ท้าทายลมหนาว กับเคล็ดลับดูแลผิวแพ้ง่าย

winter
หลังจากฝนเริ่มทิ้งช่วง และลมหนาวน้อยๆ เริ่มผ่านมาทักทายกันบ้าง สาวๆ หลายๆ คนอาจจะสูดอากาศสดชื่นกันเพลิน จนลืมกันไปว่าลมเย็นสบายๆ นั้น จะมาพร้อมกับอากาศแห้งๆ ที่พลอยจะทำให้ผิวสวยๆ ขาดความชุ่มชื้นกันไปด้วย ซ้ำร้าย สำหรับบางคนที่เกิดอาการแพ้ง่ายอยู่แล้ว ก็อาจจะมีอาการผื่นแพ้ได้ง่ายขึ้นอีก ก็เพราะเจ้าลมหนาว สบายๆ กลับกลายเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ผิวแห้ง และเกิดอาการแพ้ได้ง่ายกว่าที่เคย

วันนี้ มาทำความรู้จักกับอาการแพ้กันซักหน่อยว่ามีกี่ประเภท แล้วกับลมหนาวที่พัดมา ตัวการที่ทำให้ผิวแห้ง และอาจจะเกิดอาการแพ้ ระคายเคืองผิวหนังได้ง่ายขึ้นนั้น เราจะจัดการกันอย่างไรดีค่ะ

อาการแพ้หรือระคายเคือง ที่อาจกลายเป็นผื่นผิวหนัง เป็นอาการหนึ่งของโรคผิวหนังอักเสบ ซึ่งเป็นคำเรียกรวมโรคที่มีอาการอักเสบในชั้นผิวหนัง ที่อาจอาการแสดงได้หลากหลายรูปแบบ โดยเราสามารถแบ่ง โรคผิวหนังอักเสบ ออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ตามสาเหตุของการเกิดโรค ซึ่งก็คือ

กลุ่มที่ 1. โรคผิวหนังอักเสบ ที่มีสาเหตุมาจากภายนอกร่างกาย ได้แก่การเกิดผื่นจากการการสัมผัสสารเคมี สารที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ พืช สัตว์ หรือแมลงบางชนิด โดย การเกิดผื่นผิวหนังอักเสบจากการสัมผัสอาจแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ ประเภทแรก สารที่สัมผัสก่อความระคายเคืองต่อผิวหนังจากคุณสมบัติของสารนั้นเอง เช่น สารที่มีฤทธิ์เป็นกรดหรือด่าง สารที่ใช้ในการชำระล้าง ความระคายเคืองจากสารเหล่านี้สามารถก่อให้เกิดผื่นได้ไม่เลือกบุคคล โดยจะเกิดเป็นผื่นเมื่อผิวหนังไม่สามารถทนต่อความระคายเคืองจากสารเหล่านั้นได้ ลักษณะของผิวหนังอักเสบชนิดนี้ มักเกิดบริเวณที่สัมผัสสารบ่อยๆ เช่น มือหรือเท้า เป็นต้น และ กลุ่มที่ 2. คือ สารที่สัมผัสก่อให้เกิดปฏิกิริยาการแพ้ก่อให้เกิดการอักเสบในผิวหนัง ซึ่งในกรณีนี้สารแต่ละชนิดจะก่อให้เกิดผื่นเฉพาะในบางคนเท่านั้น ตัวอย่างเช่น ผู้ที่มีอาการแพ้ ผิวหนังอักเสบหากสวมเครื่องประดับที่มีโลหะผสมบางชนิด หรือสวมเสื้อผ้า ที่มีเนื้อผ้าบางประเภท ในขณะที่คนส่วนใหญ่ไม่มีอาการ

และ กลุ่มที่ 2. โรคผิวหนังอักเสบซึ่งเกิดจากสาเหตุภายในร่างกาย ตัวอย่างเช่น โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง โรคผื่นอักเสบบริเวณผิวมัน เป็นต้น ซึ่งสาเหตุหลัก ของกลุ่มโรคผิวหนังอักเสบกลุ่มนี้ มีปัจจัยที่มาหลากหลาย ทั้งจากทางพันธุกรรม การเปลี่ยนแปลงของสภาวะทางร่างกาย และจิตใจ อาการเจ็บป่วย ความเครียด ทั้งหมดอาจมีผลให้เกิดอาการผื่นผิวหนังอักเสบได้ทั้งสิ้น ผู้ป่วยในกลุ่มนี้จึงอาจมีผื่นในลักษณะเป็นๆ หายๆ หรือเรื้อรังได้ไม่แน่นอน อย่างไรก็ตามปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะสารที่อาจก่อความระคายเคืองต่อผิวหนังเช่น สบู่ ผงซักฟอก ก็สามารถกระตุ้นการเกิดอาการที่รุนแรงขึ้นได้

สำหรับอาการแพ้แบบน้อยๆ ที่อาจเรียกว่าผื่นแพ้ง่าย ที่เกิดจากสภาพผิวที่แห้ง ขาดไขมันมาช่วยเติมความชุ่มชื้น ในช่วงที่อากาศหนาวนั้น เรามีวิธีดูแลผิวง่ายๆ อย่างที่เคยนำมาฝากกันแล้วตามนี้ค่ะ

1 ดื่มน้ำในปริมาณที่มากพอ : ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้วเป็นประจำ
2 ปกป้องตัวเองจากสภาวะแวดล้อม : ไม่เปิดแอร์เย็นเกินไป และไม่อาบน้ำร้อนที่ร้อนจนเกินไป และในหน้าหนาวควรทาโลชั่นอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำ
3 เลือกใช้สบู่ที่เหมาะกับสภาพผิว : ควรเลือกสบู่ที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม หรือเลือกสบู่เด็ก ที่ไม่รุนแรงต่อสภาพผิว
4 การเอาน้ำใส่แก้วแล้ววางไว้ใกล้ๆ ตัว : ทั้งในห้องนอน ห้องนั่งเล่น หรือที่ทำงาน โดยเฉพาะห้องที่มีความแห้งในอากาศอย่างห้องแอร์ เพื่อช่วยเพิ่มความชื้นในอากาศ ทำให้ผิวสูญเสียความชุ่มชื้นน้อยลง และสุดท้าย
5 เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ : เนื้อปลา น้ำมันมะกอก มะเขือเทศ บล็อคโคลี เมล็ดข้าวที่ยังไม่ขัดสี ธัญพืช รวมถึงทานผัก และผลไม้สด ให้เพียงพอด้วยค่ะ

กับลมหนาวที่มาทักทายกันในวันนี้ อย่าละเลยที่จะเติมความชุ่มชื้นให้ผิว และระวังอย่าให้ผิวแห้งกร้าน เพราะไม่ใช่แค่ในเรื่องของความงาม แต่ยังเป็นการช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดอาการผื่นแพ้ ที่เกิดจากผิวแห้งๆ อีกด้วยนะคะ

ดูแลผิวให้ชุ่มชื้น สวยสู้ลมหนาวง่ายๆ

cc.jpg
คงไม่มีใครอยากมีผิวแห้งกร้าน แตกเป็นขุย ขรุขระ ไม่เรียบเนียน แต่เมื่อต้องเผชิญกับอากาศในหน้าหนาว กับลมหนาวๆ ที่เริ่มเข้ามาทักทายกันในช่วงนี้ ก็ยิ่งจะทำให้มีโอกาสเกิดผิวแห้งได้ง่ายขึ้นอีก

