ผอมเกินไป อาจไม่ใช่เรื่องที่ดี

skin
โรคอ้วน และปัญหาไขมันส่วนเกิน ดูจะเป็นประเด็นยอดนิยมในสังคม ด้วยพฤติกรรมการบริโภค และการใช้ชีวิต โดยเฉพาะในสังคมเมือง ที่เอื้อให้เกิดภาวะอ้วนได้ง่ายกว่าในอดีต แต่ทราบกันหรือไม่คะ ว่าในอีกด้านหนึ่ง การผอมเกินไป ก็อาจทำให้เกิดภาวะเสี่ยงต่อสุขภาพได้ในหลายๆ ทางเลยทีเดียว

งานวิจัยหลายๆ ชิ้น บ่งชี้ถึงภาวะเสี่ยงต่อสุขภาพ ที่เกิดในผู้ที่มีน้ำหนักน้อยกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ทั้งภาวะเสี่ยงต่ออาการกระดูกเปราะ หักง่าย (อ้างถึงรายงานของวารสาร The Archives of Internal Medicine) เนื่องจาก มีความหนาแน่นของกระดูกน้อย อีกทั้งด้วยปริมาณไขมันในร่างกายที่น้อย ทำให้มีการสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจนที่มีส่วนช่วยให้กระดูกแข็งแรงได้น้อยตามไปด้วย ความเสี่ยงในผู้ที่มีน้ำหนักน้อยกว่าเกณฑ์ ยังรวมถึง ความเสี่ยงต่อ โรคโลหิตจาง โรคซึมเศร้า โรคปอด โรคไขข้ออักเสบ การเป็นหมันในชาย และความเสี่ยงต่อการแท้งบุตรในผู้หญิง อีกด้วยค่ะ (อ้างถึง รายงานจาก วิทยาลัยสุขอนามัย และเวชศาสตร์เขตร้อน ลอนดอน)

ผอมเกินไป ดูอย่างไร … มาดูกันเลย

การดูน้ำหนักที่เหมาะสม เราใช้การคำนวณค่า BMI (Body Mass Index) หรือ ดัชนีมวลกาย นั่นเองค่ะ โดยการนำ น้ำหนักตัว (ก.ก.) หารด้วยส่วนสูง ยกกำลังสอง (เมตร) โดยค่า BMI ที่เหมาะสม สำหรับชาวเอเซียร์อย่างเรา อยู่ระหว่าง  18.5-22.9 ใครที่มีค่า BMI น้อยกว่านั้น ถือว่ามีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ค่ะ

เคล็ดลับการเพิ่มน้ำหนัก

คนผอมมักจะมีลำไส้ที่เล็กกว่าคนอ้วน ทำให้อิ่มได้ง่าย และร่างกายดูซับสารอาหารได้ในปริมาณที่น้อยกว่า อย่างแรกที่สามารถทำได้ ในการที่จะเพิ่มน้ำหนัก คือการทานอาหารในปริมาณที่น้อยลง แต่ทานให้บ่อยขึ้น วิธีนี้ จะช่วยให้ร่างกายดูดซับสารอาหารได้มาก และสม่ำเสมอขึ้น ทำให้สามารถนำสารอาหารไปเลี้ยงระบบต่างๆ ภายในร่างกายได้อย่างเต็มที่ค่ะ

อย่างที่สอง เคี้ยวอาหารให้นาน และละเอียดขึ้น เพราะการเคี้ยวอาหารให้ละเอียดขึ้น จะช่วยในการทำงานของระบบการย่อย และดูดซับสารอาหาร เนื่องจากอาหารชิ้นเล็ก จะถูกย่อยและดูดซับได้ง่ายขึ้น อีกทั้งอาหารบางประเภท เช่นแป้ง จะเริ่มต้นกระบวนการย่อยอาหารตั้งแต่อยู่ในปากค่ะ

