ลดน้ำหนักง่ายๆ แค่เติมกล้ามอีกนิด แล้วคุมอาหารอีกหน่อย

fit.jpg
การออกกำลังกายเพื่อเผาผลาญไขมันส่วนเกินให้ได้ผลวิธีหนึ่ง คือการสร้างกล้ามเนื้อ จากการเล่นเวทเทรนนิ่ง ควบคู่ไปกับการทำคาร์ดิโอ ซึ่งกล้ามเนื้อที่เพิ่มมากขึ้นก็จะมีประโยชน์ในสองส่วน คือทำให้ร่างกายไม่ไปสลายกล้ามเนื้อเพื่อมาใช้เป็นพลังงาน แต่จะเปลี่ยนไปใช้ไขมันซึ่งเป็นแหล่งพลังงานสำรองแทน อีกทั้งกล้ามเนื้อที่เพิ่มขึ้น ยังจะเป็นตัวช่วยในการเผาผลาญพลังงานในระหว่างวันอีกด้วย โดยมวลกล้ามเนื้อที่เพิ่มขึ้นทุกๆ ½ ก.ก. จะสามารถเผาผลาญพลังงานได้ถึง 40-50 Kcal ต่อวันเลยทีเดียวค่ะ

พลังงานที่ถูกเผาผลาญไปในระหว่างวันนี้ คือพลังงานในส่วนที่ได้จากอาหาร หรือ Dietary Fuel ซึ่งเมื่อร่างกายได้ใช้พลังงานในส่วนนี้ไปจนหมด เมื่อออกกำลังกายเพิ่มเติม ร่างกายก็จะดึงเอาพลังงานจาก Body Fuel มาใช้ จึงเป็นการเผาผลาญไขมันส่วนเกินได้อย่างตรงจุด

ซึ่งการวางแผนด้านโภชนาการ เพื่อให้เหมาะสมนั้น โดยทั่วไป สัดส่วนของอาหารในแต่ละมื้อ ควรจะประกอบด้วย ผักอย่างน้อย 30% โปรตีน 30% คาร์โบไฮเดรต 30% และ ไขมันประเภท Monounsaturated Fat 10% ทั้งนี้ หากเป็นผู้ที่ออกกำลังกายหนักๆ อาจจะเพิ่มสัดส่วนของคาร์โบไฮเดรตได้มากขึ้นอีกในมื้อก่อนออกกำลังกาย เพราะร่างกายจะแปลงอาหารส่วนนี้ให้อยู่ในรูปไกลโคเจน ซึ่งร่างกายจะสามารถดึงออกมาใช้งานได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ออกกำลังกายได้นานขึ้น และยังเป็นตัวช่วยป้องกันการบาดเจ็บของกล้ามเนื้ออีกด้วย
การทานอาหารนั้นเป็นสิ่งจำเป็นทั้งก่อนและหลังการออกกำลังกายค่ะ ในขณะที่การทานอาหารก่อนออกกำลังกาย 1-2 ชม. จะช่วยให้เราสามารถออกกำลังกายได้นานขึ้น และป้องกันอาการบาดเจ็บนั้น การทานอาหารหลังการออกกำลังกาย ในช่วงระยะเวลาระหว่าง 30-45 นาที ก็เป็นเรื่องจำเป็น เพราะเป็นช่วงที่ระบบไหลเวียนของเลือด และต่อมฮอร์โมนต่างๆ ยังทำงานอย่างเต็มที่ ทำให้มีการลำเลียงสารอาหารเข้าสู่ร่างกายได้เป็นอย่างดี โดยสารอาหารเหล่านี้จะไปทำหน้าที่ซ่อมแซมส่วนต่างๆ ของร่างกายที่เสียหายได้แก่ เนื้อเยื่อ เซลล์ หรือกล้ามเนื้อต่างๆ รวมถึงจะเป็นการป้องกันการสูญเสียมวลกล้ามเนื้อได้เป็นอย่างดีอีกด้วยค่ะ

ท้ายที่สุด หลังจากดูแลเรื่องโภชนาการกันแล้ว สิ่งที่สำคัญมากๆ ของการออกกำลังกาย คือการดื่มน้ำค่ะ น้ำเปล่าดีที่สุดค่ะ ทั้งช่วยระบาย ขับถ่ายของเสีย เติมความชุ่มชื้น และทดแทนน้ำที่ร่างกายได้สูญเสียไปพร้อมๆ กับเหงื่อ การดื่มน้ำดื่มประเภทเกลือแร่หลายๆ ชนิด อาจจะต้องระวังส่วนผสมของน้ำตาลที่มาในรูปแบบต่างๆ เพราะถึงแม้จะช่วยให้ร่างกายรู้สึกว่าสดชื่นขึ้น แต่ปริมาณน้ำตาลที่ร่างกายรับเข้าไป อาจจะทำให้การออกกำลังกายเพื่อเผาผลาญพลังงานของเราไม่ได้ผลเท่าที่ควรนะคะ

Advertisements

5 ข้อดี ของการฝึกโยคะ

26219258_10155852812789526_5875796625396692447_n.jpg
ทางเลือกของการออกกำลังกายในทุกวันนี้ มีให้เลือกมากมาย ไม่ว่าจะเน้นในเรื่องการเผาผลาญไขมันในช่วงเวลาสั้นๆ การวิ่งมาราธอน การเต้นในรูปแบบต่างๆ ซึ่งก็อยู่ที่แต่ละคนจะเลือกตามความชอบ และเป้าหมายของการออกกำลังกาย
กับอีกหนึ่งทางเลือกดีๆ ที่เรานำมาฝากวันนี้ เป็นเรื่องการออกกำลังกายในรูปแบบของการฝึกโยคะค่ะ จะมีข้อดีอย่างไรบ้าง เรามาดูกันทีละข้อเลยค่ะ

1. ดูเด็กลง ลองพิสูจน์ดูได้เลยค่ะ เวลาไปคลาสโยคะ เรามักจะเจอแต่คนที่หน้าดูอ่อนกว่าวัยกันทั้งนั้น เหตุผลสำคัญนั้นเป็นเพราะการฝึกโยคะจะช่วยให้ระบบการไหลเวียนของเลือดดีขึ้น ประกอบกับท่วงท่าในการฝึกที่ต้องยืด เหยียด ที่ยิ่งช่วยให้หลอดเลือดขยายตัวได้มากขึ้นไปอีก เมื่อเลือดไหลเวียนได้ดี ระบบต่างๆ ภายในร่างกายของเราก็ทำงานได้ดีตามไปด้วย นอกจากนั้นยังเน้นเรื่องการกำหนดลมหายใจ ทำให้ออกซิเจนเข้าปอดได้อย่างเต็มที่ เลือดก็นำออกซิเจนและสารอาหารไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้อย่างสะดวก ทั้งยังมีส่วนในการขจัดของเสียออกจากร่างกาย ผิวพรรณจึงดูสวยเปล่งปลั่ง ดูเด็กไปถนัดตาค่ะ

2. อกเป็นอก เอวเป็นเอว แบบไม่มีห่วงยาง เพราะการฝึกโยคะในแต่ละท่านั้นจะมีการใช้กล้ามเนื้อทั่วทุกส่วนของร่างกาย ทั้งกล้ามเนื้อมัดเล็กและมัดใหญ่ ซึ่งการใช้กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ เป็นการใช้พลังงานส่วนเกินที่สะสมอยู่ตามส่วนต่างๆ ในรูปแบบของไขมัน ทำให้กล้ามเนื้อตึงกระชับ ทั้งท่าทางในการบิดตัวต่างๆ นั้นยังช่วยให้สัดส่วนของคุณสาวๆ เข้าที่ เซ็กซี่ได้ตามบุคลิกเลยล่ะค่ะ

