เครื่องสำอาง กับผิวบอบบาง แพ้ง่าย

Cosmetic_products_blackday_Fotolia1.jpg
สาวๆ ในปัจจุบัน กว่าจะสวยได้ ต้องดูแลทั้งเสื้อผ้า หน้า ผม มากมายไปหมด โดยเฉพาะเรื่องการแต่งหน้าที่จำเป็นต้องมีการใช้เครื่องสำอาง และครีมบำรุงผิวอีกหลายขั้นตอน ทำให้ผิวต้องเสี่ยงกับการสัมผัสกับสารเคมีที่อาจสะสมทำให้เกิดการระคายเคืองได้ คุณสาวๆ จึงต้องระวังและเลือกให้มากหน่อยเพื่อไม่ให้ผิวสาวๆ เกิดอาการแพ้ หรือ อาการระคายเคือง
วันนี้ ลองมาดูกันซักหน่อยค่ะ ว่าสาวๆ ที่มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย ควรจะระมัดระวัง และดูแลผิวกันอย่างไรบ้าง

การป้องกันไม่ให้เกิดการระคายเคืองจากเครื่องสำอางนั้น แนะนำว่าให้ทดลองใช้เครื่องสำอางนั้นๆ โดยทดสอบดูที่บริเวณผิวใต้ท้องแขนก่อน เพราะใต้ท้องแขนเป็นบริเวณที่มีผิวบางที่สุด รองจากผิวหน้า หากไม่เกิดอาการระคายเคือง โอกาสที่จะเกิดการระคายเคืองบนใบหน้าก็จะน้อยลง แต่การทดสอบที่ท้องแขนก็ไม่ได้แปลว่าเครื่องสำอางนั้นจะปลอดภัย ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้ไปเสียทั้งหมด เพราะผิวหน้ามีรูขุมขน มีน้ำมันต่างจากผิวบริเวณใต้ท้องแขน ทำให้สารบางชนิดสามารถซึมผ่านได้ดีกว่า นอกจากนั้นผิวหน้ายังได้รับการล้างทำความสะอาดอยู่เป็นประจำ ผิวเคลือบชั้นบนของผิวหนังจึงบางกว่าผิวที่บริเวณใต้ท้องแขน ทำให้สารต่างๆ ในเครื่องสำอางสามารถซึมผ่าน และก่อให้เกิดอาการแพ้ได้ง่ายๆ ค่ะ

แต่ถ้าระมัดระวังก็แล้ว เลือกเครื่องสำอางอย่างดีก็แล้ว แต่ก็ยังจะมีอาการแพ้ขึ้นมาจนได้ การแก้ไขที่ปลอดภัยที่สุดคือการพักหน้า โดยไม่แต่งแต้ม หรือใช้เครื่องสำอางในบริเวณที่แพ้จนกว่าอาการแพ้จะหายไป ทั้งนี้ เพราะการใช้เครื่องสำอางในบริเวณที่มีอาการระคายเคือง จะยิ่งทำให้เกิดการระคายเคืองซ้ำซ้อน และการล้างหน้าด้วยสารชำระล้างก็อาจจะทำให้อาการรุนแรงมากขึ้น ถ้าสามารถพักหน้า ทำความสะอาดด้วยน้ำสะอาด เซลล์ผิวก็จะฟื้นกลับมาอย่างรวดเร็วภายใน 1–2 วัน แต่หากพักหน้าสักวันสองวันแล้วยังไม่หาย คงต้องลองไปพบแพทย์ผิวหนังที่อาจจะรักษาด้วยการให้รับประทานยาแก้แพ้ เน้นว่าต้องใช้การรับประทานยาแก้แพ้เท่านั้น หลายคนอาจเข้าใจว่าถ้าหากแพ้ต้องใช้ยาทา แต่ในความเป็นจริง ยาทาเหล่านั้นส่วนใหญ่มักประกอบด้วยสารสเตียรอยด์ที่มีความแรงแตกต่างกันไป เมื่อใช้ครั้งแรกๆ อาจจะหายในทันที ทำให้ผู้ใช้ติดใจ เพราะสามารถแต่งหน้าได้ดังเดิม แต่การใช้ยาทาแบบนี้ จะทำให้ผิวอ่อนแอลง จนรักษายาก และอาจทำเกิดอาการแพ้มากขึ้นในอนาคตจนไม่สามารถใช้เครื่องสำอางได้อีก

สรุปได้ว่า การรักษาที่ดีนั้นต้องไม่ใช้สเตรียรอยด์ ไม่แต่งหน้า และรับประทานยาแก้แพ้ ไม่เช่นนั้น หากอาการรุนแรง อาจถึงขั้นต้องใช้แสงเลเซอร์ Vbeam (595) ช่วยในการรักษา ซึ่งจะสิ้นเปลืองทั้งระยะเวลาที่ยาวนานเป็นเดือน และค่ารักษาพยาบาลอีกมาก ที่สำคัญ การรักษาด้วยแสงเลเซอร์ดังกล่าวยังมีข้อจำกัดที่ไม่สามารถรักษาผิวหนังบริเวณเปลือกตาบน เพราะแสงจะเข้าตา เป็นอันตรายได้ การฟื้นฟูผิวหนังในบริเวณนี้จึงเป็นบริเวณที่ทำได้ยากที่สุด

เพื่อป้องกันไม่ให้อาการรุนแรง และเป็นเรื่องที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น แนะนำว่าควรรักษาผิวตั้งแต่เริ่มเกิดอาการระคาย หรืออาการแพ้ ในช่วงแรกๆ และรีบรับประทานยา รวมทั้งพักการใช้เครื่องสำอาง หรือสารเคมีที่จะมารบกวนผิว ให้ผิวได้ฟื้นฟูตัวเอง สำคัญที่สุด คือไม่ควรจะใช้เครื่องสำอางมากเกินความจำเป็น เพราะหากสามารถลดการใช้เครื่องสำอางลงได้ โอกาสเกิดการระคาย หรืออาการแพ้ ก็จะน้อยลงตามไปด้วย การใช้ยาแก้แพ้ก็ไม่จำเป็น ผลข้างเคียงของการใช้ยาก็จะน้อยลงตามไปด้วยค่ะ

Advertisements

แต้มสีรอบดวงตาอย่างไร ให้ปลอดภัย

eye.jpg
ในขณะที่ดวงตา เป็นหนึ่งในอวัยวะที่เราใช้งานกันมากที่สุด ก็ตั้งแต่ตื่นนอน ที่ดวงตาต้องรับมือกับแสง ฝุ่นละออง และสารเคมีในอากาศ รวมถึงกล้ามเนื้อตา ที่ต้องทำงานหนัก คอยเพ่งและปรับระยะ ในแทบจะทุกช่วงเวลา กว่าจะได้พัก ก็ต้องรอถึงตอนกลางคืน แต่เรากลับจะไม่ค่อยได้ดูแลดวงตาของเรากันซักเท่าไหร่ ซ้ำร้าย หลายๆ ครั้ง เรายังทำร้ายดวงตา ด้วยการใช้เวลาอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์ และสมาร์ทโฟนนานๆ รวมถึงแต่งแต้มสารเคมีรอบๆ ดวงตา จนอาจลุกลาม กลายเป็นปัญหาสุขภาพตากันอีกด้วย

