มาฟิตแอนด์เฟิร์มกันดีกว่า

ปัญหาเรื่องอยากมีเนื้อมีหนัง อยากมีกล้ามเป็นมัดๆ ส่วนใหญ่คงเป็นปัญหาของหนุ่มๆทั้งหลายที่อยากจะหล่อล่ำบึก ให้สาวๆ หลงใหลในก้ามมัดโตๆ บ้าง แต่สาวๆ หลายคน ก็อาจจอยากมีกล้ามน้อยๆ ให้แสดงถึงความฟิตแอนด์เฟิร์ม ที่มาพร้อมสุขภาพดีๆ บ้างเหมือนกัน วันนี้เราลองมาดูเมนูอาหารที่เหมาะกับการสร้างกล้ามเนื้อกันซักหน่อยค่ะ

เวย์ โปรตีน โปรตีนชนิดนี้หาทานได้ไม่ยาก เพราะจะอยู่ในอาหารประเภทนม อย่างในชีส โยเกิร์ต หรือ อาหารเสริม ข้อดีของเวย์โปรตีนคือ กรดอะมิโนที่จะช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ลองเลือกประเภทที่ดูดซึมเข้าร่างกายได้ดี เช่นอาหารเสริมที่ระบุว่า “ไฮโดรไลเสท เวย์โปรตีน (Hydrolysated whey)” หรือ “กรดอะมิโนแยกสาขา (BCAA)” ร่างกายจะเอาไปใช้ได้รวดเร็วสุดๆ

เนื้อขาว ย่อยง่าย ก่อนจะทานเนื้อสัตว์ ลองเลือกกันซักนิด เปลี่ยนจากการทานเนื้อแดงมาทานเนื้อสีขาวที่ย่อยง่ายกว่า… อาจจะงง ว่าเนื้อสีขาวคืออะไร ?  ก็เนื้อนุ่มๆ ขาวๆ อย่าง เนื้อปลา อกไก่ ไข่ขาว หรือ เต้าหู้ … ถ้าเลือกได้ เลือกทานเนื้อปลาเป็นอย่างแรก เพราะเนื้อปลามีแอนตี้ออกซิแดนท์สูง ช่วยให้ความหล่อ มาพร้อมกับความฉลาด ส่วนในไข่ก็มีไบโอติน เลซิทิน และโคลีน ช่วยบำรุงสมองให้ปราดเปรื่องได้เหมือนกัน

คอมเพล็กซ์คาโบไฮเดรต เรียกเป็นภาษาไทยเราว่า แป้งเชิงซ้อน คือแป้งที่มีเส้นใยไฟเบอร์สูงนั่นเอง พวกธัญพืชทั้งหลาย ทั้งข้าวกล้อง ข้าวหอมนิล จมูกข้าว ถั่ว งา เมล็ดฟักทอง เมล็ดทานตะวัน ลองประยุกต์ดูหน่อย เป็นเมนูมูสลี่ทานกับนม หรือ ทาขนมปังโฮลวีตก็ได้ เมนูแป้งที่มีเส้นใยสูงเหล่านี้จะช่วยให้คงความหนุ่มได้นาน และยังได้เพิ่มน้ำหนักจากแป้งไปในตัวอีกด้วยค่ะ

น้ำมันดี ถ้าอยากเพิ่มเนื้อด้วยการทานน้ำมันก็ต้องเลือกน้ำมันที่มีประโยชน์ ไม่เช่นนั้น เกิดไปอุดตันในเส้นเลือดก็คงแย่ เดี๋ยวนี้น้ำมันมีให้เลือกหลากหลายมากๆ ที่ฮอทฮิตหน่อยก็เป็นน้ำมันปลา น้ำมันมะกอก น้ำมันมะพร้าว  น้ำมันรำข้าว และน้ำมันคริล ดีต่อร่างกายทั้งเรื่องการบำรุงสมองจากโอเมก้า 3 ทั้งยังช่วยลดไขมันส่วนเกินอย่างกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว และยังได้ประโยชน์จากไตรกลีเซอร์ไรด์ ที่ได้จากน้ำมันมะพร้าวในเวลาเดียวกันค่ะ

วิตามีนที่ดี อยากมีกล้ามเนื้อก็ต้องทานวิตามินที่เกี่ยวกับควบคุมการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย อย่างวิตามิน B ที่ช่วยบำรุงการจ่ายพลังงานในเซลล์ ด้วยกรดแอลฟ่าไลโพอิก และโคเอ็นไซม์คิวเท็น และสร้างเอนไซม์ต้านความชราด้วยโครเมียม ซีลีเนียม และสังกะสี

ทานอาหารให้ครบทุกหมวดหมู เลือกสุดยอดอาหารในแต่ละหมวดหมู่มาบำรุงร่างกาย และออกกำลังกายในท่าที่สร้างกล้ามเนื้อดูสักระยะ คงช่วยให้หุ่นผอมกะหร่องดูบึกบึนขึ้นได้ไม่น้อย แต่ถ้าลองทุกวิธีแล้วหนุ่มๆ ยังไม่ล่ำอย่างใจอยาก หรือสาวๆ ยังไม่รู้สึกว่าฟิตอย่างที่ตั้งใจ คงต้องเช็คกันหน่อยแล้วล่ะค่ะ ว่ามีโรคอะไรแอบแฝงอยู่หรือเปล่า โรคที่เกี่ยวกับการเผาผลาญอาหารในร่างกายได้แก่ ไทรอยด์เป็นพิษ ต่อมไร้ท่อผิดปกติ โรคแพ้ภูมิตัวเอง มะเร็งซุกซ่อนก่อนลุกลาม เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม อยากจะฝากเอาไว้ว่าอาหารคงเป็นแค่ตัวช่วยในการสร้างกล้ามเนื้อให้ร่างกาย ถ้าอยากให้หุ่นฟิต มีกล้ามเท่ๆ คงต้องเน้นการออกกำลังกาย สร้างกล้ามเนื้อ และที่สำคัญคือการพักผ่อนให้เพียงพอ เป็นหลักการพื้นฐานสำคัญสำหรับการดูแลตนเองค่ะ

เรื่องของรอบเดือน ฮอร์โมน และความงาม

นอกจากเรื่องของอารมณ์ ที่มักจะเป็นผลจากฮอร์โมนโดยเฉพาะช่วงที่มีรอบเดือนแล้ว สาวๆ ทราบกันหรือไม่คะ ว่าแต่ละช่วงของรอบเดือน ร่างกายของสาวๆ เรา มีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนอยู่ตลอดเวลา แล้วการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนนี่ล่ะค่ะ ที่ไม่ได้มีผลต่ออารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ ของเราแค่นั้น แต่ยังมีผลต่อสภาพของผิวพรรณของเราอีกด้วย


วันนี้ มาทำความเข้าใจถึงรอบของประจำเดือน ที่สัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนในร่างกาย และสภาพผิวของคุณสาวๆ เพื่อการดูแลผิวพรรณกันอย่างถูกวิธีกันดีกว่า

เริ่มจากช่วงแรก ช่วงที่มีประจำเดือน (Menstrual Phase) ช่วงนี้กินเวลาประมาณ 5 วันค่ะ ผู้หญิงส่วนใหญ่มักจะเพลียและต้องการผักผ่อนมากขึ้น สุขภาพผิวเองก็อ่อนแอลง เป็นเพราะฮอร์โมนเอสโตรเจน โปรเจสเตอโรนต่ำลง ร่างกาย และผิวพรรณจึงควรได้รับการดูแลเป็นพิเศษ เช่นการทาครีมเพื่อบำรุงผิวให้ชุ่มชื่น มีชีวิตชีวาขึ้นหน่อย พร้อมเพิ่มเวลาพักผ่อนให้มากกว่าปกติซักหน่อยค่ะ

