เมื่อลูกๆ เข้าสู่วัยรุ่น

teen.jpg
เมื่อลูกๆ เริ่มเข้าสู่วัยรุ่น ช่วงวัยที่เริ่มมีเพื่อน และติดเพื่อน เป็นวัยที่มีความเป็นตัวของตัวเองสูง อาจจะชอบเลียนแบบดารานักแสดงที่ชื่นชอบ ต้องการมีพื้นที่ของตัวเอง วัยนี้เป็นวัยที่เริ่มจะดูแลตัวเองได้ คุณพ่อคุณแม่อาจถอยห่างออกมาสักนิด และเริ่มให้พวกเขาได้รับผิดชอบในเรื่องราวต่างๆ เกี่ยวกับตัวเอง เปลี่ยนจากบทบาทของผู้ที่คอยทำทุกอย่างให้ มาเป็นเพื่อนคู่คิดที่คอยให้คำปรึกษาพวกเขาอยู่ใกล้ๆ แทน

ช่วงวัยนี้เป็นช่วงที่มีพัฒนาการในด้านร่างกายในหลายๆ ส่วน ซึ่งรวมถึงพัฒนาการเรื่องฟัน จึงจำป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้คำแนะนำที่ถูกต้องในเรื่องการดูแลสุขภาพในช่องปาก เพื่อให้เด็กๆ ได้ดูแลฟันได้อย่างเหมาะสม และมีสุขภาพปากและฟันที่แข็งแรงค่ะ
วันนี้ เรามีคำแนะนำดีๆ เกี่ยวกับเรื่องสุขภาพในช่องปากของวัยรุ่นมาแนะนำกันค่ะ
เมื่อสำรวจฟันของวัยรุ่น จะพบว่าฟันน้ำนมหลุดออกไปหมดหรือเกือบหมด และมีฟันแท้ขึ้นมาแทนที่เต็มปากแล้ว จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดูแลฟันแท้เหล่านี้ให้ดีที่สุด เพราะจะเป็นฟันชุดที่จะอยู่กับพวกเขาไปอีกหลายสิบปี

วัยรุ่น จะอยู่ในช่วงวัยที่ฟันแท้ขึ้นเกือบครบแล้ว และอย่างที่บอก คือเป็นฟันชุดที่จะต้องอยู่กับเค้าไปอีกหลายสิบปี แต่ด้วยกิจกรรมต่างๆ ที่วัยรุ่นมักจะมีมากมายตลอดวัน นอกเหนือจากเรื่องเรียน ไม่ว่าจะเป็น การเล่นเกมส์ เล่นกีฬา การไปเที่ยว หรืองานอดิเรกต่างๆ มักจะทำให้วัยรุ่นละเลยในเรื่องของการดูแลช่องปาก จึงเป็นหน้าที่ของคุณพ่อ คุณแม่ ที่จะต้องคอยเตือนให้แปรงฟันหลังอาหารทุกมื้อ และหัดใช้ไหมขัดฟันด้วยตัวเองอย่างสม่ำเสมอทุกวัน
นอกจากนั้น อาหารในปัจจุบันมีน้ำตาลผสมอยู่เยอะ วัยรุ่นไม่ค่อยระวังเรื่องของการรับประทานอาหารเท่าไรนัก พวกเขาอาจจะทานอาหารฟาสต์ฟู้ด ทานขนมหวาน ของขบเคี้ยว โดยเฉพาะน้ำอัดลม ซึ่งจะทำลายความแข็งแรงของฟันได้ จึงควรบ้วนปากหลังจากทานอาหารเหล่านี้ทุกครั้งค่ะ

วัยรุ่นเป็นวัยที่มีความคึกคะนอง และความอยากทดลองอะไรแปลกๆ มากมาย กิจกรรมเหล่านั้นอาจทำให้เกิดอันตรายกับฟันได้ ไม่ว่าจะเป็น กีฬาผาดโผนต่างๆ ที่อาจทำให้ฟันหัก หรือฟันบิ่นได้ จึงควรแนะนำให้พวกเขารู้จักใส่เครื่องป้องกันฟัน หรือหลีกเลี่ยงกิจกรรมผาดโผนที่อันตราย หรือมีความเสี่ยงสูง

คุณพ่อ คุณแม่ ควรพาบุตรหลานไปพบทันตแพทย์ทุกๆ 6 เดือนนะคะ เพื่อไปตรวจฟัน ทำความสะอาดช่องปาก และทำการรักษาแต่เนิ่นๆ เพื่อป้องกันฟันผุ ไม่ว่าจะเป็นการเคลือบหลุม และร่องฟันในฟันกรามน้ำนม ฟันกรามแท้ หรือเคลือบฟลูออไรด์ หากพบว่ามีฟันผุก็จะได้ทำการรักษาเสียแต่เนิ่นๆ ก่อนจะมีอาการรุนแรงค่ะ

ปัจจุบันมักพบว่าเด็กมีการสบฟันที่ผิดปกติในลักษณะต่างๆ ได้ เช่น ฟันซ้อนเก ฟันห่าง ฟันยื่น เป็นต้น ซึ่งลักษณะของการสบฟันที่ผิดปกตินี้สามารถแก้ไขได้ด้วยการจัดฟันค่ะ

ซึ่งวัยรุ่นนั้นมักจะทำอะไรเลียนแบบกัน จนเคยมีอยู่ช่วยหนึ่ง ที่มีกระแสของการจัดฟันขึ้นมา เด็กๆ ก็พยายามหาอุปกรณ์ต่างๆ มาติดฟันไว้ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงมาก เพราะพวกเขากำลังทำร้ายฟันอย่างไม่รู้ตัว
จริงๆ แล้ว “การจัดฟัน” ถือเป็นการรักษาทางทันตกรรมอย่างหนึ่งซึ่งจะต้องมีการตรวจ วิเคราะห์และวางแผนการรักษาอย่างรัดกุมก่อนดำเนินการรักษา และจะต้องทำการรักษาโดยทันตแพทย์เฉพาะทางหรือฝึกฝนงานด้านจัดฟันมาโดยเฉพาะ เครื่องมืออุปกรณ์ที่ใช้ก็ต้องผลิตด้วยวัสดุที่สามารถใช้ในช่องปากได้อย่างปลอดภัย

เครื่องมือจัดฟันในปัจจุบันก็มีทั้งแบบถอดได้และแบบติดแน่น สำหรับแบบติดแน่นก็มีความแตกต่างกันไปตามวัสดุที่ผลิต เทคนิกการรักษา เช่น เครื่องมือชนิดโลหะ เซรามิก แซฟไฟร์ พลาสติก แบบติดด้านนอก หรือแบบติดด้านใน ยึดลวดกับ brackets ด้วยยางสีต่างๆ

หลายๆ ครั้งคุณพ่อคุณแม่อาจสงสัยว่า ควรจะพาลูกๆ ไปจัดฟันเมื่ออายุเท่าไหรดี
อายุที่เหมาะสมสำหรับการจัดฟัน คือ ประมาณ 12-15 ปี เมื่อฟันแท้ขึ้นมาครบทุกซี่แล้วค่ะ โดยเมื่ออยู่ในช่วงที่มีการจัดฟันนั้น ภายในช่องปากจะมีเครื่องมือติดแน่น จึงจำเป็นต้องดูแลตัวเองเป็นพิเศษ มิฉะนั้นจะมีโอกาสเกิดฟันผุและเหงือกอักเสบได้ง่าย ควรแปรงฟันทุกครั้งหลังรับประทานอาหาร เพราะอาหารจะติดตามเครื่องมือได้ง่าย ควรพกแปรงสีฟันติดตัวไว้เลยค่ะ แต่ไม่ต้องกังวลนะคะว่าจะแปรงยังไง เพราะเวลาที่คุณหมอจัดฟันติดเครื่องมือให้แล้ว คุณหมอหรือผู้ช่วยของคุณหมอจะอธิบายถึงวิธีการแปรงฟันให้ค่ะ

เมื่อทำการจัดฟัน อาจจำเป็นต้องหลีกเลี่ยงอาหารบางจำพวก เช่นอาหารที่แข็ง หรือเหนียวจนเกินไป เพราะจะทำให้เครื่องมือหลุด หรือลวดเกี่ยวปากได้ หลีกเลี่ยงอาหารหวาน หรือน้ำอัดลม เพราะจะทำให้ฟันผุได้ง่าย

ส่วนอาการเจ็บฟันนั้น ถือเป็นเรื่องปกติที่จะพบหลังการรักษาในแต่ละเดือน โดยปกติจะเจ็บอยู่ 2-3 วัน หรือบางคนอาจนานถึงจะ 1 สัปดาห์ ในระหว่างนี้ให้รับประทานอาหารอ่อนๆ เช่น ข้าวต้ม โจ๊ก นม หรือ ขนมปัง แต่ถ้าพบว่ามีฟันซี่ใดซี่หนึ่งเจ็บผิดปกติก็ให้รีบกลับไปพบคุณหมอนะคะเพื่อตรวจหาสาเหตุและช่วยแก้ไขให้ค่ะ
สิ่งที่ต้องหรือเลี่ยง คือ การเล่นกีฬาที่อาจเป็นอันตรายบริเวณใบหน้า เช่น กีฬาลูกบอลประเภทต่างๆ ตะกร้อ กีฬามวย หรือกีฬาผาดโผนต่างๆ โดยหากจำเป็นต้องการเล่น ก็ต้องใส่อุปกรณ์ป้องกันศีรษะ และใบหน้า และหากเกิดอุบัติเหตุใดๆ กับช่องปากและใบหน้าในระหว่างจัดฟันต้องรีบกลับไปพบคุณหมอโดยด่วนเลยนะคะ

วัยรุ่นถือช่วงวัยที่เราจะปลูกฝังเรื่องการดูแลรักษาฟันด้วยตนเอง คุณพ่อคุณแม่จึงควรสร้างวินัยที่ดี ให้พวกเขาได้รู้จักรับผิดชอบดูแล ทำความสะอาดช่องปากพวกเขาอย่างถูกต้อง เพื่อสุขภาพปากและช่องฟันที่ดีที่จะติดตัวไปกับพวกเขาเองในอนาคตค่ะ

