แก้ปัญหาปวดเข่าแบบลงลึก ตอนที่ 2

ครั้งก่อน คุณหมอภาริศ วงศ์แพทย์ได้มาให้ความรู้เกี่ยวกับการฟื้นฟูกล้ามเนื้อรอบหัวเข่ากันไปแล้ว วันนี้เรามาต่อกันด้วยการป้องกันไม่ให้กล้ามเนื้อหัวเข่าบาดเจ็บกันค่ะ

ความสำคัญของการป้องกันการบาดเจ็บ
ผู้ที่ยังไม่มีอาการบาดเจ็บ ก็ควรคำนึงถึงการป้องกันการบาดเจ็บเอ็นข้อเข่า ซึ่งได้มีการพิสูจน์มาแล้วว่า การฝึกฝนตามโปรแกรมที่เหมาะสม ตัวอย่างเช่นโปรแกรมที่เรียกว่า the eleven plus ของ FIFA ซึ่งได้รับถ่ายทอดมาจากสมาคมฟุตบอลเยอรมันมาอีกทอดหนึ่งนั้น ได้ผลดีมากในการลดอาการบาดเจ็บของนักกีฬาหญิง เพราะเป็นที่ทราบดีว่าผู้หญิงจะมีอาการเอ็นเข่าฉีกขาดได้ง่ายเวลาเล่นกีฬา ทั้งนี้โปรแกรม the eleven plus เหมาะกับนักกีฬาเท่านั้น ถ้าเป็นผู้ที่มีปัญหาปวดเข่าอยู่แล้ว หรือว่าเป็นผู้ที่ไม่เคยได้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอมาก่อน อาจมีความพร้อมไม่เพียงพอในการฝึกและอาจได้รับบาดเจ็บจากการพยายามฝึกฝนได้

สำหรับผู้ที่ไม่ได้เล่นกีฬาเป็นประจำแต่ต้องการเสริมสร้างความมั่นคงของกล้ามเนื้อรอบข้อเข่า ท่าที่ควรฝึกคือท่าย่อเหยียด ที่เรียกว่าท่า squat นั่นเอง มีข้อสำคัญคือ จะต้องรักษาแนวสัมพัทธ์ของข้อเท้า ข้อเข่า และข้อสะโพก ให้อยู่ในแนวตรงกันตลอดเวลาที่ทำการย่อเหยียด ไม่มีลักษณะบิดอันจะทำให้เกิดการสึกหรอและปวดข้อเข่าได้ระหว่างการฝึก จะต้องมีการรักษาแนวโค้งของกระดูกสันหลังให้อยู่ในลักษณะโค้งแอ่นเล็กน้อย ที่เรียกว่าเป็นโค้งธรรมชาติของกระดูกสันหลังส่วนบั้นเอว และควรมีการรักษาให้กระดูกเชิงกรานมีการคว่ำตัวมาด้านหน้าเล็กน้อยตลอดเวลาด้วย
การฝึกเช่นนี้จะสร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อขา กล้ามเนื้อหลัง และลดความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บขณะเดิน ในขณะเคลื่อนไหว หรือในขณะยกของ

สำหรับท่านที่สนใจการออกกำลังกายเพื่อการฟื้นฟูสภาพตัวเอง หรืออ่านคำแนะนำแล้วยังไม่แน่ใจ สามารถเข้าไปดูวิดิโอคลิปที่ยูทูปได้ โดยการเสิร์ชด้วยคีย์เวิร์ด DBC spine clinic ในช่องเสิร์ชของยูทูปก็จะพบวิดิโอท่าบริหารร่างกายลดอาการปวด และเพิ่มความมั่นคงของข้อต่อต่างๆ

สรุปได้ว่า ข้อเข่าเป็นข้อที่ต้องอาศัยกล้ามเนื้อเพื่อช่วยประคับประคองความมั่นคง เมื่อได้รับการบาดเจ็บก็ควรที่จะต้องเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้มีความแข็งแรงและมีการทำงานที่ถูกต้องกับจังหวะเวลาเพื่อประคับประคองข้อเข่า เรียกว่าเป็นการฟื้นฟูข้อเข่า ซึ่งจำเป็นต้องทำทั้งในผู้ที่เป็นนักกีฬาและไม่ใช่นักกีฬา ต่างกันแค่เพียงระดับความเข้มข้นในการฝึกเท่านั้น ส่วนผู้ที่ยังไม่มีอาการบาดเจ็บ ก็ควรจะพิจารณาถึงการเสริมสร้างสมรรถนะของกล้ามเนื้อรอบข้อเข่าเพื่อป้องกันการบาดเจ็บเช่นกันค่ะ

ได้รับความรู้ดีๆ เกี่ยวกับการดูแลกล้ามเนื้อรอบๆ เข่ากันไปแล้ว ถ้าใครมีคำถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับอาการปวดกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ สามารถสอบถามเข้ามาได้นะคะ Life Center ยินดีเป็นตัวกลางในการนำเสนอข้อมูลความรู้ดีๆ สำหรับทุกๆ ท่านค่ะ

สำหรับวันนี้ ขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก DBC Spine Clinic & Gym ชั้น 2 Life Center #QHouseLumpini ค่ะ

แก้ปัญหาปวดเข่าแบบลงลึก ตอนที่ 1

ผู้ที่รักการออกกำลังกาย สนุกกับการเล่นกีฬาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการเต้นแอโรบิค แบตมินตัน บาสเกตบอล เมื่อเล่นไปนานๆ แม้ว่าจะได้สุขภาพที่แข็งแรง มีกล้ามเนื้อแล้ว แต่ปัญหาที่มักตามมานั่นก็คือ อาการปวดเข่าค่ะ
วันนี้เรามีคำแนะนำดีๆ จากคุณหมอภาริส วงศ์แพทย์ จาก DBC Spine Clinic & Gym ที่ลงลึกถึงเรื่องอาการปวดเข่ามาฝากกันค่ะ

“อาการปวดเข่าเรื้อรัง ไม่ได้เกิดขึ้นจากข้อเข่าเสื่อม หรืออักเสบเท่านั้น สาเหตุของอาการปวดเข่าเรื้อรังที่สำคัญที่คนไม่ค่อยนึกถึงอีกประการหนึ่งก็คือ อาการปวดเนื่องจากข้อเข่าขาดความมั่นคง ซึ่งเป็นอาการที่เกิดได้บ่อย โดยเฉพาะหลังการบาดเจ็บเอ็นข้อเข่าซ้น ยืดหรือฉีกขาด อาการบาดเจ็บที่ว่านี้เกิดได้บ่อยพอๆ กันทั้งในนักกีฬา และคนทั่วๆไป สำหรับนักกีฬา อาจเกิดการบาดเจ็บขณะเปลี่ยนทิศทางการวิ่งเคลื่อนตัว หลบหลีกคู่ต่อสู้ เกิดแรงบิดที่ข้อเข่าอย่างกะทันหัน หรือเกิดในขณะจังหวะลงสู่พื้นหลังการกระโดด ทั้งในสองกรณีมีความเหมือนกันคือ มีแรงกระแทกที่ข้อเข่าอย่างรุนแรงในเวลาอันสั้น และเมื่อกล้ามเนื้อไม่สามารถประคับประคองข้อเข่าเอาไว้ได้ให้อยู่ในแนวที่เหมาะสม จึงเกิดการบิดตัวทำให้เกิดการฉีกขาดของเอ็นได้ ส่วนในคนปกติก็อาจจะเกิดขึ้นได้ในกิจกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น ลื่นเสียหลักในขณะเดินขึ้นหรือลงบันได หรือขณะที่กระโดดขึ้นหรือลงจากพื้นต่างระดับ เป็นต้น”
สำหรับผู้ที่ได้รับการบาดเจ็บเอ็นข้อเข่าทั้งชนิดที่รุนแรง เอ็นขาดต้องรับการผ่าตัด และผู้ที่ได้รับบาดเจ็บในขนาดปานกลาง คือเจ็บจนเดินไม่ถนัดเป็นเวลามากกว่าหนึ่งสัปดาห์แต่ไม่ต้องผ่าตัด ก็ล้วนแล้วแต่จำเป็นจะต้องได้รับการฟื้นฟูกล้ามเนื้อรอบข้อเข่าให้กลับมาทำงานได้อย่างสมบูรณ์ใกล้เคียงกับปกติมากที่สุด เพื่อที่จะลดโอกาสในการเกิดความสึกหรอ และเสื่อมอักเสบของข้อเข่าในระยะยาว

