สงกรานต์ปีนี้ ไปไหว้พระที่ไหนดี

;yf.jpg
ถึงเทศกาลสงกรานต์ วันขึ้นปีใหม่แบบไทยๆ ของเรากันแล้ว ช่วงเทศกาลที่มีวันหยุดยาวๆ อย่างนี้ หลายๆ คนอาจจะมีโปรแกรมไปเที่ยวพักผ่อนกันตามสถานที่ต่างๆ ให้คลายความร้อนจากไอแดดแรงๆ กลางเดือนเมษา แต่สำหรับใครที่ยังไม่ได้วางแผนจะไปไหน แต่อยากจะหากิจกรรมในช่วงวันหยุดแบบเบาๆ ในกรุงเทพฯ ลองจัดตารางไปไหว้พระ ทำบุญ เพื่อเป็นศิริมงคล รับกับปีใหม่ที่กำลังจะมาถึงกันค่ะ

วันนี้ มีรายละเอียด และเกร็ดความรู้ สำหรับผู้ที่สนใจจะไปทำบุญไหว้พระ รวมถึง วัดสำคัญๆ ของพวกเราชาวไทย มาฝากกัน

เริ่มต้นกันที่ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม หรือวัดพระแก้ว เป็นวัดในพระบรมมหาราชวัง ที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นใน พ.ศ. 2325
ภายในวัด เป็นที่ประดิษฐาน พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร หรือพระแก้วมรกต
วัดพระแก้วเป็นสถานที่ ซึ่งเต็มไปด้วยกลิ่นอายของประวัติศาสตร์ ศิลปะชั้นสูง ภาพวาด และจิตรกรรมฝาผนัง รวมถึงปูชนียวัตถุล้ำค่าของแผ่นดินมากมายเลยทีเดียว
สำหรับที่นี่ ใครที่ชื่นชอบในทางประวัติศาสตร์ และศิลปะของไทย น่าที่จะใช้เวลาอยู่ที่วัดพระแก้วกันได้เป็นวัน โดยไม่รู้สึกเบื่อกันเลยล่ะค่ะ ก็ความประณีตของศิลปะ และความลึกซึ้งในทางประวัติศาสตร์ของไทยเรา ไม่ใช่จะมีเพียงแค่งานศิลป์ที่อยู่ภายในวัด แต่เริ่มต้นกันตั้งแต่ซุ้มประตูพระบรมมหาราชวังกันเลย เคยทราบกันมั้ยคะ ว่าซุ้มประตูพระบรมมหาราชวังทั้ง 12 ประตู มีความหมายที่เป็นมงคล และคล้องจองกันทั้งหมดอีกด้วย เริ่มต้นจาก ประตูวิมานเทเวศร์ ประตูวิเศษไชยศรี ประตูมณีรพรัตน์ ประตูสวัสดิโสภา ประตูเทวาพิทักษ์ ประตูศักดิ์ไชยสิทธิ์ ประตูวิจิตรบรรจง ประตูอนงคารักษ์ ประตูพิทักษ์บวร ประตูสุนทรทิศา ประตูเทวาภิรมย์ และ ประตูอุดมสุดารักษ์
สำหรับการไปทำบุญไหว้พระที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เชื่อกันว่าเป็นศิริมงคล ช่วยชำระจิตใจให้ผ่องใส ดุจรัตนมณี ค่ะ

วัดสำคัญลำดับต่อมา ได้แก่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม หรือที่รู้จักกันในชื่อ วัดโพธ์ วัดเก่าแก่ที่สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยอยุธยา และได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์เรื่อยมาในทุกรัชกาล ภายในวัดแบ่งออกเป็นสองส่วน คือ 1) เขตวัดเดิม ด้านริมแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นที่ตั้งของ วิหารพระพุทธไสยาส ศาลาการเปรียญ (ซึ่งเป็นพระอุโบสถเดิม ของวัดโพธาราม) พระมณฑป และพระมหาเจดีย์สี่รัชกาล และ 2) เขตพระอุโบสถ ที่ถูกสร้างขึ้นตามคติไตรภูมิ โดยให้พระอุโบสถเป็นเสมือนเขาพระสุเมรุ และให้วิหารทิศทั้งสี่ เป็นเสมือนทวีปหลักทั้งสี่ ประกอบด้วยหมู่พระวิหาร หมู่พระเจดีย์ และพระมหาสถูป
ตามความนิยม เชื่อกันว่าการไหว้พระที่วัดโพธ์นี้ จะนำมาซึ่งความร่มเย็นเป็นสุขในชีวิต เปรียบได้กับความร่มเย็นภายใต้ร่มเงาของต้นโพธ์ค่ะ

ไปถึงวัดโพธ์แล้ว คงพลาดไม่ได้ที่จะข้ามฟากมาที่วัดแจ้ง หรือ วัดอรุณราชวราราม อีกวัดเก่าแก่ที่สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยอยุธยา ในชื่อเดิมคือวัดมะกอก มีพระปรางค์งดงามขนาดใหญ่ ตั้งอยู่สูงเด่นเป็นสง่า ภายในพระอุโบสถ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธธรรมมิศราชโลกธาตุดิลก เป็นพระประธานในพระอุโบสถ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ศิลปะรัตนโกสินทร์ ที่เล่ากันว่าหุ่นพระพักตร์ปั้นขึ้นโดย พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และที่ฐานของพระพุทธธรรมมิศราชโลกธาตุดิลก ยังเป็นที่ประดิษฐานพระบรมอัฐิของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยอีกด้วย
การไปทำบุญที่วัดอรุณ มีความเชื่อกันว่าจะช่วยให้ มีชีวิตที่ดี มีความรุ่งเรืองดั่งแสงสว่างของดวงอาทิตย์ค่ะ

วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร หรือวัดบวร สร้างขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ด้วยสถาปัตยกรรมแบบผสม ไทย-จีน พระอารามนี้เคยเป็นที่ประทับของสมเด็จพระสังฆราชถึง 4 พระองค์ และเป็นที่ตั้งของมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัยอีกด้วย
ภายในพระอุโบสถมีพระพุทธรูปสำคัญอยู่ 2 องค์เป็นพระประธาน คือพระพุทธสุวรรณเขต (หลวงพ่อโต) อัญเชิญมาจาก วัดสระตะพาน จังหวัดเพชรบุรี และ พระพุทธชินสีห์ อัญเชิญมาจากวิหารทิศเหนือ วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดพิษณุโลก ซึ่งที่ใต้ฐานพุทธบัลลังก์ พระพุทธชินสีห์ พระประธานในพระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร ยังเป็นที่บรรจุพระบรมราชสรีรางคาร พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้ทรงเคยผนวช ณ วัดนี้เมื่อยังทรงดำรงพระอิสริยยศที่สยามมกุฎราชกุมารอีกด้วย
การไปไหว้พระที่วัดบวร เป็นสิริมงคล ตามความเชื่อว่าจะนำมาซึ่งสิ่งดีงามในชีวิตค่ะ

