ทดแทนโปรตีนจากเนื้อสัตว์ ด้วยโปรตีนดีๆ จากพืช

p.jpg
ทุกวันนี้ผู้คนส่วนใหญ่เริ่มหันมาให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพตนเองกันมากขึ้น เห็นได้จากการที่หลายๆ คน เริ่มที่จะเลือกทานอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายอย่าง Clean Food และ Raw Food รวมถึงหลีกเลี่ยงการทานเนื้อสัตว์อย่างเช่น การทานมังสวิรัติ กันเป็นประจำ
การหลีกเลี่ยงการรับประทานเนื้อสัตว์ดังกล่าว ทำให้โปรตีนจากพืชเป็นสิ่งจำเป็นต่อร่างกายมากขึ้น เพราะร่างกายของเราจำเป็นต้องใช้โปรตีนในการเสริมสร้างกล้ามเนื้อ ซ่อมแซมร่างกาย และใช้เป็นพลังงานเมื่อถึงคราวจำเป็น เรื่องราวสำหรับวันนี้ เลยขอเป็นเรื่องเกี่ยวกับแหล่งโปรตีนจากพืชที่ให้ประโยชน์กับร่างกาย นำมาฝากกันเพื่อเป็นทางเลือกในการสั่งอาหารจานโปรดครั้งต่อไป
ว่าแล้ว มาดูกันเลยค่ะ ว่าพืชผัก ผลไม้ ชนิดใด ให้โปรตีนดีๆ กับร่างกายเราบ้าง

อะโวคาโด้
มีคาร์โบไฮเดรตต่ำ น้ำตาลต่ำ ทว่า อุดมไปด้วยโปรตีน ไฟเบอร์ และสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอย่างเช่น กรดไขมันชนิดที่ช่วยป้องกันโรคหัวใจ ลดไขมันในเส้นเลือดสำหรับผู้ที่เป็นโรคไขมันในเลือดสูง เหมาะกับผู้ป่วยโรคเบาหวาน รวมทั้งมีวิตามินต่างๆ อย่าง วิตามิน A วิตามิน B วิตามิน E สารแอนตี้อ็อกซิแดนท์ แร่ธาตุต่างๆ อย่าง โซเดียม โพแทสเซียม และโฟเลต ที่เหมาะกับหญิงตั้งครรภ์รวมทั้งเด็กอ่อนอีกด้วยค่ะ

มะพร้าว
มะพร้าวถือเป็นแหล่งโปรตีนที่มีอยู่ตามธรรมชาติ และเป็นโปรตีนที่ย่อยง่าย ร่างกายสามารถดูดซึมได้เร็ว และช่วยให้พลังงานกับร่างกายได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ มะพร้าว ยังมีวิตามินต่างๆ อย่าง วิตามิน C วิตามิน B กรดอะมิโน แคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส โปแทสเซียม เหล็ก รวมทั้งไขมันที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายอีกมากมาย

ถั่วเหลือง
แหล่งโปรตีนที่มีราคาย่อมเยา แต่อุดมไปด้วยสารอาหาร และวิตามินที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ทานแล้วอิ่มท้อง ทั้งยังให้พลังงาน และยังมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวที่ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในร่างกาย

ถั่วดำ
คุณสมบัติพิเศษของถั่วดำที่หลายๆ คนต้องติดใจก็คือ สามารถช่วยลดความอ้วนได้ เนื่องจากในถั่วดำมีสัดส่วนของโปรตีนถึง 40% และมีกรดไขมันไม่อิ่มตัว 20% ถั่วดำ อุดมไปด้วยสารลดความอ้วน และสารที่ช่วยกำจัดสารพิษ นอกจากนั้นยังมีแคลเซียมสูง ช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง และยังมีคุณค่าทางอาหารจาก วิตามิน B12 วิตามิน B9 กรดโฟลิก รวมทั้งธาตุเหล็กที่สูงกว่าเนื้อสัตว์ถึง 4 เท่า จึงเหมาะกับผู้เป็นโรคโลหิตจางเป็นพิเศษค่ะ

ลูกบัว
ธัญพืชที่มีคุณค่าทางอาหารสูง และมีโปรตีนมากกว่าข้าวถึง 3 เท่า เป็นแหล่งรวมของวิตามินและแร่ธาตุหลายชนิด อย่าง วิตามิน A วิตามิน C วิตามิน E เกลือแร่ และฟอสฟอรัส จึงช่วยบำรุงประสาท บำรุงไต และ บำรุงสมอง

ข้าวกล้อง
ธัญพืชที่มีไฟเบอร์สูง แถมยังมีโปรตีนอยู่ด้วย การทานข้าวกล้องมีประโยชน์ทั้งในเรื่องของคุณค่าทางอาหาร และระบบการขับถ่ายค่ะ

ข้าวโอ๊ต
มีโปรตีนน้อยกว่า 3% แต่มีเบต้ากลูแคน ที่ช่วยลดคอเลสเตอรอล และยังอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ อย่างแมงกานีส และเซเลเนียม

กีนัว (Quinoa)
อีกหนึ่งธัญพืชที่อุดมไปด้วยโปรตีน และไฟเบอร์ ที่ในปัจจุบันมีคนนิยมนำมารับประทานกันมากขึ้น โดยสามารถนำไปทำขนมปังแทนแป้งสาลี หรือจะนำมาทำเมนูอร่อยๆ อย่างพาสต้า หรือแป้งประกอบอาหารต่างๆ ได้อีกด้วยค่ะ

การหลีกเลี่ยงการทานเนื้อสัตว์ในระยะยาว โดยไม่มีการรับสารอาหารประเภทโปรตีนจากแหล่งอาหารอื่น อาจมีผลทำให้ร่างกายขาดสารอาหารในการสร้างกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้อไม่แข็งแรง อ่อนเพลียง่าย รวมทั้งอาจทำให้ขาดแคลเซียมจนทำให้กระดูกบาง เปราะ ดังนั้น ใครที่หลีกเลี่ยงการรับประทานเนื้อสัตว์ อย่าลืมเลือกทานพืชผักที่อุดมไปด้วยโปรตีน เพื่อเติมพลังงานให้กล้ามเนื้อกลับมาแข็งแรง ไม่อ่อนแอ รวมทั้งทานแหล่งแคลเซียมจากธรรมขาติ เช่น งาดำ เพื่อสร้างสมดุลให้กับร่างกายอีกทางหนึ่งด้วยนะคะ

Advertisements

บรรเทาอาการเจ็บคอ สูตรธรรมชาติ

soar.jpg
ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวฝนตก หลายๆ คนที่สุขภาพเคยแข็งแรงก็กลับอ่อนแอลง ทั้งเป็นหวัด คัดจมูก มีไข้ หรือแม้แต่มีอาการเจ็บคอให้กังวลใจ วันนี้เรามีความรู้ดีๆ เกี่ยวกับการบรรเทาอาการเจ็บคอแบบได้ผล ประหยัด ทำได้ง่ายมากๆ และที่สำคัญ เป็นสูตรจากธรรมชาติ มาฝากกันค่ะ

สูตรแรก น้ำ+เกลือ
สูตรมรดกตกทอดกันมานานเลยทีเดียวสำหรับการใช้น้ำอุ่น (1ถ้วย) + เกลือ (1/4 ช้อนชา) นำมากลั้วคอสักพัก ก่อนจะบ้วนทิ้ง น้ำอุ่นกับเกลือจะช่วยลดเชื้อแบคทีเรียตัวร้าย อาการเจ็บคอจึงลดลงไปด้วยค่ะ

สูตร 2 น้ำผึ้ง + มะนาว + ขิง + น้ำ
เพิ่มความเข้มข้นกันสักนิดนะคะ สำหรับใครที่เจ็บคอมากหน่อย ลองใช้ น้ำผึ้ง (1 ช้อนชา) + น้ำมะนาว (ประมาณครึ่งซีก) + น้ำขิง ( 1 ช้อนชา) + น้ำอุ่น เสร็จแล้ว นำมากลั้วคอสักพักนะคะ น้ำผึ้งจะช่วยกำจัดเชื้อไวรัส และ แบคทีเรียที่มาสร้างความระคายเคืองให้กับคอของเรา และน้ำมะนาวจะช่วยให้ลำคอชุ่มชื่น จะช่วยในเรื่องการรักษาโรคภูมิแพ้ สูตรนี้นอกจากจะช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอได้ดีแล้ว ยังช่วยให้สดชื่น และลำคอโล่งขึ้นเยอะเลยค่ะ