การฟื้นฟูกำลังกล้ามเนื้อรอบข้อเข่าสามารถทำได้ด้วยตัวเองด้วยขั้นตอนต่อไปนี้ ซึ่งสามารถเริ่มได้เมื่ออาการปวดทุเลาลง มีข้อสังเกตคือ จะต้องไม่มีอาการปวดระหว่างทำการบริหาร ถ้ามีอาการปวดแสดงว่าอาจจะยังเร็วเกินไปที่จะบริหาร หรือเกิดจากการบริหารผิดท่า

1. วิธีปฏิบัติท่าเกร็งกล้ามเนื้อเข่าอย่างง่าย ให้นอนหงายใช้หมอน หรือม้วนผ้าขนหนูที่แน่นๆ รองใต้ข้อพับหลังเข่า หนุนให้เข่างออยู่ประมาณ 10-15 องศา จากนั้นออกแรงขา ออกแรงเกร็งเหยียดเข่า กดข้อพับหลังเข่าลงไปสู่หมอนหรือผ้าที่รองไว้ โดยไม่ยกเท้าลอยออกจากเตียง ส้นเท้ายังคงสัมผัสเตียงอยู่ตลอดเวลา จะสังเกตเห็นกล้ามเนื้อหน้าขาเกร็งขึ้น และลูกสะบ้ามีการเลื่อนตัวสูงขึ้น โดยให้เกร็งกล้ามเนื้อค้างไว้ 10-20 วินาทีแล้วพัก ควรทำซ้ำวันละ 30 ครั้ง

2. เมื่อทำท่าดังกล่าวได้คล่องดีแล้ว ไม่มีอาการเจ็บปวด และทำได้ถูกต้อง ควรเพิ่มความยากในการฝึกโดยพยายามบริหารในลักษณะให้เกิดการเกร็งกล้ามเนื้อแบบเดียวกัน โดยไม่ต้องออกแรงกดลงไปกับหมอนหรือผ้าขนหนูที่รองไว้ใต้ขาพับ การทำเช่นนี้จะทำให้กล้ามเนื้อหน้าขาและกล้ามเนื้อหลังขา ทำงานพร้อมๆ กัน ซึ่งเป็นจุดสำคัญเบื้องต้น ในการสร้างความมั่นคงข้อเข่าโดยอาศัยแรงกล้ามเนื้อประคับประคอง

3. เมื่อผู้ป่วยปฏิบัติการเกร็งกล้ามเนื้อได้ถูกต้องโดยไม่เกิดแรงกดกับหมอนรองใต้ข้อเข่า ขั้นต่อไปคือการฝึกการเหยียบก้าวขึ้นและลง mini step ส่วนมากจะแนะนำให้ใช้ไม้กระดานที่มีความหนา 1 นิ้ว และมีความกว้างเพียงพอที่จะไม่พลิกระหว่างที่คนไข้เหยียบ วางแผ่นไม้กับพื้นแล้วก้าวขึ้นไปบนแผ่นไม้ โดยใช้ขาข้างที่ไม่สบายเป็นขาที่ก้าวขึ้นไป และใช้ขาข้างที่สบายก้าวลงมา ในระหว่างการก้าวขึ้นและก้าวลงจะต้องควบคุมกล้ามเนื้อให้ทำงานในลักษณะเดียวกันกับที่ฝึกในท่านั่งและท่านอนมาก่อนแล้วอยู่ตลอดเวลา ถ้าทำได้ถูกต้องกล้ามเนื้อจะช่วยกระชับข้อเข่าไว้ตลอดเวลา ทำให้ไม่มีอาการเจ็บปวด หรือไม่มีการหลวมคลอนแคลนในระหว่างการก้าว การฝึกก้าวเช่นนี้ควรทำโดยเน้นคุณภาพ ทำได้ปริมาณมากๆ แต่ต้องให้คุณภาพดี เช่น อาจจะฝึกได้ถึงวันละ 30-50 ครั้ง แต่ว่าต้องมีการควบคุมที่สมบูรณ์ตลอด มิฉะนั้นจะเสี่ยงต่อการเจ็บมากขึ้น ผู้ที่ฝึกได้ตามนี้ก็น่าจะมีความสามารถในการทำกิจกรรมในระดับพื้นฐานได้ การเดินทางราบ และการเดินเร็วได้ค่อนข้างดี เมื่อทำได้แล้วก็สามารถเพิ่มความสูงของแผ่นรองเหยียบจาก 1 นิ้วกลายเป็น 2 3 4 ถึง 5 นิ้ว ซึ่งจะประมาณเท่ากันกับการก้าวขึ้นลงบันไดธรรมดา

วันนี้คุณหมอได้มาให้คำแนะนำ เกี่ยวกับการฟื้นฟูกล้ามเนื้อรอบหัวเข่ากันไปแล้ว คราวหน้า เรามีข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องการป้องกันไม่ให้กล้ามเนื้อหัวเข่าบาดเจ็บมาฝากกันอีก อย่าลืมติดตามกันนะคะ

“เห็ด” เมนูใกล้ตัว ที่มากด้วยคุณค่า

2

เดี๋ยวนี้บ้านเราอุดมไปด้วยเห็ด ทั้งเห็ดพื้นบ้าน เห็ดนำเข้า หรือเห็ดพันธุ์ใหม่ๆ ที่เพิ่งถูกพัฒนาสายพันธุ์ขึ้นมา มากมายหลายเห็ดที่เรานำมาปรุงเป็นเมนูแสนเด็ดนั้น นอกจากรสชาติจะอร่อย หาทานได้บ่อยแล้ว ประโยชน์ยังมีมากมาย จนต้องหยิบบรรดาเห็ดทั้งหลายมานั่งแท่นโชว์ว่าพวกนางมีคุณสมบัติอะไรกันบ้าง

เห็ดหอม มีชื่อแบบลูกครึ่งแดนปลาดิบว่าเห็ดชิตาเกะ คนจีนนิยมทานกันมาก เพราะเชื่อว่าเป็นยาอายุวัฒนะและยกให้เป็นอาหาร “อมตะ” เห็ดหอมช่วยลดไขมันในเส้นเลือด เพิ่มภูมิคุ้มกันต่อเชื้อไวรัสและมะเร็ง มีกรดอะมิโนถึง 21 ชนิด มีวิตามิน บี 1 บี 2 และวิตามินดีสูง ช่วยบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรง มีปริมาณโซเดียมต่ำจึงเหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคไต ช่วยลดความเป็นกรดในกระเพาะอาหาร และช่วยบำรุงกำลัง

เห็ดกระดุม อันนี้ก็เห็ดลูกครึ่งอินเตอร์ เลยมีชื่อเล่นว่าเห็ดแชมปิญอง แต่บ้านเราเรียกง่ายๆตามลักษณะว่าเห็ดกระดุม เห็ดกระดุมเหมาะกับคุณผู้หญิงมากๆ เพราะช่วยรักษาและป้องกันการเกิดมะเร็งเต้านมได้มากที่สุด เพราะเห็ดกระดุมมีสารช่วยยับยั้งเอนไซม์อะโรมาเตส ที่ช่วยยับยั้งการเปลี่ยนฮอร์โมนเอนโดรเจนเป็นฮอร์โมนเอสโตรเจนในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน เมื่อร่างกายผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนได้น้อยลง ก็ลดโอกาสการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งเต้านมให้น้อยลงตามไปด้วย

เห็ดเข็มทอง เห็นบ่อยๆ ว่าเห็ดเข็มทองถูกนำไปพันเบคอนย่างไฟอ่อนๆ มีกลิ่นหอมยั่วน้ำลายแบบนั้น ที่จริงแล้วเห็ดเข็มทองนอกจากให้ความอร่อยแล้ว ยังช่วยรักษาโรคตับ โรคกระเพาะ และลำไส้อักเสบเรื้อรังอีกด้วย

เห็ดหูหนู สั่งยำเมื่อไหร่เป็นต้องได้เจอเห็ดหูหนูขาวของโปรด เห็ดหูหนูมีคุณสมบัติที่เหมาะกับผู้สูงอายุ เพราะสามารถเพิ่มความแข็งแรงให้เม็ดเลือดขาว และเมื่อเม็ดเลือดขาวแข็งแรงภูมิต้านทานของร่างกายก็ดีขึ้นด้วย นอกจากนั้นการรับประทานเห็ดหูหนูยังช่วยรักษาอาการของโรคกระเพาะ โรคริดสีดวง ช่วยบำรุงปอด และบำรุงไตอีกด้วยค่ะ