Advertisements

เมื่อมือใหม่เริ่มออกกำลังกาย จะเลือกรองเท้ายังไงดี

sw14165-fs0115-0284.jpg
มือใหม่หัดออกกำลังกายอาจจะไม่ทราบว่ารองเท้ากีฬาเป็นสิ่งสำคัญมากๆ และมักจะละเลยที่จะให้ความสำคัญกับการเลือกรองเท้าให้เหมาะสมกับการออกกำลังกายแต่ละประเภท ทั้งที่ในการออกกำลังกายแทบทุกประเภท “เท้า” มักจะต้องรับบทหนัก แต่ละครั้งจะมีความหนัก-เบาไม่เท่ากัน ไม่ว่าจะเป็นเทนนิส กีฬาที่ต้องออกกำลังทั้งตัว ทั้งบิดและหมุนตลอดเวลา หรือจะเป็นการวิ่ง ที่น้ำหนักจะลงที่เท้าเป็นหลัก และจำเป็นต้องใช้รองเท้าที่มีพื้นรองเท้าแข็ง ประคองเท้าได้มั่นคงเพื่อช่วยในเรื่องการทรงตัว
การเลือกรองเท้าให้เหมาะสมกับประเภทกีฬา หรือการออกกำลังกายนี้เป็นเรื่องสำคัญ ทั้งในส่วนของการช่วยในการเคลื่อนไหว และการป้องกันอาการบาดเจ็บ เพราะรองเท้ากีฬาแต่ละประเภทต่างได้รับการออกแบบให้มีคุณสมบัติเฉพาะ เพื่อให้รองรับการใช้งานอย่างเหมาะสมที่สุดกับกีฬาแต่ละประเภทที่มีการเคลื่อนไหวแตกต่างกันออกไป

วันนี้มาเข้าร้านรองเท้า แล้วเลือกรองเท้าที่เหมาะกับการออกกำลังกายของเรากันซักหน่อยดีกว่าค่ะ

ด้วยเทคโนโลยีที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเรื่อยๆ รองเท้ากีฬาในทุกวันนี้ จึงมีรายละเอียดที่แตกต่างกันมากมายเลย รองเท้าแต่ละประเภท ล้วนถูกออกแบบให้เหมาะกับการใช้งาน เหมาะกับการเคลื่อนไหวในการเล่นกีฬาที่แตกต่างกันออกไป รวมถึงมีส่วนช่วยป้องกัน และลดความเสี่ยงจากอาการบาดเจ็บในระหว่างการเล่นกีฬา หรือออกกำลังกายประเภทนั้นๆ อีกด้วย ยกตัวอย่างเช่น รองเท้าวิ่ง รองเท้าประเภทนี้จะถูกออกแบบมาเพื่อความเร็วโดยเฉพาะ และวัสดุที่นำมาตัดเย็บจะมี น้ำหนักจะเบา ในบางยี่ห้ออาจมีถุงลมบริเวณส้นเท้าที่ช่วยดูดซับแรงกระแทกได้ดีเป็นออพชั่นเสริมอีกด้วย ในขณะที่รองเท้าเต้นแอโรบิคจะมีการออกแบบที่แตกต่างออกไป เพราะในการเต้นแอโรบิค เท้าจะต้องรองรับแรงกระแทกมาก หัวใจสำคัญของรองเท้าประเภทนี้จึงอยู่ที่พื้นรองเท้า นอกจากนั้น รองเท้าแอโรบิคควรจะมีน้ำหนักเบาเพื่อความสะดวกในการเคลื่อนไหว ทั้งยังต้องมีความยืดหยุ่นเป็นพิเศษเพื่อรองรับการเคลื่อนไหว และท่าทางต่างๆ ทั้งการเขย่ง การกระโดด การก้าว หรือการสไลด์ด้านข้างเป็นต้น

หลายคน เมื่อเข้าฟิตเนตก็มักจะหนีไม่พ้นการเดิน และการวิ่งสายพาน รองเท้าที่เหมาะกับการออกกำลังกายประเภทนี้คือรองเท้าสำหรับการเดินออกกำลังกาย ซึ่งรองเท้าสำหรับการเดินที่ดีนั้นควรจะมีพื้นกันกระแทกที่ส้นเท้า และปลายเท้า เพื่อรองรับน้ำหนักได้อย่างมั่นคง แตกต่างจากรองเท้าเทนนิส เพราะเทนนิสเป็นกีฬาที่ต้องเคลื่อนไหวในด้านข้าง ด้านหน้า และหลัง ทั้งยังมีการบิด การหมุนในลักษณะผสมผสานระหว่างการวิ่ง และกระโดดตลอดเวลา รองเท้าที่เหมาะสมจึงต้องให้ความรู้สึกที่มั่นคงสำหรับทุกท่วงท่า ต้องดูในส่วนของการหุ้มส้นเท้าที่ต้องกระชับ รองรับการบิดการหมุนได้เป็นอย่างดี พื้นจะต้องมีลวดลายออกแบบเฉพาะ และใช้วัสดุเพื่อให้สามารถยึดเกาะกับพื้นคอร์ทได้ดี เพื่อลดความเสี่ยงจากการบาดเจ็บจากการลื่น ไถล ในระหว่างการเล่น
นอกจากนั้น ยังมีรองเท้าแบต ที่มักจะมีส่วนพื้น และส้นเท้าที่บางกว่ารองเท้าเทนนิส เพื่อให้มีน้ำหนักเบา และเหมาะกับทิศทางลักษณะของการเล่นที่ต้องมีการสไลด์ด้านข้าง ถอยหลัง และการเคลื่อนไหวที่ต่างจากเทนนิส หรือรองเท้าบาส ที่มักจะเป็นรองเท้าหุ้มข้อ หรือครึ่งข้อ เพื่อป้องกันอาการบาดเจ็บจากการพลิกของข้อเท้า และมีพื้นที่เหมาะกับการเกาะกับพื้นโรงยิมเพื่อลดความเสี่ยงในการบาดเจ็บ และช่วยในการออกตัวเคลื่อนไหวที่รวดเร็วยิ่งขึ้น … ทางที่ดี เมื่อตัดสินใจจะเล่นกีฬา ออกกำลังกายประเภทไหน ก็ควรเลือกหารองเท้าที่ออกแบบมาเฉพาะสำหรับการออกกำลังกายประเภทนั้นๆ ค่ะ

อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากการเลือกรองเท้าตามลักษณะการออกกำลังกายหรือการใช้งานแล้ว การเลือกรองเท้ายังต้องดูลักษณะหรือรูปเท้าของตัวเราเป็นสำคัญอีกด้วย เคล็ดลับง่ายๆ ในการทำความรู้จักกับรูปเท้าของตนเองคือ หากระดาษมาสักแผ่น จากนั้น ลองเอาเท้าไปเหยียบน้ำ แล้วกลับมาเหยียบที่แผ่นกระดาษ เราก็จะรู้แล้วว่าเท้าของเรานั้นมีรูปร่างหรือมีส่วนเว้าอย่างไรบ้าง มาดูกันค่ะ ว่ารูปเท้าแบ่งออกเป็นแบบไหนบ้าง

แบบแรก The Pornator Type (Flat Foot, Low Arch Foot) เท้าแบบนี้จะมีเนื้อเต็ม มีวงโค้งตรงกลางฝ่าเท้าค่อนข้างน้อย อุ้งเท้าแบนราบติดกับพื้นดิน
แบบที่สอง The Neutral Type เป็นลักษณะเท้าของคนทั่วๆ ไป คืออยู่ระหว่างกลางของทั้ง 2 แบบ
แบบที่สาม The Supinator Type (High Arch Foot) ตรงข้ามกับแบบแรก คือเมื่อกดน้ำหนักลงบนพื้น ด้านนิ้วก้อยจะมีพื้นที่สัมผัสกับพื้นมากกว่าปกติ เนื่องจากอุ้งเท้าโค้งขึ้นไปเยอะ ทำให้ส่วนสัมผัสที่รับน้ำหนักจะมีแค่ส่วนหน้ากับส่วนหลัง (ส้นเท้า) เท่านั้น ทำให้ส่วนที่จะมารองรับน้ำหนักมีน้อยลง

เลือกรองเท้าที่เหมาะกับประเภทกีฬาแล้ว อย่าลืมเลือกให้เหมาะสมกับรูปเท้าของเราด้วยค่ะ การเลือกรองเท้าให้เหมาะกับรูปเท้าแต่ละแบบ ต้องดูสองส่วนเป็นหลัก คือ ส่วนของแผ่นรองพื้นด้านใน และการรับน้ำหนักของรองเท้า ว่ามีการกระจายน้ำหนักอย่างไร ลองใส่ดู แล้วยืนให้เต็มสองเท้า ขอให้มั่นใจว่าน้ำหนักทั้งหมด ถูกถ่ายลงพื้นอย่างสมดุล ไม่เอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง หรือเท้ามีอาการเกร็งจากการที่ต้องพยายามรักษาสมดุลของเท้า จากนั้น ลองยกเท้าขึ้นทีละข้าง และทดสอบการรับน้ำหนักของเท้าแต่ละข้างว่าสามารถกระจายน้ำหนักได้ทั่วหรือไม่ รองเท้าที่เหมาะกับเรา ควรจะมีการกระจายน้ำหนักที่ดี ทั้งการยืนบนขาข้างเดียว และการยืนเต็มสองเท้าค่ะ

เอาล่ะค่ะ เลือกรองเท้าเหมาะๆ กันได้แล้ว ถึงเวลาพารองเท้าคู่โปรด ไปออกกำลังเรียกเหงื่อกันซักหน่อยแล้ว ขอให้มีความสุขกับการออกกำลังกาย ที่สำคัญ อากาศร้อนๆ อย่างช่วงนี้ อย่าลืมดื่มน้ำเยอะๆ ด้วยนะคะ ^^

ทำความรู้จักกับ Growth Hormone

fit.jpg
หลายๆ คน คงเคยได้ยินคำว่า โกรทฮอร์โมนกันบ่อยๆ ฮอร์โมนชนิดนี้ มีความสำคัญอย่างไรกันบ้าง วันนี้ มาทำความรู้จักกันค่ะ

โกรทฮอร์โมน (growth hormone) เป็นฮอร์โมนประเภทโปรตีน ที่เรียกว่าเปปไทด์ฮอร์โมน ถูกผลิตขึ้นและหลั่งออกมาจากเซลล์ที่มีชื่อเรียกว่า โซมาโตรโทรฟ (somatotrophs) ซึ่งอยู่ในจากต่อมใต้สมองส่วนหน้า เป็นฮอร์โมนที่มีผลต่อการเจริญเติบโต รวมทั้งกระบวนการเมตะบอลิสซึมของร่างกาย โดยการสร้างโกรทฮอร์โมนนั้นจะมีผลมาจากปัจจัยต่างๆ หลายอย่าง ทั้งในแต่ละช่วงอายุก็จะมีการหลั่งโกรทฮอร์โมนในระดับที่ไม่เท่ากันค่ะ