3. สง่าทุกท่วงท่า เพราะการฝึกโยคะนั้นนอกจากจะมีการยืดเหยียดกล้ามเนื้อแล้ว ยังเน้นเรื่องการทรงตัว และความสมดุล โดยเป็นการฝึกการกระจายน้ำหนักอย่างเหมาะสมทั้งในส่วนของแขน ขา กล้ามเนื้อกระดูกสันหลัง รวมทั้งกระดูกข้อต่อที่จะได้รับการปรับให้เกิดความสมดุล จึงได้บุคลิกภาพที่ดีเป็นของแถมมาจากการฝึกโยคะอีกด้วย

4. สดใสไร้เครียด ก่อนจะฝึกโยคะทุกครั้งจำเป็นต้องมีการผ่อนคลายจากความคิด ความกังวลใจต่างๆ เพื่อให้มีสมาธิจดจ่อกับการฝึกในท่วงท่าต่างๆ โดยเริ่มต้นจากการฝึกการหายใจเข้า และออกให้ปอดสามารถเก็บลมได้อย่างเต็มที่ ช่วยให้ปอดได้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด การฝึกกำหนดลมหายใจนี้ เป็นการช่วยผ่อนคลายความเครียดต่างๆ และยังมีผลระยะยาวที่ทำให้จิตใจเยือกเย็นลง ไม่โกรธง่าย ไม่โมโหฉุนเฉียวง่ายอีกด้วย เมื่อเราห่างไกลจากความเครียดอารมณ์ก็จะผ่องใส ยิ้ม และหัวเราะได้มากขึ้นค่ะ

5. สมองโปร่ง สมาธิดี ผลจากการฝึกลมหายใจเป็นการเพิ่มออกซิเจนที่จะไปช่วยเลี้ยงสมองค่ะ นอกจากนั้นยังเป็นการฝึกจิตใจรูปแบบหนึ่งทำให้เราเกิดสมาธิที่ดี รวมไปถึงการฝึกโยคะท่าต่างๆ นั้นจะทำให้ผู้ฝึกมีจิตใจที่จดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นเวลาต่อเนื่อง และหากมีการฝึกโยคะเป็นประจำจะทำให้ผู้ฝึกมีสมาธิอยู่กับตนเอง ทั้งในท่าทาง และอริยาบทในการเคลื่อนไหวของตนเองตลอดเวลา ทำให้จิตใจไม่ฟุ้งซ่าน เมื่อมีสติ เกิดสมาธิ นำไปสู่ปัญญาในการแก้ปัญหาต่างๆ ได้อย่างง่ายดายนั่นเองค่ะ

เรื่องราวดีๆ และประโยชน์จากการฝึกโยคยังมีอีกมาก แต่เพียงที่นำเอามาฝากกันในวันนี้ก็น่าที่จะเป็นเหตุผลที่เพียงพอที่จะทำให้เราไม่อยากพลาดการออกกำลังกายในรูปแบบนี้กันแล้วล่ะค่ะ
ใครสนใจอย่ารอช้านะคะ ลองเข้าไปฝึกโยคะกันได้เลยที่ Lullaby Yoga ชั้น 1 Life Center #QHouseLumpini ค่ะ

เลือกอุปกรณ์ดูแลฟันให้สวย สะอาด แข็งแรง

bt.jpg

อุปกรณ์ดูแลฟันเดี๋ยวนี้มีมากมายหลากหลายจนละลานตา ถ้าไม่อยากหยิบผิดหยิบถูกลองฟังทางนี้ค่ะ วันนี้มีข้อแนะนำดีๆ เกี่ยวกับอุปกรณ์ดูแลฟันมาฝาก จะได้ดูแลฟันให้สะอาดแข็งแรงกันทุกคนเลยค่ะ

แปรงสีฟัน
แปรงสีฟันไม่ว่าจะของวัยไหนสิ่งสำคัญก็อยู่ที่ขนแปรงค่ะ ขนแปรงที่ดีต้องมีลักษณะนุ่มปลายมนเพราะจะไม่ทำร้ายฟันจนสึกค่ะ ด้ามจับก็ควรจะยาวและยืดหยุ่น จับแล้วถนัดมือไม่ลื่นหลุดง่าย แปรงอาจจะมีหัวที่เล็กสักหน่อยเพื่อที่จะได้ทำความสะอาดได้ลึกถึงด้านในของช่องปากบริเวณฟันกรามซี่ในสุด ลองสังเกตดูว่าถ้าเราใช้แปรงที่หัวแปรงใหญ่เกินไป เวลาแปรงเราจะรู้สึกเจ็บกระพุ้งแก้มด้านในและอาจเป็นแผลร้อนในตามมาอีกด้วย

ไหมขัดฟัน
ไหมขัดฟันมีชนิดที่เคลือบขี้ผึ้ง (Waxed Dental Floss) เหมาะกับมือใหม่หัดใช้ไหมขัดฟัน ผู้ที่อุดฟันไว้หลายซี่ หรือขอบฟันไม่ค่อยเรียบ เพราะไหมขัดฟันชนิดนี้จะมีความเรียบ และลื่นเข้าไปในซอกเหงือกซอกฟันได้ดี สามารถใช้งานได้ง่ายเลยล่ะค่ะ
ไหมขัดฟันอีกประเภทหนึ่งคือ ไหมขัดฟันแบบไม่เคลือบขี้ผึ้ง (Unwaxed Dental Floss) เหมาะกับคนที่ใช้ไหมขัดฟันมาซักระยะหนึ่งแล้วจนมีช่องว่างระหว่างฟันเพิ่มขึ้น ไหมชนิดนี้จะมีความคมมากกว่า สามารถกำจัดเศษอาหาร และคราบหินปูนได้ดีกว่าชนิดเคลือบขี้ผึ้ง
นอกจากนั้นยังมีเทปขัดฟัน ที่มีลักษณะคล้ายกับไหมขัดฟัน แต่จะมีขนาดกว้างกว่านิดหน่อยค่ะ

ยาเม็ดฟลูออไรด์ (Fluoride supplement)
ยาเม็ดนี้อุดมไปด้วยฟลูออไรด์ที่ช่วยป้องกันฟันผุ โดยการทำงานของฟลูออไรด์ คือ ไปการรวมกับโครงสร้างฟันเพื่อเสริมโครงสร้างเนื้อฟันให้แข็งแรง ฟันก็จะผุยาก เราสามารถทานฟลูออไรด์ได้เพราะฟลูออไรด์จะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดเพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กับเนื้อฟัน ส่วนมากยาเม็ดฟลูออไรด์จะเป็นที่นิยมสำหรับเด็ก โดยจะให้เด็กๆ เคี้ยวยานี้ให้ละเอียดเพื่อให้ฟลูออไรด์สัมผัสกันฟันทุกซี่เพื่อให้ฟลูออไรด์ทำหน้าที่ได้เต็มที่ อย่างไรก็ตาม แม้ฟลูออไรด์จะมีประโยชน์ แต่การใช้งานก็ควรอยู่ในการดูแลของทันตแพทย์ เพราะถ้าเด็กๆ ได้รับฟลูออไรด์มากเกินไปจะทำให้เกิดอาการฟันตกกระไม่น่าดูได้เช่นกันค่ะ

ยาย้อมคราบฟัน
ยาย้อมคราบฟันจะเป็นตัวช่วยเนรมิตให้เราเห็นคราบทั้งหลายที่เกาะอยู่ที่ฟันของเราชัดเจนขึ้น ยาย้อมคราบฟันส่วนใหญ่จะมีสีแดง เวลาใช้ยาก็จะต้องเคี้ยวยาก่อนเพื่อให้สีของยาจะไปจับที่คราบฟัน พอเราแปรงฟันก็รู้ว่าจะเน้นตรงไหน แปรงตรงไหนยังไม่หมด จึงเลือกทำความสะอาดได้ง่ายขึ้น