ครั้งแรก… กับมวยไทย

DSC_1585r.jpg
สมัยก่อน เมื่อพูดถึงเรื่องหมัดๆ มวยๆ ใครๆ ก็คิดว่าต้องปล่อยให้หนุ่มๆ เค้าซ้อมกัน.. แต่เดี๋ยวนี้คงไม่ใช่แล้วล่ะค่ะ กีฬามวยไทย ได้กลายมาเป็นกีฬาสุดฮิต สำหรับสาวๆ ยุคใหม่กันไปแล้ว ก็เพราะการฝึกมวยไทยนั้น นอกเหนือจากความสนุกที่ได้ ยังเป็นการออกกำลังกายที่ร่างกายได้เคลื่อนที่ ขยับเขยื้อนไปทั่วในทุกๆ ส่วน ทั้งยังช่วยเบิร์นไขมันส่วนเกิน ไปพร้อมๆ กับสร้างกล้ามเนื้อให้ฟิตแอนด์เฟิร์มได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว
หลังจากได้สัมผัสประสบการณ์การฝึกมวยไทยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา วันนี้ เลยขอนำเรื่องราวมาแบ่งปันกัน เผื่อว่าสาวๆ คนไหนจะสนใจ อยากมีประสบการณ์ที่เรียกเหงื่อได้แบบเต็มๆ จะได้รู้ว่าความสนุกแบบไหน ที่รออยู่ข้างหน้าค่ะ

กีฬามวยไทยนั้น แม้จะถูกมองว่าเป็นกีฬาหนักๆ และมีการปะทะที่ไม่เหมาะกับสาวๆ ซักเท่าไหร่ แต่ในแง่ของการฝึกเพื่อการออกกำลังกายแล้ว ต้องขอบอกว่าไม่ได้น่ากลัวเลย กลับเป็นการออกกำลังกายที่สนุกมากๆ และได้ใช้ร่างกายครบทุกส่วน ด้วยการเคลื่อนไหวในแบบที่ต่างจากกีฬาประเภทอื่นโดยสิ้นเชิงเลยค่ะ ไม่ว่าจะการเตะ การต่อย การถีบ การใช้เข่า การใช้ศอก การฝึกรับ และการบุก ซึ่งแม้ว่าการเริ่มฝึกในครั้งแรกๆ อาจจะทำให้หลายๆ คนต้องปวดเมื่อยไปบ้าง แต่เชื่อเถอะค่ะ   ว่าใครที่ได้สัมผัสแล้ว จะสนุกจนถอนตัวไม่ขึ้นเลยทีเดียว

เกริ่นมาพอสมควรแล้ว มาดูกันเลยดีกว่าค่ะ ว่าการฝึกมวยไทยครั้งแรก เป็นอย่างไรบ้าง…
เริ่มต้นการฝึก เทรนเนอร์หุ่นเฟิร์ม ให้เราเริ่มด้วยการยืดเส้นยืดสาย ได้ยืดคลายกล้ามเนื้อให้พร้อมทำงาน ป้องกันการบาดเจ็บจากการเคลื่อนไหวในระหว่างการฝึก จนเมื่อหลังจากยืดเหยียดกันพอสมควรแล้ว จึงได้ทำการวอร์มอัพเบาๆ ก่อนจะเข้าสู่ช่วงไฮไลท์ ….. มวยไทย

เนื่องจากมวยไทย เป็นการผสมผสานศาสตร์และศิลป์ของการใช้ร่างกายในทุกๆ ส่วน มีการเคลื่อนไหวที่ต่อเนื่อง และมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นการใช้อาวุธหลัก ทั้ง หมัด ศอก เข่า และขา การฝึกมวยไทยจึงจำเป็นจะต้องเริ่มต้นที่การเคลื่อนไหวที่ถูกต้อง และการรักษาสมดุลของร่างกายที่ดี .. เทรนเนอร์ หนุ่มของเรา เริ่มต้นที่พื้นฐานของการยืนมวย ซึ่งการยืนมวยไทยนั้น จะแตกต่างจากการยืนมวยสากลอยู่เล็กน้อย เพราะอาวุธที่ใช้ไม่ได้มีแค่หมัด การยืนมวยจึงต้องอยู่ในท่าพร้อมออกอาวุธ และสามารถรับการบุกได้ในเวลาเดียวกัน นอกเหนือจากการยืนมวยยังมีหลักการเดินมวยที่มีรายละเอียดอย่างที่เราไม่เคยทราบมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นการเดินมวยที่เรียกว่าการย่างสามขุม การเดินย่างสุขเกษม หรือการเดินสิงห์ญาตรา ทั้งหมด เป็นพื้นฐานสำคัญ ก่อนการฝึกในส่วนอื่นๆ

เมื่อยืนมวย และทดลองเดินมวยได้ถูกต้องพอสมควรแล้ว เทรนเนอร์ของเราจึงได้เริ่มฝึกการใช้หมัด และก็ทำให้ได้รู้เลยค่ะ ว่าการต่อยมวยนั้น ไม่ใช่แค่เหวี่ยงๆ หมัดออกไป เพราะการออกหมัดที่ถูกต้อง จะต้องมีการถ่ายน้ำหนัก มีการบิดตัว ทิ้งไหล่ เกร็งหมัด และเหวี่ยงหมัดออกไปให้ส่วนของสันหมัดโดนเป้าหมาย การเคลื่อนไหวที่ร่างกายต้องทำงานตามลำดับอย่างถูกต้อง และมีการเคลื่อนไหวของไหล่ทั้งสองข้างที่สัมพันธ์กัน เพื่อให้หมัดที่ออกไปมีน้ำหนัก และมีความว่องไวที่สุด
เทรนเนอร์ของเราฝึกให้ออกหมัดชกลมอยู่ซักพัก จากนั้นจึงให้เริ่มต่อยกระสอบทราย เพื่อกะระยะของหมัด ให้เหมาะสม และเป็นการซ้อมการเคลื่อนไหวที่ถูกต้อง ถึงตอนนี้ กับช่วงชกกระสอบทรายที่เทรนเนอร์คอยจับเวลาให้ ผ่านไปแค่สองยก เสื้อที่ใส่มาก็ชุ่มไปด้วยเหงื่อแล้วล่ะค่ะ

ชกกระสอบทรายเสร็จ เทรนเนอร์ก็จับเราใส่นวมสีสวย ขึ้นเวลาไปยืนบนพื้นเวทีหยุ่นๆ ที่กินแรงพอสมควรเลยทีเดียว รู้เลยว่าทำไมนักมวยถึงต้องซ้อมหนัก ก็แค่เดินๆ ย่องๆ อยู่บนเวที แบบไม่ต้องออกหมัดอะไรก็ต้องใช้แรงเยอะพอแล้ว …
ยืนพร้อมอยู่บนเวทีซักพัก เทรนเนอร์สุดฟิตถึงได้เดินขึ้นมา พร้อมอุปกรณ์การล่อเป้า และเริ่มฝึกในขั้นต่อไป… ฝึกต่อยเป้า…
ในการล่อเป้า เทรนเนอร์ก็จะมีเป้าใส่ไว้ที่มือทั้งสองข้าง คอยบอกให้เราออกหมัด ชก ซ้าย ขวา ซ้าย ขวา เป็นหมัด 1-2 หมัดแย็ป หมัดขวาตรง ไปจนถึงหมัดชุด 1-2-3-4 และ 1-2-3-4 …… ใครว่าต่อยมวยไม่เหนื่อยต้องมาลองค่ะ สารภาพเลยว่าเหนื่อยมากๆ เทรนเนอร์จะคอยยกเป้าขึ้นมาแล้วให้เราเดินเข้าไปต่อย ยิ่งต่อย ก็ดูเหมือนเทรนเนอร์จะยิ่งสนุก หารู้ไม่ว่าเราเหนื่อยจนยกนวมจะไม่ขึ้นอยู่แล้ว นี่ขนาดว่าต่อยอย่างเดียว ไม่ต้องคอยหลบหมัด ยังเหนื่อยขนาดนี้ แต่ก็ต้องยอมรับว่าสนุกอย่างไม่น่าเชื่อ เหมือนเราได้ปลดปล่อยพลังงานที่คั่งค้างอยู่ออกไปพร้อมๆ กับหมัดที่กระทบเป้าในทุกครั้งที่ออกหมัด ถึงจะเหนื่อย แต่ก็ได้ความสนุกแบบเต็มๆ เลยล่ะค่ะ