ช่วงต่อมา ช่วงที่ประจำเดือนหมดลง ร่างกายของเราจะอยู่ในช่วงเตรียมการตกไข่ (Estrogen Phase) ช่วงนี้กินเวลาประมาณ 9-20 วัน ฮอร์โมนเอสโตรเจนจะสูงขึ้น เป็นช่วงที่เหมาะกับการบำรุงผิว เพราะผิวจะสามารถดูดซึมสารอาหารต่างๆ ได้ดี แถมผิวยังแข็งแรง สดใส ถ้าอยากลองครีมบำรุงผิวตัวใหม่ๆ ต้องช่วงนี้เลยค่ะ จะได้ไม่แพ้หรือมีอาการระคายเคือง

วนกลับมาถึงช่วงที่สาม ช่วงก่อนมีประจำเดือน ช่วงนี้เป็นช่วงหลังตกไข่ (progesterone Phase) กินเวลาประมาณ 14 วัน เป็นช่วงที่คุณผู้หญิงต้องใส่ใจผิวมากเป็นพิเศษ เพราะร่างกายของเราจะผลิตฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนสูง ผิวจึงมีน้ำมันมาหล่อเลี้ยงมาก จนเกิดการสะสมอุดตันได้ เป็นที่มาของการเกิดสิวนั่นเอง แถมผิวยังผลิตเมลานินมากขึ้นอีกด้วย จึงควรปกป้องผิวจากแสงแดดแรงๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดจุดด่างดำ ฝ้าแดด และกระค่ะ

นำมาฝากคุณผู้หญิงกันโดยเฉพาะเลยในวันนี้ หวังว่าความเข้าใจเรื่องของระบบและฮอร์โมนต่างๆ ในร่างกาย จะช่วยให้สาวๆ ทุกคนดูแลผิวพรรณกันได้อย่างเหมาะสมยิ่งขึ้น
ถึงเวลาสวยกันแล้วค่ะ ^^

ชะลอวัย ง่ายๆ ได้ด้วยตัวเอง

รู้ไหมคะว่าปัจจุบันนั้น การชะลอวัย เป็นศาสตร์หนึ่งที่ได้มีการศึกษากันอย่างลึกซึ้งในส่วนของ “การแพทย์เวชศาสตร์ชะลอวัย” ซึ่งเป็นศาสตร์ทางการแพทย์แนวทางใหม่ ที่มีวัตถุประสงค์หลักในการป้องกันโรค ค้นหาโรค รักษาโรค ฟื้นฟูสุขภาพจากความเสื่อมของร่างกายตามอายุ รวมถึงเพื่อช่วยชะลอความแก่ชราของร่างกายเราลงค่ะ
อาการของความเสื่อมถอยของร่างกาย และความชรา จะแสดงอาการให้เราเห็นดังต่อไปนี้ค่ะ
• อ่อนเพลียตลอดเวลา
• รู้สึกไม่สดชื่นแม้นอนเต็มที่ตลอดคืน
• รู้สึกไม่แข็งแรงเหมือนเคย
• น้ำหนักเพิ่มขึ้นหรือไม่สามารถควบคุมน้ำหนักได้
• หลงลืมมากขึ้นเรื่อยๆ
• เจ็บปวดตามร่างกาย ปวดหลัง ปวดข้อ
• นอนไม่หลับ หรือ นอนหลับไม่สนิท
• อารมณ์ตึงเครียด กระวนกระวาย หรือ วิตกกังวล
• ความต้องการทางเพศ และสมรรถภาพทางเพศลดลง
อาการเหล่านี้เป็นอาการของความชราค่ะ

แม้ว่าในอดีตเราอาจจะเคยถูกสอนให้ยอมรับสภาพ ว่าเป็นอาการตามวัย แต่ในปัจจุบัน ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์สมัยใหม่เราไม่จำเป็นต้องยอมรับสภาพอีกต่อไปค่ะ

แอนไท-เอจจิ้ง เป็นศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับการชะลอวัย และทำให้สุขภาพแข็งแรงยิ่งขึ้น โดยการให้ฮอร์โมนทดแทน การเสริมสารอาหารเพื่อต้านอนุมูลอิสระ การเสริมวิตามินและแร่ธาตุให้ร่างกาย การใช้เซลล์บำบัด และการบริการทางการแพทย์ด้านอื่นๆ
เนื่องจากความเสื่อมของร่างกาย มีที่มาจากหลากหลายสาเหตุ ทั้งจากภาวะชีวเคมีไม่สมดุล ระดับฮอร์โมนที่ลดลง ขาดสารอาหาร สเต็มเซลล์ทำงานได้น้อยลง เทโลเมียร์ก็สั้นลง โปรแกรมชะลอวัยจึงครอบคลุมการรักษาทั้งในส่วนของภาวะการทำงานของร่างกาย สารอาหาร วิตามิน แร่ธาตุที่ไม่สมดุล เพื่อชะลอความเสี่ยงในการเกิดโรค รวมถึงแก้ไขปัญหาสุขภาพที่เกิดจากความเสื่อมตามวัย

วันนี้ สำหรับท่านที่สนใจในเรื่องของการชะลอวัยด้วยวิธีการง่ายๆ เรามีหลักการชะลอวัยอย่างง่ายๆ มาฝากกัน สามารถทำได้ตามหลัก 5 อ. ต่อไปนี้เลยค่ะ

อ. อากาศ พยายามอยู่ในที่ที่มี อากาศ บริสุทธิ์ หลีกเลี่ยงรังสียูวีเอ ยูวีบี ในแสงแดด ควันบุหรี่ ควันจากท่อไอเสียรถยนต์ รวมถึงหาเวลาไปพักผ่อนรับอากาศบริสุทธิ์นอกเมืองบ้างค่ะ
อ.อาหาร ควรทานให้ครบ 5 หมู่ เปลี่ยนกลุ่มอาหารให้หลากหลาย หลีกเลี่ยงอาหารที่มีแป้ง และไขมันสูง
อ.ออกกำลังกาย การออกกำลังกายควรทำอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยอาทิตย์ละ 150 นาที โดยการแอโรบิก วิ่ง ว่ายน้ำ หรือการจ๊อกกิ้ง จะช่วยกระตุ้นเลือดลม ทำให้หัวใจแข็งแรง รวมถึงโยคะ ซึ่งจะช่วยให้ข้อต่อ และกล้ามเนื้อมีการยืดหยุ่นที่ดี และการยกเวท ด้วยน้ำหนักที่เหมาะสม จะช่วยเรื่องมวลกล้ามเนื้อให้แข็งแรง ป้องกันกระดูกบางค่ะ
อ.อารมณ์ดี การคิดบวก ปรับวิธีคิด นั่งสมาธิ จะช่วยคลื่นในสมองได้หลับสนิท
อ.แอนไท-เอจจิ้ง อ.สุดท้าย ใช้ต่อเมื่อร่างกายมีอาการเสื่อมในอายุที่มากแล้ว เราจำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีทางการแพทย์และทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ให้การรักษา ชะลอไม่ให้สุขภาพเสื่อมถอย ช่วยฟื้นฟูให้แข็งแรงขึ้นอีกส่วนหนึ่ง
หลักการง่ายๆ เพียงเท่านี้ล่ะค่ะ ที่จะช่วยชะลอวัยให้คงความหนุ่มสาวอยู่ได้นานๆ ทั้งภายในและภายนอกเลยล่ะค่ะ

ฟิต เฟิร์ม ขาเรียวสวยด้วยการปั่นจักรยาน

บ่อยครั้งที่เราอยากจะออกกำลังกาย หลายๆ คนมีกีฬาที่ชอบอยู่ในใจ โชคดีอาจจะเริ่มรวมตัวกันได้ซักพัก แต่นานๆ ไป ก๊วนเพื่อนสนิทก็พากันห่างหาย ติดภารกิจกันบ้าง งานยุ่งกันบ้าง โดยเฉพาะช่วงที่ทุกคนต้องให้ความสำคัญกับ Social Distancing อย่างช่วงนี้ ท้ายที่สุดกิจกรรมการออกกำลังกายก็เป็นอันต้องพักเก็บไป … ลองมาดูทางเลือกที่กำลังเป็นที่นิยมกันอีกซักทางค่ะ กับการปั่นจักรยาน ที่ใครพอจะมีเวลา ก็กระโดดขึ้นจักรยานคันโปรด เริ่มปั่นกันได้แบบไม่ต้องรอเพื่อน
วันนี้ มาดูกันดีกว่าค่ะ ว่าการปั่นจักรยานที่กำลังอยู่ในกระแสนิยมนั้น มีดีอย่างที่หลายๆ คนว่าหรือเปล่า แล้วข้อดีที่ว่ามีอะไรกันบ้าง