แปรงซอกฟัน
แปรงแบบนี้เป็นแปรงเฉพาะกิจค่ะ ใช้ทำความสะอาดในบริเวณที่เข้าถึงยากจริงๆ แบบที่แปรงสีฟันทั่วไปเข้าไม่ถึงแน่ๆ เช่น บางคนอาจจะมีเหลื่อม ซอกฟัน ที่แปรงได้ยาก หรือสำหรับคนที่ดัดฟันซึ่งอาจมีบริเวณใต้ลวดที่เข้าถึงได้ยาก ข้อควรระวังคือแปรงชนิดนี้ถ้าใช้ไม่ถูกก็อาจไปทำร้ายเหงือกได้ ก่อนจะใช้อาจจะต้องปรึกษาทันตแพทย์กันสักหน่อยนะคะ

ที่ทำความสะอาดลิ้น
ที่ทำความสะอาดลิ้นที่เป็นพลาสติกรูปตัวยูนี้บางท่านก็เห็นว่าเป็นสิ่งจำเป็นเพราะว่าช่วยลดปัญหากลิ่นปากที่คอยกวนใจ และยังเป็นที่สะสมแบคทีเรียตัวร้ายอีกด้วย วิธีการใช้ก็ง่ายแสนง่ายแค่ขูดคราบของเศษอาหารที่เกาะอยู่บริเวณลิ้น เริ่มต้นจากโคนลิ้นสู่ปลายลิ้น โดยอาจจะขูดหลังจากเวลาที่แปรงฟันเสร็จ เพื่อความสะอาดแบบหมดจดจริงๆ อ้อ ข้อดีอีกประการหนึ่งของที่ทำความสะอาดลิ้นก็คือสามารถทำให้ลิ้นรับรสชาติต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย

แปรงสีฟันแบบชาร์จไฟได้
แปรงลักษณะนี้ถูกออกแบบมาสำหรับคนที่ไม่สามารถแปรงฟันได้ด้วยตนเองตามปกติค่ะ หรือบางคนอาจจะขี้เกียจขยับแปรงเพื่อปัดฟันก็อาจจะหันมาใช้แปรงสีฟันแบบนี้ก็ได้ การดูแลแปรงสีฟันในลักษณะนี้อาจต้องเช็คในเรื่องของระบบการชาร์จพลังงาน เพื่อการทำงานของแปรงอย่างมีประสิทธิภาพค่ะ

อย่างไรก็ตาม อุปกรณ์ทั้งหลายเหล่านี้เป็นแค่เพียงตัวช่วย ให้คุณสามารถทำความสะอาดฟันได้ดีขึ้นเท่านั้น แต่การดูแลฟันนั้นมีมากกว่าแค่เรื่องของความสะอาด เพราะฉะนั้น อย่าละเลยการไปพบทันตแพทย์เป็นประจำทุกๆ หกเดือนนะคะ ถ้าพบปัญหาอะไรจะได้รีบแก้ไขได้ทันค่ะ

ท้าทายลมหนาว กับเคล็ดลับดูแลผิวแพ้ง่าย

winter
ลมหนาวที่พัดมาทักทายกันแบบไม่ได้คาดหวังรอบนี้ สาวๆ หลายๆ คนอาจจะสูดอากาศสดชื่นกันเพลิน จนลืมกันไปว่าลมเย็นสบายๆ นั้น จะมาพร้อมกับอากาศแห้งๆ ที่พลอยจะทำให้ผิวสวยๆ ขาดความชุ่มชื้นกันไปด้วย ซ้ำร้าย สำหรับบางคนที่เกิดอาการแพ้ง่ายอยู่แล้ว ก็อาจจะมีอาการผื่นแพ้ได้ง่ายขึ้นอีก ก็เพราะเจ้าลมหนาว สบายๆ กลับกลายเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ผิวแห้ง และเกิดอาการแพ้ได้ง่ายกว่าที่เคย

วันนี้ มาทำความรู้จักกับอาการแพ้กันซักหน่อยว่ามีกี่ประเภท แล้วกับลมหนาวที่พัดมา ตัวการที่ทำให้ผิวแห้ง และอาจจะเกิดอาการแพ้ ระคายเคืองผิวหนังได้ง่ายขึ้นนั้น เราจะจัดการกันอย่างไรดีค่ะ

อาการแพ้หรือระคายเคือง ที่อาจกลายเป็นผื่นผิวหนัง เป็นอาการหนึ่งของโรคผิวหนังอักเสบ ซึ่งเป็นคำเรียกรวมโรคที่มีอาการอักเสบในชั้นผิวหนัง ที่อาจอาการแสดงได้หลากหลายรูปแบบ โดยเราสามารถแบ่ง โรคผิวหนังอักเสบ ออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ตามสาเหตุของการเกิดโรค ซึ่งก็คือ

กลุ่มที่ 1. โรคผิวหนังอักเสบ ที่มีสาเหตุมาจากภายนอกร่างกาย ได้แก่การเกิดผื่นจากการการสัมผัสสารเคมี สารที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ พืช สัตว์ หรือแมลงบางชนิด โดย การเกิดผื่นผิวหนังอักเสบจากการสัมผัสอาจแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ ประเภทแรก สารที่สัมผัสก่อความระคายเคืองต่อผิวหนังจากคุณสมบัติของสารนั้นเอง เช่น สารที่มีฤทธิ์เป็นกรดหรือด่าง สารที่ใช้ในการชำระล้าง ความระคายเคืองจากสารเหล่านี้สามารถก่อให้เกิดผื่นได้ไม่เลือกบุคคล โดยจะเกิดเป็นผื่นเมื่อผิวหนังไม่สามารถทนต่อความระคายเคืองจากสารเหล่านั้นได้ ลักษณะของผิวหนังอักเสบชนิดนี้ มักเกิดบริเวณที่สัมผัสสารบ่อยๆ เช่น มือหรือเท้า เป็นต้น และ กลุ่มที่ 2. คือ สารที่สัมผัสก่อให้เกิดปฏิกิริยาการแพ้ก่อให้เกิดการอักเสบในผิวหนัง ซึ่งในกรณีนี้สารแต่ละชนิดจะก่อให้เกิดผื่นเฉพาะในบางคนเท่านั้น ตัวอย่างเช่น ผู้ที่มีอาการแพ้ ผิวหนังอักเสบหากสวมเครื่องประดับที่มีโลหะผสมบางชนิด หรือสวมเสื้อผ้า ที่มีเนื้อผ้าบางประเภท ในขณะที่คนส่วนใหญ่ไม่มีอาการ

และ กลุ่มที่ 2. โรคผิวหนังอักเสบซึ่งเกิดจากสาเหตุภายในร่างกาย ตัวอย่างเช่น โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง โรคผื่นอักเสบบริเวณผิวมัน เป็นต้น ซึ่งสาเหตุหลัก ของกลุ่มโรคผิวหนังอักเสบกลุ่มนี้ มีปัจจัยที่มาหลากหลาย ทั้งจากทางพันธุกรรม การเปลี่ยนแปลงของสภาวะทางร่างกาย และจิตใจ อาการเจ็บป่วย ความเครียด ทั้งหมดอาจมีผลให้เกิดอาการผื่นผิวหนังอักเสบได้ทั้งสิ้น ผู้ป่วยในกลุ่มนี้จึงอาจมีผื่นในลักษณะเป็นๆ หายๆ หรือเรื้อรังได้ไม่แน่นอน อย่างไรก็ตามปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะสารที่อาจก่อความระคายเคืองต่อผิวหนังเช่น สบู่ ผงซักฟอก ก็สามารถกระตุ้นการเกิดอาการที่รุนแรงขึ้นได้

สำหรับอาการแพ้แบบน้อยๆ ที่อาจเรียกว่าผื่นแพ้ง่าย ที่เกิดจากสภาพผิวที่แห้ง ขาดไขมันมาช่วยเติมความชุ่มชื้น ในช่วงที่อากาศหนาวนั้น เรามีวิธีดูแลผิวง่ายๆ อย่างที่เคยนำมาฝากกันแล้วตามนี้ค่ะ

