โรคจอประสาทตาเสื่อม อีกหนึ่งเรื่องควรระวังในวัย 40+ (ตอนที่ 2)

eye
ต่อเนื่องจากบทความครั้งที่แล้ว กับเรื่องของโรคจอประสาทตาเสื่อมกันค่ะ เนื่องจาก ปัจจัยสำคัญประการหนึ่งของการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อม คือกระบวนการที่เกิดจากการเสื่อมสภาพของเนื้อเยื่อ ทำให้เชื่อว่าสารต้านอนุมูลอิสระน่าที่จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคได้ โดยพบว่าการทานสารต้านอนุมูลอิสระ ประเภทวิตามินซี วิตามินอี beta carotene และ Zinc ในปริมาณที่มากพอ จะสามารถลดความเสี่ยงของการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อมได้ โดยมี ประมาณการรับสารอาหารทดแทน ต่อวันดังต่อไปนี้ค่ะ 1. วิตามินซี 500 mg 2. วิตามินอี 400 IU 3. Beta carotene 15 mg 4. Zinc 80 mg ของ Zinc oxide 5. Copper 2 mg ของ Copper oxide

กระนั้นสารอาหารทดแทนดังกล่าวไม่สามารถป้องกัน รักษา หรือช่วยให้การมองเห็นที่สูญเสียไปแล้วดีขึ้นได้ แต่เป็นการลดความเสี่ยงที่โรคจะพัฒนาไปสู่ระยะรุนแรงจนทำให้เกิดการสูญเสียการมองเห็นในคนไข้จอประสาทตาเสื่อมที่จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูง ซึ่งหากมีอาการของโรคจอประสาทตาเสื่อมเกิดขึ้นแล้ว ในปัจจุบันมีแนวทางการรักษาอยู่สองวิธี คือ

1) การรักษาด้วยแสงเลเซอร์ โดยใช้แสงเลเซอร์ เพื่อยับยั้งหรือชะลอเส้นเลือดผิดปรกติที่ทำให้เกิดเลือดออกใต้จอประสาทตา ซึ่งแม้ว่าจะไม่สามารถทำให้การมองเห็นที่เสียไปกลับคืนมา หรือรักษาโรคให้หายขาดได้ แต่ก็สามารถช่วยคงสภาพการมองเห็นให้เหลือไว้ได้มากกว่าการที่ไม่ได้รับการรักษาเลย และ

2) การรักษาด้วยการผ่าตัด เพื่อนำเส้นเลือดที่ผิดปกติออกจากใต้จอประสาทตา รวมทั้งแก้ไขภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ของโรค แต่คนไข้ก็จะมีการมองเห็นลดลงหลังการรักษาไม่ต่างจากการใช้แสงเลเซอร์

ข้อมูลในปัจจุบันในส่วนที่เกี่ยวกับโรคจอประสาทตาเสื่อมนั้น แม้ว่าจะมีแนวทางการรักษา แต่ก็เป็นเพียงการชะลอไม่ให้อาการของโรครุนแรงขึ้นเท่านั้น ยังไม่สามารถทำได้โดยสมบูรณ์ และอาจมีภาวะแทรกซ้อนจากการรักษา คนไข้ส่วนใหญ่ที่เป็นโรคจอประสาทตาเสื่อมจะยังคงสูญเสียการมองเห็นบ้าง ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ จึงแนะนำให้ผู้ที่มีอายุระหว่าง 40 – 64 ปี ที่แม้จะไม่มีอาการผิดปกติในการมองเห็น ก็ควรได้รับการตรวจสุขภาพตา รวมถึงการตรวจจอประสาทตา ทุกๆ 2 – 4 ปี และ สำหรับผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจทุกๆ 1 – 2 ปี และหากมีอาการของโรค และได้ทำการรักษาแล้ว สิ่งสำคัญคือการให้คนไข้ได้ปรับตัวกับภาวะสายตาเลือนลาง และหัดใช้เครื่องมือช่วยในการมองเห็น เพื่อให้คนไข้สามารถใช้การมองเห็นที่เหลืออยู่ในการดำเนินชีวิตตามปกติค่ะ

โรคจอประสาทตาเสื่อม อีกหนึ่งเรื่องควรระวังในวัย 40+

eyes
ดวงตาคงจะไม่ได้เป็นเพียงหน้าต่างของหัวใจ เพราะดวงตาเป็นจุดเริ่มต้นของการรับรู้ ที่ทำหน้าที่เปิดรับข้อมูลเพื่อเข้าสู่กระบวนการทางความคิด การตัดสินใจ และการดำเนินกิจกรรมต่างๆ อีกมากมายในชีวิตเรา โดยในกระบวนการรับรู้ผ่านระบบการมองเห็นนั้น ภาพหรือแสง จะต้องเดินทางเข้าไปในลูกตา ผ่านส่วนประกอบต่าง ๆ ของตา ได้แก่ กระจกตา และเลนส์แก้วตา จนไปตกกระทบที่จอประสาทตา ที่เป็นผนังชั้นในของลูกตา อันประกอบไปด้วยเซลล์ประสาทตาจำนวนมาก ที่ทำหน้าที่ส่งสัญญาณภาพที่ได้ผ่านเส้นประสาทตา ไปสู่สมอง เพื่อทำการแปลสัญญาณเป็นภาพในที่สุด

eye

โดยส่วนที่มีความสำคัญที่สุดส่วนหนึ่งของจอประสาทตา คือ บริเวณจุดกลางรับภาพที่เรียกว่า macula ที่จะทำให้เราสามารถมองเห็นภาพต่าง ๆ ได้อย่างชัดเจน หากจุดกลางรับภาพนี้เสีย จะทำให้ไม่สามารถมองภาพได้ชัดเจน อาจมีอาการเหมือนมีวัตถุมาบังในตรงกลางของภาพ หรือมีการรับภาพในลักษณะที่บิดเบี้ยวไป รวมทั้งอาจทำให้ความสามารถในการเห็นภาพที่ระยะต่างๆ สูญเสียไปค่ะ

วันนี้ มาทำความรู้จักกับโรคจอประสาทตาเสื่อม ที่เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของจุดกลางรับภาพของจอประสาทตา เป็นโรคที่พบมากในกลุ่มอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป และเป็นอีกหนึ่งสาเหตุสำคัญของการเกิดการสูญเสียการมองเห็นในผู้สูงอายุค่ะ แม้ว่าโรคจอประสาทตาเสื่อม อาจเกิดได้กับผู้ที่มีสายตาสั้นมากๆ  หรือเกิดจากโรคติดเชื้อบางอย่าง แต่โดยส่วนใหญ่แล้วเป็นโรคที่พบในผู้สูงอายุ โดยทั่วไปจึงอาจถือได้ว่าเป็นการเสื่อมสภาพของร่างกาย โดยปัจจัยที่ทำให้เกิดความเสี่ยงต่ออาการของโรค ได้แก่

1) อายุ เนื่องจากพบได้บ่อยขึ้นในคนที่มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป

2) พันธุกรรม พบว่าอัตราความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมีความสัมพันธ์ทางพันธุกรรม

3) บุหรี่ โดย มีหลักฐานทางการศึกษาพบว่า การสูบบุหรี่ เป็นการเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคอย่างชัดเจน

4) ความดันเลือดสูง โดยคนไข้ที่ต้องทานยาลดความดันเลือด และมีระดับของไขมัน Cholesterol ในเลือดสูงและระดับ Carotenoid ในเลือดต่ำ มีความเสี่ยงสูงต่อการเป็นโรคจอประสาทตาเสื่อม แบบสูญเสียการมองเห็นอย่างรวดเร็ว และ

5) วัยหมดประจำเดือน พบว่า ผู้หญิงในวัยหมดประจำเดือนที่ไม่ได้รับประทานยาฮอร์โมน estrogen จัดอยู่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง

โรคจอประสาทตาเสื่อม มี 2 ลักษณะ คือ ลักษณะแรก โรคจอประสาทตาเสื่อมแบบแห้ง (Dry AMD) ซึ่งพบได้บ่อยกว่า เกิดจากจุดกลางรับภาพจอประสาทตา มีการเสื่อม  และบางลงทำให้ความสามารถในการมองเห็นจะค่อย ๆ ลดลง อาการลักษณะนี้ จะค่อยๆ เกิดขึ้นอย่างช้าๆ แตกต่างจากลักษณะที่สอง คือ โรคจอประสาทตาเสื่อมแบบเปียก (Wet AMD) ซึ่งพบได้เป็นส่วนน้อย ทว่าจะทำให้เกิดการสูญเสียการมองเห็นอย่างรวดเร็ว และเป็นสาเหตุสำคัญของการตาบอด เนื่องมาจากการที่มีเส้นเลือดผิดปกติเจริญเติบโตอยู่ใต้จอประสาทตา และผนังชั้นพี่เลี้ยง และมีการรั่วซึมของเลือด รวมถึงสารเหลวจากเส้นเลือดเหล่านั้น ทำให้จุดกลางรับภาพเกิดอาการบวม ผู้ที่มีอาการจะเริ่มมองเห็นภาพตรงกลางบิดเบี้ยว และมืดลงในที่สุด

รับทราบถึงอาการของโรคแล้ว ก่อนที่จะเริ่มเป็นกังวล เรามาดูกันค่ะว่าควรจะระมัดระวัง สังเกตสัญญาณของโรคกันอย่างไรบ้าง เพื่อที่ว่าหากรู้กันแต่ในระยะแรก ก็จะยังสามารถทำการรักษากันได้ทัน อาการของโรคจอประสาทตาเสื่อมแตกต่างกันออกไปในผู้ป่วยแต่ละคน และยากที่ผู้ป่วยจะสามารถสังเกตความผิดปกติในการมองเห็นได้ในระยะเริ่มแรก เนื่องจากส่วนมาก ยังสามารถใช้ตาอีกข้างหนึ่งในการชดเชยการมองเห็นได้ ทำให้ไม่สามารถสังเกตเห็นถึงความผิดปกติ ยกเว้นกรณีที่มีอาการจอประสาทตาเสื่อมเกิดขึ้นพร้อมกันในตาทั้ง 2 ข้าง ที่ทำให้ผู้ป่วยเริ่มมองตรงกลางของภาพไม่ชัด ขาดหาย มืดดำไป หรือภาพที่เห็นมีลักษณะบิดเบี้ยวจากปกติ

เนื่องจากการสังเกตอาการของโรคอาจะทำได้ยาก จึงแนะนำว่าผู้ที่มีอายุระหว่าง 40 – 64 ปี ที่แม้จะไม่มีอาการผิดปกติในการมองเห็น ก็ควรได้รับการตรวจสุขภาพตา รวมถึงการตรวจจอประสาทตา ทุกๆ 2 – 4 ปี และ สำหรับผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจทุกๆ 1 – 2 ปี เพราะการตรวจพบและทำการรักษาโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้นเป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุด เนื่องจากจอประสาทตาที่เสื่อมไปแล้ว การรักษาจะสามารถทำได้เพียงการหยุด หรือชะลอการเสื่อมของจอประสาทตาให้ช้าที่สุดเท่านั้น ซึ่งอาจรักษาไม่ได้เลยหากตรวจพบช้าและมีความรุนแรงค่ะ

เพราะฉะนั้น ใครที่มีปัญหาเกี่ยวกับสายตา การมองเห็น หรือกังวลว่าอาจจะเป็นอาการของโรคจอประสาทตาเสื่อม อย่าลืมรีบปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญกันแต่เนิ่นๆ จะได้ทำการรักษากันได้ในขณะที่อาการยังไม่รุนแรงนะคะ

สวัสดีปีใหม่ 2565


บทความแรกของปี 2565 ขอพักเรื่องราวของข้อมูลความรู้ไว้ซักนิด เพื่อจะร่วมต้อนรับปีใหม่ไปพร้อมๆ กันกับทุกๆ ท่านค่ะ ต้อนรับปีใหม่ด้วยการชวนทุกคนมาเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ ไปด้วยกัน

ปีใหม่นี้ มีใครตั้งใจจะทำอะไรใหม่ๆ ที่ยังไม่ได้ทำในปีที่ผ่านมากันบ้างหรือยังคะ ?
ลองมาดูกันค่ะ ว่ามีอะไรบ้าง ที่น่าที่จะเป็นการเปลี่ยนแปลงดีๆ รับปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงกัน

ลองเริ่มต้นด้วยการให้ความสำคัญกับสุขภาพ ให้มากขึ้น ทั้งในเรื่องของโภชนาการ การมีเวลาให้กับการออกกำลังกาย และการตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอแม้จะไม่ได้ป่วย ก็เพราะร่างกายที่แข็งแรงเป็นสิ่งสำคัญในเบื้องต้นเลยล่ะค่ะ
ต่อมาอาจจะเป็นการเริ่มเปิดโอกาสในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ รอบๆ ตัว ไม่ว่าจะเป็นการเรียนรู้ภาษาใหม่ๆ งานอดิเรกใหม่ เครื่องดนตรีที่ไม่เคยได้ลอง ทักษะใหม่ๆ ที่จะช่วยเปิดมุมมอง และโลกของเราให้กว้างขึ้น
นอกจากนั้น การมีเวลาให้กับตัวเองก็เป็นเรื่องสำคัญ อย่าลืมมีเวลาให้กับตัวเอง เปิดโอกาสให้เราได้ทบทวนเรื่องราว คิดอ่านวางแผนทางเดินในชีวิต รวมถึงได้หามุมสงบให้กับจิตใจของเรากันด้วย
และหลังจากการเริ่มต้นสิ่งดีๆ เพื่อตัวเองแล้ว ก็อย่ามองข้ามเรื่องราว หรือสิ่งดีๆ ที่เราสามารถทำเพื่อคนอื่นกันด้วยนะคะ
และ ข้อสุดท้าย ลงมือทำค่ะ คิดดีแล้ว วางแผนดีแล้ว สิ่งสุดท้ายที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นมาได้จริงๆ ก็คือการลงมือทำค่ะ

ปีใหม่ปีนี้ ขอให้ทุกท่านได้มีความสุข ไปกับเรื่องราวดีๆ และการเริ่มต้นดีๆ นะคะ ^^

หน้าหนาวกับแสงแดดแรงๆ .. มาเลือกครีมกันแดดกันซักหน่อย


หน้าหนาวมาแล้วค่ะ ลมเย็นๆ เริ่มผ่านมาทักทายกันยาวๆ แล้ว น่าจะถูกใจหลายๆ คนที่รอคอยกันมาทั้งปีเลยทีเดียว แต่หน้าหนาว สิ่งที่ตามมานอกจากผิวแห้งๆ แล้ว คงหนีไม่พ้นแดดแรงๆ ที่พร้อมจะทำร้ายผิวสวยๆ กันได้ตลอดเวลาเลยล่ะค่ะ
แดดแรงๆ ในช่วงหน้าหนาว สาวๆ อย่าลืมหาตัวช่วยไว้บ้างนะคะ ไม่ว่าจะเป็นแว่นกันแดด หมวก ร่ม พกกันให้ครบทีเดียว แต่ที่ห้ามลืมเด็ดขาดเลยคือการทาครีมกันแดดเป็นประจำค่ะ

สาวๆ คงมีครีมกันแดดที่ใช้ประจำกันอยู่แล้ว แต่ครีมกันแดดก็มีคอลเลคชั่นใหม่ๆออกมาเรื่อยๆ แล้วทีนี้จะเลือกกันยังไงดี…
วันนี้เรามีคำแนะนำดีๆ มาฝากกันค่ะ

