ฮอร์โมน กับเรื่องสวยๆ ของสาวๆ

hormone
จะผิวสวยเด้งเต่งตึง ผิวหมองใบหน้าไม่ผ่องใส พุงออก อารมณ์หดหู่ สมองล้า สั่งงานช้า เรื่องเหล่านี้ล้วนเกี่ยวกับฮอร์โมนในร่างกายของเราทั้งนั้นเลยค่ะ วันนี้เราลองมาทำความรู้จักฮอร์โมนในร่างกายของเราให้มากขึ้นกันอีกซักนิด เพื่อทำความเข้าใจกับการเปลี่ยนแปลงของร่างกายให้มากขึ้นดีกว่าค่ะ
ฮอร์โมน คือ สารเคมีที่ร่างกายของเราสร้างขึ้นมา มีหน้าที่นำส่งสารเคมีจากเซลล์หนึ่งไปยังเซลล์อื่น ๆ ฮอร์โมนจะเกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโต การสลายตัวของเซลล์ รวมถึงระบบภูมิคุ้มกัน นอกจากนั้น ฮอร์โมนยังเกี่ยวข้องโดยตรงกับความอ่อนเยาว์ ความสาว การผลัดของเซลล์ผิว รวมทั้งการสร้างเซลล์ใหม่ด้วย ซึ่งฮอร์โมนที่เกี่ยวข้องกับความสาวมี 4 ชนิดด้วยกันค่ะ ได้แก่ เอสโตรเจน เมลาโทนิน เทสโทสเตอโรน และโกรทฮอร์โมน

ฮอร์โมนเอสโตรเจน
หน้าที่ของฮอร์โมนชนิดนี้ คือการกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน ให้ผิวเต่งตึงสดใสมีชีวิตชีวา เมื่อใดที่ร่างกายผลิตฮอร์โมนชนิดนี้น้อยลง ผิวสวยแย่แน่ๆ ค่ะ เพราะจะทำให้ผิวแห้งกร้าน ไม่อุ้งน้ำ ผลที่ตามมาคือ การเกิดรอยย่น ตีนกา และริ้วรอยต่างๆ ยิ่งไปกว่านั้น ผิวแห้งๆ ยังทำให้ผิวเป็นขุย เกิดอาการแพ้ และอาการระคายเคืองได้ง่ายขึ้นอีกด้วยค่ะ

ฮอร์โมนเมลาโทนิน
ฮอร์โมนชนิดนี้จะช่วยต้านอนุมูลอิสระ ทำให้เซลล์ผิวมีความแข็งแรง ชะลอการเกิดริ้วรอย และยังช่วยให้ร่างกายนอนหลับสนิท เมื่อได้พักผ่อนเพียงพอ ผิวพรรณก็จะสดชื่น และเซลล์ใต้ชั้นผิวก็จะทำงานอย่างเป็นระบบ ปัญหาคือร่างกายเรา จะสร้างเมลาโทนินที่ว่านี้น้อยลงเมื่ออายุมากขึ้น

ฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน
เมื่อใดที่ฮอร์โมนนี้มีระดับเพิ่มสูงขึ้น สิ่งที่ตามมาก็คือสิวค่ะ และขนค่ะ ตัวการร้ายที่ทำให้รูขุมขนเกิดการอุดตัน แต่ฮอร์โมนชนิดนี้ก็มีส่วนดีก็คือการทำให้ผิวชื้นเต่งตึงในเวลาเดียวกัน เมื่อใดที่ฮอร์โมนชนิดนี้ลดลงเตรียมใจไว้เลยค่ะว่าจะต้องเจอกับปัญหาผิวบาง ตกกระง่าย ผิวหย่อนคล้อย สังเกตได้ง่ายๆ ก็บริเวณรอบดวงตานี่ล่ะค่ะที่ชัดเจนที่สุด

โกรทฮอร์โมน
ฮอร์โมนที่อยู่กับเรามาตั้งแต่วัยเยาว์ มีหน้าที่ทำให้เราเติบโตนั่น ฮอร์โมนตัวนี้จะช่วยสร้างมวลกระดูกและกล้ามเนื้อ ทำให้เราสูง และมีกล้ามเนื้อที่แข็งแรง รวมถึงเชื่อมโยงการทำงานของระบบประสาท และช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์ผิวใหม่ ฮอร์โมนชนิดนี้จะทำงานอย่างเต็มที่จนถึงช่วงอายุประมาณ 20 ปี และจะทำงานลดลงเมื่อเราอายุขึ้นเลข 3 โดยจะลดลงอย่างต่อเนื่อง ปริมาณโกรทฮอร์โมนที่ลดลงนั้นส่งผลต่อสุขภาพและความงามอย่างมากค่ะ เพราะเมื่อใดที่ร่างกายสร้างโกรทฮอร์โมนน้อยลง ผิวพรรณก็จะเสื่อมสภาพลงอย่างรวดเร็ว ขาดการสร้างผิวใหม่ทดแทน ผิวจะซีด หย่อนคล้อย ทั้งบริเวณหนังตา และแก้ม ทั้งการทำงานของกล้ามเนื้อในทุกๆ ส่วนก็จะทำงานได้น้อยลง

การเรียนรู้เรื่องฮอร์โมนภายในร่างกายเป็นการทำความรู้จักกับการเปลี่ยนแปลงของร่างกายในเชิงลึก เพื่อทำความเข้าใจถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น และพร้อมที่จะเตรียมรับต่อความเปลี่ยนแปลงในส่วนต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นกับร่างกายของเรานั่นเองค่ะ โดยวงการแพทย์ในปัจจุบันได้พยายามคิดค้นหาวิธีในการชะลอวัยด้วยศาสตร์ต่างๆ มากมาย รวมไปถึงการพยายามคิดค้นฮอร์โมนที่จะเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย และมีความก้าวหน้าไปอย่างมาก
วันนี้ ได้รู้จักกับฮอร์โมนเพิ่มขึ้นมาอีกซักหน่อยแล้ว เดี๋ยวสัปดาห์หน้ามาต่อกันค่ะ กับเรื่องของการรักษาสมดุลของฮอร์โมน และการชะลอวัย รักษาความสาวให้อยู่กับเราไปนานๆ
แล้วพบกันนะคะ ^^

Advertisements

แตงกวา กับคุณค่าที่มากกว่าสารอาหาร

แตง.jpg
‘แตงกวา’ ผักธรรมดาๆ ที่เห็นกันเป็นประจำในแทบทุกมื้ออาหาร ผักชิ้นเล็กๆ ที่หลายคนมักจะเขี่ยไว้ข้างๆ โดยไม่เห็นถึงคุณค่า
วันนี้ เรามาดูกันซักหน่อยค่ะ ว่าเจ้าผักธรรมดาๆ ชนิดนี้ แอบซ่อนประโยชน์อะไรเอาไว้บ้าง และมากมายขนาดไหน
คุณค่าของแตงกวา อยู่ที่สองส่วนหลักๆ เลยค่ะ

