เตรียมตัวรับลมหนาว

winter.jpg

สายลมเย็นอ่อนๆ ที่พัดมาทักทายบ้างในบางวันระยะนี้ เป็นสัญญาณส่งข่าวมา ว่าฤดูหนาวที่หลายๆ คนรอคอย กำลังจะย่างกรายเข้ามาแล้ว
ฤดูหนาว ช่วงเวลาที่หลายๆ คนโปรดปราน กับอากาศสดชื่น กำลังสบาย ในแบบที่ไม่หนาวจนเกินไป … แต่ก็ในหน้าหนาวนี่ล่ะค่ะ ที่บางครั้งเราอาจจะลืมไป ว่าเป็นช่วงที่มีแสงแดดแรงๆ รุนแรงพอที่จะทำร้ายผิวสวยๆ ของเราได้ แถมไม่ใช่แค่แดดแรงๆ เพียงอย่างเดียว ยังมีอากาศแห้งๆ ที่อาจจะนำมาซึ่งผิวที่แห้งกร้านกันได้ง่ายๆ ถ้าไม่ดูแลกันให้ดีอีกด้วย

วันนี้ มาไล่กันทีละข้อเลยค่ะ ว่าหนาวนี้ มีอะไรที่ควรจะให้ความสำคัญ หรือมีส่วนไหนที่ควรจะดูแล เพื่อให้ผิวของเรา ไม่แห้งกร้าน หรือโดนทำร้ายโดยไม่ทันได้ระวัง

หน้าหนาวกับแสงแดดแรงๆ สิ่งแรกที่ขาดไม่ได้เลย คือครีมกันแดดค่ะ เลือกใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF ไม่น้อยกว่า 30 ที่ปกป้องได้ทั้งรังสี UVA และ UVB และใช้อย่างสม่ำเสมอค่ะ แสงแดดในเมืองร้อนอย่างบ้านเรา แม้ในที่ร่ม ก็ยังจะแอบเล็ดลอดเข้ามาทำร้ายผิวกันได้ตลอดเวลา

ข้อที่สอง อย่าอาบน้ำที่ร้อนจนเกินไปโดยเฉพาะในตอนเช้า หลายๆ ครั้ง เรารู้สึกสบายที่ได้อาบน้ำร้อนๆ ในช่วงเช้าของวัน ยิ่งวันไหนอากาศเย็นๆ แล้ว แทบไม่อยากอาบเสร็จกันเลยทีเดียว ทว่าน้ำที่ร้อนจนเกินไปนี่ล่ะค่ะ ที่เป็นตัวการทำให้ผิวที่แห้งอยู่แล้วในหน้าหนาวจะยิ่งแห้งมากขึ้น น้ำที่อุ่นพอประมาณ หรือเย็นนิดหน่อย กลับจะเป็นสิ่งที่ดีสำหรับผิวของเราในหน้าหนาวในการที่จะช่วยรักษาความชุ่มชื้นตามธรรมชาติ ดังนั้น พยายามอย่าอาบน้ำที่ร้อนจนเกินไป และไม่ควรอาบนานจนเกินไป ที่สำคัญ ไม่ควรขัดผิวในช่วงหน้าหนาว เพราะนอกจากจะเป็นการทำให้ผิวแห้ง เป็นขุยได้ง่ายแล้ว ยังจะเป็นการทำให้ผิวแห้งกว่าเดิมอีกด้วยค่ะ

ข้อต่อมา การใช้โลชั่น หรือครีมบำรุงผิว เพื่อเติมความชุ่มชื้นให้กับผิวเป็นสิ่งจำเป็นในหน้าหนาว และการทาโลชั่น ควรทาในขณะที่ผิวเปียกหมาดๆ เพื่อการดูดซับที่ดียิ่งขึ้น หรืออย่างน้อยที่สุด อาจเลือกใช้เบบี้ออยล์บางๆ นวดเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวในทุกวัน

ข้อสุดท้าย ควรทานอาหารที่มีมันบ้าง เพราะร่างกายเราต้องการไขมันเพื่อเติมความชุ่มชื้นให้กับผิว ที่สำคัญ ควรดื่มน้ำ ทานผักสด และผลไม้ให้มากขึ้น เพื่อชดเชยการสูญเสียน้ำของผิวให้กับอากาศที่แห้ง

และ นอกเหนือจากการดูแลผิวกายแล้ว ยังมีอีกหลายๆ ส่วนที่ควรจะดูแลเป็นพิเศษอีกด้วย ทั้งในบริเวณริมผีฝาก ที่ควรทาลิปบาล์มเป็นประจำ ป้องอาการปากแห้ง เป็นขุย รวมไปถึงการดูแลมือ และนิ้วมือ ที่ควรใช้แฮนด์ครีมอย่างสม่ำเสมอ เพื่อความเนียนนุ่ม ป้องกันการแห้งกร้าน และบริเวณส้นเท้า ที่ควรสวมใส่ถุงเท้าเท่าที่ทำได้ ป้องกันไม่ให้ส้นเท้าแตก จนถึงส่วนสุดท้าย คือการดูแลเส้นผม ที่ควรใช้ครีมนวดผมอย่างสม่ำเสมอ และเลือกใช้ครีมนวดผมที่ป้องกันการเกิดไฟฟ้าสถิต เพื่อไม่ให้ผมชี้ฟู จัดทรงได้ยากค่ะ

ไล่กันมาจนครบแล้วกับเรื่องของผิวพรรณที่ควรดูแลในช่วงหน้าหนาวที่กำลังจะมาถึง ตอนนี้ คงถึงเวลาเลือกหาเสื้อกันหนาวสีสดตัวเก่ง เตรียมไว้รับลมหนาวที่กำลังจะมาทักทายกันแล้วล่ะค่ะ

ฟิตแอนด์เฟิร์มง่ายๆ แค่เบิร์นให้ถูกวิธี

cardio-2.jpg
สำหรับผู้ที่กำลังควบคุม หรือพยายามจะลดน้ำหนัก ส่วนมากก็มักจะทำสองสิ่งควบคู่กันไป คือการออกกำลังกาย ควบคู่ไปกับการควบคุมอาหาร  แต่หลายๆ ครั้ง ที่เราพยายามออกกำลังกายให้มากขึ้น และรู้สึกได้ว่าน้ำหนักก็ลง แต่ไขมันที่สะสมอยู่โดยเฉพาะไขมันรอบๆ เอว กลับไม่หายไปซักเท่าไหร่เลย ….. สาเหตุหลักๆ อาจเป็นเพราะว่า น้ำหนักที่ลดลงไป อาจจะเกิดจากการสูญเสียน้ำ  เพราะปริมาณน้ำในร่างกาย จะส่งผลให้น้ำหนักขึ้นหรือลง แตกต่างกันได้มากเลยทีเดียวล่ะค่ะ หรือไม่เช่นนั้น น้ำหนักที่หายไปก็อาจเกิดจากการสูญเสียกล้ามเนื้อ เพราะร่างกายไปย่อยสลายเอากล้ามเนื้อมาใช้เป็นพลังงานในการออกกกำลังกายกันก็เป็นได้ กรณีอย่างนี้ น้ำหนักอาจจะลดลงจริง แต่ไขมันส่วนเกินจะไม่ได้หายไปไหนค่ะ

ก่อนจะออกกำลังกายครั้งต่อไป ลองมาทำความเข้าใจถึงกลไกการทำงานของร่างกายเรากันซักหน่อยก่อนค่ะ
ในการใช้ชีวิตตามปกติ ร่างกายของเราจะใช้พลังงานจากอาหารที่เราทานเข้าไป เป็นแหล่งพลังงานหลักค่ะ ส่วนนี้ เราเรียกว่า Dietary Fuel ซึ่งก็ได้แก่ สารอาหารประเภท โปรตีน คาร์โบไฮเดรต และไขมัน หากเราทานอาหารมากกว่าพลังงานที่เราใช้ไป ร่างกายก็จะเก็บสะสมพลังงานส่วนที่เหลือไว้ในรูปของไขมัน ในส่วนนี้ การควบคุมปริมาณอาหารที่พอเหมาะ เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้ร่างกายเหลือพลังงานที่จะสะสมน้อยที่สุด….

