Facial Mask DIY

mask.png
สาวๆ หลายๆ คน คงเคยสงสัยกัน ว่าการมาสก์หน้ามีประโยชน์อย่างไร ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวได้จริงหรือ แล้วจะเลือกที่มาสก์หน้าแบบไหนดี ?

วันนี้ มีคำแนะนำที่สาวๆ อยากรู้ เกี่ยวกับเรื่องของการมาสก์มาฝากกันค่ะ เริ่มต้นกันที่ประโยชน์ของการมาสก์หน้ากันก่อนเลย

การมาสก์หน้าเป็นขั้นตอนที่ควรทำหลังจากการทำความสะอาดผิวหน้าเรียบร้อยแล้ว เพราะถือเป็นการซาว์น่ารูขุมขนและยังเป็นการเก็บกักความชุ่มชื้นของผิวหลังจากที่เราล้างหน้าอีกด้วย ซึ่งในระหว่างการมาสก์หน้าเราสามารถเติมสารอาหารให้แก่ผิว ไม่ว่าจะเป็นวิตามินซีช่วยเพิ่มความกระจ่างใส และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน สารในกลุ่มต้านอนุมูลอิสระ (anti oxidant) เช่น ทับทิม ชาเขียว ขมิ้น ที่จะช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้ผิว ชะลอการเสื่อมของเซลล์ผิวที่เป็นสาเหตุของความชรา เป็นต้น และยังเป็นการเตรียมความพร้อมของผิวก่อนที่จะทาครีมบำรุงในขั้นตอนต่อไปอีกด้วย จึงสามารถทำได้ทุกวัน

ในปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์หลากหลายที่ใช้สำหรับมาสก์หน้า มีหลักในการเลือกให้เหมาะกับเรา คือเลือกผลิตภัณฑ์ที่ใช้สำหรับการมาร์คหน้าให้เหมาะกับสภาพผิว ผู้ที่มีผิวแห้งควรเลือกสูตรที่มีสารสำคัญให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว เช่น นม น้ำผึ้ง สำหรับผู้ที่มีผิวมัน ควรเลือกสูตรที่มีส่วนประกอบช่วยควบคุมความมัน อาทิเช่น ขมิ้น ชาเขียว และสำหรับผู้ที่มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย ควรเลี่ยงส่วนผสมที่มีสารกระตุ้นให้ผิวระคายเคือง เช่น กรดผลไม้ (AHA) แอลกอฮอลล์ เป็นต้นค่ะ ที่สำคัญ การมาส์กหน้า ยังสามารถทำได้เอง แบบ DIY อีกด้วยค่ะ ลองมาดูกันซักสองแบบดีกว่า

วิธีแรก ให้ลองใช้แผ่นกระดาษเปียกแบบไม่มีกลิ่น ไม่มีแอลกอฮอล์ มาเจาะวงกลมในส่วนของตา จมูก ปาก หยดซีรั่มดูแลผิว หรือซีรั่มที่คุณสาวๆ ใช้เป็นประจำ 2-3 หยดลงบนกระดาษเปียก มาสก์ทิ้งไว้ประมาณ 3 นาที ก่อนทาครีมบำรุงผิว แค่นี้ ผิวหน้าของคุณก็สวยใสชุ่มชื้นขึ้นมาแล้ว

กับอีกวิธีหนึ่ง คือการมาสก์ด้วยผงสมุนไพร อย่างผงขมิ้น หรือผงชาเขียว นำมาผสมกับน้ำ สำหรับสาวๆ ที่มีผิวแห้งอาจจะผสมด้วยนม หรือโยเกิร์ต สำหรับสาวๆ ที่อยากพอกหน้าแต่ไม่มีเวลา วิธีคือ หลังล้างหน้าเสร็จ ยังไม่ต้องซับน้ำบนใบหน้า เทผงสมุนไพรใส่ฝ่ามือ แล้วมาสก์ทิ้งไว้ที่หน้า ระหว่างอาบน้ำ ค่อยๆ ขัดเบาๆขจัดเซลล์ผิวที่ตายออก แล้วล้างออกด้วยน้ำเปล่า แค่นี้ ก็สวยได้ง่ายๆ ไม่ยุ่งยากเลย ลองทำกันดู แล้วอย่าลืมแนะนำเพื่อนๆ ด้วยนะคะ