อย่างแรก แน่นอนเลยค่ะ เรื่องของการเผาผลาญไขมันส่วนเกินในร่างกาย การปั่นจักรยานจะช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญไขมันส่วนเกินในร่างกายได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญผู้ที่ปั่นจักรยานเป็นประจำจะมีภาวะที่เรียกว่า “After Burner” คือการเผาผลาญไขมันส่วนเกินต่อเนื่องหลังจากการปั่นจักรยานต่อไปอีก 2-3 ชั่วโมง ซึ่งอาจจะเป็นช่วงที่มีการเผาผลาญไขมันที่มากกว่าการเผาผลาญหลังงานระหว่างการปั่นอีกเสียด้วยค่ะ

ประโยชน์ข้อที่สอง ที่เราอาจจะนึกกันไม่ถึงเลยค่ะ การปั่นจักรยานจะช่วยกระตุ้นให้การไหลผ่านของอาหารไหลในลำไส้ทำได้เร็วขึ้น จะมีผลให้มีการดูดซับน้ำในลำไส้ใหญ่น้อยลง ก้อนอุจจาระก็จะมีความเปียกชื้น ไม่แข็งแห้ง ทำให้เราถ่ายได้คล่องขึ้น ลดอาการท้องผูกได้ นอกจากนั้นการปั่นจักรยานยังจะช่วยเพิ่มกำลังในการบีบตัวของลำไส้ ทำให้ระบบทางเดินอาหารทำงานได้สะดวก คลายความแน่น อึดอัด หลังมื้ออาหาร และลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งลำไส้อีกด้วย

ประโยชน์ข้อต่อมา การปั่นจักรยานจะช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์สมองในส่วนที่เรียกว่า Hippocampus  ซึ่งเป็นสมองส่วนที่ใช้ในด้านความจำ ซึ่งจะเริ่มเสื่อมอย่างรวดเร็วในผู้ที่มีอายุ 30ขึ้นไป การกระตุ้นการสร้างเซลล์สมองในส่วนดังกล่าวขึ้นมาทดแทนจึงสามารถที่จะช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์ได้เป็นอย่างดีเลยล่ะค่ะ

เนื่องจากการปั่นจักรยานจะกระตุ้นการทำงานของระบบการไหลเวียนของเลือด รวมถึงระบบการหายใจ จึงมีประโยชน์ในด้านการช่วยลดโรคความดัน  โรคอ้วน รวมถึงลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งประเภทต่างๆ นอกจากนั้น ผลจากการปั่นจักรยานเป็นประจำ ที่ทำให้เกิดการทำงานที่ดีของระบบการไหลเวียนของเลือด ระบบหายใจ และการลดไขมันสะสมส่วนเกินยังมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจได้กว่า 50%

การปั่นจักรยานในที่ที่มีอากาศบริสุทธิ์ จะช่วยให้ร่างกายได้รับออกซิเจนมากขึ้น และทำให้การลำเลียงออกซิเจน พร้อมทั้งสารอาหารไปเลี้ยงส่วนต่างๆ รวมถึงการขับถ่ายสารพิษออกจากร่างกายทำได้ดีขึ้น ทั้งยังช่วยกระตุ้นการสร้างสารคอลลาเจนในร่างกาย ช่วยให้หน้าตาสดใส อ่อนกว่าวัยอีกด้วย

สำหรับ ในด้านการรักษาอาการเจ็บป่วย การปั่นจักรยานในระดับความเร็วปานกลาง เป็นเวลาประมาณ 30 นาที เป็นประจำ สามารถทำให้อาการปวดหัวไมเกรนลงไปได้มากจนถึง 90% ของกลุ่มตัวอย่างในงานวิจัยในสวีเดน เนื่องจากร่างกายมีการหลั่งสาร endorphins ซึ่งมีฤทธิ์ช่วยลดอาการปวดในร่างกายในปริมาณที่มากพอ

อันที่จริงแล้ว ข้อดีของการปั่นจักรยานยังมีทั้งช่วยให้นอนหลับได้สนิทขึ้น ช่วยในด้านสุขภาพจิต ทำให้จิตใจเบิกบาน ลดความเครียด เสริมสร้างสมาธิ เพิ่มประสิทธิภาพทางเพศ และยังเป็นการช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจากการลดการใช้พลังงานจากถ่านหิน แต่โดยส่วนตัวแล้ว เริ่มมองหาจักรยานตั้งแต่เห็นข้อดีข้อแรกแล้วล่ะค่ะ ก็เบิร์นได้ดีขนาดนั้น คงไม่ต้องไปมองหาวิธีออกกำลังกายประเภทอื่นอีกแล้ว จักรยานนี่ล่ะค่ะ ทางออกที่ดีเลย
ที่สำคัญ สำหรับสาวๆ นะคะ อย่าปรับอานจักรยานให้เตี้ยจนเกินไปค่ะ ให้ใช้ระดับความสูงที่พอเหมาะ คือในจังหวะที่ปั่นขาลงให้เท้ายืดได้เกือบสุดโดยเข่าไม่งอมาก และพยายามอย่าใช้เกียร์ที่หนักจนเกินไป เพราะนั่นจะเป็นสาเหตุของน่องที่ใหญ่ขึ้นโดยไม่รู้ตัวค่ะ ปรับอานให้พอเหมาะ ใช้ความเร็ว และเกียร์ที่ไม่หนักแรงจนเกินไป ปั่นให้สม่ำเสมอ รับประกันว่าได้น่องเรียวสวยเป็นของแถมอีกด้วยล่ะค่ะ ^^

เรื่องของคอลลาเจน

ได้ยินกันบ่อยๆ ว่าคอลลาเจนดีต่อผิวหลายประการ บางคนก็ทาน บางคนทา บางคนฉีด ความจริงแล้วคอลลาเจนคืออะไร ดีกับคุณสาวๆ อย่างไร และมีวิธีใช้แบบไหนบ้าง วันนี้เรามีข้อมูลเกี่ยวกับคอลลาเจนแบบลงลึกมาฝากกันค่ะ

คอลลาเจน เป็นสารอาหารประเภทโปรตีนชนิดหนึ่ง ซึ่งในร่างกายของคนเราจะมีคอลลาเจนอยู่เป็นองค์ประกอบในเนื้อเยื่อต่างๆ ทั่วร่างกาย รวมไปถึงภายในชั้นผิวหนังและข้อต่อต่างๆ ซึ่งเมื่อเราอายุมากขึ้น ความยืดหยุ่น และความหนาแน่นของคอลลาเจนซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักในชั้นผิวก็ลดลง ทำให้ผิวหนังมีริ้วรอย และเหี่ยวย่นมากขึ้น

ปัจจุบันจึงมีการนำสารประเภทคอลลาเจนมาใช้ในวงการ anti-aging กันอย่างแพร่หลาย และแม้ว่าจะยังไม่มีงานวิจัยอย่างเป็นทางการที่ยืนยัน ว่าการทานอาหารเสริมประเภทคอลลาเจน จะสามารถทดแทนคอลลาเจนในผิวที่หายไป และ ชะลอความแก่ได้จริงหรือไม่ ทว่า มีรายงานทางวิชาการหลายฉบับ ที่ช่วยให้เราสรุปได้ถึงผลลัพธ์จากการทานอาหารเสริมประเภทคอลลาเจน ที่มีต่อร่างกายในส่วนต่างๆ ได้แก่

1. กระดูก และข้อต่อ (Bones and Joints)
มีการศึกษาในปี 2010 เป็นการศึกษาที่ทำในหญิงวัยหมดประจำเดือนที่เริ่มมีภาวะกระดูกพรุน พบว่าสารอาหารทดแทนคอลลาเจนไม่สามารถทำให้มวลกระดูกเพิ่มขึ้นได้ แต่มีส่วนหนึ่งที่มีปัญหาเกี่ยวกับข้อต่อ เช่น ข้อติด ข้อเสื่อม พบว่าอาการเจ็บดีขึ้นแต่ไม่หายขาด อย่างไรก็ดี โรคกระดูกพรุนเป็นโรคของความเสื่อม ซึ่งควรเน้นไปที่การป้องกัน