ผิวแห้งสร้างปัญหากวนใจให้สาวๆ ทั้งอาการคัน เป็นขุย แต่งหน้าไม่เรียบ และยังทำให้มีโอกาสเกิดริ้วรอยก่อนวัยได้ง่าย และไม่เพียงแค่ความแห้งของอากาศในหน้าหนาวเท่านั้นที่เป็นสาเหตุทำให้ผิวแห้ง แต่การดูแลผิวที่ไม่ถูกต้อง แสงแดด มลภาวะ และสภาพแวดล้อมก็เป็นตัวการสำคัญของการเกิดผิวแห้งอีกด้วยค่ะปัญหาผิวแห้งเป็นปัญหาที่พบได้บ่อย และสร้างความรำคาญใจให้กับสาวๆ อยู่เสมอๆ แล้วครีมบำรุงที่ขายในท้องตลาดส่วนใหญ่ที่ผสมมอยส์เจอร์ไรส์เซอร์เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว กับการทาครีมบำรุงอย่างเดียวจะเป็นตัวช่วยเรื่องผิวแห้งได้ดีจริงหรือ วันนี้ เรามาทำความรู้จักกับตัวการ และตัวช่วย ในเรื่องของผิวแห้งกันซักหน่อยค่ะ

พญ. ชนิดา ภาณุพันธุ์ ณ อยุธยา แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวพรรณและความงาม จาก Athena Clinic ชั้น 2 ไลฟ์เซ็นเตอร์ (คิวเฮ้าส์ ลุมพินี) ได้ให้คำแนะนำเรื่องการดูแลผิวแห้งไว้ ว่า ผิวแห้ง คือ ภาวะที่ระดับน้ำในชั้นใต้ผิวลดลงกว่าระดับปกติ โดยปกติผิวหนังของคนเราที่ดูสดใสผุดผ่องก็เพราะมีส่วนประกอบของน้ำ น้ำมัน และสารให้ความชุ่มชื้นตามธรรมชาติ โดยน้ำเป็นส่วนประกอบที่มีมากและสำคัญที่สุดของเซลส์ผิวหนัง สำหรับน้ำมันจากต่อมไขมันทำหน้าที่ฉาบเคลือบเพื่อป้องกันการสูญเสียน้ำจากเซลล์ผิวหนัง ส่วนสารให้ความชุ่มชื้นตามธรรมชาติจะช่วยดึงดูดน้ำไว้ให้อยู่กับผิวหนัง

ดังนั้นถ้าระดับน้ำในชั้นใต้ผิวลดลงก็จะส่งผลให้ผิวแห้งกร้าน แตกเป็นขุย คัน และเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่าย ซึ่งตัวการมีทั้งภายในและภายนอกซึ่งเราสามารถป้องกันและแก้ไขได้ด้วยตัวช่วยต่างๆ ดังนี้ค่ะ

ตัวการ1 อายุ : อายุที่มากขึ้นทำให้ต่อมผลิตไขมันทำงานลดลง ผิวขาดน้ำมันหล่อเลี้ยงผิวตามธรรมชาติ และ ผิวไม่สามารถกักเก็บความชุ่มชื่นไว้ได้2 สภาพแวดล้อม : แสงแดด มลภาวะต่างๆ และอากาศที่มีความชื้นต่ำ (หน้าหนาว หรืออยู่ในห้องปรับอากาศ)3 การดูแลผิวที่ไม่ถูกต้อง: ใช้สบู่ที่ไม่อ่อนโยนต่อผิว ใช้สครับขัดผิดบ่อยเกินความจำเป็น ใช้โลชั่นเช็ดผิวที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอลล์ รวมถึงการอาบน้ำที่อุ่นจนเกินไปอีกด้วย4 ยาบางชนิด : เช่นยาทาสิว ยาขับปัสสาวะ5 โรคบางชนิด : ผิวแห้งสามารถพบได้ร่วมกับโรคต่างๆ เช่น โรคผิวหนังผื่นแพ้ (Eczema) โรคสะเก็ดเงิน (Psoriasis) โรคต่อมไทรอยด์ทำงานน้อย (Hypothyroidism)

6 ภาวะขาดสารอาหาร (Malnutrition) : การขาดสารอาหารจำพวกวิตามินและกรดไขมันต่างๆ ที่จำเป็นกับผิวจะทำให้ผิวแห้งกร้านหมองคล้ำได้ทราบสาเหตุ หรือตัวการกันไปแล้ว มาดูตัวช่วยกันดีกว่าค่ะ กับตัวช่วยที่จะช่วยลดอาการผิวแห้ง1 ดื่มน้ำในปริมาณที่มากพอ : ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้วเป็นประจำ นอกจากการดื่มน้ำจะช่วยให้ในเรื่องความชุ่มชื้นของผิวแล้วยังช่วยเรื่องของการขับถ่าย และสุขภาพในด้านต่างๆ ได้ดีอีกด้วย2 ปกป้องตัวเองจากสภาวะแวดล้อม : ไม่เปิดแอร์เย็นเกินไป และไม่อาบน้ำร้อนที่ร้อนจนเกินไป และในหน้าหนาวควรทาโลชั่นอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำ และเลือกใช้โลชั่นให้ถูกประเภท โดยสำหรับผู้ที่มีผิวแห้งมากควรเลือกโลชั่นที่มี ความชุ่มชื้นมากหน่อย ทาโลชั่นอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำ ที่สำคัญโลชั่นเหล่านี้ไม่ควรมีส่วนผสมของน้ำหอม หรือแอลกอฮอล์ซึ่งจะทำให้ผิวแห้งมากกว่าเดิม
3 เลือกใช้สบู่ที่เหมาะกับสภาพผิว : ควรเลือกสบู่ที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม หรือเลือกสบู่เด็ก ที่ไม่รุนแรงต่อสภาพผิวนอกจากนี้คุณสามารถเลือกใช้สบู่ที่มีส่วนผสมของโลชั่น เพื่อเพิ่มความชุ่มชื่นให้กับผิว4 การเอาน้ำใส่แก้วแล้ววางไว้ใกล้ๆ ตัว : ทั้งในห้องนอน ห้องนั่งเล่น หรือที่ทำงาน โดยเฉพาะห้องที่มีความแห้งในอากาศอย่างห้องแอร์เพราะน้ำจะช่วยเพิ่มความชื้นในอากาศ ทำให้ผิวสูญเสียความชุ่มชื้นน้อยลง

5 เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ : เนื้อปลา น้ำมันมะกอก มะเขือเทศ บล็อคโคลี เมล็ดข้าวที่ยังไม่ขัดสี ธัญพืช ผักและผลไม้สด และควรหลีกเลี่ยงอาหารประเภทที่มีไขมันอิ่มตัว เช่นเบคอน ไอศกรีม เนย ชา กาแฟ รวมถึงงดเว้นการดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอลล์ง่ายๆ เพียงเท่านี้ ก็ไม่ต้องกังวลใจกับผิวแห้งหยาบกร้านอีกต่อไป ให้สาวๆ สามารถเผยผิวสวยเนียนนุ่มชุ่มชื่นได้อย่างมั่นใจได้ทุกสถานการณ์กันได้แล้วค่ะ
———————
ข้อมูลจาก website : http://www.lifecenterthailand.com
บทความสุขภาพ และความงาม ยังมีอีกมามายให้ติดตามในอีกช่องทางหนึ่งของเรา สามารถคลิ๊กเพื่อค้นหาสาระดีๆ กันได้ ที่ –> http://www.lifecenterthailand.com นะคะ ^^

