ริ้วรอย บอกโรค

Spa treatment. Face massage
สาวๆ ส่วนใหญ่ คงจะยอมไม่ได้ที่จะปล่อยให้เส้นสาย ริ้วรอยของวัย ย่างกรายเข้ามาสู่ใบหน้าสวยๆ … ก็แหม ใครจะอยากมีริ้วรอยมาคอยเตือนถึงอายุที่เพิ่มขึ้นในทุกวันๆ ล่ะ
และแม้ว่าการดูแลริ้วรอยเป็นเรื่องสำคัญอันดับต้นๆ ของสาวๆ แต่การดูแลก็ควรที่จะให้ความสำคัญ และดูแลจากภายใน เพราะไม่ว่าจะสครัปแค่ไหน พอกครีมเท่าไหร่ แต่ถ้าสุขภาพจากภายในของเรานั้นไม่สมบูรณ์ ริ้วรอยร้ายๆ ก็ย่อมปรากฎตัวออกมาแสดงตัวอย่างแน่นอนค่ะ
ศาสตร์โบราณจากจีน ได้สอนไว้ว่า ทุกริ้ว ทุกรอยบนใบหน้าล้วนมีที่มา ทั้งยังมีความสัมพันธ์กับการทำงานของอวัยวะ และระบบต่างๆ ของร่างกายเราอีกด้วย ส่วนจะมาจากอะไรบ้างนั้น มาดูไปพร้อมๆ กันเลยค่ะ

ริ้วรอยระหว่างคิ้ว และดวงตา
ริ้วรอยระหว่างคิ้วและดวงตาสามารถสะท้อนถึง “ตับ” คนที่ทานชอบเมาชนิดเกาะขวดเหล้าไม่ยอมปล่อย ดื่มแอลกอฮอลล์เยอะ หรือรับประทานอาหารที่มีสารพิษตกค้างมาก จะเกิดเส้น 2 เส้นระหว่างคิ้ว นั่นแสดงว่าตับเริ่มมีปัญหาแล้ว ยิ่งนักเที่ยวคอเหล้าแฮงเอาท์ทุกวันมักจะมีเส้นลึกเส้นเดียวตรงกลางหว่างคิ้ว แสดงถึงสัญญาณอันตราย ว่าอาการของตับแข็งใกล้จะถามหา

ริ้วรอยบริเวณหน้าผาก
ริ้วรอยบริเวณหน้าผากสามารถสื่อได้ถึง “ไต” ลองทำหน้าเฉยๆ นะคะ รอยจะเป็นเส้นขวางบริเวณหน้าฝาก ถ้ามีรอยย่นครบ 3 เส้นนี่แย่แน่ๆ เพราะแสดงว่าไตเริ่มอ่อนแอ ถ้าจะถามหาสาเหตุว่าทำไมไตถึงอ่อนแอ ก็ต้องลองถามตัวเองดูแล้วหละค่ะว่าทานของหวานมากไป หรือชอบทานอาหารรสจัดเกินไปไหม พฤติกรรมเหล่านี้ล่ะค่ะ ที่จะทำให้ไตอ่อนแอ

ริ้วรอยบริเวณริมฝีปากถึงใต้จมูก
บริเวณริมฝีปากถึงใต้จมูกเป็นบริเวณของมดลูก ถ้าเหนือริมฝีปากมีสีคล้ำ แสดงว่ามดลูกเริ่มจะอ่อนแอ และถ้ามีไฝหรือกระในบริเวณนี้แสดงว่าอาจเคยมีอาการของโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ไตอักเสบ เนื้อเยื่อหุ้มมดลูกอักเสบก็เป็นได้
ในขณะเดียวกัน หากมีเส้น 2 เส้นเหนือริมฝีปากชัดเจนแสดงว่ามดลูกแข็งแรง แต่ถ้าคนไหนมีฮอร์โมนผิดปกติเส้นจะค่อยๆ จางลง ลองสังเกตดู ผู้เฒ่า ผู้แก่ที่บ้านนะคะ ว่าเส้นสองเส้นนี้จะจางลงไปมาก เพราะเมื่ออายุมากขึ้นการทำงานของฮอร์โมนต่างๆ ก็มักจะลดลงค่ะ

ริ้วรอยบริเวณคอ
ดูง่ายมากๆ ถ้ามีเส้นขวางที่คอ 3 เส้น แสดงว่าฮอร์โมนในร่างกายไม่สมดุล สำหรับผู้สูงวัยอาจเป็นเรื่องธรรมดาที่ฮอร์โมนจะลดไปตามวัยที่สูงขึ้น แต่สำหรับคุณผู้หญิงอายุช่วง 20 – 30 ปีนั้น อาจแสดงว่าระดับฮอร์โมนผิดปกติ อาจทำให้ตั้งครรภ์ยาก ต้องปรับสมดุลฮอร์โมนให้ดีค่ะ

เป็นอย่างไรกันบ้างคะ ริ้วรอยบ่งบอกอะไรได้มากมาย เหมือนกระจกที่สะท้อนการดูแลสุขภาพจากภายในเลยทีเดียว ส่วนไหนไม่ปกติ ส่วนไหนบกพร่อง ก็สะท้อนออกมาให้เห็นได้ง่ายๆ
วันนี้ ลองเริ่มสังเกตจากตัวเองและคนรอบๆ ข้างดูซักนิด อาจลองพิจารณาร่วมกับปัจจัยอื่นๆ อย่างเช่นพฤติกรรมการใช้ชีวิต หรืออาการป่วยที่เริ่มส่งสัญญาณให้เรารับรู้ แล้วมาปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิตเพื่อสุขภาพที่ดีกันดีกว่าค่ะ แม้ว่าหลายๆ ครั้ง ความไม่สมบูรณ์ที่เกิดจากภายใน อาจจะยังไม่แสดงออกมาเป็นอาการป่วยไข้ หากแต่เราได้เริ่มใส่ใจ ดูแลตามความเหมาะสมแล้ว เชื่อว่าทุกคน ย่อมจะห่างไกลจากโรค และมีสุขภาพที่ดีได้ ในทุกๆ วันค่ะ

ไหว้พระ รับตรุษจีน

วัดจีน-ศาลเจ้าหน่าจาไท้จื้อ
ตรุษจีนปีนี้ ชวนกันไปทำบุญ ไหว้พระให้เป็นศิริมงคลกันดีกว่าค่ะ ส่วนจะไปที่ไหนดี ตรุษจีนทั้งที ก็ต้องวัดจีนสิคะ… ไปดูกันดีกว่า ว่ามีวัดอะไรบ้างที่พี่น้องชาวจีนนิยมไปกราบไหว้ ทำบุญกันในช่วงปีใหม่ของชาวจีน…
——————–
Watmangkok500_3
1. วัดมังกรกมลาวาส หรือ วัดเล่งเน่ยยี่ เป็นวัดในสังกัดคณะสงฆ์จีนนิกายแห่งประเทศไทย ตั้งอยู่บนถนนเจริญกรุง ระหว่าง ซอยเจริญกรุง 19 และ 21 ในเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร เป็นวัดเก่าแก่ที่เป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดีทั้งในหมู่ชาวไทยเชื้อสายจีน และชาวจีนจากต่างประเทศ

บางคนเรียกวัดมังกรกมลวาสนี้ว่า “วัดมังกร” ตามความหมายของภาษาจีน ส่วนชื่อวัดอย่างเป็นทางการคือ “วัดมังกรกมลาวาส” พระราชทานจาก พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เป็นวัดที่ก่อตั้ง เมื่อปี พ.ศ. 2414 เป็นสถาปัตยกรรมแบบจีนตอนใต้ของสกุลช่างแต้จิ๋ว ยึดตามแบบวัดหลวง คือ มีวิหารท้าวจตุโลกบาลเป็นวิหารแรก ตรงกลางเป็นพระอุโบสถ ข้างหลังพระอุโบสถเป็นวิหารเทพเจ้า