โกรทฮอร์โมนนั้นจะถูกผลิตขึ้นในขณะที่เรานอนหลับ โดยจะมีการหลั่งมากในชั่วโมงแรกของการนอนหลับสนิท และจะถูกส่งไปยังตับเพื่อเปลี่ยนเป็นสารคล้ายอินซูลิน หรือที่เรียกว่าโซมาโตเมดิน (Somatomedin) เพื่อนำไปใช้ในการเสริมสร้างเนื้อเยื่อของร่างกายเรา

โกรทฮอร์โมนนั้น มีความสำคัญเป็นอย่างมากต่อการเจริญเติบโต โดยเฉพาะในวัยเด็กซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยควบคุมการเจริญเติบโตของกระดูก และกล้ามเนื้อให้แข็งแรงตลอดจนถึงช่วงอายุ 25 ปี รวมถึงมีผลต่อการสร้างภูมิต้านทาน และพัฒนาการทางสมองอีกด้วย

สำหรับผู้ใหญ่ โกรทฮอร์โมนก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะเป็นฮอร์โมนที่จะถูกส่งต่อผ่านกระแสเลือดไปยังตับ เพื่อให้ผลิตสารคล้ายอินซูลิน  Insulin-Like Growth Factor-1 (IGF-1) หรือ โซมาโตเมดิน (Somatomedin) ที่จะมีส่วนช่วยในการป้องกัน และยืดอายุของเซลล์ ทำให้ร่างกายไม่ทรุดโทรม หรือเสื่อมสภาพก่อนเวลาอันควร ทั้งยังช่วยกระตุ้นการทำงานของร่างกายในการเผาผลาญอาหารและน้ำตาลที่ได้จากการย่อยอาหาร ผลจาก IGF-1 ยังมีส่วนช่วยในการบำรุงกระดูก และกล้ามเนื้อ ที่รวมถึงกล้ามเนื้อหัวใจ ช่วยลดอัตราเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ ช่วยให้ระบบประสาท ความจำ และสายตาทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนั้น ยังมีรายงานถึงผลของ IGF-1 ต่อการช่วยเพิ่มเพิ่มระดับเม็ดเลือดขาว และการทำให้ร่างกายแข็งแรงมีชีวิตชีวา ดูอ่อนกว่าวัยอีกด้วยค่ะ

กับประโยชน์ที่มากมายขนาดนี้ แต่ระดับของโกรทฮอร์โมนกลับลดลงเรื่อยๆ ตามอายุที่เพิ่มขึ้น โดยเริ่มต้นจากการหลั่งในระดับสูงมากที่สุดในช่วงที่อยู่ในครรภ์มารดา จากนั้นจะลดลงเรื่อยๆ เมื่อเข้าสู่วัยเด็ก จนเริ่มเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น ที่ฮอร์โมนนี้จึงจะกลับมาหลั่งมากขึ้นอีกครั้ง โดยจะหลั่งในขณะที่เรานอนหลับ ช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโต ทั้งในส่วนโครงสร้างกระดูก กล้ามเนื้อ และสมอง หลังจากนั้น ต่อมพิทูอิทารี่ภายในสมองที่มีหน้าที่ผลิตโกรทฮอร์โมนจะเริ่มทำงานลดลง พบว่าหลังจากอายุ 20 ปีเป็นต้นไป การผลิตโกรทฮอร์โมนในร่างกายเรา จะลดลงอย่างน้อย 14% ในทุกๆ 10 ปี ทำให้เราอาจจะสรุปค่าเฉลี่ยของการผลิตโกรทฮอร์โมนแบ่งตามช่วงอายุได้ดังต่อไปนี้ คือ

อายุ 30 ปี ระดับโกรทฮอร์โมนคงเหลือ 86% ของวัยเด็ก
อายุ 40 ปี ระดับโกรทฮอร์โมนคงเหลือ 72% ของวัยเด็ก
อายุ 50 ปี ระดับโกรทฮอร์โมนคงเหลือ 58% ของวัยเด็ก
อายุ 60 ปี ระดับโกรทฮอร์โมนคงเหลือ 44% ของวัยเด็ก
อายุ 70 ปี ระดับโกรทฮอร์โมนคงเหลือ 30% ของวัยเด็ก

และหากใครเริ่มกังวล ว่าร่างกายของเรา เริ่มเสื่อมลง อันเป็นผลมาจากระดับของโกรทออร์โมนที่ลดน้อยลง ลองมาสังเกตกันดูค่ะ กับบางส่วนของสัญญาณ ที่เกิดจากปริมาณโกรทฮอร์โมนที่น้อยลง

– เริ่มหลงลืม ความจำเสื่อมลง
– มีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย อารมณ์ไม่คงที่
– มีอาการของโรคกระดูกพรุน
– การเคลื่อนไหวขาดความกระฉับกระเฉง เฉื่อยชา
– เริ่มมีปัญหาทางสายตา
– มีผมขาว และเส้นผมบางลง
– ผิวหนังขาดความยืดหยุ่น ชุ่มชื้น หน้ามีกระฝ้า ผิวหนังเหี่ยวย่นหย่อนยาน
– คลอเลสเตรอรอน และไตรกีเซอร์ไรด์สูง
– ความดันโลหิตสูงหรือต่ำมากไป

นอกจากนั้น สัญญาณเตือนยังรวมถึงการมีน้ำหนักส่วนเกิน นอนหลับไม่ค่อยสนิท มีอาการป่วยมารบกวนบ่อยขึ้น รวมถึงสมรรถภาพทางเพศที่ลดลง
หลายๆ คนอาจจะเริ่มกังวล เพราะสัญญาณเตือนบางอย่างเริ่มมีให้เห็น แต่ขอบอกว่ายังไม่สายจนเกินไปค่ะ เพราะกระบวนการสร้างโกรทฮอร์โมนเป็นกระบวนการตามธรรมชาติ ที่แม้ว่าจะมีวิทยาการที่ก้าวหน้าที่อาจจะช่วยเสริมสร้างการผลิตโกรทฮอร์โมนได้ แต่การดูแลสุขภาพให้สมบูรณ์แข็งแรง ยังคงเป็นสิ่งที่ดีที่สุดค่ะ ออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ นอนพักผ่อนให้เพียงพอ โดยเฉพาะควรเข้านอนแต่หัวค่ำ รวมถึงดูแลเรื่องของโภชนาการให้ครบถ้วน ควรบริโภคเนื้อสัตว์บ้าง หรือในผู้ที่ทานมังสวิรัติ ก็ควรเสริมอาหารประเภทโปรตีนให้เพียงพอ เพราะสารอาหารบางชนิดที่มีความจำเป็นในการสร้างฮอร์โมนเพื่อรักษาสมดุลในร่างกายนั้น พบได้ในอาหารประเภทโปรตีน ทั้งจากพืช และจากสัตว์ค่ะ

ทำอย่างไรดี … อยากมีน้องซักคน

ท้อง.jpg
อาจเป็นเพราะบทบาท หน้าที่การงาน ความเร่งรีบ หรือวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป ที่ทำให้การคิดจะมีลูกซักคน ในหลายๆ ครอบครัวที่แต่งงานไปแล้ว กลับกลายเป็นเรื่องยาก
ใครที่ยังไม่เจอกับปัญหานี้อาจจะไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องทุกข์ใจสักเท่าใหร่ แต่สำหรับคนที่อยากเป็นพ่อ-แม่ แล้วยังไม่มีวี่แววว่าจะมีเจ้าตัวน้อยสักที กลับเป็นการรอคอยที่ยาวนานมากๆ เลยล่ะ วันนี้เราเลยมีความรู้ดีๆ มาฝากกันค่ะ

รู้ไหมคะ ว่าปัญหาของการมีบุตรยากนั้น ประมาณ 40% เกิดจากฝ่ายชาย โดยเกิดจากการสร้างเชื้อที่ผิดปกติ ทำให้ไม่มีเชื้อ หรือได้เชื้ออสุจิที่คุณภาพไม่ดี มีจำนวนเชื้อน้อย เคลื่อนไหวน้อย หรือมีรูปร่างผิดปกติมาก วันนี้เราจึงขอเริ่มต้นที่การแก้ปัญหาในส่วนของฝ่ายชายกันก่อน การตรวจเชื้ออสุจิ เป็นวิธีหลักในการตรวจ ที่ใช้ในการวินิจฉัยภาวะมีบุตรยากในฝ่ายชาย องค์การอนามัยโลกได้กำหนดค่ามาตรฐานของอสุจิปกติเอาไว้ คือ ในการหลั่งอสุจิออกมาแต่ละครั้งจะต้องมีปริมาตรระหว่าง 2-6 มิลลิลิตร และมีฤทธิ์เป็นด่าง มีค่า pH ปกติอยู่ระหว่าง 7.2 – 8.5 และความเข้มข้นของตัวอสุจิในน้ำอสุจิควรจะมีมากกว่า 20 ล้านตัว / 1 มิลลิลิตร หากมีความเข้มข้นต่ำกว่านี้แล้ว จะพบว่าอัตราการตั้งครรภ์ตามธรรมชาติก็จะมีแนวโน้มที่จะลดลงด้วย ความก้าวหน้าทางการแพทย์ในปัจจุบัน สามารถช่วยให้ฝ่ายชายที่เป็นหมัน คือไม่มีตัวอสุจิในน้ำอสุจิ ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจาก การอุดตันของท่อนำอสุจิ หรือการไม่มีท่อนำอสุจิมาตั้งแต่กำเนิด มีปัญหาในเรื่องของการหลั่ง ตัวอสุจิที่หลั่งออกมาตายหมด หรือมีการอักเสบของอัณฑะเนื่องจากเชื้อไวรัสคางทูม หรือเชื้ออื่นๆ ให้สามารถมีบุตรของตนเองได้ โดยการนำเอาตัวอสุจิออกมาใช้ในขบวนการอิ๊คซี่ ด้วยวิธีการต่อไปนี้ค่ะ
– พีซ่า (PESA = Percutaneous Epididymal Sperm Aspiration) คือ การใช้เข็ม แทงผ่านผิวหนังบริเวณอัณฑะเข้าไปในท่อพักน้ำเชื้อ แล้วดูดตัวอสุจิออกมา
– มีซ่า (MESA = Microsurgical Epiddymal Sperm Aspiration) คือ การผ่าตัดเข้าไปหาท่อพักน้ำเชื้อส่วน epididymis แล้วจึงใช้เข็มแทงเข้าไป และดูดตัวอสุจิออกมา
– ทีซ่า (TESA = Testicula Sperm Aspiration) คือ การใช้เข็มแทงผ่านผิวหนังบริเวณอัณฑะเข้าไปในลูกอัณฑะ แล้วดูดตัวอสุจิออกมา
– ทีซี่ (TESE = Testicular biopsy Sperm Extraction) คือ การผ่าตัดเอาเนื้ออัณฑะออกบางส่วน แล้วแยกตัวอสุจิที่ค้างอยู่ในเนื้ออัณฑะออกมา ทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาเรื่องการมีบุตรยากที่เกิดจากฝ่ายชายค่ะ