ส่วนแรก มาจากสารอาหาร วิตามิน และแร่ธาตุ หลากหลายชนิดในแตงกวา ที่ช่วยให้ร่างกายแข็งแรง และช่วยเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย นอกจากนั้น แตงกวายังมีสารประกอบ ที่ช่วยลดคอเลสเตอรอล และมีฮอร์โมนที่เซลล์ตับอ่อนใช้ในการผลิตอินซูลิน ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวานอีกด้วย ประโยชน์ของแตงกวายังรวมถึงการที่แตงกวามีไฟเบอร์ โพแทสเซียม และแมกนีเซียม ในปริมาณที่สูง จึงเป็นผักที่เป็นประโยชน์สำหรับผู้ป่วยที่มีปัญหาด้านความดันโลหิต ทั้งความดันสูง และความดันต่ำ เพราะแร่ธาตุดังกล่าวจะเป็นส่วนช่วยในการควบคุมความดันโลหิตให้เป็นปกติค่ะ

ส่วนที่สอง คือการที่แตงกวามีองค์ประกอบของน้ำในปริมาณที่มากถึง 90% ทำให้แตงกวาจัดอยู่ในอาหารที่ลดความร้อน และช่วยเพิ่มความสดชื่นได้เป็นอย่างดีโดยเฉพาะสำหรับผู้ที่มีอาการขาดน้ำ อีกทั้ง น้ำในแตงกวา ยังมีคุณสมบัติช่วยล้างสารพิษในร่างกายได้อีกด้วย

นอกเหนือจากที่ได้กล่าวมา ยังมีงานวิจัยหลายชิ้น ที่ยืนยันถึงประโยชน์ของแตงกวา ว่าการทานแตงกวาในปริมาณที่เพียงพอ จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านม มะเร็งรังไข่ และมะเร็งต่อมลูกหมากอีกด้วย

ทราบกันถึงประโยชน์ของแตงกวาต่อสุขภาพกันแล้ว เชื่อหรือไม่คะ ว่าสำหรับสาวๆ แล้ว แตงกวา ยังสามารถนำไปใช้ในด้านความงามกันได้อีกมากมายเลย ลองมาดูสูตรความงามง่ายๆ จากแตงกวากันซักหน่อยดีกว่าค่ะ

สูตรแรก สาวๆ คงจะคุ้นเคยกันอยู่แล้ว คือการใช้แตงกวา ล้างให้สะอาด ฝานเป็นแว่นบางๆ วางไว้ที่ดวงตาทั้งสองข้าง เอนไซม์ในแตงกวาจะทำหน้าที่ย่อยเซลล์ที่ตายแล้ว ทั้งยังช่วยเพิ่มความชุ่มชื่นให้กับผิวรอบดวงตา ลดริ้วรอย และลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อ

สูตรที่สอง ใช้แตงกวา 2-3 ลูก ล้างสะอาด ปั่นให้ละเอียด แล้วนำมาผสมกับไข่ขาวดิบที่ตีจนฟู 1 ฟอง และน้ำมะนาว 1 ช้อนชา ผสมรวมเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วนำมาพอกหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาที ก่อนล้างออกด้วยน้ำสะอาด จะช่วยลดความมันบนใบหน้า กำจัดสิวเสี้ยน และทำให้ผิวหน้าเกลี้ยงเกลาขึ้นค่ะ

สูตรที่สาม ใช้แตงกวา 2-3 ลูก ล้างสะอาด ผสมกับน้ำผึ้ง 1/4 ถ้วย ปั่นให้ละเอียด แล้วนำมาพอกหน้า ทิ้งไว้ประมาณ 10-15 นาที ก่อนล้างออกด้วยน้ำสะอาด สูตรนี้ สำหรับผู้ที่มีผิวแห้ง สามารถทำได้ทุกวันก่อนนอน นอกจากจะช่วยให้ผิวชุ่มชิ้น เปล่งปลั่งแล้ว ยังช่วยให้ผิวหน้านุ่ม และมีความยืดหยุ่นขึ้นอีกด้วยค่ะ

ได้ทราบถึงประโยชน์มากมายของแตงกวากันไปแล้ว ทั้งประโยชน์ที่มีต่อสุขภาพ กับทั้งอีกหลายวิธีที่จะนำไปใช้ในด้านความงาม ถึงเวลาหาซื้อแตงกวามาประจำการในตู้เย็นกันแล้วล่ะค่ะ ^^

เคล็ดไม่ลับ ป้องกันผมร่วง

hair.jpg
ใครๆ ก็ฝันอยากมีผมสลวยสวยเก๋ จะตัดแต่งอย่างไรก็ได้ ทันสมัยได้เสมอ แต่ฝันนั้นอาจดูห่างไกล เมื่อมีปัญหาผมร่วงมากวนใจ เพราะจะทำทรงไหนก็ดูไม่มั่นใจ ถ้าใครเคยเจอกับปัญหาผมร่วงคงจะทราบดีว่าปัญหานี้เป็นเรื่องใหญ่ ยิ่มผมร่วงมากเท่าไร ความกังวลก็ยิ่งมากขึ้น ภาวะความเครียดก็ตามมา

การดูแลผมให้สวย สุขภาพดี โดยทั่วไปสามารถทำได้ไม่ยากค่ะ เพียงหลีกเลี่ยงจากอาการเครียด และพักผ่อนให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่มีผลข้างเคียง งดเครื่องดื่มมีแอลกอฮอล์ และบุหรี่ หลีกเลี่ยงการใช้สารเคมี และความร้อนกับเส้นผม และดูแลเรื่องของโภชนาการให้ดี แค่นี้ ก็ช่วยได้มากแล้ว

แต่สำหรับหลายๆ คน ที่มีอาการผมร่วงมากกว่าปกติ อาจจะมีสาเหตุที่แตกต่างออกไป และต้องการการดูแลที่มากกว่าการดูแลทั่วๆ ไป เราลองมาดูกันดีกว่าค่ะว่าสาเหตุที่มาของอาการผมร่วงนั้นมาจากปัจจัยใดบ้าง จะได้แก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ถูกค่ะ

ความเครียด ถ้าเป็นมากร่วมกับพักผ่อนน้อย พักผ่อนไม่เพียงพอ หรือนอนไม่หลับเป็นระยะเวลานาน จะส่งผลทำให้กระทบต่อหลายระบบในร่างกาย รวมถึงระบบภูมิต้านทาน ฮอร์โมนต่างๆ เกิดการเสียสมดุลในร่างกาย ทำให้การหลุดร่วง และการงอกใหม่ของเส้นผมเสียสมดุลไปด้วย
ความเครียดนี้รวมถึง การไม่สบายเรื้อรัง มีไข้สูง ภาวะหลังคลอดลูก หรือหลังผ่าตัดที่ต้องเสียเลือดมาก เหล่านี้ล้วนเป็นสาเหตุทำให้ผมร่วงได้ทั้งหมดค่ะ

อายุ เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น บางคนอาจมีการเสื่อมของเซลล์มากขึ้น ทำให้ผมบนหนังศีรษะบางลง เส้นผมมีขนาดและความยาวลดลง การไหลเวียนของเลือดไปยังศีรษะและรากผมน้อยลง จึงทำให้การเจริญเติบโตของเส้นผมเกิดช้าลงไปด้วย

โรคประจำตัว เช่นโรคเบาหวาน จะมีผลกับหลายๆ ระบบในร่างกาย รวมถึงเรื่องเส้นเลือดที่จะนำอาหารไปเลี้ยงเส้นผม ผู้ที่มีการทำงานของต่อมไทรอยด์ผิดปกติ ผู้ที่มีภาวะโรคทางภูมิคุ้มกัน เกิดจากภูมิคุ้มกันตัวเองไปทำลายรากผม ก็ทำให้เกิดผมร่วงได้ ผู้ที่มีภาวะซีด หรือเสียเลือดเรื้อรัง ก็จะทำให้ผมร่วงได้มาก และการงอกใหม่เกิดขึ้นได้ไม่ดี เป็นต้น