ก่อนอื่น ลองเชคสภาพผิวตัวเองก่อนสักนิดว่ามีลักษณะผิวแบบไหน และมีแอคทิวิตี้อย่างไรกันบ้าง

สำหรับสาวๆ ที่ผิวแข็งแรง ชอบกิจกรรมกลางแจ้ง ครีมกันแดดที่เหมาะควรเป็นชนิดครีมค่ะ เพราะเนื้อครีมจะเกาะผิวได้ดี ติดแน่น เวลามีกิจกรรมที่เหงื่อออกมากๆ ครีมก็ยังช่วยปกป้องดูแลผิวเราได้ดีอยู่

สำหรับสาวๆ ผิวบอบบาง เป็นสิวง่าย โดยเฉพาะสิวอุดตันควรเลือกครีมกันแดดชนิดเจล ชนิดน้ำ ที่บางเบากว่าเนื้อครีม แต่สำหรับชนิดนี้สาวๆ ต้องทาซ้ำบ่อยสักนิดเพราะจะได้ปกป้องผิวจากแดดได้ตลอดวันค่ะ

สำหรับหน้าหนาวอากาศแห้ง ที่มากับแสงแดดแรงๆ อาจจะเลือกใช้ครีมแบบเนื้อออยล์ ที่มีน้ำมันผสมเยอะหน่อย เผื่อเพิ่มตวามชุ่มชื้นให้ผิว แต่หลายๆ คนอาจจะไม่ค่อยชอบ เพราะอาจจะทำให้รู้สึกเหอะหนะไม่สบายผิว แถมจะนำสิวมาด้วยนี่สิคะ

เลือกเนื้อครัมที่เหมาะกับผิวได้แล้วก็อย่าเพิ่งประมาทนะคะ เพราะสาวๆ อาจจะนึกว่า เลือกครีมที่มี SPF 50 แล้วจะปกป้องผิวอยู่ได้ทั้งวัน แต่จริงๆ แล้ว ค่า SPF 50 นั้นจะปกป้องผิวได้ประมาณ 500 นาที หรือ 8 ชั่วโมงเท่านั้นค่ะ

อีกเรื่องที่สาวๆ ต้องให้ความสำคัญก็คือ วิธีการทาครีมกันแดดค่ะ ปริมาณที่เหมาะสมคือเหรียญ 50 สตางค์ แต้ม 5 จุด คือ หน้าผาก แก้มซ้ายแก้มขวา จมูก คาง แล้วเกลี่ยให้เสมอกัน อย่าทาบางๆ นะคะ เพราะครีมจะไม่ช่วยปกป้องผิวได้จริง ทาก่อนออกจากบ้านสัก 20 นาทีด้วยค่ะ

การป้องกันผิวสู้แดดร้อนอย่างบ้านเราทำไม่อยากเลยนะคะ แต่ถ้าละเลยแล้วผิวเหี่ยวย่น หน้าเลยอายุไปนี่กลับมาแก้ยากกว่าการป้องกันเยอะเลย ดูแลผิวสวยๆ ของเราให้สดใสแข็งแรงย่อมดีที่สุดค่ะ

นวดผ่อนคลาย ให้สบายตัว

การนวดเป็นศาสตร์อย่างหนึ่งที่เกิดจากการบ่มเพาะความชำนาญจนเกิดเป็นตะกอนความคิด ในการสร้างรูปแบบเฉพาะของการนวด เพื่อให้เกิดประโยชน์ในรูปแบบที่แตกต่างกัน ทั้งช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อย หรือเพื่อช่วยในการผ่อนคลาย … หลายๆ คน อาจจะสงสัย ว่าวิธีการนวดจะมีแบบไหนกันบ้าง นวดไปเพื่ออะไร วันนี้เรามาดูกันค่ะ

การนวดแบบแรก นวดน้ำมัน ประคบสมุนไพร Vital Oil Massage with Herbal Ball
การนวดนี้จะช่วยฟื้นฟูสภาพร่างกายของ โดยน้ำมันในการนวด ช่วยในการดีท็อกซ์ และกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต ช่วยในด้านการผ่อนคลายจากความเหนื่อยล้า นอกจากนั้นการประคบสมุนไพรยังเป็นการนำประโยชน์จากสมุนไพรดีๆ มาช่วยบรรเทาความตึงเครียดและอาการเจ็บปวดของร่างกาย และทำให้ผิวสวยเปล่งปรั่งได้อีกด้วยค่ะ

การนวดอโรม่าเทอราพี Aromatherapy Massage
สำหรับผู้ที่เครียดสะสม ทำงานหนัก ร่างกายอ่อนล้า จะเหมาะกับการนวดแบบนี้ เพราะการนวดอโรม่าเทอราพีจะเน้นที่ความอ่อนโยนและผ่อนคลาย ทั้งรูปแบบการนวด และกลิ่นบำบัดจากน้ำมันหอมระเหยที่ผสมขึ้นมาเป็นพิเศษ จะช่วยให้จิตใจแจ่มใสขึ้น ทั้งยังคืนความชุ่มชื่นให้ผิวเปล่งประกาย และคลายความเมื่อยล้าจากร่างกายทั้งหมดโดยสิ้นเชิง

การนวดสปอร์ต Sport Massage
เดี๋ยวนี้คนเข้ายิม เล่นเวท โยคะ แอโรบิค ออกกำลังกายและใช้กล้ามเนื้อกันมาก บางครั้งการออกกำลังกายที่หนัก หรือหักโหมจนเกินไป อาจก่อให้เกิดการปวดเมื่อย กล้ามเนื้อตึงมากๆ ได้ การนวดจะเป็นทางออกที่ดีสำหรับคนที่รักการออกกำลังกาย โดยการนวดสปอร์ตจะเป็นการนวดเพื่อช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่ตึง ทั้งก่อน และหลังการออกกำลังกาย ด้วยเทคนิคการนวดแบบพิเศษ

การนวดสำหรับนักกอล์ฟ และโยคะ Pre-natal Foot Massage
การนวดชนิดนี้ถูกออกแบบมาเฉพาะสำหรับคนรักกอล์ฟ และรักการฝึกโยคะ หรือผู้ที่ออกกำลังกายอย่างหนัก ซึ่งจะมีกล้ามเนื้อที่ตึงมากๆ ในบริเวณ ไหล่ และหลัง จากการบิดตัวของกล้ามเนื้อในขณะที่วาดวงสวิงตอนเล่นกอล์ฟ การนวดนั้นผู้นวดจะใช้แขน และข้อศอกในเทคนิคการนวดพิเศษพร้อมทั้งจะใช้บาล์มเพื่อช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่ตึง ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย และสบายขึ้น

การนวดสวีดิช Swedish Massage
การนวดรูปแบบนี้เป็นการนวดแบบเฉพาะตัว โดยจะมีการใช้การสับ การทุบเบาๆ เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดไปสู่หัวใจ การนวดนี้จะช่วยให้การไหลเวียนของโลหิตดีขึ้น ทั้งยังลดความตึงเครียด และความเจ็บปวดจากกล้ามเนื้ออีกด้วย

การนวดหินร้อน Hot Stone Massage
ใครที่เครียดหนัก ทำงานหนัก วิตกกังวลจนทำให้ระบบการไหลเวียนของโลหิตทำงานได้ไม่เป็นปกติ กล้ามเนื้อเกร็งเครียดสะสม จนปวดบริเวณต่างๆ ของร่างกาย ทั้งหลัง ไหล่ และคอ การนวดแบบหินร้อนจะช่วยให้การไหลเวียนของเลือดดีขึ้น และช่วยในเรื่องของระบบประสาท เพราะจะได้ทั้งความร้อนจากหิน และเทคนิคการนวดที่ออกแบบมาโดยเฉพาะ ซึ่งจะช่วยในการสร้างสภาวะของการผ่อนคลายอย่างล้ำลึก กระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต ลดอาการปวดตามข้อต่อ นอกจากนั้นยังช่วยให้นอนหลับสนิทด้วยล่ะค่ะ

