ไข้หวัดธรรมดา VS COVID-19

covid-19-18-03-20
สถานการณ์ไวรัส Covid-19 ยังคงระบาดอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดตอนนี้ประเทศไทยมีจำนวนผู้ติดชื้ออยู่ที่ 1,388 คน (ข้อมูลอัพเดตล่าสุดเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2563) ซึ่งในหลายคนพอเริ่มมีอาการเจ็บป่วย มีไข้ ไอ เจ็บคอ อาจกำลังวิตกกังวลว่าตัวเราเป็น “ไข้หวัดธรรมดา” หรือติด “ไวรัส COVID-19” กันแน่ วันนี้ มาดูกันค่ะ ว่าอาการของไข้หวัดธรรมดา กับ อาการของ Covid-19 ต่างกันอย่างไรบ้าง

ไข้หวัดธรรมดา มักเกิดจากเชื้อไวรัสไรโนไวรัส (Rhinovirus) 30-80% เป็นไวรัสที่ทำให้เกิดโรคกับจมูก คือหวัดธรรมดา และไวรัสอีกชนิดที่เป็นสาเหตุของไข้หวัดคือ โคโรนาไวรัส (Coronavirus) 10-15% แต่เป็นไวรัสโคโรนาที่ค้นพบ และมีมานานแล้ว โดยมีการพบเชื้อไวรัสโคโรนาที่ติดต่อในมนุษย์แล้ว 6 สายพันธุ์ ส่วนโรค COVID-19 เกิดจาก ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ซึ่งทำให้มีอาการปอดอักเสบรุนแรงได้ โดยเป็นเชื้อไวรัสที่เพิ่งถูกค้นพบใหม่ นับเป็นสายพันธุ์ที่ 7 ของไวรัสโคโรนาที่ติดต่อในมนุษย์

อาการของโรคไข้หวัดธรรมดา

  • มีไข้ต่ำๆ ถึงมีไข้สูง ผ่านไป 3-4 วัน อาการจะเริ่มดีขึ้น
  • อาจมีไอ จาม เล็กน้อย ผ่านไป 3-4 วัน อาการจะเริ่มดีขึ้น
  • ไม่มีอาการท้องเสีย
  • น้ำมูกไหล มีอาการคัดจมูก ทำให้หายใจไม่สะดวก
  • ปวดตามตัว รู้สึกอ่อนเพลีย

อาการของโรคไวรัส COVID-19

  • มีไข้สูงมากกว่า 37.5 องศา
  • ไอ มีเสมหะ เจ็บคอ นานติดต่อกันมากกว่า 4 วัน
  • บางรายอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสียร่วมด้วย
  • หายใจลำบากมีไอร่วมด้วย ในบางรายรุนแรงถึงขั้นปอดอักเสบ หรือปอดบวม
  • ปวดเมื่อยตามตัว ทานอาหารไม่ค่อยได้

ความรุนแรงของโรค

ไข้หวัดธรรมดา มักไม่มีโรคแทรกซ้อนรุนแรง และไม่มีอาการที่รบกวนชีวิตประจำวันมีอาการอยู่ไม่นาน หากดูแลร่างกาย พักผ่อนให้เพียงพอ อาการไข้หวัดจะค่อย ๆ หายไปเองใน 3-4 วัน

ไวรัส COVID-19 พบอาการปอดอักเสบอันนำไปสู่การเสียชีวิต ซึ่งความรุนแรงของโรคนี้จะแตกต่างกันตามความแข็งแรงของแต่ละคน

อย่างไก็ตามหากใครมีอาการ มีไข้สูงมากกว่า 37.5 องศา, ไอ เจ็บคอ, น้ำมูกไหล, หายใจเหนื่อยหอบ หายใจลำบาก ควรรีบพบแพทย์เพื่อตรวจและวินิจฉัยโรคนะคะ เพราะนอกจากจะทำการรักษาให้เหมาะสมแล้ว กรณีที่มีการติดเชื้อ COVID-19 ผู้ป่วยจะได้ระวัง แยกตัวเอง และระมัดระวังไม่นำเชื้อไปติดกับคนอื่นต่ออีกด้วยค่ะ