วันคล้ายวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช


๑๓ ตุลาคม
วันคล้ายวันสวรรคต
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

พระมหากรุณาธิคุณจารึกในใจไทยตราบนิจนิรันดร์

ข้าพระพุทธเจ้า คณะผู้บริหารและพนักงานไลฟ์ เซ็นเตอร์ คิวเฮ้าส์ ลุมพินี

บรรเทาอาการเจ็บคอ สูตรธรรมชาติ

soar.jpg
ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวฝนตก หลายๆ คนที่สุขภาพเคยแข็งแรงก็กลับอ่อนแอลง ทั้งเป็นหวัด คัดจมูก มีไข้ หรือแม้แต่มีอาการเจ็บคอให้กังวลใจ วันนี้เรามีความรู้ดีๆ เกี่ยวกับการบรรเทาอาการเจ็บคอแบบได้ผล ประหยัด ทำได้ง่ายมากๆ และที่สำคัญ เป็นสูตรจากธรรมชาติ มาฝากกันค่ะ

สูตรแรก น้ำ+เกลือ
สูตรมรดกตกทอดกันมานานเลยทีเดียวสำหรับการใช้น้ำอุ่น (1ถ้วย) + เกลือ (1/4 ช้อนชา) นำมากลั้วคอสักพัก ก่อนจะบ้วนทิ้ง น้ำอุ่นกับเกลือจะช่วยลดเชื้อแบคทีเรียตัวร้าย อาการเจ็บคอจึงลดลงไปด้วยค่ะ

สูตร 2 น้ำผึ้ง + มะนาว + ขิง + น้ำ
เพิ่มความเข้มข้นกันสักนิดนะคะ สำหรับใครที่เจ็บคอมากหน่อย ลองใช้ น้ำผึ้ง (1 ช้อนชา) + น้ำมะนาว (ประมาณครึ่งซีก) + น้ำขิง ( 1 ช้อนชา) + น้ำอุ่น เสร็จแล้ว นำมากลั้วคอสักพักนะคะ น้ำผึ้งจะช่วยกำจัดเชื้อไวรัส และ แบคทีเรียที่มาสร้างความระคายเคืองให้กับคอของเรา และน้ำมะนาวจะช่วยให้ลำคอชุ่มชื่น จะช่วยในเรื่องการรักษาโรคภูมิแพ้ สูตรนี้นอกจากจะช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอได้ดีแล้ว ยังช่วยให้สดชื่น และลำคอโล่งขึ้นเยอะเลยค่ะ

สูตร 3 พริกป่น + น้ำ
สูตรนี้เหมาะสำหรับคนใจเด็ดค่ะ ใช้พริกป่น (2 ช้อนชา) + น้ำร้อน 1 ถ้วย เช่นเคยค่ะ นำมากลั้วคอสัก 15 นาที ด้วยความเผ็ดร้อนของพริกจะช่วยไปบรรเทาอาการเจ็บคอได้ โดยพริกจะทำหน้าที่เป็นเหมือนยาแก้อักเสบกลายๆ เมื่อลดอาการอักเสบได้คอของเราก็จะกลับมาแข็งแรงได้โดยไว ห่างหายจากอาการไอ อาการเจ็บคอค่ะ

สูตร 4 กานพลู + น้ำ
สูตรนี้หอมเป็นพิเศษค่ะ ลองหากานพลูแบบอบแห้ง นำมาบดให้ละเอียด สูตรนี้จะใช้ กานพลูบดละเอียด (2 ช้อนชา) + น้ำร้อน 1 ถ้วย นำมากลั้วคอ อาจจะกลั้วบ่อยสักนิดนะคะ กานพลูมีสารต้านเชื้อแบคทีเรีย และช่วยลดอาการอักเสบค่ะ

สูตร 5 ขมิ้นชัน + เกลือ + น้ำ
ลองหาขมิ้นชัน จะเป็นแบบที่บดแล้ว หรือแบบที่เป็นผงก็จะสะดวกดีค่ะ สูตรนี้จะใช้ ขมิ้นชัน ( 1 ช้อนชา) + เกลือ ( 1 ช้อนชา) + น้ำร้อน 1 ถ้วย ได้ส่วนผสมแล้วก็นำมากลั้วคอสักพัก คุณสมบัติของขมิ้นชั้นนี้เป็นเสมือนสารต้านอนุมูลอิสระอย่างดี ส่วนเกลือก็จะช่วยยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย จึงเป็นอีกสูตรที่จะช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอได้ดีทีเลยเดียวค่ะ

สูตร 6 แอปเปิ้ลไซเดอร์ + เกลือ
สูตรนี้จะเหมาะกับคนที่เจ็บคอ และมีอาการไอร่วมด้วย ลองใช้ แอปเปิ้ลไซเดอร์ (1ช้อนชา) + น้ำร้อน 1 ถ้วย แล้วนำมากลั้วคอสักพัก แอปเปิลไซเดอร์จะไปช่วยกำจัดเชื้อแบคทีเรีย และเชื้อโรคบางชนิดในคอของเรา จึงช่วยลดอาการเจ็บคอ และยังทำให้ไอน้อยลงด้วยค่ะ

สูตร 7 ชาเขียวร้อน
สูตรนี้ไม่มีส่วนผสมอะไรมากค่ะ ใช้เพียงชาเขียวกับน้ำร้อนมาจิบ ใช้ชาที่เข้มข้นสักหน่อย แล้วใช้วิธีการจิบไปเรื่อยๆ ชาเขียวมีสารต้านอนุมูลอิสระ และช่วยลดอาการติดเชื้อ แค่จิบชาเขียวบ่อยๆ เรื่อยๆ น้ำอุ่นๆ จะช่วยละลายเสมหะ ทำให้หายเจ็บคอไปในที่สุดค่ะ

สูตร 8 ชาราสเบอร์รี
นอกจากชาเขียวแล้ว ชาราสเบอร์รี่ก็ช่วยได้ ลองชงชาราสเบอร์รี่มาจิบ หรือจะนำมากลั้วคอก็ได้ค่ะ ชาราสเบอร์รี่นอกจากจะมีกลิ่นหอมหวนชวนรับประทานแล้ว ยังมีคุณสมบัติในการป้องกัน และบรรเทาอาการหวัด คัดจมูก สมานแผล จึงเหมาะกับการนำมาทานแก้เจ็บคอค่ะ

มีให้เลือกตั้งหลายวิธี จะแนวหวานๆ หรือแนวเผ็ดๆ ใครที่เริ่มมีอาการเจ็บคอ ชอบวิธีไหนลองทำกันดูนะคะ จะได้หายไวๆ ค่ะ

