Growth Hormone ฮอร์โมนสำคัญที่หลั่งในระหว่างการนอน


หลายๆ คน คงเคยได้ยินคำว่า โกรทฮอร์โมนกันบ่อยๆ ฮอร์โมนชนิดนี้ มีความสำคัญอย่างไรกันบ้าง วันนี้ มาทำความรู้จักกันค่ะ

โกรทฮอร์โมน (growth hormone) เป็นฮอร์โมนประเภทโปรตีน ที่เรียกว่าเปปไทด์ฮอร์โมน ถูกผลิตขึ้นและหลั่งออกมาจากเซลล์ที่มีชื่อเรียกว่า โซมาโตรโทรฟ (somatotrophs) ซึ่งอยู่ในจากต่อมใต้สมองส่วนหน้า เป็นฮอร์โมนที่มีผลต่อการเจริญเติบโต รวมทั้งกระบวนการเมตะบอลิสซึมของร่างกาย โดยการสร้างโกรทฮอร์โมนนั้นจะมีผลมาจากปัจจัยต่างๆ หลายอย่าง ทั้งในแต่ละช่วงอายุก็จะมีการหลั่งโกรทฮอร์โมนในระดับที่ไม่เท่ากันค่ะ

โกรทฮอร์โมนนั้นจะถูกผลิตขึ้นในขณะที่เรานอนหลับ โดยจะมีการหลั่งมากในชั่วโมงแรกของการนอนหลับสนิท และจะถูกส่งไปยังตับเพื่อเปลี่ยนเป็นสารคล้ายอินซูลิน หรือที่เรียกว่าโซมาโตเมดิน (Somatomedin) เพื่อนำไปใช้ในการเสริมสร้างเนื้อเยื่อของร่างกายเรา

โกรทฮอร์โมนนั้น มีความสำคัญเป็นอย่างมากต่อการเจริญเติบโต โดยเฉพาะในวัยเด็กซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยควบคุมการเจริญเติบโตของกระดูก และกล้ามเนื้อให้แข็งแรงตลอดจนถึงช่วงอายุ 25 ปี รวมถึงมีผลต่อการสร้างภูมิต้านทาน และพัฒนาการทางสมองอีกด้วย

สำหรับผู้ใหญ่ โกรทฮอร์โมนก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะเป็นฮอร์โมนที่จะถูกส่งต่อผ่านกระแสเลือดไปยังตับ เพื่อให้ผลิตสารคล้ายอินซูลิน  Insulin-Like Growth Factor-1 (IGF-1) หรือ โซมาโตเมดิน (Somatomedin) ที่จะมีส่วนช่วยในการป้องกัน และยืดอายุของเซลล์ ทำให้ร่างกายไม่ทรุดโทรม หรือเสื่อมสภาพก่อนเวลาอันควร ทั้งยังช่วยกระตุ้นการทำงานของร่างกายในการเผาผลาญอาหารและน้ำตาลที่ได้จากการย่อยอาหาร ผลจาก IGF-1 ยังมีส่วนช่วยในการบำรุงกระดูก และกล้ามเนื้อ ที่รวมถึงกล้ามเนื้อหัวใจ ช่วยลดอัตราเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ ช่วยให้ระบบประสาท ความจำ และสายตาทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนั้น ยังมีรายงานถึงผลของ IGF-1 ต่อการช่วยเพิ่มเพิ่มระดับเม็ดเลือดขาว และการทำให้ร่างกายแข็งแรงมีชีวิตชีวา ดูอ่อนกว่าวัยอีกด้วยค่ะ

กับประโยชน์ที่มากมายขนาดนี้ แต่ระดับของโกรทฮอร์โมนกลับลดลงเรื่อยๆ ตามอายุที่เพิ่มขึ้น โดยเริ่มต้นจากการหลั่งในระดับสูงมากที่สุดในช่วงที่อยู่ในครรภ์มารดา จากนั้นจะลดลงเรื่อยๆ เมื่อเข้าสู่วัยเด็ก จนเริ่มเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น ที่ฮอร์โมนนี้จึงจะกลับมาหลั่งมากขึ้นอีกครั้ง โดยจะหลั่งในขณะที่เรานอนหลับ ช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโต ทั้งในส่วนโครงสร้างกระดูก กล้ามเนื้อ และสมอง หลังจากนั้น ต่อมพิทูอิทารี่ภายในสมองที่มีหน้าที่ผลิตโกรทฮอร์โมนจะเริ่มทำงานลดลง พบว่าหลังจากอายุ 20 ปีเป็นต้นไป การผลิตโกรทฮอร์โมนในร่างกายเรา จะลดลงอย่างน้อย 14% ในทุกๆ 10 ปี ทำให้เราอาจจะสรุปค่าเฉลี่ยของการผลิตโกรทฮอร์โมนแบ่งตามช่วงอายุได้ดังต่อไปนี้ คือ

อายุ 30 ปี ระดับโกรทฮอร์โมนคงเหลือ 86% ของวัยเด็ก
อายุ 40 ปี ระดับโกรทฮอร์โมนคงเหลือ 72% ของวัยเด็ก
อายุ 50 ปี ระดับโกรทฮอร์โมนคงเหลือ 58% ของวัยเด็ก
อายุ 60 ปี ระดับโกรทฮอร์โมนคงเหลือ 44% ของวัยเด็ก
อายุ 70 ปี ระดับโกรทฮอร์โมนคงเหลือ 30% ของวัยเด็ก

และหากใครเริ่มกังวล ว่าร่างกายของเรา เริ่มเสื่อมลง อันเป็นผลมาจากระดับของโกรทออร์โมนที่ลดน้อยลง ลองมาสังเกตกันดูค่ะ กับบางส่วนของสัญญาณ ที่เกิดจากปริมาณโกรทฮอร์โมนที่น้อยลง

– เริ่มหลงลืม ความจำเสื่อมลง
– มีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย อารมณ์ไม่คงที่
– มีอาการของโรคกระดูกพรุน
– การเคลื่อนไหวขาดความกระฉับกระเฉง เฉื่อยชา
– เริ่มมีปัญหาทางสายตา
– มีผมขาว และเส้นผมบางลง
– ผิวหนังขาดความยืดหยุ่น ชุ่มชื้น หน้ามีกระฝ้า ผิวหนังเหี่ยวย่นหย่อนยาน
– คลอเลสเตรอรอน และไตรกีเซอร์ไรด์สูง
– ความดันโลหิตสูงหรือต่ำมากไป

นอกจากนั้น สัญญาณเตือนยังรวมถึงการมีน้ำหนักส่วนเกิน นอนหลับไม่ค่อยสนิท มีอาการป่วยมารบกวนบ่อยขึ้น รวมถึงสมรรถภาพทางเพศที่ลดลง
หลายๆ คนอาจจะเริ่มกังวล เพราะสัญญาณเตือนบางอย่างเริ่มมีให้เห็น แต่ขอบอกว่ายังไม่สายจนเกินไปค่ะ เพราะกระบวนการสร้างโกรทฮอร์โมนเป็นกระบวนการตามธรรมชาติ ที่แม้ว่าจะมีวิทยาการที่ก้าวหน้าที่อาจจะช่วยเสริมสร้างการผลิตโกรทฮอร์โมนได้ แต่การดูแลสุขภาพให้สมบูรณ์แข็งแรง ยังคงเป็นสิ่งที่ดีที่สุดค่ะ ออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ นอนพักผ่อนให้เพียงพอ โดยเฉพาะควรเข้านอนแต่หัวค่ำ รวมถึงดูแลเรื่องของโภชนาการให้ครบถ้วน ควรบริโภคเนื้อสัตว์บ้าง หรือในผู้ที่ทานมังสวิรัติ ก็ควรเสริมอาหารประเภทโปรตีนให้เพียงพอ เพราะสารอาหารบางชนิดที่มีความจำเป็นในการสร้างฮอร์โมนเพื่อรักษาสมดุลในร่างกายนั้น พบได้ในอาหารประเภทโปรตีน ทั้งจากพืช และจากสัตว์ค่ะ