1 ดื่มน้ำในปริมาณที่มากพอ : ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้วเป็นประจำ
2 ปกป้องตัวเองจากสภาวะแวดล้อม : ไม่เปิดแอร์เย็นเกินไป และไม่อาบน้ำร้อนที่ร้อนจนเกินไป และในหน้าหนาวควรทาโลชั่นอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำ
3 เลือกใช้สบู่ที่เหมาะกับสภาพผิว : ควรเลือกสบู่ที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม หรือเลือกสบู่เด็ก ที่ไม่รุนแรงต่อสภาพผิว
4 การเอาน้ำใส่แก้วแล้ววางไว้ใกล้ๆ ตัว : ทั้งในห้องนอน ห้องนั่งเล่น หรือที่ทำงาน โดยเฉพาะห้องที่มีความแห้งในอากาศอย่างห้องแอร์ เพื่อช่วยเพิ่มความชื้นในอากาศ ทำให้ผิวสูญเสียความชุ่มชื้นน้อยลง และสุดท้าย
5 เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ : เนื้อปลา น้ำมันมะกอก มะเขือเทศ บล็อคโคลี เมล็ดข้าวที่ยังไม่ขัดสี ธัญพืช รวมถึงทานผัก และผลไม้สด ให้เพียงพอด้วยค่ะ

กับลมหนาวที่มาทักทายกันในวันนี้ อย่าละเลยที่จะเติมความชุ่มชื้นให้ผิว และระวังอย่าให้ผิวแห้งกร้าน เพราะไม่ใช่แค่ในเรื่องของความงาม แต่ยังเป็นการช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดอาการผื่นแพ้ ที่เกิดจากผิวแห้งๆ อีกด้วยนะคะ

บริจาคเลือดกันดีกว่า

blood
นึกออกกันหรือเปล่า ว่าได้บริจาคเลือดครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่…
หลายๆ คน อาจจะเคยบริจาคเลือดกันอยู่บ้าง แต่ทราบกันหรือไม่คะ ว่าเราสามารถบริจาคเลือดกันได้ทุกๆ 3 เดือน สำหรับคุณผู้ชาย และทุกๆ 6 เดือน สำหรับคุณผู้หญิง โดยที่ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ และที่สำคัญ การบริจาคเลือด นอกจากจะเป็นการได้ทำบุญ ช่วยเหลือผู้ที่เดือดร้อนแล้ว ยังมีผลดีต่อสุขภาพในแบบที่เราอาจจะไม่เคยทราบมาก่อนเลยอีกด้วยล่ะค่ะ

ก่อนจะไปถึงข้อดี และประโยชน์ต่อร่างกายของการบริจาคโลหิต เรามาทำความเข้าใจถึงที่ระบบการสร้างเม็ดเลือดของเรากันซักหน่อยก่อนค่ะ เลือดของเรา ประกอบด้วยพลาสมา หรือน้ำเหลือง และเม็ดเลือด ในปริมาณประมาณ 8 เปอร์เซ็นต์ ของน้ำหนักตัว คือประมาณ 5-6 ลิตร ในคุณผู้ชาย และ 4-5 ลิตรในคุณผู้หญิง โดยมีไขกระดูกทำหน้าที่สร้างเม็ดเลือดทั้ง 3 ชนิด คือ เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด โดยที่ เม็ดเลือดแดงจะมีอายุ ประมาณ 120 วัน ในขณะที่ เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด จะมีอายุประมาณ 5-10 วัน ซึ่ง เมื่อครบกำหนด เม็ดเลือดที่เสื่อมสภาพก็จะถูกกำจัดออกผ่านเหงื่อ ปัสสาวะ และอุจจาระ และเม็ดเลือดใหม่จะถูกสร้างขึ้นมาแทนที่ ทั้งนี้ ร่างกายของคนเราที่มีปริมาณเลือดเฉลี่ยประมาณ 5 ลิตร นั้น ร่างกายมีความจำเป็นต้องใช้จริงเพียงประมาณ 80% และมีส่วนที่เกินจากความจำเป็นอยู่อีกถึงประมาณ 20% ซึ่งเป็นส่วนที่สามารถบริจาคได้โดยไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายเลยค่ะ
ในการบริจาคเลือดแต่ละครั้ง สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ร่างกายได้มีโอกาสสร้างเม็ดเลือดใหม่ขึ้นมาทดแทนได้เร็วขึ้น ซึ่งเม็ดเลือดใหม่เหล่านี้ ก็จะสามารถทำหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเม็ดเลือดแดงจะสามารถลำเลียงออกซิเจนได้ดีขึ้น เม็ดเลือดขาวสามารถขจัดสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาในร่างกายได้ดีขึ้น และเกล็ดเลือดก็สามารถที่จะซ่อมแซมแผลเปิดของร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกเหนือไปจากนั้น การบริจาคเลือดยังจะเป็นการกระตุ้นการทำงานของไขกระดูกอีกทางหนึ่งด้วย และที่สำคัญ จะทำให้ร่างกายได้ลดการสะสมของธาตุเหล็ก ซึ่งจะเกิดการออกซิเดชั่น เป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคหัวใจวาย และโรคหลอดเลือดหัวใจ

นอกเหนือจากการลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคหัวใจแล้ว การบริจาคเลือดยังมีส่วนช่วยลดอัตราเสี่ยงของการเกิดเซลล์มะเร็งอีกด้วยค่ะ เนื่องจากร่างกายได้ลดการสะสมของธาตุเหล็ก ซึ่งมีผลทำให้ปริมาณอนุมูลอิสระในร่างกายลดลง อนุมูลอิสระเหล่านี้ หากมีในปริมาณที่มาก ก็จะเป็นปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงในการที่จะทำให้เซลล์แปรสภาพไปเป็นเซลล์มะเร็งได้

การบริจาคเลือด นอกจากจะมีข้อดีในด้านของสุขภาพ และการลดความเสี่ยงต่ออาการป่วย ทั้งโรคหัวใจ และการเกิดมะเร็งแล้ว ยังช่วยให้ระบบการไหลเวียนของเลือด ทำได้ดีขึ้น ระบบต่างๆ ก็ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพขึ้น ทั้งยังช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่ง สดใส โดยไม่ต้องพึ่งวิตามิน หรืออาหารเสริมใดๆ เลยล่ะค่ะ

ทราบถึงข้อดีของการบริจาคเลือดกันขนาดนี้แล้ว เตรียมตัวไปบริจาคเลือดกันดีกว่าค่ะ … การเตรียมตัวไปบริจาคเลือดนั้น ต้องพิจารณาสภาพความพร้อมของร่างกายกันก่อน คือ ต้องมีน้ำหนักไม่น้อยกว่า 45 กิโลกรัม มีอายุระหว่าง 17 ปี ถึง 60 ปี มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัว ไม่อยู่ระหว่างไม่สบาย หรือกำลังรับประทานยาใด ๆ ไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ หรือติดยาเสพติด และสำหรับคุณผู้หญิง จะต้องไม่อยู่ในระหว่างมีประจำเดือน ตั้งครรภ์ หรือให้นมบุตร และไม่มีการคลอดบุตรหรือแท้งบุตรภายใน 6 เดือนที่ผ่านมาค่ะ

สำหรับการเตรียมตัวก่อนบริจาคเลือด อย่างแรกเลยค่ะ พักผ่อนให้เพียงพอ คือนอนไม่น้อยกว่า 6-8 ชั่วโมงก่อนวันบริจาค งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 24 ชั่วโมงก่อนการบริจาค รวมถึงงดสูบบุหรี่ ก่อนบริจาคอย่างน้อย 1-2 ชั่วโมงเพื่อให้ปอดสามารถฟอกเลือดได้เต็มที่ค่ะ และสุดท้าย ควรทานอาหารมื้อหลัก โดยหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง และดื่มน้ำ หรือน้ำผลไม้ เพื่อป้องกันอาการอ่อนเพลียจากการบริจาคกันด้วย