สำหรับอีกทางเลือก สำหรับผู้มีบุตรยาก ก็คือการปฏิสนธินอกร่างกาย (In vitro fertilization) ซึ่งก็คือการนำไข่และอสุจิมาผสมให้เกิดการปฏิสนธิกลายเป็นตัวอ่อนในห้องทดลอง หลังจากนั้นจึงนำตัวอ่อนที่เกิดขึ้นใส่กลับเข้าโพรงมดลูกของฝ่ายหญิง เพื่อให้เกิดการตั้งครรภ์
หลักการของการปฏิสนธินอกร่างกาย คือ การกระตุ้นไข่ในฝ่ายหญิง จากนั้นก็ต้องติดตามการเจริญเติบโตของไข่ และเก็บไข่ หลังจากนั้นนำไข่มาผสมกับเชื้ออสุจิในห้องทดลอง เพื่อให้เกิดการปฏิสนธิ โดยต้องควบคุมอุณหภูมิ ความชื้น ปริมาณก๊าซต่างๆ ในบรรยากาศให้เหมาะสม และใช้น้ำยาเลี้ยงตัวอ่อนที่เตรียมไว้เป็นพิเศษ ประมาณ 16-18 ชั่วโมงหลังการปฏิสนธิ จะเริ่มเกิดการแบ่งตัวเป็นตัวอ่อน และหลังจากนั้นอีก 24 ชั่วโมง จะมีการแบ่งตัวเป็นตัวอ่อนระยะ 2-4 เซลล์ และเป็นตัวอ่อนระยะ 8-12 เซลล์ ในอีก 24 ชั่วโมงต่อมา โดยจะทำการเลี้ยงตัวอ่อนต่ออีกประมาณ 3-5วัน จึงจะทำการย้ายตัวอ่อนกลับเข้าสู่โพรงมดลูก เพื่อให้มีการฝังตัวและเจริญเติบโตต่อไป
โดยปกติแล้ว ตัวอ่อนจะถูกใส่กลับจำนวน 2-3 ตัว ถ้ามีเหลืออยู่อีก และเป็นตัวอ่อนที่แข็งแรง ก็จะทำการแช่แข็งเก็บไว้ ให้ตัวอ่อนที่แช่แข็งสามารถนำมาใส่กลับได้อีกในรอบต่อไปของการรักษา

แล้วกรณีไหนบ้างที่เหมาะกับการทำการปฏิสนธินอกร่างกาย คุณหมอได้ให้ความรู้มาค่ะ ว่าผู้ที่เหมาะกับการทำการทำการปฏิสนธินอกร่างกาย ได้แก่
1. ฝ่ายหญิงมีความผิดปกติของท่อนำไข่ตีบหรือตันทั้งสองข้าง
2.ฝ่ายหญิงมีพังผืดในอุ้งเชิงกรานมาก และรักษาด้วยการผ่าตัดแล้วไม่ได้ผล
3.ฝ่ายหญิงมีภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ และรักษาภาวะนี้แล้วด้วยวิธีอื่นไม่ได้ผล
4.เชื้ออสุจิฝ่ายชายคุณภาพไม่ดี ซึ่งรักษาด้วยวิธีอื่นแล้วไม่ได้ผล
5.ภาวะมีบุตรยากที่ไม่ทราบสาเหตุ

และเป็นธรรมดาค่ะ ใครที่หวังจะมีบุตร และถึงขนาดมาปรึกษาคุณหมอกัน ก็ย่อมตั้งความหวังไว้แล้วล่ะค่ะว่าจะได้เห็นหน้าลูกน้อยในเร็ววัน สำหรับอัตราความสำเร็จของวิธีดังกล่าวนั้น อยู่ที่ประมาณ 40-50% ค่ะ ทั้งนี้ขึ้นกับอายุของฝ่ายหญิงด้วย
รู้อย่างนี้แล้ว น่าจะช่วยเพิ่มความหวังให้กับผู้ที่อยากจะมีน้อง แต่รู้สึกว่าตัวเองอาจจะอยู่ในภาวะการมีบุตรยากให้ได้สบายใจมากขึ้นนะคะ เรื่องการมีบุตรยากเป็นปัญหาที่ละเอียดอ่อน และเฉพาะตัว ผู้ที่อยากได้คำปรึกษาเพิ่มเติม แนะนำให้ติดต่อเพื่อขอเข้าไปปรึกษากับคุณหมอโดยตรงจะดีที่สุดค่ะ ^^

กาแฟเพื่อสุขภาพ

coffee-cup.jpg
ดื่มกาแฟมากไป หลายๆ คนอาจจะกลัวว่าจะนอนหลับได้ยาก โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ ที่อาจจะมีอาการหัวใจเต้นแรง กระสับกระส่าย จนมองกันว่ากาแฟ อาจจะเป็นผู้ร้ายที่ต้องระมัดระวัง

วันนี้ มาดูกันค่ะ ว่าการดื่มกาแฟเป็นประจำ มีข้อดีอะไรบ้าง

เริ่มที่เบาๆ กันก่อน การดื่มกาแฟจะช่วยให้ร่างกายสดชื่น กระปรี้กระเปร่าได้ในเวลาอันรวดเร็ว ใครที่มีอาการง่วง ซึม อ่อนล้า กาแฟซักแก้ว ช่วยได้เลยค่ะ นอกจากจะทำให้สดชื่นขึ้นแล้ว ยังช่วยให้มีเรี่ยวแรง ทำงาน หรือทำกิจกรรมได้นานกว่าปกติ นอกจากนั้น การดื่มกาแฟ ยังช่วยในระบบการเผาผลาญของร่างกาย ทำให้ร่างกายเผาผลาญได้ดีขึ้นอีกด้วย
ขยับมาอีกหน่อย การดื่มกาแฟ วันละ 2-3 แก้ว จะช่วยในเรื่องของความจำ และการมีปฏิกิริยาโต้ตอบ และสำหรับผู้ที่อยู่ในวัยกลางคน กาแฟวันละ 4-5 แก้ว จะช่วยเพิ่มระดับฮอร์โมน GCSF ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอัลไซเมอร์ได้อีกด้วย
การดื่มกาแฟวันละ 2-3 แก้ว ยังจะช่วยลดอัตราความเครียดลงได้ถึง 15% และหากดื่มกาแฟ 4 แก้วต่อวัน จะช่วยลดความเครียดลงได้ถึง 20% เลยทีเดียว

ยิ่งไปกว่านั้น สำหรับผู้ที่ดื่มกาแฟวันละ 2-5 แก้ว เป็นประจำ จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดเซลล์มะเร็งเต้านม มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งปากมดลูก และมะเร็งตับได้ด้วย เนื่องจากคาเฟอีน จะช่วยยับยั้งการเกิดเซลล์ที่ผิดปกติ และช่วยกำจัดสารพิษที่ร่างกายได้สะสมไว้
กาแฟ ยังมีส่วนช่วยในการลดความเสี่ยงต่อการเกิดนิ่วในถุงน้ำดี โดยการดื่มกาแฟเฉลี่ยวันละ 4 แก้ว จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคนิ่วในถุงน้ำดีลงถึง 25% เลยทีเดียว
และสำหรับผู้ที่มีปัญหาโรคเก๊าต์ คาเฟอีนมีส่วนช่วยบรรเทาการอักเสบของข้อ เนื่องมาจากกรดยูริกเกินขนาดอย่างได้ผล และใครที่ดื่มกาแฟเฉลี่ยได้ถึงวันละ 6 แก้ว ก็จะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเกาต์ลงได้ถึง 60% เลยล่ะค่ะ

แต่ก่อนจะเริ่มดื่มกาแฟกันวันละหลายๆ แก้ว ตามผลจากการวิจัยซึ่งอาจจะไม่ได้บอกถึงผลกระทบในส่วนอื่นๆ เราลองมาดูกันซักนิดค่ะ ว่าอะไรที่เราควรจะระวังกันบ้าง

อย่างที่ทราบกันค่ะ กาแฟ ช่วยให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่า แต่การได้รับปริมาณคาเฟอีนเกิน 150 มิลลิกรัม ต่อวัน อาจมีผลทำให้นอนหลับยาก หรือหลับไม่สนิท ที่สำคัญ คาเฟอีน จะดึงแคลเซียมออกไปจากร่างกาย ผู้ที่ดื่มกาแฟเป็นประจำจึงควรมีการทานอาหารที่ให้แคลเซียมเพื่อเป็นการชดเชยด้วยนะคะ
นอกจากนั้น การดื่มกาแฟ หากใส่น้ำตาล หรือครีมเทียม ในปริมาณที่มากจนเกินไป ย่อมจะมีผลต่อไขมัน และน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นมา การดื่มกาแฟจึงไม่ควรปรุงให้หวานจนเกินไป ถ้าเป็นไปได้ ลองดื่มกาแฟดำไม่ใส่น้ำตาลดูค่ะ และสุดท้าย หลีกเลี่ยงการดื่มกาแฟในขณะท้องว่าง เพราะคาเฟอีน จะเป็นตัวกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งกรดออกมาในปริมาณที่มากกว่าปกติ อาจทำให้เสี่ยงต่อการเกิดโรคกระเพาะกันได้ค่ะ