สูตร 3 พริกป่น + น้ำ
สูตรนี้เหมาะสำหรับคนใจเด็ดค่ะ ใช้พริกป่น (2 ช้อนชา) + น้ำร้อน 1 ถ้วย เช่นเคยค่ะ นำมากลั้วคอสัก 15 นาที ด้วยความเผ็ดร้อนของพริกจะช่วยไปบรรเทาอาการเจ็บคอได้ โดยพริกจะทำหน้าที่เป็นเหมือนยาแก้อักเสบกลายๆ เมื่อลดอาการอักเสบได้คอของเราก็จะกลับมาแข็งแรงได้โดยไว ห่างหายจากอาการไอ อาการเจ็บคอค่ะ

สูตร 4 กานพลู + น้ำ
สูตรนี้หอมเป็นพิเศษค่ะ ลองหากานพลูแบบอบแห้ง นำมาบดให้ละเอียด สูตรนี้จะใช้ กานพลูบดละเอียด (2 ช้อนชา) + น้ำร้อน 1 ถ้วย นำมากลั้วคอ อาจจะกลั้วบ่อยสักนิดนะคะ กานพลูมีสารต้านเชื้อแบคทีเรีย และช่วยลดอาการอักเสบค่ะ

สูตร 5 ขมิ้นชัน + เกลือ + น้ำ
ลองหาขมิ้นชัน จะเป็นแบบที่บดแล้ว หรือแบบที่เป็นผงก็จะสะดวกดีค่ะ สูตรนี้จะใช้ ขมิ้นชัน ( 1 ช้อนชา) + เกลือ ( 1 ช้อนชา) + น้ำร้อน 1 ถ้วย ได้ส่วนผสมแล้วก็นำมากลั้วคอสักพัก คุณสมบัติของขมิ้นชั้นนี้เป็นเสมือนสารต้านอนุมูลอิสระอย่างดี ส่วนเกลือก็จะช่วยยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย จึงเป็นอีกสูตรที่จะช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอได้ดีทีเลยเดียวค่ะ

สูตร 6 แอปเปิ้ลไซเดอร์ + เกลือ
สูตรนี้จะเหมาะกับคนที่เจ็บคอ และมีอาการไอร่วมด้วย ลองใช้ แอปเปิ้ลไซเดอร์ (1ช้อนชา) + น้ำร้อน 1 ถ้วย แล้วนำมากลั้วคอสักพัก แอปเปิลไซเดอร์จะไปช่วยกำจัดเชื้อแบคทีเรีย และเชื้อโรคบางชนิดในคอของเรา จึงช่วยลดอาการเจ็บคอ และยังทำให้ไอน้อยลงด้วยค่ะ

สูตร 7 ชาเขียวร้อน
สูตรนี้ไม่มีส่วนผสมอะไรมากค่ะ ใช้เพียงชาเขียวกับน้ำร้อนมาจิบ ใช้ชาที่เข้มข้นสักหน่อย แล้วใช้วิธีการจิบไปเรื่อยๆ ชาเขียวมีสารต้านอนุมูลอิสระ และช่วยลดอาการติดเชื้อ แค่จิบชาเขียวบ่อยๆ เรื่อยๆ น้ำอุ่นๆ จะช่วยละลายเสมหะ ทำให้หายเจ็บคอไปในที่สุดค่ะ

สูตร 8 ชาราสเบอร์รี
นอกจากชาเขียวแล้ว ชาราสเบอร์รี่ก็ช่วยได้ ลองชงชาราสเบอร์รี่มาจิบ หรือจะนำมากลั้วคอก็ได้ค่ะ ชาราสเบอร์รี่นอกจากจะมีกลิ่นหอมหวนชวนรับประทานแล้ว ยังมีคุณสมบัติในการป้องกัน และบรรเทาอาการหวัด คัดจมูก สมานแผล จึงเหมาะกับการนำมาทานแก้เจ็บคอค่ะ

มีให้เลือกตั้งหลายวิธี จะแนวหวานๆ หรือแนวเผ็ดๆ ใครที่เริ่มมีอาการเจ็บคอ ชอบวิธีไหนลองทำกันดูนะคะ จะได้หายไวๆ ค่ะ

เคล็ดไม่ลับถนอมดวงตา จากหน้าจอ

eye
ทุกคนคงเคยได้ยินคำว่า Office Syndrome หรือ อาการป่วยที่เกิดจากการทำงานออฟฟิศ ด้วยพฤติกรรมเคยชิน ทั้งจากลักษณะท่าทางที่ไม่เหมาะสมกับสรีระ และโครงสร้างของร่างกายเป็นประจำ แต่ทราบกันหรือไม่คะ ว่าการทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ ก็อาจจะเป็นสาเหตุของอาการป่วยอีกประเภทหนึ่งที่เรียกว่า Computer Vision Syndrome ได้เช่นกัน
Computer Vision Syndrome (CVS) เป็นอาการป่วยที่เกิดจากการใช้สายตากับหน้าจอคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน รวมถึงแท็บเล็ต เป็นเวลานานๆ เป็นเวลานาน ซึ่งโดยเฉลี่ย จะเกิดกับ 90% ของผู้ที่ใช้อุปกรณ์เหล่านี้เป็นประจำเลยล่ะค่ะ
อาการของ Computer Vision Syndrome รวมถึงอาการเคืองตา ตามัว แพ้แสง ไปจนกระทั่งอาการปวดศีรษะ ปวดคอ และหลัง ที่สำคัญ หลายๆ ครั้ง เราไม่รู้ว่าอาการเหล่านี้ที่เกิดขึ้น มีสาเหตุมาจากการใช้เวลากับหน้าจอมากจนเกินไปโดยไม่ได้ให้สายตาได้พัก และทำให้ไม่ได้รับการแก้ไขที่ตรงจุด
อย่างไรก็ตาม ในโลกปัจจุบัน การไม่เกี่ยวข้องกับอุปกรณ์เหล่านี้คงเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก สิ่งสำคัญคงจะเป็นการป้องกันอาการป่วยที่อาจจะเกิดขึ้น รวมถึงการใช้สายตาในระดับที่เหมาะสม และให้สายตาได้พักเป็นระยะๆ วันนี้ มาดูกันดีกว่าค่ะ กับ 6 วิธีง่ายๆ ที่จะช่วยป้องกัน Computer Vision Syndrome

อย่างแรก ปรับตำแหน่ง ระยะห่าง และมุมการมองจอให้เหมาะสม
หน้าจอ ควรจะอยู่ต่ำกว่าระดับสายตาของเราประมาณ 10-15 ซม. เพื่อให้เราสามารถก้มศีรษะลงเล็กน้อย และ เว้นระยะห่างระหว่างหน้าจอกับตาของเราให้เหมาะสม ระยะห่างที่เหมาะสมที่สุด คือประมาณ 50-60 ซม. ค่ะ

อย่างที่สอง ปรับแสงสว่างโดยรอบให้เหมาะสม และพยายามลดแสงสะท้อนจากหน้าจอ
แสงสว่างที่มากจนเกินไปอาจทำให้เกิดอาการเมื่อยล้าของดวงตา
ขณะที่มีการใช้งานกับจอคอมพิวเตอร์ เราสามารถปรับแสงสว่างให้ลดลงได้ โดยปริมาณแสงที่เหมาะสมคือความสว่างเพียงครึ่งหนึ่งของแสงสว่างภายในออฟฟิศปกติ ซึ่งเราสามารถลดปริมาณของแสงได้ด้วยการปิดม่าน หรือดับไฟบางดวงในห้องทำงานลงบ้าง นอกจากนั้น เพื่อช่วยลดแสงสะท้อนจากหน้าจอในกรณีที่แสงมาจากด้านหลังผู้ใช้ และป้องกันแสงจ้าจากหลังจอ กรณีที่แสงมาจากด้านหลังจอคอมพิวเตอร์ เราควรจัดวางหน้าจอโดยให้แสงหลักมาจากด้านข้างของผู้ใช้งานค่ะ

อย่างที่สาม กระพริบตาบ่อยๆ และให้สายตาได้พัก
สาเหตุของอาการตาแห้ง อาจมีสาเหตุมาจากการเพ่งสายตาเป็นเวลานานๆ เพราะฉะนั้น ในระหว่างการใช้งานกับจอคอมพิวเตอร์ อย่าลืมกระพริบตาบ่อย หรือในทุกๆ ระยะ 20 นาที ให้หลับตา สลับกับลืมตา ช้าๆ ประมาณ 10 ครั้ง เพื่อช่วยลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อจากการเพ่ง และลดอาการตาแห้ง