เอาล่ะค่ะ การบริจาคเลือดที่ไม่ใช่แค่ได้ช่วยเหลือผู้ที่กำลังเดือดร้อนในแบบที่เราสามารถทำได้โดยไม่ลำบาก แต่ยังมีข้อดีต่อสุขภาพกันอีกตั้งหลายอย่างเลย ตอนนี้ ใครพร้อมแล้ว เตรียมตัวไปบริจาคเลือดกันดีกว่าค่ะ ^^

ข้อมูลการบริจาคโลหิต ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย

www.blooddonationthai.com

สวยและมากไปด้วยคุณค่า กับนานาประโยชน์จากลูกพีช

peach
ใครที่เดินซื้อของในซูเปอร์มาร์เก็ตกันบ่อยๆ คงจะเคยสังเกตเห็นว่าเดี๋ยวนี้ มักจะมีผลไม้แปลกๆ ใหม่ๆ ที่ทั้งน่าทาน มีสีสันสวยงาม มาวางขายกันในราคาที่ไม่แพงเหมือนเมื่อก่อนที่ผลไม้นำเข้าแต่ละอย่าง ถึงแม้จะน่าทาน แต่ราคาก็สูงจนเกือบหยิบไม่ลงกันเลยทีเดียว
วันนี้ เราจะพาไปทำความรู้จักกับผลไม้นอก ที่มีถิ่นกำเนิดจากประเทศจีน ที่เดี๋ยวนี้สามารถหาหาซื้อกันได้ง่ายขึ้น ในราคาที่ไม่แพงอีกแล้วค่ะ ….

ลูกท้อ หรือลูกพีช ผลไม้สีสวย น่าทาน มีเนื้อสีเหลือง กับรสชาติหวานอมเปรี้ยวน้อยๆ  รับประทานสดๆ ก็ได้ หรือจะนำไปทำเป็นเมนูอาหารเพื่อสุขภาพก็ได้มากมายหลายชนิด ไม่ว่าจะนำไปลอยแก้ว ทำสมูทตี้ เป็นส่วนประกอบในจานสลัด หรือแม้แต่ส้มตำผลไม้ รับประกันว่าทั้งอร่อย และให้คุณค่าทางอาหารมากมายเลยค่ะ..  ก็เจ้าลูกท้อ หรือลูกพีชนี่ล่ะค่ะ ที่อุดมไปด้วย วิตามินเอ วิตามินซี และสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยในการชะลอวัย ทั้งยังมีเบต้าแคโรทีน ที่มีส่วนช่วยป้องกันโรคมะเร็งบางชนิดอีกด้วย นอกจากนั้น ผิวด้านในของเปลือกลูกท้อ ยังมีคุณสมบัติ สามารถนำมาใช้ในการช่วยยกกระชับกล้ามเนื้อของใบหน้า บำรุงผิว และป้องกันการหย่อนคล้อยของกล้ามเนื้อได้เป็นอย่างดีเลยล่ะค่ะ

แม้ว่าต้นท้อ จะเป็นพืชเมืองหนาว ที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศจีน แต่ในปัจจุบัน มีการปลูกในบ้านเรากันแล้วค่ะ โดยโครงการหลวงได้นำสายพันธุ์ของท้อ มาส่งเสริมให้ปลูกเป็นพืชทดแทนการปลูกฝิ่นในชาวเขาภาคเหนือ เพราะท้อ ชอบอากาศเย็น และขึ้นได้ดีในบริเวณที่มีความสูงตั้งแต่ 3,000 ฟุต ขึ้นไป และมีอุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 10 องศาเซลเซียส

ลูกท้อ มีประโยชน์ต่อสุขภาพในหลายด้านเลยค่ะ หลักๆ แล้วมาจากสารอาหารที่อยู่ในเนื้อ เพราะ ลูกท้อมีทั้งสารต้านอนุมูลอิสระ มีวิตามินซี ที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย ช่วย ป้องกันหวัด ป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน ลดความดันโลหิต มีวิตามินเอที่ช่วยบำรุงสายตา อีกทั้งยังมีประโยชน์ในด้านการทำความสะอาดลำไส้ และช่วยในระบบขับถ่ายอีกด้วย
หลายๆ คน คงได้เคยทานลูกท้อกันอยู่บ้าง แต่ทราบกันหรือเปล่า ว่าลูกท้อ นอกจากจะให้ประโยชน์ต่อร่างกายจากสารอาหาร และวิตามิน ในเนื้อแล้ว เรายังสามารถนำลูกท้อมาใช้เพื่อบำรุงผิวพรรณกันได้ง่ายๆ อีกด้วยค่ะ ขั้นตอนวิธีการก็ไม่ยุ่งยาก ไม่มีส่วนผสมอะไรให้ต้องเตรียมกันให้ลำบาก เพราะเนื้อของลูกท้อมีสรรพคุณ สามารถช่วยบำรุงผิวพรรณ เติมความชุ่มชื้นให้กับผิวได้อย่างเพียงพอแล้ว … สำหรับสาวๆ วิธีการก็ง่ายมากๆ เลยค่ะ เพียงล้างผลท้อให้สะอาด ปอกเปลือก ให้เรียบร้อย ระวังอย่าให้มีขนจากเปลือกเหลืออยู่ เพราะส่วนนี้ สำหรับหลายๆ คนอาจทำให้เกิดอาการแพ้ และเกิดผื่นคันได้ค่ะ … หั่นเนื้อท้อ เป็นชิ้นเล็กๆ แล้วนำไปปั่นจนเป็นเนื้อครีมละเอียด เป็นอันเรียบร้อย สามารถนำมาพอกหน้า และบริเวณลำคอ ทิ้งไว้ประมาณ 20-30 นาที ก่อนจะล้างออกด้วยน้ำสะอาด เพียงเท่านี้ ผิวหน้าก็จะกลับมาเนียนนุ่ม ชุ่มชื้นกันอีกครั้งแล้ว สามารถทำกันได้รายสัปดาห์เลยล่ะค่ะ

ทำความรู้จักกับลูกท้อกันแล้ว วันนี้ ลูกท้อคงไม่ได้เป็นเพียงผลไม้มงคล แต่ยังเป็นผลไม้ที่มากด้วยประโยชน์ และยังสามารถนำมาใช้ในด้านความงามกันได้อีกด้วย ใครได้แวะซูเปอร์มาร์เก็ตวันนี้ อย่าลืมเลือกลูกท้อติดมือกลับมาด้วยนะคะ

แค่เลือกเมนูให้ดี ก็ได้วิตามินไปเต็มๆ

vt.jpg
หลายๆ คนคงเคยสงสัย ว่าวิตามินที่ได้ยินชื่อกันนั้น มีมากมายไปหมด แต่ที่คุ้นเคยกันจริงๆ คงหนีไม่พ้น วิตามินซี วิตามินเอ วิตามินบี ที่ผ่านหูผ่านตากันบ่อยๆ วันนี้ มาดูทำความรู้จักกับวิตามินชนิดอื่นๆ กันซักหน่อย ว่ามีความสำคัญ มีประโยชน์ในด้านใด ที่สำคัญ วิตามินแต่ละชนิดพบได้ในอาหารประเภทใดกันบ้าง