อย่างที่สาม ทานอาหารให้ครบห้าหมู่ และเติมโปรตีนให้ร่างกาย สารอาหารที่ครบถ้วนเป็นสิ่งจำเป็น และการเติมโปรตีน จะช่วยให้ร่างกายสามารถซ่อมแซม และเสริมสร้างส่วนต่างๆ ภายในร่างกายได้ดีขึ้น

สุดท้าย นอกจากเรื่องของโภชนาการแล้ว สิ่งสำคัญคงหนีไม่พ้นการออกกำลังกาย ที่นอกจากจะช่วยให้เจริญอาหารมากขึ้นแล้ว ยังจะเป็นการช่วยสร้างกล้ามเนื้อ และช่วยให้ระบบต่างๆ ได้ทำงานอย่างเต็มที่ ช่วยให้ร่างกายแข็งแรงขึ้นพร้อมๆ กันอีกด้วยค่ะ

น้ำหนักเกิน ก็ไม่ดี น้ำหนักน้อย ก็ไม่ได้ดีไปกว่ากัน อะไรที่พอดีๆ ดูจะเป็นความลงตัวที่สุด วันนี้ อย่าลืมหันมาใส่ใจสุขภาพกันซักหน่อย เช็คกันซักนิด ว่าเรามีน้ำหนักเกิน หรือว่าน้อยกว่าเกณฑ์ที่เหมาะสมไปหรือเปล่า เริ่มดูแลตัวเองกันตั้งแต่วันนี้ แล้วเราจะมีสุขภาพดีๆ ไปพร้อมๆ กันค่ะ

เติมสุขภาพ เติมความสดชื่น

อากาศร้อนๆ นอกจากร่างกายจะสูญเสียน้ำไปกับเหงื่อ ทำให้ร่างกายอ่อนโรยได้ง่าย แล้ว การขาดน้ำในร่างกายยังมีผลต่อสุขภาพผิวของเราอีกด้วย วันนี้ เรามาทำความเข้าใจกันค่ะ ว่าน้ำจำเป็น มีความสำคัญต่อสุขภาพผิวของเราอย่างไรบ้าง

ร่างกายของเราประกอบด้วยน้ำถึง 70 เปอร์เซ็นต์ ทำให้น้ำมีความจำเป็นต่อระบบต่างๆ ของร่างกาย ทั้งระบบการหมุนเวียนของเลือด ระบบย่อยอาหาร ระบบการปรับอุณหภูมิของร่างกาย รวมไปถึงระบบการขับถ่ายของเสีย ร่างกายจึงจำเป็นต้องมีปริมาณน้ำที่เพียงพอ เพราะเมื่อใดก็ตามที่ร่างกายขาดน้ำไป นอกจากจะทำให้ระบบต่างๆ ในร่างกายแปรปรวนแล้ว ก็จะทำให้ผิวสวยๆ ขาดความชุ่มชื่น สดใส และเกิดอาการแพ้ได้ง่ายๆ อีกด้วย

ในส่วนของผิวหนังของเรานั้น เนื่องจากผิวหนังของเราประกอบไปด้วยชั้นของเซลล์หลายๆ ชั้น โดยชั้นบนสุดคือเซลล์ของผิวหนังที่ตายแล้ว ที่เรามักจะขัดถู โดยใช้สคลับเพื่อผลัดเซลล์ผิวที่ตายแล้วออก ซึ่งปกติผิวของเรานั้น ถ้าดูลึกลงไปในส่วนของเซลล์ จะพบว่ามีการเรียงตัวของเซลล์ในลักษณะยาวรีคล้ายใบไม้เรียงต่อกันเป็นตาข่าย โดยที่แต่ละเซลล์นั้นจะมีน้ำไปหล่อเลี้ยงตลอดเวลา ถ้าได้รับน้ำในปริมาณที่เพียงพอผิวจะดูสวย สดใส เพราะเมื่อแสงตกกระทบก็จะเกิดประกายที่ผิว อย่าที่เรามักเรียกกันว่า “ดูมีน้ำ มีนวล” แต่ถ้าเมื่อใดที่ผิวของเราขาดน้ำไปหล่อเลี้ยง เซลล์ผิวของเราจะเล็ก ฟีบลง ดูเหี่ยวแห้ง ไม่มีชีวิตชีวา และ นอกจากในส่วนของเซลผิวแล้ว ทั้งรอบๆ เซลล์ และในชั้นคอลลาเจน ก็ต้องการน้ำเพื่อความตึงตัวเช่นกัน จึงเป็นเหตุผลง่ายๆ ว่าทำไมผิวสวยๆ จึงไม่ควรขาดน้ำค่ะ