เครื่องสำอาง กับผิวบอบบาง แพ้ง่าย

Cosmetic_products_blackday_Fotolia1.jpg
สาวๆ ในปัจจุบัน กว่าจะสวยได้ ต้องดูแลทั้งเสื้อผ้า หน้า ผม มากมายไปหมด โดยเฉพาะเรื่องการแต่งหน้าที่จำเป็นต้องมีการใช้เครื่องสำอาง และครีมบำรุงผิวอีกหลายขั้นตอน ทำให้ผิวต้องเสี่ยงกับการสัมผัสกับสารเคมีที่อาจสะสมทำให้เกิดการระคายเคืองได้ คุณสาวๆ จึงต้องระวังและเลือกให้มากหน่อยเพื่อไม่ให้ผิวสาวๆ เกิดอาการแพ้ หรือ อาการระคายเคือง
วันนี้ ลองมาดูกันซักหน่อยค่ะ ว่าสาวๆ ที่มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย ควรจะระมัดระวัง และดูแลผิวกันอย่างไรบ้าง

การป้องกันไม่ให้เกิดการระคายเคืองจากเครื่องสำอางนั้น แนะนำว่าให้ทดลองใช้เครื่องสำอางนั้นๆ โดยทดสอบดูที่บริเวณผิวใต้ท้องแขนก่อน เพราะใต้ท้องแขนเป็นบริเวณที่มีผิวบางที่สุด รองจากผิวหน้า หากไม่เกิดอาการระคายเคือง โอกาสที่จะเกิดการระคายเคืองบนใบหน้าก็จะน้อยลง แต่การทดสอบที่ท้องแขนก็ไม่ได้แปลว่าเครื่องสำอางนั้นจะปลอดภัย ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้ไปเสียทั้งหมด เพราะผิวหน้ามีรูขุมขน มีน้ำมันต่างจากผิวบริเวณใต้ท้องแขน ทำให้สารบางชนิดสามารถซึมผ่านได้ดีกว่า นอกจากนั้นผิวหน้ายังได้รับการล้างทำความสะอาดอยู่เป็นประจำ ผิวเคลือบชั้นบนของผิวหนังจึงบางกว่าผิวที่บริเวณใต้ท้องแขน ทำให้สารต่างๆ ในเครื่องสำอางสามารถซึมผ่าน และก่อให้เกิดอาการแพ้ได้ง่ายๆ ค่ะ

แต่ถ้าระมัดระวังก็แล้ว เลือกเครื่องสำอางอย่างดีก็แล้ว แต่ก็ยังจะมีอาการแพ้ขึ้นมาจนได้ การแก้ไขที่ปลอดภัยที่สุดคือการพักหน้า โดยไม่แต่งแต้ม หรือใช้เครื่องสำอางในบริเวณที่แพ้จนกว่าอาการแพ้จะหายไป ทั้งนี้ เพราะการใช้เครื่องสำอางในบริเวณที่มีอาการระคายเคือง จะยิ่งทำให้เกิดการระคายเคืองซ้ำซ้อน และการล้างหน้าด้วยสารชำระล้างก็อาจจะทำให้อาการรุนแรงมากขึ้น ถ้าสามารถพักหน้า ทำความสะอาดด้วยน้ำสะอาด เซลล์ผิวก็จะฟื้นกลับมาอย่างรวดเร็วภายใน 1–2 วัน แต่หากพักหน้าสักวันสองวันแล้วยังไม่หาย คงต้องลองไปพบแพทย์ผิวหนังที่อาจจะรักษาด้วยการให้รับประทานยาแก้แพ้ เน้นว่าต้องใช้การรับประทานยาแก้แพ้เท่านั้น หลายคนอาจเข้าใจว่าถ้าหากแพ้ต้องใช้ยาทา แต่ในความเป็นจริง ยาทาเหล่านั้นส่วนใหญ่มักประกอบด้วยสารสเตียรอยด์ที่มีความแรงแตกต่างกันไป เมื่อใช้ครั้งแรกๆ อาจจะหายในทันที ทำให้ผู้ใช้ติดใจ เพราะสามารถแต่งหน้าได้ดังเดิม แต่การใช้ยาทาแบบนี้ จะทำให้ผิวอ่อนแอลง จนรักษายาก และอาจทำเกิดอาการแพ้มากขึ้นในอนาคตจนไม่สามารถใช้เครื่องสำอางได้อีก