เริ่มต้นด้วยกลุ่มวิตามินที่ละลายได้ในน้ำกันก่อนค่ะ

วิตามินซี – วิตามินที่หลายๆ คนต้องนึกถึงเป็นชื่อแรกๆ มีประโยชน์ในด้านการช่วยสร้างภูมิคุ้มกันโรค ช่วยในการเสริมสร้างเนื้อเยื่อต่างๆ รักษาบาดแผล รวมทั้งช่วยในการดูดซึมธาตุเหล็ก นอกจากนั้น วิตามินซี ยังช่วยป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน และช่วยให้ผิวพรรณสดใสอีกด้วย : วิตามินซี พบได้มากในผัก ผลไม้สด โดยเฉพาะ ฝรั่ง มะเขือเทศ ส้ม และแอ้ปเปิ้ลสีเขียวค่ะ

วิตามินบี 1 – ป้องกันโรคเหน็บชา ตะคริว และอาการเหนื่อยง่าย เพิ่มการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรตภายในร่างกาย และยังช่วยในการทำงานของระบบประสาท หัวใจ และกล้ามเนื้อ : วิตามินบี 1 พบในข้าวซ้อมมือ ตับ เนื้อหมู และไข่แดง

วิตามินบี 2 – ช่วยในการเผาผลาญไขมัน ทั้งยังมีประโยชน์ต่อการทำงานของระบบประสาทตา และป้องกันการเกิดโรคปากนกกระจอกอีกด้วย : วิตามินบี 2 พบได้ในอาหารประเภท ถั่ว เนื้อสัตว์ ไข่ ผักใบเขียว และนม

วิตามินบี 5 – ช่วยในการทำงานของระบบประสาท ระบบทางเดินอาหาร ระบบทางเดินหายใจ และช่วยป้องกันโรคความจำเสื่อม : วิตามินบี 5 พบได้ในอาหารประเภท ไข่ ถั่วลิสง เนื้อสัตว์ เครื่องในสัตว์ งา และนม

วิตามินบี 6 – ช่วยสร้างเซลล์เม็ดเลือด ป้องกันโรคหลอดเลือดอุดตัน และโรคโลหิตจาง : วิตามินบี 6 พบได้ในเนื้อสัตว์ ตับ กล้วย ผักต่างๆ และเนื้อปลา

วิตามินบี 12 – ช่วยในการสังเคราะห์ DNA สร้างเม็ดเลือดแดง และช่วยในการสังเคราะห์โปรตีนในร่างกาย พบได้ในไข่ ถั่ว เนื้อสัตว์ และผลิตภัณฑ์จากนม

สำหรับกลุ่มวิตามินที่ละลายในไขมัน ได้แก่

วิตามิน A – ช่วยในการบำรุงสายตา ช่วยในด้านการสร้างความต้านทางในระบบทางเดินหายใจ บำรุงผิวพรรณ ลดอาการอักเสบจากสิว และช่วยลบเลือนจุดด่างดำบนผิวหนัง : วิตามิน A พบมากในเนื้อสัตว์ ไข่แดง ผัก และผลไม้ที่มีสีเหลือง ส้ม และเขียวเข้ม เช่น ผักโขม ผักคะน้า ฟักทอง แครอท

วิตามิน D – มีความสำคัญในการช่วยให้ร่างกายสามารถดูดซึมแคลเซียม และฟอสฟอรัส ซึ่งจะเป็นผล ทำให้มีโครงสร้างของกระดูก และฟันที่แข็งแรง : วิตามิน D พบได้ในน้ำมันตับปลา นม เนย ปลาทะเล ตับสัตว์ และไข่แดง ทั้งนี้ แม้ว่าร่างกายคนเรา จะสามารถสร้างวิตามิน D ได้ หากได้รับแสงแดดอ่อนๆ ที่เพียงพอ ทว่าจากงานวิจัย กลับพบว่าคนส่วนมาก มักจะไม่ได้รับวิตามิน D ที่สร้างขึ้นอย่างเพียงพอ และจำเป็นที่จะต้องได้รับวิตามินดังกล่าวจากอาหารต่างๆ

วิตามิน E – ช่วยในเรื่องของผิวพรรณ ป้องกันการแตกของเยื้อหุ้มเซลล์ ช่วยในการทำงานของระบบประสาท ระบบสืบพันธุ์ และระบบกล้ามเนื้อ เป็นวิตามินที่มีอยู่มากในอาหารประเภท น้ำมันพืช เมล็ดทานตะวัน ถั่วต่างๆ รวมถึงผักสีเขียวปนเหลือง

วิตามิน K – มีความสำคัญในการช่วยให้เลือดแข็งตัวเวลาที่มีบาดแผล พบได้ในเนื้อสัตว์ ดอกกะหล่ำ บรอคโคลี ไข่แดง ตับ และถั่ว

การรับประทานอาหารที่มีความหลากหลาย และรับประทานผัก ผลไม้สด ในปริมาณที่เพียงพอ สามารถช่วยให้ร่างการได้รับวิตามินที่จำเป็นอย่างครบถ้วน ทว่าในสภาพการใช้ชีวิตในปัจจุบัน โดยเฉพาะกับความเร่งรีบในสังคมเมือง ทำให้เรามักจะละเลย ที่จะทานอาหารที่มีความหลากหลาย และมีคุณค่าทางอาหารที่มากพอ บ่อยครั้ง ทำให้เริ่มมีสัญญาณเตือนจากร่างกาย ทั้งที่มาในรูปของอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยล้า ผิวพรรณที่เริ่มไม่สดใส อาการล้า ปวดศีรษะเป็นพักๆ รวมถึงอาการผิดปกติอื่นๆ

วันนี้ ได้ทราบถึงประโยชน์ ของวิตามินชนิดต่างๆ กันไปแล้ว ถึงเวลาที่เราจะเริ่มให้ความสำคัญ ใส่ใจกับเรื่องของโภชนาการ และเริ่มบำรุงร่างกายของเราให้แข็งแรงกันซักหน่อยแล้วล่ะค่ะ เลือกรับประทานอาหารที่มีคุณค่าให้เพียงพอ หรือจะเลือกหาวิตามินที่มาในรูปของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมาทานกันก็ได้ ที่สำคัญ หากจะเริ่มทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีอยู่มากมายในตลาด อย่าลืมศึกษารายละเอียด ตรวจสอบมาตรฐานของผลิตภัณฑ์และการผลิต รวมถึงขอคำปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญกันก่อนนะคะ

เติมความสดชื่น ด้วยน้ำผลไม้แก้วโปรด

ju.jpg
เพราะความต้องการเรื่องวิตามิน และสารอาหาร สำหรับร่างกายของแต่ละคนไม่เหมือนกัน วันนี้เราเลยมีความรู้ดีๆ สำหรับการดูแลสุขภาพประจำวัน สำหรับผู้ที่มีไลฟ์สไตล์ต่างๆ กันมาฝากค่ะ

น้ำผัก น้ำผลไม้ เครื่องดื่มที่นอกจากจะช่วยเติมน้ำ และความสดชื่นให้กับร่างกายในวันที่อ่อนล้าแล้ว แท้ที่จริง เครื่องดื่มแก้วนี้ยังมีประโยชน์ดีๆ ซ่อนอยู่อีกมาก ทั้งในส่วนของวิตามิน กากใยอาหาร และน้ำตาลที่อยู่ในรูปที่ร่างกายสามารถดูซับไปใช้งานได้ เรามาดูกันค่ะ ว่าน้ำผัก น้ำผลไม้ ชนิดใด เหมาะกับใครบ้าง นอกจากอร่อยแล้ว ยังได้รักษาสุภาพ ในแบบที่ไม่ต้องพึ่งยาเลยล่ะค่ะ