เลือกทานอะไรให้ได้วิตามิน

หลายๆ คนคงเคยสงสัย ว่าวิตามินที่ได้ยินชื่อกันนั้น มีมากมายไปหมด แต่ที่คุ้นเคยกันจริงๆ คงหนีไม่พ้น วิตามินซี วิตามินเอ วิตามินบี ที่ผ่านหูผ่านตากันบ่อยๆ วันนี้ มาดูทำความรู้จักกับวิตามินชนิดอื่นๆ กันซักหน่อย ว่ามีความสำคัญ มีประโยชน์ในด้านใด ที่สำคัญ วิตามินแต่ละชนิดพบได้ในอาหารประเภทใดกันบ้าง

เริ่มต้นด้วยกลุ่มวิตามินที่ละลายได้ในน้ำกันก่อนค่ะ

วิตามินซี – วิตามินที่หลายๆ คนต้องนึกถึงเป็นชื่อแรกๆ มีประโยชน์ในด้านการช่วยสร้างภูมิคุ้มกันโรค ช่วยในการเสริมสร้างเนื้อเยื่อต่างๆ รักษาบาดแผล รวมทั้งช่วยในการดูดซึมธาตุเหล็ก นอกจากนั้น วิตามินซี ยังช่วยป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน และช่วยให้ผิวพรรณสดใสอีกด้วย : วิตามินซี พบได้มากในผัก ผลไม้สด โดยเฉพาะ ฝรั่ง มะเขือเทศ ส้ม และแอ้ปเปิ้ลสีเขียวค่ะ

วิตามินบี 1 – ป้องกันโรคเหน็บชา ตะคริว และอาการเหนื่อยง่าย เพิ่มการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรตภายในร่างกาย และยังช่วยในการทำงานของระบบประสาท หัวใจ และกล้ามเนื้อ : วิตามินบี 1 พบในข้าวซ้อมมือ ตับ เนื้อหมู และไข่แดง

วิตามินบี 2 – ช่วยในการเผาผลาญไขมัน ทั้งยังมีประโยชน์ต่อการทำงานของระบบประสาทตา และป้องกันการเกิดโรคปากนกกระจอกอีกด้วย : วิตามินบี 2 พบได้ในอาหารประเภท ถั่ว เนื้อสัตว์ ไข่ ผักใบเขียว และนม

วิตามินบี 5 – ช่วยในการทำงานของระบบประสาท ระบบทางเดินอาหาร ระบบทางเดินหายใจ และช่วยป้องกันโรคความจำเสื่อม : วิตามินบี 5 พบได้ในอาหารประเภท ไข่ ถั่วลิสง เนื้อสัตว์ เครื่องในสัตว์ งา และนม

วิตามินบี 6 – ช่วยสร้างเซลล์เม็ดเลือด ป้องกันโรคหลอดเลือดอุดตัน และโรคโลหิตจาง : วิตามินบี 6 พบได้ในเนื้อสัตว์ ตับ กล้วย ผักต่างๆ และเนื้อปลา

วิตามินบี 12 – ช่วยในการสังเคราะห์ DNA สร้างเม็ดเลือดแดง และช่วยในการสังเคราะห์โปรตีนในร่างกาย พบได้ในไข่ ถั่ว เนื้อสัตว์ และผลิตภัณฑ์จากนม

สำหรับกลุ่มวิตามินที่ละลายในไขมัน ได้แก่

วิตามิน A – ช่วยในการบำรุงสายตา ช่วยในด้านการสร้างความต้านทางในระบบทางเดินหายใจ บำรุงผิวพรรณ ลดอาการอักเสบจากสิว และช่วยลบเลือนจุดด่างดำบนผิวหนัง : วิตามิน A พบมากในเนื้อสัตว์ ไข่แดง ผัก และผลไม้ที่มีสีเหลือง ส้ม และเขียวเข้ม เช่น ผักโขม ผักคะน้า ฟักทอง แครอท

วิตามิน D – มีความสำคัญในการช่วยให้ร่างกายสามารถดูดซึมแคลเซียม และฟอสฟอรัส ซึ่งจะเป็นผล ทำให้มีโครงสร้างของกระดูก และฟันที่แข็งแรง : วิตามิน D พบได้ในน้ำมันตับปลา นม เนย ปลาทะเล ตับสัตว์ และไข่แดง ทั้งนี้ แม้ว่าร่างกายคนเรา จะสามารถสร้างวิตามิน D ได้ หากได้รับแสงแดดอ่อนๆ ที่เพียงพอ ทว่าจากงานวิจัย กลับพบว่าคนส่วนมาก มักจะไม่ได้รับวิตามิน D ที่สร้างขึ้นอย่างเพียงพอ และจำเป็นที่จะต้องได้รับวิตามินดังกล่าวจากอาหารต่างๆ

วิตามิน E – ช่วยในเรื่องของผิวพรรณ ป้องกันการแตกของเยื้อหุ้มเซลล์ ช่วยในการทำงานของระบบประสาท ระบบสืบพันธุ์ และระบบกล้ามเนื้อ เป็นวิตามินที่มีอยู่มากในอาหารประเภท น้ำมันพืช เมล็ดทานตะวัน ถั่วต่างๆ รวมถึงผักสีเขียวปนเหลือง

วิตามิน K – มีความสำคัญในการช่วยให้เลือดแข็งตัวเวลาที่มีบาดแผล พบได้ในเนื้อสัตว์ ดอกกะหล่ำ บรอคโคลี ไข่แดง ตับ และถั่ว

การรับประทานอาหารที่มีความหลากหลาย และรับประทานผัก ผลไม้สด ในปริมาณที่เพียงพอ สามารถช่วยให้ร่างการได้รับวิตามินที่จำเป็นอย่างครบถ้วน ทว่าในสภาพการใช้ชีวิตในปัจจุบัน โดยเฉพาะกับความเร่งรีบในสังคมเมือง ทำให้เรามักจะละเลย ที่จะทานอาหารที่มีความหลากหลาย และมีคุณค่าทางอาหารที่มากพอ บ่อยครั้ง ทำให้เริ่มมีสัญญาณเตือนจากร่างกาย ทั้งที่มาในรูปของอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยล้า ผิวพรรณที่เริ่มไม่สดใส อาการล้า ปวดศีรษะเป็นพักๆ รวมถึงอาการผิดปกติอื่นๆ

วันนี้ ได้ทราบถึงประโยชน์ ของวิตามินชนิดต่างๆ กันไปแล้ว ถึงเวลาที่เราจะเริ่มให้ความสำคัญ ใส่ใจกับเรื่องของโภชนาการ และเริ่มบำรุงร่างกายของเราให้แข็งแรงกันซักหน่อยแล้วล่ะค่ะ เลือกรับประทานอาหารที่มีคุณค่าให้เพียงพอ หรือจะเลือกหาวิตามินที่มาในรูปของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมาทานกันก็ได้ ที่สำคัญ หากจะเริ่มทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีอยู่มากมายในตลาด อย่าลืมศึกษารายละเอียด ตรวจสอบมาตรฐานของผลิตภัณฑ์และการผลิต รวมถึงขอคำปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญกันก่อนนะคะ