2. ดัชนีมวลกาย (Body composition)
มีการศึกษาในปี 2009 ว่าการได้รับ Hydrolyzed collagen เสริมในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน จะช่วยป้องกันการลดลงของมวลกล้ามเนื้อได้ ซึ่งจะช่วยให้การคุมน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานได้ดีขึ้น
ทั้งยังมีข้อบ่งชี้ในการใช้สารอาหารเสริมคอลลาเจนในการช่วยฟื้นฟูผิว เส้นผม และเล็บ ช่วยเรื่องสุขภาพของดวงตา ช่วยป้องกันโรคหัวใจ ช่วยให้นักกีฬาฟื้นตัวจากการบาดเจ็บ ช่วยเกี่ยวกับกระดูก และข้อต่อ

ประเภทของคอลลาเจนที่มีในปัจจุบัน

1. Hydrolyzed collagen
คือการได้คอลลาเจนจากกระดูก หรือเนื้อเยื่อของสัตว์ นำมาย่อยสลายด้วยกระบวนการ hydrolysis ซึ่งเป็นการทำปฏิกิริยากับโมเลกุลของน้ำ ทำให้ได้รูปแบบของคอลลาเจนที่ร่างกายสามารถดูดซึมได้ง่ายขึ้น จึงมักนำมาใช้ในอาหารเสริมประเภทต่างๆ รวมถึงเป็นส่วนผสมในเครื่องสำอางค์หลายๆชนิด

2. คอลลาเจนที่ใช้สำหรับฉีด
จัดเป็นสารหนึ่งในหลายชนิดที่นำมาใช้ทำสารเติมเต็ม ซึ่งมีข้อบ่งใช้จำเพาะในการฉีดเพื่อเติมเต็มผิวหนังที่เป็นร่องลึก ยกตัวอย่างเช่น สารเติมเต็มประเภท Poly-L-lactic acid จะกระตุ้นให้มีการสร้างคอลลาเจนใต้ผิวหนัง ทั้งนี้ การเลือกใช้สารเติมเต็มควรเลือกใช้ให้เหมาะสม และคำนึงถึงความปลอดภัย เพราะสารเติมเต็มบางชนิดอาจมีผลข้างเคียง หรือปฏิกิริยาอันไม่พึงประสงค์ได้ ดังนั้นจึงควรมีการศึกษา และปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนเสมอ

3. ครีมผสมคอลลาเจน
เราจะพบเห็นผลิตภัณฑ์ทั่วไปในท้องตลาดที่โฆษณาว่าช่วยในการสร้างคอลลาเจน แต่ก็ยังไม่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ยืนยันแน่ชัดว่าคอลลาเจนในรูปแบบครีมจะสามารถถูกดูดซึมเข้าสู่ชั้นผิวหนังเพื่อไปเปลี่ยนเป็นคอลลาเจนได้ แต่องค์ประกอบในตัวครีมอาจช่วยให้ผิวกักเก็บความชุ่มชื้นได้ดี ช่วยป้องกันความเสื่อมของผิวได้

หากใครกำลังตัดสินใจในการเลือกทานอาหารเสริมประเภทคอลลาเจน ก็ควรศึกษาว่าเป็นคอลลาเจนประเภทใด มีความปลอดภัยมากน้อยแค่ไหน ส่วนประโยชน์ที่ได้ก็ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล เพราะท้ายที่สุด คอลลาเจนก็คือสารอาหารประเภทโปรตีนชนิดหนึ่งเท่านั้นเองค่ะ

Office Syndrome ที่ Work From Home ก็เป็นได้


ทุกวันนี้ออฟฟิศซินโดรมกลายเป็นภัยร้ายที่คุกคามสุขภาพ จนมีผู้ป่วยจำนวนมากที่ต้องทุกข์ทนต่ออาการปวดต่างๆ ที่เกิดจากการนั่งทำงานนานๆ และในช่วงนี้ ที่หลายๆ คน Work From Home กัน ก็ไม่ได้แปลว่าจะไม่มีอาการเหล่านี้ เพราะการนั่งทำงานที่บ้านหลายๆชั่วโมงต่อเนื่องกัน ก็ส่งผลเสียได้ไม่ต่างกับการนั่งทำงานในออฟฟิสเลยล่ะค่ะ
วันนี้เราเลยมีคำแนะนำดีๆ เกี่ยวกับท่าออกกำลังกาย ที่สามารถทำได้ด้วยตัวเองมาฝากกัน เป็นท่าง่ายๆ ทำแล้วสบายขึ้น บรรเทาอาการปวดเมื่อยได้ดีมาก เหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะสาวๆ หนุ่มๆ ที่นั่งทำงานต่อเนื่องกันนานๆ ถือเป็นท่าที่แก้อาการของออฟฟิศซินโดรมได้เป็นอย่างดี มาดูกันเลยดีกว่าค่ะ

ท่าที่ 1 บรรเทาอาการปวดคอ บ่า สะบัก
การใช้ชีวิตประจำวันส่วนใหญ่ของคนที่ทำงานต้องก้มหน้าอยู่เป็นประจำ กล้ามเนื้อด้านหน้าจะหดสั้นมาก และดึงให้คอก้มลงมาด้านหน้า ทำให้คอเสื่อมง่าย ท่านี้จะเป็นท่าที่ปรับสมดุลย์การทำงานของคอ บ่า สะบัก ช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อยคอ บ่า สะบักได้ดีมาก
วิธีการออกกำลังกาย
1 นั่งเก้าอี้ที่มีพนักพิง เลื่อนก้นให้ชิดพนัก
2 มือประสานกัน เหยียด-ยืดแขนให้สุดด้านเหนือศีรษะ แขม่วท้อง หายใจโดยใช้ชายโครงกางออก
3 คลายมือออกจากกัน กระดกข้อมือค้างไว้
4 ค่อยๆ เหยียดแขนไปด้านหลัง ให้สุดมือ ในขณะที่กระดกข้อมือไว้ ค่อยๆ เลื่อนมือลงจนสุด
5 ทำรอบละ 5 ครั้ง ทำได้ทุกๆ 2-3 ชม.

ท่าที่ 2 แก้อาการมือชา นิ้วล็อค
อาการปวดข้อมมืออาจลุกลามไปจนถึงการปวดร้าวไปจนถึงแขนได้ การยืดกล้ามเนื้อบริเวณมือและแขนจึงเป็นสิ่งจำเป็น โดยยืดทั้งเยื่อหุ้มกล้ามเนื้อ ยืดกล้ามเนื้อ ยืดเส้นประสาท เพื่อทำให้รู้สึกสบายทั้งคอ และแขน ช่วยบรรเทาอาการปวดตึงร้าวลงแขน ลดอาการปวด ตึง ชา จากนิ้วล็อก กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ของเส้นประสาท ให้ส่วนต่างๆ ทำงานได้ดีขึ้นด้วย
วิธีการออกกำลังกาย
1 นั่งเก้าอี้ที่มีพนักพิง เลื่อนก้นให้ชิดพนัก
2 มือซ้ายเอื้อมขึ้นด้านบนมือโอบศีรษะ และดึงศีรษะให้เอียงมาด้านซ้าย ร่วมกับการบิดคอไปด้านขวาเล็กน้อย
3 ในขณะที่ทำให้เกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้องไว้ตลอด หายใจโดยใช้ชายโครงขยายขึ้น
4 เอียงคอค้างไว้ มือขวาเหยียดศอกให้ตรง เหยียดทั้งแขนไปด้านหลัง พร้อมกับลู่ไหล่ลง และดันไหล่ไปด้านหลังพร้อมกับกระดกข้อมือ
5 หายใจเข้า-ออก 1 รอบแล้วดึงกลับท่าเริ่มต้น ตอนทำให้รู้สึกเพียงตึงๆ โดยไม่มีอาการเจ็บ
6 ทำรอบละ 3 ครั้ง วันละ 2 รอบ ต้องทำช้าๆ นะคะ เพราะเป็นการยืดเส้นประสาท