สำหรับหนุ่มสาวชาวออฟฟิศ กับไลฟ์สไตล์ที่ต้องเดินทางฝ่าการจราจร มาเข้างานตั้งแต่เช้า จนกว่าจะถึงเวลาเลิกงานก็ค่ำมืด วันทั้งวันต้องใช้สายตากับการจ้องมองจอคอมพิวเตอร์นานๆ ทำให้สายตาพร่า อ่อนล้า และกล้ามเนื้อตาต้องทำงานหนัก น้ำผลไม้ ที่แนะนำ คือน้ำผลไม้ที่มีส่วนผสมของผลเบอร์รี่ ไม่ว่าจะเป็นสตรอเบอร์รี่ แบล๊คเบอร์รี่ หรือราสพ์เบอร์รี่ เพราะมีน้ำตาลจากธรรมชาติที่จะช่วยเติมความสดชื่นให้กับร่างกาย กับรสชาติเปรี้ยวอมหวานของเบอร์รี่ที่จะทำให้รู้สึกสดใส นอกจากนั้น ยังมีปริมาณวิตามินซีสูงช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทั้งยังอุดมไปด้วยวิตามินเอจากผลเบอร์รี่ที่ช่วยบำรุงสายตาที่เหนื่อยล้าอีกด้วยค่ะ

สำหรับผู้เครียดเป็นประจำ มีภาวะความตรึงเครียดที่ทำให้เลือดหมุนเวียนไม่สะดวก อาจนำไปสู่อาการปวดหัวไมเกรนได้ง่ายๆ น้ำผลไม้ที่จะมาช่วยทุเลาอาการปวดนี้ได้ดีก็คือน้ำบล็อกโคลี่ค่ะ แมกนีเซียมที่มีอยู่เป็นจำนวนมากในบล็อคโคลี่จะช่วยลดความถี่ของอาการปวดหัวจากไมเกรน นอกจากนั้นยังช่วยควบคุมปริมาณอินซูลิน และระดับของน้ำตาลในเลือดได้อีกด้วย

สำหรับผู้ที่ป่วยบ่อย ร่างกายที่ขาดภูมิคุ้มกัน โดนฝนนิด อากาศเปลี่ยนหน่อย ก็พาลจะเจ็บป่วยกันได้ง่ายๆ ต้องมองหาน้ำผลไม้ที่มีวิตามินซี สูงๆ ค่ะ น้ำผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินซี ได้แก่ น้ำฝรั่ง น้ำส้ม น้ำเสาวรส น้ำมะนาว และน้ำกีวี ค่ะ น้ำผลไม้เหล่านี้จะช่วยเติมวิตามินซีให้กับร่างกาย ให้ร่างกายนำไปใช้สร้างภูมิคุ้มกัน ช่วยให้ไม่เจ็บป่วยง่ายๆ ค่ะ

และสำหรับผู้ที่ออกกำลังกายอย่างหนัก ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมกลางแจ้ง เช่น การวิ่ง การปั่นจักรยาน หรือ การออกกำลังกายในร่ม เช่นการเข้าฟิตเนส หรือเวทเทรนนิ่งเพื่อให้มีซิกส์แพ็คสวยๆ ทั้งหมดทำให้ร่างกายต้องดึงพลังงานออกมาใช้ ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างกล้ามเนื้อที่ใช้ในการออกกำลังกาย เครื่องดื่มที่เหมาะสำหรับผู้ที่รักการออกกำลังกาย ได้แก่ เมนูที่ย่อยง่าย ร่างกายสามารถดูดซึมได้ทันที และช่วยป้องกันตะคริว เช่น กล้วย หรือ ข้าวโอ๊ต ที่ร่างกายสามารถดูดซึมไปใช้ได้ทันทีค่ะ นอกจากนั้น ในกล้วยยังอุดมไปด้วยโปรตีน คาร์โบไฮเดรต วิตามินเอ ธาตุเหล็ก ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม ซึ่งล้วนแต่เป็นแร่ธาตุที่จำเป็นต่อการทำงานของกล้ามเนื้อ และระบบประสาท ช่วยเติมพลังงานให้แก่ร่างกายได้อย่างรวดเร็ว และเพิ่มความแข็งแรงสมบูรณ์ให้แก่ร่างกายอีกด้วย

สุดท้าย สิ่งสำคัญในการเลือกดื่ม น้ำผัก น้ำผลไม้ หรือสมูทตี้ อย่าลืมเลือกแบบที่ไม่มีน้ำตาล ใช้ความหวานจากธรรมชาติ และไม่มีสารปรุงแต่ง จะได้อร่อยสดชื่นในแบบที่ไม่ต้องกังวลถึงปริมาณน้ำตาลส่วนเกินกันด้วยนะคะ

หลับสนิท ง่ายๆ แค่ปรับพฤติกรรม

sleep.jpg
เรื่องนอน ไม่เคยเป็นเรื่องยากสมัยที่เรายังหนุ่มๆ สาวๆ กันอยู่ แต่ทำไม พอเริ่มเข้าสู่ช่วงปลายเลขสาม กำลังจะข้ามไปสู่หลักสี่ ตกดึก อยากจะนอน ทำไมถึงได้หลับยากกว่าที่เคยเป็น

คนเราควรได้รับการพักผ่อนจากการนอนอย่างน้อย 8 ชั่วโมงต่อวัน เพื่อให้ไม่เกิดความเหนื่อยล้า สะสม และยังเป็นช่วงเวลาของการซ่อมแซมส่วนของร่างกายที่สึกหรอ ให้เราได้สร้างฮอร์โมนที่จำเป็น ให้อวัยวะภายในต่างๆ ได้พักจากการทำงานหนัก หรืออย่างน้อยก็ได้ทำงานเบาลงบ้าง รวมถึงให้ระบบต่างๆ ได้ปรับสมดุลหลังจากความเร่งรีบในวันที่ผ่านมาอีกครั้ง ทว่าหลายๆ ครั้ง การนอน กลับไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด

วันนี้ มาว่ากันด้วยเรื่องของการนอน ช่วงเวลาสำคัญที่ร่างกายจะได้หยุดพักกันซักหน่อยค่ะ ว่ามีเคล็ดลับดีๆ อะไรบ้าง ที่จะช่วยให้การนอนของเรา เป็นไปอย่างมีระบบ ไม่มีปัญหาการนอนหลับยาก และเป็นการนอนที่ร่างกายได้พักผ่อนอย่างแท้จริง

ก่อนอื่น มาทำความรู้จักกับฮอร์โมนเมลาโทนิน กันก่อนค่ะ ฮอร์โมนเมลาโทนิน เป็นฮอร์โมนที่หลั่งจากต่อมไพเนียล โดยจะถูกกระตุ้นโดยความมืด และระงับด้วยแสงสว่าง เป็นฮอร์โมน ที่มีผลโดยตรงกับการง่วงนอนของเราล่ะค่ะ เมื่อฮอร์โมนเมาลาโทนินถูกหลั่งออกมามากก็จะทำให้เกิดอาการง่วงมากขึ้น เช่นในสถานที่ที่มีแสงสลัว หรือช่วงพลบค่ำ และหากเมื่อเราได้รับแสงสว่าง ออร์โมนชนิดนี้ก็จะหลั่งออกมาน้อยลง เราก็จะรู้สึกสดชื่น หายง่วงนอนนั่นเอง โดยที่การหลั่งของเมลาโทนินในรอบวัน เริ่มต้นจากในเวลากลางคืนจะมีการสร้างเมลาโทนินมาก ตั้งแต่เวลา 2100-22.00 น. และมีการสร้างมากขึ้นเรื่อยๆจนถึงระดับสูงสุดเวลา 02.00-04.00 น. จากนั้น จึงจะค่อยลดลงเรื่อยๆจนกระทั่งเวลาประมาณ 07.00-08.00 น .