บริจาคเลือดกันดีกว่า

blood
นึกออกกันหรือเปล่า ว่าได้บริจาคเลือดครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่…
หลายๆ คน อาจจะเคยบริจาคเลือดกันอยู่บ้าง แต่ทราบกันหรือไม่คะ ว่าเราสามารถบริจาคเลือดกันได้ทุกๆ 3 เดือน สำหรับคุณผู้ชาย และทุกๆ 6 เดือน สำหรับคุณผู้หญิง โดยที่ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ และที่สำคัญ การบริจาคเลือด นอกจากจะเป็นการได้ทำบุญ ช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อนแล้ว ยังมีผลดีต่อสุขภาพในแบบที่เราอาจจะไม่เคยทราบมาก่อนเลยอีกด้วยล่ะค่ะ

ก่อนจะไปถึงข้อดี และประโยชน์ต่อร่างกายของการบริจาคโลหิต เรามาทำความเข้าใจถึงที่ระบบการสร้างเม็ดเลือดของเรากันซักหน่อยก่อนค่ะ เลือดของเรา ประกอบด้วยพลาสมา หรือน้ำเหลือง และเม็ดเลือด ในปริมาณประมาณ 8 เปอร์เซ็นต์ ของน้ำหนักตัว คือประมาณ 5-6 ลิตร ในคุณผู้ชาย และ 4-5 ลิตรในคุณผู้หญิง โดยมีไขกระดูกทำหน้าที่สร้างเม็ดเลือดทั้ง 3 ชนิด คือ เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด โดยที่ เม็ดเลือดแดงจะมีอายุ ประมาณ 120 วัน ในขณะที่ เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด จะมีอายุประมาณ 5-10 วัน ซึ่ง เมื่อครบกำหนด เม็ดเลือดที่เสื่อมสภาพก็จะถูกกำจัดออกผ่านเหงื่อ ปัสสาวะ และอุจจาระ และเม็ดเลือดใหม่จะถูกสร้างขึ้นมาแทนที่ ทั้งนี้ ร่างกายของคนเราที่มีปริมาณเลือดเฉลี่ยประมาณ 5 ลิตร นั้น ร่างกายมีความจำเป็นต้องใช้จริงเพียงประมาณ 80% และมีส่วนที่เกินจากความจำเป็นอยู่อีกถึงประมาณ 20% ซึ่งเป็นส่วนที่สามารถบริจาคได้โดยไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายเลยค่ะ
ในการบริจาคเลือดแต่ละครั้ง สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ร่างกายได้มีโอกาสสร้างเม็ดเลือดใหม่ขึ้นมาทดแทนได้เร็วขึ้น ซึ่งเม็ดเลือดใหม่เหล่านี้ ก็จะสามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเม็ดเลือดแดงจะสามารถลำเลียงออกซิเจนได้ดีขึ้น เม็ดเลือดขาวสามารถขจัดสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาในร่างกายได้ดีขึ้น และเกล็ดเลือดก็สามารถที่จะซ่อมแซมแผลเปิดของร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกเหนือไปจากนั้น การบริจาคเลือดยังจะเป็นการกระตุ้นการทำงานของไขกระดูกอีกทางหนึ่งด้วย และที่สำคัญ จะทำให้ร่างกายได้ลดการสะสมของธาตุเหล็ก ซึ่งจะเกิดการออกซิเดชั่น เป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคหัวใจวาย และโรคหลอดเลือดหัวใจ

นอกเหนือจากการลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคหัวใจแล้ว การบริจาคเลือดยังมีส่วนช่วยลดอัตราเสี่ยงของการเกิดเซลล์มะเร็งอีกด้วยค่ะ เนื่องจากร่างกายได้ลดการสะสมของธาตุเหล็ก ซึ่งมีผลทำให้ปริมาณอนุมูลอิสระในร่างกายลดลง อนุมูลอิสระเหล่านี้ หากมีในปริมาณที่มาก ก็จะเป็นปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงในการที่จะทำให้เซลล์แปรสภาพไปเป็นเซลล์มะเร็งได้

การบริจาคเลือด นอกจากจะมีข้อดีในด้านของสุขภาพ และการลดความเสี่ยงต่ออาการป่วย ทั้งโรคหัวใจ และการเกิดมะเร็งแล้ว ยังช่วยให้ระบบการไหลเวียนของเลือด ทำได้ดีขึ้น ระบบต่างๆ ก็ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพขึ้น ทั้งยังช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง สดใส โดยไม่ต้องพึ่งวิตามิน หรืออาหารเสริมใดๆ เลยล่ะค่ะ

ทราบถึงข้อดีของการบริจาคเลือดกันขนาดนี้แล้ว เตรียมตัวไปบริจาคเลือดกันดีกว่าค่ะ … การเตรียมตัวไปบริจาคเลือดนั้น ต้องพิจารณาสภาพความพร้อมของร่างกายกันก่อน คือ ต้องมีน้ำหนักไม่น้อยกว่า 45 กิโลกรัม มีอายุระหว่าง 17 ปี ถึง 60 ปี มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัว ไม่อยู่ระหว่างไม่สบาย หรือกำลังรับประทานยาใด ๆ ไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ หรือติดยาเสพติด และสำหรับคุณผู้หญิง จะต้องไม่อยู่ในระหว่างมีประจำเดือน ตั้งครรภ์ หรือให้นมบุตร และไม่มีการคลอดบุตรหรือแท้งบุตรภายใน 6 เดือนที่ผ่านมาค่ะ

สำหรับการเตรียมตัวก่อนบริจาคเลือด อย่างแรกเลยค่ะ พักผ่อนให้เพียงพอ คือนอนไม่น้อยกว่า 6-8 ชั่วโมงก่อนวันบริจาค งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 24 ชั่วโมงก่อนการบริจาค รวมถึงงดสูบบุหรี่ ก่อนบริจาคอย่างน้อย 1-2 ชั่วโมงเพื่อให้ปอดสามารถฟอกเลือดได้เต็มที่ค่ะ และสุดท้าย ควรทานอาหารมื้อหลัก โดยหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง และดื่มน้ำ หรือน้ำผลไม้ เพื่อป้องกันอาการอ่อนเพลียจากการบริจาคกันด้วย

เอาล่ะค่ะ การบริจาคเลือดที่ไม่ใช่แค่ได้ช่วยเหลือผู้ที่กำลังเดือดร้อนในแบบที่เราสามารถทำได้โดยไม่ลำบาก แต่ยังมีข้อดีต่อสุขภาพกันอีกตั้งหลายอย่างเลย ตอนนี้ ใครพร้อมแล้ว เตรียมตัวไปบริจาคเลือดกันดีกว่าค่ะ ^^

ข้อมูลการบริจาคโลหิต ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย

www.blooddonationthai.com

ผ่อนคลาย ลดอาการเครียด ด้วยกลิ่นหอมจากธรรมชาติ

aroma
การใช้กลิ่นบำบัดโรค กลิ่นหอม กับการบำบัดโรคต่างๆ มีความเชื่อมโยงกันอย่างไร? อาจเป็นคำถามที่หลายคนสงสัย แต่หากเรารู้จักกับการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกาย เราก็จะพบกับความสัมพันธ์บางอย่างที่เชื่อมโยงและส่งผลถึงกัน เช่น จมูกของเราเป็นอวัยวะที่ไวต่อการรับรู้กลิ่นมาก และการรับกลิ่นนั้นก็ทำโดยระบบประสาทที่เชื่อมโยงกับสมองส่วนที่ควบคุมอารมณ์ต่างๆ ทั้งความรู้สึกสุข ตื่นเต้น หดหู่ รวมไปถึงอารมณ์ทางเพศอีกด้วย กลิ่นจึงมีผลโดยตรงต่อสมองส่วนนี้