สรุปได้ว่า การรักษาที่ดีนั้นต้องไม่ใช้สเตรียรอยด์ ไม่แต่งหน้า และรับประทานยาแก้แพ้ ไม่เช่นนั้น หากอาการรุนแรง อาจถึงขั้นต้องใช้แสงเลเซอร์ Vbeam (595) ช่วยในการรักษา ซึ่งจะสิ้นเปลืองทั้งระยะเวลาที่ยาวนานเป็นเดือน และค่ารักษาพยาบาลอีกมาก ที่สำคัญ การรักษาด้วยแสงเลเซอร์ดังกล่าวยังมีข้อจำกัดที่ไม่สามารถรักษาผิวหนังบริเวณเปลือกตาบน เพราะแสงจะเข้าตา เป็นอันตรายได้ การฟื้นฟูผิวหนังในบริเวณนี้จึงเป็นบริเวณที่ทำได้ยากที่สุด

เพื่อป้องกันไม่ให้อาการรุนแรง และเป็นเรื่องที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น แนะนำว่าควรรักษาผิวตั้งแต่เริ่มเกิดอาการระคาย หรืออาการแพ้ ในช่วงแรกๆ และรีบรับประทานยา รวมทั้งพักการใช้เครื่องสำอาง หรือสารเคมีที่จะมารบกวนผิว ให้ผิวได้ฟื้นฟูตัวเอง สำคัญที่สุด คือไม่ควรจะใช้เครื่องสำอางมากเกินความจำเป็น เพราะหากสามารถลดการใช้เครื่องสำอางลงได้ โอกาสเกิดการระคาย หรืออาการแพ้ ก็จะน้อยลงตามไปด้วย การใช้ยาแก้แพ้ก็ไม่จำเป็น ผลข้างเคียงของการใช้ยาก็จะน้อยลงตามไปด้วยค่ะ

แต้มสีรอบดวงตาอย่างไร ให้ปลอดภัย

eye.jpg
ในขณะที่ดวงตา เป็นหนึ่งในอวัยวะที่เราใช้งานกันมากที่สุด ก็ตั้งแต่ตื่นนอน ที่ดวงตาต้องรับมือกับแสง ฝุ่นละออง และสารเคมีในอากาศ รวมถึงกล้ามเนื้อตา ที่ต้องทำงานหนัก คอยเพ่งและปรับระยะ ในแทบจะทุกช่วงเวลา กว่าจะได้พัก ก็ต้องรอถึงตอนกลางคืน แต่เรากลับจะไม่ค่อยได้ดูแลดวงตาของเรากันซักเท่าไหร่ ซ้ำร้าย หลายๆ ครั้ง เรายังทำร้ายดวงตา ด้วยการใช้เวลาอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์ และสมาร์ทโฟนนานๆ รวมถึงแต่งแต้มสารเคมีรอบๆ ดวงตา จนอาจลุกลาม กลายเป็นปัญหาสุขภาพตากันอีกด้วย

