ทำอย่างไรดี ใส่หน้ากากอนามัยแล้วสิวขึ้น ? 

face

การดูแลตัวเองจากเชื้อโรค และฝุ่นควันด้วยการใส่หน้ากากอนามัยเป็นเรื่องจำเป็นในปัจจุบัน แต่ปัญหากวนใจที่ตามมาคงหนีไม่พ้นเรื่องสิว ที่เห่อขึ้นบนใบหน้า วันนี้เราจึงมีข้อแนะนำดีๆ มาฝากกันค่ะ

  • เลือกหน้ากากอนามัยที่ระบายอากาศได้ดี เพราะหน้าของเราต้องสัมผัสกับหน้ากากโดยตรง หากใช้หน้ากากอนามัยทั้วไปควรหันให้ถูกด้าน โดนหันส่วนที่มีสี เช่น สีเขียว สีฟ้า สีดำ ออก เพราะส่วนนั้นจะมีสารเคลือบที่ทำให้ผิวระคายเคืองได้ หรือ ถ้าสวมใส่หน้ากากผ้า ก็ควรเลือกที่อากาศถ่ายเทได้ดี แห้งไว ไม่อับชื้น
  • เลือกหน้ากากอนามัยที่สวมใส่พอดี เพราะบางคนเลือกใช้หน้ากากที่ไม่พอดี คับเกิดไปจนเกิดการเสียดสีกับผิวหน้า ยิ่งใช้นานๆ ผิวยิ่งระคายเคือง และเกิดอาการอักเสบ จึงควรเลือกใช้ขนาดที่เหมาะสม
  • เปลี่ยนหน้ากากอนามัยบ่อยๆ อากาศบ้านเราค่อนข้างร้อน ผิวขับเหงื่อออกมาได้ง่าย จึงทำให้เป็นที่สะสมของเชื้อแบคทีเรีย เราจึงควรมีหน้ากากสำรองไว้เปลี่ยนบ่อยๆ
  • ลดการแต่งหน้า เพราะผิวของเราต้องการการระบายอากาศ การสวมใส่หน้ากากทำให้ผิวระบายอากาศได้ยากแล้ว การแต่งหน้าด้วยเครื่องสำอางก็ยิ่งทำให้ผิวระบายอากาศยากเข้าไปอีก จึงทำให้เกิดการอุดตัน ซึ่งเป็นต้นตอของการเกิดสิวนั่นเองค่ะ
  • การรักษาความสะอาก นอกจากการล้างมือบ่อยๆ แล้ว หลังจากการรับประทานอาหารเราควรบ้วนปาก และล้างบริเวณรอบๆ ปาก เพื่อให้เศษอาหาร หรือ อาหารที่กระเด็นมาติดล้างออกไป เพื่อลดการสะสมของเชื้อแบคทีเรียและนำไปสู่การสะสมของเชื้อโรคต่างๆ
  • เสริมความแข็งแรงให้ผิว นอกจากการป้องกันและรักษาความสะอาดแล้ว การมีผิวที่แข็งแรงก็นับเป็นปราการที่สำคัญที่สุดที่จะช่วยลดการเกิดสิว ก็เหมือนกับร่างกายที่แข็งแรงเราก็จะไม่ติดโรคได้ง่ายค่ะ

บอกเคล็ดลับดีๆ กับไปแล้ว อย่าลืมไปทำตามกันด้วยนะคะ หน้าจะได้สะอาดสดใสแบบไร้สิวมากวนใจกันค่ะ