ท้ายที่สุด อะไรก็ตามที่มากเกินพอดี คงจะไม่ใช่เรื่องดีซักเท่าไหร่ การดื่มกาแฟก็ย่อมมีทั้งส่วนที่ดี รวมไปถึงผลเสียที่อาจจะตามมาหากดื่มในปริมาณที่มากจนเกินไป ที่สำคัญเราคงต้องหมั่นสังเกตตัวเองดูด้วย ว่าเวลาดื่มแล้ว เรามีอาการผิดปกติอะไรหรือเปล่า เพราะการรู้จักสังเกตตัวเองย่อมเป็นการดูแลสุขภาพที่ดีที่สุดค่ะ
เอาล่ะ เล่าถึงข้อดีข้อเสียให้ได้ทราบกันครบแล้ว ถึงเวลาต้องขอตัวไปหากาแฟร้อนๆ หอมๆ มาเติมความสดชื่นซักแก้วก่อนแล้วล่ะค่ะ ^^

สาวๆ รองเท้าส้นสูง และเรื่องของสุขภาพที่ควรระวัง

heel.jpg
สาวๆ ชาวออฟฟิศคงพอจะทราบกันบ้างแล้ว ถึงข้อเสียจากการใส่ส้นสูง ทั้งทำให้ปวดเท้า เมื่อยขา แต่ถึงเวลาต้องแต่งสวยแบบจัดเต็มทีไร ก็อดไม่ได้ที่จะต้องหยิบเจ้ารองเท้าส้นสูงคู่สวยมาใส่ประชันความงามกันแบบไม่ยอมน้อยหน้าใคร … แหม ก็ใครจะยอมทิ้งความเพรียว สวยสง่า ที่ได้จากการใส่รองเท้าส้นสูงกันได้ลงคอ…
แต่ก่อนจะตัดสินใจหยิบรองเท้าคู่ใหม่มาลอง วันนี้มาทำความเข้าใจเพิ่มกันอีกสักนิดนะคะ ว่ารองเท้าส้นสูงๆ ที่เราเลือกใส่นั้น มีผลต่อสุขภาพของเราอย่างไรบ้าง

รองเท้าส้นเข็ม
ส้นเข็มคู่ใจสาวสวย ใส่ทีไรเหมือนต้องมนต์ ขาจะสวยเพรียวขึ้นทันตาเห็น และด้วยความที่มีส้นที่เพรียวเล็กจึงช่วยให้ดูไม่ตันอีกต่างหาก มือใหม่หัดใส่อาจร้อง “ยี้” เพราะแค่ส้นสูงปกติก็ลำบากแล้ว เจ้ารองเท้าส้นเข็มยิ่งทำให้ทรงตัวยากขึ้นไปอีก ด้วยส้นที่เล็กมาก การทิ้งน้ำหนักต้องกดลงไปที่จุดเดียว ทำให้ไม่สามารถรองรับน้ำหนักตัวเราได้อย่างสมดุล จมูกเท้าด้านหน้าต้องรับบทหนัก แถมเวลาเดินจะเกิดการกระแทกย้อนกลับมาที่เท้า ใส่แต่ละครั้งจึงรู้สึกได้ว่าไม่สบายเท้า ทั้งคุณสาวๆ ยังต้องเผชิญกับความเสี่ยง ทั้งเท้าพลิก เท้าแพลง และทำให้เกิดอาการเคล็ดขัดยอกกันได้ง่ายๆ

รองเท้าหัวแหลม
แฟชั่นรองเท้าหัวแหลมช่วยให้ลุ้คดูเปรี๊ยวจี๊ด ทันสมัย กระฉับกระเฉง ตามคอนเซ็ปต์สาวมั่นยุคใหม่ แต่ลองก้มมองที่เท้าของเราสักนิดนะคะ เพราะเปอร์เซ็นต์ส่วนใหญ่ของเท้าคนไทยล้วนมีหน้าเท้าที่กว้าง เมื่อพยายามสอดปลายเท้าลงไปในรองเท้าหัวแหลมๆก็เท่ากับเป็นการบีบหน้าเท้าตัวเองทำให้เสียรูป ยิ่งถ้าเป็นรองเท้าส้นสูงหัวแหลมด้วยยิ่งหนัก เพราะน้ำหนักจะยิ่งเทไปด้านหน้ามากขึ้นอีก เดินไปสักพักก็มักจะปวดเท้ากันทุกคน อาการที่มักจะเกิดตามมาได้แก่ กล้ามเนื้ออักเสบ และตาปลา เพราะในแต่ละก้าวที่เดินกล้ามเนื้อจะถูกบีบรัดและเสียดสีตลอดเวลา ยิ่งถ้าปล่อยไว้นาน นิ้วเท้าอาจผิดรูปไปได้เลยล่ะค่ะ

รองเท้าส้นสูงปรี๊ด
สาวๆ ไซส์มินิ มาตรฐานแบบไทยๆ อาจคิดว่าส่วนสูงของตัวเองเป็นปมด้อย เพราะไม่ว่าจะซื้อกางเกงก็ต้องตัดขา หรือจะตามแฟชั่นกระโปรงยาว ก็ยาวจนลากพื้น ตัดสินใจต้องเลือกเพื่อนคู่ใจเป็นรองเท้าส้นสูงปรี๊ด ความสูงจะได้เชิดหน้าชูตาขึ้นมาหน่อย แต่รองเท้าที่ส้นสูงปรี๊ดนั้นทำให้เราต้องเดินเขย่งตลอดเวลา ยิ่งเป็นรองเท้าที่ความสูงของด้านหน้าและด้านหลังต่างกันมากๆ น้ำหนักทั้งหมดจะตกลงมาที่จมูกเท้าหมด ทีนี้เท้าก็จะงอผิดธรรมชาติ กล้ามเนื้อบริเวณน่องจะเกร็งขึ้นมากกว่าปกติ จึงทำให้ทั้งปวดเท้า เมื่อยน่องทุกครั้งที่ใส่ บางคนที่ใส่รองเท้าส้นสูงไปนานๆ อาจเกิดปุ่มแข็งๆ ยื่นออกมาตรงส้นเท้า (Pump Bump) เป็นกระดูกที่งอกออกมาแบบผิดปกติ ปุ่มแข็งๆ นี้ถ้าสียดสีกับส้นรองเท้าบ่อยๆ ก็อาจกลายเป็นแผลพุพอง แผลกดทับ เกิดอาการปวดแบบถาวรได้

รองเท้าแพลตฟอร์ม
สาวๆ อาจแปลกใจว่าทำไมเลือกรองเท้ามีส้นสูงเสมอกันแล้ว ทำไม ยังจะมีข้อเสียได้อีก ก็เพราะรองเท้าแบบแพลตฟอร์มถึงจะดูสวย น่าจะใส่สบาย แต่รองเท้าแบบนี้ไม่ได้ออกแบบมาให้รองรับน้ำหนักและรูปทรงของเท้า ไม่ยืดหยุ่นในยามเคลื่อนไหว ซ้ำร้าย พื้นรองที่เท้าแข็ง และหนา จะบังคับไม่ให้เท้าเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ แต่เราอาจจะไม่รู้ตัวว่าเท้าของเราเกร็งทุกครั้งที่เคลื่อนไหว และพยายามทรงตัว ยิ่งบางคู่ที่ออกแบบผิดส่วน ฝ่าเท้าไม่สัมผัสกับพื้นรองเท้า ยิ่งทำให้การทรงตัวยากขึ้นไปอีก ผลคือกล้ามเนื้อเกิดอาการเกร็ง ปวดเมื่อย ยิ่งถ้ารองเท้าคู่นั้นสูงมาก ก็จะยิ่งกดทับกระดูกฝ่าเท้ามากขึ้นไปอีก และการทรงตัวที่ลำบากก็อาจทำให้สะดุดหกล้มบาดเจ็บกันได้ง่ายๆเลยทีเดียว

รองเท้าส้นแบน แฟลตชูว์
แม้จะหนีจากรองเท้าส้นสูงๆ หันมาคบรองเท้าส้นแบน แบบติดดินสุดๆ แล้ว ก็ยังหนีอาการปวดเมื่อยเท้าเมื่อเดินไกลๆ ไม่ได้ สาเหตุก็มาจากการไม่มีพื้นรองเท้านี่แหละค่ะ รองเท้าที่แบนราบไปกับพื้นเลยนั้นไม่ช่วยรองรับแรงกระแทก แถมยังจะไม่เข้ากับสรีระของเท้าอีกด้วย อาจทำให้เกิดออาการเจ็บเข่า ลามไปถึงสะโพกและหลังได้ สำหรับบางคนอาจเกิดถึงขั้นมีอาการเอ็นฝ่าเท้าอักเสบได้เลย รองเท้าที่ดีจึงควรหนาขึ้นมาสัดนิด แล้วมีแผ่นรองเท้าเพื่อรองรับกับรูปเท้าในทุกขณะของการเคลื่อนไหวค่ะ

เคล็ดลับ : เลือกรองเท้าต้องดูอะไรบ้าง
ลักษณะรองเท้า : เลือกรองเท้าที่มีลักษณะเข้ากับรูปเท้า
พื้นด้านในรองเท้า : ควรเลือกรองเท้าที่ใช้วัสดุด้านในที่นุ่มสบายเท้า และสามารถช่วยรับน้ำหนักได้
พื้นรองเท้า : เจอรองเท้าถูกใจแล้ว ลองพลิกดูพื้นรองเท้าด้วย ว่าวัสดุมีความฝืดแค่ไหนสำหรับการป้องกันการลื่นในยามก้าวเดิน และมีลวดลายอย่างไร ลายเฉียงคล้ายสามเหลี่ยมที่หันมาด้านหน้า จะช่วยเรื่องการยึดเกาะพื้นได้ดีไม่แพ้ลวดลายขรุขระอื่นๆเลยทีเดียวค่ะ
ส้นรองเท้า : รองเท้าที่ดีส้นรองเท้าไม่ควรสูงเกิน 1 นิ้ว และถ้าอยากใส่ส้นสูงก็ไม่ควรเกิน 2 นิ้ว และใส่ต่อเนื่องไม่เกิน 3 ชั่วโมงในแต่ละครั้ง ที่สำคัญควรถอดออกให้เท้าของคุณได้พักบ้างในเวลาที่ไม่ต้องเดิน
น้ำหนักของรองเท้า : ลองจับๆ ยกๆ รองเท้าดู แล้วเลือกรองเท้าที่มีน้ำหนักเบา รองเท้าที่ทำจากยางหนาๆ มีน้ำหนักมาก จะทำให้เดินยากและหกล้มได้ง่าย เลือกรองเท้าที่ทำจากยางที่มีน้ำหนักเบาจะทำให้เคลื่อนไหวได้สะดวกกว่า