———-

ขอบคุณข้อมูล : โรงพยาบาลศิครินทร์

เรื่องของอาหาร กับโรคประจำตัว

อาหารต้องห้าม.jpg
อาหารที่เราทานกันทุกวัน นอกจากจะให้พลังงาน และสารอาหารที่จำเป็น รวมถึงช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ และทำหน้าที่เสมือนยารักษาโรคแล้ว ในบางครั้งก็กลับจะให้โทษได้เหมือนกันนะคะ หากว่าเราทานอาหารนั้นๆ ไม่ถูกจังหวะ โดยเฉพาะในช่วงที่สุขภาพไม่แข็งแรง ร่างกายอ่อนแอ โรคภัยถามหา ก่อนจะทานอะไรคงต้องเลือกกันซักหน่อย
วันนี้มาดูกันดีค่ะ ว่าเวลาป่วย หรือใครที่มีโรคประจำตัว มีเมนูอะไรที่เราควรหลีกเลี่ยงกันบ้าง

ไมเกรน ปวดหัวจี๊ดๆ ข้างเดียวเป็นประจำ ควรงดเมนูขนมหวาน ขนมเค้ก ชานม น้ำผลไม้หวานๆ น้ำอัดลม เพราะอาหารหวานที่มีปริมาณน้ำตาลสูงจะทำให้น้ำตาลในเลือดไม่คงที่ จะเพิ่มสูงขึ้น และลดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดโรคไฮโปโกลซีเมียหรืออาการที่น้ำตาลในเลือดต่ำได้ เป็นสาเหตุหนึ่งที่ก่อให้เกิดอาการปวดหัวไมเกรนค่ะ นอกจากนั้นยังควรลดปริมาณการทานเนื้อสัตว์ ทั้งเนื้อวัว เนื้อหมู เนื้อไก่ เพราะโปรตีนจากเนื้อสัตว์เหล่านี้มักมีสารพิษตกค้างจากฮอร์โมนต่างๆ ในกระบวนการเลี้ยง ทั้งยังมีกรดแอมิโนไทโรซิน ที่ทำให้ปวดหัวได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

อาการข้ออักเสบ ปวดข้อ ปวดเข่า จะลุกนั่งก็ลำบาก ลองงดน้ำแข็ง อาหารเย็นๆ ดูค่ะ เพราะความเย็นจะทำให้กระเพราะอาหารของเราทำงานหนักขึ้น และระบบไหลเวียนของเลือดยังทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพอีกด้วย ที่สำคัญ ควรลดอาหารประเภทเนื้อสัตว์ เครื่องใน ไขมัน เพราะสารพิษตกค้างที่อยู่ในเนื้อสัตว์ จะเป็นตัวเพิ่มอาการเจ็บปวด และอาการอักเสบให้รุนแรงยิ่งขึ้น

สำหรับผู้ที่มีอาการกระเพาะอาหารอักเสบ ปวดท้อง แสบท้องเป็นประจำ ไม่ควรทานอาหารประเภทยำ หรืออาหารรสจัด รวมทั้ง ชา กาแฟ น้ำอัดลม (อาหารที่มีคาเฟอีนสูง) เพราะจะยิ่งทำให้เกิดการระคายเคืองของเยื่อบุกระเพาะมากขึ้นค่ะ อาการรสจัดยังจะยิ่งเร่งการหลั่งกรดในกระเพาะอาหารมากขึ้นอีกด้วยค่ะ