ด้วยความสัมพันธ์ของกลิ่น และอารมณ์ กลิ่นบำบัดจึงเหมาะมากสำหรับคนในยุคนี้ที่มีความเสี่ยงสูงต่ออาการป่วยด้วยปัญหาจากความเครียด ทั้งไมเกรน อาการวิตกกังวล ช่วงฮอร์โมนเปลี่ยนแปลงก่อนมีประจำเดือน รวมถึงโรคยอดนิยม อาทิ ความดันโลหิตสูง อาการเกี่ยวกับลำใส้ระคายเคือง ผิวหนังอักเสบ อาการปวดจากการที่กล้ามเนื้อตึงเครียด และอาการที่เกี่ยวกับสภาพทางจิตใจ ทำให้สปาหลายๆ แห่งต่างหยิบเอาเรื่องกลิ่นบำบัดไปใช้เพื่อสร้างความผ่อนคลายทั้งในด้านอารมณ์ และร่างกายให้กับผู้ที่เข้ามาใช้บริการ

วิธีการใช้น้ำมันหอมเพื่อรักษาอาการป่วยต่างๆ นั้น ส่วนสำคัญคือ ผู้ใช้จำเป็นจะต้องทราบถึงประวัติอย่างละเอียดของผู้ที่ต้องการจะทำการบำบัดด้วยกลิ่น โดยอาจใช้คำถามเกี่ยวกับสุขภาพ ชีวิตประจำวัน อาหารการกิน สภาวะความเครียด การนอนหลับพักผ่อน รวมไปถึงอาการป่วย หรือโรคต่างๆ ที่เป็นอยู่ เพื่อให้เข้าใจและเห็นภาพโดยรวม ก่อนจะนำข้อมูลต่างๆ มาวิเคราะห์ เพื่อเลือกใช้น้ำมันหอมระเหยที่เหมาะสมที่สุด การใช้กลิ่นบำบัดนั้นอาจจะใช้กลิ่นเพียงกลิ่นเดียว หรือ ใช้หลายๆ กลิ่นก็เป็นไปได้ โดยจะดูการตอบสนองของผู้ที่มาทำการบำบัดว่าร่างกายตอนสนองต่อกลิ่นนั้นๆ หรือไม่ เพื่อหากลิ่นที่เหมาะสมที่สุดในการบำบัดต่อไป โดยในการใช้กลิ่นบำบัดนั้น ผู้ให้บริการแต่ละราย จะมีรูปแบบ วิธีการบำบัด และการใช้กลิ่นที่แตกต่างกันออกไปค่ะ

โดยทั่วไป การบำบัดด้วยกลิ่นหอมนั้น มักจะประกอบรวมกับการนวด โดยการนวดนั้นจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบำบัด เนื่องจากจะทำให้กล้ามเนื้อได้ผ่อนคลาย ทำให้รู้สึกมีชีวิตชีวา กระตุ้นการไหลเวียนของเลือดและระบบน้ำเหลือง รวมถึงผ่อนคลายอาการเจ็บปวดอีกด้วย การนวดยังจะช่วยให้ผู้บำบัดทราบว่ากล้ามเนื้อส่วนไหนตึง ส่วนไหนไวต่อความรู้สึก ซึ่งตัวผู้ถูกบำบัดเองมักจะไม่เคยทราบมาก่อน ปกติแล้ว การบำบัดด้วยกลิ่นในระยะเริ่มต้นอาจทำเป็นประจำสัปดาห์ละหนึ่งครั้ง เมื่อได้ทำการบำบัดแล้วสักระยะหนึ่ง ก็อาจลดความถี่ลงเหลือเพียงเดือนละหนึ่งถึงสองครั้ง ทั้งนี้ การใช้กลิ่นบำบัด จะไม่ทำร่วมกับการรักษาแบบโฮมีโอพาธี (Homeopathy เป็นการรักษาแบบทางเลือกอีกแขนงหนึ่ง) เพราะกลิ่นหอมบางชนิดอาจไปรบกวนผลของการใช้ยาแบบโฮมีโอพาธีได้

สำหรับในกรณีที่ไม่มีเวลาไปนวด เรายังคงสามารถใช้กลิ่นบำบัดได้เช่นกันค่ะ เพราะนอกจากการนวดแล้ว การการบำบัดโดยกลิ่นในระดับหนึ่งนั้น สามารถทำได้ง่ายๆ เช่น การหยดน้ำมันหอมลงอ่างอาบน้ำอุ่นๆ ก่อนลงไปแช่และสูดดมกลิ่นหอมในระหว่างการอาบน้ำ การใช้เครื่องพ่นไอน้ำปล่อยกลิ่นหอมในห้องที่เราอยู่ การหยดน้ำมันหอมน้อยๆลงบนผ้าเช็ดหน้า การประคบร้อน ประคบเย็นเพื่อบรรเทาอาการปวด หรือแม้แต่การหยดน้ำมันหอมชนิดที่ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้ลงบนสำลีเพื่อทาผิวที่มีอาการบวมก็สามารถที่จะทำได้ด้วยตัวเอง และสำหรับการเก็บรักษาน้ำมันหอม เนื่องจากน้ำมันหอมมีคุณสมบัติคือสามารถระเหยได้ง่าย ทั้งยังจะเสื่อมสภาพเมื่อโดนความร้อน จึงควรเลือกเก็บในขวดทึบแสง มีฝาปิดสนิท และเก็บไว้ในอุณหภูมิห้อง ซึ่งอาจจะทำให้สามารถน้ำมันหอมเก็บไว้ได้นานถึง 1 ปีโดยไม่สูญเสียคุณสมบัติสำคัญ อย่างไรก็ตาม น้ำมันหอมบางชนิด เช่น น้ำมันจากกลิ่นส้ม เลมอน มะนาว หรือผิวส้ม จะเสื่อมคุณภาพเร็วกว่าน้ำมันทั่วไป อาจเก็บไว้ได้ไม่เกิน 6 เดือนค่ะ

สำหรับผู้ที่เริ่มสนใจ อยากจะลองหากลิ่นหอมๆ มาช่วยผ่อนคลาย มาดูกันค่ะ ว่ากลิ่นอะไร มีคุณสมบัติที่โดดเด่นอะไรกันบ้าง…
กลิ่นลาเวนเดอร์ ช่วยให้นอนหลับง่าย ปรับอารมณ์ และทำให้จิตใจสงบ
กลิ่นตะไคร้หอม ช่วยบรรเทาอาการหวัด ปวดศีรษะ ลดไข้ และผ่อนคลายกล้ามเนื้อ
กลิ่นเปปเปอร์มินต์ ช่วยให้สดชื่น แจ่มใส ปลอดโปร่ง กระตุ้นจินตนาการ และความคิดสร้างสรรค์
กลิ่นเลมอน นอกจากทำให้สดชื่น สดใส แล้ว หากใช้นวด ก็จะช่วยในเรื่องการไหลเวียนของโลหิตอีกด้วย
กลิ่นส้ม ช่วยเติมความสดชื่น ผ่อนคลาย และกระตุ้นการเผาผลาญพลังงานของร่างกาย
กลิ่นโรสแมรี่ ทำให้สดชื่น สดใส และลดอาการของไมเกรน
กลิ่นยูคาลิปตัส ช่วยให้หายใจโล่ง ปลอดโปร่ง และบรรเทาอาการอ่อนล้าที่สะสมมา และกลิ่นสุดท้าย
กลิ่นมะลิ นอกจากความหอมละมุนแล้ว กลิ่นอ่อนๆ ของดอกมะลิ ยังจะช่วยเติมความสดชื่น สดใส ช่วยให้อารมณ์ดี กระตุ้นการมองโลกในด้านบวก รวมถึงมีผลต่ออารมณ์โรแมนติกกันอีกด้วยค่ะ