กระดูกหักล้า ในนักวิ่ง

การออกกำลังกายด้วยการเดิน หรือการวิ่งเป็นการออกกำลังกายที่ทำได้ง่าย ประหยัด ไม่ต้องใช้อุปกรณ์อะไรมาก อาศัยเพียงแค่สถานที่วิ่งที่เหมาะสม และมีอากาศถ่ายเทสะดวก นับเป็นการออกกำลังกายยอดนิยมเลยทีเดียวล่ะค่ะ ที่สำคัญการออกกำลังกายด้วยการเดิน หรือการวิ่งเป็นประจำ จะส่งผลดีในหลายๆ ด้านเลยทีเดียว มาดูกันค่ะ ว่าข้อดีของการออกกำลังกายแบบนี้ มีอะไรบ้าง

1. ด้านสุขภาพพื้นฐานทั่วไป ช่วยรักษาระดับความดันเลือดให้เป็นปรกติ การทำงานของหัวใจ ปอด การหายใจดีขึ้น เพิ่มความฟิต และสมบูรณ์ให้กับร่างกาย ช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ทำให้ส่วนต่างๆ ของร่างกายทำงานได้ดีขึ้น
2. ช่วยบรรเทาและลดความเสี่ยงในการเกิดโรคประจำตัวต่างๆ เช่นโรคหัวใจ โรคความดันเลือด โรคเบาหวาน ช่วยลดระดับไขมันในเลือด และช่วยในการควบคุมน้ำหนักได้ด้วย
3. ด้านสุขภาพจิต และอารมณ์ ก็มีรายงานว่าการวิ่งช่วยให้อารมณ์ และสุขภาพจิตดีขึ้น ช่วยทำให้ระดับความเครียดลดลงค่ะ

อย่างไรก็ตาม ถ้าเราวิ่งแบบหักโหม หรือผิดวิธี ก็อาจทำให้ได้รับบาดเจ็บเรื้อรังได้เหมือนกัน โดยเฉพาะอาจทำให้เกิดอาการของโรคกระดูกหักล้า

กระดูกหักล้า คือการหักของกระดูกที่เกิดจากการใช้งานซ้ำๆ ออกกำลังกายหนักมาก ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนล้าและไม่สามารถรองรับน้ำหนักหรือแรงกระแทก เมื่อกล้ามเนื้อเริ่มอ่อนล้าแล้วจะส่งผลให้เพิ่มแรงกระทำมาที่กระดูกมากขึ้น ทำให้เกิดการแตกหักเล็กๆขึ้นภายในโครงสร้างของกระดูก  โดยสาเหตุหลักของกระดูกหักล้าเป็นผลมาจากการเพิ่มระยะทาง เวลาและความรุนแรง (Intensity) ของการวิ่งอย่างรวดเร็ว หรือการออกกำลังกายในสภาพพื้นผิวที่เปลี่ยนไป เช่น ผู้ที่เคยวิ่งในลู่วิ่งที่รองรับแรงกระแทก แล้วเปลี่ยนมาวิ่งบนถนนที่แข็ง รวมทั้งการใส่รองเท้าที่ไม่เหมาะสมกับสภาพเท้า และการใช้งานก็อาจส่งผลให้เกิดกระดูกหักล้าได้ ซึ่งอาการกระดูกหักล้าส่วนใหญ่จะเกิดบริเวณกระดูกที่ต้องรองรับน้ำหนักและแรงกระแทก ซึ่งพบได้ในกระดูกขาส่วนล่าง และกระดูกบริเวณเท้า พบได้บ่อยที่สุดคือกระดูกหน้าแข้งค่ะ

เพราะฉะนั้น สำหรับนักวิ่งมือใหม่ ถึงแม้ว่าการวิ่งเป็นกิจกรรมที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ก็ควรทำอย่างใจเย็น ไม่ต้องเร่ง หรือวิ่งให้เร็วตามใคร ควรกำหนดการวิ่งให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายของตนเอง กำหนดเป้าหมายให้จัดเจนว่า จะวิ่งเพื่อสุขภาพ หรือ วิ่งเพื่อการแข่งขัน แล้วกำหนดแผนการให้เหมาะสม หมั่นฝึกซ้อม และทำต่อเนื่องอย่างสม่ำเสมอ แบบค่อยเป็นค่อยไป ที่สำคัญ คอยสังเกตอาการผิดปกติที่อาจจะมีสัญญาณเตือนจากอาการบาดเจ็บเล็ก และให้ความสำคัญกับรองเท้าที่ใช้ เลือกสภาพลู่วิ่งให้เหมาะสม ปลอดภัย ก็จะช่วยให้การวิ่งมีการพัฒนา สามารถวิ่งได้ตามเป้าหมาย โดยไม่มีอาการบาดเจ็บมารบกวนค่ะ

ปวดเข่า

อาการปวดไม่ว่าจะปวดหลัง ปวดคอ ปวดต้นขา ปวดเข่า ใครไม่เป็นย่อมไม่รู้ว่าทรมานแค่ไหน จะทำอะไรก็ดูจะติดๆ ขัดๆ ไปเสียหมด
วันนี้เรามีความรู้ดีๆ ในเรื่องของอาการปวดเข่าประเภทต่างๆ ว่ามีที่มาที่แตกต่างกันอย่างไร มาฝากกันค่ะ

อาการปวดเข่าอาจมาจากกล้ามเนื้อก้นอ่อนแรง หรือเป็นที่กล้ามเนื้อไม่สมดุลกัน หรือเป็นเข่าเสื่อมก็ได้ อันดับแรกเราต้องทำความรู้จักกับอาการปวดเข่าจากกล้ามเนื้อไม่สมดุล และอาการเข่าเสื่อมกันก่อน ว่าแตกต่างกันอย่างไร เพราะอาการปวดที่เข่า ไม่จำเป็นต้องเป็นเข่าเสื่อมเสมอไป แต่ถ้าดูแลไม่ถูกต้อง ก็อาจจะเรื้อรัง จากอาการปวดเข่าธรรมดาอาจเลื่อนขั้นไปเป็น อาการเข่าเสื่อมได้เหมือนกันค่ะ

โรคเข่าเสื่อม สามารถวินิจฉัยจากอาการได้ชัดเจนซึ่งประกอบด้วยอาการ และอาการแสดงดังต่อไปนี้

1. มีอาการปวดเข่า โดยปกติจะปวดเมื่อมีการเคลื่อนไหว หรือมีการเดินลงน้ำหนัก เมื่อพักจะดีขึ้น หากเป็นมากจะปวดตลอดเวลา
2. ข้อติดแข็ง ส่วนมากจะพบในตอนเช้าเมื่อตื่นนอนใหม่ๆ หรือเมื่อพักในท่าใดท่าหนึ่งนานๆ ต่อเนื่องโดยไม่ได้ขยับ
3. บวมรอบข้อ อาจพบร่วมกับอาการแดง และร้อนเมื่อลองคลำบริเวณรอบเข่า
4. มีการผิดรูปของข้อเข่า ซึ่งเกิดจากผิวข้อ (Cartilage) บางลง แล้วตัวของกระดูกมีการเสียดสีกัน จนเกิดกระดูกงอกและทำให้เข่าผิดรูป และขยาย จึงพบว่าผู้ที่มีเข่าเสื่อมรุนแรง รอบข้อเข่าจะใหญ่ขึ้น
5. มีเสียงดังภายในข้อเข่า ซึ่งเสียงที่เกิดขึ้นอาจมาจากการเสียดสี ของผิวข้อภายในข้อเข่า
ซึ่งหากมีการ X-Ray จะพบว่าช่องว่างระหว่างกระดูกข้อเข่าจะแคบลง กระดูกผิวข้อบางลง และอาจพบกระดูกงอกได้ ส่วนการวินิจฉัยอาจต้องทำโดยพิจารณาปัจจัยอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น อายุเกิน 50 ปี มีน้ำหนักตัวหรืออ้วนมากกว่าปกติ มีประวัติการทำงาน หรือเคยประสบอุบัติเหตุที่อาจทำให้มีความเสื่อมของข้อได้ง่าย เป็นต้น