โดยเริ่มต้นจากประตูทางเข้า จะผ่านวิหารท้าวโลกบาลทั้ง 4 มีเทวรูปเทพเจ้า 4 องค์ (ในชุดนักรบจีน ถืออาวุธและสิ่งของต่างๆ กัน เป็นเทวรูปที่ชาวจีนเรียกว่า “ซี้ไต๋เทียงอ้วง” หมายถึงเทพเจ้าที่ปกปักษ์รักษา คุ้มครอง ทิศต่างๆ ทั้ง 4 ทิศ ถัดจากวิหารท้าวจตุโลกบาล จึงเป็น อุโบสถ ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานของพระประธานของวัด คือ พระโคตมพุทธเจ้า พระอมิตาภพุทธะ พระไภษัชยคุรุพุทธะ ทั้งหมด 3 องค์ หรือ “ซำป้อหุกโจ้ว” พร้อมพระอรหันต์อีก 18 องค์ หรือที่เรียกว่า “จับโป๊ยหล่อหั่ง” ส่วนทางด้านขวามีเทพเจ้าต่าง ๆ หลายองค์ เช่น เทพเจ้าคุ้มครองดวงชะตา หรือ “ไท้ส่วย เอี๊ยะ” เทพเจ้าแห่งยาหรือหมอเทวดา “หั่วท้อเซียงซือกง” และที่นิยมไหว้ขอพรมากคือ เทพเจ้าแห่งโชคลาภ “ไฉ่ซิ้งเอี๊ยะ” เทพเจ้าเฮ่งเจีย หรือ “ไต่เสี่ยหุกโจ้ว” พระเมตไตรยโพธิสัตว์หรือ “ปู๊กุ่ยหุกโจ้ว”ซึ่งคล้ายกับพระมหากัจจายนะ “กวนอิมผู่สัก” หรือ พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ “แป๊ะกง” และ “แป๊ะม่า” รวมเทพเจ้าในวัด จะมีทั้งหมด 58 องค์
——————–

dsc_0645
2. วัดบรมราชากาญจนาภิเษกอนุสรณ์ หรือ วัดเล่งเน่ยยี่ 2 เป็นวัดจีนในความอุปถัมภ์ของคณะสงฆ์จีนนิกายแห่งประเทศไทย ตั้งอยู่เลขที่ 75 หมู่ที่ 4 ตำบลโสนลอย อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี บนพื้นที่ 12 ไร่เศษ จัดสร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช เนื่องในวโรกาส งานฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี 9 มิถุนายน พ.ศ. 2539
ภายในวัดบรมราชากาญจนาภิเษกอนุสรณ์ ประกอบด้วยวิหารต่างๆ ที่มีรูปแบบสถาปัตยกรรม ตามแนวปรัชญา และคติธรรมทางพระพุทธศาสนา จีนนิกายฝ่ายมหายาน อันประกอบด้วย วิหารพระกวนอิมโพธิสัตว์, วิหารหมื่นพุทธเจ้า, วิหารบูรพาจารย์, ห้องปฏิบัติธรรม, ที่พำนักสงฆ์ และโรงเรียนพระปริยัติธรรม โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จฯ แทนพระองค์ พร้อมด้วย พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ ทรงเป็นองค์ประธานในพิธีสมโภชเมื่อวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2551 และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงตัดหวายลูกนิมิตพระอุโบสถ เมื่อวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2552
——————–

d7a2bcc7-da06-a034-cfec-523ad0917b61
3. วัดไตรมิตรวิทยาราม เป็นวัดโบราณอยู่ในที่ลุ่มพระอารามเป็นเรือนไม้ มีชื่อเดิมว่า “วัดสามจีน” ตั้งอยู่ที่ถนนมิตรภาพไทย-จีน แขวงตลาดน้อย เขตสัมพันธวงศ์ ในปีพุทธศักราช 2477 พระมหากิ๊ม สุวรรณชาต ผู้รักษาการในหน้าที่เจ้าอาวาสเป็นผู้ริเริ่มปรับปรุงวัด ต่อมาในปีพุทธศักราช 2480 ได้รับอนุมัติจากมหาเถรสมาคมให้ปรับปรุงสภาพวัดให้ดีขึ้น ปีพุทธศักราช 2482 พ่อค้าประชาชน คณะครูและนักเรียน ได้ร่วมกันปฏิสังขรณ์และเปลี่ยนนามใหม่ เป็นชื่อ วัดไตรมิตรวิทยาราม ซึ่งมีความหมายว่า เพื่อน 3 คนร่วมกันสร้างวัดนี้ ประกอบกับวัดเป็นที่ตั้งโรงเรียนปริยัติธรรมและโรงเรียนไตรมิตรวิทยาลัยของรัฐบาลอยู่ภายในบริเวณของวัด

ภายในวัด ประดิษฐานพระพุทธทศทลญาณ พระประธานในพระอุโบสถ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ปูนปั้น ลงรักปิดทอง ที่ได้รับการยกย่องว่า เป็นพระพุทธรูปที่มีพระพุทธลักษณะงดงามอย่างมาก และ “พระสุโขทัยไตรมิตร” เป็นพระพุทธรูปสำคัญของวัด เป็นพระพุทธรูปทองคำที่ใหญ่ที่สุดและได้รับการบันทึกในหนังสือบันทึกสถิติโลกกินเนสส์ มีหน้าตั้งกว้าง 3.01 เมตร สูง 3.91 เมตร องค์พระสามารถถอดได้ 9 องค์ จากฐานองค์พระขึ้นไปเนื้อทองบริสุทธิ์ 40% พระพักตร์มีเนื้อทอง 80% ส่วนพระเกศมีน้ำหนัก 45 กิโลกรัม เป็นเนื้อทองบริสุทธิ์ 99.99% สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยสุโขทัย ปางมารวิชัย เข้าใจว่า เดิมประดิษฐานอยู่ที่วัดมหาธาตุ จังหวัดสุโขทัย ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ได้โปรดเกล้าฯ ให้กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ไปอัญเชิญพระพุทธรูปมาจากเมืองเหนือเพื่อนำมาประดิษฐานยังวัดสำคัญ พระพุทธรูปที่เชิญมามีจำนวนมาก ทำให้ดูแลไม่ทั่วถึง ขุนนางผู้หนึ่งจึงแอบเอาปูนไล้พระพุทธรูปทองคำแล้วนำมาไว้ยังวัดที่ตนสร้าง จนได้อันเชิญมาไว้ที่วัดพระยาไกร (วัดโชติการาม) ต่อมาบริษัท อี๊สต์เอเชียติ๊ก ได้ขอเช่าที่วัด (ซึ่งขณะนั้นเป็นวัดร้างแล้ว) เป็นโรงเลื่อยจักร จึงได้อัญเชิญไว้ที่ข้างพระเจดีย์และปลูกเพิงสังกะสีมุงเป็นหลังคากั้นไว้อย่างหยาบ ๆ หลังจากนั้นเป็นเวลาเกือบ 20 ปี เมื่อพระอุโบสถและพระวิหารหลังใหม่สร้างเสร็จจึงได้อัญเชิญขึ้นประดิษฐาน แต่ในระหว่างการเคลื่อนย้ายปูนที่หุ้มองค์พระกระเทาะออก จึงทำให้เห็นองค์พระข้างในเป็นทองคำ เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2498
——————–