เอาล่ะค่ะ ได้ทราบกันไปแล้วกับเรื่องราวหอมๆ ที่ได้นำมาฝากกัน วันนี้อย่าลืมหากลิ่นหอมๆ ในแบบที่ชอบ มาเติมความสดชื่น บำบัดอารมณ์ และผ่อนคลายไปด้วยกันนะคะ ^^

———-
credit ภาพ -100dorog.ru-

เลี้ยงลูกอย่างไร ให้สูงสมใจคุณแม่


คุณพ่อ คุณแม่ มักมีเรื่องกังวลใจว่าลูกเรา สูงน้อยไปซักหน่อยหรือเปล่า กรรมพันธุ๋มีผลแค่ไหน และจะเลี้ยงลูกอย่างไรให้ตัวสูงๆ วันนี้เรามีเคล็ดลับง่ายๆ ที่จะทำให้เด็กๆ ตัวสูงได้มาฝากกันค่ะ

ก่อนอื่น เรามาทำความเข้าใจซักนิด ว่าระดับความสูงของลูกนั้น จะเกี่ยวกับพันธุกรรมกันมากน้อยแค่ไหน

ตามสถิติแล้วความสูงของเด็กโดยเฉลี่ย จะสัมพันธ์กับความสูงของ คุณพ่อ และคุณแม่ ค่ะ คือ โดยเฉลี่ยแล้ว ความสูงของเด็กผู้ชาย จะเท่ากับความสูงเฉลี่ยของคุณพ่อและคุณแม่ บวกกับอีกประมาณ 5.5 ซ.ม.(ความสูงคุณพ่อ + ความสูงคุณแม่)/2 + 5.5 ซ.ม. และความสูงของเด็กผู้หญิง จะเท่ากับความสูงเฉลี่ยของคุณพ่อ และคุณแม่ ลดลงไปประมาณ 5.5 ซ.ม. ค่ะ (ความสูงคุณพ่อ + ความสูงคุณแม่)/2 – 5.5 ซ.ม.
ทั้งนี้ความสูงของเด็กจะแปรผันตามปัจจัยอื่นๆ ด้วย สามารถ บวก ลบ ได้อีกประมาณ 10 เซนติเมตรค่ะ

เคล็ดลับเพิ่มความสูง
สิ่งแรกเลย โภชนาการค่ะ
เนื้อ นม ไข่ และอาหารประเภทโปรตีน เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับเด็กๆ ที่กำลังเจริญเติบโต เพราะร่างกายจะนำสารอาหารเหล่านี้ไปใช้ในการสร้างกล้ามเนื้อ และกระดูก

ส่วนต่อมา การพักผ่อนที่เพียงพอ
เด็กๆ เดี๋ยวนี้นอนดึกกันมาก กิจกรรมที่เด็กๆ ชอบทำช่วงกลางคืนทำให้เข้านอนช้า และพักผ่อนไม่เพียงพอ ช่วงเวลาที่ฮอร์โมนในร่างกายอย่างเช่น โกรทฮอร์โมน หลั่งมาก คือในช่วงเวลาประมาณ 2 ทุ่ม ไม่เกิน 4 ทุ่ม และจะต้องเป็นระหว่างการนอนหลับสนิทเท่านั้น โกรทฮอร์โมนจะทำหน้าที่กระตุ้นการเจริญเติบโตของเซลล์กระดูกค่ะ

ส่วนสุดท้าย การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
การออกกำลังกายที่เหมาะกับการเพิ่มความสูง คือ การออกกำลังกายที่ต้องลงน้ำหนักที่กระดูกขา เช่น การวิ่ง กระโดดเชือก กีฬาที่มีการกระโดด เช่นวอลเล่ย์บอล บาสเกตบอล หรือการออกกำลังกายแบบยืดตัว เช่น การโหนบาร์ก็ช่วยได้ค่ะ

ปัจจุบัน แม้จะมีการเพิ่มความสูงด้วยวิธีอื่นๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการทานอาหารเสริม การทานแคลเซียม หรือการฉีดฮอร์โมน ทั้งหมด อาจจะเป็นทางเลือกที่พ่อแม่เริ่มให้ความสนใจ แต่ในความเห็นของคุณหมอหลายๆ ท่าน มองว่า ยังไม่มีใครทราบถึงผลกระทบที่อาจจะตามมาในระยะยาว วิธีตามธรรมชาตินี่ล่ะที่ปลอดภัย และสบายใจได้มากที่สุดค่ะ

Refresh ดวงตาแบบง่ายๆ ให้คลายความอ่อนล้า

fresheyes.jpg
ใครที่นั่งทำงาน หมกมุ่นอยู่กับหน้าจอสี่เหลี่ยมทั้งวัน แล้วกลับบ้านยังนั่งจ้องทีวี ใช้สมาร์ทโฟน แชทกับเพื่อนสาวต่ออีก ถ้ารู้สึกว่าล้าสายตามาก ลองหาวิธีช่วยผ่อนคลายดวงตาของเรากันซักหน่อยนะคะ เดี๋ยวจะหมดสวยไปซะก่อน

กลับถึงบ้านวันนี้ มาผ่อนคลายให้ดวงตาหายจากความเมื่อยล้าหลังจากการใช้งานหนักๆ มาตลอดทั้งวันกันดีกว่าค่ะ  เริ่มต้นด้วยการหาอ่างน้ำใบย่อมๆ สองใบ เอาน้ำแข็งออกจากตู้เย็นมาผสมกับน้ำจนได้น้ำเย็นในอ่างใบที่หนึ่ง จากนั้น เปิดน้ำอุ่นจากฝักบัวเตรียมน้ำอุ่นๆไว้ในอ่างอีกใบหนึ่ง เพียงเท่านี้ก็พร้อมแล้วสำหรับการเพิ่มความเฟรชให้ดวงตาค่ะ
พร้อมกันหรือยังคะ….
เอาล่ะ… เริ่มเลย

วักน้ำเย็นใส่หน้า นับไป 20 ครั้ง 1 , 2 , 3 ,4 ,5 ….. 20 อาจจะมีอาการหน้าชาน้อยๆ กับเย็นๆ มือซักหน่อย
จากนั้น ต่อด้วยน้ำอุ่น อีก 20 ครั้ง วัก 1, 2, 3 เริ่มสบายกันขึ้นรึยังคะ 4 , 5, 6…