ยาบางชนิด เช่น ยารับประทานรักษาสิวกลุ่มวิตามินเอ จะพบกลุ่มวัยรุ่นที่ทานยามีผลข้างเคียงเรื่องผมร่วงได้ ยาลดความดัน ยากันชัก เป็นต้น

การขาดสารอาหาร ส่วนประกอบหลักของผมคือโปรตีน หากมีการควบคุมอาหารหรือลดน้ำหนัก เลือกทาน หรือทานอาหารไม่ครบ 5 หมู่ อาจขาดสารอาหารและแร่ธาตุที่มีความจำเป็นต่อการสร้างเส้นผมได้

การทำ Hair Cosmetics ต่างๆ เช่น ย้อมผม ดัดผม ยืดผม การทำร้ายเส้นผมบ่อยๆ ก็เป็นสาเหตุทำให้ผมหลุดร่วงง่าย

กรรมพันธุ์ ปัญหานี้ความจริงเป็นสิ่งที่เราควบคุมไม่ได้หากได้รับการถ่ายทอดทางพันธุกรรมจากพ่อและแม่ แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องได้รับลักษณะทางพันธุกรรมนั้นๆ เพราะส่วนใหญ่แล้วต้องมีปัจจัยและสาเหตุอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

การสูบบุหรี่และดื่มเหล้าเป็นระยะเวลานาน มีผลทำให้ผมร่วงและสุขภาพผมไม่ดีได้เช่นกัน

วันนี้ พอจะทราบสาเหตุที่มาของอาการผมร่วงกันแล้วนะคะ ถ้าปัจจัยไหนเลี่ยงได้ ก็พยายามหาทางเลี่ยง ก่อนที่จะเกิดปัญหาผมร่วงแล้วค่อยมาหาทางแก้ทีหลัง

ผมสวยๆ ก็เปรียบเสมือนต้นไม้ ต้องคอยดูแลรดน้ำ ใส่ปุ๋ย พรวนดิน ให้แสงแดด ต้นไม้จึงจะเจริญเติบโตดี นอกจากหลีกหนีสาเหตุผมร่วงให้ไกลแล้ว เรามีเทคนิคง่ายๆ สำหรับการดูแลผมที่เราสามารถทำได้ในทุกๆ วันกันค่ะ เป็นการดูแลจากปัจจัยภายใน และปัจจัยภายนอก ค่ะ

1) ปัจจัยภายใน ต้องรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ ถ้าดูอาหารที่ทานเป็นประจำแล้วไม่ครบถ้วน อาจทานวิตามินเสริมที่ช่วยในการบำรุงหนังศีรษะและเส้นผมได้ นอกจากนั้นแล้ว การนอนหลับพักผ่อนที่เพียงพอ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ลดความเครียด ทำจิตใจให้สบาย หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และดื่มเหล้า เส้นผมก็จะเจริญเติบโตได้เป็นปกติ

2) ปัจจัยภายนอก สิ่งที่จะต้องมาสัมผัสทั้งหนังศีรษะและเส้นผมของเราเกือบทุกวัน ก็คือแชมพูสระผม ควรเลือกแชมพูที่เหมาะกับสภาพหนังศีรษะของเรา ความถี่ในการสระผมก็ขึ้นอยู่กับกิจกรรมของแต่ละวัน หลีกเลี่ยงการทำร้ายหนังศีรษะบ่อยครั้งด้วยสารเคมีและความร้อนจัด รวมถึงแสงแดด สุขภาพผมก็จะดีและไม่หลุดร่วงง่าย

ปัจจัยง่ายๆ เหล่านี้ล่ะค่ะ ที่จะทำให้ผมสวยอยู่กับเราไปนานๆ ค่ะ

เครื่องสำอาง กับผิวบอบบาง แพ้ง่าย

Cosmetic_products_blackday_Fotolia1.jpg
สาวๆ ในปัจจุบัน กว่าจะสวยได้ ต้องดูแลทั้งเสื้อผ้า หน้า ผม มากมายไปหมด โดยเฉพาะเรื่องการแต่งหน้าที่จำเป็นต้องมีการใช้เครื่องสำอาง และครีมบำรุงผิวอีกหลายขั้นตอน ทำให้ผิวต้องเสี่ยงกับการสัมผัสกับสารเคมีที่อาจสะสมทำให้เกิดการระคายเคืองได้ คุณสาวๆ จึงต้องระวังและเลือกให้มากหน่อยเพื่อไม่ให้ผิวสาวๆ เกิดอาการแพ้ หรือ อาการระคายเคือง
วันนี้ ลองมาดูกันซักหน่อยค่ะ ว่าสาวๆ ที่มีผิวบอบบาง แพ้ง่าย ควรจะระมัดระวัง และดูแลผิวกันอย่างไรบ้าง

การป้องกันไม่ให้เกิดการระคายเคืองจากเครื่องสำอางนั้น แนะนำว่าให้ทดลองใช้เครื่องสำอางนั้นๆ โดยทดสอบดูที่บริเวณผิวใต้ท้องแขนก่อน เพราะใต้ท้องแขนเป็นบริเวณที่มีผิวบางที่สุด รองจากผิวหน้า หากไม่เกิดอาการระคายเคือง โอกาสที่จะเกิดการระคายเคืองบนใบหน้าก็จะน้อยลง แต่การทดสอบที่ท้องแขนก็ไม่ได้แปลว่าเครื่องสำอางนั้นจะปลอดภัย ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้ไปเสียทั้งหมด เพราะผิวหน้ามีรูขุมขน มีน้ำมันต่างจากผิวบริเวณใต้ท้องแขน ทำให้สารบางชนิดสามารถซึมผ่านได้ดีกว่า นอกจากนั้นผิวหน้ายังได้รับการล้างทำความสะอาดอยู่เป็นประจำ ผิวเคลือบชั้นบนของผิวหนังจึงบางกว่าผิวที่บริเวณใต้ท้องแขน ทำให้สารต่างๆ ในเครื่องสำอางสามารถซึมผ่าน และก่อให้เกิดอาการแพ้ได้ง่ายๆ ค่ะ