ท่าที่ 3 บรรทาอาการปวดเข่า เมื่อยน่อง ลดบวมที่ขา-เท้า
การนั่งติดเก้าอี้เป็นเวลานานเป็นผลเสียต่อกล้ามเนื้อขา และสะโพก ทำให้ระบบการไหลเวียนโลหิตไม่ดี จนบางครั้งอาจพบอาการเส้นเลือดขอดได้ การยืดกล้ามเนื้อตลอดแนวขาไปถึงสะโพกจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดและเส้นประสาท ลดอาการปวดเมื่อย หรืออาการบวมของขาและน่องในผู้ที่นั่งห้อยขาทั้งวันและยังช่วยสร้างกล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่ในการพยุงข้อเข่า ป้องกันโรคเข่าเสื่อมอีกด้วย
วิธีการ
1 นั่งเก้าอี้ที่มีพนักพิง เลื่อนก้นให้ชิดพนัก
2 แขม่วท้องไว้และยืดหลังให้ตรง
3 เหยียดเข่าขึ้นโดยที่ปลายนิ้วเท้าชี้ขึ้นด้านบนตรงๆ เหยียดเข่าจนตึงสุด แล้วกระดกข้อเท้าเข้าหาตัว
4 แขม่วท้องค้างไว้ตลอดการทำท่านี้ พร้อมด้วย เหยียดหลังให้ตรง
5 ค้างไว้ในท่าดังกล่าวประมาณ 1 ลมหายใจเข้าออก แล้วค่อยงอเข่าลง
6 สลับข้างซ้าย ขวา ข้างละประมาณ 10 ครั้ง ทำวันละ 3 รอบ
**** หากต้องการสร้างกำลังกล้ามเนื้อให้มากอาจใช้ถุงน้ำหนักผูกไว้ที่ข้อเท้า เพื่อเป็นการสร้างกล้ามเนื้อที่แข็งแรงมากขึ้น

เอาล่ะค่ะ … ถึงเวลาพักสายตาจากจอคอมพิวเตอร์ ลดมือลงจากคีย์บอร์ด แล้วเริ่มมายืดเส้นยืดสายกันแล้ว ค่อยๆ บริหารไปตามขั้นตอนช้าๆ รับรองว่าจะสบายขึ้น แล้วถ้าได้ทำเป็นประจำอยู่เรื่อยๆ ก็สบายใจได้ ว่าอาการ office syndrome จะไม่มากร้ำกรายแล้วล่ะค่ะ ^^

เคล็ดไม่ลับ ถนอมดวงตาจากหน้าจอ


ทุกคนคงเคยได้ยินคำว่า Office Syndrome หรือ อาการป่วยที่เกิดจากการทำงานออฟฟิศ ด้วยพฤติกรรมเคยชิน ทั้งจากลักษณะท่าทางที่ไม่เหมาะสมกับสรีระ และโครงสร้างของร่างกายเป็นประจำ แต่ทราบกันหรือไม่คะ ว่าในช่วงที่หลายๆ คน Work From Home กันอย่างช่วงนี้ การทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ ก็อาจจะเป็นสาเหตุของอาการป่วยอีกประเภทหนึ่งที่เรียกว่า Computer Vision Syndrome ได้เช่นกัน


Computer Vision Syndrome (CVS) เป็นอาการป่วยที่เกิดจากการใช้สายตากับหน้าจอคอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน รวมถึงแท็บเล็ต เป็นเวลานานๆ เป็นเวลานาน ซึ่งโดยเฉลี่ย จะเกิดกับ 90% ของผู้ที่ใช้อุปกรณ์เหล่านี้เป็นประจำเลยล่ะค่ะ
อาการของ Computer Vision Syndrome รวมถึงอาการเคืองตา ตามัว แพ้แสง ไปจนกระทั่งอาการปวดศีรษะ ปวดคอ และหลัง ที่สำคัญ หลายๆ ครั้ง เราไม่รู้ว่าอาการเหล่านี้ที่เกิดขึ้น มีสาเหตุมาจากการใช้เวลากับหน้าจอมากจนเกินไปโดยไม่ได้ให้สายตาได้พัก และทำให้ไม่ได้รับการแก้ไขที่ตรงจุด
อย่างไรก็ตาม ในโลกปัจจุบัน การไม่เกี่ยวข้องกับอุปกรณ์เหล่านี้คงเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก สิ่งสำคัญคงจะเป็นการป้องกันอาการป่วยที่อาจจะเกิดขึ้น รวมถึงการใช้สายตาในระดับที่เหมาะสม และให้สายตาได้พักเป็นระยะๆ วันนี้ มาดูกันดีกว่าค่ะ กับ 6 วิธีง่ายๆ ที่จะช่วยป้องกัน Computer Vision Syndrome

อย่างแรก ปรับตำแหน่ง ระยะห่าง และมุมการมองจอให้เหมาะสม
หน้าจอ ควรจะอยู่ต่ำกว่าระดับสายตาของเราประมาณ 10-15 ซม. เพื่อให้เราสามารถก้มศีรษะลงเล็กน้อย และ เว้นระยะห่างระหว่างหน้าจอกับตาของเราให้เหมาะสม ระยะห่างที่เหมาะสมที่สุด คือประมาณ 50-60 ซม. ค่ะ

อย่างที่สอง ปรับแสงสว่างโดยรอบให้เหมาะสม และพยายามลดแสงสะท้อนจากหน้าจอ
แสงสว่างที่มากจนเกินไปอาจทำให้เกิดอาการเมื่อยล้าของดวงตา
ขณะที่มีการใช้งานกับจอคอมพิวเตอร์ เราสามารถปรับแสงสว่างให้ลดลงได้ โดยปริมาณแสงที่เหมาะสมคือความสว่างเพียงครึ่งหนึ่งของแสงสว่างภายในห้องปกติ ซึ่งเราสามารถลดปริมาณของแสงได้ด้วยการปิดม่าน หรือดับไฟบางดวงในห้องทำงานลงบ้าง นอกจากนั้น เพื่อช่วยลดแสงสะท้อนจากหน้าจอในกรณีที่แสงมาจากด้านหลังผู้ใช้ และป้องกันแสงจ้าจากหลังจอ กรณีที่แสงมาจากด้านหลังจอคอมพิวเตอร์ เราควรจัดวางหน้าจอโดยให้แสงหลักมาจากด้านข้างของผู้ใช้งานค่ะ

อย่างที่สาม กระพริบตาบ่อยๆ และให้สายตาได้พัก
สาเหตุของอาการตาแห้ง อาจมีสาเหตุมาจากการเพ่งสายตาเป็นเวลานานๆ เพราะฉะนั้น ในระหว่างการใช้งานกับจอคอมพิวเตอร์ อย่าลืมกระพริบตาบ่อย หรือในทุกๆ ระยะ 20 นาที ให้หลับตา สลับกับลืมตา ช้าๆ ประมาณ 10 ครั้ง เพื่อช่วยลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อจากการเพ่ง และลดอาการตาแห้ง

อย่างที่สี่ พักสายตาเป็นระยะ
หลังจากการใช้งานของสายตากับหน้าจอต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ ควรเปลี่ยนไปทำกิจกรรมอื่นเป็นระยะสั้นๆ โดยในทุกๆ 2 ชั่วโมง ควรให้สายตาได้พักอย่างน้อย 15 นาที และในทุกๆ 20-30 นาที ของการใช้สายตากับหน้าจอ ควรพักสายตาด้วยการละสายตาจากจอ และมองออกไปไกลๆ ซัก 15-20 วินาที หรือ จะมองไกล สลับการการมองใกล้ๆ ครั้งละ 10-15 วินาที ทำอย่างนี้ซัก 10 ครั้ง ก็จะช่วยให้สายตาได้พักอีกด้วย