ผ่านพ้นกับช่วงการฝึกออกหมัดในการฝึกวันแรก เทรนเนอร์หนุ่มของเรายังไม่ยอมให้เราได้หยุด เพราะมวยไทย ไม่ได้มีแค่หมัด แต่ยังมีศอก เข่า ขา เป็นอาวุธอีกด้วย เหนื่อยจนเหงื่อชุ่มแล้ว เทรนเนอร์ยังจับเราไปซ้อมเตะ ทั้งเตะสูง เตะต่ำ ที่ต้องมีการถ่ายน้ำหนัก บิดตัว และเหวี่ยงขาเตะ คราวนี้ เหนื่อยกว่าเดิมค่ะ ออกหมัดว่าเหนื่อยแล้ว มาถึงช่วงเตะ แรงแทบไม่เหลือแล้ว … เตะเสร็จ ยังฝึกการใช้เข่า ทั้งตีเข่า แทงเข่า ไล่ไปจนถึงการใช้ศอก … หมดค่ะ เรี่ยวแรงที่เตรียมมา เป็นอันหมดลงที่ตรงนี้ …. เทรนเนอร์หนุ่มเหมือนจะมองออก ถึงให้เราได้หยุดพัก ดื่มน้ำเติมความสดชื่น พักสั้นๆ ก่อนจะให้คูลดาวน์เบาๆ

สองชั่วโมง กับการฝึกมวยไทยครั้งแรกในชีวิต ต้องบอกเลยค่ะว่าเหนื่อยมากๆ เหนื่อยแบบมีความสุข แถมมาด้วยอาการเมื่อยตามเนื้อตัวแบบที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ก็เคลื่อนไหวซะขนาดนั้น ไม่เมื่อยคงจะไม่ใช่แล้ว ฝึกเสร็จก็พาร่างที่หมดเรี่ยวหมดแรง กลับบ้านนอนหลับสนิทตลอดทั้งคืน ต่อท้ายด้วยอาการเมื่อยต่อเนื่องมาจนถึงวันรุ่งขึ้น แต่ไม่น่าเชื่อว่าอาการเมื่อยที่ว่ากลับหายไปในวันสองวันต่อมาค่ะ ที่คงเหลืออยู่คืออารมณ์ของความสนุก ความสนุกที่ได้ไปออกกำลังกายแบบหนักๆ ได้ปลดเปลื้องพลังงานที่สะสมไว้ เรียกเหงื่อแบบเต็มๆ และให้ร่างกายได้ขยับเขยื้อนแบบเต็มที่
ถึงวันนี้ ต้องบอกว่าพร้อมค่ะ พร้อมที่จะไปลุยกันใหม่ กับการฝึกมวยไทย ที่ไม่ใช่แค่เบิร์นแอนด์บิลท์ แต่ทั้งสนุก และได้ประสบการณ์ที่หาจากการออกกำลังกายประเภทอื่นไม่ได้อีกแล้ว… ใครที่นึกสนุก อยากได้ประสบการณ์ดีๆ ขอบอกว่าห้ามพลาด… เตรียมชุด เตรียมรองเท้า มาฝึกมวยไทยด้วยกันนะคะ

ขอบคุณสถานที่ และเทรนเนอร์ จาก Fitness First Platinum @lifecenter #QHouseLumpini สำหรับประสบการณ์ดีๆ ค่ะ ^^

โฟลิก สำหรับว่าที่คุณแม่คนใหม่

folic.jpg
สำหรับคนที่เตรียมตัวเป็นคุณแม่ หรือมีเพื่อนฝูงที่กำลังตั้งครรภ์อยู่นั้น อาจจะเคยได้ยินผ่านหู ผ่านตามาบ้างเกี่ยวกับเรื่องราวของ “โฟลิก” ว่าจำเป็นต่อคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์

จะจำเป็นอย่างไร และเพราะอะไรนั้น วันนี้เรามีสาระความรู้ดีๆ มาฝากกันค่ะ

โฟลิก หรืออาจเรียกว่าโฟลาซินหรือ โฟเลต (folate) หรือวิตามิน บี 9 เป็นวิตามินที่ละลายน้ำ มักจะพบในอาหารตามธรรมชาติ มีหน้าที่สำคัญคือ เป็นส่วนประกอบสำคัญในการสร้างสารพันธุกรรม RNA และ DNA และ ทำงานร่วมกับ vitamin B12 ในการสร้างเม็ดเลือดแดงให้สมบูรณ์แข็งแรงค่ะ

โฟลิกช่วยเพิ่มความพร้อมของคุณแม่ เพราะเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของเอนไซมน์ในร่างกาย ทำให้ร่างกายโดยรวมทำงานได้อย่างครบถ้วน 1 สำหรับคุณแม่ โฟลิกจะช่วยสร้างเม็ดเลือด ลดปัญหาโลหิตจางให้กับคุณแม่ 2 สำหรับทารก มีการวิจัยพบว่า หากคุณแม่ทานก่อนการตั้งครรภ์จะช่วยลดอาการผิดปกติของทารกในครรภ์ เรื่องกระดูกสันหลังปิดไม่ครบถ้วน ช่วยให้ระบบประสาททำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในต่างประเทศจึงมีการแนะนำว่าสำหรับผู้ที่ต้องการจะมีบุตรนั้น ควรจะได้รับโพลิกก่อนการตั้งครรภ์ ซึ่งจะดีต่อทั้งคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ และทารกที่อยู่ในครรภ์ เนื่องจากพัฒนาการของสมอง และระบบประสาทของทารก จะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องภายหลังการปฏิสนธิ และหลอดประสาทจะปิดอย่างสมบูรณ์ประมาณวันที่ 28 หลังการปฏิสนธิ ถ้าจะให้ได้ผลจริงๆ ควรเริ่มทานก่อนการตั้งครรภ์ 1-3 เดือน เลยล่ะค่ะ โดยปริมาณของโฟลิกที่ควรได้รับในแต่ละวันสำหรับว่าที่คุณแม่ คือ 400-600 ไมโครกรัม

โฟลิกจะอยู่ในอาหารทั่วๆ ไปนี่ล่ะค่ะ ทั้งผัก ผลไม้ และอาหารประเภทโปรตีน แค่เราเลือกรับประทานให้ถูก และในปริมาณที่เพียงพอ ก็มั่นใจได้ว่า ว่าที่คุณแม่ จะได้รับสารโฟลิกอย่างเพียงพอ ซึ่งผักที่มีสารโฟลิกอยู่นั้น ก็เป็นผักทั่วๆ ไป ที่เรารู้จัก ทั้งผักโขม ถั่วชนิดต่างๆ หน่อไม้ฝรั่ง ผักกาดเขียว บีทรูท บล็อคเคอรี่ กะหล่ำ กะหล่ำปลี มะละกอ ผักกาดหอม ผักชีฝรั่ง สาหร่ายทะเล และ ผักคะน้า เป็นต้น ทั้งนี้อาหารที่มีโฟเลตอยู่มากเป็นพิเศษ ได้แก่ ยีสต์ เครื่องในเนื้อสัตว์ น้ำนม ถั่วเมล็ดแห้ง หน่อไม้ เห็ด และผักใบเขียว เช่น ผักคะน้า บรอกโคลี รวมถึงในน้ำผลไม้ เช่น น้ำส้ม อีกด้วยค่ะ

ลองมาดูกันซักหน่อยค่ะ ว่าอาหารแต่ละประเภท ให้โฟลิกกันมากน้อยแค่ไหน

อาหาร                                           โฟลิก(หน่วยไมโครกรัม)

ถั่วแดงหลวง(1/2 ถ้วยตวง)                 179

ธัญพืชต่างๆ(1/2 ถ้วยตวง)                 146-179

กระเจี๊ยบ(1/2 ถ้วยตวง)                     134

ผักขม(1/2 ถ้วยตวง)                        131

ถั่วลิสง(1/2 ถ้วยตวง)                        106

อะโวคาโด(1/2 ถ้วยตวง)                    75

ขนมปัง( 2 แผ่น)                              60

ส้ม(1 ผล)                                      60

บล็อกโคลี(1/2 ถ้วยตวง)                    52

ข้าวโพด(1/2 ถ้วยตวง)                      38

โยเกิร์ต(1 ถ้วย)                               24

สำหรับคุณแม่ที่ตั้งครรภ์ การดูแลเรื่องสุขภาพร่างกายให้สมบูรณ์แข็งแรง เป็นพื้นฐานสำคัญที่จะทำให้เกิดความมั่นคงทางจิตใจ และอารมณ์ ซึ่งจะส่งผลต่อสุขภาพที่ดีในอนาคตของทารกน้อยที่อยู่ในครรภ์ วันนี้ ใครที่กำลังวางแผนจะมีเจ้าตัวน้อยๆ อย่าลืมมองหาอาหารที่ให้สารโฟลิกกันด้วยนะคะ  ^^