ผู้ที่มีอาการของโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ต้องหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสเค็ม มีเกลือหรือโซเดียมสูง เพราะโซเดียมจะเร่งให้ความดันให้ยิ่งเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงอาหารรสหวาน และผลไม้สุก เพราะ น้ำตาลและไขมันจะทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนขึ้นได้ง่าย ทั้งโรค หลอดเลือดเปราะ จอตาเสื่อม โรคไต ท่อปัสสาวะอักเสบ เป็นต้น

ผู้ป่วยที่มีอาการตับแข็ง ตับอักเสบ หรืออาการเสื่อมสภาพของตับ ต้องหลีกเลี่ยงอาหารทำร้ายตับ ซึ่งหลักๆ เลย คืออาหารประเภทเนื้อสัตว์ เพราะบรรดาเนื้อสัตว์ทั้งหลายจะทำให้ตับต้องทำงานอย่างหนักในการขับของเสียเช่น ยูเรีย และ แอมโมเนีย ออกไป แต่เมื่อตับทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ของเสียต่างๆ จึงถูกขับออกจากร่างกายได้น้อยลง และจะถูกดูดซึมกลับเข้าไปในกระแสเลือดอีกครั้ง ทำให้สุขภาพแย่ลง เซื่องซึม และบางครั้งอาจมีอาการหนักถึงขั้นหมดสติไปเลยก็ได้

คนป่วยมักต้องการการดูแลมากกว่าคนทั่วไป เพราะอวัยวะภายในบางส่วนไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ พฤติกรรมการรับประทานอาหารจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องใส่ใจดูแลเป็นพิเศษ การลือกเมนูที่เหมาะสมจะช่วยให้ส่วนต่างๆของร่างกายได้ทำงานเบาลง และให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่เป็นประโยชน์อย่างแท้จริง ใส่ใจกับเมนูต่างๆแล้วอย่าลืมออกกำลังกายอย่างพอเหมาะเพื่อช่วยฟื้นฟู เสริมสร้างสุขภาพโดยรวมให้แข็งแรงกันด้วยนะคะ

รวมความเข้าใจผิดเกี่ยวกับสุขภาพ พร้อมคำอธิบายที่ถูกต้อง

True-or-False1เคยมีความเชื่อแบบนี้กันบ้างหรือเปล่าคะ ลองอ่านกันซักนิด ทำความเข้าใจกันซักหน่อย สาระดีๆเกี่ยวกับสุขภาพทั่วๆไปค่ะ

ทานโปรตีนเพิ่ม พละกำลังก็เพิ่ม
ไม่ถูกซะทีเดียวค่ะ เพราะร่างกายของเรามีโปรตีนและไขมันที่เพียงพออยู่แล้ว การเพิ่มปริมาณโปรตีนที่พิเศษไปกว่าโปรตีนที่เราทานตามปกติไม่ได้ช่วยเรื่อง “พละกำลัง” แต่เป็นเรื่องของ “จิตใจ” มากกว่า เราอาจจะเชื่อคำโฆษณาชวนเชื่อทั้งหลาย ที่จูงใจด้วยสรรพคุณของอาหารเสริมโปรตีน ราวกับว่าโปรตีนคือยาวิเศษ แท้จริงแล้วพละกำลังเกิดจากกล้ามเนื้อ การบริหารร่างกายเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อ ให้กล้ามเนื้อแข็งแรง จะเป็นประโยชน์ต่อร่างกายในการเพิ่มพละกำลังมากกว่า

น้ำหนักจะเพิ่มขึ้น เมื่อเราอายุมากขึ้น
อาจจะถูกส่วนหนึ่ง เพราะเมื่อเราอายุเพิ่มขึ้น ระบบการเผาผลาญอาหารและพลังงานของร่างกายก็ทำงานได้ลดลง ทำให้เกิดการสะสมในรูปแบบของไขมันส่วนเกินที่มากขึ้น ประกอบกับการสร้างกล้ามเนื้อก็ลดลง เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาไขมันสะสมเพราะไม่ได้ถูกนำไปใช้ เราจึงควรจะกำจัดส่วนเกินเหล่านั้นออกไป แล้วรักษาน้ำหนักให้สมดุล ดีกว่าที่จะปล่อยให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นตามตัวเลขอายุที่เพิ่มมากขึ้นนะคะ