วันนี้ มาดูกันค่ะ ว่าอะไรที่เราควรจะระมัดระวังกันบ้าง โดยเฉพาะสาวๆ ในเรื่องของการใช้เครื่องสำอางรอบดวงตา ก็เพราะคงจะเป็นการยากมากๆ ที่เราจะไม่ใช้เครื่องสำอางกันเลยในชีวิตประจำวัน แต่จะใช้อย่างไร ไม่ให้เป็นอันตรายกับดวงตา ลองมาไล่กันทีละข้อเลยค่ะ

ข้อแรก เครื่องสำอางที่เปิดใช้แล้ว มีอายุประมาณ 3 เดือน เพราะหากนานกว่านั้น เชื้อแบคทีเรียจะมีโอกาสปนเปื้อน และเจริญเติบโต จนเป็นอันตรายกับดวงตาได้ โดยเฉพาะในเครื่องสำอางประเภทครีม หรือของเหลว ดังนั้น ควรหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องสำอางหมดอายุหรือเครื่องสำอางที่เปิดใช้แล้วนานๆ  ถึงแม้ว่าจะยังมีเหลืออยู่ เพื่อความปลอดภัยค่ะ

ข้อที่สอง หลีกเลี่ยงการแต่งหน้าขณะขับรถ ไม่ว่าจะขณะรถหยุด หรือขณะที่รถกำลังเคลื่อนที่ เพราะเราไม่สามารถทราบได้เลยค่ะ ว่าจะเกิดอุบัติเหตุได้เมื่อใด ป้องกันเอาไว้ก่อนจะดีกว่า นอกจากนั้น การใช้อุปกรณ์แต่งหน้าที่เป็นของแข็งควรใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษเพราะอาจพลาดไปโดนผิวกระจกตา ทำให้ผิวกระจกตาเกิดการถลอก หรือติดเชื้อได้

ข้อที่สาม หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องสำอางร่วมกับผู้อื่น เพราะจะมีความเสี่ยงในการติดเชื้อได้สูง

ข้อที่สี่ การเขียนตา ควรเขียนบริเวณขอบนอกของแนวขนตา เป็นการป้องกันการอุดตันของต่อมไขมันรอบๆ ดวงตา เพราะต่อมไขมันเหล่านี้คือต่อมที่คอยสร้างไขมันเพื่อปกป้องผิวกระจกตาค่ะ

ข้อที่ห้า ผู้ที่มีปัญหาตาแห้ง ควรหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องสำอางที่เป็นเกล็ด แวววาว เพราะเกล็ดเหล่านี้อาจเข้าไปติดในดวงตา ทำให้กระจกตาเกิดเป็นรอย และติดเชื้อได้ง่ายขึ้น

และ ข้อสุดท้าย ควรรักษาความสะอาดหลังการใช้เครื่องสำอาจ และเช็ดล้างเครื่องสำอาจให้หมดในทุกวันก่อนนอน โดยเฉพาะเครื่องสำอางที่ติดแน่น ซึ่งสารเคมีเหล่านี้ อาจเข้าไปในตาในระหว่างการนอน เมื่อมีการขยี้ตา หรือเกิดการถูกับหมอน รวมถึงเครื่องสำอางที่ตกค้างอาจทำให้เกิดการอุดตันบริเวณต่อมน้ำตา ซึ่งอยู่บริเวณเปลือกตา ทำให้เกิดโรคเกี่ยวกับต่อมไขมันที่เปลือกตา หรือตากุ้งยิงได้ค่ะ

และในกรณีที่มีอาการระคายเคือง หรือมีอาการอักเสบบริเวณรอบดวงตา ควรหยุดใช้เครื่องสำอาง และปรึกษาแพทย์ในทันที เพราะความอ่อนไหวของดวงตา หากทิ้งไว้ อาการอักเสบ แพ้ หรือระคายเคือง อาจทำอันตรายกับดวงตาของเราได้

ได้ทราบกันอย่างนี้แล้ว อย่าลืมดูแลดวงตาของเราให้ดีกันตั้งแต่วันนี้นะคะ เพราะดวงตา นอกจากจะเป็นหน้าต่างของหัวใจแล้ว ยังเป็นอวัยวะสำคัญที่จะต้องอยู่กับเราไปอีกนานเลยล่ะค่ะ

เรื่องของรอบเดือน ฮอร์โมน และความงาม

mentrual cycle
นอกจากเรื่องของอารมณ์ ที่มักจะเป็นผลจากฮอร์โมนโดยเฉพาะช่วงที่มีรอบเดือนแล้ว สาวๆ ทราบกันหรือไม่คะ ว่าแต่ละช่วงของรอบเดือน ร่างกายของสาวๆ เรา มีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนอยู่ตลอดเวลา แล้วการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนนี่ล่ะค่ะ ที่ไม่ได้มีผลต่ออารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ ของเราแค่นั้น แต่ยังมีผลต่อสภาพของผิวพรรณของเราอีกด้วย
วันนี้ มาทำความเข้าใจถึงรอบของประจำเดือน ที่สัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนในร่างกาย และสภาพผิวของคุณสาวๆ เพื่อการดูแลผิวพรรณกันอย่างถูกวิธีกันดีกว่า

เริ่มจากช่วงแรก ช่วงที่มีประจำเดือน (Menstrual Phase) ช่วงนี้กินเวลาประมาณ 5 วันค่ะ ผู้หญิงส่วนใหญ่มักจะเพลียและต้องการผักผ่อนมากขึ้น สุขภาพผิวเองก็อ่อนแอลง เป็นเพราะฮอร์โมนเอสโตรเจน โปรเจสเตอโรนต่ำลง ร่างกาย และผิวพรรณจึงควรได้รับการดูแลเป็นพิเศษ เช่นการทาครีมเพื่อบำรุงผิวให้ชุ่มชื่น มีชีวิตชีวาขึ้นหน่อย พร้อมเพิ่มเวลาพักผ่อนให้มากกว่าปกติซักหน่อยค่ะ

ช่วงต่อมา ช่วงที่ประจำเดือนหมดลง ร่างกายของเราจะอยู่ในช่วงเตรียมการตกไข่ (Estrogen Phase) ช่วงนี้กินเวลาประมาณ 9-20 วัน ฮอร์โมนเอสโตรเจนจะสูงขึ้น เป็นช่วงที่เหมาะกับการบำรุงผิว เพราะผิวจะสามารถดูดซึมสารอาหารต่างๆ ได้ดี แถมผิวยังแข็งแรง สดใส ถ้าอยากลองครีมบำรุงผิวตัวใหม่ๆ ต้องช่วงนี้เลยค่ะ จะได้ไม่แพ้หรือมีอาการระคายเคือง