นอกเหนือจากการนวดในแบบต่างๆ ที่ได้นำมาฝากกันแล้ว สปาระดับพรีเมียมบางแห่ง อาจะมีการผสมผสานศาสตร์แห่งการนวด ในหลายๆ ลักษณะเข้าด้วยกัน ทั้งยังอาจผสานรวมกับการใช้อโรมา และการนวดแผนไทย เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่น่าประทับใจยิ่งขึ้นไปอีก

เอาล่ะค่ะ ได้รู้จักการนวดหลายๆ แบบกันไปแล้ว ใครที่เหนื่อยล้าจากการทำงาน ใครที่เริ่มมีอาการตึงๆ ปวดเมื่อยตามเนื้อตัว เย็นนี้ ลองหาสปาดีๆ ช่วยนวดให้ได้ผ่อนคลายกันซักหน่อย รับรองว่ากลับบ้านไปคืนนี้ได้นอนเต็มอิ่ม หลับฝันดี สบายกันตลอดคืนเลยล่ะค่ะ ^^

ฟันปลอม และรากฟันเทียม

เรื่องของฟันมีรายละเอียดมากมายที่ต้องใส่ใจดูแล ตั้งแต่ในวัยเด็ก วัยรุ่น วัยทำงาน ไปจนถึงวัยสูงอายุ สำหรับวันนี้ขอนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับฟันของผู้สูงอายุ เพื่อที่เราจะได้เตรียมการ หรือเข้าใจในตัวของผู้สูงอายุมากขึ้น
ผู้สูงอายุ ในที่นี้หมายถึงผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป เป็นวัยที่ฟันผ่านการใช้งานมานาน จึงมีฟันที่โดนถอนจากสาเหตุต่างๆ มาหลายซี่ และมักจะต้องมีการใส่ฟันปลอม การดูแลฟันสำหรับผู้สูงอายุก็เหมือนกับการดูแลฟันในวัยอื่นๆ เพียงแต่จะต้องมีการทำความสะอาดฟันปลอมเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

สำหรับการดูแลฟันปลอมนั้น หากใส่ฟันปลอมชนิดถอดได้ ก็ควรถอดมาล้างทั้งหลังอาหาร และก่อนนอน ใช้แปรงทำความสะอาดฟันปลอมโดยใช้ยาสีฟันแล้วล้างให้สะอาดด้วยน้ำธรรมดา และควรถอดฟันปลอมแช่น้ำก่อนนอน สำหรับบริเวณที่ไม่มีฟันให้ใช้แปรงสีฟันที่มีขนนุ่มทำความสะอาด และหากฟันปลอมมีการแตกหักเสียหาย ไม่ควรซ่อม หรือหาทางแก้ไขโดยใช้เครื่องมือต่างๆ ด้วยตัวเองนะคะ แต่ควรไปพบทันตแพทย์เพื่อทำการแก้ไขจะดีกว่า
และในส่วนของการดูแลฟันปลอมแบบติดแน่นภายในช่องปาก อย่างเช่น สะพานฟัน ที่เป็นฟันปลอมติดแน่นในช่องปากเพื่อทดแทนฟันที่หายไป 1-2 ซี่ติดกัน โดยมีการเตรียมการ เริ่มต้นจากการกรอฟันข้างเคียงบริเวณช่องว่างนั้น แล้วทำครอบฟัน เชื่อมฟันให้เป็นสะพานฟันสำหรับยึดติดกับรากฟันเทียม จากนั้นทันตแพทย์จะทำการฝังรากฟันเทียมลงในกระดูกขากรรไกร จนกระดูกธรรมชาติเกาะยึดกับรากฟันเทียมแล้ว ทันตแพทย์จึงทำฟันปลอมต่อขึ้นมาจากรากฟันเทียมอีกชั้นหนึ่ง

ข้อดีของฟันปลอมติดแน่น คือ ความสะดวกสะบายของคนไข้ที่ไม่ต้องถอดออกมาล้างทำความสะอาด แต่ก็ยังคงต้องทำความสะอาดให้ดี เมื่อไม่ต้องถอดออกมาก็ไม่ต้องกลัวว่าจะหลงลืมไว้ที่ไหน อย่างไรก็ตาม ค่ารักษาก็จะสูงกว่าการใช้ฟันปลอมชนิดถอดได้ และเมื่อเกิดการแตกหักเสียหายก็จะซ่อมได้ยากกว่าฟันปลอมชนิดถอดได้อีกด้วยค่ะ

ในส่วนของรากฟันเทียม ผู้ที่สนใจทำรากฟันเทียมควรมาปรึกษาทันตแพทย์ เพื่อที่จะตรวจประเมินสภาพในช่องปาก พิมพ์ปาก เอ็กซเรย์ เพื่อประเมินคุณภาพของกระดูกในตำแหน่งที่ต้องการฝังรากฟันเทียม ตรวจสอบอวัยวะข้างเคียงที่เกี่ยวข้อง ทิศทางในการฝังรากฟันเทียม กำหนดชนิดและขนาดของรากฟันเทียมที่จะเลือกใช้ และข้อจำกัดทางกายภาพต่างๆ ของผู้ป่วย เพื่อจัดเตรียมเครื่องมือ และวางแผนการรักษาอย่างละเอียดรอบคอบ

หลังจากที่ทำการประเมินเรียบร้อยแล้ว ทั้งในส่วนของความหนา ความสูงของกระดูกที่เหมาะสม ขั้นตอนการฝังรากฟันเทียมนั้น เริ่มต้นจากการฉีดยาชาบริเวณที่จะฝัง เมื่อยาชาออกฤทธิ์เต็มที่แล้ว ทันตแพทย์จะทำการเปิดเหงือกเป็นบริเวณเล็กๆ แล้วใช้หัวสกรูกรอกระดูกให้เป็นรู ขนาดประมาณ 3-6 มม. ตามขนาดของรากฟันเทียมที่ได้เตรียมไว้ จากนั้นทำการใส่รากฟันเทียมที่ทำจากวัสดุไทเทเนียมเข้าไปในรูนั้น ก่อนทำการเย็บปิด โดยใช้เวลาตั้งแต่ฉีดยาชาจนถึงขั้นตอนการเย็บปิดประมาณ 30-45 นาที จากนั้น ใช้เวลารอให้รากฟันเทียมยึดติดกับกระดูก ประมาณ 4-6 เดือน จึงจะเข้าสู่ขั้นตอนสุดท้ายในการทำการพิมพ์ปาก และใส่ฟันปลอมจากฐานของรากฟันเทียม

รากฟันเทียมนั้น มีข้อดีค่ะ
– เป็นการใส่ฟันติดแน่นวิธีการหนึ่ง เมื่อใส่ฟันเสร็จแล้วผู้ป่วยจะมีความรู้สึกใกล้เคียงกับฟันธรรมชาติมาก
– หากปฏิกิริยาตอบสนองของร่างกายดี มีการเกาะยึดของรากฟันเทียมกับกระดูกอย่างแข็งแรง ฟันเทียมก็จะมีความแข็งแรง สามารถเคี้ยวอาหารได้ตามปกติ
– การดูแลรักษาเหมือนฟันธรรมชาติทั่วไป คือ การแปรงฟันรอบรากฟันเทียม การใช้ไหมขัดฟัน สามารถใช้ได้ตามปกติเหมือนฟันซี่อื่นๆ