อย่างที่สี่ พักสายตาเป็นระยะ
หลังจากการใช้งานของสายตากับหน้าจอต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ ควรเปลี่ยนไปทำกิจกรรมอื่นเป็นระยะสั้นๆ โดยในทุกๆ 2 ชั่วโมง ควรให้สายตาได้พักอย่างน้อย 15 นาที และในทุกๆ 20-30 นาที ของการใช้สายตากับหน้าจอ ควรพักสายตาด้วยการละสายตาจากจอ และมองออกไปไกลๆ ซัก 15-20 วินาที หรือ จะมองไกล สลับการการมองใกล้ๆ ครั้งละ 10-15 วินาที ทำอย่างนี้ซัก 10 ครั้ง ก็จะช่วยให้สายตาได้พักอีกด้วย

อย่างที่ห้า นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
การพักผ่อนที่น้อยจนเกินไป นอกจากส่งผลต่อการทำงานของระบบต่างๆ ภายในร่างกาย รวมถึงระบบภูมิคุ้มกันแล้ว ยังอาจทำให้เกิดอาการระคายเคืองกับดวงตาได้ง่ายขึ้นอีกด้วย ดังนั้น อย่าลืมจัดตารางให้กับการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอด้วยค่ะ

อย่างสุดท้าย ตรวจสุขภาพตาอย่างสม่ำเสมอ
ดวงตาเป็นอวัยวะที่มีความอ่อนไหว และควรได้รับการดูแลเป็นอย่างดี ผู้ที่ใช้สายตากับหน้าจอเป็นประจำ ควรได้รับการตรวจสุขภาพตาอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อตรวจดูความผิดปกติทางสายตา หรืออาการป่วยที่อาจเกิดขึ้น เพราะการทราบถึงอาการผิดปกติในระยะแรก ย่อมหมายถึงโอกาสที่จะรักษา หรือป้องกันไม่ให้อาการรุนแรงขึ้นได้ การพบแพทย์ และตรวจความผิดปกติของสายตา เป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปี ขึ้นไป ที่อาจเริ่มมีอาการทางสายตาที่เกิดตามวัยได้อีกด้วย

เอาล่ะค่ะ ได้ทราบกันไปแล้ว ถึงแนวทางการป้องกัน Computer Vision Syndrome อาการป่วยจากการใช้สายตากับจอคอมพิวเตอร์ที่มากจนเกินไปที่อาจเกิดได้โดยที่เราไม่รู้ตัว ถึงเวลาไปดูกันแล้วล่ะค่ะ ว่าหน้าจอของเราอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมหรือยัง ห้องทำงานมีปริมาณ และทิศทางของแสงที่พอเหมาะหรือไม่ และที่สำคัญ อย่าลืมให้สายตาได้พักบ้าง พักผ่อนให้เพียงพอ และจัดตารางการดูแลสุขภาพตา ไปพบแพทย์เป็นระยะกันด้วยนะคะ

ก่อนถึงวันแม่

mom.jpg
ไม่มีใคร โตขึ้นมาได้โดยไม่มีแม่….. แม่ ที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแม่ผู้ให้กำเนิด แต่หมายรวมถึงแม่โดยความรัก และความใส่ใจดูแลที่ท่านได้มอบให้กับเรา….

เราทุกคนรักแม่… แต่หลายๆ ครั้ง เราอาจจะเผลอ ทำให้ท่านทุกข์โดยไม่ได้ตั้งใจ…. เราอาจจะใส่ใจดูแลท่าน น้อยกว่าที่ควร ด้วยเหตุผลจำเป็นที่เราคิดในมุมของเรา… เราอาจจะมีความอดทน น้อยไปสักหน่อย ด้วยลืมนึกไป ว่าท่านได้อดทน ได้ลำบากเพื่อเรามามากเพียงใด…..

ใครเคยนั่งนึกบ้าง ว่าแม่ของเรา เปลี่ยนผ้าอ้อม ทำความสะอาด ชะล้างเรามาแล้วกี่ครั้ง กว่าที่เราจะรู้ความ และเริ่มดูแลตัวเองได้…..
ใครเคยทบทวนบ้าง ว่าแม่ต้องอดทนกับความไม่รู้ ไม่เข้าใจ ต้องพูดในเรื่องเดิมๆ ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า กับเรากี่ครั้ง กว่าที่เราจะเข้าใจเรื่องเล็กๆ ซักเรื่องหนึ่ง….
ใครเคยจดบ้าง ว่าเด็กขี้สงสัยคนนี้ มีคำถามร้อยแปด ที่คอยให้แม่ต้องตอบ คำถามแล้ว คำถามเล่า โดยที่ท่านไม่เคยเหนื่อยหน่าย… เป็นคำถามซักกี่ร้อย กี่พันคำถาม
ใครรู้บ้าง ว่ามีกี่คืน ที่เราตัวร้อน มีไข้ ไม่สบาย ที่แม่ต้องอดนอน คอยเช็ดตัว ป้อนยา และพาไปหาหมอ… กี่คืน ที่แม่ต้องอดนอนเฝ้าดูแล โดยไม่เคยมีข้ออ้างว่าในวันรุ่งขึ้นมีงานแต่เช้าที่ต้องรีบไปทำ….
ใครจำได้บ้าง ว่ามีกี่ครั้ง ที่ลูกน้อยคนนี้ วิ่งไปซบหน้าร้องไห้กับอกแม่ เพียงเพื่อให้ได้กำลังใจ ได้รับการปลอบโยน กับความเสียใจ กับความผิดหวัง … และแม่ ก็ทุกข์ใจไปกับเราไม่น้อยไปกว่ากัน….
จะมีใครซักกี่คนในโลกใบนี้ ที่เลือกขอเป็นผู้ที่ต้องทนทุกข์ ทนเจ็บปวด แทนเรา ถ้าสามารถเลือกได้ ?

วันแม่ในปีนี้… ชวนทุกคนนึกทบทวน ถึงความรักที่ยิ่งใหญ่ของแม่ แม่ที่หมายถึงผู้เสียสละ ผู้ที่ได้อุปการะ เลี้ยงดู มอบความใส่ใจ ความห่วงหาอาทร ให้กับเราเสมอมา… นึกทบทวนถึงทุกๆ สิ่งที่ท่านได้เคยทำเพื่อเรา… ตั้งแต่วันแรกที่เราลืมตา น้ำนมหยดแรกที่เราดื่ม ก้าวแรกของการหัดเดิน.. การไปโรงเรียนวันแรก มือที่ยื่นมาทุกครั้งที่เราหกล้ม วันที่เราผิดพลาด วันที่เราเศร้าใจ…… ทุกๆ วัน และทุกๆ สิ่งที่ท่านได้ดูแลเรา..

เราได้เคยทำอะไรที่มากมายขนาดนั้นให้กับท่านบ้างหรือยัง….

วันนี้ กับภารกิจมากมายที่เราต้องรับผิดชอบ ที่อาจจะเป็นข้ออ้างทำให้เรามีเวลาให้กับท่านน้อยไปซักหน่อย…. เป็นภารกิจเช่นเดียวกัน ที่ท่านเคยมี แต่ไม่เคยนำมาเป็นข้ออ้างที่จะมีเวลาให้เราน้อยลงไป
วันนี้ กับความอดทน ในการอธิบายในเรื่องที่ท่านอยากรู้ ความพยายามที่จะชี้แจงเรื่องราวต่างๆ….เทียบได้หรือไม่ กับความอดทนที่ท่านเคยมีให้กับเรา…

วันนี้ เราใส่ใจดูแลแม่ ได้ซักหนึ่งส่วนร้อย ของที่แม่ได้ใส่ใจดูแลเราเสมอมาหรือยัง….