Transfat ภัยร้ายใกล้ตัว

transfat.jpg
อาหารประเภทฟาสต์ฟู้ด ขนมขบเคี้ยว ทั้งแครกเกอร์ เฟรนช์ฟรายส์ โดนัท ที่อาจจะเป็นของโปรดของหลายๆ คน ล้วนเป็นอาหารที่ซ่อนไว้ด้วยอันตรายต่อสุขภาพที่เรามักจะมองข้ามกันค่ะ สาเหตุหลักที่นักวิจัยระบุเช่นนั้น ก็เพราะอาหารเหล่านี้เป็นอาหารที่มักจะมีส่วนประกอบของกรดไขมันทรานส์ (Trans Fatty Acid หรือ Trans Fat) อยู่ด้วย โดยส่วนผสมเหล่านี้จะมีชื่อบนฉลากอาหาร ระบุไว้ว่า กรดไขมันชนิดทรานส์ หรือ Hydrogenated Oil หรือ Partially Hydrogenated Oil

วันนี้ เรามาทำความรู้จักกับกรดไขมันทรานส์กันซักหน่อย ว่าเป็นอย่างไร และ ส่งผลร้ายต่อสุขภาพเราอย่างไรกันบ้าง

ไขมันทรานส์ เป็นกรดไขมันที่เกิดจากกระบวนการแปรรูปกรดไขมันไม่อิ่มตัวให้กลายเป็นกรดไขมันอิ่มตัวสูง โดยการเติมไฮโดรเจนลงไปในน้ำมันพืช ที่เรียกว่า กระบวนการไฮโดรจีเนชั่น (Hydrogenation) เช่น น้ำมันปาล์ม น้ำมันถั่วเหลือง หรือ เพื่อให้น้ำมันที่อยู่ในสถานะของเหลว เปลี่ยนไปเป็นของแข็ง หรือกึ่งแข็ง เช่น เนย เพราะจะทำให้อาหารคงความแข็งตัวที่อุณหภูมิห้อง นอกจากนี้ ไขมันทรานส์ยังมีอายุการเก็บนาน และชะลอการเหม็นหืน โดยที่เนื้อสัมผัสของอาหารไม่แห้ง อาหารประเภทอบจะสามารถลอกเป็นชั้นได้ ทนความร้อนได้สูง รสชาติดี และยังเป็นวัตถุดิบที่มีราคาถูกอีกด้วย จึงเป็นที่นิยมในอุตสาหกรรมอาหารอย่างแพร่หลาย ทั้งในอุตสาหกรรมอาหารประเภทฟาสต์ฟู้ดที่มักใช้ในการทอดไก่ เฟรนช์ฟรายส์ โดนัท หรือในอุตสาหกรรมเบเกอร์รี่ ที่พบใน ครีมเทียม และวิปปิ้งครีม เป็นต้น

การทานอาหารที่มีกรดไขมันทรานส์ในปริมาณที่มากจนเกินไป จะมีผลต่อการทำงานของเอนไซม์ Cholesterol Acyltranferase ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่ทำหน้าที่สำคัญในการเมตาบอลิซึมของคอเลสเตอรอล ทำให้ระดับ LDL ซึ่งเป็นคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดีในเลือดเพิ่มขึ้น และลดระดับ HDL ซึ่งเป็นคอเลสเตอรอลชนิดดี นอกเหนือจากนั้น เนื่องจากไขมันทรานส์เป็นไขมันที่เกิดจากการแปรรูป จึงย่อยสลายได้ยากกว่าไขมันชนิดอื่น ทำให้ตับต้องทำงานหนักในการสลายไขมันทรานส์ด้วยวิธีการที่แตกต่างไปจากการย่อยสลายไขมันตัวอื่นๆ ทำให้การทานไขมันทรานส์ในปริมาณที่มากจนเกินไป นอกเหนือจากจะทำให้อ้วน และมีไขมันส่วนเกินสะสมแล้ว ยังอาจก่อให้เกิดสภาวะที่ผิดปกติกับร่างกาย คือ มีภาวะการทำงานของตับที่ผิดปกติ เพิ่มอัตราความเสี่ยงที่จะป่วยเป็นโรคหัวใจ โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน และโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือด โดยมีงานวิจัยที่เกี่ยวข้องยืนยันหลายชิ้นเลยทีเดียวค่ะ

ด้วยผลเสียต่อสุขภาพของผู้คนในหลายๆ ด้าน จึงเริ่มมีการเคลื่อนไหวเพื่อรณรงค์ไม่ให้มีการใช้ไขมันชนิดนี้ในอุตสาหกรรมอาหารในหลายๆ ประเทศ จนหลายประเทศเริ่มมีมาตรการ และกฎหมาย ควบคุมการใช้ไขมันทรานส์ในอุตสาหกรรมอาหารกันแล้ว แต่ในประเทศไทยเรายังไม่มีค่ะ อาจจะต้องรอกันอีกซักระยะ ก็คงต้องเริ่มที่การดูแลสุขภาพของตัวเราเองกันก่อน หลีกเลี่ยง อาหารประเภทของทอด ทั้ง ไก่ทอด เฟรนซ์ฟรายส์ นักเก็ต ซึ่งมักใช้น้ำมันทอดซ้ำๆ จนหนืด รวมทั้งแฮมเบอเกอร์ หรือขนมขบเคี้ยวที่เก็บไว้นานๆ แต่ก็ยังคงความกรอบไว้ได้ นอกจากนี้ยังรวมถึงอาหารที่มีส่วนประกอบของเนยขาว และมาร์การีน เช่น คุ้กกี้ พาย หรือขนมขบเคี้ยวชนิดแท่งอีกด้วย

นำมาฝากกันกับเรื่องดีๆ ที่ควรรู้ …. เริ่มใส่ใจดูแลสุขภาพกันตั้งวันนี้นะคะ ^^

เช็คลิสต์สุขภาพ สำหรับสาวๆ ในวัย 30 อัพ

basic-medical-health-checkup-package-at-just-rs-899-2f-500x500.jpg


สาวๆ ยุคใหม่ ที่มักจะออกมาทำงานนอกบ้าน รับผิดชอบชีวิตตัวเอง ไม่ได้ดูแลแค่งานบ้านเหมือนในสมัยก่อนๆ หลายครั้ง อาจจะวุ่นวายอยู่กับภารกิจรายวันจนละเลยเรื่องของสุขภาพกันไป ทำให้บ่อยครั้งกว่าจะรู้ว่ามีอาการป่วยก็ลุกลามรุนแรงจนรักษากันยาก

วันนี้ มาดูกันซักหน่อยค่ะ ว่าสาวๆ โดยเฉพาะสาวๆ ที่เริ่มเข้าสู่วัยเลข 3 ควรจะมีแนวทางการตรวจเช็คสุขภาพกันอย่างไรบ้าง มีโรคอะไรบ้างที่ควรระวังและตรวจดูกันอย่างสม่ำเสมอ เพราะสำหรับหลายๆ โรค หากตรวจพบได้เร็ว ก็อาจจะสามารถรักษาได้ง่ายกว่า และมีโอกาสหายขาดได้ค่ะ

อย่างแรก ตรวจเลือด-ตรวจปัสสาวะ
เป็นการตรวจสุขภาพมาตรฐาน ทั้งการตรวจ เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว เกล็ดเลือด เพื่อดูความผิดปกติของค่าต่างๆ ทั้งเป็นข้อบ่งชี้ของอาการของโรคหลายๆ โรค ทั้ง ธาลัสซีเมีย ลิวคีเมีย ภาวะดีซ่าน โรคที่เกี่ยวกับตับ โรคที่เกี่ยวกับไต ไขมันในเลือด เบาหวาน ไทรอยด์ รวมถึงโรคติดเชื้อทั้งเชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา และเชื้อไวรัส

อย่างที่สอง การตรวจความผิดปกติของเต้านม หรือการตรวจมะเร็งเต้านม เพื่อหาความผิดปกติในระยะแรกเริ่ม
เพราะการดำเนินชีวิตในปัจจุบัน มีการเกี่ยวข้องกับสารเคมีกันมากขึ้น โดยเฉพาะในอาหารซึ่งมักจะมีฮอร์โมนในปริมาณที่สูง ไม่ว่าจะเป็นสารเร่งการเจริญเติบโตของหมู หรือ ไก่ รวมถึงการใช้ยาในสัตว์ต่างๆ เมื่อได้รับสารเคมี และฮอร์โมนเหล่านี้เข้าไปในร่างกายแล้ว ก็อาจส่งผล ไปกระตุ้นเซลล์ให้เติบโตผิดปกติและกลายเป็นเซลล์มะเร็งได้ สาวๆที่มีอายุ ตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไปจึงควร ตรวจมะเร็งเต้านมด้วยตัวเองเป็นประจำ และอาจใช้การตรวจด้วยเครื่องแมมโมแกรม (Mammogram) หรืออัลตราซาวด์ (Ultrasound) เพื่อหาก้อนเนื้อที่ผิดปกติอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้งค่ะ

