ลดน้ำหนักให้ได้ผลดี ต้องเบิร์นให้ถูกวิธีกันก่อน

fit.jpg
พฤติกรรมการใช้ชีวิตของเราในทุกวันนี้ ล้วนเป็นสาเหตุของการเกิดโรคยอดนิยม ‘โรคอ้วน’ ไม่ว่าจะเป็นปริมาณน้ำตาลที่สูงมากที่แทรกอยู่ในเมนูโปรดทั้งหลาย การรับประทานอาหารประเภททอด และอาหารที่มีส่วนผสมของไขมันสูง การทานอาหารประเภทฟาสต์ฟู้ด การทานอาหารว่างและของขบเคี้ยวในระหว่างวัน แม้แต่การทานอาหารเย็นที่ค่อนข้างดึก และทานในปริมาณที่มากเกินกว่าการเผาผลาญของร่างกาย ที่สำคัญ เวลาที่หายไปกับการทำงานและการเดินทาง ทำให้เรามีเวลาที่จะออกกำลัง เผาผลาญไขมันส่วนเกินเหล่านี้น้อยลงไปอีก..

วันนี้ มีคำแนะนำดีๆ เกี่ยวกับการออกกำลังกายที่ใช้เวลาไม่นาน แต่ให้ผลในด้านการเบิร์นได้เป็นอย่างดี พร้อมสิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับการออกกำลังกายมาฝากกันค่ะ

HIIT (High Intensity Interval Training) คือการแบ่งช่วงการออกกำลังกายออกเป็นช่วงสั้นๆ สลับกันระหว่างการออกกำลังกายในระดับความเร็วสูงสุด และการออกกำลังกายในระดับความเร็วปานกลาง โดยจะทำสลับกันเป็นเซ็ต

ข้อดีของการออกกำลังกายในลักษณะนี้ นอกเหนือจากการได้กระตุ้นการทำงานของหัวใจให้ได้ทำงาน และแข็งแรงขึ้นแล้ว ยังเป็นการเผาผลาญพลังงานที่ให้ผลลัพธ์เต็มที่ ภายในระยะเวลาที่สั้นลงค่ะ

การออกกำลังกายในแบบ HIIT สามารถใช้ได้กับเครื่องออกกำลังกายประเภทคาร์ดิโอ ทุกประเภทที่มีอยู่ในฟิตเนส และยังสามารถทำได้ด้วยการออกกำลังกายประเภทอื่นๆ เช่นการวิ่ง อีกด้วย

โดยหลักการออกกำลังกายแบบ HIIT เริ่มต้นด้วยการ stretching การ warm up คือการยืดกล้ามเนื้อ และเตรียมความพร้อมของร่างกาย
จากนั้น เริ่มออกกำลังในระดับความเร็วปานกลาง เป็นระยะเวลาประมาณ 30 วินาที ถึง 1 นาที
เร่งจังหวะการออกกำลังกาย ไปสู่ความเร็วสูงสุดที่สามารถทำได้ เป็นระยะเวลาประมาณ 30 วินาที ถึง 1 นาที
ทั้งหมดนี้ นับเป็นหนึ่ง เซ็ต ให้ทำต่อเนื่อง สลับกันไปจนครบ 10-15 เซ็ต

จากนั้น แนะนำให้ออกกำลังประเภท free weight ต่ออีกซัก 5-10 นาที เป็นอย่างน้อย รับประกัน ว่าได้เผาผลาญพลังงานกันอย่างเต็มที่เลยล่ะค่ะ

นอกจากการออกกำลังกายแบบ HIIT ที่นำมาฝากกันแล้ว อยากจะให้ลองมาทำความเข้าใจกันซักหน่อยค่ะ ว่าร่างกายของเราทำงานกันอย่างไร เบิร์นเสร็จแล้ว จะได้ได้ผลตามที่ตั้งใจกันไว้

การออกกำลังกายในช่วง 15 นาทีแรก ร่างกายจะดึงเอาแหล่งพลังงานหลัก หรือน้ำตาลจากตับ มาใช้ก่อน ส่วนนี้ ยังไม่ได้ช่วยลดน้ำหนัก หรือเผาผลาญพลังงานส่วนเกินแต่อย่างใด เพราะเป็นพลังงานที่ร่างกายมีไว้สำหรับกิจกรรมประจำวันอยู่แล้ว

การออกกำลังกายใน 15 นาทีต่อมา เมื่อร่างกายรู้สึกว่าต้องการพลังงานเพิ่มเติม ก็จะดึงเอาพลังงานในส่วนทีสอง คือแป้ง โดยเปลี่ยนให้อยู่ในรูปของน้ำตาลเพื่อนำมาใช้ โดยยังไม่ได้ดึงเอาไขมันสะสมมาใช้เลย

จนหลังจาก 30 นาทีผ่านไป ร่างกาย จึงจะเริ่มดึงเอาไขมันที่สะสมไว้มาใช้งาน เป็นจุดเริ่มต้นของการเผาผลาญไขมันส่วนเกิน ที่เราเรียกว่า Burn นั่นล่ะค่ะ

สรุปสั้นๆ คือ การออกกำลังกายเพื่อเผาผลาญไขมันส่วนเกิน จำเป็นต้องทำอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ 30 นาทีขึ้นไป และร่างกายของเราจะยังคงใช้พลังงานต่อไปอีกหลังจากการออกกำลัง โดยใช้เพื่อสร้างกรดบางชนิด สังเกตว่าเราจะยังคงมีเหงื่อออก และมีอุณหภูมิร่างกายที่สูงอยู่อีกซักระยะหนึ่ง ในช่วงหลังการออกกำลังกายนี่ล่ะค่ะ จึงเป็นเรื่องสำคัญ ที่ไม่ควรดื่มน้ำอัดลม น้ำหวาน ทานขนม หรือน้ำตาลทุกประเภท เพราะจะทำให้ร่างกายรับรู้ว่ามีแหล่งพลังงานหลักให้ดึงกลับมาใช้อีก และเลิกดึงเอาไขมันส่วนเกินมาเผาผลาญ

แล้วก็อย่าลืมนะคะ การออกกำลังกายสม่ำเสมอ เป็นประจำ จะเป็นผลดีต่อสุขภาพมากกว่าการออกกำลังกายหนักๆ แต่ขาดความสม่ำเสมอค่ะ… เอาล่ะ พร้อมจะไปเบิร์นกันหรือยังคะ ^^

ดอกไม้ คุณค่าที่มากกว่าความหอม

roses
ดอกไม้ ตัวแทนของความสวยงาม ด้วยรูปลักษณ์ที่สวยงาม กรุ่นกลิ่นหอมเฉพาะตัว ให้ความสุขสดชื่นเมื่อยามได้อยู่ใกล้ ถึงขนาดมีการเปรียบเทียบความงดงามของผู้หญิงกับดอกไม้อยู่เสมอๆ ทว่าดอกไม้ไม่ได้ให้แค่ความสวยงามเท่านั้น เรายังสามารถเอาดอกไม้มาทำเมนูสุขภาพได้มากมายเลยทีเดียว ทั้งดอกไม้พื้นบ้านอย่าง ดอกแค และดอกไม้อินเตอร์อย่างอาร์ติโชค และดอกไม้ชนิดอื่นๆ อีกมากมายเลย