59_big
4. วัดกุศลสมาคร สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2384 ได้รับพระราชทานนามว่า “วัดกุศลสมาคร” มีความหมายว่า “วัดที่มีแต่ความดี ความบริสุทธิ์ ดุจน้ำในสาคร” ภายในวัด ประดิษฐานพระประธานในอุโบสถ เป็นพระพุทธรูปเก่าแก่อยู่คู่กับอุโบสถมาตั้งแต่เริ่มสร้างมีนามว่า “พระศรีศากยมุนีเส็กเกียยูไล” หรือรู้จักกันในนามว่า พระยูไล ซึ่งเดิมทีเดียวเป็นพระพุทธรูปที่มีขนาดองค์ไม่ใหญ่นัก อยู่คู่กับเยาวราชมาร่วมร้อยปี ต่อมาภายหลัง ท่านพระครูบริหารอนัมพรต (เจริญ กิ๊นเจี๊ยว) หรือพระมหาคณานัมธรรมปัญญาธิวัตร เจ้าคณะใหญ่อนัมนิกาย เจ้าอาวาสวัดกุศลสมาครรูปปัจจุบัน ได้เป็นผู้นำพุทธศาสนิกชนบูรณะองค์พระพุทธรูปใหม่ โดยใช้ปูนปั้นโบกทับองค์เก่าให้ใหญ่ขึ้นกว่าองค์เดิม กระทั่งประมาณปีพุทธศักราช ๒๕๔๗ ได้บูรณะครั้งล่าสุดลงรักปิดทอง ทำให้องค์พระยูไลสวยและเด่นสง่าคู่กับอุโบสถวัดกุศลสมาครเป็นอย่างมาก ดุจในปัจจุบัน

นอกจากนี้ยังมีพระโพธิสัตว์อีกหลายพระองค์ในอุโบสถ เช่น พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์หรือพระแม่กวนอิมปางเหยียบปลา ท้าวมหาชมพูหรือพระเวทโพธิสัตว์ผู้เป็นธรรมบาล พระกษิติครรภโพธิสัตว์ พระศรีอาริยเมตไตรยหรือหนี่เล็กฮุกโจ้ว เป็นต้น

——————–

e7a17eca8ed888fa17d798cd6a60c092
5. วัดบำเพ็ญจีนพรต สังฆารามของคณะสงฆ์จีนนิกายที่เก่าแก่แห่งหนึ่งในประเทศไทย เดิมเป็นวิหารพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ร้าง ชื่อ “ ย่งฮกอำ ” มีป้ายชื่อลงปีรัชกาลเฉียนหลง ปีอิกเบ้า (ค.ศ. 1795 ) ตรงกับ พ.ศ. 2338 กล่าวกันว่าสร้างโดยชาวจีนในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ก่อนสร้างวัดกุศลสมาคร ฝ่ายอนัมนิกาย (วัดญวน) ได้มีพระอนัมมาอาศัยพักอยู่ชั่วคราว เมื่อสร้างวัดเสร็จจึงย้ายไปอยู่วัดญวน

ต่อมาพระอาจารย์สกเห็งจาริกมาจากประเทศจีน ราวก่อนปี พ.ศ. 2414 และพำนักอยู่ ณ สถานที่นี้ ท่านได้ปฏิสังขรณ์วิหารพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ พร้อมกับเปลี่ยนชื่อเป็น “ ย่งฮกยี่ ” มีป้ายชื่อลงปี พ.ศ. 2430 (รัชกาลกวงสู ปีที่ 13 ค.ศ. 1887 ) แล้วกราบบังคมทูลขอพระราชทานนามวัดจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 จึงพระราชทานนามวัดว่า “ วัดบำเพ็ญจีนพรต ” และโปรดพระราชทานสมณศักดิ์ พระอาจารย์สกเห็งเป็นพระอาจารย์จีนวังสสมาธิวัตร เจ้าคณะใหญ่จีนนิกายรูปแรก

ภายวัดในประดิษฐานพระประธานปูนปั้นลงรักปิดทองศิลปะแบบจีน 3 องค์ โดยองค์กลาง คือ พระศากยมุนีพระพุทธเจ้า ทรงประทับเป็นประธานแห่งสหโลกธาตุ ส่วนองค์ขวา คือ พระอมิตาภะพุทธเจ้า ทางซ้าย คือ พระไภษัชยะคุรุพุทธเจ้า สองข้างพระประธานทางซ้าย คือ พระมหากัสสะปะเถระ และทางขวา คือ พระอานนท์เถระ นอกจากนี้ยังมีพระพุทธรูปศิลาขาวศิลปะพม่า และพระพุทธรูปโลหะ 3 องค์ ศิลปะไทยรัตนโกสินทร์ตอนต้นประดิษฐานให้สักการบูชากันอีกด้วย
——————–

นอกจากวัดที่กล่าวมาทั้ง 5 แห่งแล้ว วัดอื่นๆ ที่เป็นที่นิยมไปกราบไหว้กันของชาวไทนเชื้อสายจีน ยังมี ศาลเจ้าหน่าจาซาไท้จื้อ (จ.ชลบุรี) ศาลเจ้าโป๊ยเซียน (เจริญกรุง) ศาลเจ้าพ่อเสือ (ถ.ตะนาว) ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสุพรรณบุรี (อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี) ศาลเจ้าปุงเถ่ากง (จ.เชียงใหม่) และ วัดมังกรบุปผาราม (วัดเล่งฮัวยี่) (จ.จันทบุรี)
ตรุษจีนปีนี้ ใครอยู่ใกล้ที่ไหน อย่าลืมไปไหว้พระเสริมความเป็นศิริมงคลกันค่ะ

ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้ นะคะ ^^

Facial Mask DIY

mask.png
สาวๆ หลายๆ คน คงเคยสงสัยกัน ว่าการมาสก์หน้ามีประโยชน์อย่างไร ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวได้จริงหรือ แล้วจะเลือกที่มาสก์หน้าแบบไหนดี ?

วันนี้ มีคำแนะนำที่สาวๆ อยากรู้ เกี่ยวกับเรื่องของการมาสก์มาฝากกันค่ะ เริ่มต้นกันที่ประโยชน์ของการมาสก์หน้ากันก่อนเลย

การมาสก์หน้าเป็นขั้นตอนที่ควรทำหลังจากการทำความสะอาดผิวหน้าเรียบร้อยแล้ว เพราะถือเป็นการซาว์น่ารูขุมขนและยังเป็นการเก็บกักความชุ่มชื้นของผิวหลังจากที่เราล้างหน้าอีกด้วย ซึ่งในระหว่างการมาสก์หน้าเราสามารถเติมสารอาหารให้แก่ผิว ไม่ว่าจะเป็นวิตามินซีช่วยเพิ่มความกระจ่างใส และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน สารในกลุ่มต้านอนุมูลอิสระ (anti oxidant) เช่น ทับทิม ชาเขียว ขมิ้น ที่จะช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้ผิว ชะลอการเสื่อมของเซลล์ผิวที่เป็นสาเหตุของความชรา เป็นต้น และยังเป็นการเตรียมความพร้อมของผิวก่อนที่จะทาครีมบำรุงในขั้นตอนต่อไปอีกด้วย จึงสามารถทำได้ทุกวัน

ในปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์หลากหลายที่ใช้สำหรับมาสก์หน้า มีหลักในการเลือกให้เหมาะกับเรา คือเลือกผลิตภัณฑ์ที่ใช้สำหรับการมาร์คหน้าให้เหมาะกับสภาพผิว ผู้ที่มีผิวแห้งควรเลือกสูตรที่มีสารสำคัญให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว เช่น นม น้ำผึ้ง สำหรับผู้ที่มีผิวมัน ควรเลือกสูตรที่มีส่วนประกอบช่วยควบคุมความมัน อาทิเช่น ขมิ้น ชาเขียว และสำหรับผู้ที่มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย ควรเลี่ยงส่วนผสมที่มีสารกระตุ้นให้ผิวระคายเคือง เช่น กรดผลไม้ (AHA) แอลกอฮอลล์ เป็นต้นค่ะ ที่สำคัญ การมาส์กหน้า ยังสามารถทำได้เอง แบบ DIY อีกด้วยค่ะ ลองมาดูกันซักสองแบบดีกว่า