แต่ถ้าระมัดระวังก็แล้ว เลือกเครื่องสำอางอย่างดีก็แล้ว แต่ก็ยังจะมีอาการแพ้ขึ้นมาจนได้ การแก้ไขที่ปลอดภัยที่สุดคือการพักหน้า โดยไม่แต่งแต้ม หรือใช้เครื่องสำอางในบริเวณที่แพ้จนกว่าอาการแพ้จะหายไป ทั้งนี้ เพราะการใช้เครื่องสำอางในบริเวณที่มีอาการระคายเคือง จะยิ่งทำให้เกิดการระคายเคืองซ้ำซ้อน และการล้างหน้าด้วยสารชำระล้างก็อาจจะทำให้อาการรุนแรงมากขึ้น ถ้าสามารถพักหน้า ทำความสะอาดด้วยน้ำสะอาด เซลล์ผิวก็จะฟื้นกลับมาอย่างรวดเร็วภายใน 1–2 วัน แต่หากพักหน้าสักวันสองวันแล้วยังไม่หาย คงต้องลองไปพบแพทย์ผิวหนังที่อาจจะรักษาด้วยการให้รับประทานยาแก้แพ้ เน้นว่าต้องใช้การรับประทานยาแก้แพ้เท่านั้น หลายคนอาจเข้าใจว่าถ้าหากแพ้ต้องใช้ยาทา แต่ในความเป็นจริง ยาทาเหล่านั้นส่วนใหญ่มักประกอบด้วยสารสเตียรอยด์ที่มีความแรงแตกต่างกันไป เมื่อใช้ครั้งแรกๆ อาจจะหายในทันที ทำให้ผู้ใช้ติดใจ เพราะสามารถแต่งหน้าได้ดังเดิม แต่การใช้ยาทาแบบนี้ จะทำให้ผิวอ่อนแอลง จนรักษายาก และอาจทำเกิดอาการแพ้มากขึ้นในอนาคตจนไม่สามารถใช้เครื่องสำอางได้อีก

สรุปได้ว่า การรักษาที่ดีนั้นต้องไม่ใช้สเตรียรอยด์ ไม่แต่งหน้า และรับประทานยาแก้แพ้ ไม่เช่นนั้น หากอาการรุนแรง อาจถึงขั้นต้องใช้แสงเลเซอร์ Vbeam (595) ช่วยในการรักษา ซึ่งจะสิ้นเปลืองทั้งระยะเวลาที่ยาวนานเป็นเดือน และค่ารักษาพยาบาลอีกมาก ที่สำคัญ การรักษาด้วยแสงเลเซอร์ดังกล่าวยังมีข้อจำกัดที่ไม่สามารถรักษาผิวหนังบริเวณเปลือกตาบน เพราะแสงจะเข้าตา เป็นอันตรายได้ การฟื้นฟูผิวหนังในบริเวณนี้จึงเป็นบริเวณที่ทำได้ยากที่สุด

เพื่อป้องกันไม่ให้อาการรุนแรง และเป็นเรื่องที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น แนะนำว่าควรรักษาผิวตั้งแต่เริ่มเกิดอาการระคาย หรืออาการแพ้ ในช่วงแรกๆ และรีบรับประทานยา รวมทั้งพักการใช้เครื่องสำอาง หรือสารเคมีที่จะมารบกวนผิว ให้ผิวได้ฟื้นฟูตัวเอง สำคัญที่สุด คือไม่ควรจะใช้เครื่องสำอางมากเกินความจำเป็น เพราะหากสามารถลดการใช้เครื่องสำอางลงได้ โอกาสเกิดการระคาย หรืออาการแพ้ ก็จะน้อยลงตามไปด้วย การใช้ยาแก้แพ้ก็ไม่จำเป็น ผลข้างเคียงของการใช้ยาก็จะน้อยลงตามไปด้วยค่ะ

แต้มสีรอบดวงตาอย่างไร ให้ปลอดภัย

eye.jpg
ในขณะที่ดวงตา เป็นหนึ่งในอวัยวะที่เราใช้งานกันมากที่สุด ก็ตั้งแต่ตื่นนอน ที่ดวงตาต้องรับมือกับแสง ฝุ่นละออง และสารเคมีในอากาศ รวมถึงกล้ามเนื้อตา ที่ต้องทำงานหนัก คอยเพ่งและปรับระยะ ในแทบจะทุกช่วงเวลา กว่าจะได้พัก ก็ต้องรอถึงตอนกลางคืน แต่เรากลับจะไม่ค่อยได้ดูแลดวงตาของเรากันซักเท่าไหร่ ซ้ำร้าย หลายๆ ครั้ง เรายังทำร้ายดวงตา ด้วยการใช้เวลาอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์ และสมาร์ทโฟนนานๆ รวมถึงแต่งแต้มสารเคมีรอบๆ ดวงตา จนอาจลุกลาม กลายเป็นปัญหาสุขภาพตากันอีกด้วย

วันนี้ มาดูกันค่ะ ว่าอะไรที่เราควรจะระมัดระวังกันบ้าง โดยเฉพาะสาวๆ ในเรื่องของการใช้เครื่องสำอางรอบดวงตา ก็เพราะคงจะเป็นการยากมากๆ ที่เราจะไม่ใช้เครื่องสำอางกันเลยในชีวิตประจำวัน แต่จะใช้อย่างไร ไม่ให้เป็นอันตรายกับดวงตา ลองมาไล่กันทีละข้อเลยค่ะ

ข้อแรก เครื่องสำอางที่เปิดใช้แล้ว มีอายุประมาณ 3 เดือน เพราะหากนานกว่านั้น เชื้อแบคทีเรียจะมีโอกาสปนเปื้อน และเจริญเติบโต จนเป็นอันตรายกับดวงตาได้ โดยเฉพาะในเครื่องสำอางประเภทครีม หรือของเหลว ดังนั้น ควรหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องสำอางหมดอายุหรือเครื่องสำอางที่เปิดใช้แล้วนานๆ  ถึงแม้ว่าจะยังมีเหลืออยู่ เพื่อความปลอดภัยค่ะ

ข้อที่สอง หลีกเลี่ยงการแต่งหน้าขณะขับรถ ไม่ว่าจะขณะรถหยุด หรือขณะที่รถกำลังเคลื่อนที่ เพราะเราไม่สามารถทราบได้เลยค่ะ ว่าจะเกิดอุบัติเหตุได้เมื่อใด ป้องกันเอาไว้ก่อนจะดีกว่า นอกจากนั้น การใช้อุปกรณ์แต่งหน้าที่เป็นของแข็งควรใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษเพราะอาจพลาดไปโดนผิวกระจกตา ทำให้ผิวกระจกตาเกิดการถลอก หรือติดเชื้อได้

ข้อที่สาม หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องสำอางร่วมกับผู้อื่น เพราะจะมีความเสี่ยงในการติดเชื้อได้สูง

ข้อที่สี่ การเขียนตา ควรเขียนบริเวณขอบนอกของแนวขนตา เป็นการป้องกันการอุดตันของต่อมไขมันรอบๆ ดวงตา เพราะต่อมไขมันเหล่านี้คือต่อมที่คอยสร้างไขมันเพื่อปกป้องผิวกระจกตาค่ะ

ข้อที่ห้า ผู้ที่มีปัญหาตาแห้ง ควรหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องสำอางที่เป็นเกล็ด แวววาว เพราะเกล็ดเหล่านี้อาจเข้าไปติดในดวงตา ทำให้กระจกตาเกิดเป็นรอย และติดเชื้อได้ง่ายขึ้น

และ ข้อสุดท้าย ควรรักษาความสะอาดหลังการใช้เครื่องสำอาจ และเช็ดล้างเครื่องสำอาจให้หมดในทุกวันก่อนนอน โดยเฉพาะเครื่องสำอางที่ติดแน่น ซึ่งสารเคมีเหล่านี้ อาจเข้าไปในตาในระหว่างการนอน เมื่อมีการขยี้ตา หรือเกิดการถูกับหมอน รวมถึงเครื่องสำอางที่ตกค้างอาจทำให้เกิดการอุดตันบริเวณต่อมน้ำตา ซึ่งอยู่บริเวณเปลือกตา ทำให้เกิดโรคเกี่ยวกับต่อมไขมันที่เปลือกตา หรือตากุ้งยิงได้ค่ะ