แม้ว่าดอกไม้และพืชผักต่างเป็นผลผลิตจากธรรมชาติที่เต็มไปด้วยกากใยที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายของเรา แต่ดอกไม้จะแตกต่างจากผักผลไม้ตรงสีสันสวยๆ ชวนมอง ที่ซ่อนประโยชน์เอาไว้มากมายเลย ดอกไม้มีความแตกต่างจากผักหรือใบไม้คือ มีสีหลากหลาย และสีที่จัดจ้านเหล่านี้ล่ะค่ะ คือสารในกลุ่มไฟโตเคมีคอล ที่มีสารเบต้าแคโรทีนสูง จึงให้ประโยชน์กับร่างกาย และดีต่อสุขภาพของเรามากๆ
ลองมาดูกันซักหน่อยดีกว่า ว่าดอกไม้อะไร เอามาปรุงเป็นเมนูอร่อยๆ อะไรกันได้บ้าง

แกงส้มดอกแค
ดอกแค เป็นดอกไม้ที่นิยมนำมาทำอาหารกันนานมาแล้ว เวลาจะทานต้องดึงเอาเกสรที่ซ่อนอยู่ด้านในออกก่อนเพื่อลดความขม จะเอามาต้มยำทำแกงก็ได้ทั้งหมด นอกจากจะทำอาหารได้หลากหลายแล้วดอกแคมีคุณประโยชน์ทางอาหารมากมาย ทั้งเส้นใยอาหาร แร่ธาตุทั้งแคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก แคโรทีน วิตามินเอ วิตามินบีหนึ่ง วิตามินบีสอง และวิตามินซี คนโบราณนิยมทานดอกแคช่วงเปลี่ยนฤดูค่ะ เพราะเชื่อกันว่าดอกแคจะช่วยรักษาอาการไข้หัวลม (อาการไข้ร้อนๆ หนาวๆ ไม่สบายตัวตอนเปลี่ยนฤดู หรืออากาศเปลี่ยน)
เมนูยอดนิยมจากดอกแค คงหนีไม่พ้นแกงส้มดอกแค ลองมาดูประโยชน์ที่ได้จากเมนูดอกไม้พื้นบ้านชนิดนี้กันค่ะ
– น้ำพริกแกงส้ม พริกให้รสเผ็ดร้อนมีสรรพคุณช่วยขับลม ช่วยย่อยอาหาร
– น้ำมะขาม ให้รสเปรี้ยวแบบกลมกล่อม และยังช่วยแก้ไอขับเสมหะ แก้อาการท้องผูกและมีวิตามินซี
– ดอกแค รสมันนิดๆ มีกากใยสูง ช่วยแก้ไข้หัวลม

ยำดอกอาร์ติโชค
อาร์ติโชคดอกไม้ใหม่สำหรับบ้านเรา แต่ตอนนี้บ้านเราปลูกได้ และมีจำหน่ายที่โครงการหลวงแล้วนะคะ ประโยชน์ของอาร์ติโชคนี้มีอยู่มาก ทั้งในเรื่องการบำรุงตับ ช่วยให้ตับขับสารพิษออกจากร่างกาย ช่วยการทำงานของถุงน้ำดี จึงช่วยลดอาการท้องอืดท้องเฟ้อ ดีต่อผู้ป่วยโรคหัวใจ และลดความเสี่ยงต่อการเป็นหลอดเลือดอุดตัน ช่วยรักษาระดับความดันโลหิต ทำความสะอาดหลอดเลือด และอุดมไปด้วยสารแอนตี้ออกซิเดนท์ ที่ทั้งช่วยป้องกันมะเร็ง และคงความอ่อนเยาว์ด้วยล่ะค่ะ นอกจากนั้นยังเหมาะกับคนที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก เพราะยังจะช่วยสลายไขมัน และช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้นอีกด้วย
เมนูยำดอกอาร์ติโชคจึงเหมาะมากสำหรับผู้ที่ระบบย่อยอาหารทำงานไม่ดี ท้องอืดบ่อย แน่นท้องบ่อย หรือผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก เพราะมีไขมันต่ำ หรือใครอยากจะกินเล่นๆ ก็ได้นะคะ เมนูนี้อร่อยไม่เบาเลย

เมนูยำดอกอาร์ติโชคมีประโยชน์อย่างไรบ้าง มาดูกันเลย
– อาร์ติโชค มีกากใยสูง ช่วยกระตุ้นการทำงานของตับและน้ำดี ทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานดีขึ้น
– พริก ความเผ็ดร้อนของพริกจะช่วยขยายเส้นเลือดในลำไส้และกระเพาะอาหาร จึงช่วนในเรื่องการดูดซึมประโยชน์จากอาหารให้ดีขึ้น
– มะนาว ให้วิตามินซีสูง แก้อาการเลือดออกตามไรฟัน ถ้าใช้ทั้งเปลืองจะช่วยแก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นจุกเสียดท้องได้ด้วยค่ะ

จบจากอาหารคาวแล้ว มาต่อกันที่อาหารหวานๆ กับบ้าง

แยมดอกกุหลาบ
แยมกุหลาบได้จากการนำเอากลีบกุหลาบที่บอบบางมาเป็นวัตถุดิบหลักค่ะ ส่วนใหญ่จะเลือกกลีบสีแดง หรือสีชมพู เพราะเนื้อแยมจะได้ออกมาสีสวยน่ารับประทาน วิธีทำก็แสนง่ายแค่เด็กกลีบกุหลาบมาล้างจนสะอาดแล้วหั่นเป็นชิ่นเล็กๆ นำไปเคี่ยวกับน้ำตาลจนกลีบเริ่มใส แล้วจึงใส่แพกตินลงไป เคล็ดลับอีกอย่างคือการใส่น้ำมะนาว และเกลือลงไปนิดหน่อยเพื่อที่กลมกล่อมยิ่งขึ้นค่ะ
ประโยชน์ของแยมกุหลาบคงเน้นที่เรื่องกลิ่นค่ะ เพราะกลิ่นกุหลาบจะช่วยผ่อนคลาย ลดความตึงเครียดทั้งหลาย ช่วยให้ระบบไหลเวียนโลหิตดี ผิวพรรณเปล่งปรั่งสดใส เส้นเลือดแข็งแรง

น้ำสมุนไพร รวยรินกลิ่นดอกไม้
น้ำเก็กฮวย
ในบ้านเมืองที่มีอากาศร้อนชื้นอย่างบ้านเรามองไปทางไหนก็เห็นน้ำเก็กฮวยวางขายไปทั่ว จะทานแบบร้อนหรือแบบเย็นก็มีให้เลือกตามใจชอบ แต่มีใครรู้บ้างว่าน้ำเก็กฮวยหอมหวานชื่นใจนี้ได้มาจากดอกอะไร ? คำตอบง่ายๆ ได้มาจากดอก “เบญจมาศสวน” ดอกไม้สีเหลืองอร่ามนั่นเอง ยามที่อยู่ในสวนดอกไม้ดอกนี้ก็มีกลิ่นหอมชวนดมอยู่แล้ว ยิ่งเอาไปตากแห้งแล้วนำมาต้ม ยิ่งให้กลิ่นหอมชวนรับประทานมากยิ่งขึ้นไปอีก
น้ำเก็กฮวยนอกจากจะดับกระหายแล้วยังมีประโยชน์อีกมาก คนจีนมักทานน้ำเก็กฮวยเพื่อดับกระหาย แก้ร้อนใน ตามตำรายังบอกว่าน้ำเก็กฮวยช่วยย่อยอาหาร ขยายหลอดเลือด ป้องกันโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดต่างๆ ช่วยขจัดสารพิษออกจากร่างกาย และยังช่วยดูดซับสารก่อมะเร็งอีกด้วยค่ะ