ทำความรู้จักกับยาแก้แพ้ – Antihistamine

cold.jpg
อยู่กลางฤดูฝน แต่อากาศก็เปลี่ยนแปลงกันได้รายวัน เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวลมพัดมาสบายๆ ซักพักก็อาจจะมีสายฝนโปรยลงมาพอให้รถติดกันนิดหน่อย ช่วงอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยๆ อย่างนี้ หลายๆ คน อาจจะมีอาการป่วยที่เรียกกันว่าแพ้อากาศกันได้ โดยเฉพาะในเด็กๆ หรือในผู้ที่ทำงานหนัก พักผ่อนไม่ค่อยจะเพียงพอ ที่แน่ๆ พอเริ่มมีน้ำมูก คัดจมูก หรือมีอาการจาม สิ่งแรกที่เรามักจะนึกถึงกันคงหนีไม่พ้นยาแก้แพ้ หรือที่เรียกว่า Antihistamine กันล่ะค่ะ
อะไรคือ Antihistamine และ การใช้ยาดังกล่าวจะช่วยรักษาอาการแพ้อะไรได้บ้าง มีผลข้างเคียง หรือข้อควรรู้อะไรบ้าง วันนี้ มาเฉลยกันซักหน่อยค่ะ

ก่อนอื่น มาทำความรู้จักกับสารฮิสตามีนกันก่อนค่ะ ฮิสตามีน เป็นสารที่ถูกสร้างและเก็บอยู่ใน Mast cells และเซลเม็ดเลือดขาวชนิดเบโซฟิล เมื่อถูกกระตุ้น Mast cells และ เบโซฟิล ก็จะหลั่งสารฮิสตามีน ออกมาในปริมาณที่มาก จนก่อให้เกิดโรคขึ้นได้ โดยตัวรับฮิสตามีน จะไปจับตัวกับสารฮิสตามีน และออกฤทธิ์ต่อระบบต่างๆ ในร่างกาย เช่น ออกฤทธิ์ต่อ Sensory nerve ที่ผิวหนัง ทำให้เกิดอาการคัน หรือ ออกฤทธิ์ต่อหลอดเลือดทั่วๆไป ทำให้เกิดผื่นแดงตามผิวหนัง หรือ ออกฤทธิ์ต่อระบบทางเดินหายใจ ทำให้เกิดอาการหดเกร็ง อาการหืด หรือแม้แต่ ออกฤทธิ์ต่อระบบทางเดินอาหาร ทำให้เกิดอาการปวดท้อง อาเจียน เป็นต้น

สำหรับ สารต้านฮิสตามีน (antihistamine) หรือ ที่เราคุ้นเคยกันในฐานะ ยาแก้แพ้ เป็นยาที่ใช้เพื่อลดผลของ ฮิสตามีน (histamine) โดย จะออกฤทธิ์โดยตรงต่อตัวรับฮิสตามีน ยาในกลุ่มนี้ จึงมีชื่อเรียกรวมๆ เป็นภาษาฝรั่งว่า Antihistamine ค่ะ

ยาแก้แพ้ในกลุ่มนี้ มีประโยชน์ ในด้านการลดอาการต่างๆ อันเกิดจากการแพ้ ได้แก่ การบรรเทาอาการแพ้อากาศ ที่ทำให้มีอาการจาม หรือมีน้ำมูกไหล บรรเทาอาการแพ้ทางผิวหนัง ลมพิษ ผื่นคันต่างๆ และ การบรรเทาอาการแพ้จากโรคหวัด ลดน้ำมูก ทำให้น้ำมูกแห้ง โดยยาแก้แพ้ แต่ละยี่ห้อที่เราพบในร้านขายยา ก็จะใช้สารต้านฮิสตามีน ต่างๆ กันออกไป เพราะสารที่จัดเป็นสารต้านฮิสตามีนก็มีหลากหลายชนิดเลยทีเดียวค่ะ ยกตัวอย่างเช่น ไซโปรเฮปตาดีน คลอเฟนิรามีน บรอมเฟนิรามีน ไซโปรเฮปตาดีน ไตรโพรลิดีน เป็นต้น