รักแม่… ให้ทุกวัน เป็นเหมือนวันของแม่ค่ะ ^

น้ำลูกเดือยอร่อยๆ สไตล์ Raw Food

xFeature-7.jpg.pagespeed.ic_.J9MGvIvG7l.jpg
อากาศร้อนเสียยิ่งกว่าร้อน จะออกจากบ้านไปไหนแต่ละทีต้องฝ่าแสงยูวีที่คอยแต่จะจ้องทำร้ายผิวตลอดเวลา พอวันไหนไม่ร้อน ฝนก็ยังจะตกได้อีก จะนั่งทานอาหารนอกบ้าน แต่ละเมนูก็มากไปด้วยน้ำตาล และสารปรุงแต่ง
วันนี้ลองมาหาอะไรใหม่ๆ อย่างเมนูเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพแบบง่ายๆ ทำกันดีกว่าค่ะ

เมนู น้ำลูกเดือยสไตล์ Raw Food ที่ใช้ส่วนผสมเพียงแค่ 4 อย่างเท่านั้น คือ ลูกเดือย ถั่วเหลือง อินทผลัมและ น้ำอัลมอลต์ ตระกูลถั่วทั้งนั้นเลยค่ะ

เตรียมส่วนผสมพร้อมแล้ว มาเริ่มทำกันเลย
– นำ “ลูกเดือย กับ ถั่วเหลืองดิบ” มาล้างน้ำสะอาดสัก 2 ครั้ง ใส่โถแช่ไว้ตั้งแต่หัวค่ำ เพราะต้องใช้เวลาถึง 1 คืนเลยทีเดียว กว่าจะนิ่มได้ที่
– ดึกหน่อยก็ถึงคราวของอัลมอนด์บ้าง ให้นำเมล็ดอัลมอนด์แช่น้ำสะอาดใช้ไว้ประมาณ 6 ชั่วโมง ที่ต้องนำมาแช่น้ำก็เพื่อลดสารท๊อกซิน ทั้งจะบดจะปั่นก็ง่ายขึ้นค่ะ สาวๆ ก็ไปพักผ่อนสวยๆ กันก่อน
– ตื่นเช้ามาก็เทน้ำออกจากลูกเดือยและถั่วเหลือง หาผ้าขาวบางมาห่อลูกเดือยและถั่วเหลืองที่ได้ แล้วนึ่งเลยค่ะ นึ่งจนสุกแล้วถึงจะเอามาพักไว้
– นำอินทผลัมไปแช่น้ำก่อนสักนิด เพราะแช่ไว้แค่ 5 นาที อินทผลัมก็นิ่มพอจะให้แกะเมล็ดด้านในออกและพร้อมปั่นแล้ว
– จากนั้น ก็ถึงขั้นตอนการปั่น นำอัลมอนด์ที่นิ่มแล้วปั่นพร้อมน้ำสะอาดสักแก้วหนึ่ง ปั่นจนละเอียดแล้วจึงกรองด้วยผ้าขาวบาง
– ได้น้ำอัลมอนด์แล้ว เอามาเพิ่มความหวานด้วยการปั่นอีกรอบ ครั้งนี้ให้ปั่นพร้อมอินทผลัมค่ะ จะได้เติมความหวานกลมกล่อม ช่วยให้อร่อยขึ้นอีกเป็นกอง
– เทน้ำนมอัลมอนด์ลงในถ้วย พร้อมใส่ลูกเดือย กับถั่วเหลืองที่นึ่งสุกแล้ว รับประทานคู่กัน อร่อยอย่าบอกใครเลยค่ะ

ทำกันง่ายๆ แต่ลองมาดูคุณค่าทางอาหารที่ได้จากเมนูนี้กันซักหน่อย
ส่วนผสมและวัตถุดิบล้วนเป็นธัญญพืช สารอาหารหลักคือโปรตีน ร่างกายของเราสามารถนำไปใช้ซ่อมแซมเซลส์ต่างๆ ช่วยชะลอวัย กับความหวานน้อยๆก็จะช่วยเพิ่มพลังและเติมความสดชื่นให้กับวันที่สดใส และไฟเบอร์ที่ได้จากอัลมอนด์ก็จะช่วยลดอัตราเสี่ยงจากการเกิดมะเร็งได้อีกด้วย

เป็นอย่างไรคะ เมนูง่ายๆกับคุณภาพคับแก้วเมนูนี้เริ่มน่าสนใจมากขึ้นหรือยัง
พร้อมแล้ว ลุยค่ะ ^^

เครื่องสำอาง กับผิวบอบบาง แพ้ง่าย

Cosmetic_products_blackday_Fotolia1.jpg
สาวๆ ในปัจจุบัน กว่าจะสวยได้ ต้องดูแลทั้งเสื้อผ้า หน้า ผม มากมายไปหมด โดยเฉพาะเรื่องการแต่งหน้าที่จำเป็นต้องมีการใช้เครื่องสำอาง และครีมบำรุงผิวอีกหลายขั้นตอน ทำให้ผิวต้องเสี่ยงกับการสัมผัสกับสารเคมีที่อาจสะสมทำให้เกิดการระคายเคืองได้ คุณสาวๆ จึงต้องระวังและเลือกให้มากหน่อยเพื่อไม่ให้ผิวสาวๆ เกิดอาการแพ้ หรือ อาการระคายเคือง
วันนี้ ลองมาดูกันซักหน่อยค่ะ ว่าสาวๆ ที่มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย ควรจะระมัดระวัง และดูแลผิวกันอย่างไรบ้าง

การป้องกันไม่ให้เกิดการระคายเคืองจากเครื่องสำอางนั้น แนะนำว่าให้ทดลองใช้เครื่องสำอางนั้นๆ โดยทดสอบดูที่บริเวณผิวใต้ท้องแขนก่อน เพราะใต้ท้องแขนเป็นบริเวณที่มีผิวบางที่สุด รองจากผิวหน้า หากไม่เกิดอาการระคายเคือง โอกาสที่จะเกิดการระคายเคืองบนใบหน้าก็จะน้อยลง แต่การทดสอบที่ท้องแขนก็ไม่ได้แปลว่าเครื่องสำอางนั้นจะปลอดภัย ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้ไปเสียทั้งหมด เพราะผิวหน้ามีรูขุมขน มีน้ำมันต่างจากผิวบริเวณใต้ท้องแขน ทำให้สารบางชนิดสามารถซึมผ่านได้ดีกว่า นอกจากนั้นผิวหน้ายังได้รับการล้างทำความสะอาดอยู่เป็นประจำ ผิวเคลือบชั้นบนของผิวหนังจึงบางกว่าผิวที่บริเวณใต้ท้องแขน ทำให้สารต่างๆ ในเครื่องสำอางสามารถซึมผ่าน และก่อให้เกิดอาการแพ้ได้ง่ายๆ ค่ะ

แต่ถ้าระมัดระวังก็แล้ว เลือกเครื่องสำอางอย่างดีก็แล้ว แต่ก็ยังจะมีอาการแพ้ขึ้นมาจนได้ การแก้ไขที่ปลอดภัยที่สุดคือการพักหน้า โดยไม่แต่งแต้ม หรือใช้เครื่องสำอางในบริเวณที่แพ้จนกว่าอาการแพ้จะหายไป ทั้งนี้ เพราะการใช้เครื่องสำอางในบริเวณที่มีอาการระคายเคือง จะยิ่งทำให้เกิดการระคายเคืองซ้ำซ้อน และการล้างหน้าด้วยสารชำระล้างก็อาจจะทำให้อาการรุนแรงมากขึ้น ถ้าสามารถพักหน้า ทำความสะอาดด้วยน้ำสะอาด เซลล์ผิวก็จะฟื้นกลับมาอย่างรวดเร็วภายใน 1–2 วัน แต่หากพักหน้าสักวันสองวันแล้วยังไม่หาย คงต้องลองไปพบแพทย์ผิวหนังที่อาจจะรักษาด้วยการให้รับประทานยาแก้แพ้ เน้นว่าต้องใช้การรับประทานยาแก้แพ้เท่านั้น หลายคนอาจเข้าใจว่าถ้าหากแพ้ต้องใช้ยาทา แต่ในความเป็นจริง ยาทาเหล่านั้นส่วนใหญ่มักประกอบด้วยสารสเตียรอยด์ที่มีความแรงแตกต่างกันไป เมื่อใช้ครั้งแรกๆ อาจจะหายในทันที ทำให้ผู้ใช้ติดใจ เพราะสามารถแต่งหน้าได้ดังเดิม แต่การใช้ยาทาแบบนี้ จะทำให้ผิวอ่อนแอลง จนรักษายาก และอาจทำเกิดอาการแพ้มากขึ้นในอนาคตจนไม่สามารถใช้เครื่องสำอางได้อีก

สรุปได้ว่า การรักษาที่ดีนั้นต้องไม่ใช้สเตรียรอยด์ ไม่แต่งหน้า และรับประทานยาแก้แพ้ ไม่เช่นนั้น หากอาการรุนแรง อาจถึงขั้นต้องใช้แสงเลเซอร์ Vbeam (595) ช่วยในการรักษา ซึ่งจะสิ้นเปลืองทั้งระยะเวลาที่ยาวนานเป็นเดือน และค่ารักษาพยาบาลอีกมาก ที่สำคัญ การรักษาด้วยแสงเลเซอร์ดังกล่าวยังมีข้อจำกัดที่ไม่สามารถรักษาผิวหนังบริเวณเปลือกตาบน เพราะแสงจะเข้าตา เป็นอันตรายได้ การฟื้นฟูผิวหนังในบริเวณนี้จึงเป็นบริเวณที่ทำได้ยากที่สุด