อย่างที่ห้า นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ
การพักผ่อนที่น้อยจนเกินไป นอกจากส่งผลต่อการทำงานของระบบต่างๆ ภายในร่างกาย รวมถึงระบบภูมิคุ้มกันแล้ว ยังอาจทำให้เกิดอาการระคายเคืองกับดวงตาได้ง่ายขึ้นอีกด้วย ดังนั้น อย่าลืมจัดตารางให้กับการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอด้วยค่ะ

อย่างสุดท้าย ตรวจสุขภาพตาอย่างสม่ำเสมอ
ดวงตาเป็นอวัยวะที่มีความอ่อนไหว และควรได้รับการดูแลเป็นอย่างดี ผู้ที่ใช้สายตากับหน้าจอเป็นประจำ ควรได้รับการตรวจสุขภาพตาอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อตรวจดูความผิดปกติทางสายตา หรืออาการป่วยที่อาจเกิดขึ้น เพราะการทราบถึงอาการผิดปกติในระยะแรก ย่อมหมายถึงโอกาสที่จะรักษา หรือป้องกันไม่ให้อาการรุนแรงขึ้นได้ การพบแพทย์ และตรวจความผิดปกติของสายตา เป็นเรื่องสำคัญ โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปี ขึ้นไป ที่อาจเริ่มมีอาการทางสายตาที่เกิดตามวัยได้อีกด้วย

เอาล่ะค่ะ ได้ทราบกันไปแล้ว ถึงแนวทางการป้องกัน Computer Vision Syndrome อาการป่วยจากการใช้สายตากับจอคอมพิวเตอร์ที่มากจนเกินไปที่อาจเกิดได้โดยที่เราไม่รู้ตัว ถึงเวลาไปดูกันแล้วล่ะค่ะ ว่าหน้าจอของเราอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมหรือยัง ห้องทำงานมีปริมาณ และทิศทางของแสงที่พอเหมาะหรือไม่ และที่สำคัญ อย่าลืมให้สายตาได้พักบ้าง พักผ่อนให้เพียงพอ และจัดตารางการดูแลสุขภาพตา ไปพบแพทย์เป็นระยะกันด้วยนะคะ

เมนูสุขภาพ ทำเองได้ง่ายๆ


สถานการณ์เรื่องโรคภัยในช่วงนี้ ยังคงน่าเป็นห่วง การดูแลสุขภาพให้แข็งแรงจึงเป็นเรื่องสำคัญที่สุดสำหรับทุกๆ คน การเลือกรับประทานอาหารแต่ละมื้อจึงเป็นสิ่งสำคัญ ทั้งในเรื่องของปริมาณพลังงานที่ไม่มากจนเกินความจำเป็นซึ่งจะถูกแปรสภาพและสะสมเป็นไขมันส่วนเกิน รวมถึงในเรื่องของสารอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย ที่สำคัญควรทานอาหารที่มีผักผลไม้ร่วมด้วยในทุกมื้อ เนื่องจากในผักผลไม้จะมีเอนไซม์เป็นตัวช่วยย่อยอาหาร ทำให้ระบบเผาผลาญมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น และสารอาหารก็จะถูกลำเลียงนำไปเลี้ยงเซลล์ต่างๆ หรือนำไปซ่อมแซมส่วนสึกหรอของร่างกาย ทั้งกระเพาะอาหารก็ไม่ทำงานหนักจนเกินไปอีกด้วย โดยเฉพาะช่วงเวลานี้ การเลือกทานอาหารที่ให้วิตามิน และแร่ธาตุที่เพียงพอ จะเป็นเกราะป้องกันไม่ให้ร่างกายป่วยไข้ได้ง่ายๆ อีกด้วยค่ะ

สำหรับวันนี้ เราจึงมีเมนูอาหารอร่อยๆ ที่ทำทานกันได้ง่ายมาฝากกัน เป็นเมนูช่วยย่อย ไม่ก่อให้เกิดอาการแน่นท้อง ทั้งยังเต็มไปด้วยสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายค่ะ
สลัดพล่าปูอัด เมนูขจัดอาการแน่นท้อง เป็นเมนูในแบบ Raw Food ที่ไม่ผ่านกระบวนการการปรุงด้วยความร้อน ซึ่งจะช่วยรักษาคุณค่าของผักเอาไว้ได้อย่างครบถ้วน ทั้งยังเป็นสูตรที่ไม่ต้องใส่ครีม หรือน้ำสลัดแบบทั่วไปอีกด้วย
โดยอาหารจานอร่อยจานนี้ มีผักใบเขียวที่ให้คลอโรฟิลกับร่างกาย และประกอบไปด้วยแคลเซียม โปรตีน วิตามินและเกลือแร่ และมีวิตามินซีสูง เป็นส่วนที่จำเป็นในการเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแรงค่ะ
นอกจากนั้น ผักอื่นๆ ที่เป็นส่วนประกอบของเมนูนี้ยังเป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณดีมากๆ เช่น ตะไคร้ ที่มีสรรพคุณช่วยบรรเทาอาการแน่นท้อง จากสารอาหารที่สำคัญของตะไคร้ที่มีทั้งแคลเซียม เหล็ก เส้นใย ฟอสฟอรัส วิตามินเอ วิตามินบี วิตามินซี

นากจากสารอาหารที่ให้แล้ว เมนูนี้ยังมีดีที่มีผักที่เป็นส่วนประกอบหลัก เนื่องจากผักนั้นมีเส้นใย และไฟเบอร์ชนิดต่างๆมากมาย ทั้งช่วยในการขับถ่าย และสามารถดูดซับสิ่งปนเปื้อน รวมถึงสารตกค้างในระบบทางเดินอาหาร เป็นไม้กวาดชั้นดีสำหรับกวาดสิ่งสกปรกออกจากลำไส้ของเราเลยทีเดียว

ลองมาดูวิธีทำกันเลยค่ะ

ส่วนประกอบ
1. ผักสลัดครอส 2. หอมแดง 3. ผักสลัดเรดโอ๊ค 4. พริกขี้หนูสวน 5. ผักชี 6. น้ำสับปะรดสกัด 7. ปูอัด (เจ) 8. น้ำแอบเปิ้ลสกัด 9. ตะไคร้ 10. น้ำมะนาว 11. สะระแหน่ 12. มิโซะ

วิธีทำก็ไม่ซับซ้อน มีเพียงสี่ขั้นตอนหลักๆ เท่านั้นเอง เริ่มต้นด้วย

1. นำผักสลัดและผักที่ล้างสะอาดพร้อมรับประทานมาเด็ดเป็นคำพอดีคำ แล้วใส่จานพักไว้แช่ตู้เย็นเพื่อเพิ่มความกรอบให้กับผัก
2. นำปูอัด (เจ) มาหั่นเป็นคำพอเหมาะ ใส่ลงในชามคลุกสลัด
3. นำเครื่องปรุงได้แก่น้ำสับปะรด น้ำแอปเปิ้ล น้ำมะนาว มิโซะ พริกขี้หนู หอมแดง ตะไคร้ สับละเอียด ใส่ลงไปแล้วคลุกทุกอย่างให้เข้ากัน
4. นำผักสลัดที่พักไว้มาคลุกเคล้ากับน้ำพล่าให้เข้ากันโรยด้วยสะระแหน่

เพียงเท่านี้ ก็ได้สลัดพล่าปูอัด ในแบบ Raw Food พร้อมเสิร์ฟกันแล้วล่ะค่ะ
มื้อเย็นวันนี้ ใครที่กำลังมองหาเมนูเพื่อสุขภาพอร่อยๆ ลองหาผักสลัด ถ้าจะให้ดี เลือกเป็นผัก Organic กับส่วนผสมเพิ่มเติมอีกนิดหน่อย แล้วเข้าครัวแสดงฝีมือกันได้เลยค่ะ ^^