ฮอร์โมนเมลาโทนิน นี้ ก็คือปัจจัยหลัก ของการง่วงนอนเลยค่ะ แปลว่า เมื่อเราต้องการจะพักผ่อน เราก็ไม่ควรทำอะไรที่เป็นการยับยั้ง หรือปิดกั้นการหลั่งของฮอร์โมนชนิดนี้ โดยพฤติกรรมที่มีผลต่อการยับยั้งการหลั่งของฮอร์โมนเมลาโทนิน ก็คือพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับแสงสว่างค่ะ ทั้งความสว่างของแสงไฟภายในห้องนอน การใช้คอมพิวเตอร์ก่อนนอน การดูโทรทัศน์รอบดึก หรือแม้แต่การใช้อุปกรณ์แท็บเลต และโทรศัพท์มือถือ เพราะทั้งหมดมีส่วนของแสง ซึ่งจะทำให้ร่างกายแปรเป็นสัญญาณไปสั่งการให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนเมลาโทนินออกมาน้อยลง ดังนั้น ก่อนเข้านอนอย่างน้อย 2 ชั่วโมง ควรหลีกเลี่ยงการนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ที่สว่างจ้า ปรับเวลาการรับชมรายการโทรทัศน์ช่วงค่ำ และดูแลให้แสงสว่างในห้องนอนไม่สว่างจนเกินไปค่ะ

นอกเหนือจากเรื่องของฮอร์โมนเมลาโทนินแล้ว การเตรียมตัวก่อนการเข้านอน และพฤติกรรมในระหว่างวัน ก็เป็นสิ่งสำคัญค่ะ สิ่งที่ควรให้ความสำคัญ เพื่อให้เราสามารถนอนพักผ่อนได้อย่างเต็มที่ ยังรวมถึงการเลี่ยงอาหารมื้อหนักก่อนเข้านอน พยายามออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พยายามรักษาตารางการนอนให้สม่ำเสมอในช่วงเวลาเดิมของทุกวัน และที่สำคัญ ลองหัดฝึกให้จิตใจสงบลงก่อนนอนด้วยค่ะ หลายๆ คนอาจมีวิธีการของตัวเอง แต่ที่แน่ๆ เราจะนอนหลับได้ง่าย และสนิทขึ้น หากจิตใจของเราสงบลงก่อนที่เราจะเข้านอนค่ะ

เอาล่ะค่ะ รู้วิธีนอนหลับให้เต็มที่กันไปแล้ว คืนนี้ อย่าลืมนำไปใช้กันนะคะ จะได้ให้ร่างกายของเราที่เหน็ดเหนื่อยกันมาทั้งวันแล้ว ได้พักอย่างเต็มที่ ….
สำหรับค่ำคืนที่กำลังจะมาถึง นอนหลับฝันดี ราตรีสวัสดิ์ค่ะ ^^

ฟิตแอนด์เฟิร์มง่ายๆ แค่เบิร์นให้ถูกวิธี

cardio-2
สำหรับผู้ที่กำลังควบคุม หรือพยายามจะลดน้ำหนัก ส่วนมากก็มักจะทำสองสิ่งควบคู่กันไป คือการออกกำลังกาย ควบคู่ไปกับการควบคุมอาหาร  แต่หลายๆ ครั้ง ที่เราพยายามออกกำลังกายให้มากขึ้น และรู้สึกได้ว่าน้ำหนักก็ลง แต่ไขมันที่สะสมอยู่โดยเฉพาะไขมันรอบๆ เอว กลับไม่หายไปซักเท่าไหร่เลย ….. สาเหตุหลักๆ อาจเป็นเพราะว่า น้ำหนักที่ลดลงไป อาจจะเกิดจากการสูญเสียน้ำ  เพราะปริมาณน้ำในร่างกาย จะส่งผลให้น้ำหนักขึ้นหรือลง แตกต่างกันได้มากเลยทีเดียวล่ะค่ะ หรือไม่เช่นนั้น น้ำหนักที่หายไปก็อาจเกิดจากการสูญเสียกล้ามเนื้อ เพราะร่างกายไปย่อยสลายเอากล้ามเนื้อมาใช้เป็นพลังงานในการออกกกำลังกายกันก็เป็นได้ กรณีอย่างนี้ น้ำหนักอาจจะลดลงจริง แต่ไขมันส่วนเกินจะไม่ได้หายไปไหนค่ะ

ก่อนจะออกกำลังกายครั้งต่อไป ลองมาทำความเข้าใจถึงกลไกการทำงานของร่างกายเรากันซักหน่อยก่อนค่ะ
ในการใช้ชีวิตตามปกติ ร่างกายของเราจะใช้พลังงานจากอาหารที่เราทานเข้าไป เป็นแหล่งพลังงานหลักค่ะ ส่วนนี้ เราเรียกว่า Dietary Fuel ซึ่งก็ได้แก่ สารอาหารประเภท โปรตีน คาร์โบไฮเดรต และไขมัน หากเราทานอาหารมากกว่าพลังงานที่เราใช้ไป ร่างกายก็จะเก็บสะสมพลังงานส่วนที่เหลือไว้ในรูปของไขมัน ในส่วนนี้ การควบคุมปริมาณอาหารที่พอเหมาะ เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้ร่างกายเหลือพลังงานที่จะสะสมน้อยที่สุด….

สำหรับผู้ที่ออกกำลังกาย ร่างกายของเรา ก็จะใช้พลังงานจาก Dietary Fuel ก่อนเป็นอันดับแรก เพราะเป็นแหล่งพลังงานพร้อมใช้ ที่สะสมอยู่ในกล้ามเนื้อ และตับ ซึ่งร่างกายสามารถดึงออกมาใช้ได้อย่างรวดเร็ว ต่อเมื่อใช้จนหมดร่างกายจึงจะเริ่มดึงพลังงานจากแหล่งพลังงานสำรอง ที่อยู่ในรูปของโปรตีนในกล้ามเนื้อ และในรูปของไขมัน ออกมาใช้ ส่วนนี้ เรียกว่า Body Fuel ค่ะ

เอาล่ะค่ะ มาถึง Body Fuel ก็แปลว่าเราเริ่มเข้ามาใกล้กับเจ้าไขมันส่วนเกินกันแล้ว ทีนี้ จะทำอย่างไร ที่ร่างกายจะไม่ดึงเอาโปรตีนในกล้ามเนื้อ แต่เลือกที่จะดึงเอาไขมันส่วนเกินมาใช้ในระหว่างที่เราออกกำลังกายกันล่ะ

วิธีการก็คือ การทำให้ร่างกายเห็นความจำเป็น และสำคัญของกล้ามเนื้อค่ะ การทำให้ร่างกายเห็นความสำคัญของกล้ามเนื้อก็คือการให้กล้ามเนื้อทำงานหนักขึ้น จนร่างกายรับรู้ว่าจำเป็นต้องสร้างกล้ามเนื้อเพิ่มขึ้นเพื่อรับกับกิจกรรมที่ต้องทำ และเมื่อร่างกายรับรู้ว่าจำเป็นต้องมีกล้ามเนื้อมากขึ้น ก็จะเลือกใช้ไขมันส่วนเกินเป็นพลังงานสำรอง แทนที่จะไปสลายกล้ามเนื้อมาใช้ค่ะ

นอกเหนือไปจากนั้น เมื่อร่างกายมีกล้ามเนื้อเพิ่มมากขึ้น ก็จะยิ่งเป็นปัจจัย ให้เกิดการเผาผลาญพลังงานมากขึ้นในระหว่างวันอีกด้วย จึงมาถึงข้อสรุปของหลายๆ สำนักที่ว่า Weight Training ซึ่งเป็นการสร้างกล้ามเนื้อ คือทางออกที่ดี สำหรับการสลายไขมันส่วนเกินนั่นเอง
ทั้งนี้ การออกกำลังกายแบบ Weight Training นั้น ควรทำก่อน Cardio เพราะจะทำให้ร่างกายใช้พลังงานส่วนแรก คือ Dietary Fuel ให้หมดไปอย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งสร้างกล้ามเนื้อเอาไว้ก่อนในเบื้องต้น จากนั้น จึงทำ Cardio เพื่อค่อยๆ เผาผลาญพลังงานส่วนเกินค่ะ