ในขณะที่ ภาวะกล้ามเนื้อทำงานไม่สมดุลกัน (Muscle Imbalance) ที่ทำให้เกิดอาการปวดหลัง ปวดก้น เป็นผลจากกลุ่มกล้ามเนื้อก้นอ่อนแรง (Gluteal Muscles) แล้วทำให้กล้ามเนื้อด้านข้างต้นขาเกิดการตึงตัวมากกว่าปกติ (Iliotibial band) ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญมากเพราะส่วนนี้จะเป็นตัวที่ให้ความมั่นคงต่อข้อเข่าด้านนอก ซึ่ง band นี้จะทอดยาวตั้งแต่ขอบนอกของกระดูกเชิงกรานข้ามข้อสะโพกแผ่ไปเกาะที่ด้านข้างกระดูกสะบ้า (Patella bone) ข้ามเข่าไปเกาะที่ขอบนอกด้านบนกระดูกหน้าแข้ง (Gerdy’s tubercle) แผ่ไปรวมกับเส้นเอ็นของกล้ามเนื้อต้นขาด้านหลัง (Biceps femoris tendon) จากจุดเกาะดังกล่าวจึงทำให้เมื่อต้องมีการงอ-เหยียดเข่าซ้ำๆ บ่อยๆ จะเกิดการเสียดสีที่เยื่อนี้ ทำให้หนาตัวขึ้นมา และกลายเป็นเหตุที่ทำให้มีอาการเจ็บที่ด้านนอกของข้อเข่า กลุ่มอาการนี้จะเรียกว่า “Iliotibial Band Syndrome” จะพบมากในกลุ่มผู้ออกกำลังกายเช่น วิ่ง ฟุตบอล บาสเก็ตบอล ฯลฯ
อาการปวดเสียวที่เข่าจากสาเหตุนี้มักพบร่วมกับอาการตึงเจ็บที่ต้นขาด้านนอก ซึ่งอาจปวดตึงร้าวจากด้านข้างของข้อสะโพก หรือมีจุดกดเจ็บที่เหนือข้อพับด้านหลัง กล้ามเนื้อต้นขาด้านหลังจะตึงมาก และอาการจะเป็นมากหากต้องเดินนานๆ หรือหลังจากออกกำลังกายประเภทดังที่กล่าว

การแยกอาการของภาวะกล้ามเนื้อไม่สมดุล ออกจากอาการของโรคเข่าเสื่อม ทำได้ไม่ยาก เพราะกลุ่มผู้มีอาการกล้ามเนื้อไม่สมดุลมักพบในนักกีฬา วัยกลางคน ซึ่งอาจดูแข็งแรงดีอยู่ แต่ก็มีจุดอ่อนในส่วนที่ละเลย จนทำให้มีอาการเรื้อรัง มีหลายเคสสามารถเกิดในคนหนุ่มสาว อายุประมาณสามสิบต้นๆ กับอาการปวดเสียวที่เข่าด้านนอก รวมทั้งเริ่มมีอาการเข่าบิดเข้าด้านใน บางคนอาจเป็นนักกีฬามาตั้งแต่อายุสิบกว่าปี เล่นเล่นกีฬาหนักๆ จนวิ่งไม่ได้มาสาม-สี่ปีแล้ว กรณีแบบนี้อาจจะใช้เวลารักษาไม่ถึงเดือน ก็สามารถกลับไปวิ่ง ไปเล่นกีฬาได้เหมือนเดิม เพราะกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่กล้ามเนื้อแข็งแรงดีอยู่แล้ว เพียงให้รู้ว่าสิ่งที่เป็นเกิดจากสาเหตุไหน วิธีการในการดูแลรักษาตัวเองต้องอย่างไรบ้าง การรักษาก็จะพัฒนาได้อย่างรวดเร็ว

เมื่อใดที่ร่างกายของเรากำลังส่งเสียงบอกบางสิ่งอยู่ อย่าละเลยนะคะ เพราะจากที่เป็นเพียงเล็กน้อย อาจลุกลามเป็นปัญหาใหญ่ได้โดยที่เราคาดไม่ถึง โรคเข่าเสื่อมก็เหมือนกัน หากอาการปวดเสียวเข่าในช่วงแรก ไม่ได้รับการดูแล หรือออกกำลังกายให้เหมาะสมกับสาเหตุของปัญหา ก็อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้เรื้อรังจนกลายเป็นโรคเข่าเสื่อมได้ ซึ่งถ้าเป็นถึงขั้นนั้นแล้วนอกจากจะต้องเจ็บปวดกับอาการที่เป็น ยังไม่สามารถรักษาให้คืนกลับเหมือนเดิมได้ ใส่ใจฟังเสียงของร่างกายแต่ต้น รักษาให้ถูกทางแต่เนิ่นๆ ช่วยป้องกันอาการป่วย และโรคภัยไข้เจ็บได้ไม่ยากค่ะ

กาแฟเพื่อสุขภาพ

ดื่มกาแฟมากไป หลายๆ คนอาจจะกลัวว่าจะนอนหลับได้ยาก โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ ที่อาจจะมีอาการหัวใจเต้นแรง กระสับกระส่าย จนมองกันว่ากาแฟ อาจจะเป็นผู้ร้ายที่ต้องระมัดระวัง

วันนี้ มาดูกันค่ะ ว่าการดื่มกาแฟเป็นประจำ มีข้อดีอะไรบ้าง

เริ่มที่เบาๆ กันก่อน การดื่มกาแฟจะช่วยให้ร่างกายสดชื่น กระปรี้กระเปร่าได้ในเวลาอันรวดเร็ว ใครที่มีอาการง่วง ซึม อ่อนล้า กาแฟซักแก้ว ช่วยได้เลยค่ะ นอกจากจะทำให้สดชื่นขึ้นแล้ว ยังช่วยให้มีเรี่ยวแรง ทำงาน หรือทำกิจกรรมได้นานกว่าปกติ นอกจากนั้น การดื่มกาแฟ ยังช่วยในระบบการเผาผลาญของร่างกาย ทำให้ร่างกายเผาผลาญได้ดีขึ้นอีกด้วย
ขยับมาอีกหน่อย การดื่มกาแฟ วันละ 2-3 แก้ว จะช่วยในเรื่องของความจำ และการมีปฏิกิริยาโต้ตอบ และสำหรับผู้ที่อยู่ในวัยกลางคน กาแฟวันละ 4-5 แก้ว จะช่วยเพิ่มระดับฮอร์โมน GCSF ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอัลไซเมอร์ได้อีกด้วย
การดื่มกาแฟวันละ 2-3 แก้ว ยังจะช่วยลดอัตราความเครียดลงได้ถึง 15% และหากดื่มกาแฟ 4 แก้วต่อวัน จะช่วยลดความเครียดลงได้ถึง 20% เลยทีเดียว

ยิ่งไปกว่านั้น สำหรับผู้ที่ดื่มกาแฟวันละ 2-5 แก้ว เป็นประจำ จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดเซลล์มะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งปากมดลูก และมะเร็งตับได้ด้วย เนื่องจากคาเฟอีน จะช่วยยับยั้งการเกิดเซลล์ที่ผิดปกติ และช่วยกำจัดสารพิษที่ร่างกายได้สะสมไว้
กาแฟ ยังมีส่วนช่วยในการลดความเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วในถุงน้ำดี โดยการดื่มกาแฟเฉลี่ยวันละ 4 แก้ว จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคนิ่วในถุงน้ำดีลงถึง 25% เลยทีเดียว
และสำหรับผู้ที่มีปัญหาโรคเก๊าต์ คาเฟอีนมีส่วนช่วยบรรเทาการอักเสบของข้อ เนื่องมาจากกรดยูริกเกินขนาดอย่างได้ผล และใครที่ดื่มกาแฟเฉลี่ยได้ถึงวันละ 6 แก้ว ก็จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเกาต์ลงได้ถึง 60% เลยล่ะค่ะ

