ซัมเมอร์นี้ ต้องลอง… สูตรสมูตตี้คลายร้อน

เข้าสู่ช่วงปลายเดือนมีนาคม เด็กๆ หลายๆ บ้าน ต่างก็สอบเสร็จ และปิดเทอมซัมเมอร์กันเรียบร้อยแล้ว อากาศร้อนๆ ที่เดาได้ว่าคงจะร้อนขึ้นเรื่อยๆ อย่างนี้ มาหากิจกรรมสนุกๆ คลายร้อน ให้เด็กๆ ทำกันดีกว่าค่ะ

หน้าร้อนอย่างนี้ อะไรจะดีไปกว่าเครื่องดื่มเย็นๆ ที่ให้ทั้งความสดชื่น กับคุณค่าทางโภชนาการจากผลไม้ อย่างสมูตตี้ ผลไม้ คงจะไม่มี .. วันนี้ ลองมาดูสูตรการทำสมูตตี้ง่ายๆ ให้เด็กๆ ได้สนุก แถมยังอร่อย ชื่นใจ กันในช่วงหน้าร้อนกันซักหน่อย

เริ่มต้นจากสูตรแรกกันเลยค่ะ Melon – Kiwi Smoothie
ส่วนผสมที่ใช้ ก็ไม่ได้ยุ่งยาก สามารถหาได้ตามซูเปอร์มาร์เก็ตใกล้บ้านได้เลย ที่ต้องเตรียมก็มี กีวีปอกเปลือก 1 ผล นำไปแช่ในช่องแช่แข็งรอไว้เลยค่ะ เมลอนเขียว หั่นเป็นชิ้นประมาณ 100 กรัม นำไปแช่ในช่องแช่แข็งเช่นกัน เติมความหวานซักนิด ด้วยน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ น้ำต้มสุก ½ ถ้วย น้ำมะนาว 1 ช้อนโต๊ะ เกลือป่นเล็กน้อยเพื่อความกลมกล่อม และสุดท้าย น้ำแข็งป่น ½ แก้ว
วิธีทำ ก็ง่ายมากๆ ค่ะ นำกีวี และ เมลอน ที่แช่จนเย็นจัดออกมา ใส่รวมกับส่วนผสมทั้งหมด เติมน้ำแข็งป่น แล้วปั่นจนเนื้อสมูตตี้เนียน เข้าเป็นเนื้อเดียวกัน แค่นี้ก็เป็นอันว่าเสร็จเรียบร้อยค่ะ เทใส่แก้ว แล้วชวนเด็กๆ มาตกแต่งกันตามชอบใจ อาจจะใส่ใบมิ้นท์ซักหน่อย ประดับหน้าด้วยเมลอนกลมๆ กับกีวีสไลซ์บางๆซักชิ้น แค่นี้ ก็ได้สมูตตี้สวยๆ อร่อยๆ มาดับร้อนกันแล้ว
ที่สำคัญ เมนูเครื่องดื่มเย็นๆ แก้วนี้ ไม่ได้มีดีแค่ดับร้อน แต่ยังให้วิตามิน ซี วิตามิน เอ เบต้าแคโรทีน และเต็มไปด้วยไฟเบอร์ กับสารต้านอนุมูลอิสระ อีกด้วยค่ะ

อีกซักสูตร เป็นทางเลือกสำหรับแฟนๆ ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ กับ Mixed Berries Smoothie
ใช้วิธีทำเช่นเดียวกัน เพียงแค่เปลี่ยนส่วนผสมของผลไม้ เปลี่ยนมาใช้ ผลสตรอเบอร์รี่ แบล็คเบอร์รี่ บลูเบอร์รี่ ราสป์เบอร์รี่ อย่างละ ¼ ถ้วย นำไปแช่ในช่องแช่แข็งจนเย็นจัด รอไว้ จากนั้น เตรียมน้ำส้มคั้น ½ ถ้วย น้ำผึ้ง 1 ช้อนชา เกลือป่นเล็กน้อย และน้ำแข็ง ½ แก้ว
นำทั้งหมด ปั่นรวมกันจนเป็นเนื้อเดียว เทใส่แก้ว แล้วประดับตามชอบใจ เพียงเท่านี้ เราก็ได้สมูตตี้สีสวยๆ อีกแก้วมาคลายร้อนกันแล้ว เมนูสวยๆ แก้วนี้ให้ประโยชน์ ทั้งในด้านการเพิ่มภูมิต้านทานของร่างกาย บำรุงสายตา และยังช่วยในเรื่องของความจำอีกด้วยค่ะ

เอาล่ะค่ะ ปิดเทอมซัมเมอร์คราวนี้ เด็กๆ คงมีอะไรสนุก ทำกันแล้ว ถ้าให้ดี ลองปรับเปลี่ยนส่วนผสม เลือกผลไม้ที่เด็กๆ ชอบ หรือให้เด็กๆ ได้ลองผสมผลไม้ที่มีทั้งรสเปรี้ยว และรสหวาน ดูว่าผสมอย่างไรถึงจะอร่อยพอดีๆ  พร้อมทั้งให้เด็กๆ ลองหาข้อมูลว่าผลไม้แต่ละชนิดที่เลือกใช้นั้นมีประโยชน์อะไรบ้าง อย่างนี้ ไม่เพียงแต่ให้เด็กๆ ได้คลายร้อน และสนุก แต่ยังจะช่วยเติมความซุกซน เพิ่มจินตนาการ และฝึกการค้นหาความรู้ไปด้วยในเวลาเดียวกันเลยทีเดียวค่ะ … สนุกกันเสร็จแล้ว ใครได้สูตรสมูตตี้อร่อยๆ  สูตรใหม่ๆ อย่าลืมนำมาแบ่งปันกันบ้างนะคะ ^^

เติมสุขภาพ เติมความสดชื่น

อากาศร้อนๆ นอกจากร่างกายจะสูญเสียน้ำไปกับเหงื่อ ทำให้ร่างกายอ่อนโรยได้ง่าย แล้ว การขาดน้ำในร่างกายยังมีผลต่อสุขภาพผิวของเราอีกด้วย วันนี้ เรามาทำความเข้าใจกันค่ะ ว่าน้ำจำเป็น มีความสำคัญต่อสุขภาพผิวของเราอย่างไรบ้าง

ร่างกายของเราประกอบด้วยน้ำถึง 70 เปอร์เซ็นต์ ทำให้น้ำมีความจำเป็นต่อระบบต่างๆ ของร่างกาย ทั้งระบบการหมุนเวียนของเลือด ระบบย่อยอาหาร ระบบการปรับอุณหภูมิของร่างกาย รวมไปถึงระบบการขับถ่ายของเสีย ร่างกายจึงจำเป็นต้องมีปริมาณน้ำที่เพียงพอ เพราะเมื่อใดก็ตามที่ร่างกายขาดน้ำไป นอกจากจะทำให้ระบบต่างๆ ในร่างกายแปรปรวนแล้ว ก็จะทำให้ผิวสวยๆ ขาดความชุ่มชื่น สดใส และเกิดอาการแพ้ได้ง่ายๆ อีกด้วย

