่ะ ที่คงเหลืออยู่คืออารมณ์ของความสนุก ความสนุกที่ได้ไปออกกำลังกายแบบหนักๆ ได้ปลดเปลื้องพลังงานที่สะสมไว้ เรียกเหงื่อแบบเต็มๆ และให้ร่างกายได้ขยับเขยื้อนแบบเต็มที่
ถึงวันนี้ ต้องบอกว่าพร้อมค่ะ พร้อมที่จะไปลุยกันใหม่ กับการฝึกมวยไทย ที่ไม่ใช่แค่เบิร์นแอนด์บิลท์ แต่ทั้งสนุก และได้ประสบการณ์ที่หาจากการออกกำลังกายประเภทอื่นไม่ได้อีกแล้ว… ใครที่นึกสนุก อยากได้ประสบการณ์ดีๆ ขอบอกว่าห้ามพลาด… เตรียมชุด เตรียมรองเท้า มาฝึกมวยไทยด้วยกันนะคะ

ขอบคุณสถานที่ และเทรนเนอร์ จาก Fitness First Platinum @lifecenter #QHouseLumpini สำหรับประสบการณ์ดีๆ ค่ะ ^^

รวมความเข้าใจผิดเกี่ยวกับสุขภาพ พร้อมคำอธิบายที่ถูกต้อง

True-or-False1เคยมีความเชื่อแบบนี้กันบ้างหรือเปล่าคะ ลองอ่านกันซักนิด ทำความเข้าใจกันซักหน่อย สาระดีๆเกี่ยวกับสุขภาพทั่วๆไปค่ะ

ทานโปรตีนเพิ่ม พละกำลังก็เพิ่ม
ไม่ถูกซะทีเดียวค่ะ เพราะร่างกายของเรามีโปรตีนและไขมันที่เพียงพออยู่แล้ว การเพิ่มปริมาณโปรตีนที่พิเศษไปกว่าโปรตีนที่เราทานตามปกติไม่ได้ช่วยเรื่อง “พละกำลัง” แต่เป็นเรื่องของ “จิตใจ” มากกว่า เราอาจจะเชื่อคำโฆษณาชวนเชื่อทั้งหลาย ที่จูงใจด้วยสรรพคุณของอาหารเสริมโปรตีน ราวกับว่าโปรตีนคือยาวิเศษ แท้จริงแล้วพละกำลังเกิดจากกล้ามเนื้อ การบริหารร่างกายเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อ ให้กล้ามเนื้อแข็งแรง จะเป็นประโยชน์ต่อร่างกายในการเพิ่มพละกำลังมากกว่า

น้ำหนักจะเพิ่มขึ้น เมื่อเราอายุมากขึ้น
อาจจะถูกส่วนหนึ่ง เพราะเมื่อเราอายุเพิ่มขึ้น ระบบการเผาผลาญอาหารและพลังงานของร่างกายก็ทำงานได้ลดลง ทำให้เกิดการสะสมในรูปแบบของไขมันส่วนเกินที่มากขึ้น ประกอบกับการสร้างกล้ามเนื้อก็ลดลง เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาไขมันสะสมเพราะไม่ได้ถูกนำไปใช้ เราจึงควรจะกำจัดส่วนเกินเหล่านั้นออกไป แล้วรักษาน้ำหนักให้สมดุล ดีกว่าที่จะปล่อยให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นตามตัวเลขอายุที่เพิ่มมากขึ้นนะคะ

ยาลดความอ้วนทำให้หายจากโรคอ้วน
ยาลดความอ้วนที่โฆษณาและวางขายตามท้องตลาดนั้น ส่วนใหญ่มักเป็นยาขับปัสสาวะ ลดการดูดซึมไขมัน เมื่อใช้ยาอาจส่งผลให้ดูผอมในระยะหนึ่ง แต่เป็นความผอมแบบขาดสารอาหาร ร่างกายทรุดโทรม การลดความอ้วนที่ดีและได้ผลที่สุดนั้นไม่มีตัวยาเฉพาะเจาะจง แต่เป็นการควบคุมอาหาร และปริมาณสารอาหารที่ร่างกายได้รับ ควบคู่ไปกับการออกกำลังกายที่เหมาะสม แน่นอนว่าวิธีดังกล่าวต้องใช้เวลาและความพยายามมากพอสมควรเลยทีเดียวค่ะ

ป่วย ต้องทานยา
จากการปลูกฝังอย่างต่อเนื่องจากการแพทย์แผนปัจจุบันที่เน้นให้ผู้ป่วยทานยา ความจริงแล้ว 90 % ของโรคต่างๆ ร่างกายเราสามารถรักษาให้หายได้ด้วยตัวเองโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งยา ยาเป็นเพียงตัวช่วยหนึ่งที่ลดอาการของความเจ็บป่วยนั้นๆ ให้ร่างกายได้พักผ่อน สร้างภูมิต้านทานที่จะมาต่อกรกับเชื้อโรคทั้งหลายที่ทำให้ร่างกายบกพร่อง อย่างเช่น ยาแก้ไอ ยานี้ไม่ได้มีผลในการหยุดอาการไอ แต่จะช่วยลดอาการคัดจมูก แก้อาการบวมในคอ สาเหตุของเสียงที่แหบแห้ง เป็นต้น

คนกล้ามใหญ่ แข็งแรงที่สุด
ในการ์ตูนหรือภาพยนตร์มักหยิบยกเอาฮีโร่กล้ามใหญ่เป็นสัญลักษณ์ของจอมพลัง แท้ที่จริงแล้วการบริหารกล้ามเนื้อให้เหมาะกับการใช้งานจะเกิดประโยชน์มากกว่า เพราะการเพาะกล้ามเนื้อนั้น บางครั้งอาจเป็นการเพาะกล้ามเนื้อส่วนเกินที่ไม่เกี่ยวกับการใช้งานจริง แต่กลับเป็นการเพาะกล้ามเนื้อเพื่อความสวยงามมากกว่า หากต้องใช้กำลัง กล้ามเนื้อต้องมีพลังอดทนต่อความเครียดและความกดดันให้ได้ ทั้งยังต้องมีการบริหารร่างกายอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาความยืดหยุ่นอีกด้วย

ผู้บริหารส่วนใหญ่มักเป็นโรคกระเพาะ
บทความไหนๆ ก็มักบอกเช่นนี้ แต่จริงๆ แล้ว จากสถิติ เมื่อสำรวจผู้ทำงานในระดับบริหาร กลับพบว่ามีเพียงครึ่งเดียวที่เป็นโรคกระเพาะ เทียบกับลูกจ้างทั่วไปจะพบว่ามีอัตราที่ต่ำกว่ามาก ที่มาคือการรู้จักแบ่งเวลาและการดูแลตนเอง ผู้บริหารส่วนใหญ่มักให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพ เพราะสุขภาพที่ดีเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานที่ดี คนกลุ่มนี้กลับมีร่างกายที่แข็งแรง และสุขภาพที่ดีมากกว่าคนกลุ่มไหนๆ ในออฟฟิศเสียอีก