ยาลดความอ้วนทำให้หายจากโรคอ้วน
ยาลดความอ้วนที่โฆษณาและวางขายตามท้องตลาดนั้น ส่วนใหญ่มักเป็นยาขับปัสสาวะ ลดการดูดซึมไขมัน เมื่อใช้ยาอาจส่งผลให้ดูผอมในระยะหนึ่ง แต่เป็นความผอมแบบขาดสารอาหาร ร่างกายทรุดโทรม การลดความอ้วนที่ดีและได้ผลที่สุดนั้นไม่มีตัวยาเฉพาะเจาะจง แต่เป็นการควบคุมอาหาร และปริมาณสารอาหารที่ร่างกายได้รับ ควบคู่ไปกับการออกกำลังกายที่เหมาะสม แน่นอนว่าวิธีดังกล่าวต้องใช้เวลาและความพยายามมากพอสมควรเลยทีเดียวค่ะ

ป่วย ต้องทานยา
จากการปลูกฝังอย่างต่อเนื่องจากการแพทย์แผนปัจจุบันที่เน้นให้ผู้ป่วยทานยา ความจริงแล้ว 90 % ของโรคต่างๆ ร่างกายเราสามารถรักษาให้หายได้ด้วยตัวเองโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งยา ยาเป็นเพียงตัวช่วยหนึ่งที่ลดอาการของความเจ็บป่วยนั้นๆ ให้ร่างกายได้พักผ่อน สร้างภูมิต้านทานที่จะมาต่อกรกับเชื้อโรคทั้งหลายที่ทำให้ร่างกายบกพร่อง อย่างเช่น ยาแก้ไอ ยานี้ไม่ได้มีผลในการหยุดอาการไอ แต่จะช่วยลดอาการคัดจมูก แก้อาการบวมในคอ สาเหตุของเสียงที่แหบแห้ง เป็นต้น

คนกล้ามใหญ่ แข็งแรงที่สุด
ในการ์ตูนหรือภาพยนตร์มักหยิบยกเอาฮีโร่กล้ามใหญ่เป็นสัญลักษณ์ของจอมพลัง แท้ที่จริงแล้วการบริหารกล้ามเนื้อให้เหมาะกับการใช้งานจะเกิดประโยชน์มากกว่า เพราะการเพาะกล้ามเนื้อนั้น บางครั้งอาจเป็นการเพาะกล้ามเนื้อส่วนเกินที่ไม่เกี่ยวกับการใช้งานจริง แต่กลับเป็นการเพาะกล้ามเนื้อเพื่อความสวยงามมากกว่า หากต้องใช้กำลัง กล้ามเนื้อต้องมีพลังอดทนต่อความเครียดและความกดดันให้ได้ ทั้งยังต้องมีการบริหารร่างกายอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาความยืดหยุ่นอีกด้วย

ผู้บริหารส่วนใหญ่มักเป็นโรคกระเพาะ
บทความไหนๆ ก็มักบอกเช่นนี้ แต่จริงๆ แล้ว จากสถิติ เมื่อสำรวจผู้ทำงานในระดับบริหาร กลับพบว่ามีเพียงครึ่งเดียวที่เป็นโรคกระเพาะ เทียบกับลูกจ้างทั่วไปจะพบว่ามีอัตราที่ต่ำกว่ามาก ที่มาคือการรู้จักแบ่งเวลาและการดูแลตนเอง ผู้บริหารส่วนใหญ่มักให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพ เพราะสุขภาพที่ดีเป็นส่วนหนึ่งของการทำงานที่ดี คนกลุ่มนี้กลับมีร่างกายที่แข็งแรง และสุขภาพที่ดีมากกว่าคนกลุ่มไหนๆ ในออฟฟิศเสียอีก