แต่ก่อนจะเริ่มดื่มกาแฟกันวันละหลายๆ แก้ว ตามผลจากการวิจัยซึ่งอาจจะไม่ได้บอกถึงผลกระทบในส่วนอื่นๆ เราลองมาดูกันซักนิดค่ะ ว่าอะไรที่เราควรจะระวังกันบ้าง

อย่างที่ทราบกันค่ะ กาแฟ ช่วยให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่า แต่การได้รับปริมาณคาเฟอีนเกิน 150 มิลลิกรัม ต่อวัน อาจมีผลทำให้นอนหลับยาก หรือหลับไม่สนิท ที่สำคัญ คาเฟอีน จะดึงแคลเซียมออกไปจากร่างกาย ผู้ที่ดื่มกาแฟเป็นประจำจึงควรมีการทานอาหารที่ให้แคลเซียมเพื่อเป็นการชดเชยด้วยนะคะ
นอกจากนั้น การดื่มกาแฟ หากใส่น้ำตาล หรือครีมเทียม ในปริมาณที่มากจนเกินไป ย่อมจะมีผลต่อไขมัน และน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นมา การดื่มกาแฟจึงไม่ควรปรุงให้หวานจนเกินไป ถ้าเป็นไปได้ ลองดื่มกาแฟดำไม่ใส่น้ำตาลดูค่ะ และสุดท้าย หลีกเลี่ยงการดื่มกาแฟในขณะท้องว่าง เพราะคาเฟอีน จะเป็นตัวกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งกรดออกมาในปริมาณที่มากกว่าปกติ อาจทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคกระเพาะกันได้ค่ะ

ท้ายที่สุด อะไรก็ตามที่มากเกินพอดี คงจะไม่ใช่เรื่องดีซักเท่าไหร่ การดื่มกาแฟก็ย่อมมีทั้งส่วนที่ดี รวมไปถึงผลเสียที่อาจจะตามมาหากดื่มในปริมาณที่มากจนเกินไป ที่สำคัญเราคงต้องหมั่นสังเกตตัวเองดูด้วย ว่าเวลาดื่มแล้ว เรามีอาการผิดปกติอะไรหรือเปล่า เพราะการรู้จักสังเกตตัวเองย่อมเป็นการดูแลสุขภาพที่ดีที่สุดค่ะ
เอาล่ะ เล่าถึงข้อดีข้อเสียให้ได้ทราบกันครบแล้ว ถึงเวลาต้องขอตัวไปหากาแฟร้อนๆ หอมๆ มาเติมความสดชื่นซักแก้วก่อนแล้วล่ะค่ะ ^^

มาฟิตแอนด์เฟิร์มกันดีกว่า

ปัญหาเรื่องอยากมีเนื้อมีหนัง อยากมีกล้ามเป็นมัดๆ ส่วนใหญ่คงเป็นปัญหาของหนุ่มๆทั้งหลายที่อยากจะหล่อล่ำบึก ให้สาวๆ หลงใหลในก้ามมัดโตๆ บ้าง แต่สาวๆ หลายคน ก็อาจจอยากมีกล้ามน้อยๆ ให้แสดงถึงความฟิตแอนด์เฟิร์ม ที่มาพร้อมสุขภาพดีๆ บ้างเหมือนกัน วันนี้เราลองมาดูเมนูอาหารที่เหมาะกับการสร้างกล้ามเนื้อกันซักหน่อยค่ะ

เวย์ โปรตีน โปรตีนชนิดนี้หาทานได้ไม่ยาก เพราะจะอยู่ในอาหารประเภทนม อย่างในชีส โยเกิร์ต หรือ อาหารเสริม ข้อดีของเวย์โปรตีนคือ กรดอะมิโนที่จะช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ลองเลือกประเภทที่ดูดซึมเข้าร่างกายได้ดี เช่นอาหารเสริมที่ระบุว่า “ไฮโดรไลเสท เวย์โปรตีน (Hydrolysated whey)” หรือ “กรดอะมิโนแยกสาขา (BCAA)” ร่างกายจะเอาไปใช้ได้รวดเร็วสุดๆ

เนื้อขาว ย่อยง่าย ก่อนจะทานเนื้อสัตว์ ลองเลือกกันซักนิด เปลี่ยนจากการทานเนื้อแดงมาทานเนื้อสีขาวที่ย่อยง่ายกว่า… อาจจะงง ว่าเนื้อสีขาวคืออะไร ?  ก็เนื้อนุ่มๆ ขาวๆ อย่าง เนื้อปลา อกไก่ ไข่ขาว หรือ เต้าหู้ … ถ้าเลือกได้ เลือกทานเนื้อปลาเป็นอย่างแรก เพราะเนื้อปลามีแอนตี้ออกซิแดนท์สูง ช่วยให้ความหล่อ มาพร้อมกับความฉลาด ส่วนในไข่ก็มีไบโอติน เลซิทิน และโคลีน ช่วยบำรุงสมองให้ปราดเปรื่องได้เหมือนกัน

คอมเพล็กซ์คาโบไฮเดรต เรียกเป็นภาษาไทยเราว่า แป้งเชิงซ้อน คือแป้งที่มีเส้นใยไฟเบอร์สูงนั่นเอง พวกธัญพืชทั้งหลาย ทั้งข้าวกล้อง ข้าวหอมนิล จมูกข้าว ถั่ว งา เมล็ดฟักทอง เมล็ดทานตะวัน ลองประยุกต์ดูหน่อย เป็นเมนูมูสลี่ทานกับนม หรือ ทาขนมปังโฮลวีตก็ได้ เมนูแป้งที่มีเส้นใยสูงเหล่านี้จะช่วยให้คงความหนุ่มได้นาน และยังได้เพิ่มน้ำหนักจากแป้งไปในตัวอีกด้วยค่ะ

น้ำมันดี ถ้าอยากเพิ่มเนื้อด้วยการทานน้ำมันก็ต้องเลือกน้ำมันที่มีประโยชน์ ไม่เช่นนั้น เกิดไปอุดตันในเส้นเลือดก็คงแย่ เดี๋ยวนี้น้ำมันมีให้เลือกหลากหลายมากๆ ที่ฮอทฮิตหน่อยก็เป็นน้ำมันปลา น้ำมันมะกอก น้ำมันมะพร้าว  น้ำมันรำข้าว และน้ำมันคริล ดีต่อร่างกายทั้งเรื่องการบำรุงสมองจากโอเมก้า 3 ทั้งยังช่วยลดไขมันส่วนเกินอย่างกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว และยังได้ประโยชน์จากไตรกลีเซอร์ไรด์ ที่ได้จากน้ำมันมะพร้าวในเวลาเดียวกันค่ะ

วิตามีนที่ดี อยากมีกล้ามเนื้อก็ต้องทานวิตามินที่เกี่ยวกับควบคุมการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย อย่างวิตามิน B ที่ช่วยบำรุงการจ่ายพลังงานในเซลล์ ด้วยกรดแอลฟ่าไลโพอิก และโคเอ็นไซม์คิวเท็น และสร้างเอนไซม์ต้านความชราด้วยโครเมียม ซีลีเนียม และสังกะสี