และในกรณีที่มีอาการระคายเคือง หรือมีอาการอักเสบบริเวณรอบดวงตา ควรหยุดใช้เครื่องสำอาง และปรึกษาแพทย์ในทันที เพราะความอ่อนไหวของดวงตา หากทิ้งไว้ อาการอักเสบ แพ้ หรือระคายเคือง อาจทำอันตรายกับดวงตาของเราได้

ได้ทราบกันอย่างนี้แล้ว อย่าลืมดูแลดวงตาของเราให้ดีกันตั้งแต่วันนี้นะคะ เพราะดวงตา นอกจากจะเป็นหน้าต่างของหัวใจแล้ว ยังเป็นอวัยวะสำคัญที่จะต้องอยู่กับเราไปอีกนานเลยล่ะค่ะ

เรื่องของรอบเดือน ฮอร์โมน และความงาม

mentrual cycle
นอกจากเรื่องของอารมณ์ ที่มักจะเป็นผลจากฮอร์โมนโดยเฉพาะช่วงที่มีรอบเดือนแล้ว สาวๆ ทราบกันหรือไม่คะ ว่าแต่ละช่วงของรอบเดือน ร่างกายของสาวๆ เรา มีการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนอยู่ตลอดเวลา แล้วการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนนี่ล่ะค่ะ ที่ไม่ได้มีผลต่ออารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ ของเราแค่นั้น แต่ยังมีผลต่อสภาพของผิวพรรณของเราอีกด้วย
วันนี้ มาทำความเข้าใจถึงรอบของประจำเดือน ที่สัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนในร่างกาย และสภาพผิวของคุณสาวๆ เพื่อการดูแลผิวพรรณกันอย่างถูกวิธีกันดีกว่า

เริ่มจากช่วงแรก ช่วงที่มีประจำเดือน (Menstrual Phase) ช่วงนี้กินเวลาประมาณ 5 วันค่ะ ผู้หญิงส่วนใหญ่มักจะเพลียและต้องการผักผ่อนมากขึ้น สุขภาพผิวเองก็อ่อนแอลง เป็นเพราะฮอร์โมนเอสโตรเจน โปรเจสเตอโรนต่ำลง ร่างกาย และผิวพรรณจึงควรได้รับการดูแลเป็นพิเศษ เช่นการทาครีมเพื่อบำรุงผิวให้ชุ่มชื่น มีชีวิตชีวาขึ้นหน่อย พร้อมเพิ่มเวลาพักผ่อนให้มากกว่าปกติซักหน่อยค่ะ

ช่วงต่อมา ช่วงที่ประจำเดือนหมดลง ร่างกายของเราจะอยู่ในช่วงเตรียมการตกไข่ (Estrogen Phase) ช่วงนี้กินเวลาประมาณ 9-20 วัน ฮอร์โมนเอสโตรเจนจะสูงขึ้น เป็นช่วงที่เหมาะกับการบำรุงผิว เพราะผิวจะสามารถดูดซึมสารอาหารต่างๆ ได้ดี แถมผิวยังแข็งแรง สดใส ถ้าอยากลองครีมบำรุงผิวตัวใหม่ๆ ต้องช่วงนี้เลยค่ะ จะได้ไม่แพ้หรือมีอาการระคายเคือง

วนกลับมาถึงช่วงที่สาม ช่วงก่อนมีประจำเดือน ช่วงนี้เป็นช่วงหลังตกไข่ (progesterone Phase) กินเวลาประมาณ 14 วัน เป็นช่วงที่คุณผู้หญิงต้องใส่ใจผิวมากเป็นพิเศษ เพราะร่างกายของเราจะผลิตฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนสูง ผิวจึงมีน้ำมันมาหล่อเลี้ยงมาก จนเกิดการสะสมอุดตันได้ เป็นที่มาของการเกิดสิวนั่นเอง แถมผิวยังผลิตเมลานินมากขึ้นอีกด้วย จึงควรปกป้องผิวจากแสงแดดแรงๆ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดจุดด่างดำ ฝ้าแดด และกระค่ะ

นำมาฝากคุณผู้หญิงกันโดยเฉพาะเลยในวันนี้ หวังว่าความเข้าใจเรื่องของระบบและฮอร์โมนต่างๆ ในร่างกาย จะช่วยให้สาวๆ ทุกคนดูแลผิวพรรณกันได้อย่างเหมาะสมยิ่งขึ้น
ถึงเวลาสวยกันแล้วค่ะ ^^

ท้าทายลมหนาว กับเคล็ดลับดูแลผิวแพ้ง่าย

winter
ลมหนาวที่พัดมาทักทายกันแบบไม่ได้คาดหวังรอบนี้ สาวๆ หลายๆ คนอาจจะสูดอากาศสดชื่นกันเพลิน จนลืมกันไปว่าลมเย็นสบายๆ นั้น จะมาพร้อมกับอากาศแห้งๆ ที่พลอยจะทำให้ผิวสวยๆ ขาดความชุ่มชื้นกันไปด้วย ซ้ำร้าย สำหรับบางคนที่เกิดอาการแพ้ง่ายอยู่แล้ว ก็อาจจะมีอาการผื่นแพ้ได้ง่ายขึ้นอีก ก็เพราะเจ้าลมหนาว สบายๆ กลับกลายเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ผิวแห้ง และเกิดอาการแพ้ได้ง่ายกว่าที่เคย

วันนี้ มาทำความรู้จักกับอาการแพ้กันซักหน่อยว่ามีกี่ประเภท แล้วกับลมหนาวที่พัดมา ตัวการที่ทำให้ผิวแห้ง และอาจจะเกิดอาการแพ้ ระคายเคืองผิวหนังได้ง่ายขึ้นนั้น เราจะจัดการกันอย่างไรดีค่ะ

อาการแพ้หรือระคายเคือง ที่อาจกลายเป็นผื่นผิวหนัง เป็นอาการหนึ่งของโรคผิวหนังอักเสบ ซึ่งเป็นคำเรียกรวมโรคที่มีอาการอักเสบในชั้นผิวหนัง ที่อาจอาการแสดงได้หลากหลายรูปแบบ โดยเราสามารถแบ่ง โรคผิวหนังอักเสบ ออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ ตามสาเหตุของการเกิดโรค ซึ่งก็คือ

กลุ่มที่ 1. โรคผิวหนังอักเสบ ที่มีสาเหตุมาจากภายนอกร่างกาย ได้แก่การเกิดผื่นจากการการสัมผัสสารเคมี สารที่ก่อให้เกิดอาการแพ้ พืช สัตว์ หรือแมลงบางชนิด โดย การเกิดผื่นผิวหนังอักเสบจากการสัมผัสอาจแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ ประเภทแรก สารที่สัมผัสก่อความระคายเคืองต่อผิวหนังจากคุณสมบัติของสารนั้นเอง เช่น สารที่มีฤทธิ์เป็นกรดหรือด่าง สารที่ใช้ในการชำระล้าง ความระคายเคืองจากสารเหล่านี้สามารถก่อให้เกิดผื่นได้ไม่เลือกบุคคล โดยจะเกิดเป็นผื่นเมื่อผิวหนังไม่สามารถทนต่อความระคายเคืองจากสารเหล่านั้นได้ ลักษณะของผิวหนังอักเสบชนิดนี้ มักเกิดบริเวณที่สัมผัสสารบ่อยๆ เช่น มือหรือเท้า เป็นต้น และ กลุ่มที่ 2. คือ สารที่สัมผัสก่อให้เกิดปฏิกิริยาการแพ้ก่อให้เกิดการอักเสบในผิวหนัง ซึ่งในกรณีนี้สารแต่ละชนิดจะก่อให้เกิดผื่นเฉพาะในบางคนเท่านั้น ตัวอย่างเช่น ผู้ที่มีอาการแพ้ ผิวหนังอักเสบหากสวมเครื่องประดับที่มีโลหะผสมบางชนิด หรือสวมเสื้อผ้า ที่มีเนื้อผ้าบางประเภท ในขณะที่คนส่วนใหญ่ไม่มีอาการ