วัดระฆังโฆสิตารามวรมหาวิหาร หรือ วัดระฆัง หรือ วัดหลวงพ่อโต เป็นวัดโบราณสร้างขึ้นในสมัยอยุธยา เดิมชื่อ วัดบางหว้าใหญ่ ภายในวัดมีหอพระไตรปิฎกซึ่งเป็นสถาปัตยกรรมที่งดงามมาก เดิมเป็นพระตำหนักและหอประทับนั่งของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชขณะทรงรับราชการในสมัยธนบุรี และโปรดเกล้าฯ ให้รื้อมาถวายวัด เมื่อเสด็จขึ้นครองราชสมบัติแล้ว มีพระราชประสงค์จะบูรณปฏิสังขรณ์ให้สวยงามเพื่อเป็นหอพระไตรปิฎก
บริเวณฝาผนังภายในพระอุโบสถโดยรอบมีภาพเขียนจิตรกรรมโดย พระวรรณวาดวิจิตร (ทอง จารุวิจิตร) จิตรกรเอกในสมัยรัชกาลที่ ๖ เมื่อราว พ.ศ. 2465 ครั้งมีการบูรณะซ่อมแซมพระอุโบสถในรัชกาลนั้น โดยผนังด้านหน้าพระประธานเขียนเป็นภาพพระพุทธเจ้าแสดงยมกปาฏิหาริย์ก่อนเสด็จขึ้นไปจำพรรษาบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ และตอนเสด็จลงจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ด้านหลังพระประธานเขียนภาพพระมาลัยขณะขึ้นไปนมัสการพระมหาจุฬามณีบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เบื้องล่างเขียนภาพสัตว์นรกในอาการต่างๆ ภาพฝาผนังส่วนที่เหลือ เบื้องบนเขียนเป็นเทพชุมนุม ตอนล่างเขียนภาพทศชาติ นับได้ว่าเป็นชุดภาพเขียนที่มีชีวิตชีวาอ่อนช้อยอย่างที่สุดชุดหนึ่งในกลุ่มจิตรกรรมฝาผนังยุครัตนโกสินทร์
การไปไหว้พระที่วัดระฆัง เชื่อกันว่าจะนำมาซึ่งชื่อเสียง ความนิยม ดังเสียงระฆังที่ก้องกังวานเลยล่ะค่ะ

นอกเหนือจากวัดสำคัญที่ได้กล่าวถึงไปแล้วทั้ง 5 วัด ยังมีวัดสำคัญอื่นๆ ที่มีชื่อเป็นศิริมงคล และเป็นที่นิยม แนะนำให้ไปทำบุญ ไหว้พระในช่วงสงกรานต์ปีนี้กันอีกหลายวัดเลยค่ะ ได้แก่ วัดกัลยาณมิตร วัดชนะสงคราม วัดสุทัศน์เทพวราราม และ วัดสระเกศวรมหาวิหาร
ใครสะดวกจะไปทำบุญไหว้พระกันที่วัดไหน ก็สามารถไปกันได้เลยนะคะ
สงกรานต์ปีนี้ เริ่มต้นปีใหม่ กันด้วยการทำบุญเป็นศิริมงคลกับชีวิตไปพร้อมๆ กันค่ะ ^^

วันแห่งความรักปีนี้ เลือกดอกไม้ให้ตรงกับใจ

วันแห่งความรักปีนี้ หนุ่มๆ ได้เลือกดอกไม้ไว้สื่อแทนใจกันบ้างหรือยังคะ
วันนี้ ขอเอาเกร็ดความรู้ดีๆ มาบอกกับหนุ่มๆ กันบ้าง จะได้เลือกดอกไม้ไว้สื่อได้ตรงกับที่ใจอยากจะบอก…. เพราะดอกไม้แต่ละชนิด ซ่อนความหมายดีๆ ไว้ต่างๆ กัน มาดูกันเลยค่ะ ว่าดอกไม้แต่ละดอก จะสื่อความหมายอะไรบ้าง

เริ่มจากคาร์เนชั่นขาว สื่อถึงความรักที่บริสุทธิ์ อ่อนโยน เป็นรักแท้ ดอกคาร์เนชั่นแดง ในความหมายของคู่รักจะหมายถึงการออดอ้อน การง้องอน และอยากจะใกล้ชิด ส่วนคาร์เนชั่นชมพู แสดงถึงความรักที่ตราตรึงใจ ไม่อาจจะลบเลือนจากความทรงจำได้
ดอกทิวลิปแดง แสดงถึงความรักที่สมบูรณ์แบบ ความรักที่จริงจังและเปิดเผย ในขณะที่ดอกทิวลิปขาว หมายถึงความบริสุทธิ์ใจ จริงใจ และ ดอกทิวลิปม่วง คือความรักที่จะจงรักภักดีตลอดไป
สำหรับดอกทานตะวัน สื่อถึงความรักที่ต้องอดทนและฟันฝ่า การยืนหยัด และความซื่อตรงในความรัก และ สุดท้ายดอกกุหลาบ ซึ่งแน่นอนว่าไม่สามารถแปรเจตนาเป็นอื่นได้ นอกจากการสื่อถึงความรักอย่างชัดเจน… โดยสียอดนิยม กุหลาบแดง หมายถึงความรัก ความสวยงาม และความสำเร็จ จึงมักมีการใช้กุหลาบแดงเพื่อแทนความหมายว่า “ฉันรักเธอ” เป็นการแสดงความรู้สึกอย่างจริงจังและลึกซึ้ง ส่วนกุหลาบขาว เป็นการสื่อถึงความรักอันบริสุทธิ์ ความหวังดี มิตรภาพที่สวยงาม โดยไม่ต้องการสิ่งใดเป็นการตอบแทน กุหลาบชมพู สื่อถึงความสุข ความคาดหวัง เป็นการแสดงถึงการเริ่มต้นความรักที่กำลังจะสานต่อไปเป็นความรักที่มั่นคงยาวนาน กุหลาบสีเหลือง แทนความห่วงใย ความสุข มิตรภาพ รวมไปถึงคำมั่นสัญญาที่มีต่อกัน
และสุดท้าย กุหลาบลาเวนเดอร์ หรือกุหลาบสีม่วง สื่อความหมายถึงความประทับใจเมื่อแรกเห็น หรือการตกหลุมรักตั้งแต่แรกพบค่ะ

เอาล่ะค่ะ หนุ่มๆ ได้ทราบกันแล้ว ว่าจะเลือกดอกไม้อะไรไว้แทนใจ ในส่วนของสาวๆ ได้รับดอกไม้มาแล้ว จะทำอย่างไรให้ดอกไม้สวยไปนานๆ ลองมาเลือกดูวิธีเก็บรักษาดอกไม้กันค่ะ