วิธีแรก ให้ลองใช้แผ่นกระดาษเปียกแบบไม่มีกลิ่น ไม่มีแอลกอฮอล์ มาเจาะวงกลมในส่วนของตา จมูก ปาก หยดซีรั่มดูแลผิว หรือซีรั่มที่คุณสาวๆ ใช้เป็นประจำ 2-3 หยดลงบนกระดาษเปียก มาสก์ทิ้งไว้ประมาณ 3 นาที ก่อนทาครีมบำรุงผิว แค่นี้ ผิวหน้าของคุณก็สวยใสชุ่มชื้นขึ้นมาแล้ว

กับอีกวิธีหนึ่ง คือการมาสก์ด้วยผงสมุนไพร อย่างผงขมิ้น หรือผงชาเขียว นำมาผสมกับน้ำ สำหรับสาวๆ ที่มีผิวแห้งอาจจะผสมด้วยนม หรือโยเกิร์ต สำหรับสาวๆ ที่อยากพอกหน้าแต่ไม่มีเวลา วิธีคือ หลังล้างหน้าเสร็จ ยังไม่ต้องซับน้ำบนใบหน้า เทผงสมุนไพรใส่ฝ่ามือ แล้วมาสก์ทิ้งไว้ที่หน้า ระหว่างอาบน้ำ ค่อยๆ ขัดเบาๆขจัดเซลล์ผิวที่ตายออก แล้วล้างออกด้วยน้ำเปล่า แค่นี้ ก็สวยได้ง่ายๆ ไม่ยุ่งยากเลย ลองทำกันดู แล้วอย่าลืมแนะนำเพื่อนๆ ด้วยนะคะ

สุขภาพดี ด้วยโยคะ

yoga.jpg
ใครที่ไม่เคยฝึกโยคะ อาจจะนึกไม่ออกว่าโยคะ นอกจากจะเป็นการฝึกสมาธิ ให้การผ่อนคลายทางจิตใจได้เป็นอย่างดีแล้ว ยังช่วยให้กล้ามเนื้อมีความยืดหยุ่น และมีความแข็งแรงจากภายในได้อย่างไม่น่าเชื่อเลยล่ะค่ะ
สำหรับใครที่เริ่มจะสนใจ แต่ยังไม่มีโอกาสได้ไปลงคอร์สฝึกโยคะที่ไหน วันนี้ เรามีท่าบริหารร่างกายในแบบโยคะ สำหรับฝึกในช่วงเช้า และใช้เวลาแค่สั้นๆ มาฝากกัน รับประกันว่าไม่ยากจริงๆ ลองไปดูกันทีละขั้นตอนเลยค่ะ

นอนเหยียดตัว นำมือสองข้างมาประสานกัน เหยียดปลายเท้าให้สุด พร้อมๆ กับเหยียดมือขึ้นเหนือศีรษะ ค้างไว้ประมาณ 5 ลมหายใจ
จากนั้น งอเข่าทั้งสองข้างเข้าหาตัว นำมือมาประสานกัน กอดเข่าทั้งสองข้าง แล้วขยับซ้าย-ขวา ช้าๆ ประมาณ 5 ครั้ง เพื่อให้ร่างกายได้ยืดคลายก่อนเข้าสู่ท่าฝึกท่าต่อไป

ท่าที่ 2
ยืดขาซ้ายออก ในขณะที่เข่าขวายังคงงออยู่ ใช้มือประสานกันรอบเข่าขวา แล้วหมุนเป็นวงช้าๆ ประมาณ 5 รอบ – ทำซ้ำกับขาซ้ายในลักษณะเดียวกัน

ท่าที่ 3
นอนตัวตรง งอเข่าทั้งสอง แล้วนำขาขวา พาดกับขาซ้าย จากนั้น ใช้มือขวาสอดเข้าระหว่างขาทั้งสอง และนำมือซ้าย อ้อมขาซ้าย ประสานกับมือขวา พร้อมกับหายใจเข้า
จากนั้น ค่อยๆ ผ่อนลมหายใจออก พร้อมๆ กับดึงขาเข้าหาตัว
ค้างไว้ แล้วคลายกลับสู่ท่าเดิมพร้อมกับหายใจเข้า
ทำ 5 รอบ ก่อนสลับไปทำในด้านซ้าย ในลักษณะเดียวกัน

ท่าที่ 4
นอนกางแขนออกทั้งสองข้าง งอเข่าทั้งสองเข้าหาลำตัว บิดขาที่งอ พับไปด้านขวา พร้อมกับหันศีรษะไปในด้านตรงข้าม ค้างไว้ 5 ลมหายใจ ก่อนสลับ พับขาไปด้านซ้าย พร้อมกับหันหน้าในด้านตรงข้าม และค้างไว้ 5 ลมหายใจ

จากนั้น กลับสู่ท่านอนหงาย งอเข่าทั้งสองข้าง กอดเข่าทั้งสองข้าง แล้วโยกตัวเบาๆ ขึ้นมาอยู่ในท่านั่ง

ท่าที่ 5
อยู่ในท่านั่ง – หายใจเข้า พร้อมกับยกมือซ้ายขึ้นจนสุด จากนั้น ผ่อนลมหายใจออก พร้อมกับเอียงตัวไปด้านขวา ให้แขนอยู่ด้านข้างศีรษะ ใช้มือขวาแตะพื้นประคองไว้ เอียงตัวจนรู้สึกตึง แล้วค้างไว้ 5 ลมหายใจ จากนั้น หายใจเข้าพร้อมกับกลับสู่ท่าเริ่มต้น และทำให้ด้านตรงข้ามในลักษณะเดียวกัน

ท่าที่ 6
อยู่ในท่านั่ง – หายใจเข้าพร้อมกับยกมือทั้งสองขึ้นเหนือศีรษะ ผ่อนลมหายใจช้าๆ พร้อมกับหมุนตัวไปด้านขวา ลดมือลง ใช้มือซ้ายแตะที่เข่าขวา และนำมือขวาแตะที่พื้น ค้างไว้ 5 ลมหายใจ ก่อนกลับสู่ท่าเริ่มต้น และทำซ้ำในด้านตรงข้าม

เท่านี้ เป็นอันเรียบร้อย
รับประกันเลยค่ะ ว่าถ้าให้เวลาซัก 5-10 นาที ในช่วงเช้าของแต่ละวัน ฝึกโยคะง่ายๆ ประมาณนี้ ร่างกายก็สดชื่น กระปรี้ กระเปร่า แถมยังช่วยให้จิตใจโปร่ง โล่งสบาย พร้อมที่จะลุยกับงานกองโตที่รออยู่อย่างแน่นอนค่ะ อย่าลืมนำไปฝึกกันนะคะ