ทานอาหารให้ครบทุกหมวดหมู เลือกสุดยอดอาหารในแต่ละหมวดหมู่มาบำรุงร่างกาย และออกกำลังกายในท่าที่สร้างกล้ามเนื้อดูสักระยะ คงช่วยให้หุ่นผอมกะหร่องดูบึกบึนขึ้นได้ไม่น้อย แต่ถ้าลองทุกวิธีแล้วหนุ่มๆ ยังไม่ล่ำอย่างใจอยาก หรือสาวๆ ยังไม่รู้สึกว่าฟิตอย่างที่ตั้งใจ คงต้องเช็คกันหน่อยแล้วล่ะค่ะ ว่ามีโรคอะไรแอบแฝงอยู่หรือเปล่า โรคที่เกี่ยวกับการเผาผลาญอาหารในร่างกายได้แก่ ไทรอยด์เป็นพิษ ต่อมไร้ท่อผิดปกติ โรคแพ้ภูมิตัวเอง มะเร็งซุกซ่อนก่อนลุกลาม เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม อยากจะฝากเอาไว้ว่าอาหารคงเป็นแค่ตัวช่วยในการสร้างกล้ามเนื้อให้ร่างกาย ถ้าอยากให้หุ่นฟิต มีกล้ามเท่ๆ คงต้องเน้นการออกกำลังกาย สร้างกล้ามเนื้อ และที่สำคัญคือการพักผ่อนให้เพียงพอ เป็นหลักการพื้นฐานสำคัญสำหรับการดูแลตนเองค่ะ

เรื่องของรอบเดือน ฮอร์โมน และความงาม

นอกจากเรื่องของอารมณ์ ที่มักจะเป็นผลจากฮอร์โมนโดยเฉพาะช่วงที่มีรอบเดือนแล้ว สาวๆ ทราบกันหรือไม่คะ ว่าแต่ละช่วงของรอบเดือน ร่างกายของสาวๆ เรา มีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนอยู่ตลอดเวลา แล้วการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนนี่ล่ะค่ะ ที่ไม่ได้มีผลต่ออารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ ของเราแค่นั้น แต่ยังมีผลต่อสภาพของผิวพรรณของเราอีกด้วย


วันนี้ มาทำความเข้าใจถึงรอบของประจำเดือน ที่สัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนในร่างกาย และสภาพผิวของคุณสาวๆ เพื่อการดูแลผิวพรรณกันอย่างถูกวิธีกันดีกว่า

เริ่มจากช่วงแรก ช่วงที่มีประจำเดือน (Menstrual Phase) ช่วงนี้กินเวลาประมาณ 5 วันค่ะ ผู้หญิงส่วนใหญ่มักจะเพลียและต้องการผักผ่อนมากขึ้น สุขภาพผิวเองก็อ่อนแอลง เป็นเพราะฮอร์โมนเอสโตรเจน โปรเจสเตอโรนต่ำลง ร่างกาย และผิวพรรณจึงควรได้รับการดูแลเป็นพิเศษ เช่นการทาครีมเพื่อบำรุงผิวให้ชุ่มชื่น มีชีวิตชีวาขึ้นหน่อย พร้อมเพิ่มเวลาพักผ่อนให้มากกว่าปกติซักหน่อยค่ะ

ช่วงต่อมา ช่วงที่ประจำเดือนหมดลง ร่างกายของเราจะอยู่ในช่วงเตรียมการตกไข่ (Estrogen Phase) ช่วงนี้กินเวลาประมาณ 9-20 วัน ฮอร์โมนเอสโตรเจนจะสูงขึ้น เป็นช่วงที่เหมาะกับการบำรุงผิว เพราะผิวจะสามารถดูดซึมสารอาหารต่างๆ ได้ดี แถมผิวยังแข็งแรง สดใส ถ้าอยากลองครีมบำรุงผิวตัวใหม่ๆ ต้องช่วงนี้เลยค่ะ จะได้ไม่แพ้หรือมีอาการระคายเคือง

วนกลับมาถึงช่วงที่สาม ช่วงก่อนมีประจำเดือน ช่วงนี้เป็นช่วงหลังตกไข่ (progesterone Phase) กินเวลาประมาณ 14 วัน เป็นช่วงที่คุณผู้หญิงต้องใส่ใจผิวมากเป็นพิเศษ เพราะร่างกายของเราจะผลิตฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนสูง ผิวจึงมีน้ำมันมาหล่อเลี้ยงมาก จนเกิดการสะสมอุดตันได้ เป็นที่มาของการเกิดสิวนั่นเอง แถมผิวยังผลิตเมลานินมากขึ้นอีกด้วย จึงควรปกป้องผิวจากแสงแดดแรงๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดจุดด่างดำ ฝ้าแดด และกระค่ะ

นำมาฝากคุณผู้หญิงกันโดยเฉพาะเลยในวันนี้ หวังว่าความเข้าใจเรื่องของระบบและฮอร์โมนต่างๆ ในร่างกาย จะช่วยให้สาวๆ ทุกคนดูแลผิวพรรณกันได้อย่างเหมาะสมยิ่งขึ้น
ถึงเวลาสวยกันแล้วค่ะ ^^

ชะลอวัย ง่ายๆ ได้ด้วยตัวเอง

รู้ไหมคะว่าปัจจุบันนั้น การชะลอวัย เป็นศาสตร์หนึ่งที่ได้มีการศึกษากันอย่างลึกซึ้งในส่วนของ “การแพทย์เวชศาสตร์ชะลอวัย” ซึ่งเป็นศาสตร์ทางการแพทย์แนวทางใหม่ ที่มีวัตถุประสงค์หลักในการป้องกันโรค ค้นหาโรค รักษาโรค ฟื้นฟูสุขภาพจากความเสื่อมของร่างกายตามอายุ รวมถึงเพื่อช่วยชะลอความแก่ชราของร่างกายเราลงค่ะ
อาการของความเสื่อมถอยของร่างกาย และความชรา จะแสดงอาการให้เราเห็นดังต่อไปนี้ค่ะ
• อ่อนเพลียตลอดเวลา
• รู้สึกไม่สดชื่นแม้นอนเต็มที่ตลอดคืน
• รู้สึกไม่แข็งแรงเหมือนเคย
• น้ำหนักเพิ่มขึ้นหรือไม่สามารถควบคุมน้ำหนักได้
• หลงลืมมากขึ้นเรื่อยๆ
• เจ็บปวดตามร่างกาย ปวดหลัง ปวดข้อ
• นอนไม่หลับ หรือ นอนหลับไม่สนิท
• อารมณ์ตึงเครียด กระวนกระวาย หรือ วิตกกังวล
• ความต้องการทางเพศ และสมรรถภาพทางเพศลดลง
อาการเหล่านี้เป็นอาการของความชราค่ะ

แม้ว่าในอดีตเราอาจจะเคยถูกสอนให้ยอมรับสภาพ ว่าเป็นอาการตามวัย แต่ในปัจจุบัน ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์สมัยใหม่เราไม่จำเป็นต้องยอมรับสภาพอีกต่อไปค่ะ

แอนไท-เอจจิ้ง เป็นศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการชะลอวัย และทำให้สุขภาพแข็งแรงยิ่งขึ้น โดยการให้ฮอร์โมนทดแทน การเสริมสารอาหารเพื่อต้านอนุมูลอิสระ การเสริมวิตามินและแร่ธาตุให้ร่างกาย การใช้เซลล์บำบัด และการบริการทางการแพทย์ด้านอื่นๆ
เนื่องจากความเสื่อมของร่างกาย มีที่มาจากหลากหลายสาเหตุ ทั้งจากภาวะชีวเคมีไม่สมดุล ระดับฮอร์โมนที่ลดลง ขาดสารอาหาร สเต็มเซลล์ทำงานได้น้อยลง เทโลเมียร์ก็สั้นลง โปรแกรมชะลอวัยจึงครอบคลุมการรักษาทั้งในส่วนของภาวะการทำงานของร่างกาย สารอาหาร วิตามิน แร่ธาตุที่ไม่สมดุล เพื่อชะลอความเสี่ยงในการเกิดโรค รวมถึงแก้ไขปัญหาสุขภาพที่เกิดจากความเสื่อมตามวัย