วนกลับมาถึงช่วงที่สาม ช่วงก่อนมีประจำเดือน ช่วงนี้เป็นช่วงหลังตกไข่ (progesterone Phase) กินเวลาประมาณ 14 วัน เป็นช่วงที่คุณผู้หญิงต้องใส่ใจผิวมากเป็นพิเศษ เพราะร่างกายของเราจะผลิตฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนสูง ผิวจึงมีน้ำมันมาหล่อเลี้ยงมาก จนเกิดการสะสมอุดตันได้ เป็นที่มาของการเกิดสิวนั่นเอง แถมผิวยังผลิตเมลานินมากขึ้นอีกด้วย จึงควรปกป้องผิวจากแสงแดดแรงๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดจุดด่างดำ ฝ้าแดด และกระค่ะ

นำมาฝากคุณผู้หญิงกันโดยเฉพาะเลยในวันนี้ หวังว่าความเข้าใจเรื่องของระบบและฮอร์โมนต่างๆ ในร่างกาย จะช่วยให้สาวๆ ทุกคนดูแลผิวพรรณกันได้อย่างเหมาะสมยิ่งขึ้น
ถึงเวลาสวยกันแล้วค่ะ ^^

ท้าทายลมหนาว กับเคล็ดลับดูแลผิวแพ้ง่าย

winter
ลมหนาวที่พัดมาทักทายกันแบบไม่ได้คาดหวังรอบนี้ สาวๆ หลายๆ คนอาจจะสูดอากาศสดชื่นกันเพลิน จนลืมกันไปว่าลมเย็นสบายๆ นั้น จะมาพร้อมกับอากาศแห้งๆ ที่พลอยจะทำให้ผิวสวยๆ ขาดความชุ่มชื้นกันไปด้วย ซ้ำร้าย สำหรับบางคนที่เกิดอาการแพ้ง่ายอยู่แล้ว ก็อาจจะมีอาการผื่นแพ้ได้ง่ายขึ้นอีก ก็เพราะเจ้าลมหนาว สบายๆ กลับกลายเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ผิวแห้ง และเกิดอาการแพ้ได้ง่ายกว่าที่เคย

วันนี้ มาทำความรู้จักกับอาการแพ้กันซักหน่อยว่ามีกี่ประเภท แล้วกับลมหนาวที่พัดมา ตัวการที่ทำให้ผิวแห้ง และอาจจะเกิดอาการแพ้ ระคายเคืองผิวหนังได้ง่ายขึ้นนั้น เราจะจัดการกันอย่างไรดีค่ะ

อาการแพ้หรือระคายเคือง ที่อาจกลายเป็นผื่นผิวหนัง เป็นอาการหนึ่งของโรคผิวหนังอักเสบ ซึ่งเป็นคำเรียกรวมโรคที่มีอาการอักเสบในชั้นผิวหนัง ที่อาจอาการแสดงได้หลากหลายรูปแบบ โดยเราสามารถแบ่ง โรคผิวหนังอักเสบ ออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ตามสาเหตุของการเกิดโรค ซึ่งก็คือ

กลุ่มที่ 1. โรคผิวหนังอักเสบ ที่มีสาเหตุมาจากภายนอกร่างกาย ได้แก่การเกิดผื่นจากการการสัมผัสสารเคมี สารที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ พืช สัตว์ หรือแมลงบางชนิด โดย การเกิดผื่นผิวหนังอักเสบจากการสัมผัสอาจแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ ประเภทแรก สารที่สัมผัสก่อความระคายเคืองต่อผิวหนังจากคุณสมบัติของสารนั้นเอง เช่น สารที่มีฤทธิ์เป็นกรดหรือด่าง สารที่ใช้ในการชำระล้าง ความระคายเคืองจากสารเหล่านี้สามารถก่อให้เกิดผื่นได้ไม่เลือกบุคคล โดยจะเกิดเป็นผื่นเมื่อผิวหนังไม่สามารถทนต่อความระคายเคืองจากสารเหล่านั้นได้ ลักษณะของผิวหนังอักเสบชนิดนี้ มักเกิดบริเวณที่สัมผัสสารบ่อยๆ เช่น มือหรือเท้า เป็นต้น และ กลุ่มที่ 2. คือ สารที่สัมผัสก่อให้เกิดปฏิกิริยาการแพ้ก่อให้เกิดการอักเสบในผิวหนัง ซึ่งในกรณีนี้สารแต่ละชนิดจะก่อให้เกิดผื่นเฉพาะในบางคนเท่านั้น ตัวอย่างเช่น ผู้ที่มีอาการแพ้ ผิวหนังอักเสบหากสวมเครื่องประดับที่มีโลหะผสมบางชนิด หรือสวมเสื้อผ้า ที่มีเนื้อผ้าบางประเภท ในขณะที่คนส่วนใหญ่ไม่มีอาการ

และ กลุ่มที่ 2. โรคผิวหนังอักเสบซึ่งเกิดจากสาเหตุภายในร่างกาย ตัวอย่างเช่น โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง โรคผื่นอักเสบบริเวณผิวมัน เป็นต้น ซึ่งสาเหตุหลัก ของกลุ่มโรคผิวหนังอักเสบกลุ่มนี้ มีปัจจัยที่มาหลากหลาย ทั้งจากทางพันธุกรรม การเปลี่ยนแปลงของสภาวะทางร่างกาย และจิตใจ อาการเจ็บป่วย ความเครียด ทั้งหมดอาจมีผลให้เกิดอาการผื่นผิวหนังอักเสบได้ทั้งสิ้น ผู้ป่วยในกลุ่มนี้จึงอาจมีผื่นในลักษณะเป็นๆ หายๆ หรือเรื้อรังได้ไม่แน่นอน อย่างไรก็ตามปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะสารที่อาจก่อความระคายเคืองต่อผิวหนังเช่น สบู่ ผงซักฟอก ก็สามารถกระตุ้นการเกิดอาการที่รุนแรงขึ้นได้

สำหรับอาการแพ้แบบน้อยๆ ที่อาจเรียกว่าผื่นแพ้ง่าย ที่เกิดจากสภาพผิวที่แห้ง ขาดไขมันมาช่วยเติมความชุ่มชื้น ในช่วงที่อากาศหนาวนั้น เรามีวิธีดูแลผิวง่ายๆ อย่างที่เคยนำมาฝากกันแล้วตามนี้ค่ะ