เซลล์ผิวที่ขาดน้ำ เมื่อเราลองสัมผัส ก็จะรู้สึกได้ทันทีว่าผิวจะหยาบ และกระด้าง ขาดความยืดหยุ่น จนบางครั้งถ้าผิวแห้งมากๆ อาจเกิดเป็นจุด หรือจ้ำแดงๆ และมีอาการแพ้ต่อสารเคมี หรือฝุ่นควันต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย ที่สำคัญ อาจเริ่มมีปัญหาในการใช้เครื่องสำอาง ที่ไม่ใช่เพียงอาการแพ้ง่าย แต่เมื่อแต่งหน้าแล้ว ก็อาจทำให้เครื่องสำอางไม่ติด รองพื้นแล้วหน้าเป็นขุย หรือทาครีมแล้วครีมไม่ซึมลงสู่ผิว เนื่องจากผิวที่ขาดน้ำนั้นจะไม่ดูดซึมอะไรเลย และจะเริ่มแสดงอาการโทรม ใบหน้าอิดโรย ไม่สดใส ออกมาในที่สุด

ทางออกที่ง่ายที่สุดก็คือการเติมน้ำให้กับร่างกาย โดยดื่มน้ำอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว และสำหรับช่วงเวลาที่ดีในการดื่มน้ำ ไล่ตามนี้เลยค่ะ
เวลาตื่นนอน ควรดื่มประมาณ 1 แก้ว เพื่อลดความเข้มข้นของเลีอด และกระตุ้นการทำงานของอวัยวะภายในให้ตื่นตัว
เวลาสายๆ หรือ 9-10 โมงเช้า ควรดื่มประมาณ 2 แก้ว เพื่อชำระของเสียออกจากร่างกาย
เวลาเที่ยงๆ หรือ ก่อนอาหาร 15 นาที ควรดื่มประมาณ ครึ่งแก้ว เพื่อช่วยให้ระบบการย่อยดีขึ้น แต่ถ้าใครอยากลดน้ำหนัก ลองเพิ่มปริมาณน้ำอีกซักนิด เป็น 1-2 แก้ว เพื่อจะได้อิ่มเร็วขึ้น
เวลาหลังอาหาร หลังจากมื้ออาหารประมาณ 40 นาที ควรดื่มน้ำประมาณครึ่งแก้ว เพื่อช่วยระบบย่อยอาหาร แต่ช่วงเวลานี้ไม่ควรดื่มน้ำเยอะเกินไป เพราะจะไปเจือจางน้ำย่อยในกระเพาะอาหาร ทำให้น้ำย่อยทำงานได้ไม่เต็มที่
เวลาก่อนนอน ควรดื่มน้ำประมาณ 1 แก้ว เพื่อช่วยหลีกเลี่ยงภาวะเส้นเลือดในสมองแตก หรือหัวใจวาย และช่วยชะล้างสิ่งตกค้างในลำไส้และกระเพาะอาหาร แต่ไม่ควรดื่มเกิน 1 แก้ว เพราะจะทำให้ไตทำงานหนักในระหว่างหลับ และตื่นมาปัสสาวะในช่วงกลางดึก เป็นสาเหตุทำให้นอนหลับไม่สนิท

ทั้งนี้ นอกจากการดื่มน้ำในปริมาณที่เพียงพอแล้ว การเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ การออกกำลังกายที่เหมาะสม และการพักผ่อนให้เพียงพอก็เป็นเรื่องสำคัญในการฟื้นฟู และซ่อมแซมเซลล์ผิวอีกด้วยค่ะ