วันนี้ สำหรับท่านที่สนใจในเรื่องของการชะลอวัยด้วยวิธีการง่ายๆ เรามีหลักการชะลอวัยอย่างง่ายๆ มาฝากกัน สามารถทำได้ตามหลัก 5 อ. ต่อไปนี้เลยค่ะ

อ. อากาศ พยายามอยู่ในที่ที่มี อากาศ บริสุทธิ์ หลีกเลี่ยงรังสียูวีเอ ยูวีบี ในแสงแดด ควันบุหรี่ ควันจากท่อไอเสียรถยนต์ รวมถึงหาเวลาไปพักผ่อนรับอากาศบริสุทธิ์นอกเมืองบ้างค่ะ
อ.อาหาร ควรทานให้ครบ 5 หมู่ เปลี่ยนกลุ่มอาหารให้หลากหลาย หลีกเลี่ยงอาหารที่มีแป้ง และไขมันสูง
อ.ออกกำลังกาย การออกกำลังกายควรทำอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยอาทิตย์ละ 150 นาที โดยการแอโรบิก วิ่ง ว่ายน้ำ หรือการจ๊อกกิ้ง จะช่วยกระตุ้นเลือดลม ทำให้หัวใจแข็งแรง รวมถึงโยคะ ซึ่งจะช่วยให้ข้อต่อ และกล้ามเนื้อมีการยืดหยุ่นที่ดี และการยกเวท ด้วยน้ำหนักที่เหมาะสม จะช่วยเรื่องมวลกล้ามเนื้อให้แข็งแรง ป้องกันกระดูกบางค่ะ
อ.อารมณ์ดี การคิดบวก ปรับวิธีคิด นั่งสมาธิ จะช่วยคลื่นในสมองได้หลับสนิท
อ.แอนไท-เอจจิ้ง อ.สุดท้าย ใช้ต่อเมื่อร่างกายมีอาการเสื่อมในอายุที่มากแล้ว เราจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์และทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ให้การรักษา ชะลอไม่ให้สุขภาพเสื่อมถอย ช่วยฟื้นฟูให้แข็งแรงขึ้นอีกส่วนหนึ่ง
หลักการง่ายๆ เพียงเท่านี้ล่ะค่ะ ที่จะช่วยชะลอวัยให้คงความหนุ่มสาวอยู่ได้นานๆ ทั้งภายในและภายนอกเลยล่ะค่ะ

ฟิต เฟิร์ม ขาเรียวสวยด้วยการปั่นจักรยาน

บ่อยครั้งที่เราอยากจะออกกำลังกาย หลายๆ คนมีกีฬาที่ชอบอยู่ในใจ โชคดีอาจจะเริ่มรวมตัวกันได้ซักพัก แต่นานๆ ไป ก๊วนเพื่อนสนิทก็พากันห่างหาย ติดภารกิจกันบ้าง งานยุ่งกันบ้าง โดยเฉพาะช่วงที่ทุกคนต้องให้ความสำคัญกับ Social Distancing อย่างช่วงนี้ ท้ายที่สุดกิจกรรมการออกกำลังกายก็เป็นอันต้องพักเก็บไป … ลองมาดูทางเลือกที่กำลังเป็นที่นิยมกันอีกซักทางค่ะ กับการปั่นจักรยาน ที่ใครพอจะมีเวลา ก็กระโดดขึ้นจักรยานคันโปรด เริ่มปั่นกันได้แบบไม่ต้องรอเพื่อน
วันนี้ มาดูกันดีกว่าค่ะ ว่าการปั่นจักรยานที่กำลังอยู่ในกระแสนิยมนั้น มีดีอย่างที่หลายๆ คนว่าหรือเปล่า แล้วข้อดีที่ว่ามีอะไรกันบ้าง

อย่างแรก แน่นอนเลยค่ะ เรื่องของการเผาผลาญไขมันส่วนเกินในร่างกาย การปั่นจักรยานจะช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญไขมันส่วนเกินในร่างกายได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญผู้ที่ปั่นจักรยานเป็นประจำจะมีภาวะที่เรียกว่า “After Burner” คือการเผาผลาญไขมันส่วนเกินต่อเนื่องหลังจากการปั่นจักรยานต่อไปอีก 2-3 ชั่วโมง ซึ่งอาจจะเป็นช่วงที่มีการเผาผลาญไขมันที่มากกว่าการเผาผลาญหลังงานระหว่างการปั่นอีกเสียด้วยค่ะ

ประโยชน์ข้อที่สอง ที่เราอาจจะนึกกันไม่ถึงเลยค่ะ การปั่นจักรยานจะช่วยกระตุ้นให้การไหลผ่านของอาหารไหลในลำไส้ทำได้เร็วขึ้น จะมีผลให้มีการดูดซับน้ำในลำไส้ใหญ่น้อยลง ก้อนอุจจาระก็จะมีความเปียกชื้น ไม่แข็งแห้ง ทำให้เราถ่ายได้คล่องขึ้น ลดอาการท้องผูกได้ นอกจากนั้นการปั่นจักรยานยังจะช่วยเพิ่มกำลังในการบีบตัวของลำไส้ ทำให้ระบบทางเดินอาหารทำงานได้สะดวก คลายความแน่น อึดอัด หลังมื้ออาหาร และลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งลำไส้อีกด้วย

ประโยชน์ข้อต่อมา การปั่นจักรยานจะช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์สมองในส่วนที่เรียกว่า Hippocampus  ซึ่งเป็นสมองส่วนที่ใช้ในด้านความจำ ซึ่งจะเริ่มเสื่อมอย่างรวดเร็วในผู้ที่มีอายุ 30ขึ้นไป การกระตุ้นการสร้างเซลล์สมองในส่วนดังกล่าวขึ้นมาทดแทนจึงสามารถที่จะช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์ได้เป็นอย่างดีเลยล่ะค่ะ

เนื่องจากการปั่นจักรยานจะกระตุ้นการทำงานของระบบการไหลเวียนของเลือด รวมถึงระบบการหายใจ จึงมีประโยชน์ในด้านการช่วยลดโรคความดัน  โรคอ้วน รวมถึงลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งประเภทต่างๆ นอกจากนั้น ผลจากการปั่นจักรยานเป็นประจำ ที่ทำให้เกิดการทำงานที่ดีของระบบการไหลเวียนของเลือด ระบบหายใจ และการลดไขมันสะสมส่วนเกินยังมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจได้กว่า 50%

การปั่นจักรยานในที่ที่มีอากาศบริสุทธิ์ จะช่วยให้ร่างกายได้รับออกซิเจนมากขึ้น และทำให้การลำเลียงออกซิเจน พร้อมทั้งสารอาหารไปเลี้ยงส่วนต่างๆ รวมถึงการขับถ่ายสารพิษออกจากร่างกายทำได้ดีขึ้น ทั้งยังช่วยกระตุ้นการสร้างสารคอลลาเจนในร่างกาย ช่วยให้หน้าตาสดใส อ่อนกว่าวัยอีกด้วย

สำหรับ ในด้านการรักษาอาการเจ็บป่วย การปั่นจักรยานในระดับความเร็วปานกลาง เป็นเวลาประมาณ 30 นาที เป็นประจำ สามารถทำให้อาการปวดหัวไมเกรนลงไปได้มากจนถึง 90% ของกลุ่มตัวอย่างในงานวิจัยในสวีเดน เนื่องจากร่างกายมีการหลั่งสาร endorphins ซึ่งมีฤทธิ์ช่วยลดอาการปวดในร่างกายในปริมาณที่มากพอ