สำหรับผู้ที่ออกกำลังกาย ร่างกายของเรา ก็จะใช้พลังงานจาก Dietary Fuel ก่อนเป็นอันดับแรก เพราะเป็นแหล่งพลังงานพร้อมใช้ ที่สะสมอยู่ในกล้ามเนื้อ และตับ ซึ่งร่างกายสามารถดึงออกมาใช้ได้อย่างรวดเร็ว ต่อเมื่อใช้จนหมดร่างกายจึงจะเริ่มดึงพลังงานจากแหล่งพลังงานสำรอง ที่อยู่ในรูปของโปรตีนในกล้ามเนื้อ และในรูปของไขมัน ออกมาใช้ ส่วนนี้ เรียกว่า Body Fuel ค่ะ

เอาล่ะค่ะ มาถึง Body Fuel ก็แปลว่าเราเริ่มเข้ามาใกล้กับเจ้าไขมันส่วนเกินกันแล้ว ทีนี้ จะทำอย่างไร ที่ร่างกายจะไม่ดึงเอาโปรตีนในกล้ามเนื้อ แต่เลือกที่จะดึงเอาไขมันส่วนเกินมาใช้ในระหว่างที่เราออกกำลังกายกันล่ะ

วิธีการก็คือ การทำให้ร่างกายเห็นความจำเป็น และสำคัญของกล้ามเนื้อค่ะ การทำให้ร่างกายเห็นความสำคัญของกล้ามเนื้อก็คือการให้กล้ามเนื้อทำงานหนักขึ้น จนร่างกายรับรู้ว่าจำเป็นต้องสร้างกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้นเพื่อรับกับกิจกรรมที่ต้องทำ และเมื่อร่างกายรับรู้ว่าจำเป็นต้องมีกล้ามเนื้อมากขึ้น ก็จะเลือกใช้ไขมันส่วนเกินเป็นพลังงานสำรอง แทนที่จะไปสลายกล้ามเนื้อมาใช้ค่ะ

นอกเหนือไปจากนั้น เมื่อร่างกายมีกล้ามเนื้อเพิ่มมากขึ้น ก็จะยิ่งเป็นปัจจัย ให้เกิดการเผาผลาญพลังงานมากขึ้นในระหว่างวันอีกด้วย จึงมาถึงข้อสรุปของหลายๆ สำนักที่ว่า Weight Training ซึ่งเป็นการสร้างกล้ามเนื้อ คือทางออกที่ดี สำหรับการสลายไขมันส่วนเกินนั่นเอง
ทั้งนี้ การออกกำลังกายแบบ Weight Training นั้น ควรทำก่อน Cardio เพราะจะทำให้ร่างกายใช้พลังงานส่วนแรก คือ Dietary Fuel ให้หมดไปอย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งสร้างกล้ามเนื้อเอาไว้ก่อนในเบื้องต้น จากนั้น จึงทำ Cardio เพื่อค่อยๆ เผาผลาญพลังงานส่วนเกินค่ะ

ถึงขมจะเป็นยา ก็ใช่ว่าหวานจะเป็นแค่ลม… เรื่องหวานๆ อย่างมีคุณค่าของน้ำผึ้ง

honey.jpeg
หวานเป็นลม ขมเป็นยา อาจจะเป็นคำคุ้นหู ที่เราถูกปลูกฝังกันมาตั้งแต่เด็กๆ แต่วันนี้ เรื่องหวานๆ อาจจะไม่ได้เป็นแค่ลม หากแต่ มีประโยชน์มากมายอย่างที่เราอาจจะไม่เคยทราบกันมาก่อนเลย เรื่องหวานๆ ของน้ำผึ้งค่ะ

น้ำผึ้ง จัดได้ว่าเป็นอาหารที่ให้พลังงาน เนื่องจากมีสารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตเป็นหลัก โดยหากเรานำปริมาณน้ำ และความชื้นออกแล้ว ก็จะพบว่า ร้อยละ 95-99 ของน้ำผึ้ง คือน้ำตาลชนิดต่าง ๆ นั่นเองค่ะ ทั้งน้ำตาลที่อยู่ในรูปของฟรุกโทส และกลูโคส ซึ่งเป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว ที่ร่างกายสามารถดูดซึมไปสร้างพลังงานได้ทันที การดื่มน้ำผึ้ง จึงเป็นการเพิ่มความสดชื่นและให้พลังงานในขณะที่ร่างกายอ่อนล้า หรืออ่อนเพลียได้อย่างรวดเร็ว

แต่ประโยชน์ของน้ำผึ้ง ไม่ได้มีเพียงแค่การให้พลังงานจากน้ำตาลหรอกค่ะ เพราะน้ำผึ้งยังอุดมไปด้วยแร่ธาตุที่มี่คุณค่าทางโภชนาการมากมาย ทั้ง ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แมกนีเซียม แคลเซียม โซเดียม แมงกานีส สังกะสี เหล็ก และ ทองแดง โดยมีปริมาณแร่ธาตุต่างๆ อยู่ประมาณ 0.17% ซึ่งเป็นสัดส่วนที่เหมาะสมต่อร่างกายเป็นอย่างมาก จึงเป็นทางเลือกที่เราอาจจะใช้น้ำผึ้ง เป็นสารให้ความหวานแทนน้ำตาลได้เป็นอย่างดีเลยล่ะค่ะ เพราะนอกเหนือจากคุณค่าทางโภชนาการที่ได้แล้ว รสชาติและกลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ของน้ำผึ้ง ยังเป็นส่วนที่ไม่สามารถทดแทนได้โดยน้ำตาลที่ผ่านกระบวนการการผลิต และการฟอกขาวเลยล่ะค่ะ

คุณค่าของน้ำผึ้ง นอกจากในส่วนของแร่ธาตุแล้ว ยังรวมถึงวิตามินที่อยู่ในน้ำผึ้ง ทั้งวิตามินซี วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 6 หรือที่อาจจะเรียกว่าเป็นกลุ่มวิตามินบีคอมเพล็กซ์ รวมถึงมีกรดที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายอีกมากมาย ซึ่งรวมถึงกรดกลูโคนิก ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอความเสื่อมของร่างกายได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว

เอาล่ะค่ะ ได้ทราบถึงข้อดีของน้ำผึ้งกันไปพอสมควรแล้ว แต่จะบอกว่า ยังไม่หมดนะคะ กับคุณค่าของน้ำผึ้งหยดน้อยๆ เพราะนอกเหนือจากประโยชน์ต่อร่างกาย ในส่วนของคุณค่าทางโภชนาการแล้ว น้ำผึ้ง ยังมีคุณสมบัติดีๆ ในด้านความงามอีกหลายอย่างเลย มาดูกันค่ะ ว่ามีอะไรบ้าง

อย่างแรกที่ทำกันได้ง่ายๆ เลย สำหรับสาวๆ ที่มีปัญหาเรื่องสิวอักเสบ ให้นำน้ำผึ้งมาแต้มที่สิว ทิ้งไว้ 10-15 นาทีแล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด น้ำผึ้งมีคุณสมบัติต่อต้านเชื้อแบคทีเรียค่ะ ค่อยๆ แต้มเป็นประจำ ไม่นานสิวที่อักเสบจะเริ่มยุบ โดยไม่ทิ้งร่องรอยไว้ให้กลุ้มใจอีกด้วย เป็นการแก้ปัญหาสิวแบบธรรมชาติที่ไม่ต้องใช้ยาหรือสารเคมี โดยน้ำผึ้งยังสามารถช่วยลดริ้วรอยของแผลเป็นให้จางลง รักษาแผลสด ให้บาดแผลหายเร็วขึ้น จากคุณสมบัติที่สามารถเปลี่ยนให้เป็นไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์แบบอ่อนๆ ที่จะช่วยสมานรักษาแผลให้หายเร็วขึ้นค่ะ