เพื่อป้องกันไม่ให้อาการรุนแรง และเป็นเรื่องที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น แนะนำว่าควรรักษาผิวตั้งแต่เริ่มเกิดอาการระคาย หรืออาการแพ้ ในช่วงแรกๆ และรีบรับประทานยา รวมทั้งพักการใช้เครื่องสำอาง หรือสารเคมีที่จะมารบกวนผิว ให้ผิวได้ฟื้นฟูตัวเอง สำคัญที่สุด คือไม่ควรจะใช้เครื่องสำอางมากเกินความจำเป็น เพราะหากสามารถลดการใช้เครื่องสำอางลงได้ โอกาสเกิดการระคาย หรืออาการแพ้ ก็จะน้อยลงตามไปด้วย การใช้ยาแก้แพ้ก็ไม่จำเป็น ผลข้างเคียงของการใช้ยาก็จะน้อยลงตามไปด้วยค่ะ

เมื่อลูกๆ เข้าสู่วัยรุ่น

teen.jpg
เมื่อลูกๆ เริ่มเข้าสู่วัยรุ่น ช่วงวัยที่เริ่มมีเพื่อน และติดเพื่อน เป็นวัยที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูง อาจจะชอบเลียนแบบดารานักแสดงที่ชื่นชอบ ต้องการมีพื้นที่ของตัวเอง วัยนี้เป็นวัยที่เริ่มจะดูแลตัวเองได้ คุณพ่อคุณแม่อาจถอยห่างออกมาสักนิด และเริ่มให้พวกเขาได้รับผิดชอบในเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับตัวเอง เปลี่ยนจากบทบาทของผู้ที่คอยทำทุกอย่างให้ มาเป็นเพื่อนคู่คิดที่คอยให้คำปรึกษาพวกเขาอยู่ใกล้ๆ แทน

ช่วงวัยนี้เป็นช่วงที่มีพัฒนาการในด้านร่างกายในหลายๆ ส่วน ซึ่งรวมถึงพัฒนาการเรื่องฟัน จึงจำป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้คำแนะนำที่ถูกต้องในเรื่องการดูแลสุขภาพในช่องปาก เพื่อให้เด็กๆ ได้ดูแลฟันได้อย่างเหมาะสม และมีสุขภาพปากและฟันที่แข็งแรงค่ะ
วันนี้ เรามีคำแนะนำดีๆ เกี่ยวกับเรื่องสุขภาพในช่องปากของวัยรุ่นมาแนะนำกันค่ะ
เมื่อสำรวจฟันของวัยรุ่น จะพบว่าฟันน้ำนมหลุดออกไปหมดหรือเกือบหมด และมีฟันแท้ขึ้นมาแทนที่เต็มปากแล้ว จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดูแลฟันแท้เหล่านี้ให้ดีที่สุด เพราะจะเป็นฟันชุดที่จะอยู่กับพวกเขาไปอีกหลายสิบปี

วัยรุ่น จะอยู่ในช่วงวัยที่ฟันแท้ขึ้นเกือบครบแล้ว และอย่างที่บอก คือเป็นฟันชุดที่จะต้องอยู่กับเค้าไปอีกหลายสิบปี แต่ด้วยกิจกรรมต่างๆ ที่วัยรุ่นมักจะมีมากมายตลอดวัน นอกเหนือจากเรื่องเรียน ไม่ว่าจะเป็น การเล่นเกมส์ เล่นกีฬา การไปเที่ยว หรืองานอดิเรกต่างๆ มักจะทำให้วัยรุ่นละเลยในเรื่องของการดูแลช่องปาก จึงเป็นหน้าที่ของคุณพ่อ คุณแม่ ที่จะต้องคอยเตือนให้แปรงฟันหลังอาหารทุกมื้อ และหัดใช้ไหมขัดฟันด้วยตัวเองอย่างสม่ำเสมอทุกวัน
นอกจากนั้น อาหารในปัจจุบันมีน้ำตาลผสมอยู่เยอะ วัยรุ่นไม่ค่อยระวังเรื่องของการรับประทานอาหารเท่าไรนัก พวกเขาอาจจะทานอาหารฟาสต์ฟู้ด ทานขนมหวาน ของขบเคี้ยว โดยเฉพาะน้ำอัดลม ซึ่งจะทำลายความแข็งแรงของฟันได้ จึงควรบ้วนปากหลังจากทานอาหารเหล่านี้ทุกครั้งค่ะ

วัยรุ่นเป็นวัยที่มีความคึกคะนอง และความอยากทดลองอะไรแปลกๆ มากมาย กิจกรรมเหล่านั้นอาจทำให้เกิดอันตรายกับฟันได้ ไม่ว่าจะเป็น กีฬาผาดโผนต่างๆ ที่อาจทำให้ฟันหัก หรือฟันบิ่นได้ จึงควรแนะนำให้พวกเขารู้จักใส่เครื่องป้องกันฟัน หรือหลีกเลี่ยงกิจกรรมผาดโผนที่อันตราย หรือมีความเสี่ยงสูง

คุณพ่อ คุณแม่ ควรพาบุตรหลานไปพบทันตแพทย์ทุกๆ 6 เดือนนะคะ เพื่อไปตรวจฟัน ทำความสะอาดช่องปาก และทำการรักษาแต่เนิ่นๆ เพื่อป้องกันฟันผุ ไม่ว่าจะเป็นการเคลือบหลุม และร่องฟันในฟันกรามน้ำนม ฟันกรามแท้ หรือเคลือบฟลูออไรด์ หากพบว่ามีฟันผุก็จะได้ทำการรักษาเสียแต่เนิ่นๆ ก่อนจะมีอาการรุนแรงค่ะ

ปัจจุบันมักพบว่าเด็กมีการสบฟันที่ผิดปกติในลักษณะต่างๆ ได้ เช่น ฟันซ้อนเก ฟันห่าง ฟันยื่น เป็นต้น ซึ่งลักษณะของการสบฟันที่ผิดปกตินี้สามารถแก้ไขได้ด้วยการจัดฟันค่ะ

ซึ่งวัยรุ่นนั้นมักจะทำอะไรเลียนแบบกัน จนเคยมีอยู่ช่วยหนึ่ง ที่มีกระแสของการจัดฟันขึ้นมา เด็กๆ ก็พยายามหาอุปกรณ์ต่างๆ มาติดฟันไว้ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงมาก เพราะพวกเขากำลังทำร้ายฟันอย่างไม่รู้ตัว
จริงๆ แล้ว “การจัดฟัน” ถือเป็นการรักษาทางทันตกรรมอย่างหนึ่งซึ่งจะต้องมีการตรวจ วิเคราะห์และวางแผนการรักษาอย่างรัดกุมก่อนดำเนินการรักษา และจะต้องทำการรักษาโดยทันตแพทย์เฉพาะทางหรือฝึกฝนงานด้านจัดฟันมาโดยเฉพาะ เครื่องมืออุปกรณ์ที่ใช้ก็ต้องผลิตด้วยวัสดุที่สามารถใช้ในช่องปากได้อย่างปลอดภัย

เครื่องมือจัดฟันในปัจจุบันก็มีทั้งแบบถอดได้และแบบติดแน่น สำหรับแบบติดแน่นก็มีความแตกต่างกันไปตามวัสดุที่ผลิต เทคนิกการรักษา เช่น เครื่องมือชนิดโลหะ เซรามิก แซฟไฟร์ พลาสติก แบบติดด้านนอก หรือแบบติดด้านใน ยึดลวดกับ brackets ด้วยยางสีต่างๆ

หลายๆ ครั้งคุณพ่อคุณแม่อาจสงสัยว่า ควรจะพาลูกๆ ไปจัดฟันเมื่ออายุเท่าไหรดี
อายุที่เหมาะสมสำหรับการจัดฟัน คือ ประมาณ 12-15 ปี เมื่อฟันแท้ขึ้นมาครบทุกซี่แล้วค่ะ โดยเมื่ออยู่ในช่วงที่มีการจัดฟันนั้น ภายในช่องปากจะมีเครื่องมือติดแน่น จึงจำเป็นต้องดูแลตัวเองเป็นพิเศษ มิฉะนั้นจะมีโอกาสเกิดฟันผุและเหงือกอักเสบได้ง่าย ควรแปรงฟันทุกครั้งหลังรับประทานอาหาร เพราะอาหารจะติดตามเครื่องมือได้ง่าย ควรพกแปรงสีฟันติดตัวไว้เลยค่ะ แต่ไม่ต้องกังวลนะคะว่าจะแปรงยังไง เพราะเวลาที่คุณหมอจัดฟันติดเครื่องมือให้แล้ว คุณหมอหรือผู้ช่วยของคุณหมอจะอธิบายถึงวิธีการแปรงฟันให้ค่ะ