อันที่จริงแล้ว ข้อดีของการปั่นจักรยานยังมีทั้งช่วยให้นอนหลับได้สนิทขึ้น ช่วยในด้านสุขภาพจิต ทำให้จิตใจเบิกบาน ลดความเครียด เสริมสร้างสมาธิ เพิ่มประสิทธิภาพทางเพศ และยังเป็นการช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจากการลดการใช้พลังงานจากถ่านหิน แต่โดยส่วนตัวแล้ว เริ่มมองหาจักรยานตั้งแต่เห็นข้อดีข้อแรกแล้วล่ะค่ะ ก็เบิร์นได้ดีขนาดนั้น คงไม่ต้องไปมองหาวิธีออกกำลังกายประเภทอื่นอีกแล้ว จักรยานนี่ล่ะค่ะ ทางออกที่ดีเลย
ที่สำคัญ สำหรับสาวๆ นะคะ อย่าปรับอานจักรยานให้เตี้ยจนเกินไปค่ะ ให้ใช้ระดับความสูงที่พอเหมาะ คือในจังหวะที่ปั่นขาลงให้เท้ายืดได้เกือบสุดโดยเข่าไม่งอมาก และพยายามอย่าใช้เกียร์ที่หนักจนเกินไป เพราะนั่นจะเป็นสาเหตุของน่องที่ใหญ่ขึ้นโดยไม่รู้ตัวค่ะ ปรับอานให้พอเหมาะ ใช้ความเร็ว และเกียร์ที่ไม่หนักแรงจนเกินไป ปั่นให้สม่ำเสมอ รับประกันว่าได้น่องเรียวสวยเป็นของแถมอีกด้วยล่ะค่ะ ^^

เรื่องของคอลลาเจน

ได้ยินกันบ่อยๆ ว่าคอลลาเจนดีต่อผิวหลายประการ บางคนก็ทาน บางคนทา บางคนฉีด ความจริงแล้วคอลลาเจนคืออะไร ดีกับคุณสาวๆ อย่างไร และมีวิธีใช้แบบไหนบ้าง วันนี้เรามีข้อมูลเกี่ยวกับคอลลาเจนแบบลงลึกมาฝากกันค่ะ

คอลลาเจน เป็นสารอาหารประเภทโปรตีนชนิดหนึ่ง ซึ่งในร่างกายของคนเราจะมีคอลลาเจนอยู่เป็นองค์ประกอบในเนื้อเยื่อต่างๆ ทั่วร่างกาย รวมไปถึงภายในชั้นผิวหนังและข้อต่อต่างๆ ซึ่งเมื่อเราอายุมากขึ้น ความยืดหยุ่น และความหนาแน่นของคอลลาเจนซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักในชั้นผิวก็ลดลง ทำให้ผิวหนังมีริ้วรอย และเหี่ยวย่นมากขึ้น

ปัจจุบันจึงมีการนำสารประเภทคอลลาเจนมาใช้ในวงการ anti-aging กันอย่างแพร่หลาย และแม้ว่าจะยังไม่มีงานวิจัยอย่างเป็นทางการที่ยืนยัน ว่าการทานอาหารเสริมประเภทคอลลาเจน จะสามารถทดแทนคอลลาเจนในผิวที่หายไป และ ชะลอความแก่ได้จริงหรือไม่ ทว่า มีรายงานทางวิชาการหลายฉบับ ที่ช่วยให้เราสรุปได้ถึงผลลัพธ์จากการทานอาหารเสริมประเภทคอลลาเจน ที่มีต่อร่างกายในส่วนต่างๆ ได้แก่

1. กระดูก และข้อต่อ (Bones and Joints)
มีการศึกษาในปี 2010 เป็นการศึกษาที่ทำในหญิงวัยหมดประจำเดือนที่เริ่มมีภาวะกระดูกพรุน พบว่าสารอาหารทดแทนคอลลาเจนไม่สามารถทำให้มวลกระดูกเพิ่มขึ้นได้ แต่มีส่วนหนึ่งที่มีปัญหาเกี่ยวกับข้อต่อ เช่น ข้อติด ข้อเสื่อม พบว่าอาการเจ็บดีขึ้นแต่ไม่หายขาด อย่างไรก็ดี โรคกระดูกพรุนเป็นโรคของความเสื่อม ซึ่งควรเน้นไปที่การป้องกัน

2. ดัชนีมวลกาย (Body composition)
มีการศึกษาในปี 2009 ว่าการได้รับ Hydrolyzed collagen เสริมในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน จะช่วยป้องกันการลดลงของมวลกล้ามเนื้อได้ ซึ่งจะช่วยให้การคุมน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานได้ดีขึ้น
ทั้งยังมีข้อบ่งชี้ในการใช้สารอาหารเสริมคอลลาเจนในการช่วยฟื้นฟูผิว เส้นผม และเล็บ ช่วยเรื่องสุขภาพของดวงตา ช่วยป้องกันโรคหัวใจ ช่วยให้นักกีฬาฟื้นตัวจากการบาดเจ็บ ช่วยเกี่ยวกับกระดูก และข้อต่อ

ประเภทของคอลลาเจนที่มีในปัจจุบัน

1. Hydrolyzed collagen
คือการได้คอลลาเจนจากกระดูก หรือเนื้อเยื่อของสัตว์ นำมาย่อยสลายด้วยกระบวนการ hydrolysis ซึ่งเป็นการทำปฏิกิริยากับโมเลกุลของน้ำ ทำให้ได้รูปแบบของคอลลาเจนที่ร่างกายสามารถดูดซึมได้ง่ายขึ้น จึงมักนำมาใช้ในอาหารเสริมประเภทต่างๆ รวมถึงเป็นส่วนผสมในเครื่องสำอางค์หลายๆชนิด

2. คอลลาเจนที่ใช้สำหรับฉีด
จัดเป็นสารหนึ่งในหลายชนิดที่นำมาใช้ทำสารเติมเต็ม ซึ่งมีข้อบ่งใช้จำเพาะในการฉีดเพื่อเติมเต็มผิวหนังที่เป็นร่องลึก ยกตัวอย่างเช่น สารเติมเต็มประเภท Poly-L-lactic acid จะกระตุ้นให้มีการสร้างคอลลาเจนใต้ผิวหนัง ทั้งนี้ การเลือกใช้สารเติมเต็มควรเลือกใช้ให้เหมาะสม และคำนึงถึงความปลอดภัย เพราะสารเติมเต็มบางชนิดอาจมีผลข้างเคียง หรือปฏิกิริยาอันไม่พึงประสงค์ได้ ดังนั้นจึงควรมีการศึกษา และปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนเสมอ

3. ครีมผสมคอลลาเจน
เราจะพบเห็นผลิตภัณฑ์ทั่วไปในท้องตลาดที่โฆษณาว่าช่วยในการสร้างคอลลาเจน แต่ก็ยังไม่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ยืนยันแน่ชัดว่าคอลลาเจนในรูปแบบครีมจะสามารถถูกดูดซึมเข้าสู่ชั้นผิวหนังเพื่อไปเปลี่ยนเป็นคอลลาเจนได้ แต่องค์ประกอบในตัวครีมอาจช่วยให้ผิวกักเก็บความชุ่มชื้นได้ดี ช่วยป้องกันความเสื่อมของผิวได้

หากใครกำลังตัดสินใจในการเลือกทานอาหารเสริมประเภทคอลลาเจน ก็ควรศึกษาว่าเป็นคอลลาเจนประเภทใด มีความปลอดภัยมากน้อยแค่ไหน ส่วนประโยชน์ที่ได้ก็ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล เพราะท้ายที่สุด คอลลาเจนก็คือสารอาหารประเภทโปรตีนชนิดหนึ่งเท่านั้นเองค่ะ