1 ดื่มน้ำในปริมาณที่มากพอ : ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้วเป็นประจำ
2 ปกป้องตัวเองจากสภาวะแวดล้อม : ไม่เปิดแอร์เย็นเกินไป และไม่อาบน้ำร้อนที่ร้อนจนเกินไป และในหน้าหนาวควรทาโลชั่นอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำ
3 เลือกใช้สบู่ที่เหมาะกับสภาพผิว : ควรเลือกสบู่ที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม หรือเลือกสบู่เด็ก ที่ไม่รุนแรงต่อสภาพผิว
4 การเอาน้ำใส่แก้วแล้ววางไว้ใกล้ๆ ตัว : ทั้งในห้องนอน ห้องนั่งเล่น หรือที่ทำงาน โดยเฉพาะห้องที่มีความแห้งในอากาศอย่างห้องแอร์ เพื่อช่วยเพิ่มความชื้นในอากาศ ทำให้ผิวสูญเสียความชุ่มชื้นน้อยลง และสุดท้าย
5 เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ : เนื้อปลา น้ำมันมะกอก มะเขือเทศ บล็อคโคลี เมล็ดข้าวที่ยังไม่ขัดสี ธัญพืช รวมถึงทานผัก และผลไม้สด ให้เพียงพอด้วยค่ะ

กับลมหนาวที่มาทักทายกันในวันนี้ อย่าละเลยที่จะเติมความชุ่มชื้นให้ผิว และระวังอย่าให้ผิวแห้งกร้าน เพราะไม่ใช่แค่ในเรื่องของความงาม แต่ยังเป็นการช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดอาการผื่นแพ้ ที่เกิดจากผิวแห้งๆ อีกด้วยนะคะ

สวยและมากไปด้วยคุณค่า กับนานาประโยชน์จากลูกพีช

peach
ใครที่เดินซื้อของในซูเปอร์มาร์เก็ตกันบ่อยๆ คงจะเคยสังเกตเห็นว่าเดี๋ยวนี้ มักจะมีผลไม้แปลกๆ ใหม่ๆ ที่ทั้งน่าทาน มีสีสันสวยงาม มาวางขายกันในราคาที่ไม่แพงเหมือนเมื่อก่อนที่ผลไม้นำเข้าแต่ละอย่าง ถึงแม้จะน่าทาน แต่ราคาก็สูงจนเกือบหยิบไม่ลงกันเลยทีเดียว
วันนี้ เราจะพาไปทำความรู้จักกับผลไม้นอก ที่มีถิ่นกำเนิดจากประเทศจีน ที่เดี๋ยวนี้สามารถหาหาซื้อกันได้ง่ายขึ้น ในราคาที่ไม่แพงอีกแล้วค่ะ ….

ลูกท้อ หรือลูกพีช ผลไม้สีสวย น่าทาน มีเนื้อสีเหลือง กับรสชาติหวานอมเปรี้ยวน้อยๆ  รับประทานสดๆ ก็ได้ หรือจะนำไปทำเป็นเมนูอาหารเพื่อสุขภาพก็ได้มากมายหลายชนิด ไม่ว่าจะนำไปลอยแก้ว ทำสมูทตี้ เป็นส่วนประกอบในจานสลัด หรือแม้แต่ส้มตำผลไม้ รับประกันว่าทั้งอร่อย และให้คุณค่าทางอาหารมากมายเลยค่ะ..  ก็เจ้าลูกท้อ หรือลูกพีชนี่ล่ะค่ะ ที่อุดมไปด้วย วิตามินเอ วิตามินซี และสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยในการชะลอวัย ทั้งยังมีเบต้าแคโรทีน ที่มีส่วนช่วยป้องกันโรคมะเร็งบางชนิดอีกด้วย นอกจากนั้น ผิวด้านในของเปลือกลูกท้อ ยังมีคุณสมบัติ สามารถนำมาใช้ในการช่วยยกกระชับกล้ามเนื้อของใบหน้า บำรุงผิว และป้องกันการหย่อนคล้อยของกล้ามเนื้อได้เป็นอย่างดีเลยล่ะค่ะ

แม้ว่าต้นท้อ จะเป็นพืชเมืองหนาว ที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศจีน แต่ในปัจจุบัน มีการปลูกในบ้านเรากันแล้วค่ะ โดยโครงการหลวงได้นำสายพันธุ์ของท้อ มาส่งเสริมให้ปลูกเป็นพืชทดแทนการปลูกฝิ่นในชาวเขาภาคเหนือ เพราะท้อ ชอบอากาศเย็น และขึ้นได้ดีในบริเวณที่มีความสูงตั้งแต่ 3,000 ฟุต ขึ้นไป และมีอุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 10 องศาเซลเซียส

ลูกท้อ มีประโยชน์ต่อสุขภาพในหลายด้านเลยค่ะ หลักๆ แล้วมาจากสารอาหารที่อยู่ในเนื้อ เพราะ ลูกท้อมีทั้งสารต้านอนุมูลอิสระ มีวิตามินซี ที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย ช่วย ป้องกันหวัด ป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน ลดความดันโลหิต มีวิตามินเอที่ช่วยบำรุงสายตา อีกทั้งยังมีประโยชน์ในด้านการทำความสะอาดลำไส้ และช่วยในระบบขับถ่ายอีกด้วย
หลายๆ คน คงได้เคยทานลูกท้อกันอยู่บ้าง แต่ทราบกันหรือเปล่า ว่าลูกท้อ นอกจากจะให้ประโยชน์ต่อร่างกายจากสารอาหาร และวิตามิน ในเนื้อแล้ว เรายังสามารถนำลูกท้อมาใช้เพื่อบำรุงผิวพรรณกันได้ง่ายๆ อีกด้วยค่ะ ขั้นตอนวิธีการก็ไม่ยุ่งยาก ไม่มีส่วนผสมอะไรให้ต้องเตรียมกันให้ลำบาก เพราะเนื้อของลูกท้อมีสรรพคุณ สามารถช่วยบำรุงผิวพรรณ เติมความชุ่มชื้นให้กับผิวได้อย่างเพียงพอแล้ว … สำหรับสาวๆ วิธีการก็ง่ายมากๆ เลยค่ะ เพียงล้างผลท้อให้สะอาด ปอกเปลือก ให้เรียบร้อย ระวังอย่าให้มีขนจากเปลือกเหลืออยู่ เพราะส่วนนี้ สำหรับหลายๆ คนอาจทำให้เกิดอาการแพ้ และเกิดผื่นคันได้ค่ะ … หั่นเนื้อท้อ เป็นชิ้นเล็กๆ แล้วนำไปปั่นจนเป็นเนื้อครีมละเอียด เป็นอันเรียบร้อย สามารถนำมาพอกหน้า และบริเวณลำคอ ทิ้งไว้ประมาณ 20-30 นาที ก่อนจะล้างออกด้วยน้ำสะอาด เพียงเท่านี้ ผิวหน้าก็จะกลับมาเนียนนุ่ม ชุ่มชื้นกันอีกครั้งแล้ว สามารถทำกันได้รายสัปดาห์เลยล่ะค่ะ

ทำความรู้จักกับลูกท้อกันแล้ว วันนี้ ลูกท้อคงไม่ได้เป็นเพียงผลไม้มงคล แต่ยังเป็นผลไม้ที่มากด้วยประโยชน์ และยังสามารถนำมาใช้ในด้านความงามกันได้อีกด้วย ใครได้แวะซูเปอร์มาร์เก็ตวันนี้ อย่าลืมเลือกลูกท้อติดมือกลับมาด้วยนะคะ