วันนี้ มาดูกันค่ะ ว่าอะไรที่เราควรจะระมัดระวังกันบ้าง โดยเฉพาะสาวๆ ในเรื่องของการใช้เครื่องสำอางรอบดวงตา ก็เพราะคงจะเป็นการยากมากๆ ที่เราจะไม่ใช้เครื่องสำอางกันเลยในชีวิตประจำวัน แต่จะใช้อย่างไร ไม่ให้เป็นอันตรายกับดวงตา ลองมาไล่กันทีละข้อเลยค่ะ

ข้อแรก เครื่องสำอางที่เปิดใช้แล้ว มีอายุประมาณ 3 เดือน เพราะหากนานกว่านั้น เชื้อแบคทีเรียจะมีโอกาสปนเปื้อน และเจริญเติบโต จนเป็นอันตรายกับดวงตาได้ โดยเฉพาะในเครื่องสำอางประเภทครีม หรือของเหลว ดังนั้น ควรหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องสำอางหมดอายุหรือเครื่องสำอางที่เปิดใช้แล้วนานๆ  ถึงแม้ว่าจะยังมีเหลืออยู่ เพื่อความปลอดภัยค่ะ

ข้อที่สอง หลีกเลี่ยงการแต่งหน้าขณะขับรถ ไม่ว่าจะขณะรถหยุด หรือขณะที่รถกำลังเคลื่อนที่ เพราะเราไม่สามารถทราบได้เลยค่ะ ว่าจะเกิดอุบัติเหตุได้เมื่อใด ป้องกันเอาไว้ก่อนจะดีกว่า นอกจากนั้น การใช้อุปกรณ์แต่งหน้าที่เป็นของแข็งควรใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษเพราะอาจพลาดไปโดนผิวกระจกตา ทำให้ผิวกระจกตาเกิดการถลอก หรือติดเชื้อได้

ข้อที่สาม หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องสำอางร่วมกับผู้อื่น เพราะจะมีความเสี่ยงในการติดเชื้อได้สูง

ข้อที่สี่ การเขียนตา ควรเขียนบริเวณขอบนอกของแนวขนตา เป็นการป้องกันการอุดตันของต่อมไขมันรอบๆ ดวงตา เพราะต่อมไขมันเหล่านี้คือต่อมที่คอยสร้างไขมันเพื่อปกป้องผิวกระจกตาค่ะ

ข้อที่ห้า ผู้ที่มีปัญหาตาแห้ง ควรหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องสำอางที่เป็นเกล็ด แวววาว เพราะเกล็ดเหล่านี้อาจเข้าไปติดในดวงตา ทำให้กระจกตาเกิดเป็นรอย และติดเชื้อได้ง่ายขึ้น

และ ข้อสุดท้าย ควรรักษาความสะอาดหลังการใช้เครื่องสำอาจ และเช็ดล้างเครื่องสำอาจให้หมดในทุกวันก่อนนอน โดยเฉพาะเครื่องสำอางที่ติดแน่น ซึ่งสารเคมีเหล่านี้ อาจเข้าไปในตาในระหว่างการนอน เมื่อมีการขยี้ตา หรือเกิดการถูกับหมอน รวมถึงเครื่องสำอางที่ตกค้างอาจทำให้เกิดการอุดตันบริเวณต่อมน้ำตา ซึ่งอยู่บริเวณเปลือกตา ทำให้เกิดโรคเกี่ยวกับต่อมไขมันที่เปลือกตา หรือตากุ้งยิงได้ค่ะ

และในกรณีที่มีอาการระคายเคือง หรือมีอาการอักเสบบริเวณรอบดวงตา ควรหยุดใช้เครื่องสำอาง และปรึกษาแพทย์ในทันที เพราะความอ่อนไหวของดวงตา หากทิ้งไว้ อาการอักเสบ แพ้ หรือระคายเคือง อาจทำอันตรายกับดวงตาของเราได้

ได้ทราบกันอย่างนี้แล้ว อย่าลืมดูแลดวงตาของเราให้ดีกันตั้งแต่วันนี้นะคะ เพราะดวงตา นอกจากจะเป็นหน้าต่างของหัวใจแล้ว ยังเป็นอวัยวะสำคัญที่จะต้องอยู่กับเราไปอีกนานเลยล่ะค่ะ