น้ำดอกอัญชัน
อัญชัน ไม้เลื้อยที่ออกดอกสวยงามที่มักจะปลูกกันตามริมรั้วบ้าน แม้จะไม่มีกลิ่นหอมชวนดม แต่ดอกไม้สีม่วงเข้มนี้มีประโยชน์มากมายเลยทีเดียว ในดอกอัญชันมีสาร “แอนโทไซยานิน” (Anthocyanin) ที่ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต ทำให้เลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ได้ดีมากขึ้น ระบบไหลเวียนเลือดที่ดีนี้จะช่วยบำรุงสายตา เส้นผม และปลายประสาทต่างๆ ค่ะ อย่างไรก็ตาม ดอกอัญชันอาจจะไม่เหมาะกับผู้ที่ป่วยที่มีอาการโลหิตจาง เพราะดอกอัญชันจะไปละลายลิ่มเลือด ทำให้อาจเป็นอันตรายได้นะคะ

นอกจากนี้ ดอกไม้อีกหลายๆ ชนิด ยังสามารถนำมาปรุงเป็นอาหารได้ ไม่ว่าจะเป็นกลีบดอกบัว ดอกโสน ดอกขจร ดอกขี้เหล็ก ไปจนถึงดอกกระเจี๊ยบ และดอกข้าวโพด ทั้งหมด นอกจากจะเป็นเมนูที่สวยๆ น่าทานแล้ว และมีคุณค่าทางโภชนาการที่ซ่อนไว้อีกมากมายเลยล่ะค่ะ

เครื่องสำอางหมดอายุ

cos
สาวๆ อาจจะเคยคิดว่าเครื่องสำอางทั้งหลายบนโต๊ะเครื่องแป้งนั้นมีอายุการใช้งานได้ประมาณ 2-3 ปี แต่รู้หรือไม่คะว่าเรากำลังเข้าใจผิดกันอยู่ ส่วนจะเข้าใจผิดอย่างไรนั้น วันนี้เรามีความรู้ดีๆ มาบอกกันค่ะ
เครื่องสำอางมักระบุวันหมดอายุ นับเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ผลิตไปอีกประมาณ 2-3 ปีค่ะ แต่นั่นเป็นการนับเวลาในลักษณะที่เครื่องสำอางนั้นยังไม่ได้ถูกเปิดใช้งาน
เมื่อเราแกะห่อเครื่องสำอาง นำออกมาใช้จริงแล้วนั้น เครื่องสำอางจะสัมผัสกับอากาศ รับแบคทีเรียเข้าไป ทำให้เสื่อมคุณภาพ อายุการใช้งานก็จะลดน้อยลง เครื่องสำอางแต่ละชนิดมีอายุการใช้งานที่ไม่เท่ากันค่ะ เรามาดูกันดีกว่าว่าเครื่องสำอางแต่ละชนิดมีอายุการใช้งานเท่าไหร่กันบ้างนับจากการใช้ครั้งแรก

– มาสคาร่า มีอายุใช้งานประมาณ 3-6 เดือน หลังเปิดใช้ครั้งแรก
– อายแชโดว์ มีอายุใช้งานระมาณ 2 ปี หลังจากเปิดใช้ครั้งแรก
– อายไลเนอร์หรือดินสอเขียนขอบตา ในกรณีที่มีการเหลาใช้เป็นประจำ มีอายุใช้งานประมาณ 2 ปี
– ลิปสติก มีอายุใช้งานประมาณ 2-3 ปี หลังจากเปิดใช้ครั้งแรก
– ลิปไลเนอร์หรือดินสอเขียนขอบปาก หมดอายุประมาณ 2 ปี หลังจากเปิดใช้ครั้งแรก
– รองพื้น ถ้าเป็นแบบผสมน้ำใช้ได้ 1 ปี แบบผสมน้ำมัน ใช้ได้ประมาณ 1.5 ปี หลังจากเปิดใช้ครั้งแรก
– แป้งฝุ่นหรือแป้งบรัชออนสีต่างๆ ที่ใช้ทาแก้ม-หน้า จะหมดอายุภายใน 2 ปีหลังจากเปิดใช้ครั้งแรก
– ยาทาเล็บปกติจะหมดอายุภายใน 1 ปี ขึ้นอยู่กับคุณภาพ ระหว่างนั้น ถ้าไม่ค่อยได้ใช้ก็ควรเขย่าขวดบ่อยๆ เพื่อช่วยยืดอายุการใช้งาน
– น้ำหอมถ้ายังไม่เปิดใช้ และเก็บให้ห่างจากแสงสว่าง และความร้อน จะมีอายุใช้งานนานประมาณ 3 ปี แต่ถ้าเริ่มเปิดใช้แล้ว จะอยู่ได้ประมาณ 1.5 ปีค่ะ
– ครีมบำรุงผิว จะอยู่ได้ราว 1 ปีหลังจากเปิดใช้ครั้งแรกค่ะ

อายุการใช้งานเหล่านี้เป็นการประเมินจากการใช้เครื่องสำอางทั่วๆ ไปค่ะ เวลาเราเปิดเครื่องสำอางแต่ละชิ้นก็ควรจดวันที่เอาไว้ซักหน่อย เพื่อเตือนว่าเครื่องสำอางขนิดนั้นๆ จะหมดอายุเมื่อไหร่ เพราะการใช้เครื่องสำอางที่หมดอายุ อาจทำให้เกิดผื่นแพ้ หรืออาการอักเสบของผิวหนังได้ ขึ้นอยู่กับสภาพผิว และลักษณะของการเสื่อมสภาพของเครื่องสำอางแต่ละชนิด
เคล็ดลับดีๆ ในการยืดอายุของเครื่องสำอางให้สามารถใช้งานได้นานขึ้น ก็คือการเก็บไว้ในตู้เย็น หรือที่ๆ มีอุณหภูมิต่ำ รวมทั้งเรื่องของการรักษาความสะอาดค่ะ ความสะอาดนี่ถือว่าสำคัญมาก เพราะนอกจากเครื่องสำอางจะใช้ได้นานแล้วยังไม่ก่อให้เกิดปัญหาสิวบนใบหน้าอีกด้วยนะคะ ^^

เลือกครีมกันแดดให้โดน สนุกกับสงกรานต์แบบไม่ต้องกลัวดำ

sun
ใกล้ถึงวันสงกรานต์กันแล้ว อากาศร้อนๆ แดดแรงๆ ใครจะไปเล่นน้ำ อย่าลืมเตรียมตัวให้พร้อมกันด้วยนะคะ ทั้งดื่มน้ำมากๆ เพื่อชดเชยการเสียน้ำจากเหงื่อ ระมัดระวังเรื่องความสะอาดของน้ำดื่ม และอาหารที่ทาน หลีกเลี่ยงการเข้าไปในสถานที่จอแจ ที่อาจจะเกิดอันตรายต่อร่างกาย และข้าวของได้ และสุดท้าย ห้ามลืมเลยค่ะ ทาครีมกันแดดก่อนออกไปเล่นน้ำสงกรานต์กันด้วย
ว่าด้วยเรื่องครีมกันแดด วันนี้ มาทำความเข้าใจกับเรื่องของครีมกันแดดกันซักหน่อยดีกว่าค่ะ