DIY Flora Treatment สูตรความงามง่ายๆ จากดอกไม้ใกล้ตัว

4
สาวๆ คนไหนหลงใหลในความงามของดอกไม้ และเคยฝันอยากจะสดใสงดงามในแบบเดียวกัน ต้องลองมาดูสูตรบำรุงผิวพรรณจากดอกไม้กัน วันนี้เรามีสูตรความงามในแบบง่ายๆ มาฝากกัน

ทรีตเมนท์อัญชัน
มาเริ่มกันที่สูตรความงามสำหรับผมกันก่อน สำหรับอัญชันเป็นที่รู้จักกันดีอยู่แล้วว่ามีคุณสมบัติในการบำรุงเส้นผม และขน สูตรทรีตเมนท์นี้จะช่วยบำรุงให้เส้นผมแข็งแรง นุ่มสลวยเป็นเงางาม
ส่วนผสม : ดอกอัญชัน น้ำมันละหุ่ง ไข่แดง พิมเสนบด
วิธีทำ
1. ล้างดอกอัญชันให้สะอาด แกะเอาเฉพาะกลีบดอกให้ได้ประมาณ 1 ถ้วย
2. นำน้ำมันละหุ่งประมาณ 1 ถ้วย ไข่แดง 1 ฟอง พิมเสนบด 1 ช้อนชา นำส่วนผสมทั้ง 3 ผสมกันแล้วนำไปปั่นจนละเอียด จนได้เนื้อข้นๆ
3. ใส่กลีบดอกอัญชันลงไปปั่นด้วยกันจนกลายเป็นเนื้อครีม
วิธีใช้
สระผมให้สะอาดก่อน จากนั้นจึงนำทรีตเมนท์อัญชันชโลมให้ทั่วเส้นผมแล้วทิ้งไว้ประมาณครึ่งชั่วโมง หรืออาจจะเพิ่มประสิทธิภาพของทรีตเมนท์ด้วยการอบผมด้วยความร้อน ก่อนจะล้างให้สะอาด หากไม่อยากให้เหลือกลิ่นคาวจากไข่แดงให้ล้างผมด้วยน้ำมะนาวก็ได้ค่ะ แนะนำว่าสูตรบำรุงผมนี้ให้ทำต่อเนื่องทุกวัน เป็นเวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์นะคะ รับรองว่าเส้นผมจะเงางามเป็นประกาย มีสุขภาพดี ไม่แพ้การใช้ทรีตเม้นท์ราคาแพงๆในตลาดเลยล่ะค่ะ

คลีนเซอร์ดอกกระเจี๊ยบ
กระเจี๊ยบสดดอกสีแดง กลีบดอกอ้วนฉ่ำน้ำนั้น อุดมไปด้วยวิตามิน A วิตามิน B วิตามิน C และมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆ คล้ายผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว ช่วยขจัดเชื้อแบคทีเรียได้เป็นอย่างดี คลีนเซอร์ดอกกระเจี๊ยบจึงช่วยล้างสิ่งสกปรก เหงื่อไคล และสารพิษตกค้าง ทั้งยังช่วยให้ผิวเนียนนุ่มได้อีกด้วยค่ะ
ส่วนผสม : ดอกกระเจี๊ยบ กุหลาบมอญ ไข่แดง นมสด น้ำผึ้ง น้ำแร่
วิธีทำ
1. ล้างดอกกระเจี๊ยบให้สะอาด และล้างให้ขนอ่อนเล็กๆ ที่ดอกกระเจี๊ยบหลุดออก ป้องกันไม่ให้เกิดการระคายเคืองต่อผิว แล้วแกะเอาเนื้อมาใช้ประมาณ 1 ถ้วย
2. นำกุหลาบมอญมาล้างให้สะอาด แล้วเด็ดกลีบออกให้ได้ประมาณ 1 ถ้วย
3. นำไข่แดง 2 ฟอง นมสด 1 ถ้วย น้ำผึ้งประมาณ 1 ใน 4 ของถ้วย น้ำแร่ และกลีบดอกกุหลาบมอญมาปั่นให้เข้ากันจนได้เป็นเนื้อข้น
4. ใส่เนื้อดอกกระเจี๊ยบที่เตรียมไว้ลงไปปั่นให้เข้ากันจนเป็นเนื้อครีม
วิธีใช้
ใช้พอกตัวหลังอาบน้ำ พอกทิ้งไว้ประมาณ 20 นาทีก่อนจะล้างออกให้สะอาด ง่ายๆเพียงเท่านี้ ผิวก็สวยสะอาดแบบสุขภาพดีแล้ว

สูตรความงามตามธรรมชาติจากดอกไม้ที่เลือกหากันได้ทั่วไป ลองทำกันดูนะคะ รับรองว่าจะช่วยให้ผิวพรรณสวยใสเหมือนดอกไม้แรกแย้มกันเลยทีเดียวล่ะค่ะ

แค่เลือกเมนูให้ดี ก็ได้วิตามินไปเต็มๆ

vt.jpg
หลายๆ คนคงเคยสงสัย ว่าวิตามินที่ได้ยินชื่อกันนั้น มีมากมายไปหมด แต่ที่คุ้นเคยกันจริงๆ คงหนีไม่พ้น วิตามินซี วิตามินเอ วิตามินบี ที่ผ่านหูผ่านตากันบ่อยๆ วันนี้ มาดูทำความรู้จักกับวิตามินชนิดอื่นๆ กันซักหน่อย ว่ามีความสำคัญ มีประโยชน์ในด้านใด ที่สำคัญ วิตามินแต่ละชนิดพบได้ในอาหารประเภทใดกันบ้าง

เริ่มต้นด้วยกลุ่มวิตามินที่ละลายได้ในน้ำกันก่อนค่ะ

วิตามินซี – วิตามินที่หลายๆ คนต้องนึกถึงเป็นชื่อแรกๆ มีประโยชน์ในด้านการช่วยสร้างภูมิคุ้มกันโรค ช่วยในการเสริมสร้างเนื้อเยื่อต่างๆ รักษาบาดแผล รวมทั้งช่วยในการดูดซึมธาตุเหล็ก นอกจากนั้น วิตามินซี ยังช่วยป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน และช่วยให้ผิวพรรณสดใสอีกด้วย : วิตามินซี พบได้มากในผัก ผลไม้สด โดยเฉพาะ ฝรั่ง มะเขือเทศ ส้ม และแอ้ปเปิ้ลสีเขียวค่ะ

วิตามินบี 1 – ป้องกันโรคเหน็บชา ตะคริว และอาการเหนื่อยง่าย เพิ่มการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรตภายในร่างกาย และยังช่วยในการทำงานของระบบประสาท หัวใจ และกล้ามเนื้อ : วิตามินบี 1 พบในข้าวซ้อมมือ ตับ เนื้อหมู และไข่แดง