และ กลุ่มที่ 2. โรคผิวหนังอักเสบซึ่งเกิดจากสาเหตุภายในร่างกาย ตัวอย่างเช่น โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง โรคผื่นอักเสบบริเวณผิวมัน เป็นต้น ซึ่งสาเหตุหลัก ของกลุ่มโรคผิวหนังอักเสบกลุ่มนี้ มีปัจจัยที่มาหลากหลาย ทั้งจากทางพันธุกรรม การเปลี่ยนแปลงของสภาวะทางร่างกาย และจิตใจ อาการเจ็บป่วย ความเครียด ทั้งหมดอาจมีผลให้เกิดอาการผื่นผิวหนังอักเสบได้ทั้งสิ้น ผู้ป่วยในกลุ่มนี้จึงอาจมีผื่นในลักษณะเป็นๆ หายๆ หรือเรื้อรังได้ไม่แน่นอน อย่างไรก็ตามปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะสารที่อาจก่อความระคายเคืองต่อผิวหนังเช่น สบู่ ผงซักฟอก ก็สามารถกระตุ้นการเกิดอาการที่รุนแรงขึ้นได้

สำหรับอาการแพ้แบบน้อยๆ ที่อาจเรียกว่าผื่นแพ้ง่าย ที่เกิดจากสภาพผิวที่แห้ง ขาดไขมันมาช่วยเติมความชุ่มชื้น ในช่วงที่อากาศหนาวนั้น เรามีวิธีดูแลผิวง่ายๆ อย่างที่เคยนำมาฝากกันแล้วตามนี้ค่ะ

1 ดื่มน้ำในปริมาณที่มากพอ : ควรดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้วเป็นประจำ
2 ปกป้องตัวเองจากสภาวะแวดล้อม : ไม่เปิดแอร์เย็นเกินไป และไม่อาบน้ำร้อนที่ร้อนจนเกินไป และในหน้าหนาวควรทาโลชั่นอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำ
3 เลือกใช้สบู่ที่เหมาะกับสภาพผิว : ควรเลือกสบู่ที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำหอม หรือเลือกสบู่เด็ก ที่ไม่รุนแรงต่อสภาพผิว
4 การเอาน้ำใส่แก้วแล้ววางไว้ใกล้ๆ ตัว : ทั้งในห้องนอน ห้องนั่งเล่น หรือที่ทำงาน โดยเฉพาะห้องที่มีความแห้งในอากาศอย่างห้องแอร์ เพื่อช่วยเพิ่มความชื้นในอากาศ ทำให้ผิวสูญเสียความชุ่มชื้นน้อยลง และสุดท้าย
5 เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ : เนื้อปลา น้ำมันมะกอก มะเขือเทศ บล็อคโคลี เมล็ดข้าวที่ยังไม่ขัดสี ธัญพืช รวมถึงทานผัก และผลไม้สด ให้เพียงพอด้วยค่ะ

กับลมหนาวที่มาทักทายกันในวันนี้ อย่าละเลยที่จะเติมความชุ่มชื้นให้ผิว และระวังอย่าให้ผิวแห้งกร้าน เพราะไม่ใช่แค่ในเรื่องของความงาม แต่ยังเป็นการช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดอาการผื่นแพ้ ที่เกิดจากผิวแห้งๆ อีกด้วยนะคะ

สวยและมากไปด้วยคุณค่า กับนานาประโยชน์จากลูกพีช

peach
ใครที่เดินซื้อของในซูเปอร์มาร์เก็ตกันบ่อยๆ คงจะเคยสังเกตเห็นว่าเดี๋ยวนี้ มักจะมีผลไม้แปลกๆ ใหม่ๆ ที่ทั้งน่าทาน มีสีสันสวยงาม มาวางขายกันในราคาที่ไม่แพงเหมือนเมื่อก่อนที่ผลไม้นำเข้าแต่ละอย่าง ถึงแม้จะน่าทาน แต่ราคาก็สูงจนเกือบหยิบไม่ลงกันเลยทีเดียว
วันนี้ เราจะพาไปทำความรู้จักกับผลไม้นอก ที่มีถิ่นกำเนิดจากประเทศจีน ที่เดี๋ยวนี้สามารถหาหาซื้อกันได้ง่ายขึ้น ในราคาที่ไม่แพงอีกแล้วค่ะ ….

ลูกท้อ หรือลูกพีช ผลไม้สีสวย น่าทาน มีเนื้อสีเหลือง กับรสชาติหวานอมเปรี้ยวน้อยๆ  รับประทานสดๆ ก็ได้ หรือจะนำไปทำเป็นเมนูอาหารเพื่อสุขภาพก็ได้มากมายหลายชนิด ไม่ว่าจะนำไปลอยแก้ว ทำสมูทตี้ เป็นส่วนประกอบในจานสลัด หรือแม้แต่ส้มตำผลไม้ รับประกันว่าทั้งอร่อย และให้คุณค่าทางอาหารมากมายเลยค่ะ..  ก็เจ้าลูกท้อ หรือลูกพีชนี่ล่ะค่ะ ที่อุดมไปด้วย วิตามินเอ วิตามินซี และสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยในการชะลอวัย ทั้งยังมีเบต้าแคโรทีน ที่มีส่วนช่วยป้องกันโรคมะเร็งบางชนิดอีกด้วย นอกจากนั้น ผิวด้านในของเปลือกลูกท้อ ยังมีคุณสมบัติ สามารถนำมาใช้ในการช่วยยกกระชับกล้ามเนื้อของใบหน้า บำรุงผิว และป้องกันการหย่อนคล้อยของกล้ามเนื้อได้เป็นอย่างดีเลยล่ะค่ะ

แม้ว่าต้นท้อ จะเป็นพืชเมืองหนาว ที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศจีน แต่ในปัจจุบัน มีการปลูกในบ้านเรากันแล้วค่ะ โดยโครงการหลวงได้นำสายพันธุ์ของท้อ มาส่งเสริมให้ปลูกเป็นพืชทดแทนการปลูกฝิ่นในชาวเขาภาคเหนือ เพราะท้อ ชอบอากาศเย็น และขึ้นได้ดีในบริเวณที่มีความสูงตั้งแต่ 3,000 ฟุต ขึ้นไป และมีอุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 10 องศาเซลเซียส