ครีมกันแดดแบ่งออกเป็นสองประเภทหลักๆ คือ Chemical Sunscreen และ Physical Sunscreen
เรามาเริ่มต้นกันที่ Chemical Sunscreen กันก่อนค่ะ
ครีมกันแดดประเภท Chemical Sunscreen ใช้คุณสมบัติในการดูดกลืนรังสี UV เพื่อปกป้องผิวจากแสงแดด ก่อนที่สารเคมีสะสลายตัวไปเอง Chemical Sunscreen มีทั้งแบบที่ละลายในน้ำมันและละลายในน้ำ ทำหน้าที่ช่วยให้สามารถซึมซาบเข้าสู่ผิวได้ทั้งในชั้นหนังกำพร้า และในชั้นหนังแท้ โดยครีมกันแดดชนิด Chemical Sunscreen ที่มีค่า SPF สูงๆจะมีสารกันแดดรวมกันหลายๆ ชนิด เพื่อให้การดูดกลืนรังสี UV ที่มีช่วงความถี่ของคลื่นต่างๆ กัน ครอบคลุมได้มากขึ้น และช่วยให้สามารถดูดกลืนรังสี UV ไว้ได้มากขึ้น กระนั้น การใช้ครีมกันแดดชนิดเคมีที่มีค่า  SPF สูง เกินความจำเป็นอาจทำให้มีการสะสมสารกันแดดไว้ในผิวมาก ทำให้ผิวเกิดอนุมูลอิสระ และเกิดความร้อนภายในผิวชั้นใน อาจทำให้ผิวเสื่อมสภาพเร็วโดยไม่จำเป็นได้ค่ะ

การเลือกใช้ครีมกันแดดที่มีสารกันแดดชนิด Chemical Sunscreen ควรปฎิบัติดังนี้ค่ะ
1.ทาครีมกันแดดก่อนออกแดดอย่างน้อย 30 นาที
2.ควรทาครีมกันแดดซ้ำ ทุก 2 ชั่วโมง
3.ควรระมัดระวังในการใช้ครีมกันแดดชนิดนี้ เนื่องจากอาจมีผลทำให้เกิดปฎิกริยา Oxidation ที่ผิว ทำให้เกิดความร้อนที่ผิวมากขึ้น และอาจทำให้เกิดอาการระคายเคือง และเสื่อมสภาพได้ง่ายขึ้น

ครีมกันแดดอีกประเภท คือ ครีมกันแดดประเภท Physical Sunscreen ที่ทำหน้าที่ปกป้องผิวโดยการสะท้อนรังสี ด้วยสารกันแดดในกลุ่มแร่ธาตุ โดยสารที่นิยมใช้ได้แก่ ไทเทเนียมไดออกไซด์ และซิงค์ออกไซด์
ความแตกต่างในคุณสมบัติของครีมกันแดดในกลุ่มนี้ อยู่ที่ขนาดของอนุภาค ความละเอียด ชนิดของผลึก ความสามารถในการกระจายตัว ความเสถียร ความสามารถในการเกาะติดผิว โดยขนาดของอนุภาคที่เหมาะสม ควรอยู่ระหว่าง 100-10 นาโนเมตร จึงจะมีประสิทธิภาพในการปกป้องทั้งยูวีเอ ยูวีบี และกระจายได้ทั่วถึงโดยไม่ทำให้เกิดสีขาววอกเวลาใช้
ครีมกันแดด ชนิด Physical Sunscreen มีข้อดีคือ ไม่ทำให้ผิวเกิดความร้อน จึงอ่อนโยนและก่อให้เกิดอาการแพ้น้อยกว่าครีมกันแดดชนิด Chemical Sunscreen เพราะแร่ธาตุที่ใช้ เป็นของแข็งที่ไม่ซึมซาบเข้าสู่ผิวชั้นลึก ทำหน้าที่เพียงสะท้องแสง UV เท่านั้น และแม้ว่าอนุภาคมีขนาดเล็กกว่า 40 นาโนเมตร ก็จะสะสมในชั้นหนังกำพร้าเท่านั้น ไม่ซึมสู่ผิวชั้นหนังแท้เหมือนครีมกันแดดชนิดเคมี
โดยขนาดอนุภาคของสารกันแดด จะมีผลในการสะท้อนรังสี ที่มีความยาวคลื่นแตกต่างกัน คือ

ขนาดอนุภาค 40 – 80 นาโนเมตร จะสะท้อนรังสีทั้ง UVB ,UVA และ V Ray ได้ดี มักใช้ในครีมกันแดดที่มีค่า SPF 15-30 เหมาะกับการใช้ในชีวิตประจำวันทั่วไปที่ออกแดดสลับกับอยู่ในร่ม การต้องโดนแสงไฟตลอดเวลา หรือการอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์นาน ๆ ทั้งยังมีคุณสมบัติในการปกป้องผิวจากริ้วรอยได้ดีอีกด้วย

ขนาดอนุภาค 10-40 นาโนเมตร จะสะท้อนรังสี UVB ได้ดีกว่า ทำให้ได้ค่า SPF ที่สูงได้ถึง 40 ขึ้นไป แต่ไม่สะท้อนรังสี UVA และ V ray จึงเหมาะกับการใช้เวลาออกแดดแรง ๆ นานๆ ทว่าจะไม่เหมาะกับการปกป้องผิวจากแสงแดดในที่ร่ม
ครีมกันแดดชนิด Physical Sunscreen นี้ สามารถทาก่อนออกแดดได้ทันที และไม่จำเป็นต้องทาซ้ำบ่อยๆ ที่สำคัญไม่ซึมเข้าสู่ผิวชั้นลึก จึงไม่ทำให้เกิดความร้อนสะสมที่ผิว หรืออาการระคายเคืองจากสารเคมีอีกด้วยค่ะ

นอกจากคุณสมบัติในการปกป้องผิวจากแสงแดดแล้ว ครีมกันแดดที่มีจำหน่ายอยู่ในท้องตลาด อาจมีส่วนผสมของสารที่ช่วยบำรุงผิว เติมความชุ่มชื้น หรือช่วยลดริ้วรอย เป็นส่วนที่เพิ่มขึ้นมาเป็นทางเลือก การเลือกซื้อก็ต้องพิจารณาที่คุณภาพ และมาตรฐานของแต่ละยี่ห้อค่ะ

เอาล่ะค่ะ ได้ความรู้ดีๆ เกี่ยวกับครีมกันแดดกันไปครบถ้วน คราวนี้ คงถึงเวลาเตรียมตัวไปสนุกกับสงกรานต์แบบไม่ต้องกลัวผิวดำคล้ำกันแล้วล่ะค่ะ เสร็จแล้ว หลังจากสงกรานต์ ก็อย่าลืมทาครีมกันแดดกันเป็นประจำด้วยนะคะ หน้าร้อนอย่างช่วงนี้ ผิวสวยๆ จะได้ไม่ถูกทำร้ายด้วยแดดแรงๆ ค่ะ ^^

ดอกไม้ ความงาม และวันแห่งความรัก

กระเจี๊ยบ.jpg
ใกล้ถึงวันแห่งความรัก เทศกาลแห่งสีหวานๆ เรื่องราวโรแมนติก และดอกไม้สวยๆ กันแล้ว วันนี้ มาเตรียมสวย รับวาเลนไทน์กันดีกว่าค่ะ
สาวๆ คนไหนหลงใหลในความงามของดอกไม้ และเคยฝันอยากจะสดใสงดงามในแบบเดียวกัน ต้องลองมาดูสูตรบำรุงผิวพรรณจากดอกไม้กัน วันนี้เรามีสูตรความงามในแบบง่ายๆ มาฝากกัน