ฟิตแอนด์เฟิร์ม ต้อนรับปีใหม่

fitness.png
เทรนด์สุขภาพ นอกเหนือจากเรื่องของโภชนาการแล้ว เดี๋ยวนี้ผู้คนต่างก็เริ่มให้ความสำคัญ หันมาออกกำลังกายกันมากขึ้น ซึ่งต้องนับว่าเป็นเรื่องที่ดีมากๆ แต่เคยรู้สึกกันหรือเปล่าคะ ว่าหลายๆ ครั้งที่เราไปออกกำลังกาย เล่นกีฬาหนักๆ หวังว่าจะได้เบิร์นพลังงาน และขจัดเจ้าไขมันส่วนเกินลงไปบ้าง แต่เจ้าไขมันที่แอบมาอยู่นิ่งๆ ที่รอบเอวก็ยังจะดื้อ ไม่ยอมหลบไปไหน ทั้งๆ ที่กิจกรรมที่เราทำ การออกกำลังกายหนักๆ ก็น่าที่จะได้เผาผลาญพลังงานไปได้เยอะแล้ว ลองมาดูกันค่ะ ว่ากีฬาที่เราไปเล่น กับการออกกำลังกายแต่ละประเภท ช่วยเผาผลาญพลังงานกันอย่างไรบ้าง เป็นอย่างที่เราคิดหรือเปล่า

เริ่มด้วยกีฬากอล์ฟ การออกรอบ เล่นกอล์ฟ เป็นเวลาประมาณ 1 ช.ม. จะเผาผลาญพลังงานประมาณ 250 กิโลแคลอรี่ ดูจะน้อยกว่าการเดิน ที่หากเดินอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาประมาณ 1 ช.ม. จะเผาผลาญพลังงานได้ประมาณ 325 กิโลแคลอรี่ ใกล้เคียงกับการเล่นแบดมินตัน ที่หากเราเล่นแบดมินตันเป็นเวลาประมาณ 1 ช.ม. จะเผาผลาญพลังงานได้ถึงประมาณ 350-400 กิโลแคลอรี่

การออกกำลังกายที่เผาผลาญพลังงานได้เป็นอย่างดี ได้แก่การเต้นแอโรบิค ที่จะเผาผลาญพลังงานประมาณ 500-600 กิโลแคลอรี่ การวิ่งเหยาะ  เผาผลาญพลังงานประมาณ 600-700 กิโลแคลอรี่ การปั่นจักรยาน ด้วยความเร็วประมาณ 20 ก.ม. ต่อชั่วโมง เผาผลาญพลังงานประมาณ 700 กิโล แคลอรี่ และ การว่ายน้ำ ด้วยความเร็วประมาณ 3 ก.ม. ต่อ ชั่วโมง เผาผลาญพลังงานประมาณ 850 กิโลแคลอรี่ จากการออกกำลังกายประมาณ 1 ชั่วโมงเท่าๆ กันค่ะ

ยกมาให้ดูกันพอเป็นตัวอย่าง คงพอจะเห็นนะคะ ว่าการออกกำลังกายที่ได้ผลดีที่สุดในด้านการเผาผลาญพลังงาน คือการออกกำลังกายที่ไม่หนัก ไม่ได้เน้นที่การเคลื่อนไหวเร็วๆ แต่เน้นที่การเคลื่อนไหวที่ต่อเนื่องของร่างกายหลายๆ ส่วน ใครที่กำลังมองหากิจกรรมเพื่อขจัดเจ้าไขมันส่วนเกิน หรือกำลังวางแผนอยากจะลดน้ำหนัก คงพอจะมองเห็นแนวทางกันบ้างแล้ว และจากข้อมูลที่ได้นำมาฝากกัน คงทำให้หลายๆ คนนึกไปถึงการออกกำลังกายในแบบ HIIT (High Intensity Interval Training) ซึ่งก็คือการแบ่งช่วงการออกกำลังกายออกเป็นช่วงสั้นๆ สลับกันระหว่างการออกกำลังกายในระดับความเร็วสูงสุด และการออกกำลังกายในระดับความเร็วปานกลาง โดยจะทำสลับกันเป็นเซ็ต

ข้อดีของการออกกำลังกายในลักษณะนี้ นอกเหนือจากการได้กระตุ้นการทำงานของหัวใจให้ได้ทำงาน และแข็งแรงขึ้นแล้ว ยังเป็นการเผาผลาญพลังงานที่ให้ผลลัพธ์เต็มที่ ภายในระยะเวลาที่สั้นลง อีกทั้งการออกกำลังกายในแบบ HIIT ยังสามารถใช้ได้กับเครื่องออกกำลังกายประเภทคาร์ดิโอ ทุกประเภทที่มีอยู่ในฟิตเนสและยังสามารถทำได้ด้วยการออกกำลังกายประเภทอื่นๆ เช่นการวิ่ง อีกด้วยค่ะ

เปรียบเทียบการออกกำลังกายในแต่ละประเภทให้ทราบกันแล้ว ขอนำมาฝากกันอีกซักหน่อย กับเรื่องของการทำงานของร่างกายเราค่ะ
การออกกำลังกายในช่วง 15 นาทีแรก ร่างกายจะดึงเอาแหล่งพลังงานหลัก หรือน้ำตาลจากตับ มาใช้ก่อน ส่วนนี้ ยังไม่ได้ช่วยลดน้ำหนัก หรือเผาผลาญพลังงานส่วนเกินแต่อย่างใด เพราะเป็นพลังงานที่ร่างกายมีไว้สำหรับกิจกรรมประจำวันอยู่แล้ว
การออกกำลังกายใน 15 นาทีต่อมา เมื่อร่างกายรู้สึกว่าต้องการพลังงานเพิ่มเติม ก็จะดึงเอาพลังงานในส่วนทีสอง คือแป้ง โดยเปลี่ยนให้อยู่ในรูปของน้ำตาลเพื่อนำมาใช้ โดยยังไม่ได้ดึงเอาไขมันสะสมมาใช้เลย
จนหลังจาก 30 นาทีผ่านไป ร่างกาย จึงจะเริ่มดึงเอาไขมันที่สะสมไว้มาใช้งาน เป็นจุดเริ่มต้นของการเผาผลาญไขมันส่วนเกิน ที่เราเรียกว่า Burn นั่นล่ะค่ะ

สรุปสั้นๆ คือ สำหรับผู้ที่ต้องการที่จะออกกำลังกายเพื่อเผาผลาญไขมันส่วนเกิน จำเป็นต้องออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ 30 นาทีขึ้นไป และร่างกายของเราจะยังคงใช้พลังงานต่อไปอีกหลังจากการออกกำลัง โดยใช้เพื่อสร้างกรดบางชนิด สังเกตว่าเราจะยังคงมีเหงื่อออก และมีอุณหภูมิร่างกายที่สูงอยู่อีกซักระยะหนึ่ง

ในช่วงหลังการออกกำลังกายนี่ล่ะค่ะ จึงเป็นเรื่องสำคัญ ที่ไม่ควรดื่มน้ำอัดลม น้ำหวาน ทานขนม หรือน้ำตาลทุกประเภท เพราะจะทำให้ร่างกายรับรู้ว่ามีแหล่งพลังงานหลักให้ดึงกลับมาใช้อีก และเลิกดึงเอาไขมันส่วนเกินมาเผาผลาญ

เอาล่ะค่ะ ได้ข้อมูลกันไปพอสมควรแล้ว เริ่มต้นปีใหม่ปีนี้ มาเริ่มต้นดูแลสุขภาพกันดีกว่า เปลี่ยนชุด หยิยรองเท้า แล้วเตรียมตัวไปออกกำลังกายกันได้เลยค่ะ ^^

สวัสดีปีใหม่ 2019

hny
เริ่มต้นปี 2019 อย่างเป็นทางการ ช่วงเวลาดีๆ ที่จะเริ่มต้นทำสิ่งใหม่ๆ เริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ หรือแม้แต่ตัดสินใจเลือกทางเดินเส้นใหม่ค่ะ
ปีใหม่นี้ ไม่ว่าใครจะมีความตั้งใจอะไร ก็ขอให้สำเร็จลุล่วงตามที่ตั้งใจไว้ ได้สมหวังในสิ่งที่หวัง ที่สำคัญให้มีความสุข และมีสุขภาพที่ดีตลอดทั้งปีนะคะ….  สวัสดีปีใหม่ค่ะ ^^