ในส่วนของผิวหนังของเรานั้น เนื่องจากผิวหนังของเราประกอบไปด้วยชั้นของเซลล์หลายๆ ชั้น โดยชั้นบนสุดคือเซลล์ของผิวหนังที่ตายแล้ว ที่เรามักจะขัดถู โดยใช้สคลับเพื่อผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออก ซึ่งปกติผิวของเรานั้น ถ้าดูลึกลงไปในส่วนของเซลล์ จะพบว่ามีการเรียงตัวของเซลล์ในลักษณะยาวรีคล้ายใบไม้เรียงต่อกันเป็นตาข่าย โดยที่แต่ละเซลล์นั้นจะมีน้ำไปหล่อเลี้ยงตลอดเวลา ถ้าได้รับน้ำในปริมาณที่เพียงพอผิวจะดูสวย สดใส เพราะเมื่อแสงตกกระทบก็จะเกิดประกายที่ผิว อย่าที่เรามักเรียกกันว่า “ดูมีน้ำ มีนวล” แต่ถ้าเมื่อใดที่ผิวของเราขาดน้ำไปหล่อเลี้ยง เซลล์ผิวของเราจะเล็ก ฟีบลง ดูเหี่ยวแห้ง ไม่มีชีวิตชีวา และ นอกจากในส่วนของเซลผิวแล้ว ทั้งรอบๆ เซลล์ และในชั้นคอลลาเจน ก็ต้องการน้ำเพื่อความตึงตัวเช่นกัน จึงเป็นเหตุผลง่ายๆ ว่าทำไมผิวสวยๆ จึงไม่ควรขาดน้ำค่ะ

เซลล์ผิวที่ขาดน้ำ เมื่อเราลองสัมผัส ก็จะรู้สึกได้ทันทีว่าผิวจะหยาบ และกระด้าง ขาดความยืดหยุ่น จนบางครั้งถ้าผิวแห้งมากๆ อาจเกิดเป็นจุด หรือจ้ำแดงๆ และมีอาการแพ้ต่อสารเคมี หรือฝุ่นควันต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย ที่สำคัญ อาจเริ่มมีปัญหาในการใช้เครื่องสำอาง ที่ไม่ใช่เพียงอาการแพ้ง่าย แต่เมื่อแต่งหน้าแล้ว ก็อาจทำให้เครื่องสำอางไม่ติด รองพื้นแล้วหน้าเป็นขุย หรือทาครีมแล้วครีมไม่ซึมลงสู่ผิว เนื่องจากผิวที่ขาดน้ำนั้นจะไม่ดูดซึมอะไรเลย และจะเริ่มแสดงอาการโทรม ใบหน้าอิดโรย ไม่สดใส ออกมาในที่สุด

ทางออกที่ง่ายที่สุดก็คือการเติมน้ำให้กับร่างกาย โดยดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว และสำหรับช่วงเวลาที่ดีในการดื่มน้ำ ไล่ตามนี้เลยค่ะ
เวลาตื่นนอน ควรดื่มประมาณ 1 แก้ว เพื่อลดความเข้มข้นของเลีอด และกระตุ้นการทำงานของอวัยวะภายในให้ตื่นตัว
เวลาสายๆ หรือ 9-10 โมงเช้า ควรดื่มประมาณ 2 แก้ว เพื่อชำระของเสียออกจากร่างกาย
เวลาเที่ยงๆ หรือ ก่อนอาหาร 15 นาที ควรดื่มประมาณ ครึ่งแก้ว เพื่อช่วยให้ระบบการย่อยดีขึ้น แต่ถ้าใครอยากลดน้ำหนัก ลองเพิ่มปริมาณน้ำอีกซักนิด เป็น 1-2 แก้ว เพื่อจะได้อิ่มเร็วขึ้น
เวลาหลังอาหาร หลังจากมื้ออาหารประมาณ 40 นาที ควรดื่มน้ำประมาณครึ่งแก้ว เพื่อช่วยระบบย่อยอาหาร แต่ช่วงเวลานี้ไม่ควรดื่มน้ำเยอะเกินไป เพราะจะไปเจือจางน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร ทำให้น้ำย่อยทำงานได้ไม่เต็มที่
เวลาก่อนนอน ควรดื่มน้ำประมาณ 1 แก้ว เพื่อช่วยหลีกเลี่ยงภาวะเส้นเลือดในสมองแตก หรือหัวใจวาย และช่วยชะล้างสิ่งตกค้างในลำไส้และกระเพาะอาหาร แต่ไม่ควรดื่มเกิน 1 แก้ว เพราะจะทำให้ไตทำงานหนักในระหว่างหลับ และตื่นมาปัสสาวะในช่วงกลางดึก เป็นสาเหตุทำให้นอนหลับไม่สนิท

ทั้งนี้ นอกจากการดื่มน้ำในปริมาณที่เพียงพอแล้ว การเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ การออกกำลังกายที่เหมาะสม และการพักผ่อนให้เพียงพอก็เป็นเรื่องสำคัญในการฟื้นฟู และซ่อมแซมเซลล์ผิวอีกด้วยค่ะ

หน้าร้อน กับอากาศร้อนๆ และแสงแดดแรงๆ วันนี้ ได้ความรู้เกี่ยวกับน้ำกันไปแล้ว อย่าลืมรีบไปเติมน้ำให้ร่างกายกันด้วยนะคะ

ดูแลสุขภาพฟันกันดีกว่า

หลายๆ ครั้ง เราไม่ค่อยได้ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพฟัน จะไปพบทันตแพทย์ก็เฉพาะเวลาที่เริ่มปวดฟัน หรือมีปัญหากันแล้ว วันนี้ มาทำความเข้าใจ แล้วเริ่มดูแลสุขภาพฟันกันดีกว่า

การทำความสะอาดฟันในชีวิตประจำวัน มีขั้นตอนง่ายๆ เริ่มต้นด้วยการแปรงฟันด้วยยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ตอนเช้าและก่อนนอน ใช้ไหมขัดฟัน ใช้น้ำยาบ้วนปากอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง และพบทันตแพทย์เป็นประจำทุก 6 เดือน แต่นอกเหนือจากการทำความสะอาดฟันตามปกติแล้ว สำหรับผู้ที่ดื่มชากาแฟเป็นประจำ อาจทำให้ฟันมีคราบสีติดตามซอกฟันอีกด้วย ซึ่งตรงนี้ สามารถขจัดคราบต่างๆ ได้ โดยการขูดหินปูนและขัดฟันค่ะ

และสำหรับสาวๆ ที่อยากมีฟันขาวๆ จะได้ยิ้มสวยๆ ได้อย่างมั่นใจ มาดูกันค่ะ ว่ามีทางเลือกอะไรบ้าง
อย่างแรก การขจัดคราบสีที่ติดอยู่ตามตัวฟัน (external stain) สามารถขจัดด้วยการแปรงฟันด้วยตัวเอง และขัดฟันโดยทันตแพทย์ วิธีการนี้ไม่ใช่การฟอกสีฟัน ความขาวที่เกิดขึ้นคืด ได้สีฟันธรรมชาติของคนๆ นั้นกลับคืนมา
และอย่างที่สอง การฟอกสีฟัน เป็นการเปลี่ยนสีฟันธรรมชาติให้ขาวขึ้น โดยน้ำยาฟอกสีฟันทำหน้าที่กระตุ้นให้เม็ดสีในผิวฟันเกิดการแตกตัวให้มีโมเลกุลเล็กลง ทำให้สีฟันจางลง แต่เป็นปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นชั่วคราว ผลที่ได้คือฟันมีสีขาวขึ้น การฟอกสีฟันนี้มีหลายวิธีการ แต่วิธีการที่ต้องควบคุมโดยทันตแพทย์มีอยู่ด้วยกัน 2 วิธี คือ 1. การฟอกสีฟันที่คลินิกโดยการกระตุ้นด้วยแสงประเภทต่างๆ เช่น แสง cool light, แสงจากเครื่อง plasma arc, แสงเลเซอร์ เป็นต้น โดยทั่วไปจะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ใช้น้ำยาที่มีความเข้มข้นสูง และ 2. การฟอกสีฟันด้วยตัวเอง โดยการทำถาดใส่น้ำยาฟอกสีฟันเฉพาะบุคคล ซึ่งมีทั้งแบบใส่กลางวัน หรือใส่กลางคืน