ทรีตเมนท์อัญชัน
มาเริ่มกันที่สูตรความงามสำหรับผมกันก่อน สำหรับอัญชันเป็นที่รู้จักกันดีอยู่แล้วว่ามีคุณสมบัติในการบำรุงเส้นผม และขน สูตรทรีตเมนท์นี้จะช่วยบำรุงให้เส้นผมแข็งแรง นุ่มสลวยเป็นเงางาม
ส่วนผสม : ดอกอัญชัน น้ำมันละหุ่ง ไข่แดง พิมเสนบด
วิธีทำ
1. ล้างดอกอัญชันให้สะอาด แกะเอาเฉพาะกลีบดอกให้ได้ประมาณ 1 ถ้วย
2. นำน้ำมันละหุ่งประมาณ 1 ถ้วย ไข่แดง 1 ฟอง พิมเสนบด 1 ช้อนชา นำส่วนผสมทั้ง 3 ผสมกันแล้วนำไปปั่นจนละเอียด จนได้เนื้อข้นๆ
3. ใส่กลีบดอกอัญชันลงไปปั่นด้วยกันจนกลายเป็นเนื้อครีม
วิธีใช้
สระผมให้สะอาดก่อน จากนั้นจึงนำทรีตเมนท์อัญชันชโลมให้ทั่วเส้นผมแล้วทิ้งไว้ประมาณครึ่งชั่วโมง หรืออาจจะเพิ่มประสิทธิภาพของทรีตเมนท์ด้วยการอบผมด้วยความร้อน ก่อนจะล้างให้สะอาด หากไม่อยากให้เหลือกลิ่นคาวจากไข่แดงให้ล้างผมด้วยน้ำมะนาวก็ได้ค่ะ แนะนำว่าสูตรบำรุงผมนี้ให้ทำต่อเนื่องทุกวัน เป็นเวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์นะคะ รับรองว่าเส้นผมจะเงางามเป็นประกาย มีสุขภาพดี ไม่แพ้การใช้ทรีตเม้นท์ราคาแพงๆในตลาดเลยล่ะค่ะ

คลีนเซอร์ดอกกระเจี๊ยบ
กระเจี๊ยบสดดอกสีแดง กลีบดอกอ้วนฉ่ำน้ำนั้น อุดมไปด้วยวิตามิน A วิตามิน B วิตามิน C และมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆ คล้ายผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว ช่วยขจัดเชื้อแบคทีเรียได้เป็นอย่างดี คลีนเซอร์ดอกกระเจี๊ยบจึงช่วยล้างสิ่งสกปรก เหงื่อไคล และสารพิษตกค้าง ทั้งยังช่วยให้ผิวเนียนนุ่มได้อีกด้วยค่ะ
ส่วนผสม : ดอกกระเจี๊ยบ กุหลาบมอญ ไข่แดง นมสด น้ำผึ้ง น้ำแร่
วิธีทำ
1. ล้างดอกกระเจี๊ยบให้สะอาด และล้างให้ขนอ่อนเล็กๆ ที่ดอกกระเจี๊ยบหลุดออก ป้องกันไม่ให้เกิดการระคายเคืองต่อผิว แล้วแกะเอาเนื้อมาใช้ประมาณ 1 ถ้วย
2. นำกุหลาบมอญมาล้างให้สะอาด แล้วเด็ดกลีบออกให้ได้ประมาณ 1 ถ้วย
3. นำไข่แดง 2 ฟอง นมสด 1 ถ้วย น้ำผึ้งประมาณ 1 ใน 4 ของถ้วย น้ำแร่ และกลีบดอกกุหลาบมอญมาปั่นให้เข้ากันจนได้เป็นเนื้อข้น
4. ใส่เนื้อดอกกระเจี๊ยบที่เตรียมไว้ลงไปปั่นให้เข้ากันจนเป็นเนื้อครีม
วิธีใช้
ใช้พอกตัวหลังอาบน้ำ พอกทิ้งไว้ประมาณ 20 นาทีก่อนจะล้างออกให้สะอาด ง่ายๆเพียงเท่านี้ ผิวก็สวยสะอาดแบบสุขภาพดีแล้ว

สูตรความงามตามธรรมชาติจากดอกไม้ที่เลือกหากันได้ทั่วไป ลองทำกันดูนะคะ รับรองว่าจะช่วยให้ผิวพรรณสวยใสเหมือนดอกไม้แรกแย้มกันเลยทีเดียวล่ะค่ะ

Facial Mask DIY

mask.png
สาวๆ หลายๆ คน คงเคยสงสัยกัน ว่าการมาสก์หน้ามีประโยชน์อย่างไร ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวได้จริงหรือ แล้วจะเลือกที่มาสก์หน้าแบบไหนดี ?

วันนี้ มีคำแนะนำที่สาวๆ อยากรู้ เกี่ยวกับเรื่องของการมาสก์มาฝากกันค่ะ เริ่มต้นกันที่ประโยชน์ของการมาสก์หน้ากันก่อนเลย

การมาสก์หน้าเป็นขั้นตอนที่ควรทำหลังจากการทำความสะอาดผิวหน้าเรียบร้อยแล้ว เพราะถือเป็นการซาว์น่ารูขุมขนและยังเป็นการเก็บกักความชุ่มชื้นของผิวหลังจากที่เราล้างหน้าอีกด้วย ซึ่งในระหว่างการมาสก์หน้าเราสามารถเติมสารอาหารให้แก่ผิว ไม่ว่าจะเป็นวิตามินซีช่วยเพิ่มความกระจ่างใส และกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน สารในกลุ่มต้านอนุมูลอิสระ (anti oxidant) เช่น ทับทิม ชาเขียว ขมิ้น ที่จะช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้ผิว ชะลอการเสื่อมของเซลล์ผิวที่เป็นสาเหตุของความชรา เป็นต้น และยังเป็นการเตรียมความพร้อมของผิวก่อนที่จะทาครีมบำรุงในขั้นตอนต่อไปอีกด้วย จึงสามารถทำได้ทุกวัน

ในปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์หลากหลายที่ใช้สำหรับมาสก์หน้า มีหลักในการเลือกให้เหมาะกับเรา คือเลือกผลิตภัณฑ์ที่ใช้สำหรับการมาร์คหน้าให้เหมาะกับสภาพผิว ผู้ที่มีผิวแห้งควรเลือกสูตรที่มีสารสำคัญให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว เช่น นม น้ำผึ้ง สำหรับผู้ที่มีผิวมัน ควรเลือกสูตรที่มีส่วนประกอบช่วยควบคุมความมัน อาทิเช่น ขมิ้น ชาเขียว และสำหรับผู้ที่มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย ควรเลี่ยงส่วนผสมที่มีสารกระตุ้นให้ผิวระคายเคือง เช่น กรดผลไม้ (AHA) แอลกอฮอลล์ เป็นต้นค่ะ ที่สำคัญ การมาส์กหน้า ยังสามารถทำได้เอง แบบ DIY อีกด้วยค่ะ ลองมาดูกันซักสองแบบดีกว่า

วิธีแรก ให้ลองใช้แผ่นกระดาษเปียกแบบไม่มีกลิ่น ไม่มีแอลกอฮอล์ มาเจาะวงกลมในส่วนของตา จมูก ปาก หยดซีรั่มดูแลผิว หรือซีรั่มที่คุณสาวๆ ใช้เป็นประจำ 2-3 หยดลงบนกระดาษเปียก มาสก์ทิ้งไว้ประมาณ 3 นาที ก่อนทาครีมบำรุงผิว แค่นี้ ผิวหน้าของคุณก็สวยใสชุ่มชื้นขึ้นมาแล้ว