เคล็ดลับ นวดเพื่อความงาม

mn
ไม่ว่าสาวคนไหนก็ต้องอยากที่จะมีผิวเนียนใส มีรูปร่างที่เพรียวกระชับทุกสัดส่วนกันทุกคน แต่เพียงแค่การบำรุงด้วยครีมบำรุงผิว ทาโลชั่นเป็นประจำ และการออกกำลังกายสม่ำเสมอนั้นคงจะไม่เพียงพอ เพราะถ้าอยากให้ผิวสวยใส มีร่างกายที่กระชับยิ่งขึ้นก็คงจะต้องเรียนรู้เคล็ดลับการนวดผิวกายกันซักหน่อย วันนี้ มีเคล็ดลับดีๆ เกี่ยวกับเรื่องการนวดกระชับผิวส่วนต่างๆ มาฝากกันค่ะ..

เริ่มต้นด้วยขั้นตอนแรก เสริมความชุ่มชื้น เพราะผิวสวยต้องการความชุ่มชื้นค่ะ การทามอยเจอร์ไรเซอร์จึงเป็นเหมือนการเติมความชุ่มชื้นให้กับผิว โดยเวลาที่เหมาะสมที่สุดคือช่วงหลังอาบน้ำ ที่รูขุมขนจะเปิด พร้อมรับอาหารสำหรับผิว สำหรับการนวดที่จะช่วยเติมความชุ่มชื้นให้ผิวนั้นจะเป็นการนวดเป็นวงกลมจากล่างขึ้นบน ถ้านวดที่ขาก็จะเริ่มจากตาตุ่มขึ้นมาถึงโคนขา สำหรับแขนจะนวดเป็นวงกลมจากหัวไหล่ลงมาทางข้อมือค่ะ

ส่วนต่อมา การกระชับทรวงอก ผิวในร่มผ้าก็เป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรขาดการดูแล สำหรับการนวดกระชับผิวทรวงอกนั้น ใช้วิธีคลึงเป็นวงกลมเช่นเดียวกัน โดยเริ่มจากด้านนอกเข้าสู่ด้านใน และจากฐานอกขึ้นไปตามลำคอจรดปลายคาง ส่วนนี้ให้นวดอย่างเบามือนะคะ

ส่วนที่สาม การนวดกระชับผิว การนวดแบบนี้ ให้ใช้ร่วมกับครีมเพื่อช่วยกระชับรูปร่าง จะได้ผลดีขึ้น เพราะจะช่วยขับไขมันและป้องกันการสะสมของไขมันอีกด้วย สำหรับวิธีการนวด ให้นวดเป็นวงกลมจากล่างขึ้นบน โดยอาจจะเพิ่มน้ำหนักมือขึ้นอีกนิดเพื่อช่วยในการขับไขมันที่ไม่พึงประสงค์ และปรับรูปร่างให้เพรียวบางได้สัดส่วนยิ่งขึ้น

และส่วนสุดท้าย การนวดขาเพื่อลดอาการบวมน้ำ สาเหตุสำคัญที่ทำให้ขาดูไม่กระชับก็มาจากอาการบวมน้ำนี่ล่ะค่ะ ลองแก้ไขด้วยการนวดด้วยน้ำมันบำรุงผิว หรือ Baby Oil โดยนวดจากข้อเท้าขึ้นสู่หัวเข่า และนวดที่เท้าเบาๆ จากนิ้วหัวแม่เท้า จนถึงข้อเท้า ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือดให้ไปถึงส่วนปลายของร่างกาย ก่อนปิดท้ายการนวด ด้วยการลูบไล้เบาๆ ให้ทั่วทั้งเรียวขา จากล่างขึ้นบนเช่นเดียวกัน