ด้วยความที่น้ำผึ้งอุดมไปด้วยอาหารผิวหลากหลายชนิด จึงมักจะถูกนำมาใช้เป็นส่วนผสมในการดูแลผิวพรรณ และเส้นผมกันอีกด้วย โดยในสูตรการทำมาส์กหน้าหลายๆ สูตร ก็มักจะมีน้ำผึ้งเป็นส่วนผสมเพื่อเติมความชุ่มชื้นให้ผิวกัน และ ผลิตภัณฑ์ลดริ้วรอยของแบรนด์ดัง หลายๆ แบรนด์ ก็มักจะมีส่วนผสมของน้ำผึ้งจากคุณสมบัติของสารแอนตี้ออกซิแดนท์ในน้ำผึ้งที่ช่วยลดการเกิดริ้วรอยได้เป็นอย่างดี

นำมาฝากกันอีกซักหน่อย สำหรับสาวๆ ที่อยากจะมีสูตรการดูแลเส้นผมแบบโฮมเมด ไร้สารเคมี ก็สามารถนำน้ำผึ้ง 1 ช้อนชา เทลงไปในน้ำอุ่น 4 ถ้วย และน้ำมะนาวอีก 1 ช้อนชา ผสมให้เข้ากัน ใช้ส่วนผสมชโลมลงบนเส้นผมหลังการสระ แล้วนวดให้ทั่ว โดยไม่ต้องล้างออก ปล่อยให้เส้นผมแห้งตามธรรมชาติ ก็จะรู้สึกได้ถึงสุขภาพผมที่ดีขึ้น ทั้งนุ่ม และมีน้ำหนักมากขึ้น หรืออีกวิธีหนึ่ง อาจใช้ น้ำผึ้ง 1 ช้อนชา ผสมกับน้ำมันมะกอก 2 ช้อนชา นำไปนวดเส้นผมให้ทั่ว ทิ้งไว้ 20-30 นาทีแล้วล้างออก ก็ให้ผลดีไม่แพ้กันค่ะ

น้ำผึ้งยังสามารถนำมาใช้ เพื่อให้ริมฝีปากเนียนนุ่มขึ้น โดยผสมน้ำผึ้ง 1 ช้อนชา กับน้ำตาลทรายแดง 1 ช้อนชา บีบมะนาวเล็กหน่อย แล้วผสมให้ละลายจนเข้ากัน นำมาทาที่ริมฝีปาก และถูเบา ๆ ก่อนทิ้งไว้ซักพัก แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด ทำเป็นประจำ ก็จะช่วยให้ริมฝีปากชุ่มชิ้น และนุ่มนวลได้ค่ะ

น้ำผึ้งยังสามารถนำมาใช้บำรุงเล็บ โดยใช้น้ำผึ้ง 1 ช้อนชา ผสมกับน้ำส้มสายชู 1 ข้อนชา ทาลงบนเล็บทิ้งไว้ 5-10 นาที แล้วล้างออก หรือจะนำน้ำผึ้ง 1 ช้อนชา มาผสมกับน้ำแร่อุ่นๆ ในสัดส่วนเดียวกัน แล้วนำสำลีชุบ มาวางไว้รอบๆ ดวงตา ประมาณ 10-15 นาที ทำอย่างนี้ประมาณ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ ก็จะชวยลดรอยหมองคล้ำรอบดวงตาได้อีกด้วยล่ะค่ะ

เป็นอย่างไรกันบ้าง กับสรรพคุณของน้ำผึ้งในแบบที่เชื่อว่าหลายๆ คนนึกไม่ถึงกันเลยทีเดียว อย่าลืมนำไปใช้กันนะคะ แล้ววันนี้ เรื่องหวานๆ โดยเฉพาะน้ำผึ้ง จะไม่ได้เป็นแค่ลมอีกต่อไปแล้วล่ะค่ะ