อย่างที่สาม การตรวจมะเร็งปากมดลูก หรือ HPV
โดยส่วนใหญ่ไวรัสนี้จะติดต่อผ่านการมีเพศสัมพันธ์ ดังนั้น สาวๆ ทุกคนที่เคยมีเพศสัมพันธ์ต่างก็มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคทุกคนค่ะ ทุกวันนี้พบว่าโรคนี้ เกิดขึ้นในกลุ่มสาวๆ ที่มีอายุเฉลี่ยต่ำลงกว่าเดิม เนื่องจาก มีเพศสัมพันธ์เร็วขึ้น การตรวจมะเร็งปากมดลูกระยะแรกเริ่ม สามารถทำได้โดย วิธีแปปสเมียร์ (Pap Smear) หรือ ตรวจด้วยวิธีอื่นๆ เพื่อหาการติดเชื้อไวรัส HPV สำหรับ ข้อแนะนำสำหรับสาวๆ นอกเหนือจากการตรวจแล้ว แนะนำว่าควรป้องกันมะเร็งปากมดลูกด้วยการฉีดวัคซีนด้วยค่ะ

อย่างที่สี่ การตรวจวัดความหนาแน่นกระดูก
เนื่องจาก 20% ของสาวๆ ที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป มักจะมีอาการกระดูกพรุน ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดกระดูกหักได้ง่าย ก็เพราะโดยทั่วไปแล้ว เมื่อสาวๆ ถึงวัยหมดประจำเดือน ร่างกายจะไม่มีการผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen Hormone) ซึ่งเป็นตัวควบคุมการดูดซึมแคลเซียม (Calcium) เข้าสู่ร่างกาย ประกอบกับะรรมชาติที่มวลกระดูกของผู้หญิงจะน้อยกว่าผู้ชาย จึงทำให้เกิดภาวะกระดูกพรุนได้ง่ายยิ่งขึ้น ทำให้สาวๆ ในวัยหมดประจำเดือนหรือวัยทองจึงมักจะมีปัญหาสุขภาพกระดูก และข้อมากกว่าผู้ชาย โดยเฉพาะโรคกระดูกพรุน และกระดูกบาง สาวๆ จึงควรตรวจวัดความหนาแน่นกระดูกอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง

อย่างสุดท้าย การตรวจหัวใจและหลอดเลือด
โรคเกี่ยวกับหัวใจ และหลอดเลือดเป็น 1 ใน 3 ของสาเหตุการเสียชีวิตที่สูงที่สุด โดยเฉพาะเป็นโรคที่ ไม่มีอาการเบื้องต้นเป็นข้อบ่งชี้ มีสาเหตุสำคัญของการเกิดโรค ได้แก่ คอเลสเตอรอลสูง เป็นโรคเบาหวานเรื้อรัง ความอ้วน ความเครียด การไม่ออกกำลังกาย รวมถึงการสูบบุหรี่อีกด้วย การตรวจหัวใจ และหลอดเลือดจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรละเลยอีกเรื่องหนึ่งเลยทีเดียว

เอาล่ะค่ะ กับ 5 เรื่องที่ควรระวัง และตรวจเช็คอย่างสม่ำเสมอ ได้รับทราบกันแล้ว อย่าละเลยนะคะ ถึงเวลาหาหมอตรวจสุขภาพกันซักหน่อยแล้วล่ะค่ะ

แพ้กลูเตน

gf

ครั้งหนึ่ง เคยมีละครหลังข่าว พระเอกมาดแมน ในบทหล่อๆ ลุยๆ แต่มีอาการแพ้กลูเตน จนนางเอกต้องทำขนมที่ใช้แป้งปราศจากกลูเตนเอาไปให้
หลายๆ คนดูแล้วคงอดสงสัยกันไม่ได้ว่าอาการแพ้กลูเตนคืออะไร ??
วันนี้ เลยมีเรื่องราวของอาการแพ้กลูเตนมาฝากให้หายสงสัยกันค่ะ

เรื่องของการหลีกเลี่ยงอาหารที่มีกลูเตนเป็นกระแสที่ในต่างประเทศให้ความสำคัญกันมาก เพราะบ้านเมืองเค้ามักจะทานแป้งเป็นเมนูหลัก ซึ่งพฤติกรรมการทานอาหารของบ้านเราทุกวันนี้ก็มักจะเลียนแบบต่างประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการทานขนมปัง เค้ก เบเกอรี่ หรือเมนูตะวันตกต่างๆ เป็นที่มาของเรื่องราววันนี้ค่ะ ลองมาดูกันว่ากลูเตนสำคัญอย่างไร และจะส่งผลต่อสุขภาพของเราอย่างไรบ้าง

เริ่มต้นที่คำถามว่ากลูเตนคืออะไร ? กลูเตน (Gluten) เป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่พบได้ในข้าวสาลี ข้าวไรย์ และข้าวบาร์เลย์ ที่จะนำมาผลิตเป็นแป้ง ก่อนจะแปรรูปเป็นอาหารต่างๆ ที่เรารับประทานกันเป็นประจำอย่าง เบเกอรี่ ขนมปัง เค้ก เป็นต้น ทว่านอกจากอาหารจำพวกนี้แล้ว อาหารสำหรับคนรักสุขภาพอย่างเช่น อาหารเจ อาหารมังสวิรัตก็ยังพบกลูเตน ได้อีกด้วย ซึ่งกลูเตนที่ว่า เป็นสเปกตรัมโปรตีน เมื่อเรารับประทานเข้าไป ร่างกายต้องใช้เวลาหลายเดือนหรือหลายปีถึงจะกำจัดออกจากร่างกายได้หมด ส่วนสาเหตุที่ต้องใส่กลูเตนในอาหาร ก็ด้วยคุณสมบัติของกลูเตน ที่จะช่วยทำให้ขนมปังนุ่ม ฟู น่ารับประทานนั่นเองค่ะ

แม้กลูเตนจะสามารถทานได้ แต่สิ่งที่ต้องระวังคืออาการแพ้กลูเตนค่ะ ซึ่งอาการแพ้กลูเตนนั้นเกิดจากความผิดปกติของระบบการย่อยทางพันธุกรรมไม่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกัน โดยสามารถส่งผลได้หลายๆ ทาง และมีระดับความรุนแรงต่างๆ กัน เช่น

– ท้องอืด การรับประทานกลูเตนสำหรับผู้ที่มีอาการแพ้สามารถมีผลต่อระบบย่อยอาหาร ทำให้เกิดอาการอาหารไม่ย่อย อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ โดยเฉพาะในเด็กๆ ได้

– เกิดอาการแพ้ ทำให้ผิวกลายเป็นตุ่มๆ เนื่องจากการทานกลูเตนอาจมีผลทำให้การดูดซึมสารอาหารทางลำไส้ผิดปกติ ส่งผลให้ร่างกายขาดกรดไขมันจำเป็น รวมทั้งวิตามินต่างๆ โดยเฉพาะ วิตามินเอ

– มีอาหารง่วงเหงาหาวนอน อ่อนเปลี้ยเพลียแรง เนื่องจากอาหารประเภทนี้มีผลไปยับยั้งการดูดซึมสารอาหารที่ร่างกายจะนำไปใช้ได้ทันที ซึ่งอาจเป็นสาเหตุของอาการอ่อนเพลียเรื้อรัง โรคปวดกล้ามเนื้อ รวมถึงอาการทางประสาท เช่น วิงเวียนศีรษะ การสูญเสียความสมดุล บางครั้งอาจมีอาการของไมเกรนอีกด้วย

– การทานกลูเตนอาจส่งผลให้ฮอร์โมนในร่างกายผิดปกติ ส่งผลให้คุณผู้หญิงประจำเดือนมาไม่ปกติ รังไข่ทำงานผิดปกติ และอาจเป็นสาเหตุให้เกิดภาวะของการมีบุตรยาก

– สุดท้าย การทานกลูเตนอาจส่งผลทางอารมณ์คือ มีอาการวิตกกังวล ซึมเศร้า การเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์อย่างรวดเร็ว รวมไปถึงสมาธิสั้นด้วย

โดยในผู้ที่มีอาการแพ้กลูเตน ควรลดการทานอาหารจำพวกแป้ง ขนมปัง หรือเบเกอรี่ต่างๆ แล้วทดแทนด้วยการทานธัญพืช เช่น ข้าวกล้อง ข้าวฟ่าง คีนัว หรือ เลือกทานอาหารจำพวกแป้งที่ระบุไว้ว่าปราศจากสารกลูเตน นอกจากนั้นเรายังสามารถเลือกทานอาหารที่ไม่ผ่านการแปรรูป เช่น ผักสด ผลไม้สด เนื้อสัตว์ ถั่วชนิดต่างๆ เป็นการทดแทนได้อีกด้วยค่ะ