หลังฟอกสีฟันเสร็จใหม่ๆ ฟันอาจไวต่อการเสียวฟันได้มากกว่าปกติ และอาการนี้จะคงอยู่ประมาณ 1-2 วัน ดังนั้น ภายใน 24-48 ชั่วโมงแรก ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่ร้อนหรือเย็นเกินไป เลี่ยงอาหารที่มีความเป็นกรดสูงเพื่อป้องกันอาการเสียวฟัน และหากเสียวฟันมากอาจรับประทานยาแก้ปวดประเภทพาราเซตามอลเพื่อบรรเทาได้
นอกจากนี้หากต้องการให้ผลของการฟอกสีฟันคงสภาพอยู่ได้นาน แนะนำให้หลีกเลี่ยงอาหารและเครื่องดื่มที่มีสีเข้ม เช่น ชา กาแฟ ช็อกโกเลต ไวน์แดง น้ำอัดลม ผักผลไม้สีเข้มต่างๆ รวมถึงการสูบบุหรี่ค่ะ

การฟอกสีฟันที่ดีควรทำภายใต้การควบคุมของทันตแพทย์ ซึ่งทันตแพทย์จะเป็นผู้ที่แนะนำวิธีการที่เหมาะสมให้แต่ละบุคคล ทั้งนี้เนื่องจากฟันของแต่ละคนมีโครงสร้าง และองค์ประกอบที่แตกต่างกัน จึงทำให้มีผลตอบสนองต่อการฟอกสีฟันแตกต่างกันไปด้วย หากฟอกสีฟันแล้วได้ผลยังไม่เป็นที่พึงพอใจ ทันตแพทย์จะเลือกวิธีการที่เหมาะสมต่อไปให้ บางรายอาจใช้วิธีการฟอกสีฟันที่คลินิก (in-office bleaching) ซ้ำ หลังจากทำครั้งแรกไปแล้ว 1 สัปดาห์ บางรายอาจได้รับคำแนะนำให้ทำต่อด้วยการใส่ถาดฟอกสีฟันที่บ้านในเวลานอน (home bleaching) เป็นต้น ในการณีที่มีการฟอกสีฟันด้วยตัวเอง ทันตแพทย์จะนัดคนไข้กลับมาตรวจเป็นระยะเพื่อตรวจดูพัฒนาการของสีฟัน และผลข้างเคียงที่อาจจะเกิดขึ้นได้ จนกว่าจะได้สีฟันที่เหมาะสมก็จะให้ยุติการฟอกสีฟันนั้น การฟอกสีฟันด้วยตัวเองไม่ควรทำโดยไม่ได้รับคำปรึกษาจากทันตแพทย์ เพราะอาจมีอันตรายที่เกิดต่อฟันเราโดยไม่รู้ตัวได้ค่ะ

ซัมเมอร์นี้ มาอวดแผ่นหลังเนียนสวยไร้สิวกันดีกว่า

สาวๆ หลายๆ คน คงจะเคยกลุ้มอกกลุ้มใจจากร่องรอยของสิวที่แผ่นหลังกันมาบ้าง ก็เจ้าสิวตัวร้ายมักจะชอบทิ้งร่อยรอยไว้ให้ปวดใจ แถมแฟชั่นสมัยนี้ก็ช่างขยันออกแบบมาให้ต้องโชว์ผิวสวยๆ โดยเฉพาะผิวเนียนๆ ด้านหลังเนี่ย ยิ่งพอเข้าช่วงหน้าร้อน ถึงเวลาอวดชุดบิกินี่ที่สะสมไว้ก็ไม่มั่นใจเพราะเจ้าจุดเล็กจากสิวเนี่ยล่ะ
วันนี้ ก่อนจะไปถึงวิธีการรักษา แก้ไข เราลองมาดูสาเหตุกันก่อนดีกว่าค่ะ ว่าสิวเหล่านี้มาเกิดที่หลังเราได้อย่างไร

ตัวการก่อสิวให้หลังลาย

“เสื้อผ้า” ลองสังเกตดูสิคะ เวลาเราใส่เสื้อผ้าตัวหนึ่งแล้วรู้สึกสบาย แต่อีกตัวกลับใส่แล้วไม่สบาย นั่นเป็นเพราะเนื้อผ้าของเสื้อผ้าแต่ละตัวที่แตกต่างกันค่ะ บางตัวสามารถระบายความร้อนได้ดี ซึ่งก็จะช่วยให้ผิวของเราไม่อับชื้น ไม่เกิดการหมักหมมของคราบเหงื่อไคล ไม่เกิดการอุดตันในรูขุมขน อันเป็นสาเหตุให้เกิดสิวที่บริเวณหลังของเรา ก่อนจะใส่เสื้อตัวไหน เลือกสักนิดนะคะว่าควรจะเป็นเสื้อผ่าที่ระบายความร้อนได้ดี

“เครื่องนอน” จะหมอน ผ้าห่ม หมอนข้าง ตุ๊กตาบนเตียง รวมทั้งหมดเลยหละค่ะ เพราะกับเครื่องนอนเหล่านี้เราต้องขลุกอยู่กับมันหลายชั่วโมงเลยทีเดียว วันๆ นึงเรานอนกินเวลาเฉลี่ยแล้ว 8 ชั่วโมง ถ้าเราไม่ทำความสะอาดบ่อยๆ เชื้อแบคทีเรียก็จะสะสม เกิดความสกปรกกับผิวของเรา อีกสาเหตุหนึ่งของสิวค่ะ

“แชมพู สบู่” แชมพูที่เราสระผมมักจะไหลลงมาสู่แผ่นหลังของเราโดยตรงค่ะ นั่นหมายถึงคราบสกปรกทั้งหลายก็ไหลลงมาด้วย การอาบน้ำสระผมที่ดีจึงควรสระผมเสียก่อน แล้วจึงค่อยถูสบู่ เพื่อล้างความสกปรกออกไปอีกครั้ง ไม่ทิ้งให้ผิวสะสมความสกปรกเอาไว้ เกิดเป็นปัญหาสิวตามมา สำหรับสบู่นั้น คนสวนใหญ่มักใช้สบู่เหลว แต่รู้ไหมคะว่าสบู่เหลวมักผสมสารเคมีที่ทำให้ล้างออกจากผิวได้ยากกว่าสบู่ก้อน ใครเป็นสิวที่หลังขอแนะนำให้ใช้สบู่ก้อนจะเหมาะกว่าค่ะ เพราะไม่ทิ้งสารเคมีตกค้างไว้ให้อุดตันผิวสวยๆ

“อาหารมันๆ” อาหารมันๆ ทอดๆ ทั้งหลายนี่ล่ะค่ะ ตัวการของผิวมัน เลือกรับประทานอาหารที่มีไขมันน้อยซักหน่อยนะคะ เพราะผิวมันจะทำให้ง่ายต่อการเกิดปัญหาสิ่งสกปรกเข้าไปอุดตันในผิว อีกสาเหตุสำคัญของสิวเลยล่ะค่ะ

พอจะรู้สาเหตุกันแล้วนะคะ ว่าสิวตัวร้ายมาปรากฏกายอยู่ที่หลังเราได้อย่างไร ทีนี้ก็ถึงเวลาแก้ปัญหา และป้องกันให้ถูกจุด บรรดาสิวทั้งหลายจะได้ไม่มาวุ่นวายกับเราอีก