รู้ไว้ ก่อนไปฉีดฟิลเลอร์

filler2
สาวๆ ส่วนใหญ่ ยังเข้าใจเรื่องฟิลเลอร์กันแบบผิวเผิน หรือบางคนแทบไม่รู้เลยว่าฟิลเลอร์กับโบทอกซ์ต่างกันอย่างไร หรือบางคนก็คิดว่าฟิลเลอร์ฉีดที่ไหนก็ได้ และไปฉีดกับคนที่ไม่ใช่แพทย์ เช่น หมอกระเป๋าทั้งหลาย หรือบุคคลากรอื่นที่เคยทำงานร่วมกับแพทย์ก็ได้ เพราะราคาถูกกว่า จึงมักจะทำให้เกิดปัญหา หรือมีผลข้างเคียงมากมายตามที่ปรากฏตามสื่อต่างๆ
ก่อนตัดสินใจเลือกฉีดฟิลเลอร์ วันนี้มาทำความรู้จักกับฟิลเลอร์กันซักหน่อยดีกว่าค่ะ
💉 การฉีดฟิลเลอร์แตกต่างจากการฉีดโบทอกซ์อย่างไร
จริงๆ แล้วฟิลเลอร์ (Fillers) แปลว่าสารเติมเต็ม ความหมายก็ตามนั้นค่ะ คือการฉีดสารให้เต็มในส่วนที่พร่องไป พูดง่ายๆ การฉีดฟิลเลอร์คือการฉีดสารเข้าสู่ร่างกาย เพื่อจะลดปัญหาจากเนื้อหรือคอลลาเจนตามธรรมชาติของร่างกายที่ลดลง ( Volumn loss ) ซึ่งมักจะเกิดเมื่อเรามีอายุมากขึ้น หรือในบางกรณีสำหรับบางคนที่มีปัญหา อยากเพิ่ม อยากเติมบางจุดให้ดูอวบอิ่มขึ้นจากของเดิมที่ไม่มี เช่นการฉีดฟิลเลอร์เติมร่องแก้มที่ลึก การฉีดฟิลเลอร์ร่องตาที่ลึก การฉีดฟิลเลอร์เสริมดั้งจมูก การฉีดฟิลเลอร์ให้ริมฝีปากอวบอิ่ม การฉีดฟิลเลอร์เสริมคาง ซึ่งความลึกตื้นในการฉีดส่วนใหญ่จะฉีดในชั้นหนังแท้ (Dermis) เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งอยู่เหนือชั้นไขมัน และกล้ามเนื้อ จึงแตกต่างจากโบทอกซ์ ตรงที่โบทอกซ์จะฉีดในชั้นกล้ามเนื้อ เพื่อลดการทำงานของกล้ามเนื้อที่เราไม่ต้องการ เช่น ลดริ้วรอยจากการขยับของตีนกาเวลายิ้ม รอยย่นบนหน้าผาก รอยย่นเวลาขมวดคิ้ว หรือฉีดให้หน้าเรียวเล็กสำหรับผู้ที่มีกรามใหญ่
👨👩👧👦 ฟิลเลอร์สามารถฉีดได้กับทุกคนหรือไม่
ฟิลเลอร์ไม่สามารถจะฉีดได้กับทุกคนค่ะ สตรีมีครรภ์ ผู้ที่ให้นมบุตร ผู้ที่มีปัญหาเลือดออกแล้วหยุดยาก มีแผลฟกช้ำง่าย ควรเลี่ยงการฉีดฟิลเลอร์ค่ะ ที่สำคัญผู้ที่แพ้สารไฮยา ฉีดไ่ม่ได้เด็ดขาด ส่วนอีกกลุ่มคือกลุ่มที่มีความหย่อนคล้อยมากๆ มีผิวหน้าบาง พวกนี้ต้องระวัง และเลือกชนิดฟิลเลอร์ที่ละเอียด เพราะเสี่ยงต่อการที่ฟิลเลอร์เกาะตัวเป็นก้อน ดูไม่เป็นธรรมชาติได้ และสุดท้ายผู้ที่ที่เป็นเริม หรืองูสวัดอยู่ การฉีดฟิลเลอร์อาจจะทำให้อาการกำเริบมากขึ้นได้ แต่ในกรณีที่เคยเป็นและหายแล้ว ฉีดได้ไม่มีปัญหาค่ะ
สำหรับข้อควรระวัง และผลข้างเคียงจากการฉีดสารเติมเต็ม พอจะสรุปได้ตามนี้เลยค่ะ
1. ฉีดไม่ถูกตำแหน่ง เช่นฉีดตื้นหรือลึกเกินไป ทำให้ไม่ได้ผล
2. ถ้าเกิดฉีดฟิลเลอร์เติมร่องใต้ตา แล้วเกิดไปอุดตันทางเดินน้ำเหลือง จะทำให้ตาดูบวมๆคล้ายถุงใต้ตา
3. เป็นก้อนๆหรือตะปุ่มตะป่ำ อันนี้พบได้บ่อย โดยเฉพาะบริเวณร่องแก้มหรือใต้ตาที่ฉีดตื้นเกินไป
4. บริเวณที่ฉีดมีเส้นเลือดฝอยแดงเกิดขึ้น เป็นผลจากอนุภาคสารเติมเต็มไปอุดตันเส้นเลือดฝอยในจุดนั้น มักพบได้บ่อยในกรณีที่ต้องการฉีดเสริมปลายจมูก
5. เนื้อเยื่อข้างเคียงตาย จากการที่อนุภาคของสารเติมเต็มไปอุดตันเส้นเลือดขนาดกลาง พบได้บริเวณข้างและปีกจมูกจากการเติมร่องแก้มหรือการฉีดเสริมจมูก
6. เกิดการอักเสบติดเชื้อ พบได้บ่อยมากขึ้นในกรณีที่ฉีดเติมปลายจมูกให้ยาวขึ้นหรือเพื่อเป็นหยดน้ำใน จมูกที่มีแท่งซิลิโคนอยู่แล้ว กรณีนี้ต้องถอดแท่งซิิลิโคนออกเท่านั้นจึงจะดีขึ้น
7. จมูกโตขึ้นเรื่อยๆ มักพบในคนที่ฉีดสารเติมเต็มหลายๆครั้ง
8. ตาบอด อันนี้สาหัสสุด มักเกิดจากการฉีดเสริมจมูกอย่างผิดวิธีทำให้อนุภาคของสารเติมเต็มหลุดเข้าไป อุดตันเส้นเลือดที่ดวงตา ซึ่งเราคงเคยได้ข่าวมาบ้างแล้วในเมืองไทย
⛔️ข้อห้าม และการปฏิบัติตัวหลังการ ฉีด Filler
1. ห้ามนอนราบ 3 ชั่วโมง
2. ข้อห้ามภายใน 2 วันควรเลี่ยงยาหรือสารที่อาจจะมีผลต่อการฟกช้ำได้ง่าย เช่นยากลุ่ม Aspirin, ยาแก้ปวดข้อบางชนิด เช่น Brufen, Voltaren วิตามินอี หรือแอลกอฮอล์ อย่างน้อย 24 ชม รวมถึงควรงดการออกกำลังกาย และการเข้าซาวน่า
3. ข้อห้ามภายใน 2 อาทิตย์ ห้ามโดนความร้อน หรือ ทำเลเซอร์ รวมถึงทรีตเม้นต์ ที่มีความร้อน เช่น RF ยกกระชับ ทำ IPL ทำ Fractional Laser Co2 กรอผิว ทำ AHA ลอกหน้า รวมถึงการใช้ไดร์เป่าผม เข้าซาวน่า อบไอน้ำ เพราะความร้อนจะทำให้ฟิลเลอร์สลายเร็วขึ้น
4. ดื่มน้ำมากๆ เพราะจะช่วยให้ฟิลเลอร์คงสภาพได้นานขึ้น เนื่องจากฟิลเลอร์เป็นสารที่อุ้มเก็บกักน้ำได้ค่อนข้างดีค่ะ
เอาล่ะค่ะ รู้จักกับฟิลเลอร์กันพอสมควรแล้ว ก่อนตัดสินใจไปฉีดฟิลเลอร์ที่ไหน อย่าลืมตรวจสอบมาตรฐานและความน่าเชื่อถือของผู้ให้บริการด้วยนะคะ เพราะเรื่องเล็กๆ เกี่ยวกับความงามอย่างฟิลเลอร์นี่ล่ะค่ะ ถ้าเผลอไปใช้บริการจากหมอกระเป๋า หรือคลินิคที่ไม่ได้มาตรฐาน ก็อาจจะบานปลายกลายเป็นปัญหาให้ต้องปวดหัวกันได้เลยทีเดียว

ชะลอวัย แบบไม่ต้องง้อยา

6-beauty-treatments-every-woman-should-try-in-her-lifetime-1487255003
เอ่ยถึงศาสตร์แห่งการชะลอวัย หลายๆ คนคงนึกไปถึงผลิตภัณฑ์อาหารเสริม เรื่องของฮอร์โมน การทำทรีตเม้นต์ รวมถึงเทคโนโลยีทางการแพทย์อีกมากมาย แต่ทราบกันหรือไม่คะ ว่าศาสตร์แห่งการชะลอวัย ไม่ใช่เป็นไปเพียงเพื่อความสวยงาม แต่ยังรวมถึงการดูแลสุขภาพในองค์รวม เพื่อให้ระบบต่างๆ ของร่างกายทำงานได้อย่างสมดุล และมีประสิทธิภาพ รวมถึงการดูแลสุขภาพให้สมบูรณ์อยู่เสมอๆ ซึ่งตรงนี้ เป็นส่วนสำคัญ และให้ผลในการช่วยชะลอวัยอย่างได้ผล และสามารถทำกันได้ง่ายๆ เลยล่ะค่ะ

เอาล่ะ ใครที่ยังไม่อยากรีบดูแก่ก่อนวัย และอยากให้สุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงไปอีกนานๆ ลองมาดูกันว่าพฤติกรรมอะไรที่เราสามารถปรับเปลี่ยนได้บ้างค่ะ

ประการแรก แน่นอนเลยค่ะ เรื่องของโภชนาการ การรับประทานอาหารที่ไม่สมดุล การได้รับสารอาหาร และชนิดของอาหารไม่เหมาะสมกับสภาพร่างกาย โดยเฉพาะการทานแป้ง และน้ำตาลที่มากจนเกินความต้องการของร่างกาย มีผลทำให้ระบบต่างๆ ภายในร่างกายทำงานบกพร่อง ทั้งในส่วนของการดูดซึมสารอาหารไปใช้งาน ทั้งเพื่อเป็นพลังงาน เพื่อซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ รวมทั้งยังส่งผลให้เกิดการสะสมของสารอาหารที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายอีกด้วย เริ่มต้นด้วยการปรับพฤติกรรมการบริโภค ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมัน แป้ง และน้ำตาล ที่มากเกินความจำเป็น ลดการดื่มน้ำหวาน และน้ำอัดลม รวมถึงเลือกทานอาหารที่มีผัก และผลไม้ในแต่ละมื้อในปริมาณที่เหมาะสมค่ะ

