เรื่องของฟิลเลอร์

filler2.jpg
สาวๆ ส่วนใหญ่ ยังเข้าใจเรื่องฟิลเลอร์กันแบบผิวเผิน หรือบางคนแทบไม่รู้เลยว่าฟิลเลอร์กับโบทอกซ์ต่างกันอย่างไร หรือบางคนก็คิดว่าฟิลเลอร์ฉีดที่ไหนก็ได้ และไปฉีดกับคนที่ไม่ใช่แพทย์ เช่น หมอกระเป๋าทั้งหลาย หรือบุคคลากรอื่นที่เคยทำงานร่วมกับแพทย์ก็ได้ เพราะราคาถูกกว่า จึงมักจะทำให้เกิดปัญหา หรือมีผลข้างเคียงมากมายตามที่ปรากฏตามสื่อต่างๆ
ก่อนตัดสินใจเลือกฉีดฟิลเลอร์ วันนี้มาทำความรู้จักกับฟิลเลอร์กันซักหน่อยดีกว่าค่ะ
💉 การฉีดฟิลเลอร์แตกต่างจากการฉีดโบทอกซ์อย่างไร
จริงๆ แล้วฟิลเลอร์ (Fillers) แปลว่าสารเติมเต็ม ความหมายก็ตามนั้นค่ะ คือการฉีดสารให้เต็มในส่วนที่พร่องไป พูดง่ายๆ การฉีดฟิลเลอร์คือการฉีดสารเข้าสู่ร่างกาย เพื่อจะลดปัญหาจากเนื้อหรือคอลลาเจนตามธรรมชาติของร่างกายที่ลดลง ( Volumn loss ) ซึ่งมักจะเกิดเมื่อเรามีอายุมากขึ้น หรือในบางกรณีสำหรับบางคนที่มีปัญหา อยากเพิ่ม อยากเติมบางจุดให้ดูอวบอิ่มขึ้นจากของเดิมที่ไม่มี เช่นการฉีดฟิลเลอร์เติมร่องแก้มที่ลึก การฉีดฟิลเลอร์ร่องตาที่ลึก การฉีดฟิลเลอร์เสริมดั้งจมูก การฉีดฟิลเลอร์ให้ริมฝีปากอวบอิ่ม การฉีดฟิลเลอร์เสริมคาง ซึ่งความลึกตื้นในการฉีดส่วนใหญ่จะฉีดในชั้นหนังแท้ (Dermis) เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งอยู่เหนือชั้นไขมัน และกล้ามเนื้อ จึงแตกต่างจากโบทอกซ์ ตรงที่โบทอกซ์จะฉีดในชั้นกล้ามเนื้อ เพื่อลดการทำงานของกล้ามเนื้อที่เราไม่ต้องการ เช่น ลดริ้วรอยจากการขยับของตีนกาเวลายิ้ม รอยย่นบนหน้าผาก รอยย่นเวลาขมวดคิ้ว หรือฉีดให้หน้าเรียวเล็กสำหรับผู้ที่มีกรามใหญ่