วิตามินบี 2 – ช่วยในการเผาผลาญไขมัน ทั้งยังมีประโยชน์ต่อการทำงานของระบบประสาทตา และป้องกันการเกิดโรคปากนกกระจอกอีกด้วย : วิตามินบี 2 พบได้ในอาหารประเภท ถั่ว เนื้อสัตว์ ไข่ ผักใบเขียว และนม

วิตามินบี 5 – ช่วยในการทำงานของระบบประสาท ระบบทางเดินอาหาร ระบบทางเดินหายใจ และช่วยป้องกันโรคความจำเสื่อม : วิตามินบี 5 พบได้ในอาหารประเภท ไข่ ถั่วลิสง เนื้อสัตว์ เครื่องในสัตว์ งา และนม

วิตามินบี 6 – ช่วยสร้างเซลล์เม็ดเลือด ป้องกันโรคหลอดเลือดอุดตัน และโรคโลหิตจาง : วิตามินบี 6 พบได้ในเนื้อสัตว์ ตับ กล้วย ผักต่างๆ และเนื้อปลา

วิตามินบี 12 – ช่วยในการสังเคราะห์ DNA สร้างเม็ดเลือดแดง และช่วยในการสังเคราะห์โปรตีนในร่างกาย พบได้ในไข่ ถั่ว เนื้อสัตว์ และผลิตภัณฑ์จากนม

สำหรับกลุ่มวิตามินที่ละลายในไขมัน ได้แก่

วิตามิน A – ช่วยในการบำรุงสายตา ช่วยในด้านการสร้างความต้านทางในระบบทางเดินหายใจ บำรุงผิวพรรณ ลดอาการอักเสบจากสิว และช่วยลบเลือนจุดด่างดำบนผิวหนัง : วิตามิน A พบมากในเนื้อสัตว์ ไข่แดง ผัก และผลไม้ที่มีสีเหลือง ส้ม และเขียวเข้ม เช่น ผักโขม ผักคะน้า ฟักทอง แครอท

วิตามิน D – มีความสำคัญในการช่วยให้ร่างกายสามารถดูดซึมแคลเซียม และฟอสฟอรัส ซึ่งจะเป็นผล ทำให้มีโครงสร้างของกระดูก และฟันที่แข็งแรง : วิตามิน D พบได้ในน้ำมันตับปลา นม เนย ปลาทะเล ตับสัตว์ และไข่แดง ทั้งนี้ แม้ว่าร่างกายคนเรา จะสามารถสร้างวิตามิน D ได้ หากได้รับแสงแดดอ่อนๆ ที่เพียงพอ ทว่าจากงานวิจัย กลับพบว่าคนส่วนมาก มักจะไม่ได้รับวิตามิน D ที่สร้างขึ้นอย่างเพียงพอ และจำเป็นที่จะต้องได้รับวิตามินดังกล่าวจากอาหารต่างๆ

วิตามิน E – ช่วยในเรื่องของผิวพรรณ ป้องกันการแตกของเยื้อหุ้มเซลล์ ช่วยในการทำงานของระบบประสาท ระบบสืบพันธุ์ และระบบกล้ามเนื้อ เป็นวิตามินที่มีอยู่มากในอาหารประเภท น้ำมันพืช เมล็ดทานตะวัน ถั่วต่างๆ รวมถึงผักสีเขียวปนเหลือง

วิตามิน K – มีความสำคัญในการช่วยให้เลือดแข็งตัวเวลาที่มีบาดแผล พบได้ในเนื้อสัตว์ ดอกกะหล่ำ บรอคโคลี ไข่แดง ตับ และถั่ว

การรับประทานอาหารที่มีความหลากหลาย และรับประทานผัก ผลไม้สด ในปริมาณที่เพียงพอ สามารถช่วยให้ร่างการได้รับวิตามินที่จำเป็นอย่างครบถ้วน ทว่าในสภาพการใช้ชีวิตในปัจจุบัน โดยเฉพาะกับความเร่งรีบในสังคมเมือง ทำให้เรามักจะละเลย ที่จะทานอาหารที่มีความหลากหลาย และมีคุณค่าทางอาหารที่มากพอ บ่อยครั้ง ทำให้เริ่มมีสัญญาณเตือนจากร่างกาย ทั้งที่มาในรูปของอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยล้า ผิวพรรณที่เริ่มไม่สดใส อาการล้า ปวดศีรษะเป็นพักๆ รวมถึงอาการผิดปกติอื่นๆ

วันนี้ ได้ทราบถึงประโยชน์ ของวิตามินชนิดต่างๆ กันไปแล้ว ถึงเวลาที่เราจะเริ่มให้ความสำคัญ ใส่ใจกับเรื่องของโภชนาการ และเริ่มบำรุงร่างกายของเราให้แข็งแรงกันซักหน่อยแล้วล่ะค่ะ เลือกรับประทานอาหารที่มีคุณค่าให้เพียงพอ หรือจะเลือกหาวิตามินที่มาในรูปของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมาทานกันก็ได้ ที่สำคัญ หากจะเริ่มทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีอยู่มากมายในตลาด อย่าลืมศึกษารายละเอียด ตรวจสอบมาตรฐานของผลิตภัณฑ์และการผลิต รวมถึงขอคำปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญกันก่อนนะคะ

เตรียมตัวรับลมหนาว

winter.jpg
สายลมเย็นอ่อนๆ ที่พัดมาทักทายในช่วงนี้ เป็นสัญญาณส่งข่าวมา ว่าฤดูหนาวที่หลายๆ คนรอคอย กำลังจะย่างกรายเข้ามาแล้ว
ฤดูหนาว ช่วงเวลาที่หลายๆ คนโปรดปราน กับอากาศสดชื่น กำลังสบาย ในแบบที่ไม่หนาวจนเกินไป … แต่ก็ในหน้าหนาวนี่ล่ะค่ะ ที่บางครั้งเราอาจจะลืมไป ว่าเป็นช่วงที่มีแสงแดดแรงๆ รุนแรงพอที่จะทำร้ายผิวสวยๆ ของเราได้ แถมไม่ใช่แค่แดดแรงๆ เพียงอย่างเดียว ยังมีอากาศแห้งๆ ที่อาจจะนำมาซึ่งผิวที่แห้งกร้านกันได้ง่ายๆ ถ้าไม่ดูแลกันให้ดีอีกด้วย

วันนี้ มาไล่กันทีละข้อเลยค่ะ ว่าหนาวนี้ มีอะไรที่ควรจะให้ความสำคัญ หรือมีส่วนไหนที่ควรจะดูแล เพื่อให้ผิวของเรา ไม่แห้งกร้าน หรือโดนทำร้ายโดยไม่ทันได้ระวัง