TIPS : รู้จักโครงสร้างของเท้า
เท้าประกอบด้วยกระดูก 28 ชิ้น ต่อกับข้อเท้า และมีกล้ามเนื้อที่เกาะจากขาท่อนล่างมาที่เท้าทั้งหมด13 มัด ภายในฝ่าเท้ามีกล้ามเนื้อรวม 19 มัด และยังมีเส้นเอ็น กล้ามเนื้อต่าง ๆ มากกว่า 100 ชิ้น เพื่อควบคุมการเคลื่อนไหวของเท้า โครงสร้างของเท้ามีส่วนโค้งของฝ่าเท้าตามยาวและตามขวาง ส่วนโค้งนี้ทำให้เท้าสามารถรับน้ำหนักได้หลายเท่าตัว แต่การใส่ส้นสูงจะทำให้น้ำหนักกดลงไปที่กระดูกนิ้วเท้า, กระดูกข้อต่อนิ้วเท้า, ข้อเท้า และเส้นเอ็น ที่มักเกิดปัญหาคือเอ็นร้อยหวายที่จะต้องเกร็งตัวตลอดเวลาเมื่อเราใส่รองเท้าส้นสูงค่ะ

ปวดเข่า

knee
อาการปวดไม่ว่าจะปวดหลัง ปวดคอ ปวดต้นขา ปวดเข่า ใครไม่เป็นย่อมไม่รู้ว่าทรมานแค่ไหน จะทำอะไรก็ดูจะติดๆ ขัดๆ ไปเสียหมด
วันนี้เรามีความรู้ดีๆ ในเรื่องของอาการปวดเข่าประเภทต่างๆ ว่ามีที่มาที่แตกต่างกันอย่างไร มาฝากกันค่ะ

คุณเพ็ญพิชชากร แสนคำ นักกายภาพบำบัดผู้เชี่ยวชาญด้านโครงสร้าง และกล้ามเนื้อในส่วนต่างๆ ของร่างกาย จากสถาบันปรับโครงสร้างร่างกายอริยะ เวลเนสเซนเตอร์ อธิบายไว้อย่างนี้ค่ะ

“อาการปวดเข่าอาจมาจากกล้ามเนื้อก้นอ่อนแรง หรือเป็นที่กล้ามเนื้อไม่สมดุลกัน หรือเป็นเข่าเสื่อมก็ได้ อันดับแรกเราต้องทำความรู้จักกับอาการปวดเข่าจากกล้ามเนื้อไม่สมดุล และอาการเข่าเสื่อมกันก่อน ว่าแตกต่างกันอย่างไร เพราะอาการปวดที่เข่า ไม่จำเป็นต้องเป็นเข่าเสื่อมเสมอไป แต่ถ้าดูแลไม่ถูกต้อง ก็อาจจะเรื้อรัง จากอาการปวดเข่าธรรมดาอาจเลื่อนขั้นไปเป็น อาการเข่าเสื่อมได้เหมือนกันค่ะ

โรคเข่าเสื่อม สามารถวินิจฉัยจากอาการได้ชัดเจนซึ่งประกอบด้วยอาการ และอาการแสดงดังต่อไปนี้
1. มีอาการปวดเข่า โดยปกติจะปวดเมื่อมีการเคลื่อนไหว หรือมีการเดินลงน้ำหนัก เมื่อพักจะดีขึ้น หากเป็นมากจะปวดตลอดเวลา
2. ข้อติดแข็ง ส่วนมากจะพบในตอนเช้าเมื่อตื่นนอนใหม่ๆ หรือเมื่อพักในท่าใดท่าหนึ่งนานๆ ต่อเนื่องโดยไม่ได้ขยับ
3. บวมรอบข้อ อาจพบร่วมกับอาการแดง และร้อนเมื่อลองคลำบริเวณรอบเข่า
4. มีการผิดรูปของข้อเข่า ซึ่งเกิดจากผิวข้อ (Cartilage) บางลง แล้วตัวของกระดูกมีการเสียดสีกัน จนเกิดกระดูกงอกและทำให้เข่าผิดรูป และขยาย จึงพบว่าผู้ที่มีเข่าเสื่อมรุนแรง รอบข้อเข่าจะใหญ่ขึ้น
5. มีเสียงดังภายในข้อเข่า ซึ่งเสียงที่เกิดขึ้นอาจมาจากการเสียดสี ของผิวข้อภายในข้อเข่า
ซึ่งหากมีการ X-Ray จะพบว่าช่องว่างระหว่างกระดูกข้อเข่าจะแคบลง กระดูกผิวข้อบางลง และอาจพบกระดูกงอกได้ ส่วนการวินิจฉัยอาจต้องทำโดยพิจารณาปัจจัยอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น อายุเกิน 50 ปี มีน้ำหนักตัวหรืออ้วนมากกว่าปกติ มีประวัติการทำงาน หรือเคยประสบอุบัติเหตุที่อาจทำให้มีความเสื่อมของข้อได้ง่าย เป็นต้น

ในขณะที่ ภาวะกล้ามเนื้อทำงานไม่สมดุลกัน (Muscle Imbalance) ที่ทำให้เกิดอาการปวดหลัง ปวดก้น เป็นผลจากกลุ่มกล้ามเนื้อก้นอ่อนแรง (Gluteal Muscles) แล้วทำให้กล้ามเนื้อด้านข้างต้นขาเกิดการตึงตัวมากกว่าปกติ (Iliotibial band) ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญมากเพราะส่วนนี้จะเป็นตัวที่ให้ความมั่นคงต่อข้อเข่าด้านนอก ซึ่ง band นี้จะทอดยาวตั้งแต่ขอบนอกของกระดูกเชิงกรานข้ามข้อสะโพกแผ่ไปเกาะที่ด้านข้างกระดูกสะบ้า (Patella bone) ข้ามเข่าไปเกาะที่ขอบนอกด้านบนกระดูกหน้าแข้ง (Gerdy’s tubercle) แผ่ไปรวมกับเส้นเอ็นของกล้ามเนื้อต้นขาด้านหลัง (Biceps femoris tendon) จากจุดเกาะดังกล่าวจึงทำให้เมื่อต้องมีการงอ-เหยียดเข่าซ้ำๆ บ่อยๆ จะเกิดการเสียดสีที่เยื่อนี้ ทำให้หนาตัวขึ้นมา และกลายเป็นเหตุที่ทำให้มีอาการเจ็บที่ด้านนอกของข้อเข่า กลุ่มอาการนี้จะเรียกว่า “Iliotibial Band Syndrome” จะพบมากในกลุ่มผู้ออกกำลังกายเช่น วิ่ง ฟุตบอล บาสเก็ตบอล ฯลฯ
อาการปวดเสียวที่เข่าจากสาเหตุนี้มักพบร่วมกับอาการตึงเจ็บที่ต้นขาด้านนอก ซึ่งอาจปวดตึงร้าวจากด้านข้างของข้อสะโพก หรือมีจุดกดเจ็บที่เหนือข้อพับด้านหลัง กล้ามเนื้อต้นขาด้านหลังจะตึงมาก และอาการจะเป็นมากหากต้องเดินนานๆ หรือหลังจากออกกำลังกายประเภทดังที่กล่าว

การแยกอาการของภาวะกล้ามเนื้อไม่สมดุล ออกจากอาการของโรคเข่าเสื่อม ทำได้ไม่ยาก เพราะกลุ่มผู้มีอาการกล้ามเนื้อไม่สมดุลมักพบในนักกีฬา วัยกลางคน ซึ่งอาจดูแข็งแรงดีอยู่ แต่ก็มีจุดอ่อนในส่วนที่ละเลย จนทำให้มีอาการเรื้อรัง มีหลายเคสที่มาพบเราที่สถาบันฯ อายุเพียง สามสิบต้นๆ มาด้วยปวดเสียวที่เข่าด้านนอก รวมทั้งเริ่มมีอาการเข่าบิดเข้าด้านใน เป็นนักกีฬาบาสเก็ตบอลมาตั้งแต่อายุสิบกว่าปี เล่นบาสฯ และวิ่งไม่ได้มาสาม-สี่ปีแล้ว ดูแลกันไม่ถึงเดือนค่ะก็สามารถกลับไปวิ่ง ไปเล่นบาสฯได้เหมือนเดิม เพราะกลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่กล้ามเนื้อแข็งแรงดีอยู่แล้วค่ะ สร้างง่าย เพียงให้เขารู้ว่าสิ่งที่เป็นเกิดจากสาเหตุไหน วิธีการในการดูแลรักษาตัวเองต้องอย่างไรบ้าง อาการก็พัฒนาได้อย่างรวดเร็วค่ะ”

เมื่อใดที่ร่างกายของเรากำลังส่งเสียงบอกบางสิ่งอยู่ อย่าละเลยนะคะ เพราะจากที่เป็นเพียงเล็กน้อย อาจลุกลามเป็นปัญหาใหญ่ได้โดยที่เราคาดไม่ถึง โรคเข่าเสื่อมก็เหมือนกัน หากอาการปวดเสียวเข่าในช่วงแรก ไม่ได้รับการดูแล หรือออกกำลังกายให้เหมาะสมกับสาเหตุของปัญหา ก็อาจเป็นปัจจัยที่ทำให้เรื้อรังจนกลายเป็นโรคเข่าเสื่อมได้ ซึ่งถ้าเป็นถึงขั้นนั้นแล้วนอกจากจะต้องเจ็บปวดกับอาการที่เป็น ยังไม่สามารถรักษาให้คืนกลับเหมือนเดิมได้ ใส่ใจฟังเสียงของร่างกายแต่ต้น รักษาให้ถูกทางแต่เนิ่นๆ ช่วยป้องกันอาการป่วย และโรคภัยไข้เจ็บได้ไม่ยากค่ะ