ดอกไม้สด ที่อยากจะให้สดอยู่นานๆ ควรเก็บในแจกันค่ะ ตัดปลายก้านออกเล็กน้อย วันละประมาณ 1-2 ซม และหมั่นเปลี่ยนน้ำทุกๆ วัน สำหรับดอกกุหลาบ การตัดก้าน ให้ตัดเหนือข้อก้าน จะทำให้ดอกไม้สามารถดูดน้ำไปเลี้ยงกลีบใบได้ดีกว่า

ส่วนใครที่อยากจะเก็บเป็นดอกไม้แห้ง ลองเลือกจากสองวิธีนี้ค่ะ
นำดอกไม้ หรือช่อดอกไม้ แขวนกลับหัวลง ให้ก้านตรง และกลีบดอกห่อเข้าหาเกสร เลือกแขวนในที่ที่ไม่มีลมแรง อากาศไม่ชื้น และไม่มีแสงแดดแรงจนเกินไป ปล่อยไว้ไม่นาน ก็จะได้ช่อดอกไม้แห้ง ที่คงสภาพสวยงามไม่แพ้ในวันที่ได้ได้รับมาเลยล่ะค่ะ

และอีกทางเลือกนึง การอบแห้ง โดยใช้สารดูดความชื้น ซิลิกาเจลแบบเม็ดละเอียด เทใส่ภาชนะ เลือกดอกไม้ที่ต้องการอบแห้ง ตัดก้านออกให้ได้ขนาดที่พอเหมาะ ปักลงไปในซิลิก้าเจล จากนั้น ตักเจลกลบรอบๆ ดอกไม้จนท่วมกลีบดอกทั้งหมด นำไปใส่ในเตาไมโครเวฟ ทำความร้อนประมาณ 1 นาที ก่อนจะนำออกมาทิ้งไว้ให้เย็น เทเม็ดซิลิก้าออก และปัดส่วนที่ติดกับกลีบดอกออกให้หมด แค่นี้ ก็ได้ดอกไม้อบแห้งสวยๆ ที่จะเก็บไว้เตือนถึงความทรงจำดีๆ ได้อีกนานเลยล่ะค่ะ

สวยด้วยสมาธิ

meditate
คนจะสวย เกี่ยวอะไรด้วยกับเรื่องของสมาธิ ฟังดูแล้วเรื่องความสวยกับเรื่องสมาธิดูห่างไกลกันไปซักหน่อย แต่จริงๆ แล้วสองเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ใกล้ชิดกันมาก และพิสูจน์ได้ในเชิงวิทยาศาสตร์ด้วยค่ะ

การเริ่มทำสมาธิ ส่วนใหญ่นั้น เราจะเริ่มจากการกำหนดลมหายใจค่ะ การหายใจเข้า-ออก ช้าๆ สม่ำเสมอ และให้ลึกถึงปอดนั้น ช่วยเพิ่มระดับออกซิเจนให้ร่างกาย ซึ่งเราต่างก็ทราบกันดีอยู่แล้วว่าร่างกายต้องการออกซิเจนไปหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย และเนื้อเยื่อส่วนย่อยต่างๆ ก็ต้องการเช่นกัน เมื่อเนื้อเยื่อส่วนเล็กๆ ได้รับออกซิเจนอย่างเพียงพอก็จะไปช่วยซ่อมแซม สมานแผล กระตุ้นการสร้างเส้นเลือดฝอย พวกริ้วรอยจุดด่างดำก็จะจางหาย ผิวพรรณผ่องใส แถมด้วยแก้มแดงๆ จากเส้นเลือกฝาดก็จะกลับคืนมาด้วยค่ะ

นอกเหนือจากเรื่องของการหายใจ การนั่งหลังตรง และการผ่อนคลายร่างกายส่วนต่างขณะทำสมาธิ นั้นจะช่วยปรับคืนสมดุลให้กับร่างกายที่เคยเกร็งเครียด ซึ่งร่างกายที่ผ่อนคลายนี้จะทำให้เลือดสามารถไหลเวียนไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้สะดวกยิ่งขึ้น การไหลเวียนของเลือดนั้นจะนำพาทั้งสารอาหาร และ ออกซิเจนที่เป็นประโยชน์ไปหล่อเลี้ยงร่างกายได้อย่างเต็มที่ จึงเป็นการช่วยฟื้นฟูร่างกายได้เต็มที่ในทุกๆ ส่วนเลยทีเดียว

ท้ายที่สุด การทำสมาธิจะพาจิตใจไปสู่ภาวะที่สงบ ไม่ยุ่งเหยิงฟุ้นซ่าน ซึ่งในสภาวะดังกล่าวสมองจะหลั่งสารเอ็นดอร์ฟิน (Endorphine) ซึ่งเป็นสารแห่งความสุขออกมา ทำให้ร่างกายสดชื่น ผ่อนคลายความเครียด ลดภาวะความหดหู่ซึมเศร้า และลดความวิตกกังวลลง ทำให้ร่างกายของเราสดชื่นจากภายในออกมาเลยล่ะค่ะ

นอกจากนั้นนักวิทยาศาสตร์หลายท่านได้พบว่าการทำสมาธิเป็นประจำ จะกระตุ้นการทำงานของเยื่อหุ้มสมอง ส่วนหน้าซีกซ้ายที่เป็นศูนย์กลางของอารมณ์ยินดี และส่งผลกับกล้ามเนื้อบนใบหน้า เมื่อมีสมาธิ จิตใจปลอดโปร่ง มีความสุข ก็ทำให้ลดเลือนริ้วรอยได้อย่างไม่น่าเชื่อ การทำสมาธิจึงเหมือนเป็นยาอายุวัฒนะที่ดีต่อทั้งจิดใจ ร่างกาย และยังส่งผลไปถึงเรื่องสวยๆ งามๆ กันเลยทีเดียวค่ะ

ดอกกุหลาบ แทนความในใจ

7-31_History-Meaning-of-Red-Roses_MainHero-1024x549.png
เทศกาลวันแห่งความรัก คงเป็นไปไม่ได้ หากจะไม่นึกถึงความรักระหว่างหนุ่มสาว กับการบอกรักผ่านช่อดอกไม้สวยๆ แทนความในใจ และดอกไม้ยอดนิยมในเทศกาลนี้ ก็คงหนีไม่พ้นดอกกุหลาบที่มักจะถูกเลือกมาสื่อความในใจกันเป็นประจำ