ประการต่อมา ลดการสัมผัส เกี่ยวข้อง หรือสะสมสารพิษ และสารเคมี ไม่ว่าจะเป็นการสูบบุหรี่ ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือการใช้สารเคมีในชีวิตประจำวัน เพราะในทุกวันเราต่างก็ต้องสัมผัสกับมลภาวะต่างๆ รวมถึงฝุ่น และควัน มากพอสมควรอยู่แล้ว จึงควรหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมี ทั้งโดยตรง และโดยทางอ้อม ซึ่งรวมถึงการรับทานอาหารจากกล่องโฟม โดยเฉพาะบรรจุภัณฑ์บางประเภทที่ทำการอุ่นผ่านไมโครเวฟ พฤติกรรมเหล่านี้ล่ะค่ะที่ทำให้ร่างกายสะสมสารพิษเอาไว้ ซึ่งสารพิษเหล่านั้นก็จะไปทำลายอวัยวะส่วนต่างๆ รวมทั้งขัดขวางการดูดซึมสารอาหารที่จะเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ทำให้ร่างกายของเราเสื่อมโทรมอย่างรวดเร็ว

ประการที่สาม อย่าปล่อยให้มีอาการป่วยเรื้อรัง ทั้งอาการหวัด แผลอักเสบ หรือแผลเปิดต่างๆ เพราะว่าอาการเหล่านี้ หากปล่อยให้เป็นเรื้อรังก็จะทำให้เชื้อโรคสามารถเข้าสู่ร่างกายและแทรกซึมเข้าสู่เนื้อเยื่อ มีผลทำให้อวัยวะต่างๆ รวมทั้ง หัวใจ และสมอง เสื่อมลงโดยที่เราไม่รู้ตัวค่ะ เพราะฉะนั้น อย่าลืมดูแลรักษาสุขภาพให้แข็งแรง และพบแพทย์เมื่อเริ่มมีอาการป่วย เพื่อป้องกันไม่ให้อาการลุกลามจนเรื้อรังค่ะ

ประการสุดท้าย เรื่องของอารมณ์ และความเครียด ความเครียดเป็นปัจจัยหลักอย่างหนึ่งที่ขัดขวางการทำงานของฮอร์โมน และส่งผลทำให้ระบบในร่างกายทำงานผิดปกติ การจัดการอารมณ์ และความเครียด จึงเป็นเรื่องสำคัญที่มีผลต่อสุขภาพอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ใครที่มีพฤติกรรมทำงานหนัก แม้จะเชื่อว่าสามารถจัดการกับความเครียดได้ แต่ความเครียดก็ยังอาจเกิดจากสภาพร่างกายที่อ่อนล้าจากการทำงานหนักต่อเนื่องได้เช่นกัน เพราะฉะนั้น สำหรับผู้ที่ทำงานหนักต่อเนื่องอยู่เป็นประจำ ควรปรับพฤติกรรมให้ร่างกาย และสมอง ได้พักผ่อนจากงานบ้างเพื่อลดความเครียดสะสม โดยอาจหางานอดิเรกที่ชอบ อ่านหนังสือ พักผ่อนสบายๆกับดนตรี หรือเล่นกีฬาที่ถนัด เหล่านี้ เป็นทางเลือกที่ช่วยจัดการกับอารมณ์และความเครียดได้เป็นอย่างดีค่ะ

พฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เป็นตัวกำหนดสภาพร่างกาย และการทำงานของระบบต่างๆ ย่อมมีผลต่อการเสื่อมของสภาพร่างกาย การดูแลระบบต่างๆ ของร่างกายให้ทำงานได้เป็นปกติ และการรักษาให้ร่างกายแข็งแรงอยู่สมอ จึงเป็นสิ่งที่จะช่วยในการชะลอวัยได้อย่างดีที่สุดค่ะ

เครื่องสำอางหมดอายุ

cos
สาวๆ อาจจะเคยคิดว่าเครื่องสำอางทั้งหลายบนโต๊ะเครื่องแป้งนั้นมีอายุการใช้งานได้ประมาณ 2-3 ปี แต่รู้หรือไม่คะว่าเรากำลังเข้าใจผิดกันอยู่ ส่วนจะเข้าใจผิดอย่างไรนั้น วันนี้เรามีความรู้ดีๆ มาบอกกันค่ะ
เครื่องสำอางมักระบุวันหมดอายุ นับเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ผลิตไปอีกประมาณ 2-3 ปีค่ะ แต่นั่นเป็นการนับเวลาในลักษณะที่เครื่องสำอางนั้นยังไม่ได้ถูกเปิดใช้งาน
เมื่อเราแกะห่อเครื่องสำอาง นำออกมาใช้จริงแล้วนั้น เครื่องสำอางจะสัมผัสกับอากาศ รับแบคทีเรียเข้าไป ทำให้เสื่อมคุณภาพ อายุการใช้งานก็จะลดน้อยลง เครื่องสำอางแต่ละชนิดมีอายุการใช้งานที่ไม่เท่ากันค่ะ เรามาดูกันดีกว่าว่าเครื่องสำอางแต่ละชนิดมีอายุการใช้งานเท่าไหร่กันบ้างนับจากการใช้ครั้งแรก

– มาสคาร่า มีอายุใช้งานประมาณ 3-6 เดือน หลังเปิดใช้ครั้งแรก
– อายแชโดว์ มีอายุใช้งานระมาณ 2 ปี หลังจากเปิดใช้ครั้งแรก
– อายไลเนอร์หรือดินสอเขียนขอบตา ในกรณีที่มีการเหลาใช้เป็นประจำ มีอายุใช้งานประมาณ 2 ปี
– ลิปสติก มีอายุใช้งานประมาณ 2-3 ปี หลังจากเปิดใช้ครั้งแรก
– ลิปไลเนอร์หรือดินสอเขียนขอบปาก หมดอายุประมาณ 2 ปี หลังจากเปิดใช้ครั้งแรก
– รองพื้น ถ้าเป็นแบบผสมน้ำใช้ได้ 1 ปี แบบผสมน้ำมัน ใช้ได้ประมาณ 1.5 ปี หลังจากเปิดใช้ครั้งแรก
– แป้งฝุ่นหรือแป้งบรัชออนสีต่างๆ ที่ใช้ทาแก้ม-หน้า จะหมดอายุภายใน 2 ปีหลังจากเปิดใช้ครั้งแรก
– ยาทาเล็บปกติจะหมดอายุภายใน 1 ปี ขึ้นอยู่กับคุณภาพ ระหว่างนั้น ถ้าไม่ค่อยได้ใช้ก็ควรเขย่าขวดบ่อยๆ เพื่อช่วยยืดอายุการใช้งาน
– น้ำหอมถ้ายังไม่เปิดใช้ และเก็บให้ห่างจากแสงสว่าง และความร้อน จะมีอายุใช้งานนานประมาณ 3 ปี แต่ถ้าเริ่มเปิดใช้แล้ว จะอยู่ได้ประมาณ 1.5 ปีค่ะ
– ครีมบำรุงผิว จะอยู่ได้ราว 1 ปีหลังจากเปิดใช้ครั้งแรกค่ะ