อย่างไรก็ตาม ในการใช้ฟันปลอม เนื้อเยื่อรอบรากฟันเทียมสามารถเกิดการอักเสบได้เหมือนการเกิดโรคเหงือกอักเสบ หรือโรคปริทันต์อักเสบได้ เช่นเดียวกับฟันธรรมชาติ ผู้ป่วยที่ฝังรากฟันเทียมจึงควรดูแลสุขภาพในช่องปากให้ดีอยู่เสมอ หลีกเลี่ยงการนำโลหะไปถูกส่วนที่เป็นรากฟันเทียมที่ฝังอยู่ในกระดูก เพราะอาจจะเกิดปฏิกิริยาทางเคมีระหว่างโลหะ 2 ชนิดที่ต่างกันได้ ดังนั้น ควรแจ้งให้ทันตแพทย์ทราบ เมื่อต้องการขูดหินน้ำลาย ทำความสะอาดฟันประจำปี เพื่อให้ทันตแพทย์ระมัดระวังในการใช้เครื่องมือโลหะเข้าใกล้รากฟันเทียม

การดูแลฟันในวัยผู้สูงอายุนั้นเป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้วัยไหนๆ เลย เพราะฟันนั้นนอกจากจะเป็นส่วนสำคัญในการใช้เคี้ยวอาหารแล้ว ยังช่วยในการออกเสียงให้ชัดเจน ช่วยรักษาโครงของรูปหน้า และยังหมายถึงความมั่นใจของทุกๆ คนอีกด้วยค่ะ

Facial Mask DIY


สาวๆ หลายๆ คน คงเคยสงสัยกัน ว่าการมาสก์หน้ามีประโยชน์อย่างไร ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวได้จริงหรือ แล้วจะเลือกที่มาสก์หน้าแบบไหนดี ?

วันนี้ มีคำแนะนำที่สาวๆ อยากรู้ เกี่ยวกับเรื่องของการมาสก์มาฝากกันค่ะ เริ่มต้นกันที่ประโยชน์ของการมาสก์หน้ากันก่อนเลย

การมาสก์หน้าเป็นขั้นตอนที่ควรทำหลังจากการทำความสะอาดผิวหน้าเรียบร้อยแล้ว เพราะถือเป็นการซาว์น่ารูขุมขนและยังเป็นการเก็บกักความชุ่มชื้นของผิวหลังจากที่เราล้างหน้าอีกด้วย ซึ่งในระหว่างการมาสก์หน้าเราสามารถเติมสารอาหารให้แก่ผิว ไม่ว่าจะเป็นวิตามินซีช่วยเพิ่มความกระจ่างใส และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน สารในกลุ่มต้านอนุมูลอิสระ (anti oxidant) เช่น ทับทิม ชาเขียว ขมิ้น ที่จะช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้ผิว ชะลอการเสื่อมของเซลล์ผิวที่เป็นสาเหตุของความชรา เป็นต้น และยังเป็นการเตรียมความพร้อมของผิวก่อนที่จะทาครีมบำรุงในขั้นตอนต่อไปอีกด้วย จึงสามารถทำได้ทุกวัน

ในปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์หลากหลายที่ใช้สำหรับมาสก์หน้า มีหลักในการเลือกให้เหมาะกับเรา คือเลือกผลิตภัณฑ์ที่ใช้สำหรับการมาร์คหน้าให้เหมาะกับสภาพผิว ผู้ที่มีผิวแห้งควรเลือกสูตรที่มีสารสำคัญให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว เช่น นม น้ำผึ้ง สำหรับผู้ที่มีผิวมัน ควรเลือกสูตรที่มีส่วนประกอบช่วยควบคุมความมัน อาทิเช่น ขมิ้น ชาเขียว และสำหรับผู้ที่มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย ควรเลี่ยงส่วนผสมที่มีสารกระตุ้นให้ผิวระคายเคือง เช่น กรดผลไม้ (AHA) แอลกอฮอลล์ เป็นต้นค่ะ ที่สำคัญ การมาส์กหน้า ยังสามารถทำได้เอง แบบ DIY อีกด้วยค่ะ ลองมาดูกันซักสองแบบดีกว่า

วิธีแรก ให้ลองใช้แผ่นกระดาษเปียกแบบไม่มีกลิ่น ไม่มีแอลกอฮอล์ มาเจาะวงกลมในส่วนของตา จมูก ปาก หยดซีรั่มดูแลผิว หรือซีรั่มที่คุณสาวๆ ใช้เป็นประจำ 2-3 หยดลงบนกระดาษเปียก มาสก์ทิ้งไว้ประมาณ 3 นาที ก่อนทาครีมบำรุงผิว แค่นี้ ผิวหน้าของคุณก็สวยใสชุ่มชื้นขึ้นมาแล้ว

กับอีกวิธีหนึ่ง คือการมาสก์ด้วยผงสมุนไพร อย่างผงขมิ้น หรือผงชาเขียว นำมาผสมกับน้ำ สำหรับสาวๆ ที่มีผิวแห้งอาจจะผสมด้วยนม หรือโยเกิร์ต สำหรับสาวๆ ที่อยากพอกหน้าแต่ไม่มีเวลา วิธีคือ หลังล้างหน้าเสร็จ ยังไม่ต้องซับน้ำบนใบหน้า เทผงสมุนไพรใส่ฝ่ามือ แล้วมาสก์ทิ้งไว้ที่หน้า ระหว่างอาบน้ำ ค่อยๆ ขัดเบาๆขจัดเซลล์ผิวที่ตายออก แล้วล้างออกด้วยน้ำเปล่า แค่นี้ ก็สวยได้ง่ายๆ ไม่ยุ่งยากเลย ลองทำกันดู แล้วอย่าลืมแนะนำเพื่อนๆ ด้วยนะคะ

มือใหม่เริ่มออกกำลังกาย จะเลือกรองเท้ายังไงดี

มือใหม่หัดออกกำลังกายอาจจะไม่ทราบว่ารองเท้ากีฬาเป็นสิ่งสำคัญมากๆ และมักจะละเลยที่จะให้ความสำคัญกับการเลือกรองเท้าให้เหมาะสมกับการออกกำลังกายแต่ละประเภท ทั้งที่ในการออกกำลังกายแทบทุกประเภท “เท้า” มักจะต้องรับบทหนัก แต่ละครั้งจะมีความหนัก-เบาไม่เท่ากัน ไม่ว่าจะเป็นเทนนิส กีฬาที่ต้องออกกำลังทั้งตัว ทั้งบิดและหมุนตลอดเวลา หรือจะเป็นการวิ่ง ที่น้ำหนักจะลงที่เท้าเป็นหลัก และจำเป็นต้องใช้รองเท้าที่มีพื้นรองเท้าแข็ง ประคองเท้าได้มั่นคงเพื่อช่วยในเรื่องการทรงตัว
การเลือกรองเท้าให้เหมาะสมกับประเภทกีฬา หรือการออกกำลังกายนี้เป็นเรื่องสำคัญ ทั้งในส่วนของการช่วยในการเคลื่อนไหว และการป้องกันอาการบาดเจ็บ เพราะรองเท้ากีฬาแต่ละประเภทต่างได้รับการออกแบบให้มีคุณสมบัติเฉพาะ เพื่อให้รองรับการใช้งานอย่างเหมาะสมที่สุดกับกีฬาแต่ละประเภทที่มีการเคลื่อนไหวแตกต่างกันออกไป

วันนี้มาเข้าร้านรองเท้า แล้วเลือกรองเท้าที่เหมาะกับการออกกำลังกายของเรากันซักหน่อยดีกว่าค่ะ