ลูกท้อ มีประโยชน์ต่อสุขภาพในหลายด้านเลยค่ะ หลักๆ แล้วมาจากสารอาหารที่อยู่ในเนื้อ เพราะ ลูกท้อมีทั้งสารต้านอนุมูลอิสระ มีวิตามินซี ที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย ช่วย ป้องกันหวัด ป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน ลดความดันโลหิต มีวิตามินเอที่ช่วยบำรุงสายตา อีกทั้งยังมีประโยชน์ในด้านการทำความสะอาดลำไส้ และช่วยในระบบขับถ่ายอีกด้วย
หลายๆ คน คงได้เคยทานลูกท้อกันอยู่บ้าง แต่ทราบกันหรือเปล่า ว่าลูกท้อ นอกจากจะให้ประโยชน์ต่อร่างกายจากสารอาหาร และวิตามิน ในเนื้อแล้ว เรายังสามารถนำลูกท้อมาใช้เพื่อบำรุงผิวพรรณกันได้ง่ายๆ อีกด้วยค่ะ ขั้นตอนวิธีการก็ไม่ยุ่งยาก ไม่มีส่วนผสมอะไรให้ต้องเตรียมกันให้ลำบาก เพราะเนื้อของลูกท้อมีสรรพคุณ สามารถช่วยบำรุงผิวพรรณ เติมความชุ่มชื้นให้กับผิวได้อย่างเพียงพอแล้ว … สำหรับสาวๆ วิธีการก็ง่ายมากๆ เลยค่ะ เพียงล้างผลท้อให้สะอาด ปอกเปลือก ให้เรียบร้อย ระวังอย่าให้มีขนจากเปลือกเหลืออยู่ เพราะส่วนนี้ สำหรับหลายๆ คนอาจทำให้เกิดอาการแพ้ และเกิดผื่นคันได้ค่ะ … หั่นเนื้อท้อ เป็นชิ้นเล็กๆ แล้วนำไปปั่นจนเป็นเนื้อครีมละเอียด เป็นอันเรียบร้อย สามารถนำมาพอกหน้า และบริเวณลำคอ ทิ้งไว้ประมาณ 20-30 นาที ก่อนจะล้างออกด้วยน้ำสะอาด เพียงเท่านี้ ผิวหน้าก็จะกลับมาเนียนนุ่ม ชุ่มชื้นกันอีกครั้งแล้ว สามารถทำกันได้รายสัปดาห์เลยล่ะค่ะ

ทำความรู้จักกับลูกท้อกันแล้ว วันนี้ ลูกท้อคงไม่ได้เป็นเพียงผลไม้มงคล แต่ยังเป็นผลไม้ที่มากด้วยประโยชน์ และยังสามารถนำมาใช้ในด้านความงามกันได้อีกด้วย ใครได้แวะซูเปอร์มาร์เก็ตวันนี้ อย่าลืมเลือกลูกท้อติดมือกลับมาด้วยนะคะ

DIY Flora Treatment สูตรความงามง่ายๆ จากดอกไม้ใกล้ตัว

4
สาวๆ คนไหนหลงใหลในความงามของดอกไม้ และเคยฝันอยากจะสดใสงดงามในแบบเดียวกัน ต้องลองมาดูสูตรบำรุงผิวพรรณจากดอกไม้กัน วันนี้เรามีสูตรความงามในแบบง่ายๆ มาฝากกัน

ทรีตเมนท์อัญชัน
มาเริ่มกันที่สูตรความงามสำหรับผมกันก่อน สำหรับอัญชันเป็นที่รู้จักกันดีอยู่แล้วว่ามีคุณสมบัติในการบำรุงเส้นผม และขน สูตรทรีตเมนท์นี้จะช่วยบำรุงให้เส้นผมแข็งแรง นุ่มสลวยเป็นเงางาม
ส่วนผสม : ดอกอัญชัน น้ำมันละหุ่ง ไข่แดง พิมเสนบด
วิธีทำ
1. ล้างดอกอัญชันให้สะอาด แกะเอาเฉพาะกลีบดอกให้ได้ประมาณ 1 ถ้วย
2. นำน้ำมันละหุ่งประมาณ 1 ถ้วย ไข่แดง 1 ฟอง พิมเสนบด 1 ช้อนชา นำส่วนผสมทั้ง 3 ผสมกันแล้วนำไปปั่นจนละเอียด จนได้เนื้อข้นๆ
3. ใส่กลีบดอกอัญชันลงไปปั่นด้วยกันจนกลายเป็นเนื้อครีม
วิธีใช้
สระผมให้สะอาดก่อน จากนั้นจึงนำทรีตเมนท์อัญชันชโลมให้ทั่วเส้นผมแล้วทิ้งไว้ประมาณครึ่งชั่วโมง หรืออาจจะเพิ่มประสิทธิภาพของทรีตเมนท์ด้วยการอบผมด้วยความร้อน ก่อนจะล้างให้สะอาด หากไม่อยากให้เหลือกลิ่นคาวจากไข่แดงให้ล้างผมด้วยน้ำมะนาวก็ได้ค่ะ แนะนำว่าสูตรบำรุงผมนี้ให้ทำต่อเนื่องทุกวัน เป็นเวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์นะคะ รับรองว่าเส้นผมจะเงางามเป็นประกาย มีสุขภาพดี ไม่แพ้การใช้ทรีตเม้นท์ราคาแพงๆในตลาดเลยล่ะค่ะ

คลีนเซอร์ดอกกระเจี๊ยบ
กระเจี๊ยบสดดอกสีแดง กลีบดอกอ้วนฉ่ำน้ำนั้น อุดมไปด้วยวิตามิน A วิตามิน B วิตามิน C และมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆ คล้ายผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว ช่วยขจัดเชื้อแบคทีเรียได้เป็นอย่างดี คลีนเซอร์ดอกกระเจี๊ยบจึงช่วยล้างสิ่งสกปรก เหงื่อไคล และสารพิษตกค้าง ทั้งยังช่วยให้ผิวเนียนนุ่มได้อีกด้วยค่ะ
ส่วนผสม : ดอกกระเจี๊ยบ กุหลาบมอญ ไข่แดง นมสด น้ำผึ้ง น้ำแร่
วิธีทำ
1. ล้างดอกกระเจี๊ยบให้สะอาด และล้างให้ขนอ่อนเล็กๆ ที่ดอกกระเจี๊ยบหลุดออก ป้องกันไม่ให้เกิดการระคายเคืองต่อผิว แล้วแกะเอาเนื้อมาใช้ประมาณ 1 ถ้วย
2. นำกุหลาบมอญมาล้างให้สะอาด แล้วเด็ดกลีบออกให้ได้ประมาณ 1 ถ้วย
3. นำไข่แดง 2 ฟอง นมสด 1 ถ้วย น้ำผึ้งประมาณ 1 ใน 4 ของถ้วย น้ำแร่ และกลีบดอกกุหลาบมอญมาปั่นให้เข้ากันจนได้เป็นเนื้อข้น
4. ใส่เนื้อดอกกระเจี๊ยบที่เตรียมไว้ลงไปปั่นให้เข้ากันจนเป็นเนื้อครีม
วิธีใช้
ใช้พอกตัวหลังอาบน้ำ พอกทิ้งไว้ประมาณ 20 นาทีก่อนจะล้างออกให้สะอาด ง่ายๆเพียงเท่านี้ ผิวก็สวยสะอาดแบบสุขภาพดีแล้ว

สูตรความงามตามธรรมชาติจากดอกไม้ที่เลือกหากันได้ทั่วไป ลองทำกันดูนะคะ รับรองว่าจะช่วยให้ผิวพรรณสวยใสเหมือนดอกไม้แรกแย้มกันเลยทีเดียวล่ะค่ะ