กับอีกวิธีหนึ่ง คือการมาสก์ด้วยผงสมุนไพร อย่างผงขมิ้น หรือผงชาเขียว นำมาผสมกับน้ำ สำหรับสาวๆ ที่มีผิวแห้งอาจจะผสมด้วยนม หรือโยเกิร์ต สำหรับสาวๆ ที่อยากพอกหน้าแต่ไม่มีเวลา วิธีคือ หลังล้างหน้าเสร็จ ยังไม่ต้องซับน้ำบนใบหน้า เทผงสมุนไพรใส่ฝ่ามือ แล้วมาสก์ทิ้งไว้ที่หน้า ระหว่างอาบน้ำ ค่อยๆ ขัดเบาๆขจัดเซลล์ผิวที่ตายออก แล้วล้างออกด้วยน้ำเปล่า แค่นี้ ก็สวยได้ง่ายๆ ไม่ยุ่งยากเลย ลองทำกันดู แล้วอย่าลืมแนะนำเพื่อนๆ ด้วยนะคะ

เอสโตรเจน ฮอร์โมนของความสดใส

es.jpg
ฮอร์โมน เอสโตรเจน
Estrogen เป็นฮอร์โมนสำคัญโดยเฉพาะสำหรับผู้หญิงทุกคน เพราะเป็นฮอร์โมนที่ช่วยให้ร่างกาย และเนื้อเยื่อต่างๆ มีความแข็งแรง แสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้หญิงที่สมบูรณ์ เช่น มีการขยายของหน้าอก มากขึ้น ผิวพรรณดูเต่งตึง สดใส มีน้ำมี นวล เซลล์ต่างๆ เสื่อมสภาพช้าลง และช่วยให้กระดูกคงสภาพที่แข็งแรง นอกจากนั้น เอสโตรเจน ยังมีผลต่ออวัยวะภายในของเราทุกระบบ ทั้งในส่วนของสมอง ที่ช่วยในเรื่องความจำ กระตุ้นให้เกิดความเจริญเติบโตเมื่อเข้าสู่วัยสาว และ ควบคุมการสร้างคอเลสเตอรอล ที่จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดไขมันอุดตันในเส้นเลือด

อย่างไรก็ตาม เมื่ออายุมากขึ้นร่างกายจะผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจน ในปริมาณที่น้อยลง ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งทางร่างกาย และอารมณ์ เป็นภาวะที่เรามักเรียกกันว่า “วัยทอง” ซึ่งเป็นได้ทั้งในผู้ชาย และผู้หญิง ทว่าสำหรับผู้หญิงแล้ว ระดับของฮอร์โมนเอสโตรเจนจะลดลงเร็วกว่าผู้ชาย ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ชัดกว่า และมักจะเกิดในช่วงวัยที่เร็วกว่า โดยผลจากการลดลงของฮอร์โมนเอสโตรเจน อาจส่งผลให้มีอาการต่างๆ ได้แก่ ในผู้หญิง อาจมีประจำเดือนมาน้อย และไม่สม่ำเสมอ มีอาการร้อนวูบตามร่างกาย  ใจสั่น เหนื่อยง่าย มีเหงื่อออกมากในช่วงกลางคืน หรือมีอาการหนาวสั่นโดยไม่มีสาเหตุ และนอนหลับได้ยาก นอกจากนั้น อาจมีอาการปวดเมื่อยตามข้อ และกระดูก ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ทั้งยังอาจมีภาวะกระดูกบาง เปราะ และเสี่ยงต่อการกระดูกหักได้ง่ายเมื่อหกล้ม
การลดลงของฮอร์โมนเอสโตรเจน ยังจะส่งผลต่อผิวพรรณ โดยผิวหนังจะบางลง แห้ง เกิดเป็นแผล และผื่นแพ้ได้ง่าย ทั้งเส้นผม อาจจะบางลง หลุดร่วงได้ง่าย และหยาบ แห้ง ไม่เป็นเงางามเช่นเคยอีกด้วยค่ะ ที่สำคัญ การขาดฮอร์โมนเอสโตรเจน ยังจะมีผลต่ออารมณ์ ทำให้เกิดภาวะเครียด ใจร้อน หงุดหงิดได้ง่ายโดยไม่มีสาเหตุ ควบคุมอารมณ์และความรู้สึกได้ยาก และในบางรายอาจเกิดภาวะซึมเศร้า วิงเวียนศีรษะ หรือหลงลืมได้อีกด้วย

ทราบถึงความสำคัญของฮอร์โมนเอสโตรเจนกันแล้ว หลายๆ คนอาจจะกังวล ว่าแล้วเราควรจะทำอย่างไรได้บ้างเพื่อรักษาระดับของฮอร์โมนในร่างกายให้คงความสมดุล บางคนอาจจะเลือกปรึกษาแพทย์ และรับฮอร์โมนทดแทน ซึ่งกรณีนี้แนะนำว่าควรใช้ตามความจำเป็น และอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น ซึ่งก็อาจส่งผลต่อการเกิดอาการข้างเคียง เช่น มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น มีอาการปวดศีรษะไมเกรน หรือมีเลือดออกทางช่องคลอดในช่วงแรกที่รับฮอร์โมนทดแทนได้

สำหรับกรณีที่ไม่ได้มีปัญหาอย่างรุนแรง การรักษาสมดุลของฮอร์โมนในร่างกาย อาจทำได้ด้วยการดูแลด้านโภชนาการ โดยเลือกทานอาหารที่มีฮอร์โมนเอสโตรเจนตามธรรมชาติเพื่อชดเชยปริมาณฮอร์โมนที่ลดลงได้ค่ะ ลองมาดูกัน ว่าอาหารประเภทใดบ้างที่ให้ฮอร์โมนเอสโตรเจนได้บ้าง

อย่างแรกเลย น้ำมะพร้าว ในน้ำมะพร้าวมีฮอร์โมนเอสโตรเจน ซึ่งมีส่วนสำคัญต่อการสร้างคอลลาเจน และอีลาสติน ที่จะช่วยให้ผิวมีความยืดหยุ่น ชะลอการเกิดริ้วรอยก่อนวัย อีกทั้งยังมีฤทธิ์ช่วยขับปัสสาวะ ขับของเสียหรือสารพิษออกจากร่างกายอีกด้วย
ต่อมาเป็นลูกพรุน เนื่องจากในลูกพรุนมีสารไฟโตเอสโตรเจน ออกฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเพศหญิงทั้งยังเต็มไปด้วยไฟเบอร์ ที่จะช่วยในระบบขับถ่าย และช่วยในการปรับสมดุลของระดับน้ำตาลในเลือด
นอกจากนั้น ยังมี แครอท ซึ่งมีสารลิกแนน จัดเป็นโฟโตเอสโตรเจนชนิดหนึ่งที่ออกฤทธิ์คล้ายฮอร์โมนเอสโตรเจนในร่างกาย รวมถึงธัญพืช ถั่วชนิดต่างๆ และผลิตภัณฑ์จากถั่ว เช่น เต้าหู้ น้ำเต้าหู้ ที่ต่างก็มีโฟโตเอสโตรเจน ที่จะช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนเพศหญิงได้ สาวๆ ที่เริ่มมีอายุมากขึ้น อาจเลือกทานอาหารที่มีฮอร์โมนตามธรรมชาติเหล่านี้เพื่อช่วยชดเชยการลดลงของฮอร์โมนได้เช่นกันค่ะ