ให้ของขวัญกับตัวเอง ด้วยผลไม้บำรุงสุขภาพ

jj.jpg
รู้ไหมคะว่าถ้าหากเลือดในร่างกายเราไม่ดี ก็จะเท่ากับเป็นการทำร้ายหัวใจ เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดในสมองโดยที่เราไม่รู้ตัว แต่ถ้าหากเรามีเลือดที่ดี ก็เท่ากับเป็นตัวช่วยสำคัญที่ป้องกันเราจากโรคร้าย และมีสุขภาพดีในระยะยาว วันนี้ ส่งท้ายปี 2018 มาดูแลสุขภาพกันแบบง่ายๆ เป็นของขวัญให้กับตัวเอง กับความรู้ดีๆ เรื่องของผลไม้ที่ช่วยระบบการไหลเวียนเลือดกันซักหน่อยดีกว่าค่ะ

จากตำราแพทย์แผนจีนมีการกล่าวถึงอาหารบำรุงเลือดและเน้นเรื่องการทานอาหารที่มีฤทธิ์ร้อน เพื่อช่วยในเรื่องการไหลเวียนของเลือด ซึ่งอาจจะเป็นความบังเอิญ ที่ผลไม้ต่างๆ ที่ช่วยบำรุงเลือดก็มักจะมีสีแดงซะด้วยล่ะค่ะ ไม่ว่าจะเป็น ทับทิม สตรอเบอร์รี่ เชอร์รี่ แก้วมังกร หรือ แตงโม เป็นต้น เรามาลองไล่ดูกันดีกว่าค่ะว่าผลไม้แต่ละชนิดทำหน้าที่ในการบำรุงเลือดอย่างไรบ้าง

เริ่มกันที่ “ทับทิม”
มีการวิจัยมาแล้วค่ะว่าทับทิมสามารถช่วยกักเก็บเซลล์เม็ดเลือดแดงได้ โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเบาหวานถ้ารับประทานทับทิม ก็จะช่วยให้ร่างกายมีระดับอินซูลินลดลง ระบบไหลเวียนเลือดกลับมาเป็นปกติ ทำให้อาการป่วยต่างๆ อย่างเช่นเรื่องร่างกายอ่อนเพลียลดลง ผมร่วงน้อยลง ผิวพรรณก็สดใสมากขึ้นด้วยค่ะ

สตรอเบอร์รี่
ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่มีมีสีแดงสด แถมด้วยรสหวานอมเปรี้ยว และกลิ่นหอมแสนอร่อย นอกจากความอร่อยจนเป็นที่นิยมไปทั่วแล้ว สตรอเบอร์รี่ยังช่วยบำรุงเซลล์เม็ดเลือดแดงด้วยนะคะ เม็ดเล็กๆ ที่อยู่บนผิวของสตรอเบอร์รี่ก็สำคัญค่ะ เพราะจะช่วยในการลำเลียงออกซิเจน กระบวนการนี้มีความสำคัญคือการขจัดเลือดเสีย ทำให้เซลล์เม็ดเลือดแดงเพิ่มขึ้น และสะอาดขึ้น การสูบฉีดเลือดก็ดีขึ้น และยังช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใสขึ้นด้วยล่ะค่ะ

เชอร์รี่
เชอร์รี่ ผลไม้ต่างบ้านต่างเมืองชนิดนี้มีโพแทสเซียมในปริมาณที่สูงมาก ร่างกายของเราสามารถนำมาใช้ในการสร้างสมดุลกับโซเดียม ทำให้ความดันเลือดเป็นปกติ ระบบไหลเวียนเลือดดี เวลาทานเชอร์รี่จึงทำให้สดชื่นขึ้นด้วย

แตงโม
แตงโมผลใหญ่ๆ นี้จะมีกรดอะมิโนอาร์จีโนน์ ที่ช่วยให้ร่างกายผลิตเม็ดเลือดที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ช่วยป้องกันภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย และภาวะหลอดเลือดแข็งตัว และยังให้ผลดีต่อระบบการไหลเวียนของเลือด

แก้วมังกร
แก้วมังกรอุดมไปด้วยโปรตีน และไฟเบอร์ โปรตีนนี่ล่ะค่ะที่จะช่วยบำรุงผิวสวยๆ ของคุณสาวๆ ส่วนการบำรุงเลือดนั้นต้องเลือกทานแก้วมังกรที่มีสีแดง เพราะแก้วมังกรสีแดงนี้จะช่วยเรื่องระบบไหลเวียนของเลือดและยังอุดมไปด้วยธาตุเหล็กที่จำเป็นต่อการสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดงค่ะ

กล้วย
ถึงกล้วยจะไม่ได้มีสีแดงเหมือนผลไม้บำรุงเลือดชนิดอื่นๆ แต่มีการวิจัยมาแล้วนะคะว่าการรับประทานกล้วยเป็นประจำจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคลูคิเมีย หรือมะเร็งเม็ดเลือดขาวได้ และแมกนีเซียมที่อุดมอยู่ในกล้วยก็ยังจะช่วยบำรุงผิวสวยๆ ให้ดูเปล่งปลั่งขึ้นจากเลือดฝาดที่มาหล่อเลี้ยงผิว

นอกจากผลไม้ที่จะช่วยบำรุงเลือดแล้ว เพิ่มเคล็ดลับง่ายๆ ให้อีกอย่างค่ะ การดื่มน้ำสะอาดมากๆ จะช่วยให้เลือดของเราไม่ข้นหนืด หัวใจไม่ต้องทำงานหนัก ระบบไหลเวียนของเลือดทำงานได้ดีขึ้น เพียงง่ายๆ แค่นี้ ก็ทำให้ระบบภายในของร่างกายเราทำงานได้ดีขึ้น สุขภาพของเราก็จะสมบูรณ์แข็งแรงในระยะยาว ในแบบที่เรียกว่าสุขภาพดีจากภายในกันเลยล่ะค่ะ

เรื่องของคอลลาเจน

col.jpg
ได้ยินกันบ่อยๆ ว่าคอลลาเจนดีต่อผิวหลายประการ บางคนก็ทาน บางคนทา บางคนฉีด ความจริงแล้วคอลลาเจนคืออะไร ดีกับคุณสาวๆ อย่างไร และมีวิธีใช้แบบไหนบ้าง วันนี้เรามีข้อมูลเกี่ยวกับคอลลาเจนแบบลงลึกมาฝากกันค่ะ

คอลลาเจน เป็นสารอาหารประเภทโปรตีนชนิดหนึ่ง ซึ่งในร่างกายของคนเราจะมีคอลลาเจนอยู่เป็นองค์ประกอบในเนื้อเยื่อต่างๆ ทั่วร่างกาย รวมไปถึงภายในชั้นผิวหนังและข้อต่อต่างๆ ซึ่งเมื่อเราอายุมากขึ้น ความยืดหยุ่น และความหนาแน่นของคอลลาเจนซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักในชั้นผิวก็ลดลง ทำให้ผิวหนังมีริ้วรอย และเหี่ยวย่นมากขึ้น

ปัจจุบันจึงมีการนำสารประเภทคอลลาเจนมาใช้ในวงการ anti-aging กันอย่างแพร่หลาย และแม้ว่าจะยังไม่มีงานวิจัยอย่างเป็นทางการที่ยืนยัน ว่าการทานอาหารเสริมประเภทคอลลาเจน จะสามารถทดแทนคอลลาเจนในผิวที่หายไป และ ชะลอความแก่ได้จริงหรือไม่ ทว่า มีรายงานทางวิชาการหลายฉบับ ที่ช่วยให้เราสรุปได้ถึงผลลัพธ์จากการทานอาหารเสริมประเภทคอลลาเจน ที่มีต่อร่างกายในส่วนต่างๆ ได้แก่