อายุการใช้งานเหล่านี้เป็นการประเมินจากการใช้เครื่องสำอางทั่วๆ ไปค่ะ เวลาเราเปิดเครื่องสำอางแต่ละชิ้นก็ควรจดวันที่เอาไว้ซักหน่อย เพื่อเตือนว่าเครื่องสำอางขนิดนั้นๆ จะหมดอายุเมื่อไหร่ เพราะการใช้เครื่องสำอางที่หมดอายุ อาจทำให้เกิดผื่นแพ้ หรืออาการอักเสบของผิวหนังได้ ขึ้นอยู่กับสภาพผิว และลักษณะของการเสื่อมสภาพของเครื่องสำอางแต่ละชนิด
เคล็ดลับดีๆ ในการยืดอายุของเครื่องสำอางให้สามารถใช้งานได้นานขึ้น ก็คือการเก็บไว้ในตู้เย็น หรือที่ๆ มีอุณหภูมิต่ำ รวมทั้งเรื่องของการรักษาความสะอาดค่ะ ความสะอาดนี่ถือว่าสำคัญมาก เพราะนอกจากเครื่องสำอางจะใช้ได้นานแล้วยังไม่ก่อให้เกิดปัญหาสิวบนใบหน้าอีกด้วยนะคะ ^^

ดอกไม้ ความงาม และวันแห่งความรัก

กระเจี๊ยบ.jpg
ใกล้ถึงวันแห่งความรัก เทศกาลแห่งสีหวานๆ เรื่องราวโรแมนติก และดอกไม้สวยๆ กันแล้ว วันนี้ มาเตรียมสวย รับวาเลนไทน์กันดีกว่าค่ะ
สาวๆ คนไหนหลงใหลในความงามของดอกไม้ และเคยฝันอยากจะสดใสงดงามในแบบเดียวกัน ต้องลองมาดูสูตรบำรุงผิวพรรณจากดอกไม้กัน วันนี้เรามีสูตรความงามในแบบง่ายๆ มาฝากกัน

ทรีตเมนท์อัญชัน
มาเริ่มกันที่สูตรความงามสำหรับผมกันก่อน สำหรับอัญชันเป็นที่รู้จักกันดีอยู่แล้วว่ามีคุณสมบัติในการบำรุงเส้นผม และขน สูตรทรีตเมนท์นี้จะช่วยบำรุงให้เส้นผมแข็งแรง นุ่มสลวยเป็นเงางาม
ส่วนผสม : ดอกอัญชัน น้ำมันละหุ่ง ไข่แดง พิมเสนบด
วิธีทำ
1. ล้างดอกอัญชันให้สะอาด แกะเอาเฉพาะกลีบดอกให้ได้ประมาณ 1 ถ้วย
2. นำน้ำมันละหุ่งประมาณ 1 ถ้วย ไข่แดง 1 ฟอง พิมเสนบด 1 ช้อนชา นำส่วนผสมทั้ง 3 ผสมกันแล้วนำไปปั่นจนละเอียด จนได้เนื้อข้นๆ
3. ใส่กลีบดอกอัญชันลงไปปั่นด้วยกันจนกลายเป็นเนื้อครีม
วิธีใช้
สระผมให้สะอาดก่อน จากนั้นจึงนำทรีตเมนท์อัญชันชโลมให้ทั่วเส้นผมแล้วทิ้งไว้ประมาณครึ่งชั่วโมง หรืออาจจะเพิ่มประสิทธิภาพของทรีตเมนท์ด้วยการอบผมด้วยความร้อน ก่อนจะล้างให้สะอาด หากไม่อยากให้เหลือกลิ่นคาวจากไข่แดงให้ล้างผมด้วยน้ำมะนาวก็ได้ค่ะ แนะนำว่าสูตรบำรุงผมนี้ให้ทำต่อเนื่องทุกวัน เป็นเวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์นะคะ รับรองว่าเส้นผมจะเงางามเป็นประกาย มีสุขภาพดี ไม่แพ้การใช้ทรีตเม้นท์ราคาแพงๆในตลาดเลยล่ะค่ะ

คลีนเซอร์ดอกกระเจี๊ยบ
กระเจี๊ยบสดดอกสีแดง กลีบดอกอ้วนฉ่ำน้ำนั้น อุดมไปด้วยวิตามิน A วิตามิน B วิตามิน C และมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆ คล้ายผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว ช่วยขจัดเชื้อแบคทีเรียได้เป็นอย่างดี คลีนเซอร์ดอกกระเจี๊ยบจึงช่วยล้างสิ่งสกปรก เหงื่อไคล และสารพิษตกค้าง ทั้งยังช่วยให้ผิวเนียนนุ่มได้อีกด้วยค่ะ
ส่วนผสม : ดอกกระเจี๊ยบ กุหลาบมอญ ไข่แดง นมสด น้ำผึ้ง น้ำแร่
วิธีทำ
1. ล้างดอกกระเจี๊ยบให้สะอาด และล้างให้ขนอ่อนเล็กๆ ที่ดอกกระเจี๊ยบหลุดออก ป้องกันไม่ให้เกิดการระคายเคืองต่อผิว แล้วแกะเอาเนื้อมาใช้ประมาณ 1 ถ้วย
2. นำกุหลาบมอญมาล้างให้สะอาด แล้วเด็ดกลีบออกให้ได้ประมาณ 1 ถ้วย
3. นำไข่แดง 2 ฟอง นมสด 1 ถ้วย น้ำผึ้งประมาณ 1 ใน 4 ของถ้วย น้ำแร่ และกลีบดอกกุหลาบมอญมาปั่นให้เข้ากันจนได้เป็นเนื้อข้น
4. ใส่เนื้อดอกกระเจี๊ยบที่เตรียมไว้ลงไปปั่นให้เข้ากันจนเป็นเนื้อครีม
วิธีใช้
ใช้พอกตัวหลังอาบน้ำ พอกทิ้งไว้ประมาณ 20 นาทีก่อนจะล้างออกให้สะอาด ง่ายๆเพียงเท่านี้ ผิวก็สวยสะอาดแบบสุขภาพดีแล้ว

สูตรความงามตามธรรมชาติจากดอกไม้ที่เลือกหากันได้ทั่วไป ลองทำกันดูนะคะ รับรองว่าจะช่วยให้ผิวพรรณสวยใสเหมือนดอกไม้แรกแย้มกันเลยทีเดียวล่ะค่ะ

Facial Mask DIY

mask.png
สาวๆ หลายๆ คน คงเคยสงสัยกัน ว่าการมาสก์หน้ามีประโยชน์อย่างไร ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวได้จริงหรือ แล้วจะเลือกที่มาสก์หน้าแบบไหนดี ?

วันนี้ มีคำแนะนำที่สาวๆ อยากรู้ เกี่ยวกับเรื่องของการมาสก์มาฝากกันค่ะ เริ่มต้นกันที่ประโยชน์ของการมาสก์หน้ากันก่อนเลย

การมาสก์หน้าเป็นขั้นตอนที่ควรทำหลังจากการทำความสะอาดผิวหน้าเรียบร้อยแล้ว เพราะถือเป็นการซาว์น่ารูขุมขนและยังเป็นการเก็บกักความชุ่มชื้นของผิวหลังจากที่เราล้างหน้าอีกด้วย ซึ่งในระหว่างการมาสก์หน้าเราสามารถเติมสารอาหารให้แก่ผิว ไม่ว่าจะเป็นวิตามินซีช่วยเพิ่มความกระจ่างใส และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน สารในกลุ่มต้านอนุมูลอิสระ (anti oxidant) เช่น ทับทิม ชาเขียว ขมิ้น ที่จะช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้ผิว ชะลอการเสื่อมของเซลล์ผิวที่เป็นสาเหตุของความชรา เป็นต้น และยังเป็นการเตรียมความพร้อมของผิวก่อนที่จะทาครีมบำรุงในขั้นตอนต่อไปอีกด้วย จึงสามารถทำได้ทุกวัน

ในปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์หลากหลายที่ใช้สำหรับมาสก์หน้า มีหลักในการเลือกให้เหมาะกับเรา คือเลือกผลิตภัณฑ์ที่ใช้สำหรับการมาร์คหน้าให้เหมาะกับสภาพผิว ผู้ที่มีผิวแห้งควรเลือกสูตรที่มีสารสำคัญให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว เช่น นม น้ำผึ้ง สำหรับผู้ที่มีผิวมัน ควรเลือกสูตรที่มีส่วนประกอบช่วยควบคุมความมัน อาทิเช่น ขมิ้น ชาเขียว และสำหรับผู้ที่มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย ควรเลี่ยงส่วนผสมที่มีสารกระตุ้นให้ผิวระคายเคือง เช่น กรดผลไม้ (AHA) แอลกอฮอลล์ เป็นต้นค่ะ ที่สำคัญ การมาส์กหน้า ยังสามารถทำได้เอง แบบ DIY อีกด้วยค่ะ ลองมาดูกันซักสองแบบดีกว่า

วิธีแรก ให้ลองใช้แผ่นกระดาษเปียกแบบไม่มีกลิ่น ไม่มีแอลกอฮอล์ มาเจาะวงกลมในส่วนของตา จมูก ปาก หยดซีรั่มดูแลผิว หรือซีรั่มที่คุณสาวๆ ใช้เป็นประจำ 2-3 หยดลงบนกระดาษเปียก มาสก์ทิ้งไว้ประมาณ 3 นาที ก่อนทาครีมบำรุงผิว แค่นี้ ผิวหน้าของคุณก็สวยใสชุ่มชื้นขึ้นมาแล้ว

กับอีกวิธีหนึ่ง คือการมาสก์ด้วยผงสมุนไพร อย่างผงขมิ้น หรือผงชาเขียว นำมาผสมกับน้ำ สำหรับสาวๆ ที่มีผิวแห้งอาจจะผสมด้วยนม หรือโยเกิร์ต สำหรับสาวๆ ที่อยากพอกหน้าแต่ไม่มีเวลา วิธีคือ หลังล้างหน้าเสร็จ ยังไม่ต้องซับน้ำบนใบหน้า เทผงสมุนไพรใส่ฝ่ามือ แล้วมาสก์ทิ้งไว้ที่หน้า ระหว่างอาบน้ำ ค่อยๆ ขัดเบาๆขจัดเซลล์ผิวที่ตายออก แล้วล้างออกด้วยน้ำเปล่า แค่นี้ ก็สวยได้ง่ายๆ ไม่ยุ่งยากเลย ลองทำกันดู แล้วอย่าลืมแนะนำเพื่อนๆ ด้วยนะคะ

เคล็ดไม่ลับ ป้องกันผมร่วง

hair.jpg
ใครๆ ก็ฝันอยากมีผมสลวยสวยเก๋ จะตัดแต่งอย่างไรก็ได้ ทันสมัยได้เสมอ แต่ฝันนั้นอาจดูห่างไกล เมื่อมีปัญหาผมร่วงมากวนใจ เพราะจะทำทรงไหนก็ดูไม่มั่นใจ ถ้าใครเคยเจอกับปัญหาผมร่วงคงจะทราบดีว่าปัญหานี้เป็นเรื่องใหญ่ ยิ่มผมร่วงมากเท่าไร ความกังวลก็ยิ่งมากขึ้น ภาวะความเครียดก็ตามมา

การดูแลผมให้สวย สุขภาพดี โดยทั่วไปสามารถทำได้ไม่ยากค่ะ เพียงหลีกเลี่ยงจากอาการเครียด และพักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่มีผลข้างเคียง งดเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์ และบุหรี่ หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมี และความร้อนกับเส้นผม และดูแลเรื่องของโภชนาการให้ดี แค่นี้ ก็ช่วยได้มากแล้ว

แต่สำหรับหลายๆ คน ที่มีอาการผมร่วงมากกว่าปกติ อาจจะมีสาเหตุที่แตกต่างออกไป และต้องการการดูแลที่มากกว่าการดูแลทั่วๆ ไป เราลองมาดูกันดีกว่าค่ะว่าสาเหตุที่มาของอาการผมร่วงนั้นมาจากปัจจัยใดบ้าง จะได้แก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ถูกค่ะ

ความเครียด ถ้าเป็นมากร่วมกับพักผ่อนน้อย พักผ่อนไม่เพียงพอ หรือนอนไม่หลับเป็นระยะเวลานาน จะส่งผลทำให้กระทบต่อหลายระบบในร่างกาย รวมถึงระบบภูมิต้านทาน ฮอร์โมนต่างๆ เกิดการเสียสมดุลในร่างกาย ทำให้การหลุดร่วง และการงอกใหม่ของเส้นผมเสียสมดุลไปด้วย
ความเครียดนี้รวมถึง การไม่สบายเรื้อรัง มีไข้สูง ภาวะหลังคลอดลูก หรือหลังผ่าตัดที่ต้องเสียเลือดมาก เหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุทำให้ผมร่วงได้ทั้งหมดค่ะ

อายุ เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น บางคนอาจมีการเสื่อมของเซลล์มากขึ้น ทำให้ผมบนหนังศีรษะบางลง เส้นผมมีขนาดและความยาวลดลง การไหลเวียนของเลือดไปยังศีรษะและรากผมน้อยลง จึงทำให้การเจริญเติบโตของเส้นผมเกิดช้าลงไปด้วย

โรคประจำตัว เช่นโรคเบาหวาน จะมีผลกับหลายๆ ระบบในร่างกาย รวมถึงเรื่องเส้นเลือดที่จะนำอาหารไปเลี้ยงเส้นผม ผู้ที่มีการทำงานของต่อมไทรอยด์ผิดปกติ ผู้ที่มีภาวะโรคทางภูมิคุ้มกัน เกิดจากภูมิคุ้มกันตัวเองไปทำลายรากผม ก็ทำให้เกิดผมร่วงได้ ผู้ที่มีภาวะซีด หรือเสียเลือดเรื้อรัง ก็จะทำให้ผมร่วงได้มาก และการงอกใหม่เกิดขึ้นได้ไม่ดี เป็นต้น

ยาบางชนิด เช่น ยารับประทานรักษาสิวกลุ่มวิตามินเอ จะพบกลุ่มวัยรุ่นที่ทานยามีผลข้างเคียงเรื่องผมร่วงได้ ยาลดความดัน ยากันชัก เป็นต้น

การขาดสารอาหาร ส่วนประกอบหลักของผมคือโปรตีน หากมีการควบคุมอาหารหรือลดน้ำหนัก เลือกทาน หรือทานอาหารไม่ครบ 5 หมู่ อาจขาดสารอาหารและแร่ธาตุที่มีความจำเป็นต่อการสร้างเส้นผมได้

การทำ Hair Cosmetics ต่างๆ เช่น ย้อมผม ดัดผม ยืดผม การทำร้ายเส้นผมบ่อยๆ ก็เป็นสาเหตุทำให้ผมหลุดร่วงง่าย

กรรมพันธุ์ ปัญหานี้ความจริงเป็นสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้หากได้รับการถ่ายทอดทางพันธุกรรมจากพ่อและแม่ แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องได้รับลักษณะทางพันธุกรรมนั้นๆ เพราะส่วนใหญ่แล้วต้องมีปัจจัยและสาเหตุอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

การสูบบุหรี่และดื่มเหล้าเป็นระยะเวลานาน มีผลทำให้ผมร่วงและสุขภาพผมไม่ดีได้เช่นกัน

วันนี้ พอจะทราบสาเหตุที่มาของอาการผมร่วงกันแล้วนะคะ ถ้าปัจจัยไหนเลี่ยงได้ ก็พยายามหาทางเลี่ยง ก่อนที่จะเกิดปัญหาผมร่วงแล้วค่อยมาหาทางแก้ทีหลัง