อากาศร้อนๆ และแสงแดดแรงๆ ระยะนี้ ได้ความรู้เกี่ยวกับน้ำกันไปแล้ว อย่าลืมรีบไปเติมน้ำให้ร่างกายกันด้วยนะคะ

ดอกกุหลาบ แทนความในใจ

7-31_History-Meaning-of-Red-Roses_MainHero-1024x549.png
เทศกาลวันแห่งความรัก คงเป็นไปไม่ได้ หากจะไม่นึกถึงความรักระหว่างหนุ่มสาว กับการบอกรักผ่านช่อดอกไม้สวยๆ แทนความในใจ และดอกไม้ยอดนิยมในเทศกาลนี้ ก็คงหนีไม่พ้นดอกกุหลาบที่มักจะถูกเลือกมาสื่อความในใจกันเป็นประจำ

ลองมาดูกันซักหน่อยดีกว่าค่ะ ว่ากุหลาบแต่ละสี มีความหมายอะไรซ่อนอยู่บ้าง เริ่มต้นที่สีแรก เป็นสียอดนิยมเลยทีเดียว กุหลาบแดง หมายถึงความรัก ความสวยงาม และความสำเร็จ จึงมักมีการใช้กุหลาบแดงเพื่อแทนความหมายว่า “ฉันรักเธอ” เป็นการแสดงความรู้สึกอย่างจริงจังและลึกซึ้ง สำหรับ กุหลาบขาว เป็นการสื่อถึงความรักอันบริสุทธิ์ ความหวังดี มิตรภาพที่สวยงาม โดยไม่ต้องการสิ่งใดเป็นการตอบแทน รวมถึงการเริ่มต้น การแต่งงาน และสร้างครอบครัว ในขณะที่ กุหลาบชมพู สื่อถึงความสุข ความคาดหวัง เป็นการแสดงถึงการเริ่มต้นความรักที่กำลังจะสานต่อไปเป็นความรักที่มั่นคงยาวนาน บางครั้งหมายถึงการแอบรัก และความรักแบบโรแมนติก ส่วนดอกกุหลาบสีเหลือง มักใช้แทนความห่วงใย ความสุข มิตรภาพ รวมไปถึงคำมั่นสัญญาที่มีต่อกัน อาจสื่อถึงความรักแบบเพื่อน และ กุหลาบลาเวนเดอร์ หรือกุหลาบสีม่วง สื่อความหมายถึงความประทับใจเมื่อแรกเห็น หรือการตกหลุมรักตั้งแต่แรกพบค่ะ

หนุ่มๆ จะเลือกดอกกุหลาบสีไหนให้กับสาวๆ คงพอมีแนวทางกันแล้ว แต่แถมให้อีกนิดค่ะ กับจำนวนดอกกุหลาบที่เลือกให้ ก็เพราะจำนวนดอก ยังแอบมีความหมายที่ซ่อนอยู่กันอีกด้วย มาดูความหมายที่ซ่อนอยู่ ที่ฝรั่งเค้านิยามกันเอาไว้ซักหน่อย

ดอกกุหลาบ 1 ดอก – You’re the only one in my heart or Love at first sight
ดอกกุหลาบ 2 ดอก – There will only be the two of us, you and me
ดอกกุหลาบ 3 ดอก – I Love You
ดอกกุหลาบ 5 ดอก – Love with no regret, I wanna be yours
ดอกกุหลาบ 9 ดอก – Love forever, Eternity และ
ดอกกุหลาบ 11 ดอก – Love you most, You’re my treasure

เอาล่ะค่ะ ได้ความหมายกันไปครบถ้วนแล้ว กับเรื่องของดอกไม้สำหรับวันแห่งความรัก ใครที่มีคนพิเศษที่อยากจะสื่อความในใจ ยังพอมีเวลา รีบไปเลือกดอกไม้กันได้แล้วล่ะค่ะ ^^