เครื่องสำอาง กับผิวบอบบาง แพ้ง่าย

Cosmetic_products_blackday_Fotolia1.jpg
สาวๆ ในปัจจุบัน กว่าจะสวยได้ ต้องดูแลทั้งเสื้อผ้า หน้า ผม มากมายไปหมด โดยเฉพาะเรื่องการแต่งหน้าที่จำเป็นต้องมีการใช้เครื่องสำอาง และครีมบำรุงผิวอีกหลายขั้นตอน ทำให้ผิวต้องเสี่ยงกับการสัมผัสกับสารเคมีที่อาจสะสมทำให้เกิดการระคายเคืองได้ คุณสาวๆ จึงต้องระวังและเลือกให้มากหน่อยเพื่อไม่ให้ผิวสาวๆ เกิดอาการแพ้ หรือ อาการระคายเคือง
วันนี้ ลองมาดูกันซักหน่อยค่ะ ว่าสาวๆ ที่มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย ควรจะระมัดระวัง และดูแลผิวกันอย่างไรบ้าง

การป้องกันไม่ให้เกิดการระคายเคืองจากเครื่องสำอางนั้น แนะนำว่าให้ทดลองใช้เครื่องสำอางนั้นๆ โดยทดสอบดูที่บริเวณผิวใต้ท้องแขนก่อน เพราะใต้ท้องแขนเป็นบริเวณที่มีผิวบางที่สุด รองจากผิวหน้า หากไม่เกิดอาการระคายเคือง โอกาสที่จะเกิดการระคายเคืองบนใบหน้าก็จะน้อยลง แต่การทดสอบที่ท้องแขนก็ไม่ได้แปลว่าเครื่องสำอางนั้นจะปลอดภัย ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้ไปเสียทั้งหมด เพราะผิวหน้ามีรูขุมขน มีน้ำมันต่างจากผิวบริเวณใต้ท้องแขน ทำให้สารบางชนิดสามารถซึมผ่านได้ดีกว่า นอกจากนั้นผิวหน้ายังได้รับการล้างทำความสะอาดอยู่เป็นประจำ ผิวเคลือบชั้นบนของผิวหนังจึงบางกว่าผิวที่บริเวณใต้ท้องแขน ทำให้สารต่างๆ ในเครื่องสำอางสามารถซึมผ่าน และก่อให้เกิดอาการแพ้ได้ง่ายๆ ค่ะ

แต่ถ้าระมัดระวังก็แล้ว เลือกเครื่องสำอางอย่างดีก็แล้ว แต่ก็ยังจะมีอาการแพ้ขึ้นมาจนได้ การแก้ไขที่ปลอดภัยที่สุดคือการพักหน้า โดยไม่แต่งแต้ม หรือใช้เครื่องสำอางในบริเวณที่แพ้จนกว่าอาการแพ้จะหายไป ทั้งนี้ เพราะการใช้เครื่องสำอางในบริเวณที่มีอาการระคายเคือง จะยิ่งทำให้เกิดการระคายเคืองซ้ำซ้อน และการล้างหน้าด้วยสารชำระล้างก็อาจจะทำให้อาการรุนแรงมากขึ้น ถ้าสามารถพักหน้า ทำความสะอาดด้วยน้ำสะอาด เซลล์ผิวก็จะฟื้นกลับมาอย่างรวดเร็วภายใน 1–2 วัน แต่หากพักหน้าสักวันสองวันแล้วยังไม่หาย คงต้องลองไปพบแพทย์ผิวหนังที่อาจจะรักษาด้วยการให้รับประทานยาแก้แพ้ เน้นว่าต้องใช้การรับประทานยาแก้แพ้เท่านั้น หลายคนอาจเข้าใจว่าถ้าหากแพ้ต้องใช้ยาทา แต่ในความเป็นจริง ยาทาเหล่านั้นส่วนใหญ่มักประกอบด้วยสารสเตียรอยด์ที่มีความแรงแตกต่างกันไป เมื่อใช้ครั้งแรกๆ อาจจะหายในทันที ทำให้ผู้ใช้ติดใจ เพราะสามารถแต่งหน้าได้ดังเดิม แต่การใช้ยาทาแบบนี้ จะทำให้ผิวอ่อนแอลง จนรักษายาก และอาจทำเกิดอาการแพ้มากขึ้นในอนาคตจนไม่สามารถใช้เครื่องสำอางได้อีก

สรุปได้ว่า การรักษาที่ดีนั้นต้องไม่ใช้สเตรียรอยด์ ไม่แต่งหน้า และรับประทานยาแก้แพ้ ไม่เช่นนั้น หากอาการรุนแรง อาจถึงขั้นต้องใช้แสงเลเซอร์ Vbeam (595) ช่วยในการรักษา ซึ่งจะสิ้นเปลืองทั้งระยะเวลาที่ยาวนานเป็นเดือน และค่ารักษาพยาบาลอีกมาก ที่สำคัญ การรักษาด้วยแสงเลเซอร์ดังกล่าวยังมีข้อจำกัดที่ไม่สามารถรักษาผิวหนังบริเวณเปลือกตาบน เพราะแสงจะเข้าตา เป็นอันตรายได้ การฟื้นฟูผิวหนังในบริเวณนี้จึงเป็นบริเวณที่ทำได้ยากที่สุด

เพื่อป้องกันไม่ให้อาการรุนแรง และเป็นเรื่องที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น แนะนำว่าควรรักษาผิวตั้งแต่เริ่มเกิดอาการระคาย หรืออาการแพ้ ในช่วงแรกๆ และรีบรับประทานยา รวมทั้งพักการใช้เครื่องสำอาง หรือสารเคมีที่จะมารบกวนผิว ให้ผิวได้ฟื้นฟูตัวเอง สำคัญที่สุด คือไม่ควรจะใช้เครื่องสำอางมากเกินความจำเป็น เพราะหากสามารถลดการใช้เครื่องสำอางลงได้ โอกาสเกิดการระคาย หรืออาการแพ้ ก็จะน้อยลงตามไปด้วย การใช้ยาแก้แพ้ก็ไม่จำเป็น ผลข้างเคียงของการใช้ยาก็จะน้อยลงตามไปด้วยค่ะ

แต้มสีรอบดวงตาอย่างไร ให้ปลอดภัย

eye.jpg
ในขณะที่ดวงตา เป็นหนึ่งในอวัยวะที่เราใช้งานกันมากที่สุด ก็ตั้งแต่ตื่นนอน ที่ดวงตาต้องรับมือกับแสง ฝุ่นละออง และสารเคมีในอากาศ รวมถึงกล้ามเนื้อตา ที่ต้องทำงานหนัก คอยเพ่งและปรับระยะ ในแทบจะทุกช่วงเวลา กว่าจะได้พัก ก็ต้องรอถึงตอนกลางคืน แต่เรากลับจะไม่ค่อยได้ดูแลดวงตาของเรากันซักเท่าไหร่ ซ้ำร้าย หลายๆ ครั้ง เรายังทำร้ายดวงตา ด้วยการใช้เวลาอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์ และสมาร์ทโฟนนานๆ รวมถึงแต่งแต้มสารเคมีรอบๆ ดวงตา จนอาจลุกลาม กลายเป็นปัญหาสุขภาพตากันอีกด้วย

วันนี้ มาดูกันค่ะ ว่าอะไรที่เราควรจะระมัดระวังกันบ้าง โดยเฉพาะสาวๆ ในเรื่องของการใช้เครื่องสำอางรอบดวงตา ก็เพราะคงจะเป็นการยากมากๆ ที่เราจะไม่ใช้เครื่องสำอางกันเลยในชีวิตประจำวัน แต่จะใช้อย่างไร ไม่ให้เป็นอันตรายกับดวงตา ลองมาไล่กันทีละข้อเลยค่ะ