ด้วยเทคโนโลยีที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ รองเท้ากีฬาในทุกวันนี้ จึงมีรายละเอียดที่แตกต่างกันมากมายเลย รองเท้าแต่ละประเภท ล้วนถูกออกแบบให้เหมาะกับการใช้งาน เหมาะกับการเคลื่อนไหวในการเล่นกีฬาที่แตกต่างกันออกไป รวมถึงมีส่วนช่วยป้องกัน และลดความเสี่ยงจากอาการบาดเจ็บในระหว่างการเล่นกีฬา หรือออกกำลังกายประเภทนั้นๆ อีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น รองเท้าวิ่ง รองเท้าประเภทนี้จะถูกออกแบบมาเพื่อความเร็วโดยเฉพาะ และวัสดุที่นำมาตัดเย็บจะมี น้ำหนักจะเบา ในบางยี่ห้ออาจมีถุงลมบริเวณส้นเท้าที่ช่วยดูดซับแรงกระแทกได้ดีเป็นออพชั่นเสริมอีกด้วย ในขณะที่รองเท้าเต้นแอโรบิคจะมีการออกแบบที่แตกต่างออกไป เพราะในการเต้นแอโรบิค เท้าจะต้องรองรับแรงกระแทกมาก หัวใจสำคัญของรองเท้าประเภทนี้จึงอยู่ที่พื้นรองเท้า นอกจากนั้น รองเท้าแอโรบิคควรจะมีน้ำหนักเบาเพื่อความสะดวกในการเคลื่อนไหว ทั้งยังต้องมีความยืดหยุ่นเป็นพิเศษเพื่อรองรับการเคลื่อนไหว และท่าทางต่างๆ ทั้งการเขย่ง การกระโดด การก้าว หรือการสไลด์ด้านข้างเป็นต้น

หลายคน เมื่อเข้าฟิตเนตก็มักจะหนีไม่พ้นการเดิน และการวิ่งสายพาน รองเท้าที่เหมาะกับการออกกำลังกายประเภทนี้คือรองเท้าสำหรับการเดินออกกำลังกาย ซึ่งรองเท้าสำหรับการเดินที่ดีนั้นควรจะมีพื้นกันกระแทกที่ส้นเท้า และปลายเท้า เพื่อรองรับน้ำหนักได้อย่างมั่นคง แตกต่างจากรองเท้าเทนนิส เพราะเทนนิสเป็นกีฬาที่ต้องเคลื่อนไหวในด้านข้าง ด้านหน้า และหลัง ทั้งยังมีการบิด การหมุนในลักษณะผสมผสานระหว่างการวิ่ง และกระโดดตลอดเวลา รองเท้าที่เหมาะสมจึงต้องให้ความรู้สึกที่มั่นคงสำหรับทุกท่วงท่า ต้องดูในส่วนของการหุ้มส้นเท้าที่ต้องกระชับ รองรับการบิดการหมุนได้เป็นอย่างดี พื้นจะต้องมีลวดลายออกแบบเฉพาะ และใช้วัสดุเพื่อให้สามารถยึดเกาะกับพื้นคอร์ทได้ดี เพื่อลดความเสี่ยงจากการบาดเจ็บจากการลื่น ไถล ในระหว่างการเล่น
นอกจากนั้น ยังมีรองเท้าแบต ที่มักจะมีส่วนพื้น และส้นเท้าที่บางกว่ารองเท้าเทนนิส เพื่อให้มีน้ำหนักเบา และเหมาะกับทิศทางลักษณะของการเล่นที่ต้องมีการสไลด์ด้านข้าง ถอยหลัง และการเคลื่อนไหวที่ต่างจากเทนนิส หรือรองเท้าบาส ที่มักจะเป็นรองเท้าหุ้มข้อ หรือครึ่งข้อ เพื่อป้องกันอาการบาดเจ็บจากการพลิกของข้อเท้า และมีพื้นที่เหมาะกับการเกาะกับพื้นโรงยิมเพื่อลดความเสี่ยงในการบาดเจ็บ และช่วยในการออกตัวเคลื่อนไหวที่รวดเร็วยิ่งขึ้น … ทางที่ดี เมื่อตัดสินใจจะเล่นกีฬา ออกกำลังกายประเภทไหน ก็ควรเลือกหารองเท้าที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับการออกกำลังกายประเภทนั้นๆ ค่ะ

อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากการเลือกรองเท้าตามลักษณะการออกกำลังกายหรือการใช้งานแล้ว การเลือกรองเท้ายังต้องดูลักษณะหรือรูปเท้าของตัวเราเป็นสำคัญอีกด้วย เคล็ดลับง่ายๆ ในการทำความรู้จักกับรูปเท้าของตนเองคือ หากระดาษมาสักแผ่น จากนั้น ลองเอาเท้าไปเหยียบน้ำ แล้วกลับมาเหยียบที่แผ่นกระดาษ เราก็จะรู้แล้วว่าเท้าของเรานั้นมีรูปร่างหรือมีส่วนเว้าอย่างไรบ้าง มาดูกันค่ะ ว่ารูปเท้าแบ่งออกเป็นแบบไหนบ้าง

แบบแรก The Pornator Type (Flat Foot, Low Arch Foot) เท้าแบบนี้จะมีเนื้อเต็ม มีวงโค้งตรงกลางฝ่าเท้าค่อนข้างน้อย อุ้งเท้าแบนราบติดกับพื้นดิน
แบบที่สอง The Neutral Type เป็นลักษณะเท้าของคนทั่วๆ ไป คืออยู่ระหว่างกลางของทั้ง 2 แบบ
แบบที่สาม The Supinator Type (High Arch Foot) ตรงข้ามกับแบบแรก คือเมื่อกดน้ำหนักลงบนพื้น ด้านนิ้วก้อยจะมีพื้นที่สัมผัสกับพื้นมากกว่าปกติ เนื่องจากอุ้งเท้าโค้งขึ้นไปเยอะ ทำให้ส่วนสัมผัสที่รับน้ำหนักจะมีแค่ส่วนหน้ากับส่วนหลัง (ส้นเท้า) เท่านั้น ทำให้ส่วนที่จะมารองรับน้ำหนักมีน้อยลง

เลือกรองเท้าที่เหมาะกับประเภทกีฬาแล้ว อย่าลืมเลือกให้เหมาะสมกับรูปเท้าของเราด้วยค่ะ การเลือกรองเท้าให้เหมาะกับรูปเท้าแต่ละแบบ ต้องดูสองส่วนเป็นหลัก คือ ส่วนของแผ่นรองพื้นด้านใน และการรับน้ำหนักของรองเท้า ว่ามีการกระจายน้ำหนักอย่างไร ลองใส่ดู แล้วยืนให้เต็มสองเท้า ขอให้มั่นใจว่าน้ำหนักทั้งหมด ถูกถ่ายลงพื้นอย่างสมดุล ไม่เอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง หรือเท้ามีอาการเกร็งจากการที่ต้องพยายามรักษาสมดุลของเท้า จากนั้น ลองยกเท้าขึ้นทีละข้าง และทดสอบการรับน้ำหนักของเท้าแต่ละข้างว่าสามารถกระจายน้ำหนักได้ทั่วหรือไม่ รองเท้าที่เหมาะกับเรา ควรจะมีการกระจายน้ำหนักที่ดี ทั้งการยืนบนขาข้างเดียว และการยืนเต็มสองเท้าค่ะ

เอาล่ะค่ะ เลือกรองเท้าเหมาะๆ กันได้แล้ว ถึงเวลาพารองเท้าคู่โปรด ไปออกกำลังเรียกเหงื่อกันซักหน่อยแล้ว ขอให้มีความสุขกับการออกกำลังกาย แล้วอย่าลืมดื่มน้ำเยอะๆ ด้วยนะคะ ^^

ดอกไม้ คุณค่าที่มากกว่าความหอม

ดอกไม้ ตัวแทนของความสวยงาม ด้วยรูปลักษณ์ที่สวยงาม กรุ่นกลิ่นหอมเฉพาะตัว ให้ความสุขสดชื่นเมื่อยามได้อยู่ใกล้ ถึงขนาดมีการเปรียบเทียบความงดงามของผู้หญิงกับดอกไม้อยู่เสมอๆ ทว่าดอกไม้ไม่ได้ให้แค่ความสวยงามเท่านั้น เรายังสามารถเอาดอกไม้มาทำเมนูสุขภาพได้มากมายเลยทีเดียว ทั้งดอกไม้พื้นบ้านอย่าง ดอกแค และดอกไม้อินเตอร์อย่างอาร์ติโชค และดอกไม้ชนิดอื่นๆ อีกมากมายเลย