ลองมาดูกันซักหน่อยดีกว่าค่ะ ว่ากุหลาบแต่ละสี มีความหมายอะไรซ่อนอยู่บ้าง เริ่มต้นที่สีแรก เป็นสียอดนิยมเลยทีเดียว กุหลาบแดง หมายถึงความรัก ความสวยงาม และความสำเร็จ จึงมักมีการใช้กุหลาบแดงเพื่อแทนความหมายว่า “ฉันรักเธอ” เป็นการแสดงความรู้สึกอย่างจริงจังและลึกซึ้ง สำหรับ กุหลาบขาว เป็นการสื่อถึงความรักอันบริสุทธิ์ ความหวังดี มิตรภาพที่สวยงาม โดยไม่ต้องการสิ่งใดเป็นการตอบแทน รวมถึงการเริ่มต้น การแต่งงาน และสร้างครอบครัว ในขณะที่ กุหลาบชมพู สื่อถึงความสุข ความคาดหวัง เป็นการแสดงถึงการเริ่มต้นความรักที่กำลังจะสานต่อไปเป็นความรักที่มั่นคงยาวนาน บางครั้งหมายถึงการแอบรัก และความรักแบบโรแมนติก ส่วนดอกกุหลาบสีเหลือง มักใช้แทนความห่วงใย ความสุข มิตรภาพ รวมไปถึงคำมั่นสัญญาที่มีต่อกัน อาจสื่อถึงความรักแบบเพื่อน และ กุหลาบลาเวนเดอร์ หรือกุหลาบสีม่วง สื่อความหมายถึงความประทับใจเมื่อแรกเห็น หรือการตกหลุมรักตั้งแต่แรกพบค่ะ

หนุ่มๆ จะเลือกดอกกุหลาบสีไหนให้กับสาวๆ คงพอมีแนวทางกันแล้ว แต่แถมให้อีกนิดค่ะ กับจำนวนดอกกุหลาบที่เลือกให้ ก็เพราะจำนวนดอก ยังแอบมีความหมายที่ซ่อนอยู่กันอีกด้วย มาดูความหมายที่ซ่อนอยู่ ที่ฝรั่งเค้านิยามกันเอาไว้ซักหน่อย

ดอกกุหลาบ 1 ดอก – You’re the only one in my heart or Love at first sight
ดอกกุหลาบ 2 ดอก – There will only be the two of us, you and me
ดอกกุหลาบ 3 ดอก – I Love You
ดอกกุหลาบ 5 ดอก – Love with no regret, I wanna be yours
ดอกกุหลาบ 9 ดอก – Love forever, Eternity และ
ดอกกุหลาบ 11 ดอก – Love you most, You’re my treasure

เอาล่ะค่ะ ได้ความหมายกันไปครบถ้วนแล้ว กับเรื่องของดอกไม้สำหรับวันแห่งความรัก ใครที่มีคนพิเศษที่อยากจะสื่อความในใจ ยังพอมีเวลา รีบไปเลือกดอกไม้กันได้แล้วล่ะค่ะ ^^

เคล็ดไม่ลับ กินเจแบบสุขภาพดี

เจ.jpg
กำลังเข้าสู่เทศกาลกินเจกันอีกแล้ว เทศกาลกินเจปีนี้เริ่มตั้งแต่วันที่ 28 กันยายน ไปจนถึงวันที่ 7 ตุลาคม ค่ะ

สำหรับการทานอาหารเจ หลายๆ คนมักจะบ่นว่า ยิ่งทานยิ่งอ้วน ไขมันขึ้น ความดันสูง … อย่างนี้ไม่ดี ไม่เหมาะแน่นอน วันนี้เราเลยมีเคล็ดลับดีๆ สำหรับการเลือกทานอาหารเจให้อิ่มแถมยังดีต่อสุขภาพมาฝากกันค่ะ

ลดอาหารมัน เมนูผัดหมี่ เต้าหู้ทอด ผัดผัก
หลายเมนูยอดฮิตของอาหารเจล้วนเป็นเมนูทอดๆ ผัดๆ จึงมีน้ำมันอยู่ค่อนข้างเยอะ ลองหันไปเลือกทานเมนูต้ม ตุ๋น นึ่ง กันดีกว่า นอกจากจะย่อยง่ายแล้ว ยังไม่มีเรื่องไขมันส่วนเกินมากวนใจให้ต้องกังวลว่าน้ำหนักจะขึ้น หรือ ไขมันในเส้นเลือดจะสูงขึ้นหรือเปล่า

งดอาหารเค็ม
เกี่ยมฉ่าย กาน่าฉ่าย หรือผักดองเค็มชนิดต่างๆ ล้วนอุดมไปด้วยเกลือ หรือโซเดียมในปริมาณมาก ทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคความดันโลหิตสูง และโรคไต ทางที่ดีลองเลือกทานอาหารที่มีรสชาติกลางๆ ไม่จำเป็นต้องมีรสจัดมากนักจะดีกับร่างกายมากกว่า

หลีกเลี่ยงหวานจัด
ช่วงทานเจหลายๆ คนรู้สึกโหย จนอยากจะเติมน้ำตาลให้กับร่างกายมากขึ้นซักหน่อย แต่จริงๆ แล้วการทานหวานมากๆ นั้น น้ำตาลจะเปลี่ยนเป็นกลูโคสอยู่ในกระแสเลือด แล้วไปกระตุ้นให้ร่างกายเร่งการหลั่งสารอินซูลินออกมามากจนเกินไป ทำให้รู้สึกหิวเร็วขึ้นไปอีก ช่วงที่ทานเจจึงไม่ควรทานอาหารที่มีรสหวานจัด ควรเน้นไปที่รสจืด หรืออาหารประเภทธัญพืช ข้าวกล้อง ที่จะช่วยให้อยู่ท้อง อิ่มได้นานแบบไม่หิวโหยค่ะ

ทานแป้งให้น้อย
อาหารเจที่หาทานได้ง่ายที่สุดก็คงจะหนีไม่พ้นพวกแป้งทั้งหลาย อาจเป็นเพราะผักผลไม้พากันขึ้นราคาต้อนรับเทศกาลนี้ แต่การทานแป้งนั้นจะทำให้ร่างกายได้รับคาร์โบไฮเดรตมากเกิน ลองเลือกทานอาหารประเภทถั่ว เห็ด หรือโปรตีนสำเร็จ เพราะจะได้รับสารอาหารที่ดีต่อร่างกายอย่างโปรตีน และแคลเซียม ที่ร่างกายดูดซึมนำไปใช้ได้ง่าย ให้พลังงาน และมีประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่าค่ะ

ทานผักให้ครบทุกสี
การทานผักดี ต่อสุขภาพทั้งในเรื่องของวิตามินที่มีประโยชน์ กากใยอาหาร เอ็นไซมน์ที่เป็นประโยชน์ต่อระบบต่างๆ ของร่างกาย อีกทั้งการเลือกทานผักหลากสีอย่างเช่น แครอทสีส้ม บล็อกเคอรี่สีเขียว ฟักทองสีเหลือง มะเขือม่วงสีม่วง หรือมะเขือเทศสีแดง ยิ่งจะเป็นการช่วยเพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระให้ร่างกายแข็งแรง ต่อต้านสารพิษที่อาจตกค้าง และเป็นอันตรายต่อร่างกายได้อีกด้วย