ข้อแรก เครื่องสำอางที่เปิดใช้แล้ว มีอายุประมาณ 3 เดือน เพราะหากนานกว่านั้น เชื้อแบคทีเรียจะมีโอกาสปนเปื้อน และเจริญเติบโต จนเป็นอันตรายกับดวงตาได้ โดยเฉพาะในเครื่องสำอางประเภทครีม หรือของเหลว ดังนั้น ควรหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องสำอางหมดอายุหรือเครื่องสำอางที่เปิดใช้แล้วนานๆ  ถึงแม้ว่าจะยังมีเหลืออยู่ เพื่อความปลอดภัยค่ะ

ข้อที่สอง หลีกเลี่ยงการแต่งหน้าขณะขับรถ ไม่ว่าจะขณะรถหยุด หรือขณะที่รถกำลังเคลื่อนที่ เพราะเราไม่สามารถทราบได้เลยค่ะ ว่าจะเกิดอุบัติเหตุได้เมื่อใด ป้องกันเอาไว้ก่อนจะดีกว่า นอกจากนั้น การใช้อุปกรณ์แต่งหน้าที่เป็นของแข็งควรใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษเพราะอาจพลาดไปโดนผิวกระจกตา ทำให้ผิวกระจกตาเกิดการถลอก หรือติดเชื้อได้

ข้อที่สาม หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องสำอางร่วมกับผู้อื่น เพราะจะมีความเสี่ยงในการติดเชื้อได้สูง

ข้อที่สี่ การเขียนตา ควรเขียนบริเวณขอบนอกของแนวขนตา เป็นการป้องกันการอุดตันของต่อมไขมันรอบๆ ดวงตา เพราะต่อมไขมันเหล่านี้คือต่อมที่คอยสร้างไขมันเพื่อปกป้องผิวกระจกตาค่ะ

ข้อที่ห้า ผู้ที่มีปัญหาตาแห้ง ควรหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องสำอางที่เป็นเกล็ด แวววาว เพราะเกล็ดเหล่านี้อาจเข้าไปติดในดวงตา ทำให้กระจกตาเกิดเป็นรอย และติดเชื้อได้ง่ายขึ้น

และ ข้อสุดท้าย ควรรักษาความสะอาดหลังการใช้เครื่องสำอาจ และเช็ดล้างเครื่องสำอาจให้หมดในทุกวันก่อนนอน โดยเฉพาะเครื่องสำอางที่ติดแน่น ซึ่งสารเคมีเหล่านี้ อาจเข้าไปในตาในระหว่างการนอน เมื่อมีการขยี้ตา หรือเกิดการถูกับหมอน รวมถึงเครื่องสำอางที่ตกค้างอาจทำให้เกิดการอุดตันบริเวณต่อมน้ำตา ซึ่งอยู่บริเวณเปลือกตา ทำให้เกิดโรคเกี่ยวกับต่อมไขมันที่เปลือกตา หรือตากุ้งยิงได้ค่ะ

และในกรณีที่มีอาการระคายเคือง หรือมีอาการอักเสบบริเวณรอบดวงตา ควรหยุดใช้เครื่องสำอาง และปรึกษาแพทย์ในทันที เพราะความอ่อนไหวของดวงตา หากทิ้งไว้ อาการอักเสบ แพ้ หรือระคายเคือง อาจทำอันตรายกับดวงตาของเราได้

ได้ทราบกันอย่างนี้แล้ว อย่าลืมดูแลดวงตาของเราให้ดีกันตั้งแต่วันนี้นะคะ เพราะดวงตา นอกจากจะเป็นหน้าต่างของหัวใจแล้ว ยังเป็นอวัยวะสำคัญที่จะต้องอยู่กับเราไปอีกนานเลยล่ะค่ะ

เคล็ดลับ นวดเพื่อความงาม

mn
ไม่ว่าสาวคนไหนก็ต้องอยากที่จะมีผิวเนียนใส มีรูปร่างที่เพรียวกระชับทุกสัดส่วนกันทุกคน แต่เพียงแค่การบำรุงด้วยครีมบำรุงผิว ทาโลชั่นเป็นประจำ และการออกกำลังกายสม่ำเสมอนั้นคงจะไม่เพียงพอ เพราะถ้าอยากให้ผิวสวยใส มีร่างกายที่กระชับยิ่งขึ้นก็คงจะต้องเรียนรู้เคล็ดลับการนวดผิวกายกันซักหน่อย วันนี้ มีเคล็ดลับดีๆ เกี่ยวกับเรื่องการนวดกระชับผิวส่วนต่างๆ มาฝากกันค่ะ..

เริ่มต้นด้วยขั้นตอนแรก เสริมความชุ่มชื้น เพราะผิวสวยต้องการความชุ่มชื้นค่ะ การทามอยเจอร์ไรเซอร์จึงเป็นเหมือนการเติมความชุ่มชื้นให้กับผิว โดยเวลาที่เหมาะสมที่สุดคือช่วงหลังอาบน้ำ ที่รูขุมขนจะเปิด พร้อมรับอาหารสำหรับผิว สำหรับการนวดที่จะช่วยเติมความชุ่มชื้นให้ผิวนั้นจะเป็นการนวดเป็นวงกลมจากล่างขึ้นบน ถ้านวดที่ขาก็จะเริ่มจากตาตุ่มขึ้นมาถึงโคนขา สำหรับแขนจะนวดเป็นวงกลมจากหัวไหล่ลงมาทางข้อมือค่ะ

ส่วนต่อมา การกระชับทรวงอก ผิวในร่มผ้าก็เป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรขาดการดูแล สำหรับการนวดกระชับผิวทรวงอกนั้น ใช้วิธีคลึงเป็นวงกลมเช่นเดียวกัน โดยเริ่มจากด้านนอกเข้าสู่ด้านใน และจากฐานอกขึ้นไปตามลำคอจรดปลายคาง ส่วนนี้ให้นวดอย่างเบามือนะคะ

ส่วนที่สาม การนวดกระชับผิว การนวดแบบนี้ ให้ใช้ร่วมกับครีมเพื่อช่วยกระชับรูปร่าง จะได้ผลดีขึ้น เพราะจะช่วยขับไขมันและป้องกันการสะสมของไขมันอีกด้วย สำหรับวิธีการนวด ให้นวดเป็นวงกลมจากล่างขึ้นบน โดยอาจจะเพิ่มน้ำหนักมือขึ้นอีกนิดเพื่อช่วยในการขับไขมันที่ไม่พึงประสงค์ และปรับรูปร่างให้เพรียวบางได้สัดส่วนยิ่งขึ้น

และส่วนสุดท้าย การนวดขาเพื่อลดอาการบวมน้ำ สาเหตุสำคัญที่ทำให้ขาดูไม่กระชับก็มาจากอาการบวมน้ำนี่ล่ะค่ะ ลองแก้ไขด้วยการนวดด้วยน้ำมันบำรุงผิว หรือ Baby Oil โดยนวดจากข้อเท้าขึ้นสู่หัวเข่า และนวดที่เท้าเบาๆ จากนิ้วหัวแม่เท้า จนถึงข้อเท้า ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือดให้ไปถึงส่วนปลายของร่างกาย ก่อนปิดท้ายการนวด ด้วยการลูบไล้เบาๆ ให้ทั่วทั้งเรียวขา จากล่างขึ้นบนเช่นเดียวกัน

เคล็ดลับง่ายๆ เพียงเท่านี้ล่ะค่ะ ที่จะช่วยทำให้ผิวของคุณสาวๆ ดูเนียนเรียบ รูปร่างเพรียวกระชับมากขึ้น ลองนำไปใช้กันดู แล้วได้ผลอย่างไรอย่าลืมมาเล่าสู่กันฟังด้วยนะคะ