แม้ว่าดอกไม้และพืชผักต่างเป็นผลผลิตจากธรรมชาติที่เต็มไปด้วยกากใยที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายของเรา แต่ดอกไม้จะแตกต่างจากผักผลไม้ตรงสีสันสวยๆ ชวนมอง ที่ซ่อนประโยชน์เอาไว้มากมายเลย ดอกไม้มีความแตกต่างจากผักหรือใบไม้คือ มีสีหลากหลาย และสีที่จัดจ้านเหล่านี้ล่ะค่ะ คือสารในกลุ่มไฟโตเคมีคอล ที่มีสารเบต้าแคโรทีนสูง จึงให้ประโยชน์กับร่างกาย และดีต่อสุขภาพของเรามากๆ
ลองมาดูกันซักหน่อยดีกว่า ว่าดอกไม้อะไร เอามาปรุงเป็นเมนูอร่อยๆ อะไรกันได้บ้าง

แกงส้มดอกแค
ดอกแค เป็นดอกไม้ที่นิยมนำมาทำอาหารกันนานมาแล้ว เวลาจะทานต้องดึงเอาเกสรที่ซ่อนอยู่ด้านในออกก่อนเพื่อลดความขม จะเอามาต้มยำทำแกงก็ได้ทั้งหมด นอกจากจะทำอาหารได้หลากหลายแล้วดอกแคมีคุณประโยชน์ทางอาหารมากมาย ทั้งเส้นใยอาหาร แร่ธาตุทั้งแคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก แคโรทีน วิตามินเอ วิตามินบีหนึ่ง วิตามินบีสอง และวิตามินซี คนโบราณนิยมทานดอกแคช่วงเปลี่ยนฤดูค่ะ เพราะเชื่อกันว่าดอกแคจะช่วยรักษาอาการไข้หัวลม (อาการไข้ร้อนๆ หนาวๆ ไม่สบายตัวตอนเปลี่ยนฤดู หรืออากาศเปลี่ยน)
เมนูยอดนิยมจากดอกแค คงหนีไม่พ้นแกงส้มดอกแค ลองมาดูประโยชน์ที่ได้จากเมนูดอกไม้พื้นบ้านชนิดนี้กันค่ะ
– น้ำพริกแกงส้ม พริกให้รสเผ็ดร้อนมีสรรพคุณช่วยขับลม ช่วยย่อยอาหาร
– น้ำมะขาม ให้รสเปรี้ยวแบบกลมกล่อม และยังช่วยแก้ไอขับเสมหะ แก้อาการท้องผูกและมีวิตามินซี
– ดอกแค รสมันนิดๆ มีกากใยสูง ช่วยแก้ไข้หัวลม

ยำดอกอาร์ติโชค
อาร์ติโชคดอกไม้ใหม่สำหรับบ้านเรา แต่ตอนนี้บ้านเราปลูกได้ และมีจำหน่ายที่โครงการหลวงแล้วนะคะ ประโยชน์ของอาร์ติโชคนี้มีอยู่มาก ทั้งในเรื่องการบำรุงตับ ช่วยให้ตับขับสารพิษออกจากร่างกาย ช่วยการทำงานของถุงน้ำดี จึงช่วยลดอาการท้องอืดท้องเฟ้อ ดีต่อผู้ป่วยโรคหัวใจ และลดความเสี่ยงต่อการเป็นหลอดเลือดอุดตัน ช่วยรักษาระดับความดันโลหิต ทำความสะอาดหลอดเลือด และอุดมไปด้วยสารแอนตี้ออกซิเดนท์ ที่ทั้งช่วยป้องกันมะเร็ง และคงความอ่อนเยาว์ด้วยล่ะค่ะ นอกจากนั้นยังเหมาะกับคนที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก เพราะยังจะช่วยสลายไขมัน และช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้นอีกด้วย
เมนูยำดอกอาร์ติโชคจึงเหมาะมากสำหรับผู้ที่ระบบย่อยอาหารทำงานไม่ดี ท้องอืดบ่อย แน่นท้องบ่อย หรือผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก เพราะมีไขมันต่ำ หรือใครอยากจะกินเล่นๆ ก็ได้นะคะ เมนูนี้อร่อยไม่เบาเลย

เมนูยำดอกอาร์ติโชคมีประโยชน์อย่างไรบ้าง มาดูกันเลย
– อาร์ติโชค มีกากใยสูง ช่วยกระตุ้นการทำงานของตับและน้ำดี ทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานดีขึ้น
– พริก ความเผ็ดร้อนของพริกจะช่วยขยายเส้นเลือดในลำไส้และกระเพาะอาหาร จึงช่วนในเรื่องการดูดซึมประโยชน์จากอาหารให้ดีขึ้น
– มะนาว ให้วิตามินซีสูง แก้อาการเลือดออกตามไรฟัน ถ้าใช้ทั้งเปลืองจะช่วยแก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นจุกเสียดท้องได้ด้วยค่ะ

จบจากอาหารคาวแล้ว มาต่อกันที่อาหารหวานๆ กับบ้าง

แยมดอกกุหลาบ
แยมกุหลาบได้จากการนำเอากลีบกุหลาบที่บอบบางมาเป็นวัตถุดิบหลักค่ะ ส่วนใหญ่จะเลือกกลีบสีแดง หรือสีชมพู เพราะเนื้อแยมจะได้ออกมาสีสวยน่ารับประทาน วิธีทำก็แสนง่ายแค่เด็กกลีบกุหลาบมาล้างจนสะอาดแล้วหั่นเป็นชิ่นเล็กๆ นำไปเคี่ยวกับน้ำตาลจนกลีบเริ่มใส แล้วจึงใส่แพกตินลงไป เคล็ดลับอีกอย่างคือการใส่น้ำมะนาว และเกลือลงไปนิดหน่อยเพื่อที่กลมกล่อมยิ่งขึ้นค่ะ
ประโยชน์ของแยมกุหลาบคงเน้นที่เรื่องกลิ่นค่ะ เพราะกลิ่นกุหลาบจะช่วยผ่อนคลาย ลดความตึงเครียดทั้งหลาย ช่วยให้ระบบไหลเวียนโลหิตดี ผิวพรรณเปล่งปรั่งสดใส เส้นเลือดแข็งแรง

น้ำสมุนไพร รวยรินกลิ่นดอกไม้
น้ำเก็กฮวย
ในบ้านเมืองที่มีอากาศร้อนชื้นอย่างบ้านเรามองไปทางไหนก็เห็นน้ำเก็กฮวยวางขายไปทั่ว จะทานแบบร้อนหรือแบบเย็นก็มีให้เลือกตามใจชอบ แต่มีใครรู้บ้างว่าน้ำเก็กฮวยหอมหวานชื่นใจนี้ได้มาจากดอกอะไร ? คำตอบง่ายๆ ได้มาจากดอก “เบญจมาศสวน” ดอกไม้สีเหลืองอร่ามนั่นเอง ยามที่อยู่ในสวนดอกไม้ดอกนี้ก็มีกลิ่นหอมชวนดมอยู่แล้ว ยิ่งเอาไปตากแห้งแล้วนำมาต้ม ยิ่งให้กลิ่นหอมชวนรับประทานมากยิ่งขึ้นไปอีก
น้ำเก็กฮวยนอกจากจะดับกระหายแล้วยังมีประโยชน์อีกมาก คนจีนมักทานน้ำเก็กฮวยเพื่อดับกระหาย แก้ร้อนใน ตามตำรายังบอกว่าน้ำเก็กฮวยช่วยย่อยอาหาร ขยายหลอดเลือด ป้องกันโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดต่างๆ ช่วยขจัดสารพิษออกจากร่างกาย และยังช่วยดูดซับสารก่อมะเร็งอีกด้วยค่ะ