มาฟิตแอนด์เฟิร์มกันดีกว่า

goodwp.com_32540.jpg
ปัญหาเรื่องอยากมีเนื้อมีหนัง อยากมีกล้ามเป็นมัดๆ ส่วนใหญ่คงเป็นปัญหาของหนุ่มๆทั้งหลายที่อยากจะหล่อล่ำบึก ให้สาวๆ หลงใหลในก้ามมัดโตๆ บ้าง แต่สาวๆ หลายคน ก็อาจจอยากมีกล้ามน้อยๆ ให้แสดงถึงความฟิตแอนด์เฟิร์ม ที่มาพร้อมสุขภาพดีๆ บ้างเหมือนกัน วันนี้เราลองมาดูเมนูอาหารที่เหมาะกับการสร้างกล้ามเนื้อกันซักหน่อยค่ะ

เวย์ โปรตีน โปรตีนชนิดนี้หาทานได้ไม่ยาก เพราะจะอยู่ในอาหารประเภทนม อย่างในชีส โยเกิร์ต หรือ อาหารเสริม ข้อดีของเวย์โปรตีนคือ กรดอะมิโนที่จะช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อให้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ลองเลือกประเภทที่ดูดซึมเข้าร่างกายได้ดี เช่นอาหารเสริมที่ระบุว่า “ไฮโดรไลเสท เวย์โปรตีน (Hydrolysated whey)” หรือ “กรดอะมิโนแยกสาขา (BCAA)” ร่างกายจะเอาไปใช้ได้รวดเร็วสุดๆ

เนื้อขาว ย่อยง่าย ก่อนจะทานเนื้อสัตว์ ลองเลือกกันซักนิด เปลี่ยนจากการทานเนื้อแดงมาทานเนื้อสีขาวที่ย่อยง่ายกว่า… อาจจะงง ว่าเนื้อสีขาวคืออะไร ?  ก็เนื้อนุ่มๆ ขาวๆ อย่าง เนื้อปลา อกไก่ ไข่ขาว หรือ เต้าหู้ … ถ้าเลือกได้ เลือกทานเนื้อปลาเป็นอย่างแรก เพราะเนื้อปลามีแอนตี้ออกซิแดนท์สูง ช่วยให้ความหล่อ มาพร้อมกับความฉลาด ส่วนในไข่ก็มีไบโอติน เลซิทิน และโคลีน ช่วยบำรุงสมองให้ปราดเปรื่องได้เหมือนกัน

คอมเพล็กซ์คาโบไฮเดรต เรียกเป็นภาษาไทยเราว่า แป้งเชิงซ้อน คือแป้งที่มีเส้นใยไฟเบอร์สูงนั่นเอง พวกธัญพืชทั้งหลาย ทั้งข้าวกล้อง ข้าวหอมนิล จมูกข้าว ถั่ว งา เมล็ดฟักทอง เมล็ดทานตะวัน ลองประยุกต์ดูหน่อย เป็นเมนูมูสลี่ทานกับนม หรือ ทาขนมปังโฮลวีตก็ได้ เมนูแป้งที่มีเส้นใยสูงเหล่านี้จะช่วยให้คงความหนุ่มได้นาน และยังได้เพิ่มน้ำหนักจากแป้งไปในตัวอีกด้วยค่ะ

น้ำมันดี ถ้าอยากเพิ่มเนื้อด้วยการทานน้ำมันก็ต้องเลือกน้ำมันที่มีประโยชน์ ไม่เช่นนั้น เกิดไปอุดตันในเส้นเลือดก็คงแย่ เดี๋ยวนี้น้ำมันมีให้เลือกหลากหลายมากๆ ที่ฮอทฮิตหน่อยก็เป็นน้ำมันปลา น้ำมันมะกอก น้ำมันมะพร้าว  น้ำมันรำข้าว และน้ำมันคริล ดีต่อร่างกายทั้งเรื่องการบำรุงสมองจากโอเมก้า 3 ทั้งยังช่วยลดไขมันส่วนเกินอย่างกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว และยังได้ประโยชน์จากไตรกลีเซอร์ไรด์ ที่ได้จากน้ำมันมะพร้าวในเวลาเดียวกันค่ะ

วิตามีนที่ดี อยากมีกล้ามเนื้อก็ต้องทานวิตามินที่เกี่ยวกับควบคุมการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย อย่างวิตามิน B ที่ช่วยบำรุงการจ่ายพลังงานในเซลล์ ด้วยกรดแอลฟ่าไลโพอิก และโคเอ็นไซม์คิวเท็น และสร้างเอนไซม์ต้านความชราด้วยโครเมียม ซีลีเนียม และสังกะสี

ทานอาหารให้ครบทุกหมวดหมู เลือกสุดยอดอาหารในแต่ละหมวดหมู่มาบำรุงร่างกาย และออกกำลังกายในท่าที่สร้างกล้ามเนื้อดูสักระยะ คงช่วยให้หุ่นผอมกะหร่องดูบึกบึนขึ้นได้ไม่น้อย แต่ถ้าลองทุกวิธีแล้วหนุ่มๆ ยังไม่ล่ำอย่างใจอยาก หรือสาวๆ ยังไม่รู้สึกว่าฟิตอย่างที่ตั้งใจ คงต้องเช็คกันหน่อยแล้วล่ะค่ะ ว่ามีโรคอะไรแอบแฝงอยู่หรือเปล่า โรคที่เกี่ยวกับการเผาผลาญอาหารในร่างกายได้แก่ ไทรอยด์เป็นพิษ ต่อมไร้ท่อผิดปกติ โรคแพ้ภูมิตัวเอง มะเร็งซุกซ่อนก่อนลุกลาม เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม อยากจะฝากเอาไว้ว่าอาหารคงเป็นแค่ตัวช่วยในการสร้างกล้ามเนื้อให้ร่างกาย ถ้าอยากให้หุ่นฟิต มีกล้ามเท่ๆ คงต้องเน้นการออกกำลังกาย สร้างกล้ามเนื้อ และที่สำคัญคือการพักผ่อนให้เพียงพอ เป็นหลักการพื้นฐานสำคัญสำหรับการดูแลตนเองค่ะ

เตรียมตัวรับสงกรานต์

งานวัด
เข้าสู่ช่วงสงกรานต์กันแล้ว ใครที่เตรียมตัวจะไปเล่นน้ำสงกรานต์ มาดูกันซักหน่อยว่าควรระมัดระวังอาการป่วยอะไรกันบ้าง ก็อากาศร้อนๆ เล่นน้ำสงกรานกันเปียกชุ่ม อาการป่วยที่ควรระวังกัน มีหลายอย่างเลยค่ะ

เริ่มต้นด้วย โรคลมแดด หรือ ฮีทสโตรก อาการที่หลายๆ คนคิดว่าไม่รุนแรง แต่แท้ที่จริง สำหรับบางกรณี หากไม่ได้รับการปฐมพยาบาลที่ถูกต้อง อาการอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตกันได้เลยคะ  ที่สำคัญ โรคลมแดด เป็นโรคที่คนที่มีร่างกายแข็งแรงเป็นปกติ ก็สามารถเป็นได้ คือเมื่ออุณหภูมิภายในร่างกายสูงเกิน 40 องศาเซลเซียส ร่างกายสูญเสียน้ำมาก เป็นเวลานานๆ ทำให้เลือดมีความเข้มข้นสูงขึ้น และร่างกายปรับตัวกับอุณหภูมิที่สูงขึ้นไม่ทัน อาจทำให้มีอาการกระหายน้ำมากๆ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ หน้ามืด วิงเวียนศีรษะ ความดันโลหิตต่ำ ช็อก จนอาจถึงขั้นหมดสติได้ การป้องกันอาการของโรคลมแดด ทำได้โดยการหลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดด หรือที่ร้อนอบอ้าว เป็นเวลานานๆ ดื่มน้ำให้มากกว่าปกติ และหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งจะทำให้ร่างกายเสียน้ำมากยิ่งขึ้นค่ะ
และในกรณีที่มี่ผู้ป่วยเป็นโรคลมแดด การปฐมพยาบาลเบื้องต้น ทำได้โดยให้นอนราบลง ยกเท้าทั้งสองข้างให้สูงเพื่อเพิ่มการไหลเวียนของเลือด คลายเสื้อผ้าที่แน่นออก จากนั้นใช้ผ้าชุบน้ำเย็น หรือใช้น้ำแข็งประคบตามซอกตัว คอ รักแร้ เชิงกราน ศีรษะ พร้อมๆ กับพัด หรือใช้พัดลมช่วยเป่าเพื่อให้อากาศถ่ายเท ลดความร้อน และลดอุณหภูมิของร่างกายให้ต่ำลง จากนั้นให้รีบนำส่งโรงพยาบาลโดยเร็วค่ะ

โรคต่อมา คือ โรคตาแดง ซึ่งเป็นโรคตาที่พบได้บ่อย เกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย โดยมีสาเหตุมาจากการสัมผัสกับเชื้อโรค หรือสิ่งที่ไม่สะอาด ทำให้เกิดการอักเสบของเยื่อบุตา ที่คลุมหนังตาบน และล่าง รวมถึงเยื่อบุตาที่คลุมตาขาว
โรคตาแดงนั้นอาจเป็นได้ทั้งแบบเฉียบพลัน และแบบเรื้อรัง โดยเกิดได้ทั้งจากติดเชื้อแบคทีเรีย ไวรัส อาการภูมิแพ้ หรือ จากการสัมผัสสารที่ระคายเคืองต่อตา และ สำหรับในช่วงสงกรานต์ สิ่งที่ควรระมัดระวัง คือการสัมผัสกับเชื้อโรคที่มากับน้ำที่ไม่สะอาด การเล่นน้ำสงกรานต์ควรใส่แว่นตากันน้ำ เพื่อระมัดระวังไม่ให้น้ำที่อาจจะไม่สะอาดกระเด็นเข้าตา และหากเกิดอาการตาแดง แม้ว่าเป็นโรคที่โดยทั่วไปแล้วสามารถหายเองได้ในระยะ 1-2 สัปดาห์ แต่การพบแพทย์ เพื่อทำการรักษาอย่างถูกวิธีย่อมเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด

โรคต่อมาที่ควรระมัดระวังกัน โดยเฉพาะในช่วงเดือนเมษายน หน้าร้อนของไทย เป็นโรคที่เกี่ยวกับความสะอาดของอาการที่เราทานกัน โรคอาหารเป็นพิษ เพราะสงกรานต์เป็นช่วงที่อากาศร้อน และแห้ง เหมาะกับการเจริญเติบโตของเชื้อโรคหลายๆ ชนิด อาหารต่างๆ ก็อาจบูดเสียได้ง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อาหารที่มีส่วนผสมของกะทิ หรือนม นอกจากนั้น การทานอาหาร หรือดื่มน้ำที่ไม่สะอาด ก็อาจทำให้เกิดโรคดังกล่าวได้เช่นกัน อาการที่เกิดขึ้นในผู้ป่วย ได้แก่อาการถ่ายเหลว คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง และอาจมีภาวะขาดน้ำ ซึ่งในรายที่มีอาการรุนแรงอาจส่งผลให้เกิดภาวะช็อค หมดสติ และเสียชีวิตได้ เพราะฉะนั้น ควรระมัดระวังในการเลือกอาหาร รวมทั้งดื่มน้ำดื่มที่สะอาด เพื่อป้องกันอาการอาหารเป็นพิษกันด้วย

นอกเหนือจากอาการของโรคที่ควรระมัดระวังข้างต้นแล้ว การเล่นน้ำเป็นระยะเวลานานๆ และอยู่ในชุดที่เปียกชื้นตลอดเวลา ยังอาจส่งผลให้เกิดอาการของเชื้อราจากความอับชื้น อาการผื่นแพ้ และอาการของโรคผิวหนังได้อีกด้วย ก่อนออกไปเล่นน้ำสงกรานต์ อย่าลืมเลือกเสื้อผ้าที่บาง แห้งง่าย และไม่หนาจนทำให้เกิดความอับชื้นเป็นเวลานานๆ และควรรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าที่แห้งในทันที่ หลังเล่นน้ำสงกรานต์เสร็จ เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีอาการอับชื้นที่จะก่อให้เกิดอาการของโรคผิวหนัง และเชื้อรานะคะ

เอาล่ะค่ะ ทราบกันไปแล้ว ถึงอาการและโรคต่างๆ ที่ควรจะระมัดระวังในช่วงสงกรานต์ ก่อนออกไปเล่นน้ำกัน ขอให้ป้องกัน และดูแลสุขภาพกันให้พร้อมด้วย ที่สำคัญอย่าลืมทาครีมกันแดดแบบกันน้ำ ที่มีค่า SPF มากกว่า 50+ เพื่อป้องกันรังสี UV จากแสงแดดและ ดื่มน้ำสะอาดให้มากๆ เพื่อชดเชยกับน้ำที่ร่างกายเสียไปด้วยนะคะ สุขสันต์วันสงกรานต์ค่ะ ^^

อีกซักนิด กับ Office Syndrome

work
สัปดาห์ที่แล้ว เราได้นำเรื่องราวของท่าบริหารเพื่อป้องกันอาการ Office Syndrome มาฝากกันไปบ้างแล้ว
วันนี้ มาต่อกันอีกซักหน่อย กับท่าบริหารในส่วนอื่นๆ เพื่อป้องกันอาการของโรค Office Syndrome ค่ะ

ท่าที่ 1 แก้อาการหายใจไม่อิ่ม หายใจได้ไม่สุด
ร่างกายของเราต้องการอากาศบริสุทธิ์ในการหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายโดยเฉพาะสมอง การบริหารปอดจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้การขยายตัวของปอดดีขึ้น ออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายได้ดีขึ้น ช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อด้านข้างลำตัว ยืดกล้ามเนื้อหัวไหล่ และป้องกันโรคไหล่ติด
วิธีการออกกำลังกาย
1 นั่งเก้าอี้ที่มีพนักพิง เลื่อนก้นให้ชิดพนัก
2 แขนซ้ายเหยียด-ยืดแขนให้สุดด้านเหนือศีรษะ แขม่วท้อง หายใจโดยใช้ชายโครงกางออก
3 มือขวาเอื้อมมาจับขอบด้านซ้ายของเบาะที่นั่งเก้าอี้
4 ในขณะที่ทำให้เกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้องไว้ตลอดเพื่อไม่ให้หลังแอ่น
5 หายใจเข้าลึก หายใจออกเป่าลมออกทางปากเบาๆ พร้อมๆ กับเอียงตัวด้านขวา และหมุนตัวมาด้านซ้ายเล็กน้อยจนรู้สึกตึงมากที่สุด
6 หายใจเข้าทางจมูก เป่าลมออกทางปากเบาๆ หนึ่งรอบ แล้วค่อยดึงตัวกลับ
7 สลับกันทั้งสองข้าง ทำซ้ำ 5 ครั้ง วันละ 3 รอบ

ท่าที่ 2 ยืดกล้ามเนื้อสะโพกมัดลึก
กล้ามเนื้อที่เป็นทางผ่านของเส้นประสาท การยืดกล้ามเนื้อที่ไปเลี้ยงขาจะช่วยแก้อาการของคนที่ปวดก้นและร้าวลงขาได้เป็นอย่างดี นอกจากนั้นยังช่วยบรรเทาอาการของผู้มีอาการปวดหลังอันเนื่องมาจากหมอนรองกระดูกแคบซึ่งมักมีอาการปวดร้าวลงขา ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเส้นประสาทที่ไปเลี้ยงขาทำให้สบายตลอดทั้งขา
วิธีการออกกำลังกาย
1 นั่งกับพื้น งอเข่าด้านซ้ายเข้าหาตัว และเปิดฝ่าเท้าขึ้น ยกขาซ้ายทับขาขวา โดยอ้อมฝ่าเท้าไปที่ด้านข้างของสะโพกด้านขวา
2 งอเข่าด้านขวาเข้าหาตัว หงายฝ่าเท้าขึ้น อ้อมไปด้านข้างของสะโพกซ้าย
3 โน้มลำตัวลงไปด้านหน้า เหยียดแขนให้สุดจนรู้สึกตึงมากที่สุดโดยไม่เจ็บ ขณะที่ยืดลำตัวให้แขม่วท้องค้างไว้
4 หายใจเข้าลึกๆทางจมูก เป่าลมออกทางปากเบาๆ พร้อมกับยืดอก และแอ่นหลังขึ้น ในขณะที่มือวางแนบพื้นอยู่ที่เดิม
5 หายใจเข้าลึกๆ ทางจมูกและเป่าลมออกเบาๆ ทางปาก 2 ลมหายใจ แล้วค่อยดันตัวขึ้นท่านั่งหลังตรง ทำ 5 ครั้ง แล้วสลับข้าง

ท่าที่ 3 ยืดกล้ามเนื้อหลังต้นขา
การนั่งอยู่กับที่นานๆ อาจจะทำให้เกิดอาการเมื่อยล้า หากเป็นหนักขึ้นก็อาจจะมีอาการปวดร้าวลงขาได้ การออกกำลังกายในแบบการยืดกล้ามเนื้อจะช่วยคลายเยื่อหุ้มกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อ และเส้นประสาทของขาตลอดทั้งแนว สร้างกำลังกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้า ช่วยพยุงข้อเข่า ป้องกันอาการเข่าเสื่อมได้
วิธีการออกกำลังกาย
1 นั่งกับพื้น ขาซ้ายเหยียดเข่าตรงไปด้านหน้า ขาขวางอเข้าหาตัว ฝ่าเท้าขวาวางประคบไว้ที่ต้นขาด้านในของข้างซ้าย
2 งอเข่าด้านซ้ายขึ้นเล็กน้อย ร่วมกับกระดกฝ่าเท้าเข้าหาตัว ปลายนิ้วเท้าชี้ขึ้นด้านบน
3 โน้มตัวไปด้านหน้าจนรู้สึกตึงมาก พร้อมกับเหยียดแขนให้สุด วางฝ่ามือแนบกับพื้น
4 แอ่นหลังขึ้นให้รู้สึกตึง ในขณะที่ฝ่ามือวางตำแหน่งเดิม ลงน้ำหนักที่ก้นสองข้างเท่ากัน
5 หายใจเข้า เป่าลมออกทางปากเบาๆ พร้อมกับเหยียดเข่าออกให้รู้สึกตึงมาก แต่ไม่เจ็บ ในขณะที่ยังคงแอ่นหลัง และกระดกฝ่าเท้าอยู่
6 ค้างไว้ 2 ลมหายใจ และค่อยๆ ดึงตัวกลับในท่านั้งตรง และปล่อยขาให้สบาย
7 ทำข้างละ 5 ครั้ง แล้วสลับข้าง ทำวันละ 3 รอบ

ท่าที่ 4 สร้างความมั่นคงให้กระดูกสันหลังรอบด้าน สร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน และต้นขาด้านใน
บุคลิกภาพในการยืน เดิน หรือนั่งแบบหลังแอ่นๆ นั่นอาจทำให้เกิดอาการปวดตามมาในอีกหลายๆ ส่วน การออกกำลังกายในท่านี้จึงช่วยปรับให้หลังที่แอ่นนั้นกลับคืนมาในแนวโค้งปกติ นอกจากนั้นยังช่วยกระชับกล้ามเนื้อหูรูด กระชับกล้ามเนื้อต้นขาด้านใน ทำให้ขาเล็กเรียวได้รูปสวย และเป็นท่าที่สร้างความมั่นคงให้กระดูกสันหลัง ป้องกันอาการปวดหลัง ทำให้หน้าท้องกระชับ
วิธีการออกกำลังกาย
1 นอนหงาย เหยียดขาตรงทั้งสองข้าง ดันลำตัวขึ้น ตั้งศอกเพื่อพยุงลำตัวไว้
2 เก็บคางและดันศีรษะลงเล็กน้อย แขม่วท้องและเกร็งกล้ามเนื้อก้นค้างไว้
3 กระดกปลายเท้าซ้ายขึ้น พร้อมกับลอยขาซ้ายขึ้นตรงๆ ทั้งแนว
4 หันปลายนิ้วเท้าออกด้านข้างพร้อม กางขาออกประมาณ 45 องศา (ในขณะที่แขม่วท้องและเกร็งกล้ามเนื้อก้นอยู่ สะโพกนิ่งอยู่กับที่)
5 แล้ววาดเท้าเป็นครึ่งวงกลม ดึงกลับที่เดิมโดยที่เท้าไม่แตะพื้น กางขาออกทำซ้ำ อย่างช้า ๆ ข้างละ 5 รอบ ทำวันละ 3 ครั้ง

4 ท่าบริหาร ที่แนะนำให้ทำเป็นประจำทุกๆ วัน ให้เวลาซักหน่อยกับการดูแลสุขภาพ จะได้มั่นใจ ว่าอยู่ไกลจาก Office Syndrome ค่ะ ^^