👨👩👧👦 ฟิลเลอร์สามารถฉีดได้กับทุกคนหรือไม่
ฟิลเลอร์ไม่สามารถจะฉีดได้กับทุกคนค่ะ สตรีมีครรภ์ ผู้ที่ให้นมบุตร ผู้ที่มีปัญหาเลือดออกแล้วหยุดยาก มีแผลฟกช้ำง่าย ควรเลี่ยงการฉีดฟิลเลอร์ค่ะ ที่สำคัญผู้ที่แพ้สารไฮยา ฉีดไ่ม่ได้เด็ดขาด ส่วนอีกกลุ่มคือกลุ่มที่มีความหย่อนคล้อยมากๆ มีผิวหน้าบาง พวกนี้ต้องระวัง และเลือกชนิดฟิลเลอร์ที่ละเอียด เพราะเสี่ยงต่อการที่ฟิลเลอร์เกาะตัวเป็นก้อน ดูไม่เป็นธรรมชาติได้ และสุดท้ายผู้ที่ที่เป็นเริม หรืองูสวัดอยู่ การฉีดฟิลเลอร์อาจจะทำให้อาการกำเริบมากขึ้นได้ แต่ในกรณีที่เคยเป็นและหายแล้ว ฉีดได้ไม่มีปัญหาค่ะ
สำหรับข้อควรระวัง และผลข้างเคียงจากการฉีดสารเติมเต็ม พอจะสรุปได้ตามนี้เลยค่ะ
1. ฉีดไม่ถูกตำแหน่ง เช่นฉีดตื้นหรือลึกเกินไป ทำให้ไม่ได้ผล
2. ถ้าเกิดฉีดฟิลเลอร์เติมร่องใต้ตา แล้วเกิดไปอุดตันทางเดินน้ำเหลือง จะทำให้ตาดูบวมๆคล้ายถุงใต้ตา
3. เป็นก้อนๆหรือตะปุ่มตะป่ำ อันนี้พบได้บ่อย โดยเฉพาะบริเวณร่องแก้มหรือใต้ตาที่ฉีดตื้นเกินไป
4. บริเวณที่ฉีดมีเส้นเลือดฝอยแดงเกิดขึ้น เป็นผลจากอนุภาคสารเติมเต็มไปอุดตันเส้นเลือดฝอยในจุดนั้น มักพบได้บ่อยในกรณีที่ต้องการฉีดเสริมปลายจมูก
5. เนื้อเยื่อข้างเคียงตาย จากการที่อนุภาคของสารเติมเต็มไปอุดตันเส้นเลือดขนาดกลาง พบได้บริเวณข้างและปีกจมูกจากการเติมร่องแก้มหรือการฉีดเสริมจมูก
6. เกิดการอักเสบติดเชื้อ พบได้บ่อยมากขึ้นในกรณีที่ฉีดเติมปลายจมูกให้ยาวขึ้นหรือเพื่อเป็นหยดน้ำใน จมูกที่มีแท่งซิลิโคนอยู่แล้ว กรณีนี้ต้องถอดแท่งซิิลิโคนออกเท่านั้นจึงจะดีขึ้น
7. จมูกโตขึ้นเรื่อยๆ มักพบในคนที่ฉีดสารเติมเต็มหลายๆครั้ง
8. ตาบอด อันนี้สาหัสสุด มักเกิดจากการฉีดเสริมจมูกอย่างผิดวิธีทำให้อนุภาคของสารเติมเต็มหลุดเข้าไป อุดตันเส้นเลือดที่ดวงตา ซึ่งเราคงเคยได้ข่าวมาบ้างแล้วในเมืองไทย
⛔️ข้อห้าม และการปฏิบัติตัวหลังการ ฉีด Filler
1. ห้ามนอนราบ 3 ชั่วโมง
2. ข้อห้ามภายใน 2 วันควรเลี่ยงยาหรือสารที่อาจจะมีผลต่อการฟกช้ำได้ง่าย เช่นยากลุ่ม Aspirin, ยาแก้ปวดข้อบางชนิด เช่น Brufen, Voltaren วิตามินอี หรือแอลกอฮอล์ อย่างน้อย 24 ชม รวมถึงควรงดการออกกำลังกาย และการเข้าซาวน่า
3. ข้อห้ามภายใน 2 อาทิตย์ ห้ามโดนความร้อน หรือ ทำเลเซอร์ รวมถึงทรีตเม้นต์ ที่มีความร้อน เช่น RF ยกกระชับ ทำ IPL ทำ Fractional Laser Co2 กรอผิว ทำ AHA ลอกหน้า รวมถึงการใช้ไดร์เป่าผม เข้าซาวน่า อบไอน้ำ เพราะความร้อนจะทำให้ฟิลเลอร์สลายเร็วขึ้น
4. ดื่มน้ำมากๆ เพราะจะช่วยให้ฟิลเลอร์คงสภาพได้นานขึ้น เนื่องจากฟิลเลอร์เป็นสารที่อุ้มเก็บกักน้ำได้ค่อนข้างดีค่ะ
เอาล่ะค่ะ รู้จักกับฟิลเลอร์กันพอสมควรแล้ว ก่อนตัดสินใจไปฉีดฟิลเลอร์ที่ไหน อย่าลืมตรวจสอบมาตรฐานและความน่าเชื่อถือของผู้ให้บริการด้วยนะคะ เพราะเรื่องเล็กๆ เกี่ยวกับความงามอย่างฟิลเลอร์นี่ล่ะค่ะ ถ้าเผลอไปใช้บริการจากหมอกระเป๋า หรือคลินิคที่ไม่ได้มาตรฐาน ก็อาจจะบานปลายกลายเป็นปัญหาให้ต้องปวดหัวกันได้เลยทีเดียว