1. กระดูก และข้อต่อ (Bones and Joints)
มีการศึกษาในปี 2010 เป็นการศึกษาที่ทำในหญิงวัยหมดประจำเดือนที่เริ่มมีภาวะกระดูกพรุน พบว่าสารอาหารทดแทนคอลลาเจนไม่สามารถทำให้มวลกระดูกเพิ่มขึ้นได้ แต่มีส่วนหนึ่งที่มีปัญหาเกี่ยวกับข้อต่อ เช่น ข้อติด ข้อเสื่อม พบว่าอาการเจ็บดีขึ้นแต่ไม่หายขาด อย่างไรก็ดี โรคกระดูกพรุนเป็นโรคของความเสื่อม ซึ่งควรเน้นไปที่การป้องกัน

2. ดัชนีมวลกาย (Body composition)
มีการศึกษาในปี 2009 ว่าการได้รับ Hydrolyzed collagen เสริมในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน จะช่วยป้องกันการลดลงของมวลกล้ามเนื้อได้ ซึ่งจะช่วยให้การคุมน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานได้ดีขึ้น
ทั้งยังมีข้อบ่งชี้ในการใช้สารอาหารเสริมคอลลาเจนในการช่วยฟื้นฟูผิว เส้นผม และเล็บ ช่วยเรื่องสุขภาพของดวงตา ช่วยป้องกันโรคหัวใจ ช่วยให้นักกีฬาฟื้นตัวจากการบาดเจ็บ ช่วยเกี่ยวกับกระดูก และข้อต่อ

ประเภทของคอลลาเจนที่มีในปัจจุบัน

1. Hydrolyzed collagen
คือการได้คอลลาเจนจากกระดูก หรือเนื้อเยื่อของสัตว์ นำมาย่อยสลายด้วยกระบวนการ hydrolysis ซึ่งเป็นการทำปฏิกิริยากับโมเลกุลของน้ำ ทำให้ได้รูปแบบของคอลลาเจนที่ร่างกายสามารถดูดซึมได้ง่ายขึ้น จึงมักนำมาใช้ในอาหารเสริมประเภทต่างๆ รวมถึงเป็นส่วนผสมในเครื่องสำอางค์หลายๆชนิด

2. คอลลาเจนที่ใช้สำหรับฉีด
จัดเป็นสารหนึ่งในหลายชนิดที่นำมาใช้ทำสารเติมเต็ม ซึ่งมีข้อบ่งใช้จำเพาะในการฉีดเพื่อเติมเต็มผิวหนังที่เป็นร่องลึก ยกตัวอย่างเช่น สารเติมเต็มประเภท Poly-L-lactic acid จะกระตุ้นให้มีการสร้างคอลลาเจนใต้ผิวหนัง ทั้งนี้ การเลือกใช้สารเติมเต็มควรเลือกใช้ให้เหมาะสม และคำนึงถึงความปลอดภัย เพราะสารเติมเต็มบางชนิดอาจมีผลข้างเคียง หรือปฏิกิริยาอันไม่พึงประสงค์ได้ ดังนั้นจึงควรมีการศึกษา และปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนเสมอ

3. ครีมผสมคอลลาเจน
เราจะพบเห็นผลิตภัณฑ์ทั่วไปในท้องตลาดที่โฆษณาว่าช่วยในการสร้างคอลลาเจน แต่ก็ยังไม่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ยืนยันแน่ชัดว่าคอลลาเจนในรูปแบบครีมจะสามารถถูกดูดซึมเข้าสู่ชั้นผิวหนังเพื่อไปเปลี่ยนเป็นคอลลาเจนได้ แต่องค์ประกอบในตัวครีมอาจช่วยให้ผิวกักเก็บความชุ่มชื้นได้ดี ช่วยป้องกันความเสื่อมของผิวได้

หากใครกำลังตัดสินใจในการเลือกทานอาหารเสริมประเภทคอลลาเจน ก็ควรศึกษาว่าเป็นคอลลาเจนประเภทใด มีความปลอดภัยมากน้อยแค่ไหน ส่วนประโยชน์ที่ได้ก็ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล เพราะท้ายที่สุด คอลลาเจนก็คือสารอาหารประเภทโปรตีนชนิดหนึ่งเท่านั้นเองค่ะ

ฮอร์โมน กับเรื่องสวยๆ ของสาวๆ

hormone
จะผิวสวยเด้งเต่งตึง ผิวหมองใบหน้าไม่ผ่องใส พุงออก อารมณ์หดหู่ สมองล้า สั่งงานช้า เรื่องเหล่านี้ล้วนเกี่ยวกับฮอร์โมนในร่างกายของเราทั้งนั้นเลยค่ะ วันนี้เราลองมาทำความรู้จักฮอร์โมนในร่างกายของเราให้มากขึ้นกันอีกซักนิด เพื่อทำความเข้าใจกับการเปลี่ยนแปลงของร่างกายให้มากขึ้นดีกว่าค่ะ
ฮอร์โมน คือ สารเคมีที่ร่างกายของเราสร้างขึ้นมา มีหน้าที่นำส่งสารเคมีจากเซลล์หนึ่งไปยังเซลล์อื่น ๆ ฮอร์โมนจะเกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโต การสลายตัวของเซลล์ รวมถึงระบบภูมิคุ้มกัน นอกจากนั้น ฮอร์โมนยังเกี่ยวข้องโดยตรงกับความอ่อนเยาว์ ความสาว การผลัดของเซลล์ผิว รวมทั้งการสร้างเซลล์ใหม่ด้วย ซึ่งฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับความสาวมี 4 ชนิดด้วยกันค่ะ ได้แก่ เอสโตรเจน เมลาโทนิน เทสโทสเตอโรน และโกรทฮอร์โมน

ฮอร์โมนเอสโตรเจน
หน้าที่ของฮอร์โมนชนิดนี้ คือการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน ให้ผิวเต่งตึงสดใสมีชีวิตชีวา เมื่อใดที่ร่างกายผลิตฮอร์โมนชนิดนี้น้อยลง ผิวสวยแย่แน่ๆ ค่ะ เพราะจะทำให้ผิวแห้งกร้าน ไม่อุ้งน้ำ ผลที่ตามมาคือ การเกิดรอยย่น ตีนกา และริ้วรอยต่างๆ ยิ่งไปกว่านั้น ผิวแห้งๆ ยังทำให้ผิวเป็นขุย เกิดอาการแพ้ และอาการระคายเคืองได้ง่ายขึ้นอีกด้วยค่ะ

ฮอร์โมนเมลาโทนิน
ฮอร์โมนชนิดนี้จะช่วยต้านอนุมูลอิสระ ทำให้เซลล์ผิวมีความแข็งแรง ชะลอการเกิดริ้วรอย และยังช่วยให้ร่างกายนอนหลับสนิท เมื่อได้พักผ่อนเพียงพอ ผิวพรรณก็จะสดชื่น และเซลล์ใต้ชั้นผิวก็จะทำงานอย่างเป็นระบบ ปัญหาคือร่างกายเรา จะสร้างเมลาโทนินที่ว่านี้น้อยลงเมื่ออายุมากขึ้น

ฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน
เมื่อใดที่ฮอร์โมนนี้มีระดับเพิ่มสูงขึ้น สิ่งที่ตามมาก็คือสิวค่ะ และขนค่ะ ตัวการร้ายที่ทำให้รูขุมขนเกิดการอุดตัน แต่ฮอร์โมนชนิดนี้ก็มีส่วนดีก็คือการทำให้ผิวชื้นเต่งตึงในเวลาเดียวกัน เมื่อใดที่ฮอร์โมนชนิดนี้ลดลงเตรียมใจไว้เลยค่ะว่าจะต้องเจอกับปัญหาผิวบาง ตกกระง่าย ผิวหย่อนคล้อย สังเกตได้ง่ายๆ ก็บริเวณรอบดวงตานี่ล่ะค่ะที่ชัดเจนที่สุด