“เสื้อผ้า” เลือกเสื้อผ้าที่มีเนื้อเบา โปร่งสบาย ระบายอากาศ เหมาะกับบ้านเมืองของเราที่มีอากาศร้อนชื้นค่ะ
“ผงซักฟอก” เลือกชนิดอ่อนๆ และล้างออกง่าย เพื่อที่จะได้ไม่ตกค้างที่เสื้อผ้าที่เราใส่
“สบู่” เลือกใช่สบู่ก้อนแบบป้องกันแบคทีเรีย ซึ่งจะช่วยยับยั้งตัวการที่ทำให้เกิดสิว
“ครีมนวดผม” ต้องเลือกแบบที่ไม่มีไขมัน หรือมีน้ำมันผสม เพราะถ้าล้างไม่หมดจะทำให้เกิดสิวตามมาแน่นอนค่ะ
“เช็ดผม” หลังอาบน้ำ สระผมเสร็จแล้ว สิ่งสำคัญคือการเป่าผม หรืเช็ดผมให้แห้งและอย่าให้ผมเปียกๆ ไปสัมผัสหลัง ความอับชื้นจะทำให้ผิวแพ้ง่ายค่ะ
“โทนเนอร์” ตัวช่วยที่ทำให้สิวหายเร็วขึ้น เพราะจะช่วยขจัดน้ำมันส่วนเกิน และทำให้ผิวสะอาดขึ้น อาบน้ำเสร็จลองใช้โทนเนอร์เช็ดแผ่นหลังบริเวณที่เป็นสิว แนะนำให้ใช้ตัวเดียวกับที่เราใช้กับผิวหน้านี่ล่ะค่ะ จะได้ไม่เกิดอาการระคายเคืองหรือแพ้ และอาจจะใช้ยาแต้มสิวตัวเดียวกับผิวหน้าของเราเพื่อช่วยลดอาการสิวอักเสบด้วยก็ได้ค่ะ

ผิวสวยๆ จำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม ซัมเมอร์นี้ขอให้สาวๆ สนุกกับการอวดผิวและแผ่นหลังสวยๆ ต้อนรับลมร้อนกันให้เต็มที่เลยนะคะ

Fractional Resurfacing Laser หมดกังวลเรื่องแผลเป็นจากสิว

กว่าจะผ่านช่วงวัยรุ่นกันมา เกือบทุกคนคงจะต้องเคยกลุ้มใจกับเรื่องของสิวกันมาพอสมควร หลายๆ คนโชคดี ที่เจ้าสิวตัวแสบ ไม่ทิ้งร่องรอยเอาไว้บนใบหน้าสวยๆ แต่บ่อยครั้ง ที่สิวในวัยสาว ได้ฝากร่องรอยเอาไว้ให้กลุ้มใจ ดดยเฉพาะในวันสำคัญๆ ที่อยากจะสวยแบบไร้ที่ติกัน

วันนี้ มาทำความรู้จักกับนวัตกรรมเลเซอร์ที่แก้ปัญหาหลุมสิว และหลุมแผลเป็นกันเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับสาวๆ ค่ะ กับเทคโนโลยีที่เรียกว่า “Fractional Resurfacing Laser” การใช้เลเซอร์กรอผิว โดยการยิงลำแสงเลเซอร์ออกมาเป็นลำแสงเล็กๆ เพื่อให้เกิดความร้อน และเจาะทะลุลงไปในชั้นผิวตามแนวลำแสง หลังการยิงเลเซอร์จะเห็นเป็นตารางบนผิวหน้า และผิวหน้าที่โดนเลเซอร์ก็จะตกสะเก็ดเล็กๆ แล้วค่อยๆลอกออกภายใน 2 สัปดาห์ โดยจะมีส่วนของผิวหนังทั้งส่วนที่ถูกแสงเลเซอร์ และ ส่วนที่ไม่ถูกแสงเลเซอร์ ผิวหนังในส่วนที่ไม่ถูกแสงเลเซอร์ จะเป็นเสมือนจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดการสร้างเซลล์ผิวใหม่ไปทดแทน ในขณะที่ส่วนที่ถูกเลเซอร์ก็จะเกิดการฟื้นตัวของผิวอย่างรวดเร็ว

ขั้นตอนการรักษาแผลโดยเทคโนโลยี Fractional Resurfacing Laser สามารถสรุปออกมาเป็นขั้นตอนสำคัญทั้งหมด 3 ขั้นตอนค่ะ ได้แก่ ขั้นตอนแรก การกรอผิว ( Resurfacing ) โดยกรอส่วนบนหรือบริเวณส่วนไหล่ของหลุมสิว หรือร่องของริ้วรอยออก ซึ่งจะทำให้ผิวแลดูเรียบเนียนขึ้นในระดับหนึ่ง ก่อนจะเข้าสู่ขั้นตอนที่สอง คือการกระตุ้นการสร้างเส้นใยคอลลาเจนใหม่ ( Collagen remodeling ) โดยเส้นใยคอลลาเจน จะถูกสร้างขึ้นมาใหม่ ซึ่งจะทำให้หลุมแผลเป็น หรือรอยสิวตื้นขึ้น ดูเรียบเนียนขึ้น และ ขั้นตอนสุดท้าย การทำให้เกิดหดตัวของเส้นใยคอลลาเจน ( Collagen contraction ) ทำให้ความกว้างของหลุมสิวหรือร่องริ้วรอยแคบลง และผิวที่หย่อนคล้อยตึงขึ้น การหดตัวนี้มักเห็นได้ด้วยตาเปล่าในทันทีเลยล่ะค่ะ

Fractional Resurfacing Laser เป็นนวัตกรรมการใช้แสงเลเซอร์เพื่อช่วยรักษาปัญหาหลุมสิว หลุมแผลเป็นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่นอกจากจะทำให้คุณมีที่ผิวเรียบเนียนแล้ว ยังจะได้ผิวที่กระชับ และรูขุมขนที่เล็กลงเป็นของแถมอีกด้วยค่ะ

สวยใสสมวัยได้ง่ายๆ แค่ดูแลผิวให้ถูกวิธี

ผิวสวยๆ เป็นสิ่งที่คุณสาวๆ ต่างถวิลหา ผิวเต่งตึง เนียนละเอียด ปราศจากจุดด่างดำและริ้วรอยแห่งวัยที่มากวนใจให้อารมณ์ขุ่นมัว ทว่า ด้วยอายุที่เพิ่มขึ้น การทำงานของระบบต่างๆ และฮอร์โมนในร่างกายก็เปลี่ยนไป คุณสาวๆ อย่าเพิ่งกลุ้มใจไป เพราะวันนี้มีคำแนะนำดีๆ สำหรับสาวๆ ทุกคนให้ได้สวยใส ตลอดทุกช่วงวัยมาฝากกันค่ะ

20s (อายุ 20 – 29 ปี) “กรี๊ด สิวขึ้น…”
นักศึกษาและน้องๆจบใหม่ไฟแรง ถึงจะเลยวัยทีนมาแล้ว แต่ผิวก็ยังคงมีการผลิตน้ำมัน (Sebum) อยู่ กับไลฟ์สไตล์ที่ต้องอดนอนอ่านหนังสือบ้าง เจอฝุ่นควันบ้าง ปัญหาสำคัญสำหรับสาวๆ ในวัยนี้คงหนีไม่พ้นเรื่อง “สิว” ค่ะ แม้ว่าผิวเราจะมีการผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิวและสร้างเซลล์ผิวใหม่อย่างสม่ำเสมอทุกๆ 28 วัน แต่พอเข้าสู่ช่งวัยยี่สิบปลายๆ วัยทำงาน ความเครียดอาจถามหา ถ้าเครียดมากริ้วรอยเล็กๆ ก็ถามหาได้ มาดูวิธีดูแลผิวสำหรับช่วงวัยในเลข 2 กันดีกว่าค่ะ