สำหรับวันนี้ ขอขอบคุณ Skeyndor clinic @lifecenter สำหรับความรู้ดีๆ ค่ะ ^^
Advertisements

BB cream -VS- CC cream

bbcc.jpg
ใครเคยสับสนกับตัวย่อย่าง BB และ CC สำหรับเครื่องสำอางกันบ้างคะ
เชื่อว่าหลายๆ คน คงจะเคยสับสน เวลาที่อยู่หน้าเคาท์เตอร์เครื่องสำอาง กับการตัดสินใจว่าจะเลือกครีมที่มีตัวย่ออย่าง BB หรือ CC  จึงจะดีที่สุด…  ตัวย่อสองอย่างนั้น แตกต่างกันอย่างไร มีความหมายอะไร และอะไรที่เหมาะกับเรา ลองมาอ่านทางนี้เลยค่ะ

BB cream กับ CC cream แตกต่างกันอย่างไร ???
BB Cream ย่อมาจาก Blemish Balm Cream ซึ่งแต่เดิมจะใช้ในวงการแพทย์ผิวหนัง ใช้กับคนไข้ที่เป็นกรณีการทำเลเซอร์รอยแผลเป็นทั้งหลาย ซึ่งแพทย์จะใช้ BB Cream นี้ในการปกปิดรอยแผลเป็นนั้นๆ
โดย BB Cream จะมีส่วนผสมของบาล์มที่ช่วยปกปิดรอยดำต่างๆ และต่อมาจึงได้มีการพัฒนามาเป็นเครื่องสำอางที่ให้การบำรุงผิวพรรณไปด้วยในขณะเดียวกัน
ซึ่งส่วนผสมของ BB Cream ในปัจจุบันนี้ส่วนมากจะมีส่วนผสมดังนี้ คือ Skincare, Sun Protector , Coverage เพื่อให้ทุกอย่างจบในขั้นตอนเดียว คือมีคุณสมบัติเด่นๆ สำหรับการปกปิดริ้วรอย จุดด่างดำต่างๆ ในขณะที่ให้การปกป้องผิวจากแสงแดด และช่วยบำรุงผิวไปพร้อมๆ กัน

อย่างไรก็ตาม การใช้ BB Cream มักจะมีปัญหาหลังจากทาไปแล้ว คือมีสีผิวที่เปลี่ยนไปในระหว่างวัน อาจจะมีการหมองคล้ำ ไม่กลมกลืนกับสีผิวจริง จึงทำให้เกิดการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ขึ้น ที่เรียกว่า “CC Cream”

CC Cream หรือ Color Control Cream เป็นครีมชนิดหนึ่งที่ถูกพัฒนาขึ้นโดยใส่ส่วนผสมพิเศษเพิ่มเติมลงไป ส่วนใหญ่จะมีส่วนผสมเหมือนกับ BB Cream คือ Skincare, Sun Protector , Coverage แต่จะเพิ่มสาร “Color Controller” ซึ่งทำหน้าที่ตามชื่อของมันเลย คือ ควบคุมและปรับสีผิวให้ดูสม่ำเสมอ ทำให้หมดกังวลเรื่องปัญหาผิวหน้าหมองหรือคล้ำในระหว่างวัน
กระนั้น ในเรื่องของการปกปิด ต้องยอมรับว่า CC Cream จะมีประสิทธิภาพด้อยกว่า BB Cream ทำให้ CC Cream กลายเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการปกปิดในระดับบางเบา อยากให้ผิวหน้าดูนวล ใส แลดูเป็นธรรมชาติในแบบ Natural look โดยไม่ต้องกังวลเรื่องผิวหน้าหมองคล้ำในระหว่างวันนั่นเอง

สรุปสั้นๆ คือ ครีมที่ใช้ตัวย่อ BB เหมาะกับการใช้สำหรับการไป event งานเลี้ยง หรือ งานพิเศษต่างๆ ในขณะที่ ครีมที่ใช้ตัวย่อ CC เหมาะกับการใช้เป็นประจำในการดำเนินชีวิตระหว่างวันปกติค่ะ
วันนี้ รู้จักกับ BB Cream และ CC Cream กันแล้ว ต่อไปคงไม่ต้องสับสนเวลาเลือกซื้อครีมกันอีกแล้วนะคะ ^^