โกรทฮอร์โมน
ฮอร์โมนที่อยู่กับเรามาตั้งแต่วัยเยาว์ มีหน้าที่ทำให้เราเติบโตนั่น ฮอร์โมนตัวนี้จะช่วยสร้างมวลกระดูกและกล้ามเนื้อ ทำให้เราสูง และมีกล้ามเนื้อที่แข็งแรง รวมถึงเชื่อมโยงการทำงานของระบบประสาท และช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่ ฮอร์โมนชนิดนี้จะทำงานอย่างเต็มที่จนถึงช่วงอายุประมาณ 20 ปี และจะทำงานลดลงเมื่อเราอายุขึ้นเลข 3 โดยจะลดลงอย่างต่อเนื่อง ปริมาณโกรทฮอร์โมนที่ลดลงนั้นส่งผลต่อสุขภาพและความงามอย่างมากค่ะ เพราะเมื่อใดที่ร่างกายสร้างโกรทฮอร์โมนน้อยลง ผิวพรรณก็จะเสื่อมสภาพลงอย่างรวดเร็ว ขาดการสร้างผิวใหม่ทดแทน ผิวจะซีด หย่อนคล้อย ทั้งบริเวณหนังตา และแก้ม ทั้งการทำงานของกล้ามเนื้อในทุกๆ ส่วนก็จะทำงานได้น้อยลง

การเรียนรู้เรื่องฮอร์โมนภายในร่างกายเป็นการทำความรู้จักกับการเปลี่ยนแปลงของร่างกายในเชิงลึก เพื่อทำความเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และพร้อมที่จะเตรียมรับต่อความเปลี่ยนแปลงในส่วนต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นกับร่างกายของเรานั่นเองค่ะ โดยวงการแพทย์ในปัจจุบันได้พยายามคิดค้นหาวิธีในการชะลอวัยด้วยศาสตร์ต่างๆ มากมาย รวมไปถึงการพยายามคิดค้นฮอร์โมนที่จะเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย และมีความก้าวหน้าไปอย่างมาก
วันนี้ ได้รู้จักกับฮอร์โมนเพิ่มขึ้นมาอีกซักหน่อยแล้ว เดี๋ยวสัปดาห์หน้ามาต่อกันค่ะ กับเรื่องของการรักษาสมดุลของฮอร์โมน และการชะลอวัย รักษาความสาวให้อยู่กับเราไปนานๆ
แล้วพบกันนะคะ ^^

แตงกวา กับคุณค่าที่มากกว่าสารอาหาร

แตง.jpg
‘แตงกวา’ ผักธรรมดาๆ ที่เห็นกันเป็นประจำในแทบทุกมื้ออาหาร ผักชิ้นเล็กๆ ที่หลายคนมักจะเขี่ยไว้ข้างๆ โดยไม่เห็นถึงคุณค่า
วันนี้ เรามาดูกันซักหน่อยค่ะ ว่าเจ้าผักธรรมดาๆ ชนิดนี้ แอบซ่อนประโยชน์อะไรเอาไว้บ้าง และมากมายขนาดไหน
คุณค่าของแตงกวา อยู่ที่สองส่วนหลักๆ เลยค่ะ

ส่วนแรก มาจากสารอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุ หลากหลายชนิดในแตงกวา ที่ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง และช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย นอกจากนั้น แตงกวายังมีสารประกอบ ที่ช่วยลดคอเลสเตอรอล และมีฮอร์โมนที่เซลล์ตับอ่อนใช้ในการผลิตอินซูลิน ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานอีกด้วย ประโยชน์ของแตงกวายังรวมถึงการที่แตงกวามีไฟเบอร์ โพแทสเซียม และแมกนีเซียม ในปริมาณที่สูง จึงเป็นผักที่เป็นประโยชน์สำหรับผู้ป่วยที่มีปัญหาด้านความดันโลหิต ทั้งความดันสูง และความดันต่ำ เพราะแร่ธาตุดังกล่าวจะเป็นส่วนช่วยในการควบคุมความดันโลหิตให้เป็นปกติค่ะ

ส่วนที่สอง คือการที่แตงกวามีองค์ประกอบของน้ำในปริมาณที่มากถึง 90% ทำให้แตงกวาจัดอยู่ในอาหารที่ลดความร้อน และช่วยเพิ่มความสดชื่นได้เป็นอย่างดีโดยเฉพาะสำหรับผู้ที่มีอาการขาดน้ำ อีกทั้ง น้ำในแตงกวา ยังมีคุณสมบัติช่วยล้างสารพิษในร่างกายได้อีกด้วย

นอกเหนือจากที่ได้กล่าวมา ยังมีงานวิจัยหลายชิ้น ที่ยืนยันถึงประโยชน์ของแตงกวา ว่าการทานแตงกวาในปริมาณที่เพียงพอ จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ และมะเร็งต่อมลูกหมากอีกด้วย

ทราบกันถึงประโยชน์ของแตงกวาต่อสุขภาพกันแล้ว เชื่อหรือไม่คะ ว่าสำหรับสาวๆ แล้ว แตงกวา ยังสามารถนำไปใช้ในด้านความงามกันได้อีกมากมายเลย ลองมาดูสูตรความงามง่ายๆ จากแตงกวากันซักหน่อยดีกว่าค่ะ

สูตรแรก สาวๆ คงจะคุ้นเคยกันอยู่แล้ว คือการใช้แตงกวา ล้างให้สะอาด ฝานเป็นแว่นบางๆ วางไว้ที่ดวงตาทั้งสองข้าง เอนไซม์ในแตงกวาจะทำหน้าที่ย่อยเซลล์ที่ตายแล้ว ทั้งยังช่วยเพิ่มความชุ่มชื่นให้กับผิวรอบดวงตา ลดริ้วรอย และลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ

สูตรที่สอง ใช้แตงกวา 2-3 ลูก ล้างสะอาด ปั่นให้ละเอียด แล้วนำมาผสมกับไข่ขาวดิบที่ตีจนฟู 1 ฟอง และน้ำมะนาว 1 ช้อนชา ผสมรวมเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วนำมาพอกหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาที ก่อนล้างออกด้วยน้ำสะอาด จะช่วยลดความมันบนใบหน้า กำจัดสิวเสี้ยน และทำให้ผิวหน้าเกลี้ยงเกลาขึ้นค่ะ

สูตรที่สาม ใช้แตงกวา 2-3 ลูก ล้างสะอาด ผสมกับน้ำผึ้ง 1/4 ถ้วย ปั่นให้ละเอียด แล้วนำมาพอกหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาที ก่อนล้างออกด้วยน้ำสะอาด สูตรนี้ สำหรับผู้ที่มีผิวแห้ง สามารถทำได้ทุกวันก่อนนอน นอกจากจะช่วยให้ผิวชุ่มชิ้น เปล่งปลั่งแล้ว ยังช่วยให้ผิวหน้านุ่ม และมีความยืดหยุ่นขึ้นอีกด้วยค่ะ

ได้ทราบถึงประโยชน์มากมายของแตงกวากันไปแล้ว ทั้งประโยชน์ที่มีต่อสุขภาพ กับทั้งอีกหลายวิธีที่จะนำไปใช้ในด้านความงาม ถึงเวลาหาซื้อแตงกวามาประจำการในตู้เย็นกันแล้วล่ะค่ะ ^^