วิธีดูแลผิววัย 20 Up :
จะไปมหาวิทยาลัย หรือไปทำงาน สาวๆ วัยนี้ก็เริ่มแต่งหน้าและใช้เครื่องสำอางกันบ้างแล้ว การทำความสะอาดผิวหน้าจึงเป็นเรื่องสำคัญค่ะ ควรใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดหน้าที่มีเนื้อเป็นน้ำมันในการขจัดสิ่งสกปรก สำหรับสาวคนไหนที่เป็นสิวอักเสบบ่อยๆ ควรใช้เจลล้างหน้าที่มีคุณสมบัติในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียด้วยนะคะ จะได้สะอาดแบบไร้เชื้อค่ะ
แถมให้สำหรับการถนอมรักษาผิวพรรณบริเวณรอบดวงตา ซึ่งเป็นผิวส่วนที่บอบบางที่สุดบนใบหน้า วัย 20 กว่าๆ ก็ต้องดูแลผิวรอบดวงตากันแล้วนะคะ ลองหาครีมทารอบดวงตาแบบที่มีเนื้อซิลิโคนเพื่อเคลือบผิวไว้เป็นเกราะป้องกันริ้วรอยไว้ตั้งแต่เนินๆ เลยค่ะ
ความชุ่มชื้นเป็นหัวใจสำคัญในการที่จะทำให้ผิวเต่งตึง แม้ว่าผิวในวัย 20 กว่าๆ จะผลิตน้ำมันออกมามาก แต่การทามอยส์เจอไรเซอร์เพื่อให้ผิวชุ่มชื้นก็เป็นสิ่งสำคัญ และทุกครั้งที่ออกจากบ้าน สิ่งที่ผิวเราต้องเจอก็คือรังสียูวี แนะนำให้เลือกใช้ผลิตภัณฑ์กันแดดที่มีค่า SPF 15 เป็นอย่างน้อยทุกวัน เพื่อปกป้องผิวจากแสงแดด ทั้งยังช่วยป้องกันการเกิดฝ้า และจุดด่างดำ

30s (อายุ 30 – 39 ปี) “อ๊ายยยย ตีนกามาได้ไงเนี่ย… ยอมไม่ได้”
ขึ้นเลข 3 แล้ว สาวๆ อาจจะตกใจถึงช่วงเวลาที่ผ่านไปอย่างรวดเร็วแบบน่าใจหาย ผิวในช่วงวัยนี้จะเริ่มผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิวช้าลง จึงต้องมีตัวช่วยในการเร่งสร้างเซลล์ผิวใหม่ด้วยการขจัดเซลล์ผิวเก่าที่เสื่อมสภาพ และป้องกันริ้วรอยที่เริ่มมาเยือนจากความเครียดในหน้าที่การงาน และความรับผิดชอบที่มากขึ้น ยิ่งถ้าโดนแดด ฝ้าและจุดด่างดำก็มักจะออกมาแสดงตัวได้ง่ายๆ บางครั้ง เครียดหนัก หรือนอนน้อย “สิว” ก็ยังจะถามหาได้อีก แต่ดูแลผิวสำหรับวัยนี้ไม่ยากค่ะ มาดูกันเลย

วิธีดูแลผิววัย 30 Up
อย่างแรกคือเรื่องความสะอาด สาวๆ ควรเลือกผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่เป็นเนื้อครีมนะคะ เพราะผิววัยนี้ผลิตน้ำมันได้น้อยลงแล้ว และจากการผลัดผิวที่ช้าลง จะทำให้สาวๆ ต้องเร่งการผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิวและเพิ่มความกระจ่างใส ด้วยการสครับเป็นประจำ อย่างน้อย 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ เพื่อขจัดเซลล์ผิวที่ตายแล้ว และกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่
วัยนี้การใช้ Toner เริ่มเป็นสิ่งจำเป็น เพราะโทนเนอร์จะช่วยปรับสภาพผิวให้ความชุ่มชื้น รวมทั้งมีวิตามินที่ช่วยต่อต้านอนุมูลอิสระ และ เมื่อริ้วรอยเริ่มถามหา ก็ต้องรีบสยบทุกปัญหารอบดวงตาด้วยวิตามินจำพวกมัลติวิตามิน ที่มีคุณสมบัติ ดูแลครอบคลุมทั้งริ้วรอยและความหมองคล้ำรอบดวงตา และทุกครั้งก่อนออกจากบ้าน อย่าลืมทาครีมกันแดด ที่มีค่า SPF 30 เป็นประจำทุกวันด้วยค่ะ

40s (อายุ 40 – 49 ปี) “สวยๆ เริ่ดๆ ในแบบที่ฉันป็นฉันเอง”
ก้าวเข้าสู่วัยเลข 4 แล้ว สาวๆ ทำความรู้จักกับผิวของตัวเองมานานพอดู แต่สิ่งที่ไม่รู้และกำลังเปลี่ยนแปลงอยู่ภายใน นั่นคือเรื่อง “ฮอร์โมน” การผลิตฮอร์โมนที่น้อยลงจะทำให้ผิวแห้ง ขาดความยืดหยุ่น และแพ้ง่าย บางครั้งผิวอาจเกิดผื่นแดงจากการแพ้ เป็นเพราะร่างกายผลิตคอลลาเจนน้อยลง ริ้วรอยเริ่มลึก มีจุดด่างดำ ทั้งสีผิวที่ไม่สม่ำเสมอก็เริ่มปรากฎชัดเจนขึ้น จากการผลัดเปลี่ยนเซลล์ผิวที่ช้าลง

วิธีดูแลผิววัย 40 Up
ตื่นเช้ามา เริ่มต้นด้วยการล้างหน้า เลือกผลิตภัณฑ์ที่ช่วยทำความสะอาดและขจัดเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพนะคะ สำหรับตอนเย็น ก็ทำความสะอาดผิวด้วยผลิตภัณฑ์ที่เป็นเนื้อครีม เพื่อให้ผิวชุ่มชื้นค่ะ ลบเลือนริ้วรอย ขจัดความแห้งกร้าน และอาการแพ้ไวของผิว ด้วยครีมบำรุงผิวเนื้อครีมข้น และใช้ผลิตภัณฑ์กันแดด SPF 30 หรือมากกว่า เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของโปรตีน เปปไทด์ เพื่อกระตุ้นการเสริมสร้างคอลลาเจน และเลือกผลิตภัณฑ์บำรุงผิวรอบดวงตา ที่ช่วยขจัดและลดเลือนริ้วรอย รอยบวม ขอบตาคล้ำดำ และควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยลดเลือนริ้วรอยควบคู่ไปกับการทำทรีตเมนท์ด้วยค่ะ

50s (อายุ 50 – 59 ปี) “งามสมวัย”

ช่วงอายุนี้ผิวจะแห้งลงอย่างเห็นได้ชัด ทิ้งร่องรอยของวัยไว้หลายจุด ขนาดของรูขุมขนจะขยายจนเห็นได้ และจุดด่างดำก็เกิดขึ้นได้ง่ายอีกด้วย ยิ่ไปกว่านั้น การเข้าสู่ช่วงภาวะหมดประจำเดือน การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนจะยิ่งทำให้ผิวแห้งและแพ้ได้ง่ายยิ่งขึ้นไปอีก

วีธีดูแลผิวของสาว 50 Up
เริ่มต้นด้วยการเติมน้ำมันให้แก่ผิวอย่างสม่ำเสมอด้วยผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่มีเนื้อครีม และเติมความชุ่มชื้นด้วยครีมบำรุงผิวในคราวเดียวกัน เลือกบำรุงผิวด้วยผลิตภัณฑ์ที่มีเนื้อครีมข้น และมีส่วนผสมของ วิตามินอี เพื่อปกป้องผิวและเพิ่มความนุ่มเนียน มีโพลีเปปไทด์เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และมีเรตินอลเพื่อช่วยลบริ้วรอยแห่งวัย นอกจากนั้นควรทำทรีตเมนต์ กระตุ้นการขจัดเซลล์ผิวเก่า และเร่งการสร้างเซลล์ผิวใหม่ เป็นการช่วยบำรุงผิวพรรณ และลดริ้วรอยที่เกิดขึ้นตามวัยให้ผิวแลดูเปล่งปลั่งสดใส