สาหร่ายพวงองุ่น คุณค่าจากท้องทะเล

sea grape 3

สาหร่ายพวงองุ่น สาหร่ายสีเขียว (green algae) ที่มีชื่อสามัญว่า sea grape เนื่องจากมีเม็ดกลมร้อยเป็นพวง ลักษณะคล้ายองุ่น ในบางครั้ง อาจถูกเรียกว่าไข่คาเวียร์สีเขียว หรือ green caviar ด้วยลักษณะที่คล้ายกันอีกด้วย สำหรับสาหร่ายที่มีลักษณะคล้ายกันอีกประเภทหนึ่ง คือสาหร่ายเม็ดพริกไทย หรือสาหร่ายช่อพริกไทย หากแต่สาหร่ายชนิดดังกล่าวจะมีเม็ดที่ใหญ่กว่าเล็กน้อย มีสีขุ่น และมีรสฝาดเล็กน้อย จึงไม่เป็นที่นิยมเท่ากับสาหร่ายพวงองุ่น
สาหร่ายพวงน้อยๆ ที่มีสีเขียวใส ราวกับอัญมณีเม็ดเล็กๆ ที่เรียงร้อยเป็นพวงชนิดนี้ ที่บางครั้งดูว่าจะสวยเกินกว่าจะนำมาปรุงเป็นอาหารจานอร่อยเสียด้วยซ้ำ ไม่ได้มีดีแค่หน้าตา และสีสัน ทว่าเต็มไปด้วยคุณค่าทางอาหาร และคุณประโยชน์ต่อร่างกายของเราทั้งสำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน โรคที่เกี่ยวกับความดันโลหิต และโรคหัวใจอีกด้วยค่ะ
แต่ก่อนจะไปอร่อยกัน มาดูกันซักหน่อย ว่าคุณค่าทางอาหารของเจ้าสาหร่ายแสนสวยชนิดนี้ มีอะไรบ้าง

องค์ประกอบทางเคมี (หน่วยมิลลิกรัม/ 100 กรัมน้ำหนักแห้ง)

– โปรตีน 12.49
– ไขมัน 0.86
– เยื่อใย 3.17
– เถ้า 24.2
– คาร์โบไฮเดรต 59.27
– ความชื้น 25.31

เกลือแร่ มิลลิกรัม/100 กรัม น้ำหนักแห้ง

– ฟอสฟอรัส 1030
– โปแตสเซียม 970
– แคลเซียม 780
– แมกนีเซียม 630
– สังกะสี 2.6
– แมงกานีส 7.9
– เหล็ก 9.3
– ทองแดง 2,200 (ไมโครกรัม/100 กรัมน้ำหนักแห้ง)
– ไอโอดีน 1,424 (ไมโครกรัม/100 กรัมน้ำหนักแห้ง)

วิตามิน (มิลลิกรัม /100 กรัมน้ำหนักสด)

– E 2.22
– C 1.00
– Thiamin 0.05
– Riboflavin 0.02
– Niacin 1.09

นอกจากนั้น สาหร่ายพวงองุ่น ยังมีกรดอะมิโนจำเป็นเกือบ 40% ของกรดอะมิโนรวม และมีกรดอะมิโนชนิด aspartic (กรดอะมิโน ที่ช่วยให้ร่างกายมีความต้านทานต่อความอ่อนล้า) และ glutamic (ทำหน้าที่เป็นสารสื่อประสาทที่ออกฤทธิ์แบบกระตุ้น มีบทบาทสำคัญในกระบวนการเรียนรู้และจดจำของสมอง ) สูงประมาณ 25% ของปริมาณกรดอะมิโนทั้งหมดเลยล่ะค่ะ

สาหร่ายพวงองุ่น เป็นสาหร่ายตามธรรมชาติที่พบได้มากในทะเลบริเวณที่มีแนวประการัง เนื่องจากรากจะยึดเกาะกับหิน หรือประการัง ก่อนจะทอดตัวยาวเป็นสาย ขยายพันธุ์จนเป็นกลุ่มอยู่รอบๆ พื้นที่ พบได้มากในทะเลของประเทศ อินโดนิเซีย  ฟิลลิปปินส์ เวียดนาม และญี่ปุ่น โดยแต่ละพื้นที่ก็จะมีวิธีนำไปประกอบอาหารต่างๆ กันออกไป ทั้งการทานเป็นผักเคียงกับอาหารท้องถิ่น ทานคู่กับน้ำจิ้มและบ่อยครั้ง หรือนำไปเป็นส่วนประกอบของเมนูอาหารญี่ปุ่นหลายๆ เมนู