เคล็ดลับง่ายๆ เพียงเท่านี้ล่ะค่ะ ที่จะช่วยทำให้ผิวของคุณสาวๆ ดูเนียนเรียบ รูปร่างเพรียวกระชับมากขึ้น ลองนำไปใช้กันดู แล้วได้ผลอย่างไรอย่าลืมมาเล่าสู่กันฟังด้วยนะคะ

เติมความชุ่มชื้นให้กับผิว

face.jpg
ก่อนจะไปถึงเรื่องของการล้างหน้าให้ถูกวิธี วันนี้ มาทำความเข้าใจกันซักหน่อย กับเรื่องของการเติมความชุ่มชื้นให้กับผิว เพราะผิวสวยใสอ่อนกว่าวัย เป็นสิ่งที่สาวๆ ทุกคนต่างก็ถวิลหา
เราคงจะเคยได้ยินมา ว่าถ้าอยากผิวสวยต้องดื่มน้ำเยอะๆ … แล้วน้ำ กับผิวมีความสัมพันธ์กันอย่างไร ทำไมใครๆ ถึงได้ชวนให้ดื่มน้ำกันจัง …
แท้ที่จริงแล้ว การเติมน้ำกลับเข้าสู่ผิวไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่ทำได้ด้วยการดื่มน้ำเท่านั้นค่ะ

ทีมนักวิทยาศาสตร์ในต่างประเทศนำโดย “ดร. Murad” ได้ทำการศึกษาค้นคว้า รวมทั้งทำการพิสูจน์แล้ว ว่ากุญแจสำคัญของการมีสุขภาพผิว และระบบของร่างกายที่ดีนั้น อยู่ที่ความสามารถของเซลล์ในการเก็บน้ำค่ะ จากการค้นพบของดร. Murad นี้เอง ทำให้เกิดการทดลอง และวิจัยต่อเนื่อง จนพบว่า ถ้าเราสร้างเซลล์ให้แข็งแรง เราก็สามารถต่อสู้กับโรค และฟื้นฟูปัญหาของริ้วรอยได้ สุขภาพผิวที่ดีก็เป็นเหมือนกระจกที่สะท้อนสุขภาพของร่างกายที่ดีด้วยในเวลาเดียวกัน
การมองไปที่ผลกระทบของการสูญเสียน้ำในเซลล์นั้น ทำให้เราเห็นว่าการส่งเสริม และปกป้องเซลล์เป็นพื้นฐานของการดูแลระบบทั้งหมดของร่างกาย ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดที่เราสามารถทำได้เพื่อยืดอายุผิว และกำจัดปัญหาต่างๆบนผิวหน้า

ผิวที่มีสุขภาพดี เป็นผิวที่มีความสมบูรณ์ และเต็มไปด้วยน้ำ เมื่อไหร่ก็ตามที่ผิวของเราสูญเสียความสมบูรณ์ ซึ่งเกิดขึ้นจากอายุที่เพิ่มมากขึ้น มลภาวะจากสิ่งแวดล้อม อนุมูลอิสระ การอักเสบ หรือเชื้อจุลินทรีย์ ก็จะส่งผลให้ผนังเซลล์เปิด อยู่ในภาวะอ่อนแอ ทำให้เรามองเห็น และรู้สึกได้ถึงความร่วงโรยบนผิวและร่างกาย ซึ่งก็คือความร่วงโรยที่มาพร้อมวัย หรือ โรคภัยไข้เจ็บต่างๆ

ปัญหาเกี่ยวกับผิวพรรณ หรือ ริ้วรอย ส่วนใหญ่มีผลเนื่องมาจากการสูญเสียน้ำในเซลล์ เหมือนองุ่นที่เหี่ยวแห้งกลายเป็นลูกเกด หรือต้นไม้ที่ไม่ได้รับการรดน้ำที่จะเหี่ยวแห้ง และเฉาไปในที่สุด การคืนน้ำสู่เซลล์ผิวของ ดร.มิวราด จึงเป็นกุญแจสำคัญในการรับมือกับริ้วรอย และความหย่อนคล้อย ทั้งยังช่วยให้เราย้อนเวลาให้ดูอ่อนเยาว์ขึ้นได้ค่ะ