หน้าหนาวกับแสงแดดแรงๆ สิ่งแรกที่ขาดไม่ได้เลย คือครีมกันแดดค่ะ เลือกใช้ครีมกันแดดที่มีค่า SPF ไม่น้อยกว่า 30 ที่ปกป้องได้ทั้งรังสี UVA และ UVB และใช้อย่างสม่ำเสมอค่ะ แสงแดดในเมืองร้อนอย่างบ้านเรา แม้ในที่ร่ม ก็ยังจะแอบเล็ดลอดเข้ามาทำร้ายผิวกันได้ตลอดเวลา

ข้อที่สอง อย่าอาบน้ำที่ร้อนจนเกินไปโดยเฉพาะในตอนเช้า หลายๆ ครั้ง เรารู้สึกสบายที่ได้อาบน้ำร้อนๆ ในช่วงเช้าของวัน ยิ่งวันไหนอากาศเย็นๆ แล้ว แทบไม่อยากอาบเสร็จกันเลยทีเดียว ทว่าน้ำที่ร้อนจนเกินไปนี่ล่ะค่ะ ที่เป็นตัวการทำให้ผิวที่แห้งอยู่แล้วในหน้าหนาวจะยิ่งแห้งมากขึ้น น้ำที่อุ่นพอประมาณ หรือเย็นนิดหน่อย กลับจะเป็นสิ่งที่ดีสำหรับผิวของเราในหน้าหนาวในการที่จะช่วยรักษาความชุ่มชื้นตามธรรมชาติ ดังนั้น พยายามอย่าอาบน้ำที่ร้อนจนเกินไป และไม่ควรอาบนานจนเกินไป ที่สำคัญ ไม่ควรขัดผิวในช่วงหน้าหนาว เพราะนอกจากจะเป็นการทำให้ผิวแห้ง เป็นขุยได้ง่ายแล้ว ยังจะเป็นการทำให้ผิวแห้งกว่าเดิมอีกด้วยค่ะ

ข้อต่อมา การใช้โลชั่น หรือครีมบำรุงผิว เพื่อเติมความชุ่มชื้นให้กับผิวเป็นสิ่งจำเป็นในหน้าหนาว และการทาโลชั่น ควรทาในขณะที่ผิวเปียกหมาดๆ เพื่อการดูดซับที่ดียิ่งขึ้น หรืออย่างน้อยที่สุด อาจเลือกใช้เบบี้ออยล์บางๆ นวดเพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิวในทุกวัน

ข้อสุดท้าย ควรทานอาหารที่มีมันบ้าง เพราะร่างกายเราต้องการไขมันเพื่อเติมความชุ่มชื้นให้กับผิว ที่สำคัญ ควรดื่มน้ำ ทานผักสด และผลไม้ให้มากขึ้น เพื่อชดเชยการสูญเสียน้ำของผิวให้กับอากาศที่แห้ง

และ นอกเหนือจากการดูแลผิวกายแล้ว ยังมีอีกหลายๆ ส่วนที่ควรจะดูแลเป็นพิเศษอีกด้วย ทั้งในบริเวณริมผีฝาก ที่ควรทาลิปบาล์มเป็นประจำ ป้องอาการปากแห้ง เป็นขุย รวมไปถึงการดูแลมือ และนิ้วมือ ที่ควรใช้แฮนด์ครีมอย่างสม่ำเสมอ เพื่อความเนียนนุ่ม ป้องกันการแห้งกร้าน และบริเวณส้นเท้า ที่ควรสวมใส่ถุงเท้าเท่าที่ทำได้ ป้องกันไม่ให้ส้นเท้าแตก จนถึงส่วนสุดท้าย คือการดูแลเส้นผม ที่ควรใช้ครีมนวดผมอย่างสม่ำเสมอ และเลือกใช้ครีมนวดผมที่ป้องกันการเกิดไฟฟ้าสถิต เพื่อไม่ให้ผมชี้ฟู จัดทรงได้ยากค่ะ

ไล่กันมาจนครบแล้วกับเรื่องของผิวพรรณที่ควรดูแลในช่วงหน้าหนาวที่กำลังจะมาถึง ตอนนี้ คงถึงเวลาเลือกหาเสื้อกันหนาวสีสดตัวเก่ง เตรียมไว้รับลมหนาวที่กำลังจะมาทักทายกันแล้วล่ะค่ะ

รู้จักกับ วิตามิน

vit.jpg
เราคงคุ้นเคยกับคำว่า วิตามิน กันมาพอสมควร ว่าแต่ว่า วิตามินคืออะไร มีความสำคัญต่อร่างกายเราอย่างไร มีกี่ประเภท วันนี้มาดูกันค่ะ

วิตามิน เป็นสารอินทรีย์ประเภทหนึ่ง ที่มีความจำเป็นต่อร่างกายของเราในการสร้างพลังงานในเซลล์ และเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับร่างกายเราค่ะ วิตามิน ไม่ใช่อาหาร และไม่มีแคลอรี่ ไม่สามารถให้พลังงานโดยตรงกับร่างกายของเรา ทั้งยังไม่สามารถทดแทนอาหารได้ ทว่าเราก็ยังคงจำเป็นต้องได้รับวิตามินในปริมาณที่เพียงพอในแต่ละวัน เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง และช่วยในการเปลี่ยนอาหารให้เป็นพลังงาน

วิตามิน ที่จำเป็นต่อร่างกายของเรา มีทั้งหมด 13 ชนิด แบ่งออกเป็นกลุ่มที่สามารถละลายได้ในน้ำมัน หรือในไขมัน ได้แก่ วิตามินเอ วิตามินอี วิตามินดี และ วิตามินเค ซึ่งวิตามินเหล่านี้ ร่างกายสามารถเก็บสะสมไว้ในกล้ามเนื้อได้ จึงอาจจะไม่จำเป็นต้องทานวิตามินประเภทนี้ทุกวัน ในขณะเดียวกัน การได้รับวิตามินประเภทนี้มากเกินไป ก็อาจทำให้เกิดการสะสมมากจนเกิดเป็นพิษจากวิตามินได้เช่นกัน
วิตามินอีกกลุ่มหนึ่ง คือวิตามินที่ละลายได้ในน้ำ ได้แก่ วิตามินซี และ วิตามินบี เป็นต้น และเนื่องจากวิตามินประเภทนี้สามารถละลายได้ในน้ำ เมื่อมีปริมาณวิตามินที่เกินความจำเป็นของร่างกาย จึงสามารถถูกขับออกทางปัสสาวะได้ โดยไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพค่ะ

เมื่อเอ่ยถึงวิตามิน ก็ต้องเอ่ยถึงอนุมูลอิสระ  ซึ่งเป็นสารที่เกิดจากปฏิกิริยาออกซิเดชั่น ที่เกิดขึ้นในร่างกายเราตลอดเวลา ซึ่งอนุมูลอิสระเหล่านี้ จะสะสมอยู่ภายในเซลล์ และอวัยวะส่วนต่างๆ และทำลายเซลล์ จนเป็นสาเหตุของความเสื่อมของเซลล์ในที่สุด
วิตามินหลายๆ ชนิด มีส่วนในการต้านอนุมูลอิสระเหล่านี้ ช่วยปกป้องเนื้อเยื่อที่แข็งแรงของร่างกาย เสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและหลอดเลือด ทั้งยังช่วยในการชะลอการเสื่อมของผิวพรรณอีกด้วย จากงานวิจัย ทำให้พบว่า วิตามิน ที่ให้ผลต้านอนุมูลอิสระอย่างชัดเจนได้แก่ วิตามินเอ วิตามินอี วิตามินซี และแร่ซีเลเนี่ยม

การรับประทานวิตามินเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดควรทานพร้อมหรือหลังอาหาร เนื่องจากวิตามินหลายชนิดจะดูดซึมได้ดีเมื่อรับประทานพร้อมอาหาร เช่น วิตามินเอ และเบตาแคโรทีน จะถูกดูดซึมได้ดีเมื่อรับประทานพร้อมไขมัน สังกะสีจะถูกดูดซึมได้ดีเมื่อทานร่วมกับอาหารประเภทโปรตีนเป็นต้น อย่างไรก็ตาม อาหารหรือเครื่องดื่มบางชนิด ก็อาจยับยั้งการดูดซึมวิตามินได้ เช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทำให้การดูดซึมโฟเลต และไบโอตินลดลง

ทั้งนี้ การรับประทานวิตามินในแต่ละวันนั้น ควรจะอยู่ในปริมาณที่แนะนำต่อวัน (Amount per Daily Dose) ถ้าหากลืมทานวิตามินมื้อใด ก็อาจทานพร้อมกับวิตามินมื้อถัดไปได้ แต่ถ้าลืมข้ามวันไปแล้ว ให้รับประทานตามปกติ ไม่ต้องทานวิตามินของมื้อที่แล้วควบคู่ไปด้วย เพราะการได้รับวิตามินเกินขนาดอาจก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพได้ ถึงแม้ว่าจะไม่มากเท่ากับการรับประทานยาเกินขนาดก็ตาม ทั้งนี้ การรับประทานวิตามินอย่างปลอดภัยและเกิดประโยชน์สูงสุด ควรอยู่ภายใต้การดูแลของบุคลากรทางการแพทย์

เนื่องจากวิตามินส่วนมาก มักสลายตัวได้ง่ายเมื่อสัมผัสกับความร้อน ความชื้น และ ออกซิเจนในอากาศ ดังนั้น ควรเก็บรักษาวิตามินไว้ในที่แห้ง และเย็น เช่น ช่องเย็นธรรมดา ห้ามแช่แข็ง แต่ก็สามารถเก็บในอุณหภูมิห้องปกติได้ด้วย อย่างไรก็ดี ควรหลีกเลี่ยงการเก็บไว้ในที่ร้อนจัด หรือมีความชื้นสูง เช่น ในห้องน้ำ รถยนต์ เป็นต้น ถ้าจำเป็นต้องเดินทางก็อาจนำติดตัวไปเฉพาะจำนวนที่พอใช้ เพื่อให้วิตามินยังคงประสิทธิภาพที่ดีค่ะ

หมดกังวลกับปัญหาแผลเป็นจากสิว ด้วย Fractional Resurfacing Laser

acne.jpg
กว่าจะผ่านช่วงวัยรุ่นกันมา เกือบทุกคนคงจะต้องเคยกลุ้มใจกับเรื่องของสิวกันมาพอสมควร หลายๆ คนโชคดี ที่เจ้าสิวตัวแสบ ไม่ทิ้งร่องรอยเอาไว้บนใบหน้าสวยๆ แต่บ่อยครั้ง ที่สิวในวัยสาว ได้ฝากร่องรอยเอาไว้ให้กลุ้มใจ ดดยเฉพาะในวันสำคัญๆ ที่อยากจะสวยแบบไร้ที่ติกัน

วันนี้ มาทำความรู้จักกับนวัตกรรมเลเซอร์ที่แก้ปัญหาหลุมสิว และหลุมแผลเป็นกันเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับสาวๆ ค่ะ กับเทคโนโลยีที่เรียกว่า “Fractional Resurfacing Laser” การใช้เลเซอร์กรอผิว โดยการยิงลำแสงเลเซอร์ออกมาเป็นลำแสงเล็กๆ เพื่อให้เกิดความร้อน และเจาะทะลุลงไปในชั้นผิวตามแนวลำแสง หลังการยิงเลเซอร์จะเห็นเป็นตารางบนผิวหน้า และผิวหน้าที่โดนเลเซอร์ก็จะตกสะเก็ดเล็กๆ แล้วค่อยๆลอกออกภายใน 2 สัปดาห์ โดยจะมีส่วนของผิวหนังทั้งส่วนที่ถูกแสงเลเซอร์ และ ส่วนที่ไม่ถูกแสงเลเซอร์ ผิวหนังในส่วนที่ไม่ถูกแสงเลเซอร์ จะเป็นเสมือนจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดการสร้างเซลล์ผิวใหม่ไปทดแทน ในขณะที่ส่วนที่ถูกเลเซอร์ก็จะเกิดการฟื้นตัวของผิวอย่างรวดเร็ว

ขั้นตอนการรักษาแผลโดยเทคโนโลยี Fractional Resurfacing Laser สามารถสรุปออกมาเป็นขั้นตอนสำคัญทั้งหมด 3 ขั้นตอนค่ะ ได้แก่ ขั้นตอนแรก การกรอผิว ( Resurfacing ) โดยกรอส่วนบนหรือบริเวณส่วนไหล่ของหลุมสิว หรือร่องของริ้วรอยออก ซึ่งจะทำให้ผิวแลดูเรียบเนียนขึ้นในระดับหนึ่ง ก่อนจะเข้าสู่ขั้นตอนที่สอง คือการกระตุ้นการสร้างเส้นใยคอลลาเจนใหม่ ( Collagen remodeling ) โดยเส้นใยคอลลาเจน จะถูกสร้างขึ้นมาใหม่ ซึ่งจะทำให้หลุมแผลเป็น หรือรอยสิวตื้นขึ้น ดูเรียบเนียนขึ้น และ ขั้นตอนสุดท้าย การทำให้เกิดหดตัวของเส้นใยคอลลาเจน ( Collagen contraction ) ทำให้ความกว้างของหลุมสิวหรือร่องริ้วรอยแคบลง และผิวที่หย่อนคล้อยตึงขึ้น การหดตัวนี้มักเห็นได้ด้วยตาเปล่าในทันทีเลยล่ะค่ะ

Fractional Resurfacing Laser เป็นนวัตกรรมการใช้แสงเลเซอร์เพื่อช่วยรักษาปัญหาหลุมสิว หลุมแผลเป็นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่นอกจากจะทำให้คุณมีที่ผิวเรียบเนียนแล้ว ยังจะได้ผิวที่กระชับ และรูขุมขนที่เล็กลงเป็นของแถมอีกด้วยค่ะ