ทำความรู้จักกับยาแก้แพ้ – Antihistamine

cold.jpg
อยู่กลางฤดูฝน แต่อากาศก็เปลี่ยนแปลงกันได้รายวัน เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวลมพัดมาสบายๆ ซักพักก็อาจจะมีสายฝนโปรยลงมาพอให้รถติดกันนิดหน่อย ช่วงอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยๆ อย่างนี้ หลายๆ คน อาจจะมีอาการป่วยที่เรียกกันว่าแพ้อากาศกันได้ โดยเฉพาะในเด็กๆ หรือในผู้ที่ทำงานหนัก พักผ่อนไม่ค่อยจะเพียงพอ ที่แน่ๆ พอเริ่มมีน้ำมูก คัดจมูก หรือมีอาการจาม สิ่งแรกที่เรามักจะนึกถึงกันคงหนีไม่พ้นยาแก้แพ้ หรือที่เรียกว่า Antihistamine กันล่ะค่ะ
อะไรคือ Antihistamine และ การใช้ยาดังกล่าวจะช่วยรักษาอาการแพ้อะไรได้บ้าง มีผลข้างเคียง หรือข้อควรรู้อะไรบ้าง วันนี้ มาเฉลยกันซักหน่อยค่ะ

ก่อนอื่น มาทำความรู้จักกับสารฮิสตามีนกันก่อนค่ะ ฮิสตามีน เป็นสารที่ถูกสร้างและเก็บอยู่ใน Mast cells และเซลเม็ดเลือดขาวชนิดเบโซฟิล เมื่อถูกกระตุ้น Mast cells และ เบโซฟิล ก็จะหลั่งสารฮิสตามีน ออกมาในปริมาณที่มาก จนก่อให้เกิดโรคขึ้นได้ โดยตัวรับฮิสตามีน จะไปจับตัวกับสารฮิสตามีน และออกฤทธิ์ต่อระบบต่างๆ ในร่างกาย เช่น ออกฤทธิ์ต่อ Sensory nerve ที่ผิวหนัง ทำให้เกิดอาการคัน หรือ ออกฤทธิ์ต่อหลอดเลือดทั่วๆไป ทำให้เกิดผื่นแดงตามผิวหนัง หรือ ออกฤทธิ์ต่อระบบทางเดินหายใจ ทำให้เกิดอาการหดเกร็ง อาการหืด หรือแม้แต่ ออกฤทธิ์ต่อระบบทางเดินอาหาร ทำให้เกิดอาการปวดท้อง อาเจียน เป็นต้น

สำหรับ สารต้านฮิสตามีน (antihistamine) หรือ ที่เราคุ้นเคยกันในฐานะ ยาแก้แพ้ เป็นยาที่ใช้เพื่อลดผลของ ฮิสตามีน (histamine) โดย จะออกฤทธิ์โดยตรงต่อตัวรับฮิสตามีน ยาในกลุ่มนี้ จึงมีชื่อเรียกรวมๆ เป็นภาษาฝรั่งว่า Antihistamine ค่ะ

ยาแก้แพ้ในกลุ่มนี้ มีประโยชน์ ในด้านการลดอาการต่างๆ อันเกิดจากการแพ้ ได้แก่ การบรรเทาอาการแพ้อากาศ ที่ทำให้มีอาการจาม หรือมีน้ำมูกไหล บรรเทาอาการแพ้ทางผิวหนัง ลมพิษ ผื่นคันต่างๆ และ การบรรเทาอาการแพ้จากโรคหวัด ลดน้ำมูก ทำให้น้ำมูกแห้ง โดยยาแก้แพ้ แต่ละยี่ห้อที่เราพบในร้านขายยา ก็จะใช้สารต้านฮิสตามีน ต่างๆ กันออกไป เพราะสารที่จัดเป็นสารต้านฮิสตามีนก็มีหลากหลายชนิดเลยทีเดียวค่ะ ยกตัวอย่างเช่น ไซโปรเฮปตาดีน คลอเฟนิรามีน บรอมเฟนิรามีน ไซโปรเฮปตาดีน ไตรโพรลิดีน เป็นต้น

การเลือกใช้ยาแก้แพ้ในปัจจุบัน ก่อนอื่น เราอาจแบ่งยาแก้แพ้ออกเป็นสามกลุ่ม ได้แก่

กลุ่มแรก Sedating Antihistamine ได้แก่ กลุ่มที่มีตัวยา เช่น Chlophenilamine / Hydroxyzine / Tripolidine / Brompheniramine เป็นกลุ่มยาที่ผ่านตัวกลางของระบบเลือดและสมองได้ดี จึงอาจมีผลข้างเคียงต่อระบบประสาทสมองส่วนกลาง ทำให้เกิดอาการง่วงได้ ทั้งยังอาจมีผลทำให้ คอแห้ง ปากแห้ง ท้องผูก ปัสสาวะลำบาก แต่ข้อดีของยากลุ่มนี้คือสามารถลดอาการคันได้ดีกว่ายาในกลุ่มอื่นๆ

กลุ่มที่สอง Nonsedating Antihistamines ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อลดจุดด้อยของยาในกลุ่มที่แรก ทำให้มีคุณสมบัติที่ดีขึ้น คือ ไม่ทำให้ง่วง ออกฤทธิ์นานกว่า และออกฤทธิ์โดยตรงกับตัวรับฮิสตามีน ทำให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น สารต้านฮิสตามีนที่ใช้ในยากลุ่มนี้ได้แก่ Terfenadine / Astemizole / Lolatadine / Mequitazine / Acrivastine / Azelastine / Ebastine / Epinastine โดยมีข้อจำกัด ของยาบางตัว เช่น Terfenadine / Astemizole  ที่อาจส่งผลต่อหัวใจทำให้หัวใจเต้นผิดปกติได้ ผู้ป่วยที่มีอาการของโรคหัวใจ จึงควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยาในกลุ่มนี้

กลุ่มที่สาม ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อแก้ไขผลข้างเคียงจากยากลุ่มที่สอง จึงไม่ส่งผลต่อการทำงานของหัวใจ แต่ยังคงให้คุณสมบัติลดอาการแพ้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ยากลุ่มนี้ มีราคาสูงกว่ายาแก้แพ้ในกลุ่มอื่นๆ โดยจะมีสารต้านฮิสตามีนชนิด Fexofenadine หรือ Certizine เป็นต้น

การเลือกใช้ยาแก้แพ้แต่ละกลุ่มนั้น ขึ้นอยู่กับอาการ และสาเหตุของการแพ้ดังต่อไปนี้ค่ะ

อาการของโรคภูมิแพ้ทางจมูก (Allergic rhinitis) จะมีอาการจามร่วมกับอาการคัดจมูก ควรเลือกใช้ยาในกลุ่มที่ 2 ร่วมกับยาลดอาการคัดจมูก

อาการเยื่อจมูกอักเสบที่ไม่ใช่ภูมิแพ้และโรคหวัด (Non-allergic rhinitis & Common cold) ควรเลือกใช้ยาในกลุ่มที่หนึ่ง เนื่องจากสามารถลดน้ำมูกที่ไม่ได้เกิดจากสารฮีสตามีนได้ดีกว่า โดยเฉพาะเมื่อใช้ร่วมกับยาลดอาการคัดจมูก

อาการของโรคหืด (Asthma) ควรใช้ยาต้านฮิสตามีนกลุ่มที่ 2  เนื่องจากมีฤทธิ์แก้แพ้และแก้อักเสบร่วมด้วย และควรหลีกเลี่ยงการใช้ยากลุ่มที่หนึ่งเพราะจะทำให้เสมหะข้น เหนียว ยากต่อการขับออก

อาการคัน (Pruritus) ควรเลือกใช้ยาในกลุ่มที่หนึ่ง เพราะจะให้ผลที่ดีกว่า และช่วยลดอาการคันได้ดี

ข้อสำคัญ การใช้ยาแก้แพ้ ก่อนเกิดอาการ จะให้ผลดีกว่าการใช้ยาเมื่อมีอาการแพ้แล้ว ดังนั้น หลายๆ ครั้ง ที่เรารู้ว่าเรามีอาการแพ้ต่ออะไรบ้าง อาจจะเป็นฝุ่น ควัน ละอองเกสร อาหาร หรือสารเคมี หากจำเป็นต้องเข้าไปในบริเวณที่จะเกิดอาหารแพ้ ต้องสัมผัส หรือเกี่ยวข้องกับสิ่งที่อาจกระตุ้นอาการแพ้ การทานยาแก้แพ้ไว้ล่วงหน้า จะให้ผลที่ดีกว่าค่ะ