ด้วยขั้นตอนง่ายๆเพียงเท่านี้ เลือดก็จะไหลเวียนมาหล่อเลี้ยงประสาทตามากขึ้น ดวงตาจะใสวิ๊งๆ วับๆ กล้ามเนื้อที่เกร็งมาทั้งวัน ก็จะเริ่มผ่อนคลายลงทีละน้อยค่ะ

รับประกันว่าจะเริ่มสบายตากันขึ้นเลยทีเดียว … รีเฟรชดวงตากันแล้ว รีบเข้านอนแต่หัวค่ำ ให้ดวงตาได้พักผ่อนจริงๆกันอีกซักหน่อย เช้าขึ้นมา รับประกันว่าสดใส ไม่มีร่องรอยของความเหนื่อยล้าให้ต้องกังวลกันอีกแล้วล่ะค่ะ
ทิ้งท้ายอีกนิด สำหรับเพื่อนๆ ที่อยากจะรีเฟรชดวงตาตอนเช้า แค่สลับมาวักน้ำอุ่นก่อน แล้วตามด้วยน้ำเย็น ดวงตาก็จะได้รับการกระตุ้นให้กลับมาใสปิ๊งอีกรอบแล้วล่ะค่ะ

———-
ขอบคุณภาพจาก -ivalua.com-

สมองสดใส ไอเดียปิ๊ง ง่ายๆ

brain.jpg
หลายๆ คนรู้จักกับอาการสมองเสื่อม โรคความจำเสื่อม หรือโรคอัลไซเมอร์ ในฐานะโรคของผู้สูงอายุ เพราะเข้าใจว่าโรคเหล่านี้จะเกิดกับผู้สูงอายุ และยังจะไม่ต้องกังวลในวัยหนุ่มสาว ทว่า แท้ที่จริง โรคเกี่ยวกับความเสื่อมของสมอง อาจเริ่มเกิดขึ้นตั้งแต่วัย 30-40 โดยที่เรายังไม่รู้ตัวก็เป็นได้ค่ะ แต่ด้วยความที่อาการมักจะแสดงออกชัดเจนเมื่ออายุมากขึ้น กว่าจะรู้ตัวก็มักจะสายเกินไปเสียแล้ว

ลองเช็คดูกันซักหน่อย ว่าเราเริ่มมีอาการหลงๆ ลืมๆ วางของแล้วจำไม่ได้ ลืมนัด ลืมชื่อคน เริ่มมีอาการพิมพ์ดีดผิดจากที่ไม่เคยเป็น หรือเริ่มนึกอะไรๆ ออก ช้ากว่าที่เคยกันบ้างหรือเปล่า เหล่านี้ ล้วนเป็นอาการที่เป็นสัญญาณเกี่ยวกับสมอง ที่ไม่ควรละเลยกันแล้วล่ะค่ะ

โรคสมองเสื่อม แม้จะเป็นไปตามธรรมชาติ แต่หากมีการดูแลที่ดี ก็อาจเป็นหนทางป้องกัน และบำรุงสมองของเราให้ทำงานได้เป็นปกติไปได้อีกนานๆ มาดูกันเลยค่ะกับ 5+2 วิธีดูแลสมองของเรา

ประการแรก ดูแลเรื่องโภชนาการ … เราอาจจะได้รับข้อมูลว่าผลิตภัณฑ์อาหารเสริมหลายๆ ชนิดมีส่วนช่วยในการบำรุงสมอง ทว่าการรักษาสมดุลทางโภชนาการ ให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่เหมาะสมในแต่ละมื้อกลับเป็นเรื่องที่สำคัญกว่า เพราะฉะนั้น อย่าลืมดูแลให้ร่างกายได้รับสารอาหารให้ครบถ้วน ทั้งโปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน วิตามิน รวมถึงแร่ธาตุ และอย่าลืม ทานอาหารเช้าในทุกๆ วัน เพราะอาหารเช้า จะเป็นตัวช่วยในการรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ ซึ่งจะมีผลต่อการทำงานของสมองค่ะ

ประการที่สอง พักผ่อนให้เพียงพอ … สมอง จำเป็นต้องได้รับการพักผ่อนเช่นเดียวกับส่วนอื่นๆ ของร่างกาย การพักผ่อนที่ไม่เพียงพอจะส่งผลต่อการทำงานของสมอง ทั้งในด้านการใช้ความคิด และการตื่นตัวของสมอง

ประการที่สาม ฝึกสมอง…  ร่างกายที่แข็งแรง จำเป็นต้องได้รับการออกกำลังกายที่เหมาะสม เช่นเดียวกับสมองของเรา การใช้สมองในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ภาษาใหม่ๆ รวมถึงเกมส์ที่ใช้สมองอย่างเช่นหมากกระดาน เกมส์คำศัพท์ หรือเกมส์ประเภทตัวเลข ล้วนเป็นการบริหารสมองที่ดีทั้งสิ้น สมองที่สมบูรณ์ จำเป็นต้องได้รับการบริหาร เริ่มบริหารสมองเสียตั้งแต่วันนี้ค่ะ

ประการที่สี่ ออกกำลังกาย … การทำงานของสมอง ย่อมเป็นผลมาจากการทำงานของระบบอื่นๆ ของร่างกาย หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ให้หัวใจได้สูบฉีดเลือดอย่างเต็มที่อย่างน้อย สัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง สมองที่ดี จำเป็นต้องอาศัยร่างกาย และระบบการทำงานที่ดี ที่สำคัญ การออกกำลังกายจะมีส่วนช่วยในการทำงานของสมองในส่วนของการตัดสินใจ และความจำ

ประการที่ห้า บริหารความเครียด และจดจำเรื่องราวที่ดี … สมองของเราทำงานได้ดีในขณะที่เรามีความสุขค่ะ พยายามลดภาวะความเครียด ผ่อนคลายด้วยการทำสมาธิ หางานอดิเรก หรือไปเที่ยวพักผ่อนเมื่อรู้สึกว่าเรามีความเครียดมากจนเกินไป เข้าสังคม พบปะกับผู้คน รวมถึงจดจำเรื่องราวดีๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน สิ่งเหล่านี้ มีผลต่อการทำงานของสมองทั้งสิ้น

ดูแลสมองตามที่กล่าวมาแล้ว สิ่งสำคัญอีกสิ่งหนึ่งก็คือการดื่มน้ำให้เพียงพอ … เพราะ น้ำ เป็นส่วนประกอบสำคัญของสมอง และมีความสำคัญต่อการทำงานของสมองไม่น้อยไปกว่าระบบอื่นๆ ภายในร่างกาย แปลว่าสมอง จำเป็นต้องได้รับน้ำในปริมาณที่เพียงพอและเหมาะสม พยายามดื่มน้ำให้มากในแต่ละวัน เพราะนอกจากความสดชื่นที่ได้รับแล้ว ยังจะช่วยให้สมองทำงานได้ดีขึ้นอีกด้วย ที่สำคัญ น้ำเปล่า ดีที่สุดนะคะ

และนอกเหนือจากการดูแลสมองให้แข็งแรงแล้ว อย่าลืมช่วยลดการทำร้ายสมอง ด้วยการลดสิ่งที่เป็นอันตรายกับสมองกันด้วย เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ สารเสพติดทุกชนิด เป็นอันตรายต่อสมอง ทางที่ดี อยู่ห่างๆ ไว้จะดีที่สุดเลยค่ะ