แค่เลือกเมนูให้ดี ก็ได้วิตามินไปเต็มๆ

vt.jpg
หลายๆ คนคงเคยสงสัย ว่าวิตามินที่ได้ยินชื่อกันนั้น มีมากมายไปหมด แต่ที่คุ้นเคยกันจริงๆ คงหนีไม่พ้น วิตามินซี วิตามินเอ วิตามินบี ที่ผ่านหูผ่านตากันบ่อยๆ วันนี้ มาดูทำความรู้จักกับวิตามินชนิดอื่นๆ กันซักหน่อย ว่ามีความสำคัญ มีประโยชน์ในด้านใด ที่สำคัญ วิตามินแต่ละชนิดพบได้ในอาหารประเภทใดกันบ้าง

เริ่มต้นด้วยกลุ่มวิตามินที่ละลายได้ในน้ำกันก่อนค่ะ

วิตามินซี – วิตามินที่หลายๆ คนต้องนึกถึงเป็นชื่อแรกๆ มีประโยชน์ในด้านการช่วยสร้างภูมิคุ้มกันโรค ช่วยในการเสริมสร้างเนื้อเยื่อต่างๆ รักษาบาดแผล รวมทั้งช่วยในการดูดซึมธาตุเหล็ก นอกจากนั้น วิตามินซี ยังช่วยป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน และช่วยให้ผิวพรรณสดใสอีกด้วย : วิตามินซี พบได้มากในผัก ผลไม้สด โดยเฉพาะ ฝรั่ง มะเขือเทศ ส้ม และแอ้ปเปิ้ลสีเขียวค่ะ

วิตามินบี 1 – ป้องกันโรคเหน็บชา ตะคริว และอาการเหนื่อยง่าย เพิ่มการเผาผลาญคาร์โบไฮเดรตภายในร่างกาย และยังช่วยในการทำงานของระบบประสาท หัวใจ และกล้ามเนื้อ : วิตามินบี 1 พบในข้าวซ้อมมือ ตับ เนื้อหมู และไข่แดง

วิตามินบี 2 – ช่วยในการเผาผลาญไขมัน ทั้งยังมีประโยชน์ต่อการทำงานของระบบประสาทตา และป้องกันการเกิดโรคปากนกกระจอกอีกด้วย : วิตามินบี 2 พบได้ในอาหารประเภท ถั่ว เนื้อสัตว์ ไข่ ผักใบเขียว และนม

วิตามินบี 5 – ช่วยในการทำงานของระบบประสาท ระบบทางเดินอาหาร ระบบทางเดินหายใจ และช่วยป้องกันโรคความจำเสื่อม : วิตามินบี 5 พบได้ในอาหารประเภท ไข่ ถั่วลิสง เนื้อสัตว์ เครื่องในสัตว์ งา และนม

วิตามินบี 6 – ช่วยสร้างเซลล์เม็ดเลือด ป้องกันโรคหลอดเลือดอุดตัน และโรคโลหิตจาง : วิตามินบี 6 พบได้ในเนื้อสัตว์ ตับ กล้วย ผักต่างๆ และเนื้อปลา

วิตามินบี 12 – ช่วยในการสังเคราะห์ DNA สร้างเม็ดเลือดแดง และช่วยในการสังเคราะห์โปรตีนในร่างกาย พบได้ในไข่ ถั่ว เนื้อสัตว์ และผลิตภัณฑ์จากนม

สำหรับกลุ่มวิตามินที่ละลายในไขมัน ได้แก่

วิตามิน A – ช่วยในการบำรุงสายตา ช่วยในด้านการสร้างความต้านทางในระบบทางเดินหายใจ บำรุงผิวพรรณ ลดอาการอักเสบจากสิว และช่วยลบเลือนจุดด่างดำบนผิวหนัง : วิตามิน A พบมากในเนื้อสัตว์ ไข่แดง ผัก และผลไม้ที่มีสีเหลือง ส้ม และเขียวเข้ม เช่น ผักโขม ผักคะน้า ฟักทอง แครอท

วิตามิน D – มีความสำคัญในการช่วยให้ร่างกายสามารถดูดซึมแคลเซียม และฟอสฟอรัส ซึ่งจะเป็นผล ทำให้มีโครงสร้างของกระดูก และฟันที่แข็งแรง : วิตามิน D พบได้ในน้ำมันตับปลา นม เนย ปลาทะเล ตับสัตว์ และไข่แดง ทั้งนี้ แม้ว่าร่างกายคนเรา จะสามารถสร้างวิตามิน D ได้ หากได้รับแสงแดดอ่อนๆ ที่เพียงพอ ทว่าจากงานวิจัย กลับพบว่าคนส่วนมาก มักจะไม่ได้รับวิตามิน D ที่สร้างขึ้นอย่างเพียงพอ และจำเป็นที่จะต้องได้รับวิตามินดังกล่าวจากอาหารต่างๆ

วิตามิน E – ช่วยในเรื่องของผิวพรรณ ป้องกันการแตกของเยื้อหุ้มเซลล์ ช่วยในการทำงานของระบบประสาท ระบบสืบพันธุ์ และระบบกล้ามเนื้อ เป็นวิตามินที่มีอยู่มากในอาหารประเภท น้ำมันพืช เมล็ดทานตะวัน ถั่วต่างๆ รวมถึงผักสีเขียวปนเหลือง

วิตามิน K – มีความสำคัญในการช่วยให้เลือดแข็งตัวเวลาที่มีบาดแผล พบได้ในเนื้อสัตว์ ดอกกะหล่ำ บรอคโคลี ไข่แดง ตับ และถั่ว

การรับประทานอาหารที่มีความหลากหลาย และรับประทานผัก ผลไม้สด ในปริมาณที่เพียงพอ สามารถช่วยให้ร่างการได้รับวิตามินที่จำเป็นอย่างครบถ้วน ทว่าในสภาพการใช้ชีวิตในปัจจุบัน โดยเฉพาะกับความเร่งรีบในสังคมเมือง ทำให้เรามักจะละเลย ที่จะทานอาหารที่มีความหลากหลาย และมีคุณค่าทางอาหารที่มากพอ บ่อยครั้ง ทำให้เริ่มมีสัญญาณเตือนจากร่างกาย ทั้งที่มาในรูปของอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยล้า ผิวพรรณที่เริ่มไม่สดใส อาการล้า ปวดศีรษะเป็นพักๆ รวมถึงอาการผิดปกติอื่นๆ

วันนี้ ได้ทราบถึงประโยชน์ ของวิตามินชนิดต่างๆ กันไปแล้ว ถึงเวลาที่เราจะเริ่มให้ความสำคัญ ใส่ใจกับเรื่องของโภชนาการ และเริ่มบำรุงร่างกายของเราให้แข็งแรงกันซักหน่อยแล้วล่ะค่ะ เลือกรับประทานอาหารที่มีคุณค่าให้เพียงพอ หรือจะเลือกหาวิตามินที่มาในรูปของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมาทานกันก็ได้ ที่สำคัญ หากจะเริ่มทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีอยู่มากมายในตลาด อย่าลืมศึกษารายละเอียด ตรวจสอบมาตรฐานของผลิตภัณฑ์และการผลิต รวมถึงขอคำปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญกันก่อนนะคะ