น้ำดอกอัญชัน
อัญชัน ไม้เลื้อยที่ออกดอกสวยงามที่มักจะปลูกกันตามริมรั้วบ้าน แม้จะไม่มีกลิ่นหอมชวนดม แต่ดอกไม้สีม่วงเข้มนี้มีประโยชน์มากมายเลยทีเดียว ในดอกอัญชันมีสาร “แอนโทไซยานิน” (Anthocyanin) ที่ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต ทำให้เลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ได้ดีมากขึ้น ระบบไหลเวียนเลือดที่ดีนี้จะช่วยบำรุงสายตา เส้นผม และปลายประสาทต่างๆ ค่ะ อย่างไรก็ตาม ดอกอัญชันอาจจะไม่เหมาะกับผู้ที่ป่วยที่มีอาการโลหิตจาง เพราะดอกอัญชันจะไปละลายลิ่มเลือด ทำให้อาจเป็นอันตรายได้นะคะ

นอกจากนี้ ดอกไม้อีกหลายๆ ชนิด ยังสามารถนำมาปรุงเป็นอาหารได้ ไม่ว่าจะเป็นกลีบดอกบัว ดอกโสน ดอกขจร ดอกขี้เหล็ก ไปจนถึงดอกกระเจี๊ยบ และดอกข้าวโพด ทั้งหมด นอกจากจะเป็นเมนูที่สวยๆ น่าทานแล้ว และมีคุณค่าทางโภชนาการที่ซ่อนไว้อีกมากมายเลยล่ะค่ะ

เครื่องสำอาง กับผิวบอบบาง แพ้ง่าย

สาวๆ ในปัจจุบัน กว่าจะสวยได้ ต้องดูแลทั้งเสื้อผ้า หน้า ผม มากมายไปหมด โดยเฉพาะเรื่องการแต่งหน้าที่จำเป็นต้องมีการใช้เครื่องสำอาง และครีมบำรุงผิวอีกหลายขั้นตอน ทำให้ผิวต้องเสี่ยงกับการสัมผัสกับสารเคมีที่อาจสะสมทำให้เกิดการระคายเคืองได้ คุณสาวๆ จึงต้องระวังและเลือกให้มากหน่อยเพื่อไม่ให้ผิวสาวๆ เกิดอาการแพ้ หรือ อาการระคายเคือง
วันนี้ ลองมาดูกันซักหน่อยค่ะ ว่าสาวๆ ที่มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย ควรจะระมัดระวัง และดูแลผิวกันอย่างไรบ้าง

การป้องกันไม่ให้เกิดการระคายเคืองจากเครื่องสำอางนั้น แนะนำว่าให้ทดลองใช้เครื่องสำอางนั้นๆ โดยทดสอบดูที่บริเวณผิวใต้ท้องแขนก่อน เพราะใต้ท้องแขนเป็นบริเวณที่มีผิวบางที่สุด รองจากผิวหน้า หากไม่เกิดอาการระคายเคือง โอกาสที่จะเกิดการระคายเคืองบนใบหน้าก็จะน้อยลง แต่การทดสอบที่ท้องแขนก็ไม่ได้แปลว่าเครื่องสำอางนั้นจะปลอดภัย ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้ไปเสียทั้งหมด เพราะผิวหน้ามีรูขุมขน มีน้ำมันต่างจากผิวบริเวณใต้ท้องแขน ทำให้สารบางชนิดสามารถซึมผ่านได้ดีกว่า นอกจากนั้นผิวหน้ายังได้รับการล้างทำความสะอาดอยู่เป็นประจำ ผิวเคลือบชั้นบนของผิวหนังจึงบางกว่าผิวที่บริเวณใต้ท้องแขน ทำให้สารต่างๆ ในเครื่องสำอางสามารถซึมผ่าน และก่อให้เกิดอาการแพ้ได้ง่ายๆ ค่ะ

แต่ถ้าระมัดระวังก็แล้ว เลือกเครื่องสำอางอย่างดีก็แล้ว แต่ก็ยังจะมีอาการแพ้ขึ้นมาจนได้ การแก้ไขที่ปลอดภัยที่สุดคือการพักหน้า โดยไม่แต่งแต้ม หรือใช้เครื่องสำอางในบริเวณที่แพ้จนกว่าอาการแพ้จะหายไป ทั้งนี้ เพราะการใช้เครื่องสำอางในบริเวณที่มีอาการระคายเคือง จะยิ่งทำให้เกิดการระคายเคืองซ้ำซ้อน และการล้างหน้าด้วยสารชำระล้างก็อาจจะทำให้อาการรุนแรงมากขึ้น ถ้าสามารถพักหน้า ทำความสะอาดด้วยน้ำสะอาด เซลล์ผิวก็จะฟื้นกลับมาอย่างรวดเร็วภายใน 1–2 วัน แต่หากพักหน้าสักวันสองวันแล้วยังไม่หาย คงต้องลองไปพบแพทย์ผิวหนังที่อาจจะรักษาด้วยการให้รับประทานยาแก้แพ้ เน้นว่าต้องใช้การรับประทานยาแก้แพ้เท่านั้น หลายคนอาจเข้าใจว่าถ้าหากแพ้ต้องใช้ยาทา แต่ในความเป็นจริง ยาทาเหล่านั้นส่วนใหญ่มักประกอบด้วยสารสเตียรอยด์ที่มีความแรงแตกต่างกันไป เมื่อใช้ครั้งแรกๆ อาจจะหายในทันที ทำให้ผู้ใช้ติดใจ เพราะสามารถแต่งหน้าได้ดังเดิม แต่การใช้ยาทาแบบนี้ จะทำให้ผิวอ่อนแอลง จนรักษายาก และอาจทำเกิดอาการแพ้มากขึ้นในอนาคตจนไม่สามารถใช้เครื่องสำอางได้อีก

สรุปได้ว่า การรักษาที่ดีนั้นต้องไม่ใช้สเตรียรอยด์ ไม่แต่งหน้า และรับประทานยาแก้แพ้ ไม่เช่นนั้น หากอาการรุนแรง อาจถึงขั้นต้องใช้แสงเลเซอร์ Vbeam (595) ช่วยในการรักษา ซึ่งจะสิ้นเปลืองทั้งระยะเวลาที่ยาวนานเป็นเดือน และค่ารักษาพยาบาลอีกมาก ที่สำคัญ การรักษาด้วยแสงเลเซอร์ดังกล่าวยังมีข้อจำกัดที่ไม่สามารถรักษาผิวหนังบริเวณเปลือกตาบน เพราะแสงจะเข้าตา เป็นอันตรายได้ การฟื้นฟูผิวหนังในบริเวณนี้จึงเป็นบริเวณที่ทำได้ยากที่สุด

เพื่อป้องกันไม่ให้อาการรุนแรง และเป็นเรื่องที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น แนะนำว่าควรรักษาผิวตั้งแต่เริ่มเกิดอาการระคาย หรืออาการแพ้ ในช่วงแรกๆ และรีบรับประทานยา รวมทั้งพักการใช้เครื่องสำอาง หรือสารเคมีที่จะมารบกวนผิว ให้ผิวได้ฟื้นฟูตัวเอง สำคัญที่สุด คือไม่ควรจะใช้เครื่องสำอางมากเกินความจำเป็น เพราะหากสามารถลดการใช้เครื่องสำอางลงได้ โอกาสเกิดการระคาย หรืออาการแพ้ ก็จะน้อยลงตามไปด้วย การใช้ยาแก้แพ้ก็ไม่จำเป็น ผลข้างเคียงของการใช้ยาก็จะน้อยลงตามไปด้วยค่ะ