สาวๆ รองเท้าส้นสูง และเรื่องของสุขภาพที่ควรระวัง

สาวๆ ส่วนมากคงพอจะทราบกันบ้างแล้ว ถึงข้อเสียจากการใส่ส้นสูง ทั้งทำให้ปวดเท้า เมื่อยขา แต่ถึงเวลาต้องแต่งสวยแบบจัดเต็มทีไร ก็อดไม่ได้ที่จะต้องหยิบเจ้ารองเท้าส้นสูงคู่สวยมาใส่ประชันความงามกันแบบไม่ยอมน้อยหน้าใคร … แหม ก็ใครจะยอมทิ้งความเพรียว สวยสง่า ที่ได้จากการใส่รองเท้าส้นสูงกันได้ลงคอ…
แต่ก่อนจะตัดสินใจหยิบรองเท้าคู่ใหม่มาลอง วันนี้มาทำความเข้าใจเพิ่มกันอีกสักนิดนะคะ ว่ารองเท้าส้นสูงๆ ที่เราเลือกใส่นั้น มีผลต่อสุขภาพของเราอย่างไรบ้าง

รองเท้าส้นเข็ม
ส้นเข็มคู่ใจสาวสวย ใส่ทีไรเหมือนต้องมนต์ ขาจะสวยเพรียวขึ้นทันตาเห็น และด้วยความที่มีส้นที่เพรียวเล็กจึงช่วยให้ดูไม่ตันอีกต่างหาก มือใหม่หัดใส่อาจร้อง “ยี้” เพราะแค่ส้นสูงปกติก็ลำบากแล้ว เจ้ารองเท้าส้นเข็มยิ่งทำให้ทรงตัวยากขึ้นไปอีก ด้วยส้นที่เล็กมาก การทิ้งน้ำหนักต้องกดลงไปที่จุดเดียว ทำให้ไม่สามารถรองรับน้ำหนักตัวเราได้อย่างสมดุล จมูกเท้าด้านหน้าต้องรับบทหนัก แถมเวลาเดินจะเกิดการกระแทกย้อนกลับมาที่เท้า ใส่แต่ละครั้งจึงรู้สึกได้ว่าไม่สบายเท้า ทั้งคุณสาวๆ ยังต้องเผชิญกับความเสี่ยง ทั้งเท้าพลิก เท้าแพลง และทำให้เกิดอาการเคล็ดขัดยอกกันได้ง่ายๆ

รองเท้าหัวแหลม
แฟชั่นรองเท้าหัวแหลมช่วยให้ลุ้คดูเปรี๊ยวจี๊ด ทันสมัย กระฉับกระเฉง ตามคอนเซ็ปต์สาวมั่นยุคใหม่ แต่ลองก้มมองที่เท้าของเราสักนิดนะคะ เพราะเปอร์เซ็นต์ส่วนใหญ่ของเท้าคนไทยล้วนมีหน้าเท้าที่กว้าง เมื่อพยายามสอดปลายเท้าลงไปในรองเท้าหัวแหลมๆก็เท่ากับเป็นการบีบหน้าเท้าตัวเองทำให้เสียรูป ยิ่งถ้าเป็นรองเท้าส้นสูงหัวแหลมด้วยยิ่งหนัก เพราะน้ำหนักจะยิ่งเทไปด้านหน้ามากขึ้นอีก เดินไปสักพักก็มักจะปวดเท้ากันทุกคน อาการที่มักจะเกิดตามมาได้แก่ กล้ามเนื้ออักเสบ และตาปลา เพราะในแต่ละก้าวที่เดินกล้ามเนื้อจะถูกบีบรัดและเสียดสีตลอดเวลา ยิ่งถ้าปล่อยไว้นาน นิ้วเท้าอาจผิดรูปไปได้เลยล่ะค่ะ

รองเท้าส้นสูงปรี๊ด
สาวๆ ไซส์มินิ มาตรฐานแบบไทยๆ อาจคิดว่าส่วนสูงของตัวเองเป็นปมด้อย เพราะไม่ว่าจะซื้อกางเกงก็ต้องตัดขา หรือจะตามแฟชั่นกระโปรงยาว ก็ยาวจนลากพื้น ตัดสินใจต้องเลือกเพื่อนคู่ใจเป็นรองเท้าส้นสูงปรี๊ด ความสูงจะได้เชิดหน้าชูตาขึ้นมาหน่อย แต่รองเท้าที่ส้นสูงปรี๊ดนั้นทำให้เราต้องเดินเขย่งตลอดเวลา ยิ่งเป็นรองเท้าที่ความสูงของด้านหน้าและด้านหลังต่างกันมากๆ น้ำหนักทั้งหมดจะตกลงมาที่จมูกเท้าหมด ทีนี้เท้าก็จะงอผิดธรรมชาติ กล้ามเนื้อบริเวณน่องจะเกร็งขึ้นมากกว่าปกติ จึงทำให้ทั้งปวดเท้า เมื่อยน่องทุกครั้งที่ใส่ บางคนที่ใส่รองเท้าส้นสูงไปนานๆ อาจเกิดปุ่มแข็งๆ ยื่นออกมาตรงส้นเท้า (Pump Bump) เป็นกระดูกที่งอกออกมาแบบผิดปกติ ปุ่มแข็งๆ นี้ถ้าสียดสีกับส้นรองเท้าบ่อยๆ ก็อาจกลายเป็นแผลพุพอง แผลกดทับ เกิดอาการปวดแบบถาวรได้

รองเท้าแพลตฟอร์ม
สาวๆ อาจแปลกใจว่าทำไมเลือกรองเท้ามีส้นสูงเสมอกันแล้ว ทำไม ยังจะมีข้อเสียได้อีก ก็เพราะรองเท้าแบบแพลตฟอร์มถึงจะดูสวย น่าจะใส่สบาย แต่รองเท้าแบบนี้ไม่ได้ออกแบบมาให้รองรับน้ำหนักและรูปทรงของเท้า ไม่ยืดหยุ่นในยามเคลื่อนไหว ซ้ำร้าย พื้นรองที่เท้าแข็ง และหนา จะบังคับไม่ให้เท้าเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ แต่เราอาจจะไม่รู้ตัวว่าเท้าของเราเกร็งทุกครั้งที่เคลื่อนไหว และพยายามทรงตัว ยิ่งบางคู่ที่ออกแบบผิดส่วน ฝ่าเท้าไม่สัมผัสกับพื้นรองเท้า ยิ่งทำให้การทรงตัวยากขึ้นไปอีก ผลคือกล้ามเนื้อเกิดอาการเกร็ง ปวดเมื่อย ยิ่งถ้ารองเท้าคู่นั้นสูงมาก ก็จะยิ่งกดทับกระดูกฝ่าเท้ามากขึ้นไปอีก และการทรงตัวที่ลำบากก็อาจทำให้สะดุดหกล้มบาดเจ็บกันได้ง่ายๆเลยทีเดียว

รองเท้าส้นแบน แฟลตชูว์
แม้จะหนีจากรองเท้าส้นสูงๆ หันมาคบรองเท้าส้นแบน แบบติดดินสุดๆ แล้ว ก็ยังหนีอาการปวดเมื่อยเท้าเมื่อเดินไกลๆ ไม่ได้ สาเหตุก็มาจากการไม่มีพื้นรองเท้านี่แหละค่ะ รองเท้าที่แบนราบไปกับพื้นเลยนั้นไม่ช่วยรองรับแรงกระแทก แถมยังจะไม่เข้ากับสรีระของเท้าอีกด้วย อาจทำให้เกิดออาการเจ็บเข่า ลามไปถึงสะโพกและหลังได้ สำหรับบางคนอาจเกิดถึงขั้นมีอาการเอ็นฝ่าเท้าอักเสบได้เลย รองเท้าที่ดีจึงควรหนาขึ้นมาสัดนิด แล้วมีแผ่นรองเท้าเพื่อรองรับกับรูปเท้าในทุกขณะของการเคลื่อนไหวค่ะ