เมื่อทำการจัดฟัน อาจจำเป็นต้องหลีกเลี่ยงอาหารบางจำพวก เช่นอาหารที่แข็ง หรือเหนียวจนเกินไป เพราะจะทำให้เครื่องมือหลุด หรือลวดเกี่ยวปากได้ หลีกเลี่ยงอาหารหวาน หรือน้ำอัดลม เพราะจะทำให้ฟันผุได้ง่าย

ส่วนอาการเจ็บฟันนั้น ถือเป็นเรื่องปกติที่จะพบหลังการรักษาในแต่ละเดือน โดยปกติจะเจ็บอยู่ 2-3 วัน หรือบางคนอาจนานถึงจะ 1 สัปดาห์ ในระหว่างนี้ให้รับประทานอาหารอ่อนๆ เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก นม หรือ ขนมปัง แต่ถ้าพบว่ามีฟันซี่ใดซี่หนึ่งเจ็บผิดปกติก็ให้รีบกลับไปพบคุณหมอนะคะเพื่อตรวจหาสาเหตุและช่วยแก้ไขให้ค่ะ
สิ่งที่ต้องหรือเลี่ยง คือ การเล่นกีฬาที่อาจเป็นอันตรายบริเวณใบหน้า เช่น กีฬาลูกบอลประเภทต่างๆ ตะกร้อ กีฬามวย หรือกีฬาผาดโผนต่างๆ โดยหากจำเป็นต้องการเล่น ก็ต้องใส่อุปกรณ์ป้องกันศีรษะ และใบหน้า และหากเกิดอุบัติเหตุใดๆ กับช่องปากและใบหน้าในระหว่างจัดฟันต้องรีบกลับไปพบคุณหมอโดยด่วนเลยนะคะ

วัยรุ่นถือช่วงวัยที่เราจะปลูกฝังเรื่องการดูแลรักษาฟันด้วยตนเอง คุณพ่อคุณแม่จึงควรสร้างวินัยที่ดี ให้พวกเขาได้รู้จักรับผิดชอบดูแล ทำความสะอาดช่องปากพวกเขาอย่างถูกต้อง เพื่อสุขภาพปากและช่องฟันที่ดีที่จะติดตัวไปกับพวกเขาเองในอนาคตค่ะ

เมื่อมือใหม่เริ่มออกกำลังกาย จะเลือกรองเท้ายังไงดี

sw14165-fs0115-0284.jpg
มือใหม่หัดออกกำลังกายอาจจะไม่ทราบว่ารองเท้ากีฬาเป็นสิ่งสำคัญมากๆ และมักจะละเลยที่จะให้ความสำคัญกับการเลือกรองเท้าให้เหมาะสมกับการออกกำลังกายแต่ละประเภท ทั้งที่ในการออกกำลังกายแทบทุกประเภท “เท้า” มักจะต้องรับบทหนัก แต่ละครั้งจะมีความหนัก-เบาไม่เท่ากัน ไม่ว่าจะเป็นเทนนิส กีฬาที่ต้องออกกำลังทั้งตัว ทั้งบิดและหมุนตลอดเวลา หรือจะเป็นการวิ่ง ที่น้ำหนักจะลงที่เท้าเป็นหลัก และจำเป็นต้องใช้รองเท้าที่มีพื้นรองเท้าแข็ง ประคองเท้าได้มั่นคงเพื่อช่วยในเรื่องการทรงตัว
การเลือกรองเท้าให้เหมาะสมกับประเภทกีฬา หรือการออกกำลังกายนี้เป็นเรื่องสำคัญ ทั้งในส่วนของการช่วยในการเคลื่อนไหว และการป้องกันอาการบาดเจ็บ เพราะรองเท้ากีฬาแต่ละประเภทต่างได้รับการออกแบบให้มีคุณสมบัติเฉพาะ เพื่อให้รองรับการใช้งานอย่างเหมาะสมที่สุดกับกีฬาแต่ละประเภทที่มีการเคลื่อนไหวแตกต่างกันออกไป

วันนี้มาเข้าร้านรองเท้า แล้วเลือกรองเท้าที่เหมาะกับการออกกำลังกายของเรากันซักหน่อยดีกว่าค่ะ

ด้วยเทคโนโลยีที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ รองเท้ากีฬาในทุกวันนี้ จึงมีรายละเอียดที่แตกต่างกันมากมายเลย รองเท้าแต่ละประเภท ล้วนถูกออกแบบให้เหมาะกับการใช้งาน เหมาะกับการเคลื่อนไหวในการเล่นกีฬาที่แตกต่างกันออกไป รวมถึงมีส่วนช่วยป้องกัน และลดความเสี่ยงจากอาการบาดเจ็บในระหว่างการเล่นกีฬา หรือออกกำลังกายประเภทนั้นๆ อีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น รองเท้าวิ่ง รองเท้าประเภทนี้จะถูกออกแบบมาเพื่อความเร็วโดยเฉพาะ และวัสดุที่นำมาตัดเย็บจะมี น้ำหนักจะเบา ในบางยี่ห้ออาจมีถุงลมบริเวณส้นเท้าที่ช่วยดูดซับแรงกระแทกได้ดีเป็นออพชั่นเสริมอีกด้วย ในขณะที่รองเท้าเต้นแอโรบิคจะมีการออกแบบที่แตกต่างออกไป เพราะในการเต้นแอโรบิค เท้าจะต้องรองรับแรงกระแทกมาก หัวใจสำคัญของรองเท้าประเภทนี้จึงอยู่ที่พื้นรองเท้า นอกจากนั้น รองเท้าแอโรบิคควรจะมีน้ำหนักเบาเพื่อความสะดวกในการเคลื่อนไหว ทั้งยังต้องมีความยืดหยุ่นเป็นพิเศษเพื่อรองรับการเคลื่อนไหว และท่าทางต่างๆ ทั้งการเขย่ง การกระโดด การก้าว หรือการสไลด์ด้านข้างเป็นต้น

หลายคน เมื่อเข้าฟิตเนตก็มักจะหนีไม่พ้นการเดิน และการวิ่งสายพาน รองเท้าที่เหมาะกับการออกกำลังกายประเภทนี้คือรองเท้าสำหรับการเดินออกกำลังกาย ซึ่งรองเท้าสำหรับการเดินที่ดีนั้นควรจะมีพื้นกันกระแทกที่ส้นเท้า และปลายเท้า เพื่อรองรับน้ำหนักได้อย่างมั่นคง แตกต่างจากรองเท้าเทนนิส เพราะเทนนิสเป็นกีฬาที่ต้องเคลื่อนไหวในด้านข้าง ด้านหน้า และหลัง ทั้งยังมีการบิด การหมุนในลักษณะผสมผสานระหว่างการวิ่ง และกระโดดตลอดเวลา รองเท้าที่เหมาะสมจึงต้องให้ความรู้สึกที่มั่นคงสำหรับทุกท่วงท่า ต้องดูในส่วนของการหุ้มส้นเท้าที่ต้องกระชับ รองรับการบิดการหมุนได้เป็นอย่างดี พื้นจะต้องมีลวดลายออกแบบเฉพาะ และใช้วัสดุเพื่อให้สามารถยึดเกาะกับพื้นคอร์ทได้ดี เพื่อลดความเสี่ยงจากการบาดเจ็บจากการลื่น ไถล ในระหว่างการเล่น
นอกจากนั้น ยังมีรองเท้าแบต ที่มักจะมีส่วนพื้น และส้นเท้าที่บางกว่ารองเท้าเทนนิส เพื่อให้มีน้ำหนักเบา และเหมาะกับทิศทางลักษณะของการเล่นที่ต้องมีการสไลด์ด้านข้าง ถอยหลัง และการเคลื่อนไหวที่ต่างจากเทนนิส หรือรองเท้าบาส ที่มักจะเป็นรองเท้าหุ้มข้อ หรือครึ่งข้อ เพื่อป้องกันอาการบาดเจ็บจากการพลิกของข้อเท้า และมีพื้นที่เหมาะกับการเกาะกับพื้นโรงยิมเพื่อลดความเสี่ยงในการบาดเจ็บ และช่วยในการออกตัวเคลื่อนไหวที่รวดเร็วยิ่งขึ้น … ทางที่ดี เมื่อตัดสินใจจะเล่นกีฬา ออกกำลังกายประเภทไหน ก็ควรเลือกหารองเท้าที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับการออกกำลังกายประเภทนั้นๆ ค่ะ

อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากการเลือกรองเท้าตามลักษณะการออกกำลังกายหรือการใช้งานแล้ว การเลือกรองเท้ายังต้องดูลักษณะหรือรูปเท้าของตัวเราเป็นสำคัญอีกด้วย เคล็ดลับง่ายๆ ในการทำความรู้จักกับรูปเท้าของตนเองคือ หากระดาษมาสักแผ่น จากนั้น ลองเอาเท้าไปเหยียบน้ำ แล้วกลับมาเหยียบที่แผ่นกระดาษ เราก็จะรู้แล้วว่าเท้าของเรานั้นมีรูปร่างหรือมีส่วนเว้าอย่างไรบ้าง มาดูกันค่ะ ว่ารูปเท้าแบ่งออกเป็นแบบไหนบ้าง

แบบแรก The Pornator Type (Flat Foot, Low Arch Foot) เท้าแบบนี้จะมีเนื้อเต็ม มีวงโค้งตรงกลางฝ่าเท้าค่อนข้างน้อย อุ้งเท้าแบนราบติดกับพื้นดิน
แบบที่สอง The Neutral Type เป็นลักษณะเท้าของคนทั่วๆ ไป คืออยู่ระหว่างกลางของทั้ง 2 แบบ
แบบที่สาม The Supinator Type (High Arch Foot) ตรงข้ามกับแบบแรก คือเมื่อกดน้ำหนักลงบนพื้น ด้านนิ้วก้อยจะมีพื้นที่สัมผัสกับพื้นมากกว่าปกติ เนื่องจากอุ้งเท้าโค้งขึ้นไปเยอะ ทำให้ส่วนสัมผัสที่รับน้ำหนักจะมีแค่ส่วนหน้ากับส่วนหลัง (ส้นเท้า) เท่านั้น ทำให้ส่วนที่จะมารองรับน้ำหนักมีน้อยลง

เลือกรองเท้าที่เหมาะกับประเภทกีฬาแล้ว อย่าลืมเลือกให้เหมาะสมกับรูปเท้าของเราด้วยค่ะ การเลือกรองเท้าให้เหมาะกับรูปเท้าแต่ละแบบ ต้องดูสองส่วนเป็นหลัก คือ ส่วนของแผ่นรองพื้นด้านใน และการรับน้ำหนักของรองเท้า ว่ามีการกระจายน้ำหนักอย่างไร ลองใส่ดู แล้วยืนให้เต็มสองเท้า ขอให้มั่นใจว่าน้ำหนักทั้งหมด ถูกถ่ายลงพื้นอย่างสมดุล ไม่เอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง หรือเท้ามีอาการเกร็งจากการที่ต้องพยายามรักษาสมดุลของเท้า จากนั้น ลองยกเท้าขึ้นทีละข้าง และทดสอบการรับน้ำหนักของเท้าแต่ละข้างว่าสามารถกระจายน้ำหนักได้ทั่วหรือไม่ รองเท้าที่เหมาะกับเรา ควรจะมีการกระจายน้ำหนักที่ดี ทั้งการยืนบนขาข้างเดียว และการยืนเต็มสองเท้าค่ะ

เอาล่ะค่ะ เลือกรองเท้าเหมาะๆ กันได้แล้ว ถึงเวลาพารองเท้าคู่โปรด ไปออกกำลังเรียกเหงื่อกันซักหน่อยแล้ว ขอให้มีความสุขกับการออกกำลังกาย ที่สำคัญ อากาศร้อนๆ อย่างช่วงนี้ อย่าลืมดื่มน้ำเยอะๆ ด้วยนะคะ ^^

แต้มสีรอบดวงตาอย่างไร ให้ปลอดภัย

eye.jpg
ในขณะที่ดวงตา เป็นหนึ่งในอวัยวะที่เราใช้งานกันมากที่สุด ก็ตั้งแต่ตื่นนอน ที่ดวงตาต้องรับมือกับแสง ฝุ่นละออง และสารเคมีในอากาศ รวมถึงกล้ามเนื้อตา ที่ต้องทำงานหนัก คอยเพ่งและปรับระยะ ในแทบจะทุกช่วงเวลา กว่าจะได้พัก ก็ต้องรอถึงตอนกลางคืน แต่เรากลับจะไม่ค่อยได้ดูแลดวงตาของเรากันซักเท่าไหร่ ซ้ำร้าย หลายๆ ครั้ง เรายังทำร้ายดวงตา ด้วยการใช้เวลาอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์ และสมาร์ทโฟนนานๆ รวมถึงแต่งแต้มสารเคมีรอบๆ ดวงตา จนอาจลุกลาม กลายเป็นปัญหาสุขภาพตากันอีกด้วย

วันนี้ มาดูกันค่ะ ว่าอะไรที่เราควรจะระมัดระวังกันบ้าง โดยเฉพาะสาวๆ ในเรื่องของการใช้เครื่องสำอางรอบดวงตา ก็เพราะคงจะเป็นการยากมากๆ ที่เราจะไม่ใช้เครื่องสำอางกันเลยในชีวิตประจำวัน แต่จะใช้อย่างไร ไม่ให้เป็นอันตรายกับดวงตา ลองมาไล่กันทีละข้อเลยค่ะ

ข้อแรก เครื่องสำอางที่เปิดใช้แล้ว มีอายุประมาณ 3 เดือน เพราะหากนานกว่านั้น เชื้อแบคทีเรียจะมีโอกาสปนเปื้อน และเจริญเติบโต จนเป็นอันตรายกับดวงตาได้ โดยเฉพาะในเครื่องสำอางประเภทครีม หรือของเหลว ดังนั้น ควรหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องสำอางหมดอายุหรือเครื่องสำอางที่เปิดใช้แล้วนานๆ  ถึงแม้ว่าจะยังมีเหลืออยู่ เพื่อความปลอดภัยค่ะ

ข้อที่สอง หลีกเลี่ยงการแต่งหน้าขณะขับรถ ไม่ว่าจะขณะรถหยุด หรือขณะที่รถกำลังเคลื่อนที่ เพราะเราไม่สามารถทราบได้เลยค่ะ ว่าจะเกิดอุบัติเหตุได้เมื่อใด ป้องกันเอาไว้ก่อนจะดีกว่า นอกจากนั้น การใช้อุปกรณ์แต่งหน้าที่เป็นของแข็งควรใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษเพราะอาจพลาดไปโดนผิวกระจกตา ทำให้ผิวกระจกตาเกิดการถลอก หรือติดเชื้อได้

ข้อที่สาม หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องสำอางร่วมกับผู้อื่น เพราะจะมีความเสี่ยงในการติดเชื้อได้สูง

ข้อที่สี่ การเขียนตา ควรเขียนบริเวณขอบนอกของแนวขนตา เป็นการป้องกันการอุดตันของต่อมไขมันรอบๆ ดวงตา เพราะต่อมไขมันเหล่านี้คือต่อมที่คอยสร้างไขมันเพื่อปกป้องผิวกระจกตาค่ะ

ข้อที่ห้า ผู้ที่มีปัญหาตาแห้ง ควรหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องสำอางที่เป็นเกล็ด แวววาว เพราะเกล็ดเหล่านี้อาจเข้าไปติดในดวงตา ทำให้กระจกตาเกิดเป็นรอย และติดเชื้อได้ง่ายขึ้น

และ ข้อสุดท้าย ควรรักษาความสะอาดหลังการใช้เครื่องสำอาจ และเช็ดล้างเครื่องสำอาจให้หมดในทุกวันก่อนนอน โดยเฉพาะเครื่องสำอางที่ติดแน่น ซึ่งสารเคมีเหล่านี้ อาจเข้าไปในตาในระหว่างการนอน เมื่อมีการขยี้ตา หรือเกิดการถูกับหมอน รวมถึงเครื่องสำอางที่ตกค้างอาจทำให้เกิดการอุดตันบริเวณต่อมน้ำตา ซึ่งอยู่บริเวณเปลือกตา ทำให้เกิดโรคเกี่ยวกับต่อมไขมันที่เปลือกตา หรือตากุ้งยิงได้ค่ะ

และในกรณีที่มีอาการระคายเคือง หรือมีอาการอักเสบบริเวณรอบดวงตา ควรหยุดใช้เครื่องสำอาง และปรึกษาแพทย์ในทันที เพราะความอ่อนไหวของดวงตา หากทิ้งไว้ อาการอักเสบ แพ้ หรือระคายเคือง อาจทำอันตรายกับดวงตาของเราได้