สาหร่ายพวงองุ่น เป็นสาหร่ายที่สามารถทานได้สดๆ นอกจากจะได้คุณค่า และความสดของสาหร่ายแล้ว การปรุงด้วยความร้อน หรือการผสมรวมกับส่วนผสมอื่นๆ ทิ้งไว้ จะทำให้เม็ดสาหร่ายฝ่อ และคายน้ำออก หมดความอร่อยกันเลยค่ะ

เอาล่ะค่ะ รู้จักกับสาหร่ายพวงองุ่นกันพอสมควรแล้ว มาดูกันค่ะ ว่าเราจะเตรียมสาหร่ายก่อนทานกันอย่างไรดี
การเตรียมสาหร่ายก่อนทาน มีขั้นตอนง่ายๆ ค่ะ เพียงนำสาหร่าย ไปจุ่มล้างในน้ำปกติ เพื่อทำความสะอาด และลดความเค็มจากน้ำทะเล ขั้นตอนนี้ อย่าแช่น้ำทิ้งไว้นะคะ เพราะสาหร่ายชนิดนี้ไม่มีความทนต่อน้ำจืด จะทำให้เม็ดฝ่อและแตกได้ ควรใช้วิธีล้างผ่านน้ำเร็วๆ ซักสองครั้งก็เพียงพอค่ะ
จากนั้น เพื่อเพิ่มความกรอบอร่อย ให้นำสาหร่าย ไปแช่ในน้ำเย็น ประมาณ 1 นาที แล้วนำขึ้น พักไว้ เตรียมรับประทานได้เลย

sea grape

ส่วนสุดท้าย ขึ้นอยู่กับความชอบเลยค่ะ จะนำสาหร่าย ไปทานคู่กับน้ำจิ้มซีฟู้ด หรือเป็นเครื่องเคียงกับเมนูยำ ส้มตำ หรือ ใส่ในสลัดตามปกติก็อร่อยไม่แพ้กันค่ะ แต่ที่เป็นที่นิยมมากๆ คงเป็นการทานคู่กับน้ำยำ ประเภทยำมะม่วงค่ะ เพียงตำพริก กระเทียม ใส่น้ำตาลมะพร้าว น้ำปลา เติมน้ำสต๊อกเล็กน้อย แล้วคลุกรวมกับมะม่วงดิบ หอมแดงซอย แล้วโรยด้วยถั่วลิสงคั่ว แค่นี้ก็เป็นอันเรียบร้อย
เวลาทาน ให้ตักสาหร่าย แล้วเติมน้ำยำเป็นคำๆ นะคะ ถ้าคลุกรวม จะเก็บไว้ได้ไม่นาน สาหร่ายจะฝ่อและคายน้ำค่ะ

เป็นอย่างไรกันบ้างคะ เมนูสุขภาพ ที่มากด้วยคุณค่าจากท้องทะเล ที่ทำทานกันได้ไม่ยากเลย แถมเดี๋ยวนี้ ไม่ต้องเดินทางกันไปไกลๆ ถึงทางใต้เพื่อหาซื้อกันแล้ว ซูเปอร์มาร์เก็ตหลายๆ แห่ง รวมถึงร้านค้าตามตลาดหลายๆ แห่งเริ่มมีการนำมาขายให้ได้อร่อยกันถึงที่แล้วด้วย

เย็นนี้ ใครที่ยังไม่มีเมนูในใจ ลองทานสาหร่ายพวงองุ่นกันดูนะคะ รับประกันว่าทั้งอร่อย และได้คุณค่าทางอาหารอีกมากมายเลยล่ะค่ะ ^^

———-
ขอบคุณภาพ จาก -supplychainvn.com-