“ศาสตร์แห่งน้ำในเซลล์” เป็นผลจากการศึกษา และคิดค้นเป็นศาสตร์แขนงใหม่ เป็นวิธีการการปกป้องเซลล์จากการถูกทำลาย และเป็นวิธีที่จะช่วยให้ร่างกายสร้างเซลล์ใหม่ที่แข็งแรง ทนทานต่อการถูกทำร้ายได้มากขึ้น มีหัวใจหลัก 3 ประการคือ

1. น้ำ – เน้นในส่วนของการให้ผิวดูดซับน้ำไว้ได้ ให้ผิวมีความพร้อมในการเสริมสร้าง และซ่อมแซมตนเอง เป็นเหมือนปราการปกป้องผิว และ ช่วยสร้างเยื่อหุ้มเซลล์ให้แข็งแรงด้วยการนำส่วนผสมที่ให้น้ำเพื่อลดปัญหาที่จะเกิดกับผิว
2. ต้านการอักเสบ – เป็นเรื่องของยับยั้งการทำลายผนังรอบเซลล์ในผิวชั้นบน ที่มักจะถูกรบกวนจากอนุมูลอิสระ และตัวทำลายอื่น ๆ ลดการอักเสบภายในเซลล์ และนอกเซลล์เพื่อลดการตายของเซลล์
3. สารต้านอนุมูลอิสระ – เป็นการปกป้องเซลล์ผิวจากการรุกรานของอนุมูลอิสระ และชะลอการก่อตัวของอนุมูลอิสระ ทำให้การหมุนเวียนภายในร่างกายเป็นปกติ และกำจัดอนุมูลอิสระเพื่อลดความเสียหายของเซลล์

ทั้งนี้ เพื่อให้สุขภาพผิวดีขึ้นในทุกๆ ทาง จึงมีการคิดค้นแนวทางการปฏิวัติการดูแลสุขภาพที่เรียกว่า Inclusive Health ซึ่งก็คือการดูแลสุขภาพผิวแบบองค์รวม 3 ประการ เพื่อช่วยส่งเสริม และปกป้องสุขภาพของเซลล์ในลักษณะที่แตกต่างกัน และสร้างสิ่งที่สามารถดูแลระบบของร่างกายได้อย่างครอบคลุมในสามส่วน คือ

1 Look Better คือการดูแลปัญหาภายนอก ใช้ผลิตภัณฑ์ ซึ่งให้ความสำคัญกับการเติมน้ำให้ถึงระดับเซลล์ผิว ซึ่งจะช่วยให้ผิวมีสุขภาพที่ดี
2 Live Better คือ การดูแลปัญหาภายใน โดยการให้ความสำคัญกับอาหาร และโภชนาการ เนื่องจากร่างกายของคนเรามีน้ำเป็นองค์ประกอบมาถึง 72 % ซึ่งน้ำที่ร่างกายสามารถดูดซึมและนำไปใช้ประโยชน์ได้ดีที่สุดจะมาจากผัก และผลไม้ อีกทั้งยังมิใช่เพียงการดื่มน้ำมากๆ ในแต่ละวันอย่างที่หลายคนเข้าใจ เพราะการดื่มน้ำมากก็จะทำให้ร่างกายขับน้ำออกเร็วเช่นกัน
3 Feel Better คือการดูแลตนเอง ดูแลเรื่องอารมณ์ โดยเฉพาะในส่วนของความเครียด และการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผิวสวยโดยตรงในเรื่องของริ้วรอยก่อนวัยอันควร

การดูแลผิวให้สวยนั้น คงไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินไปสำหรับคุณสาวๆ นะคะ แค่ดูแล และปฎิบัติให้ได้ตามหลักง่ายๆ เพียงเท่านี้ ก็เป็นเจ้าของผิวสวยอ่อนวัยกันได้แล้วล่ะค่ะ