แต่ละช่วงวัยมีความสวยในแบบเฉพาะของตนเอง ค้นหาให้เจอ เพื่อเปล่งประกายความงามจากภายในออกมาอวดกันนะคะ

ความรักกับสุขภาพของหัวใจ

เดือนกุมภาพันธ์ เดือนแห่งความรัก และวัน “วาเลนไทน์” เรื่องราวของอารมณ์ ความรู้สึก และความประทับใจ 

รู้กันไหมคะว่า ‘ความรัก’ นั้น นอกจากจะช่วยให้ความรู้สึกดีๆ แล้ว ยังมีผลดีต่อหัวใจของเราด้วยค่ะ
ก่อนอื่น มารู้จักความรักในรูปแบบต่างๆ กันซักหน่อย จะได้รู้ว่า “รัก” ของเรานั้นเป็นแบบไหนกันแน่

หนังสือ The Colors of love ของ จอห์น ลี (John Lee) ได้แบ่งความรักเอาไว้เป็น 6 แบบค่ะ
1. Eros อีรอส หรือที่เราอาจจะรู้จักกันในนามของ เทพเจ้าคิวปิด อีรอสเป็นนิยามของความรักระหว่างชาย-หญิง ที่มีความใคร่เกี่ยวข้อง เป็นการจับจอง เป็นเจ้าข้าวเจ้าของในบุคคลที่ตนรัก
2. Mania เป็นความรักอย่างมากมาย จนไปถึงขั้นที่เรียกไดว่าบ้าคลั่ง เป็นความคลั่งไคล้ ความต้องการสูง ซึ่งผลของมันอาจก่อให้เกิดความเจ็บปวด ความวิตกกังวล เพราะอยากจะได้รับการตอบสนอง หรือความสนใจจากอีกฝ่ายอย่างมากและไม่มีที่สิ้นสุด
3. Ludis ความรักในลักษณะนี้จะคล้ายกับการเล่นเกมการแข่งขัน ที่ต้องการเอาชนะ เพื่อสร้างความภูมิใจให้ตนเอง ตอบสนองต่อความหลงตัวเองที่มีอยู่ลึกๆ ภายใน คนๆ นั้น
4. Storge ความรักใสๆ ในแบบเพื่อน เป็นความสัมพันธ์ที่ยืนยาวมั่นคง รักในแบบที่สงบและแน่นแฟ้น จึงไม่แปลกที่บางคนให้นิยามความรักของพวกเขาว่าเป็นเหมือน “เพื่อนสนิท”
5. Agape ความรักในลักษณะนี้เป็นความรักที่มีแต่ความเมตตา อดทน และให้อภัย
6. Pragma ความรักในลักษณะของ เหตุ และ ผล เป็นความรักที่ผ่านสมองกลั่นกรอง ผ่านการตรึกตรองแล้วว่าเหมาะสม คู่ควร

ความรักที่เราพบเจอจึงมีหลากหลายรูปแบบ และหลากหลายบุคคล ไม่ว่าจะเป็นความรักระหว่างหนุ่มสาว ความรักระหว่างเพื่อนฝูง ความรักสำหรับคนในครอบครัว และนอกจากความรักจะมีรูปแบบที่หลากหลายแล้ว ความรักยังส่งผลต่อสุขภาพของเราอีกด้วย แต่จะเกี่ยวข้องอย่างไรนั่น เรามาดูกันเลยค่ะ ว่าความรักทำให้ “หัวใจ” แข็งแรง จริงหรือเปล่า

คนเราเมื่อมีความรักมักจะรู้จักการ “ให้” มากยิ่งขึ้น ซึ่งการให้นั้นเป็นพฤติกรรมหนึ่งที่ช่วยในเรื่อง “หัวใจ” ได้ เพราะเมื่อเรารู้จักให้ รู้จักความห่วงใย ความเอื้ออาทร จะทำให้ร่างกายผ่อนคลาย ลดความตรึงเครียดในอารมณ์ลดความหงุดหงิดฉุนเฉียวลง รวมทั้งภาวะที่เกิดอาการซึมเศร้าด้วยค่ะ
เมื่อร่างกายผ่อนคลาย ผลที่ตามมาก็คือ ระดับความดันในเส้นเลือดจะลดลง ระดับการเต้นของหัวใจก็ลดลงด้วย ร่างกายไม่เครียดทำให้ระดับน้ำตาล ระดับไขมัน และความดันเลือดไม่สูง ผลก็คือไขมันตัวร้ายก็จะไม่ไปสะสมอุดตันในหลอดเลือด หลอดเลือดก็จะแข็งแรงไม่เกิดปัญหาลิ่มเลือดอุดตัน รวมไปถึงลดความเสี่ยงต่อการเกิดอาการกล้ามเนื้อหัวใจตายอีกด้วยค่ะ

ที่ต่างประเทศมีการวิจัยกันมากมายเลยทีเดียวเกี่ยวกับเรื่องของความรักที่ทำให้สุขภาพดีขึ้น ไม่ใช่แค่ความรักของหนุ่มสาวเท่านั้นนะคะ แค่ความรักที่คนมีให้กับสุนัขที่เลี้ยงไว้ ความรักในสิ่งรอบๆ ตัว ความรักและการแบ่งปันให้กับคนรอบๆ ข้าง ทั้งหมด มีส่วนดีต่อหัวใจอย่างที่กล่าวมาแล้วค่ะ
รู้อย่างนี้แล้ว อย่าลืมช่วยกันเติมความรักให้เบ่งบาน กับทุกๆ คนรอบๆ ตัวเรา เพื่อสุขภาพหัวใจที่แข็งแรง และชีวิตที่ยืนยาวกันนะคะ

วันแห่งความรักปีนี้ เลือกดอกไม้ให้ตรงกับใจ

วันแห่งความรักปีนี้ หนุ่มๆ ได้เลือกดอกไม้ไว้สื่อแทนใจกันบ้างหรือยังคะ
วันนี้ ขอเอาเกร็ดความรู้ดีๆ มาบอกกับหนุ่มๆ กันบ้าง จะได้เลือกดอกไม้ไว้สื่อได้ตรงกับที่ใจอยากจะบอก…. เพราะดอกไม้แต่ละชนิด ซ่อนความหมายดีๆ ไว้ต่างๆ กัน มาดูกันเลยค่ะ ว่าดอกไม้แต่ละดอก จะสื่อความหมายอะไรบ้าง