เคล็ดลับ : เลือกรองเท้าต้องดูอะไรบ้าง
ลักษณะรองเท้า : เลือกรองเท้าที่มีลักษณะเข้ากับรูปเท้า
พื้นด้านในรองเท้า : ควรเลือกรองเท้าที่ใช้วัสดุด้านในที่นุ่มสบายเท้า และสามารถช่วยรับน้ำหนักได้
พื้นรองเท้า : เจอรองเท้าถูกใจแล้ว ลองพลิกดูพื้นรองเท้าด้วย ว่าวัสดุมีความฝืดแค่ไหนสำหรับการป้องกันการลื่นในยามก้าวเดิน และมีลวดลายอย่างไร ลายเฉียงคล้ายสามเหลี่ยมที่หันมาด้านหน้า จะช่วยเรื่องการยึดเกาะพื้นได้ดีไม่แพ้ลวดลายขรุขระอื่นๆเลยทีเดียวค่ะ
ส้นรองเท้า : รองเท้าที่ดีส้นรองเท้าไม่ควรสูงเกิน 1 นิ้ว และถ้าอยากใส่ส้นสูงก็ไม่ควรเกิน 2 นิ้ว และใส่ต่อเนื่องไม่เกิน 3 ชั่วโมงในแต่ละครั้ง ที่สำคัญควรถอดออกให้เท้าของคุณได้พักบ้างในเวลาที่ไม่ต้องเดิน
น้ำหนักของรองเท้า : ลองจับๆ ยกๆ รองเท้าดู แล้วเลือกรองเท้าที่มีน้ำหนักเบา รองเท้าที่ทำจากยางหนาๆ มีน้ำหนักมาก จะทำให้เดินยากและหกล้มได้ง่าย เลือกรองเท้าที่ทำจากยางที่มีน้ำหนักเบาจะทำให้เคลื่อนไหวได้สะดวกกว่า

TIPS : รู้จักโครงสร้างของเท้า
เท้าประกอบด้วยกระดูก 28 ชิ้น ต่อกับข้อเท้า และมีกล้ามเนื้อที่เกาะจากขาท่อนล่างมาที่เท้าทั้งหมด13 มัด ภายในฝ่าเท้ามีกล้ามเนื้อรวม 19 มัด และยังมีเส้นเอ็น กล้ามเนื้อต่าง ๆ มากกว่า 100 ชิ้น เพื่อควบคุมการเคลื่อนไหวของเท้า โครงสร้างของเท้ามีส่วนโค้งของฝ่าเท้าตามยาวและตามขวาง ส่วนโค้งนี้ทำให้เท้าสามารถรับน้ำหนักได้หลายเท่าตัว แต่การใส่ส้นสูงจะทำให้น้ำหนักกดลงไปที่กระดูกนิ้วเท้า, กระดูกข้อต่อนิ้วเท้า, ข้อเท้า และเส้นเอ็น ที่มักเกิดปัญหาคือเอ็นร้อยหวายที่จะต้องเกร็งตัวตลอดเวลาเมื่อเราใส่รองเท้าส้นสูงค่ะ

ผลไม้คลายร้อน สำหรับซัมเมอร์ปีนี้

อากาศร้อนๆ ช่วงนี้ เชื่อว่าอาจจะทำให้หลายๆ คนหงุดหงิดกับอะไรๆ รอบๆ ตัวกันได้ง่ายๆ มองไปทางไหน เห็นอะไร ก็ไม่ถูกใจไปซะหมด ก็อากาศร้อนๆ นี่ล่ะค่ะ ตัวดีเลย มีผลกับอารมณ์ของผู้คนแต่ไหนแต่ไรมา
แล้วนี่เพิ่งเข้าหน้าร้อนกันมาซักพัก อากาศยังร้อนได้ขนาดนี้ นึกไม่ออกเลย ว่าพอถึงเดือนหน้าอากาศจะร้อนขึ้นกว่านี้อีกซักแค่ไหน
แต่ก่อนที่ใจจะร้อนกันไปตามอากาศ วันนี้ มาดูกันดีกว่า กับเรื่องของผลไม้ใกล้ๆ ตัว ว่ามีอะไรบ้างที่จะมาช่วยคลายร้อนในใจให้เย็นๆ ลงกันได้บ้าง ไล่กันไปทีละอย่างเลยค่ะ

1. แตงโม ผลไม้ยอดนิยมสำหรับซัมเมอร์ มีประโยชน์ต่อสุขภาพมากเลยทีเดียว เพราะทั้งมีแคลอรีต่ำ รสชาติอร่อย ทานแล้วรู้สึกสดชื่น ที่สำคัญ นอกจากปริมาณน้ำเยอะๆ ในแตงโมแล้ว แตงโมยังอุดมไปด้วยวิตามินและแร่ธาตุหลากหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นวิตามินเอ วิตามินบี วิตามินซี คาร์โบไฮเดรต แคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก โพแทสเซียม ซึ่งโพแทสเซียมจะช่วยลดความดันโลหิตสูง และช่วยทำให้จิตใจร่าเริงแจ่มใสอีกด้วยค่ะ

2. กล้วย ผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินเอ วิตามินบี 6 วิตามินบี 12 วิตามินซี คาร์โบไฮเดรต โปรตีน แคลเซียม โพแทสเซียม ในกล้วยยังมีโปรตีนชนิดหนึ่งชื่อว่า ทริปโตเฟน (Tryptophan) ที่ช่วยในการผลิต สารเซโรโทนิน (Serotonin) หรือฮอร์โมนแห่งความสุข สามารถช่วยคลายเครียด ทำให้ผ่อนคลาย และช่วยให้อารมณ์ดี

3. แอปเปิ้ล มีทั้ง วิตามินเอ วิตามินบี วิตามินซี คาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน เส้นใยอาหาร แคลเซียม ฟอสฟลอรัส โพแทสเซียม แมกนีเซียม ธาตุเหล็ก กำมะถัน และสารต้านอนุมูลอิสระ ทั้งมีส่วนช่วยควบคุมน้ำหนัก ลดคอเลสเตอรอล ลดระดับน้ำตาลในเลือด ลดความดันแล้ว และลดความเครียด นอกจากนั้น แอปเปิ้ลยังมี สารไลโคปีน (Lycopene) เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญที่มีส่วนช่วยป้องกันโรคมะเร็งต่างๆ ชะลอความเสื่อมของเซลล์ในร่างกาย อีกทั้งยังมี เบตาแคโรทีน (Beta-Carotene) ที่มีส่วนช่วยบำรุงสายตา บำรุงผิวพรรณ และชะลอความแก่ชราค่ะ

4. มะพร้าว เต็มไปด้วยวิตามิน และแร่ธาตุหลายชนิด มีสารอาหารที่ดีต่อร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นวิตามินซี วิตามินบี กรดอะมิโน แคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม ธาตุเหล็ก ไขมันที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย อีกทั้งในมะพร้าวยังมีกรดไขมันที่เรียกว่า ‘Medium Chain Triglyceride’ เป็นกรดไขมันแบบพิเศษที่สามารถช่วยทำให้อารมณ์ดีด้วย

5. ผลไม้ตระกูลเบอร์รี ไม่ว่าจะเป็น สตรอว์เบอร์รี ราสเบอร์รี แครนเบอร์รี แบล็กเบอร์รี และบลูเบอร์รี โดยเฉพาะบลูเบอร์รี ที่อุดมไปด้วยวิตามินซี วิตามินอี อีกทั้งยังเต็มไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ หากรับประทานเป็นประจำจะช่วยบำรุงสายตา บำรุงผิวพรรณ ช่วยในการขับถ่าย บำรุงสมอง บำรุงหัวใจ ที่สำคัญ ช่วยลดความเครียด และทำให้ร่างกายรู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาด้วยค่ะ

ผลไม้หลากหลายชนิด หาทานกันได้ง่าย กับสารอาหารที่เป็นประโยชน์ และคุณสมบัติที่อาจจะช่วยในด้านอารมณ์ และคลายความเครียดลงได้บ้าง แต่ท้ายที่สุด เรื่องของใจร้อนๆ ในหน้าร้อนอย่างนี้ คงจะอยู่ที่เราทุกคนล่ะค่ะ สูดลมหายใจลึกๆ ค่อยๆ มองเรื่องราวรอบๆ ตัว ปล่อยวาง มองข้ามรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ไปบ้าง เชื่อว่าอากาศร้อนๆ น่าจะทำอะไรกับใจเราได้ไม่มากซักเท่าไหร่ค่ะ ^^