จิบน้ำให้เยอะ
หลายๆ คน บ่นว่าทานเจแล้วหิวบ่อย อาหารไม่ค่อยอยู่ท้อง เคล็ดลับที่ช่วยลดอาการหิวได้ดีนั่นคือ “น้ำ” ค่ะ สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะผู้ที่ทานอาหารเจ อาจเกิดอาการหิวเทียม จากการที่สมองส่วนที่ควบคุมความกระหาย และความหิวอยู่ใกล้กัน การดื่มน้ำระหว่างวันสักหนึ่งแก้วในแต่ละชั่วโมงจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดอาการหิวเทียม และสามารถทานเจได้สบายๆ เลยล่ะค่ะ

รับประทานอาหารแบบสมดุล
ลองทำเป็นตาราง หรือจดบันทึกดูนะคะ ว่าแต่ละมื้อเราทานอาหารชนิดไหนไปบ้าง เพราะช่วงที่เราทานอาหารเจ เป็นช่วงที่ดี ที่จะให้เราได้พิจารณาอย่างถี่ถ้วนมากขึ้น ว่าเรากำลังรับประทานอาหารชนิดไหน กำลังนำสารอาหารแบบไหนเข้าสู่ร่างกาย มีประโยชน์ หรือไม่ การเลือกทานอาหารที่ไม่ซ้ำกัน จะเป็นการสร้างสมดุลให้กับร่างกายให้ได้รับสารอาหารที่หลากหลายไปบำรุงดูแลในทุกส่วนของร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพค่ะ

ที่สำคัญ เทศกาลกินเจปีนี้ นอกจากการใส่ใจในเรื่องการเลือกรับประทานอาหารแล้ว การสำรวจ และดูแลจิตใจ รวมไปถึงการออกกำลังกายก็ควรทำควบคู่กันไปด้วย ทั้งร่างกาย และจิตใจ จะได้แข็งแรง สดชื่น และ สะอาดผ่องแผ้วไปพร้อมๆ กันค่ะ

รักวัวให้ผูก .. รักลูกต้องทำอย่างไร

เลี้ยงลูก.jpg
รักวัวให้ผูก .. รักลูกให้ตี .. คำโบราณที่สอนกันไว้… จริงหรือไม่

สำหรับการเลี้ยงลูก ทุกๆ สิ่งที่เรากำลังหยิบยื่นให้พวกเขา ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมของคุณพ่อคุณแม่เอง การเลี้ยงดู การอบรม การเรียน ทุกๆ สิ่งกำลังบ่มเพาะ และสร้างตัวตนให้กับเด็กๆ ให้พวกเขาค่อยๆ ซึมซับไปทีละน้อย เหมือนกับการปลูกต้นไม้นั่นล่ะค่ะ
วันนี้ ลองมาดูกันคะว่าคุณพ่อคุณแม่กำลังเลี้ยงลูกด้วยวิธีการแบบไหนกันอยู่ และเรากำลังบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์ชนิดไหนไว้ในคัวเค้ากันบ้าง

นพ.กิจจา ฤดีขจร จาก ศูนย์การแพทย์นวบุตรสตรีและเด็ก กล่าวถึงเรื่องการเลี้ยงดูของผู้ปกครองที่มีผลต่อพฤติกรรม และอารมณ์ของเด็กๆ ไว้ตามนี้ค่ะ

การเลี้ยงดูแบบดูแลเอาใจใส่ หรือประชาธิปไตย
การเลี้ยงดูในแบบที่ให้เวลา ให้ความรักความอบอุ่นแก่เด็ก การจะทำสิ่งใดจะใช้การพูดคุย ให้เหตุผลในการทำให้เด็กเชื่อฟังและปฏิบัติตามความต้องการของคุณพ่อคุณแม่ รับฟัง ยอมรับ และตอบสนองความต้องการของเด็กๆ ให้ความสำคัญกับคำพูด ความคิดเห็นของพวกเขา เมื่อเขามีเหตุผล หรือมีความคิดเห็นโต้แย้งในแบบของเด็ก
สนับสนุนให้เด็กๆ มีความเป็นตัวของตัวเอง เปิดโอกาสให้เด็กๆ มีส่วนร่วมในการตัดสิน และ คุณพ่อคุณแม่ก็ต้องเคารพการตัดสินใจของพวกเขา รวมทั้งกระตุ้นให้เด็กมีพัฒนาการที่เหมาะสมกับวุฒิภาวะ
เมล็ดพันธุ์ที่เติบโตจากการบ่มเพาะแบบนี้จะทำให้เด็กสามารถปรับตัวในสถานการณ์ต่างๆ ได้ดี เห็นคุณค่าในตนเอง ควบคุมตนเองได้ดี มีวินัย มีวุฒิภาวะ มีความอดทน มั่นใจในตนเอง มีความคิดสร้างสรรค์ มีความรับผิดชอบ และมองโลกในแง่ดีค่ะ

การเลี้ยงดูแบบใช้อำนาจควบคุม
คุณพ่อคุณแม่เป็นเหมือนนักปกครอง มักเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ในทุกๆ เรื่อง และมักจะใช้อำนาจสั่งให้เด็กทำตามความคิดเห็นของตน ไม่ตอบสนองความต้องการของเด็ก ไม่รับฟังความเห็น ไม่อธิบายเหตุผลในการสร้างกฎเกณฑ์ต่างๆ ของตนเอง และจะมีบทลงโทษเมื่อเด็กไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง
เมล็ดพันธุ์ที่เติบโตจากการบ่มเพาะแบบนี้จะทำให้เด็กมีความภูมิใจต่ำ ไม่ค่อยมั่นใจในตนเอง อารมณ์ไม่มั่นคง วุฒิภาวะ ทักษะทางสังคมต่ำ ปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนไม่ดี มีปัญหาในการปรับตัวเข้ากับสิ่งต่างๆ แต่จะมีลักษณะที่ดีบางประการคือ มีการควบคุมตนเองสูง มีวินัยสูง และมีความซื่อสัตย์สูงค่ะ

การเลี้ยงดูแบบรักตามใจ
คุณพ่อคุณแม่รักมาก ทุ่มเทให้ทุกสิ่งตามที่เด็กๆ ต้องการ ไม่มีการควบคุมหรือบังคับเด็กเลย ปล่อยให้เด็กทำตามความต้องการโดยไม่กำหนดขอบเขต
เมล็ดพันธุ์ที่เติบโตจากการบ่มเพาะแบบนี้จะทำให้เด็กๆ เอาแต่ใจตัวเอง ดื้อรั้น ไม่เชื่อฟัง ขาดการควบคุมตนเอง ขาดระเบียบวินัย มีความรับผิดชอบต่ำ มีแนวโน้มก้าวร้าว ขาดวุฒิภาวะ และมีปัญหาในการปรับตัว แต่ก็จะมีลักษณะที่ดีบางประการคือ เด็กเห็นคุณค่าในตนเอง และมีทักษะทางสังคม