ได้ทราบกันอย่างนี้แล้ว อย่าลืมดูแลดวงตาของเราให้ดีกันตั้งแต่วันนี้นะคะ เพราะดวงตา นอกจากจะเป็นหน้าต่างของหัวใจแล้ว ยังเป็นอวัยวะสำคัญที่จะต้องอยู่กับเราไปอีกนานเลยล่ะค่ะ

ทำความรู้จักกับ Growth Hormone

fit.jpg
หลายๆ คน คงเคยได้ยินคำว่า โกรทฮอร์โมนกันบ่อยๆ ฮอร์โมนชนิดนี้ มีความสำคัญอย่างไรกันบ้าง วันนี้ มาทำความรู้จักกันค่ะ

โกรทฮอร์โมน (growth hormone) เป็นฮอร์โมนประเภทโปรตีน ที่เรียกว่าเปปไทด์ฮอร์โมน ถูกผลิตขึ้นและหลั่งออกมาจากเซลล์ที่มีชื่อเรียกว่า โซมาโตรโทรฟ (somatotrophs) ซึ่งอยู่ในจากต่อมใต้สมองส่วนหน้า เป็นฮอร์โมนที่มีผลต่อการเจริญเติบโต รวมทั้งกระบวนการเมตะบอลิสซึมของร่างกาย โดยการสร้างโกรทฮอร์โมนนั้นจะมีผลมาจากปัจจัยต่างๆ หลายอย่าง ทั้งในแต่ละช่วงอายุก็จะมีการหลั่งโกรทฮอร์โมนในระดับที่ไม่เท่ากันค่ะ

โกรทฮอร์โมนนั้นจะถูกผลิตขึ้นในขณะที่เรานอนหลับ โดยจะมีการหลั่งมากในชั่วโมงแรกของการนอนหลับสนิท และจะถูกส่งไปยังตับเพื่อเปลี่ยนเป็นสารคล้ายอินซูลิน หรือที่เรียกว่าโซมาโตเมดิน (Somatomedin) เพื่อนำไปใช้ในการเสริมสร้างเนื้อเยื่อของร่างกายเรา

โกรทฮอร์โมนนั้น มีความสำคัญเป็นอย่างมากต่อการเจริญเติบโต โดยเฉพาะในวัยเด็กซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยควบคุมการเจริญเติบโตของกระดูก และกล้ามเนื้อให้แข็งแรงตลอดจนถึงช่วงอายุ 25 ปี รวมถึงมีผลต่อการสร้างภูมิต้านทาน และพัฒนาการทางสมองอีกด้วย

สำหรับผู้ใหญ่ โกรทฮอร์โมนก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะเป็นฮอร์โมนที่จะถูกส่งต่อผ่านกระแสเลือดไปยังตับ เพื่อให้ผลิตสารคล้ายอินซูลิน  Insulin-Like Growth Factor-1 (IGF-1) หรือ โซมาโตเมดิน (Somatomedin) ที่จะมีส่วนช่วยในการป้องกัน และยืดอายุของเซลล์ ทำให้ร่างกายไม่ทรุดโทรม หรือเสื่อมสภาพก่อนเวลาอันควร ทั้งยังช่วยกระตุ้นการทำงานของร่างกายในการเผาผลาญอาหารและน้ำตาลที่ได้จากการย่อยอาหาร ผลจาก IGF-1 ยังมีส่วนช่วยในการบำรุงกระดูก และกล้ามเนื้อ ที่รวมถึงกล้ามเนื้อหัวใจ ช่วยลดอัตราเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ ช่วยให้ระบบประสาท ความจำ และสายตาทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนั้น ยังมีรายงานถึงผลของ IGF-1 ต่อการช่วยเพิ่มเพิ่มระดับเม็ดเลือดขาว และการทำให้ร่างกายแข็งแรงมีชีวิตชีวา ดูอ่อนกว่าวัยอีกด้วยค่ะ

กับประโยชน์ที่มากมายขนาดนี้ แต่ระดับของโกรทฮอร์โมนกลับลดลงเรื่อยๆ ตามอายุที่เพิ่มขึ้น โดยเริ่มต้นจากการหลั่งในระดับสูงมากที่สุดในช่วงที่อยู่ในครรภ์มารดา จากนั้นจะลดลงเรื่อยๆ เมื่อเข้าสู่วัยเด็ก จนเริ่มเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น ที่ฮอร์โมนนี้จึงจะกลับมาหลั่งมากขึ้นอีกครั้ง โดยจะหลั่งในขณะที่เรานอนหลับ ช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโต ทั้งในส่วนโครงสร้างกระดูก กล้ามเนื้อ และสมอง หลังจากนั้น ต่อมพิทูอิทารี่ภายในสมองที่มีหน้าที่ผลิตโกรทฮอร์โมนจะเริ่มทำงานลดลง พบว่าหลังจากอายุ 20 ปีเป็นต้นไป การผลิตโกรทฮอร์โมนในร่างกายเรา จะลดลงอย่างน้อย 14% ในทุกๆ 10 ปี ทำให้เราอาจจะสรุปค่าเฉลี่ยของการผลิตโกรทฮอร์โมนแบ่งตามช่วงอายุได้ดังต่อไปนี้ คือ

อายุ 30 ปี ระดับโกรทฮอร์โมนคงเหลือ 86% ของวัยเด็ก
อายุ 40 ปี ระดับโกรทฮอร์โมนคงเหลือ 72% ของวัยเด็ก
อายุ 50 ปี ระดับโกรทฮอร์โมนคงเหลือ 58% ของวัยเด็ก
อายุ 60 ปี ระดับโกรทฮอร์โมนคงเหลือ 44% ของวัยเด็ก
อายุ 70 ปี ระดับโกรทฮอร์โมนคงเหลือ 30% ของวัยเด็ก

และหากใครเริ่มกังวล ว่าร่างกายของเรา เริ่มเสื่อมลง อันเป็นผลมาจากระดับของโกรทออร์โมนที่ลดน้อยลง ลองมาสังเกตกันดูค่ะ กับบางส่วนของสัญญาณ ที่เกิดจากปริมาณโกรทฮอร์โมนที่น้อยลง

– เริ่มหลงลืม ความจำเสื่อมลง
– มีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย อารมณ์ไม่คงที่
– มีอาการของโรคกระดูกพรุน
– การเคลื่อนไหวขาดความกระฉับกระเฉง เฉื่อยชา
– เริ่มมีปัญหาทางสายตา
– มีผมขาว และเส้นผมบางลง
– ผิวหนังขาดความยืดหยุ่น ชุ่มชื้น หน้ามีกระฝ้า ผิวหนังเหี่ยวย่นหย่อนยาน
– คลอเลสเตรอรอน และไตรกีเซอร์ไรด์สูง
– ความดันโลหิตสูงหรือต่ำมากไป

นอกจากนั้น สัญญาณเตือนยังรวมถึงการมีน้ำหนักส่วนเกิน นอนหลับไม่ค่อยสนิท มีอาการป่วยมารบกวนบ่อยขึ้น รวมถึงสมรรถภาพทางเพศที่ลดลง
หลายๆ คนอาจจะเริ่มกังวล เพราะสัญญาณเตือนบางอย่างเริ่มมีให้เห็น แต่ขอบอกว่ายังไม่สายจนเกินไปค่ะ เพราะกระบวนการสร้างโกรทฮอร์โมนเป็นกระบวนการตามธรรมชาติ ที่แม้ว่าจะมีวิทยาการที่ก้าวหน้าที่อาจจะช่วยเสริมสร้างการผลิตโกรทฮอร์โมนได้ แต่การดูแลสุขภาพให้สมบูรณ์แข็งแรง ยังคงเป็นสิ่งที่ดีที่สุดค่ะ ออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ นอนพักผ่อนให้เพียงพอ โดยเฉพาะควรเข้านอนแต่หัวค่ำ รวมถึงดูแลเรื่องของโภชนาการให้ครบถ้วน ควรบริโภคเนื้อสัตว์บ้าง หรือในผู้ที่ทานมังสวิรัติ ก็ควรเสริมอาหารประเภทโปรตีนให้เพียงพอ เพราะสารอาหารบางชนิดที่มีความจำเป็นในการสร้างฮอร์โมนเพื่อรักษาสมดุลในร่างกายนั้น พบได้ในอาหารประเภทโปรตีน ทั้งจากพืช และจากสัตว์ค่ะ