เริ่มจากคาร์เนชั่นขาว สื่อถึงความรักที่บริสุทธิ์ อ่อนโยน เป็นรักแท้ ดอกคาร์เนชั่นแดง ในความหมายของคู่รักจะหมายถึงการออดอ้อน การง้องอน และอยากจะใกล้ชิด ส่วนคาร์เนชั่นชมพู แสดงถึงความรักที่ตราตรึงใจ ไม่อาจจะลบเลือนจากความทรงจำได้
ดอกทิวลิปแดง แสดงถึงความรักที่สมบูรณ์แบบ ความรักที่จริงจังและเปิดเผย ในขณะที่ดอกทิวลิปขาว หมายถึงความบริสุทธิ์ใจ จริงใจ และ ดอกทิวลิปม่วง คือความรักที่จะจงรักภักดีตลอดไป
สำหรับดอกทานตะวัน สื่อถึงความรักที่ต้องอดทนและฟันฝ่า การยืนหยัด และความซื่อตรงในความรัก และ สุดท้ายดอกกุหลาบ ซึ่งแน่นอนว่าไม่สามารถแปรเจตนาเป็นอื่นได้ นอกจากการสื่อถึงความรักอย่างชัดเจน… โดยสียอดนิยม กุหลาบแดง หมายถึงความรัก ความสวยงาม และความสำเร็จ จึงมักมีการใช้กุหลาบแดงเพื่อแทนความหมายว่า “ฉันรักเธอ” เป็นการแสดงความรู้สึกอย่างจริงจังและลึกซึ้ง ส่วนกุหลาบขาว เป็นการสื่อถึงความรักอันบริสุทธิ์ ความหวังดี มิตรภาพที่สวยงาม โดยไม่ต้องการสิ่งใดเป็นการตอบแทน กุหลาบชมพู สื่อถึงความสุข ความคาดหวัง เป็นการแสดงถึงการเริ่มต้นความรักที่กำลังจะสานต่อไปเป็นความรักที่มั่นคงยาวนาน กุหลาบสีเหลือง แทนความห่วงใย ความสุข มิตรภาพ รวมไปถึงคำมั่นสัญญาที่มีต่อกัน
และสุดท้าย กุหลาบลาเวนเดอร์ หรือกุหลาบสีม่วง สื่อความหมายถึงความประทับใจเมื่อแรกเห็น หรือการตกหลุมรักตั้งแต่แรกพบค่ะ

เอาล่ะค่ะ หนุ่มๆ ได้ทราบกันแล้ว ว่าจะเลือกดอกไม้อะไรไว้แทนใจ ในส่วนของสาวๆ ได้รับดอกไม้มาแล้ว จะทำอย่างไรให้ดอกไม้สวยไปนานๆ ลองมาเลือกดูวิธีเก็บรักษาดอกไม้กันค่ะ

ดอกไม้สด ที่อยากจะให้สดอยู่นานๆ ควรเก็บในแจกันค่ะ ตัดปลายก้านออกเล็กน้อย วันละประมาณ 1-2 ซม และหมั่นเปลี่ยนน้ำทุกๆ วัน สำหรับดอกกุหลาบ การตัดก้าน ให้ตัดเหนือข้อก้าน จะทำให้ดอกไม้สามารถดูดน้ำไปเลี้ยงกลีบใบได้ดีกว่า

ส่วนใครที่อยากจะเก็บเป็นดอกไม้แห้ง ลองเลือกจากสองวิธีนี้ค่ะ
นำดอกไม้ หรือช่อดอกไม้ แขวนกลับหัวลง ให้ก้านตรง และกลีบดอกห่อเข้าหาเกสร เลือกแขวนในที่ที่ไม่มีลมแรง อากาศไม่ชื้น และไม่มีแสงแดดแรงจนเกินไป ปล่อยไว้ไม่นาน ก็จะได้ช่อดอกไม้แห้ง ที่คงสภาพสวยงามไม่แพ้ในวันที่ได้ได้รับมาเลยล่ะค่ะ

และอีกทางเลือกนึง การอบแห้ง โดยใช้สารดูดความชื้น ซิลิกาเจลแบบเม็ดละเอียด เทใส่ภาชนะ เลือกดอกไม้ที่ต้องการอบแห้ง ตัดก้านออกให้ได้ขนาดที่พอเหมาะ ปักลงไปในซิลิก้าเจล จากนั้น ตักเจลกลบรอบๆ ดอกไม้จนท่วมกลีบดอกทั้งหมด นำไปใส่ในเตาไมโครเวฟ ทำความร้อนประมาณ 1 นาที ก่อนจะนำออกมาทิ้งไว้ให้เย็น เทเม็ดซิลิก้าออก และปัดส่วนที่ติดกับกลีบดอกออกให้หมด แค่นี้ ก็ได้ดอกไม้อบแห้งสวยๆ ที่จะเก็บไว้เตือนถึงความทรงจำดีๆ ได้อีกนานเลยล่ะค่ะ

เติมคุณค่า คลายร้อน กับน้ำผักผลไม้

น้ำผัก น้ำผลไม้ เครื่องดื่มที่นอกจากจะช่วยเติมน้ำ และความสดชื่นให้กับร่างกายในวันที่อ่อนล้าแล้ว แท้ที่จริง เครื่องดื่มแก้วนี้ยังมีประโยชน์ดีๆ ซ่อนอยู่อีกมาก ทั้งในส่วนของวิตามิน กากใยอาหาร และน้ำตาลที่อยู่ในรูปที่ร่างกายสามารถดูซับไปใช้งานได้ เรามาดูกันค่ะ ว่าน้ำผัก น้ำผลไม้ ชนิดใด เหมาะกับใครบ้าง นอกจากอร่อยแล้ว ยังได้รักษาสุภาพ ในแบบที่ไม่ต้องพึ่งยาเลยล่ะค่ะ

สำหรับหนุ่มสาวชาวออฟฟิศ กับไลฟ์สไตล์ที่ต้องเดินทางฝ่าการจราจร มาเข้างานตั้งแต่เช้า จนกว่าจะถึงเวลาเลิกงานก็ค่ำมืด วันทั้งวันต้องใช้สายตากับการจ้องมองจอคอมพิวเตอร์นานๆ ทำให้สายตาพร่า อ่อนล้า และกล้ามเนื้อตาต้องทำงานหนัก น้ำผลไม้ ที่แนะนำ คือน้ำผลไม้ที่มีส่วนผสมของผลเบอร์รี่ ไม่ว่าจะเป็นสตรอเบอร์รี่ แบล๊คเบอร์รี่ หรือราสพ์เบอร์รี่ เพราะมีน้ำตาลจากธรรมชาติที่จะช่วยเติมความสดชื่นให้กับร่างกาย กับรสชาติเปรี้ยวอมหวานของเบอร์รี่ที่จะทำให้รู้สึกสดใส นอกจากนั้น ยังมีปริมาณวิตามินซีสูงช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทั้งยังอุดมไปด้วยวิตามินเอจากผลเบอร์รี่ที่ช่วยบำรุงสายตาที่เหนื่อยล้าอีกด้วยค่ะ

สำหรับผู้เครียดเป็นประจำ มีภาวะความตรึงเครียดที่ทำให้เลือดหมุนเวียนไม่สะดวก อาจนำไปสู่อาการปวดหัวไมเกรนได้ง่ายๆ น้ำผลไม้ที่จะมาช่วยทุเลาอาการปวดนี้ได้ดีก็คือน้ำบล็อกโคลี่ค่ะ แมกนีเซียมที่มีอยู่เป็นจำนวนมากในบล็อคโคลี่จะช่วยลดความถี่ของอาการปวดหัวจากไมเกรน นอกจากนั้นยังช่วยควบคุมปริมาณอินซูลิน และระดับของน้ำตาลในเลือดได้อีกด้วย

สำหรับผู้ที่ป่วยบ่อย ร่างกายที่ขาดภูมิคุ้มกัน โดนฝนนิด อากาศเปลี่ยนหน่อย ก็พาลจะเจ็บป่วยกันได้ง่ายๆ ต้องมองหาน้ำผลไม้ที่มีวิตามินซี สูงๆ ค่ะ น้ำผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินซี ได้แก่ น้ำฝรั่ง น้ำส้ม น้ำเสาวรส น้ำมะนาว และน้ำกีวี ค่ะ น้ำผลไม้เหล่านี้จะช่วยเติมวิตามินซีให้กับร่างกาย ให้ร่างกายนำไปใช้สร้างภูมิคุ้มกัน ช่วยให้ไม่เจ็บป่วยง่ายๆ ค่ะ