ผมสวยๆ ก็เปรียบเสมือนต้นไม้ ต้องคอยดูแลรดน้ำ ใส่ปุ๋ย พรวนดิน ให้แสงแดด ต้นไม้จึงจะเจริญเติบโตดี นอกจากหลีกหนีสาเหตุผมร่วงให้ไกลแล้ว เรามีเทคนิคง่ายๆ สำหรับการดูแลผมที่เราสามารถทำได้ในทุกๆ วันกันค่ะ เป็นการดูแลจากปัจจัยภายใน และปัจจัยภายนอก ค่ะ

1) ปัจจัยภายใน ต้องรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ถ้าดูอาหารที่ทานเป็นประจำแล้วไม่ครบถ้วน อาจทานวิตามินเสริมที่ช่วยในการบำรุงหนังศีรษะและเส้นผมได้ นอกจากนั้นแล้ว การนอนหลับพักผ่อนที่เพียงพอ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ลดความเครียด ทำจิตใจให้สบาย หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และดื่มเหล้า เส้นผมก็จะเจริญเติบโตได้เป็นปกติ

2) ปัจจัยภายนอก สิ่งที่จะต้องมาสัมผัสทั้งหนังศีรษะและเส้นผมของเราเกือบทุกวัน ก็คือแชมพูสระผม ควรเลือกแชมพูที่เหมาะกับสภาพหนังศีรษะของเรา ความถี่ในการสระผมก็ขึ้นอยู่กับกิจกรรมของแต่ละวัน หลีกเลี่ยงการทำร้ายหนังศีรษะบ่อยครั้งด้วยสารเคมีและความร้อนจัด รวมถึงแสงแดด สุขภาพผมก็จะดีและไม่หลุดร่วงง่าย

ปัจจัยง่ายๆ เหล่านี้ล่ะค่ะ ที่จะทำให้ผมสวยอยู่กับเราไปนานๆ ค่ะ

เอสโตรเจน ฮอร์โมนของความสดใส

es.jpg
ฮอร์โมน เอสโตรเจน
Estrogen เป็นฮอร์โมนสำคัญโดยเฉพาะสำหรับผู้หญิงทุกคน เพราะเป็นฮอร์โมนที่ช่วยให้ร่างกาย และเนื้อเยื่อต่างๆ มีความแข็งแรง แสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้หญิงที่สมบูรณ์ เช่น มีการขยายของหน้าอก มากขึ้น ผิวพรรณดูเต่งตึง สดใส มีน้ำมี นวล เซลล์ต่างๆ เสื่อมสภาพช้าลง และช่วยให้กระดูกคงสภาพที่แข็งแรง นอกจากนั้น เอสโตรเจน ยังมีผลต่ออวัยวะภายในของเราทุกระบบ ทั้งในส่วนของสมอง ที่ช่วยในเรื่องความจำ กระตุ้นให้เกิดความเจริญเติบโตเมื่อเข้าสู่วัยสาว และ ควบคุมการสร้างคอเลสเตอรอล ที่จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดไขมันอุดตันในเส้นเลือด

อย่างไรก็ตาม เมื่ออายุมากขึ้นร่างกายจะผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจน ในปริมาณที่น้อยลง ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งทางร่างกาย และอารมณ์ เป็นภาวะที่เรามักเรียกกันว่า “วัยทอง” ซึ่งเป็นได้ทั้งในผู้ชาย และผู้หญิง ทว่าสำหรับผู้หญิงแล้ว ระดับของฮอร์โมนเอสโตรเจนจะลดลงเร็วกว่าผู้ชาย ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ชัดกว่า และมักจะเกิดในช่วงวัยที่เร็วกว่า โดยผลจากการลดลงของฮอร์โมนเอสโตรเจน อาจส่งผลให้มีอาการต่างๆ ได้แก่ ในผู้หญิง อาจมีประจำเดือนมาน้อย และไม่สม่ำเสมอ มีอาการร้อนวูบตามร่างกาย  ใจสั่น เหนื่อยง่าย มีเหงื่อออกมากในช่วงกลางคืน หรือมีอาการหนาวสั่นโดยไม่มีสาเหตุ และนอนหลับได้ยาก นอกจากนั้น อาจมีอาการปวดเมื่อยตามข้อ และกระดูก ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ทั้งยังอาจมีภาวะกระดูกบาง เปราะ และเสี่ยงต่อการกระดูกหักได้ง่ายเมื่อหกล้ม
การลดลงของฮอร์โมนเอสโตรเจน ยังจะส่งผลต่อผิวพรรณ โดยผิวหนังจะบางลง แห้ง เกิดเป็นแผล และผื่นแพ้ได้ง่าย ทั้งเส้นผม อาจจะบางลง หลุดร่วงได้ง่าย และหยาบ แห้ง ไม่เป็นเงางามเช่นเคยอีกด้วยค่ะ ที่สำคัญ การขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน ยังจะมีผลต่ออารมณ์ ทำให้เกิดภาวะเครียด ใจร้อน หงุดหงิดได้ง่ายโดยไม่มีสาเหตุ ควบคุมอารมณ์และความรู้สึกได้ยาก และในบางรายอาจเกิดภาวะซึมเศร้า วิงเวียนศีรษะ หรือหลงลืมได้อีกด้วย

ทราบถึงความสำคัญของฮอร์โมนเอสโตรเจนกันแล้ว หลายๆ คนอาจจะกังวล ว่าแล้วเราควรจะทำอย่างไรได้บ้างเพื่อรักษาระดับของฮอร์โมนในร่างกายให้คงความสมดุล บางคนอาจจะเลือกปรึกษาแพทย์ และรับฮอร์โมนทดแทน ซึ่งกรณีนี้แนะนำว่าควรใช้ตามความจำเป็น และอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น ซึ่งก็อาจส่งผลต่อการเกิดอาการข้างเคียง เช่น มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น มีอาการปวดศีรษะไมเกรน หรือมีเลือดออกทางช่องคลอดในช่วงแรกที่รับฮอร์โมนทดแทนได้

สำหรับกรณีที่ไม่ได้มีปัญหาอย่างรุนแรง การรักษาสมดุลของฮอร์โมนในร่างกาย อาจทำได้ด้วยการดูแลด้านโภชนาการ โดยเลือกทานอาหารที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจนตามธรรมชาติเพื่อชดเชยปริมาณฮอร์โมนที่ลดลงได้ค่ะ ลองมาดูกัน ว่าอาหารประเภทใดบ้างที่ให้ฮอร์โมนเอสโตรเจนได้บ้าง

อย่างแรกเลย น้ำมะพร้าว ในน้ำมะพร้าวมีฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการสร้างคอลลาเจน และอีลาสติน ที่จะช่วยให้ผิวมีความยืดหยุ่น ชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัย อีกทั้งยังมีฤทธิ์ช่วยขับปัสสาวะ ขับของเสียหรือสารพิษออกจากร่างกายอีกด้วย
ต่อมาเป็นลูกพรุน เนื่องจากในลูกพรุนมีสารไฟโตเอสโตรเจน ออกฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเพศหญิงทั้งยังเต็มไปด้วยไฟเบอร์ ที่จะช่วยในระบบขับถ่าย และช่วยในการปรับสมดุลของระดับน้ำตาลในเลือด
นอกจากนั้น ยังมี แครอท ซึ่งมีสารลิกแนน จัดเป็นโฟโตเอสโตรเจนชนิดหนึ่งที่ออกฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกาย รวมถึงธัญพืช ถั่วชนิดต่างๆ และผลิตภัณฑ์จากถั่ว เช่น เต้าหู้ น้ำเต้าหู้ ที่ต่างก็มีโฟโตเอสโตรเจน ที่จะช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนเพศหญิงได้ สาวๆ ที่เริ่มมีอายุมากขึ้น อาจเลือกทานอาหารที่มีฮอร์โมนตามธรรมชาติเหล่านี้เพื่อช่วยชดเชยการลดลงของฮอร์โมนได้เช่นกันค่ะ