เอาล่ะ ได้ทราบกันไปแล้ว ถึงแนวทางในการดูแล รักษาสมองของเราให้มีสุขภาพที่ดี อย่าปล่อยให้สมองของเราเสื่อมจนเกินจะแก้ไข เริ่มดูแลเสียตั้งแต่วันนี้ เพราะเรื่องราวดีๆ ในชีวิตยังมีอยู่อีกมากมายให้จดจำ เตรียมสมองไว้รับกับเรื่องราวเหล่านั้นไปด้วยกัน ที่สำคัญ ไอเดียดีๆ ย่อมต้องมาจากสมองที่สุขภาพดีเช่นกันค่ะ ^^

สุขภาพดี เริ่มต้นที่ลมหายใจ

1405419330-5202-640x430
ความเร่งรีบของชีวิต กับการทำงานวุ่นตลอดแทบจะทุกนาที … เคยสังเกตกันหรือเปล่าคะ ว่าเราห่างจากการสูดลมหายใจให้เต็มปอดกันมานานมากเท่าไหร่แล้ว

การหายใจที่ดี คงไม่ใช่เป็นเพียงการนำออกซิเจนที่จำเป็นเข้าสู่ร่างกาย หากแต่ยังเป็นการยืดขยายอวัยวะภายใน และปรับสมดุลของระบบต่างๆ ภายในร่างกาย มีประโยชน์ต่อการทำงานในหน่วยที่เล็กที่สุด คือเซลล์ รวมถึงได้เติมความสดชื่น และความสงบของจิตใจ

เพื่อเป็นการต้อนรับปี 2559 ด้วยความสดชื่น วันนี้ ขอนำเนื้อหาดีๆ เกี่ยวกับลมหายใจ จาก Expert Articles ในเวปไซต์ของเรา มาฝากกันค่ะ

คุณเพ็ญพิชชากร แสนคำ Clinical Director จากสถาบันปรับโครงสร้างร่างกายอริยะ ชั้น 2ไลฟ์เซ็นเตอร์ (คิวเฮ้าส์ ลุมพินี) ได้กล่าวถึงความสำคัญของการหายใจว่า การดำรงชีวิตของคนเราอยู่ได้ด้วยการหายใจ ซึ่งสิ่งนี้ก็บอกเป็นนัยๆ ได้ว่า ความสำคัญของการหายใจนั้นสำคัญมากต่อการมีชีวิตอยู่ แน่นอนทุกคนที่ยังหายใจได้แปลว่ายังคงดำเนินชีวิตอยู่ แต่จะมีสักกี่คนที่หายใจได้ประสิทธิภาพอย่างแท้จริง นั่นคือการหายใจทุกครั้งร่างกายได้รับออกซิเจนที่เพียงพอต่อความต้องการของทั้งร่างกาย

ปกติการหายใจที่ถือว่าได้ประสิทธิภาพคือ ปอดทุกส่วนต้องขยายตัวได้เต็มที่

ปอดของคนเรามีด้วยกันสามส่วน คือ ปอดส่วนบน ส่วนกลาง และส่วนล่าง ทุกครั้งที่หายใจปอดจะขยายตัว ปอดล่างเมื่อขยายจะดันกระบังลมให้เลื่อนลง ทำให้ท้องป่องเวลาเราหายใจเข้า ส่วนปอดบนและส่วนกลางจะดันให้ชายโครงกางขึ้น จะเห็นชายโครงกางขึ้นชัดเจน แต่ส่วนใหญ่แล้วเรามักหายใจด้วยการใช้ปอดล่างอย่างเดียว แต่เหตุที่ทำให้ปอดบนไม่ค่อยขยายอาจเป็นเหตุจากบางคนอาจมีภาวะโครงสร้างร่างกายที่ยึดติด เช่น หลังค่อม ไหล่งุ้ม เหล่านี้จะทำให้ข้อต่อกระดูกสันหลังซึ่งเชื่อมกับชายโครง ไม่ขยายตัวจึงเป็นเหตุให้อากาศเข้าไปได้น้อยกว่าปกติ ซึ่งเราอาจจะรู้สึกเหมือนหายใจเร็ว ขัด และสั้น นานวันเข้าก็เป็นปัจจัยที่ทำให้มีปัญหาที่ระบบอื่นๆ ในร่างกายตามมา เราหายใจเข้าเอาออกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์ ซึ่งออกซิเจนเป็นเสมือนอาหารของซลล์ เมื่อเซลล์ได้อาหารตามที่ต้องการ เซลล์ก็แข็งแรงเสมือนร่างกายเรามีภูมิต้านทานโรคภัยต่างๆ ได้ดีเพราะหน่วยย่อยของร่างกายเล็กสุดก็คือเซลล์ และเมื่อหายใจออกก็เป็นการขับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และเชื้อโรคต่างๆ ผ่านท่อทางเดินหายใจ  ซึ่งของเสียเหล่านี้มักเกิดจากกระบวนการต่างๆ ภายในร่างกายคนเรา

ใครบ้าง ที่รู้สึกหายใจไม่อิ่ม หรือหายใจสั้นๆ ขัดๆ ลองใช้วิะีนี้ดูค่ะ
ยืดอกขึ้น ผายหัวไหล่ไปด้านหลังแล้วลองหายใจเข้าให้ลึกและยาวที่สุด จินตนาการว่าเหมือนลำตัวเรากำลังพองออกมากที่สุด พร้อมกับค่อยๆหายใจออกช้าๆ ยาวๆ สักประมาณ 3 – 5 รอบ เพียงแค่นี้ รับรองว่าจะสัมผัสได้ถึงความสดชื่นในทันทีเลยล่ะค่ะ
มหัศจรรย์ของลมหายใจ การหายใจที่มีประสิทธิภาพนอกจากจะเป็นเสมือนการสร้างภูมิต้านทานแล้วยังเป็นการขับพิษและเชื้อโรคในร่างกาย ทำให้ร่างกายและจิตใจผ่อนคลายไปด้วย สังเกตกันหรือเปล่าคะ ว่าในขณะที่เราจดจ่ออยู่กับลมหายใจ จิตของเราก็ไม่ได้วุ่นวายอยู่กับเรื่องอื่นๆ เลย เหมือนว่าได้ปล่อยวางเรื่องราวต่างๆที่ไม่สบายใจไว้ก่อน จึงทำให้จิตใจผ่อนคลาย สบายตามไปด้วย

คนส่วนใหญ่ในยุคปัจจุบันมักมองออกไปนอกตัวอย่างเดียว เพ่งเล็งกับการกระทำหรือสิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้อื่นจนลืมหันกลับมามองดูสิ่งที่มหัศจรรย์ในตัวนั่นคือ “ลมหายใจ” เพียงเราลองหายใจให้ถูกวิธีแค่ 2-3 ครั้ง ก็รู้สึกถึงความสดชื่นกระปรี้กระเปร่าได้ แล้วหากเราฝึกเป็นประจำ เซลล์ในร่างกายก็จะแข็งแรง ของเสียถูกขับออกข้อต่อกระดูกสันหลังก็เคลื่อนไหวได้คล่องแคล่ว ฯลฯ เพียงเท่านี้ก็ทำให้ยืดอายุขัยเราได้อีกนานเลยล่ะค่ะ