และสำหรับผู้ที่ออกกำลังกายอย่างหนัก ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมกลางแจ้ง เช่น การวิ่ง การปั่นจักรยาน หรือ การออกกำลังกายในร่ม เช่นการเข้าฟิตเนส หรือเวทเทรนนิ่งเพื่อให้มีซิกส์แพ็คสวยๆ ทั้งหมดทำให้ร่างกายต้องดึงพลังงานออกมาใช้ ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างกล้ามเนื้อที่ใช้ในการออกกำลังกาย เครื่องดื่มที่เหมาะสำหรับผู้ที่รักการออกกำลังกาย ได้แก่ เมนูที่ย่อยง่าย ร่างกายสามารถดูดซึมได้ทันที และช่วยป้องกันตะคริว เช่น กล้วย หรือ ข้าวโอ๊ต ที่ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ได้ทันทีค่ะ นอกจากนั้น ในกล้วยยังอุดมไปด้วยโปรตีน คาร์โบไฮเดรต วิตามินเอ ธาตุเหล็ก ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม ซึ่งล้วนแต่เป็นแร่ธาตุที่จำเป็นต่อการทำงานของกล้ามเนื้อ และระบบประสาท ช่วยเติมพลังงานให้แก่ร่างกายได้อย่างรวดเร็ว และเพิ่มความแข็งแรงสมบูรณ์ให้แก่ร่างกายอีกด้วย

สุดท้าย สิ่งสำคัญในการเลือกดื่ม น้ำผัก น้ำผลไม้ หรือสมูทตี้ อย่าลืมเลือกแบบที่ไม่มีน้ำตาล ใช้ความหวานจากธรรมชาติ และไม่มีสารปรุงแต่ง จะได้อร่อยสดชื่นในแบบที่ไม่ต้องกังวลถึงปริมาณน้ำตาลส่วนเกินกันด้วยนะคะ

ริ้วรอย บอกโรค

สาวๆ ส่วนใหญ่ คงจะยอมไม่ได้ที่จะปล่อยให้เส้นสาย ริ้วรอยของวัย ย่างกรายเข้ามาสู่ใบหน้าสวยๆ … ก็แหม ใครจะอยากมีริ้วรอยมาคอยเตือนถึงอายุที่เพิ่มขึ้นในทุกวันๆ ล่ะ
และแม้ว่าการดูแลริ้วรอยเป็นเรื่องสำคัญอันดับต้นๆ ของสาวๆ แต่การดูแลก็ควรที่จะให้ความสำคัญ และดูแลจากภายใน เพราะไม่ว่าจะสครัปแค่ไหน พอกครีมเท่าไหร่ แต่ถ้าสุขภาพจากภายในของเรานั้นไม่สมบูรณ์ ริ้วรอยร้ายๆ ก็ย่อมปรากฎตัวออกมาแสดงตัวอย่างแน่นอนค่ะ
ศาสตร์โบราณจากจีน ได้สอนไว้ว่า ทุกริ้ว ทุกรอยบนใบหน้าล้วนมีที่มา ทั้งยังมีความสัมพันธ์กับการทำงานของอวัยวะ และระบบต่างๆ ของร่างกายเราอีกด้วย ส่วนจะมาจากอะไรบ้างนั้น มาดูไปพร้อมๆ กันเลยค่ะ

ริ้วรอยระหว่างคิ้ว และดวงตา
ริ้วรอยระหว่างคิ้วและดวงตาสามารถสะท้อนถึง “ตับ” คนที่ทานชอบเมาชนิดเกาะขวดเหล้าไม่ยอมปล่อย ดื่มแอลกอฮอลล์เยอะ หรือรับประทานอาหารที่มีสารพิษตกค้างมาก จะเกิดเส้น 2 เส้นระหว่างคิ้ว นั่นแสดงว่าตับเริ่มมีปัญหาแล้ว ยิ่งนักเที่ยวคอเหล้าแฮงเอาท์ทุกวันมักจะมีเส้นลึกเส้นเดียวตรงกลางหว่างคิ้ว แสดงถึงสัญญาณอันตราย ว่าอาการของตับแข็งใกล้จะถามหา

ริ้วรอยบริเวณหน้าผาก
ริ้วรอยบริเวณหน้าผากสามารถสื่อได้ถึง “ไต” ลองทำหน้าเฉยๆ นะคะ รอยจะเป็นเส้นขวางบริเวณหน้าฝาก ถ้ามีรอยย่นครบ 3 เส้นนี่แย่แน่ๆ เพราะแสดงว่าไตเริ่มอ่อนแอ ถ้าจะถามหาสาเหตุว่าทำไมไตถึงอ่อนแอ ก็ต้องลองถามตัวเองดูแล้วหละค่ะว่าทานของหวานมากไป หรือชอบทานอาหารรสจัดเกินไปไหม พฤติกรรมเหล่านี้ล่ะค่ะ ที่จะทำให้ไตอ่อนแอ

ริ้วรอยบริเวณริมฝีปากถึงใต้จมูก
บริเวณริมฝีปากถึงใต้จมูกเป็นบริเวณของมดลูก ถ้าเหนือริมฝีปากมีสีคล้ำ แสดงว่ามดลูกเริ่มจะอ่อนแอ และถ้ามีไฝหรือกระในบริเวณนี้แสดงว่าอาจเคยมีอาการของโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ไตอักเสบ เนื้อเยื่อหุ้มมดลูกอักเสบก็เป็นได้
ในขณะเดียวกัน หากมีเส้น 2 เส้นเหนือริมฝีปากชัดเจนแสดงว่ามดลูกแข็งแรง แต่ถ้าคนไหนมีฮอร์โมนผิดปกติเส้นจะค่อยๆ จางลง ลองสังเกตดู ผู้เฒ่า ผู้แก่ที่บ้านนะคะ ว่าเส้นสองเส้นนี้จะจางลงไปมาก เพราะเมื่ออายุมากขึ้นการทำงานของฮอร์โมนต่างๆ ก็มักจะลดลงค่ะ

ริ้วรอยบริเวณคอ
ดูง่ายมากๆ ถ้ามีเส้นขวางที่คอ 3 เส้น แสดงว่าฮอร์โมนในร่างกายไม่สมดุล สำหรับผู้สูงวัยอาจเป็นเรื่องธรรมดาที่ฮอร์โมนจะลดไปตามวัยที่สูงขึ้น แต่สำหรับคุณผู้หญิงอายุช่วง 20 – 30 ปีนั้น อาจแสดงว่าระดับฮอร์โมนผิดปกติ อาจทำให้ตั้งครรภ์ยาก ต้องปรับสมดุลฮอร์โมนให้ดีค่ะ

เป็นอย่างไรกันบ้างคะ ริ้วรอยบ่งบอกอะไรได้มากมาย เหมือนกระจกที่สะท้อนการดูแลสุขภาพจากภายในเลยทีเดียว ส่วนไหนไม่ปกติ ส่วนไหนบกพร่อง ก็สะท้อนออกมาให้เห็นได้ง่ายๆ
วันนี้ ลองเริ่มสังเกตจากตัวเองและคนรอบๆ ข้างดูซักนิด อาจลองพิจารณาร่วมกับปัจจัยอื่นๆ อย่างเช่นพฤติกรรมการใช้ชีวิต หรืออาการป่วยที่เริ่มส่งสัญญาณให้เรารับรู้ แล้วมาปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตเพื่อสุขภาพที่ดีกันดีกว่าค่ะ แม้ว่าหลายๆ ครั้ง ความไม่สมบูรณ์ที่เกิดจากภายใน อาจจะยังไม่แสดงออกมาเป็นอาการป่วยไข้ หากแต่เราได้เริ่มใส่ใจ ดูแลตามความเหมาะสมแล้ว เชื่อว่าทุกคน ย่อมจะห่างไกลจากโรค และมีสุขภาพที่ดีได้ ในทุกๆ วันค่ะ