การเลี้ยงดูแบบทอดทิ้งหรือปล่อยปละละเลย
คุณพ่อคุณแม่ทีมักจะเพิกเฉย ไม่สนใจ ไม่เอาใจใส่เด็ก ไม่ควบคุม ไม่ตอบสนองความต้องการของเด็ก
เมล็ดพันธุ์ที่เติบโตจากการบ่มเพาะแบบนี้จะทำให้เด็กขาดความสามารถในการปรับตัว ขาดวุฒิภาวะ ไม่เห็นคุณค่าในตนเอง ขาด แรงจูงใจ มองโลกในแง่ร้าย ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง และมักต่อต้านสังคม

เด็กๆ ก็เหมือนภาพสะท้อนความสัมพันธ์ ความรัก ความอบอุ่นในครอบครัว ว่าพวกเขาเติบโตขึ้นมาในสภาวะแวดล้อมแบบไหน ดังนั้นการเลี้ยงดูพวกเขา หยิบยื่นสิ่งที่ดี สิ่งที่เมาะสมกับพวกเขาตั้งแต่เด็กจึงเป็นสิ่งที่สำคัญกับพวกเขาเป็นอย่างยิ่ง “เวลา ความรัก ความเข้าใจ” จึงเป็นเหมือนหัวใจในการเลี้ยงดูเด็กๆ ให้เติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ที่มีวุฒิภาวะ และอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขค่ะ

ร้อนนี้ มาทานของอร่อยให้ใจเย็นกันดีกว่า

dffe7cf137bc2f614efd46ae3d96a280-w2880-2d.jpg
หน้าร้อน จะไปไหนก็เจอแต่อากาศร้อนอบอ้าวชวนให้หงุดหงิดกันได้ง่ายๆ วันนี้ มาหาขนมอร่อยๆ ทานดับร้อน ให้สดชื่นในหัวใจกันซักหน่อยดีกว่าค่ะ
ขนมเค้ก ขนมที่ครองใจคนทุกเพศทุกวัย ทั้งหน้าตาที่ชวนรับประทาน รสชาติที่ทำให้อารมณ์ดี จึงทำให้ขนมเค้กเป็นทั้งขนมทานเล่นและของฝากที่หลายๆ ท่านมักเลือกกัน
แต่ก่อนจะเลือกเค้กอร่อยๆ ไปทานกัน เราลองมาทำความรู้จักกับเค้กชนิดต่างๆ กันสักนิดดีกว่า ว่าเค้กแต่ละประเภทเป็นอย่างไร แบบไหนจะโดนใจที่สุด

เริ่มที่ Cheese cake ค่ะ เค้กชนิดนี้อุดมไปด้วยพลังงานจากวัตถุดิบหลักอย่างครีมชีสหอมๆ น้ำตาล นม ไข่ ที่ผสมให้เข้ากันอย่างพอดิบพอดี เนื้อเค้กจะนุ่มแน่นได้กลิ่นของความเป็นชีส รับประทานคู่กับซอสรสเปรี้ยวอย่าง สตรอเบอร์รี่ หรือ ราสเบอร์รี่ก็ยิ่งเข้ากันค่ะ ใครเป็นคอชีสเลือกชีสเค้กเป็นอันดับแรกได้เลย

ลำดับต่อมา Butter Cake ได้ยินชื่อก็พอจะรู้แล้วนะคะว่าส่วนผสมหลักของเค้กชนิดนี้มาจาก “เนย” ค่ะ เนยจะถูกตีให้เข้ากับน้ำตาลและอากาศที่เข้าไปรวมตัวจนเป็นฟอง ตอนอบเค้กก็จะฟูขยายตัวขึ้น เสน่ห์ของเค้กเนยก็จะอยู่ที่ความหอมมันจากเนยนั่นเองค่ะ เนื้อเค้กชนิดนี่จะมีน้ำหนักพอตัวเลยทีเดียว เราสามารถใส่ส่วนผสมอื่นๆ อย่าง เนื้อผลไม้ ช็อคโกแลตชิพเข้าไปในเนื้อเค้กได้ ตัวอย่างของเค้กชนิดนี้ก็เช่น เค้กวนิลา เค้กช็อคโกแลตชิพ ฟรุ๊ตเค้กค่ะ

ประเภทที่สาม Foam type cake เค้กชนิดนี้มีลักษณะพองฟู เนื้อเบานุ่ม จากส่วนผสมหลักที่มาจากไข่ขาวที่นำมาตีๆๆ จนขึ้นฟู และอากาศที่อยู่ในไข่ขาวจะยิ่งฟูขึ้นอีกเมื่อนำไปเข้าเตาอบ เวลาทานจึ้งรู้สึกว่าเค้กละลายได้ในปากเลยล่ะค่ะ ที่สำคัญเค้กชนิดนี้เป็นเค้กที่ปราศจากไขมัน ใครที่กำลังลดความอ้วนอยู่เลือกทานเค้กลักษณะนี้ได้เลยค่ะ ตัวอย่างของเค้กชนิดนี้ก็พวกเค้กไข่หน้านวลเนื้อนุ่มๆ เด้งๆ นั่นล่ะค่ะ
ต่อมา Sponge cake ถ้าเทียบเค้กชนิดนี้กับ foam type cake แล้ว เนื้อจะแน่นขึ้นมาอีกหน่อย มีน้ำหนักมากขึ้นมาอีกนิด วัตุดิบหลักก็จะมีทั้งเนย นม น้ำตาล และไข่ จะใช้เนยไม่มากเท่าบัตเตอร์เค้ก และใช้การตีจนส่วนผสมขึ้นฟู และด้วยความที่เนื้อเค้กมีน้ำหนักกว่าโฟมเค้ก จึ่งเหมาะกับการนำมาทำเป็นชั้นๆ หรือ ทำเป็นแยมโรลค่ะ

และประเภทสุดท้าย Merinque cake เป็นเค้กเนื้อเบาอีกเช่นกันค่ะ มีทั้งแบบที่ใช้ไข่ขาวอย่างเดียว และแบบที่ใส่ไข่แดงไปด้วยแล้วแยกกันตี เนื้อเค้กจะละเอียดนุ่มนวล แต่ด้วยความที่เนื้อเบามากจึงไม่เหมาะกับการแต่งหน้าเค้กมากๆ เพราะเนื้อเค้กจะรับน้ำหนักไม่ไหว เค้กชนิดนี้เหมาะกับการทานกับครีมสด คู่กับผลไม้หรือแยมรสต่างๆ ค่ะ

เอาล่ะค่ะ ได้รู้จักเค้าชนิดต่างๆ กันไปแล้ว แถมตอนนี้ ก็ใกล้จะถึงเวลาพักกลางวัน รออะไรล่ะค่ะ ถึงเวลาไปหาของอร่อยมาทานแก้ร้อนให้อารมณ์ดีกันแล้วค่า

ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก #SecretRecipe ชั้น G #lifecenter #QHouseLumpini นะคะ ^^

ก่อนถึงวันแม่

mom.jpg
ไม่มีใคร โตขึ้นมาได้โดยไม่มีแม่….. แม่ ที่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแม่ผู้ให้กำเนิด แต่หมายรวมถึงแม่โดยความรัก และความใส่ใจดูแลที่ท่านได้มอบให้กับเรา….