ยาแก้แพ้ อาจจะช่วยลดอาการต่างๆ ได้ ทำให้ร่างกายไม่ทรุดโทรม หรือมีอาการป่วยในส่วนอื่นๆ ที่ตามมา ทว่าในหลายๆ ครั้ง โดยเฉพาะสำหรับอาการที่เกิดจากหวัด ยาแก้แพ้นั้น ทำหน้าที่เพียงแค่ช่วยลดอาการที่เป็นผลจากโรค หากแต่ไม่ได้ช่วยทำลายเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของอาการป่วย การดูแลร่างกายให้แข็งแรง ย่อมเป็นสิ่งที่ดีที่สุดค่ะ ดูแลสุขภาพให้แข็งแรง พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ดูแลเรื่องโภชนาการให้ครบถ้วน รวมถึงวิตามิน ที่จะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย และที่สำคัญค่ะ ดูแลสุขภาพใจของเราให้สดใส ไม่เครียดจนเกินไป เพราะสุขภาพใจที่ดี ย่อมเป็นส่วนสำคัญของสุขภาพกายที่ดีไปพร้อมๆ กันค่ะ

บำรุงสุขภาพง่ายๆ ด้วยเมนูต้นอ่อน

ต้นอ่อน
ต้นอ่อนเป็นระยะแรกที่พืชชนิดต่างๆ จะเจริญเติบโต จึงเป็นเหมือนช่วงเวลาพิเศษที่เก็บกัก โปรตีน วิตามิน รวมทั้งสารต้านอนุมูลอิสระไว้อย่างเต็มที่ หลายๆ ท่านอาจจะพอได้รู้จักมาบ้างว่าต้นอ่อนของข้าวสาลี ทานตะวัน อัลฟัลฟา มีประโยชน์มากมาย ทั้งเรื่องของการบำรุงเลือด ลดความเสื่อมถอยของร่างกาย และยังช่วยให้ร่างกายแข็งแรงอีกด้วย วันนี้เราจึงได้นำความรู้ดีๆ เกี่ยวกับต้นอ่อนทั้งหลายเหล่านี้มาฝากกัน แต่ละชนิดจะมีประโยชนมากน้อย แตกต่างกันอย่างไร เรามาดูกันค่ะ

ต้นอ่อนข้าวสาลี
ต้นสีเขียวใบเรียวยาวสูงชะลูด บางครั้งเราเรียกต้นอ่อนของข้าวสาลีนี้ว่า “หวีตกราส” ค่ะ ต้นอ่อนข้าวสาลี อุดมไปด้วยวิตามินเอ วิตามินอี วิตามินซี รวมทั้งแร่ธาตุต่างๆ อย่างเช่น เหล็ก แคลเซียม แมกนีเซียม และกรดอะมิโน
เห็นสีเขียวๆ แบบนี้ รู้ไหมคะ ว่าต้นอ่อนข้าวสาลีมีคุณสมบัติสำคัญในการช่วยเพิ่มเลือดให้กับร่างกายด้วย โดยการช่วยเพิ่มปริมาณฮีโมโกบิลที่เป็นส่วนประกอบสำคัญของเม็ดเลือดแดง จึงเป็นทางเลือกที่เหมาะเป็นพิเศษสำหรับผู้ป่วยโรคโลหิตจาง
และด้วยคุณสมบัติของต้นอ่อนข้าวสาลีที่อุดมไปด้วยไฟเบอร์ ทั้งยังมีสารอาหารที่มีโมเลกุลขนาดเล็ก ง่ายต่อการดูดซึม จึงเหมาะกับผู้ป่วยที่มีโรคทางเดินอาหาร หรือโรคลำไส้ต่างๆ อีกด้วย
ใครที่อยากลองทานต้นอ่อนข้าวสาลี จะลองปลูก หรือหาซื้อมาทานเองก็ได้นะคะ โดยเคล็ดลับที่จะทำให้ได้ประโยชน์อย่างเต็มที่ คือเมื่อปรุงเสร็จแล้วให้รีบทานก่อนที่คุณค่าจากวิตามินและแร่ธาติต่างๆ จะหายไปค่ะ

ต้นอ่อนทานตะวัน
ต้นอ่อนหน้าตาคล้ายๆ ต้นถั่วเขียวนี้มีดีมากมายเลยทีเดียว ทั้งกรดไขมันที่จำเป็น ไฟเบอร์ รวมทั้งไฟโตสเตอรอล คุณสมบัติพิเศษของต้นอ่อนทานตะวันคือช่วยชะลอวัยจากภายในสู่ภายนอก เพราะมีสารไซนารินที่ช่วยป้องกันไม่ให้ร่างกายของเราดูดซึมสารที่จะไปทำลายคอลาเจน จึงเป็นเหมือนเกราะป้องกันไม่ให้แก่ก่อนวัย นอกจากนี้ ต้นอ่อนทานตะวันยังมีส่วนช่วยยับยั้งการเกิดเบาหวานได้อีกด้วยค่ะ
สำหรับการทานต้นอ่อนทานตะวันนั้น เราสามารถนำมาทานสดๆ เป็นผักสลัด เป็นผักเคียงกับเมนูต่างๆ หรือจะนำมาปรุงเป็นผัดผัก ต้มจืด หรือใส่แกงก็ได้ค่ะ

ต้นอ่อน อัลฟัลฟา
ต้นสีเขียวอ่อน มีใบเล็กๆ อยู่ด้านบนนี้ เป็นที่รู้จักกันมาพักใหญ่ แล้ว แต่ก็ไม่ได้หาทานกันได้ง่ายนัก
ต้นอ่อนอัลฟัลฟ่าอุดมไปด้วยวิตามินเอ วิตามินบี วิตามินซี วิตามินอี และแร่ธาตุสำคัญ คือโพแทสเซียม
ทั้งนี้ คุณสมบัติเด่นของต้นอ่อนอัลฟัลฟา คือการช่วยลดระดับคลอเรสเตอรอล ช่วยลดการอุดตันของไขมันในเส้นเลือด และยังเหมาะกับผู้หญิงในวัยหมดประจำเดือน เพราะจะช่วยบำรุงในเรื่องของฮอร์โมนให้ทำงานเป็นปกติ ลดอาการหลายๆ อย่างเช่น อาการมือชา และอารมณ์แปรปรวน เป็นต้นค่ะ
สำหรับการทานต้นอ่อนอัลฟัลฟานั้น เนื่องจากอาจจะมีแบคทีเรียปนอยู่มากกว่าผักชนิดอื่น จึงควรล้างให้สะอาด และปรุงให้สุกก่อนรับประทานค่ะ

ต้นอ่อนถั่วลันเตา
ต้นอ่อนของถั่วลันเตานี้เป็นอาหารสไตล์เอเชียเรานี่ล่ะค่ะ เลยมีชื่ออีกชื่อว่า “โต้วเหมี่ยว”
ต้นเล็กๆ แค่นี้แต่อุดมไปด้วยวิตามินเอ วิตามินซี รวมไปถึงกรดโฟลิกด้วย ที่สำคัญ ต้นอ่อนถั่วลันเตาอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ เป็นคุณสมบัติพิเศษของต้นอ่อนถั่วลันเตาที่ช่วยในเรื่องของการปกป้องเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย ช่วยชะลอความเสื่อมถอย และช่วยยับยั้งการเกิดโรคมะเร็งอีกด้วยค่ะ
สำหรับการรับประทานต้นอ่อนถัวลันเตานั้นสามารถทานได้ทั้งสดๆ นำมาปรุง หรือจะผัดไฟแดงก็อร่อยไม่แพ้เมนูไหนเลยล่ะค่ะ

การหาต้นอ่อนมารับประทานอาจไม่ได้หาง่ายเหมือนกับการซื้อผักผลไม้ตามตลาดสด เคล็ดลับง่ายๆ แถมได้ความสนุกอีกด้วย ก็คือการลองปลูกจากเมล็ดเล็กๆ ให้ค่อยๆ งอกขึ้นมาเป็นต้นอ่อน นอกจากจะสนุกกับการได้ดูแล ลุ้นว่าเมื่อไรที่ต้นอ่อนเหล่านี้จะโตแล้ว ยังมั่นใจได้ว่า อาหารที่นำมาปรุงปลอดสารพิษ และยังเป็นเมนูพิเศษที่มีคุณค่าทางจิตใจอีกด้วยล่ะค่ะ