เราทุกคนรักแม่… แต่หลายๆ ครั้ง เราอาจจะเผลอ ทำให้ท่านทุกข์โดยไม่ได้ตั้งใจ…. เราอาจจะใส่ใจดูแลท่าน น้อยกว่าที่ควร ด้วยเหตุผลจำเป็นที่เราคิดในมุมของเรา… เราอาจจะมีความอดทน น้อยไปสักหน่อย ด้วยลืมนึกไป ว่าท่านได้อดทน ได้ลำบากเพื่อเรามามากเพียงใด…..

ใครเคยนั่งนึกบ้าง ว่าแม่ของเรา เปลี่ยนผ้าอ้อม ทำความสะอาด ชะล้างเรามาแล้วกี่ครั้ง กว่าที่เราจะรู้ความ และเริ่มดูแลตัวเองได้…..
ใครเคยทบทวนบ้าง ว่าแม่ต้องอดทนกับความไม่รู้ ไม่เข้าใจ ต้องพูดในเรื่องเดิมๆ ซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า กับเรากี่ครั้ง กว่าที่เราจะเข้าใจเรื่องเล็กๆ ซักเรื่องหนึ่ง….
ใครเคยจดบ้าง ว่าเด็กขี้สงสัยคนนี้ มีคำถามร้อยแปด ที่คอยให้แม่ต้องตอบ คำถามแล้ว คำถามเล่า โดยที่ท่านไม่เคยเหนื่อยหน่าย… เป็นคำถามซักกี่ร้อย กี่พันคำถาม
ใครรู้บ้าง ว่ามีกี่คืน ที่เราตัวร้อน มีไข้ ไม่สบาย ที่แม่ต้องอดนอน คอยเช็ดตัว ป้อนยา และพาไปหาหมอ… กี่คืน ที่แม่ต้องอดนอนเฝ้าดูแล โดยไม่เคยมีข้ออ้างว่าในวันรุ่งขึ้นมีงานแต่เช้าที่ต้องรีบไปทำ….
ใครจำได้บ้าง ว่ามีกี่ครั้ง ที่ลูกน้อยคนนี้ วิ่งไปซบหน้าร้องไห้กับอกแม่ เพียงเพื่อให้ได้กำลังใจ ได้รับการปลอบโยน กับความเสียใจ กับความผิดหวัง … และแม่ ก็ทุกข์ใจไปกับเราไม่น้อยไปกว่ากัน….
จะมีใครซักกี่คนในโลกใบนี้ ที่เลือกขอเป็นผู้ที่ต้องทนทุกข์ ทนเจ็บปวด แทนเรา ถ้าสามารถเลือกได้ ?

วันแม่ในปีนี้… ชวนทุกคนนึกทบทวน ถึงความรักที่ยิ่งใหญ่ของแม่ แม่ที่หมายถึงผู้เสียสละ ผู้ที่ได้อุปการะ เลี้ยงดู มอบความใส่ใจ ความห่วงหาอาทร ให้กับเราเสมอมา… นึกทบทวนถึงทุกๆ สิ่งที่ท่านได้เคยทำเพื่อเรา… ตั้งแต่วันแรกที่เราลืมตา น้ำนมหยดแรกที่เราดื่ม ก้าวแรกของการหัดเดิน.. การไปโรงเรียนวันแรก มือที่ยื่นมาทุกครั้งที่เราหกล้ม วันที่เราผิดพลาด วันที่เราเศร้าใจ…… ทุกๆ วัน และทุกๆ สิ่งที่ท่านได้ดูแลเรา..

เราได้เคยทำอะไรที่มากมายขนาดนั้นให้กับท่านบ้างหรือยัง….

วันนี้ กับภารกิจมากมายที่เราต้องรับผิดชอบ ที่อาจจะเป็นข้ออ้างทำให้เรามีเวลาให้กับท่านน้อยไปซักหน่อย…. เป็นภารกิจเช่นเดียวกัน ที่ท่านเคยมี แต่ไม่เคยนำมาเป็นข้ออ้างที่จะมีเวลาให้เราน้อยลงไป
วันนี้ กับความอดทน ในการอธิบายในเรื่องที่ท่านอยากรู้ ความพยายามที่จะชี้แจงเรื่องราวต่างๆ….เทียบได้หรือไม่ กับความอดทนที่ท่านเคยมีให้กับเรา…

วันนี้ เราใส่ใจดูแลแม่ ได้ซักหนึ่งส่วนร้อย ของที่แม่ได้ใส่ใจดูแลเราเสมอมาหรือยัง….

รักแม่… ให้ทุกวัน เป็นเหมือนวันของแม่ค่ะ ^

หลบร้อน

11021243_908462865851999_175432856233409273_n.jpg
อากาศร้อนๆ ปลายเดือนเมษา ไม่ได้มีผลแค่กับร่างกาย แต่ใจเราก็ดูจะร้อนตามไปเสียด้วย มองอะไรก็ดูจะขัดใจกันได้ง่ายๆ หงุดหงิด อารมณ์ขุ่นมัวกันได้ตลอดเวลา
วันนี้ มีบทความสั้นๆ จากแฟนเพจของเรามาฝากกันค่ะ
———-
เข้าสู่หน้าร้อนอย่างเป็นทางการ กับแดดแรง และความร้อนอบอ้าว จนรู้สึกว่าแทบจะละลายเมื่อต้องอยู่กลางแสงอาทิตย์ในช่วงกลางวัน บางครั้ง นั่งอยู่ในที่ร่มก็ยังรู้สึกว่าไอแดดได้แผ่เข้ามาจนรับรู้ได้ว่าแสบผิวแม้ไม่ได้โดนแสงแดดโดยตรง…
ฤดูร้อน มักจะมีผลต่อเราทุกคนเสมอ.. มีผลต่อจิตใจที่รุ่มร้อนตามสภาพอากาศกันไปทุกครั้ง จนหลายๆ ครั้ง เมื่อสังเกตดีๆ จะพบว่าเราเองมีความอดทนน้อยลง ขี้หงุดหงิดมากขึ้น ในช่วงที่อากาศร้อนอบอ้าวน่ารำคาญใจช่วงนี้ ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติค่ะ

ร้อนนี้ ลองมาตั้งใจกันใหม่.. ลองฝึกตัวเองให้ใจเย็นลง อย่าปล่อยตัวเองให้ร้อนไปตามอากาศ แล้วจะพบว่า นอกจากเราจะเป็นคนที่ใครๆ ก็มีความสุขที่ได้อยู่ใกล้แล้ว เราเองยังจะมีความสุขที่ได้อยู่กับตัวเองในแบบใจเย็นๆ อีกด้วย
เรื่องไม่ยาก ที่หลายคนมักจะมองข้ามไป…. สิ่งที่ต้องทำ เริ่มต้นจากการคลายความร้อนในใจเราก่อนค่ะ ลองมาดูกันว่าเป็นอย่างไร

อากาศร้อนๆ จะหลบร้อนแบบชั่วคราว คงจะต้องพึงพาเครื่องปรับอากาศหรือพัดลมตัวใหญ่ซักเครื่อง หลายๆ คนอาจจะเลือกไปหาที่นั่งร่มๆ มีลมโชยตามริมน้ำ กับเครื่องดื่มเย็นๆ ซักแก้ว แต่จริงๆ แล้ว เราหลบร้อนกันได้ไม่ยากเลยค่ะ แค่ที่นั่งที่พอจะพักกายลงได้ เพียงขอนไม้ ก้อนหิน หรือที่ร่มๆ ใต้ต้นไม้ใหญ่ ลองนั่งนิ่งๆ หลับตาซักพัก หายใจเข้าช้าๆ ให้เต็มปอด คลายลมหายใจออกสบายๆ แล้วพักความคิดที่วุ่นวายลงซักหน่อย คลายความร้อนรุ่มในใจเราลงเป็นระยะๆ รับรู้ถึงสายลมที่กระทบกับผิวกาย ที่แม้จะมีเพียงแผ่วเบา แต่ก็เป็นสายลมที่ช่วยผ่อนคลายความร้อนจากภายนอกลงได้บ้าง พักความคิดที่วิ่งวุ่นวายอยุ่ในสมองราวกับเจ้าหนูตัวน้อยที่วิ่งไปมาไม่หยุดนิ่ง ปล่อยให้ใจได้พบกับความสงบ ความไม่วุ่นวายซักพัก เพียงเท่านี้ เราก็ได้หลบร้อนไม่ใช่เพียงกับร่างกาย แต่ได้ให้ใจเราหลบจากความร้อนที่สุมไว้ไปด้วยพร้อมๆ กัน…
ดูเหมือนจะเป็นเรื่องง่ายๆ ที่ใช้เงื่อนไข และเวลาไม่มากเอาซะเลย.. แต่เชื่อว่าน้อยคน ที่จะเคยได้ลองทำ ที่สำคัญ ถ้าไม่ลอง ก็จะไม่สามารถรับรู้ได้ค่ะ

กับเรื่องวุ่นๆ ในชีวิต และอากาศร้อนๆ ในช่วงนี้ ไม่เสียหายที่จะลองนั่งพักนิ่งๆ เพียงซักชั่วขณะหนึ่ง แล้วดับร้อนให้กับใจของเราซักครั้ง…
ใครได้ลองแล้ว รู้สึกอย่างไรกันบ้าง มาเล่าสู่กันฟังด้วยนะคะ ^^
————————-
The best way to escape from the hot and dry weather is not by the use of air conditioning nor by any other electronic devices, it’s in fact, to calm down from inside and let your mind ease.
Try sitting down under the shade, stay still and give a break to your mind. Close your eyes, take a deep breath and feel the wind blowing. Stay still for a few moment and you will start realizing the calmness and relief feeling from the inside, a true escape from the hot weather around you.
————————-

ความสุขเล็กๆ ของเด็กน้อย

10414853_975958225769129_7812304112284906503_n
ใครที่ได้อยู่ใกล้ชิดกับเด็กๆ จะรู้ว่าเด็กน้อยมีความสามารถในการสังเกตรายละเอียดเล็กๆ ได้ดีกว่าผู้ใหญ่อย่างเราๆ ไม่ว่าจะเป็นลวดลายดอกไม้ดอกเล็กๆ ที่อยู่ในชุดของตัวละครตัวโปรด… องค์ประกอบน้อยๆ ในภาพวาดที่เรามองผ่านโดยไม่ได้ให้ความสำคัญ หรือแม้แต่แมลงตัวจิ๋วที่เกาะอยู่บนใบไม้ที่เราไม่ทันได้มอง….
ใช่แล้วค่ะ เด็กตัวน้อยๆ ก็ย่อมมองเห็นสิ่งเล็กๆ ไปตามวัย และขนาดของร่างกาย เราเองก็เคยเป็นเช่นนั้น จนเมื่อเราเติบโตขึ้น กับการสั่งสอน และประสบการณ์ ทำให้เราเลือกที่จะมองในอะไรที่กว้างขึ้น กับภาพที่ใหญ่ขึ้น จนบางครั้ง เราไม่เคยได้ย้อนกลับไปดูในรายละเอียดของสิ่งต่างๆ อีกเลย…

ทว่า สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้น กับการได้ใกล้ชิดกับเด็กๆ คือความพึงพอใจ และความสุขในสิ่งเล็กๆ ที่ไม่ได้ใหญ่เกินไปกว่าขนาดของร่างกาย และไม่ได้อยู่ไกลเกินระยะที่มือน้อยๆ เอื้อมถึง…

หากใครจะลองถามเด็กน้อยซักคน ว่าอะไรคือความสุข ในวันที่ผ่านมา.. เชื่อหรือไม่คะ.. ว่าจะได้คำตอบที่น่ารักๆ และเป็นความสุขง่ายๆ ในแบบที่เราแทบจะไม่เคยได้คิด ว่าเราจะนับเป็นความสุขเสียด้วยซ้ำ… เช่น ความสุขที่ได้ทำงานในกลุ่มเดียวกันกับเพื่อนสนิท ความสุขที่ตอบคำถามคุณครูได้ถูกต้องและได้รับคำชม ความสุขที่ได้ทำงานฝีมือที่ถูกใจซักชิ้นหนึ่ง… ทั้งหมด เป็นความสุขง่ายๆ ที่เราทุกคนห่างเหินกันไปนาน.. ห่างไป เพราะเรา มัวแต่ไปมองหาความสุขที่ไกลออกไป และยิ่งใหญ่ขึ้นโดยความคาดหวังของเราเอง…

บทความสั้นๆ ในวันนี้ เพียงเพื่ออยากจะให้ทุกคนลองมองหาความสุขในแบบง่ายๆ ในชีวิตของเรา ความสุข ที่จะเป็นน้ำหล่อเลี้ยงจิตใจให้มีแรงเดินต่อไปกับชีวิตในแบบที่เราสามารถมีรอยยิ้มเล็กๆ ให้กับตัวเองได้ในทุกวัน..

วันนี้ ลองมองหาความสุขเล็กๆ ลองมองลงไปในเรื่องเล็กๆ รายละเอียดเล็กๆของชีวิตบ้าง… บางที การพักความเป็นผู้ใหญ่เอาไว้ซักนิด อาจจะเป็นความสุขน้อยๆ ของวันนี้ก็เป็นได้นะคะ ^^
————————-
#lifecenter #QHouseLumpini
www.lifecenterthailand.com