การเลือกใช้ยาแก้แพ้ในปัจจุบัน ก่อนอื่น เราอาจแบ่งยาแก้แพ้ออกเป็นสามกลุ่ม ได้แก่

กลุ่มแรก Sedating Antihistamine ได้แก่ กลุ่มที่มีตัวยา เช่น Chlophenilamine / Hydroxyzine / Tripolidine / Brompheniramine เป็นกลุ่มยาที่ผ่านตัวกลางของระบบเลือดและสมองได้ดี จึงอาจมีผลข้างเคียงต่อระบบประสาทสมองส่วนกลาง ทำให้เกิดอาการง่วงได้ ทั้งยังอาจมีผลทำให้ คอแห้ง ปากแห้ง ท้องผูก ปัสสาวะลำบาก แต่ข้อดีของยากลุ่มนี้คือสามารถลดอาการคันได้ดีกว่ายาในกลุ่มอื่นๆ

กลุ่มที่สอง Nonsedating Antihistamines ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อลดจุดด้อยของยาในกลุ่มที่แรก ทำให้มีคุณสมบัติที่ดีขึ้น คือ ไม่ทำให้ง่วง ออกฤทธิ์นานกว่า และออกฤทธิ์โดยตรงกับตัวรับฮิสตามีน ทำให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น สารต้านฮิสตามีนที่ใช้ในยากลุ่มนี้ได้แก่ Terfenadine / Astemizole / Lolatadine / Mequitazine / Acrivastine / Azelastine / Ebastine / Epinastine โดยมีข้อจำกัด ของยาบางตัว เช่น Terfenadine / Astemizole  ที่อาจส่งผลต่อหัวใจทำให้หัวใจเต้นผิดปกติได้ ผู้ป่วยที่มีอาการของโรคหัวใจ จึงควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยาในกลุ่มนี้

กลุ่มที่สาม ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อแก้ไขผลข้างเคียงจากยากลุ่มที่สอง จึงไม่ส่งผลต่อการทำงานของหัวใจ แต่ยังคงให้คุณสมบัติลดอาการแพ้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ยากลุ่มนี้ มีราคาสูงกว่ายาแก้แพ้ในกลุ่มอื่นๆ โดยจะมีสารต้านฮิสตามีนชนิด Fexofenadine หรือ Certizine เป็นต้น

การเลือกใช้ยาแก้แพ้แต่ละกลุ่มนั้น ขึ้นอยู่กับอาการ และสาเหตุของการแพ้ดังต่อไปนี้ค่ะ

อาการของโรคภูมิแพ้ทางจมูก (Allergic rhinitis) จะมีอาการจามร่วมกับอาการคัดจมูก ควรเลือกใช้ยาในกลุ่มที่ 2 ร่วมกับยาลดอาการคัดจมูก

อาการเยื่อจมูกอักเสบที่ไม่ใช่ภูมิแพ้และโรคหวัด (Non-allergic rhinitis & Common cold) ควรเลือกใช้ยาในกลุ่มที่หนึ่ง เนื่องจากสามารถลดน้ำมูกที่ไม่ได้เกิดจากสารฮีสตามีนได้ดีกว่า โดยเฉพาะเมื่อใช้ร่วมกับยาลดอาการคัดจมูก

อาการของโรคหืด (Asthma) ควรใช้ยาต้านฮิสตามีนกลุ่มที่ 2  เนื่องจากมีฤทธิ์แก้แพ้และแก้อักเสบร่วมด้วย และควรหลีกเลี่ยงการใช้ยากลุ่มที่หนึ่งเพราะจะทำให้เสมหะข้น เหนียว ยากต่อการขับออก

อาการคัน (Pruritus) ควรเลือกใช้ยาในกลุ่มที่หนึ่ง เพราะจะให้ผลที่ดีกว่า และช่วยลดอาการคันได้ดี

ข้อสำคัญ การใช้ยาแก้แพ้ ก่อนเกิดอาการ จะให้ผลดีกว่าการใช้ยาเมื่อมีอาการแพ้แล้ว ดังนั้น หลายๆ ครั้ง ที่เรารู้ว่าเรามีอาการแพ้ต่ออะไรบ้าง อาจจะเป็นฝุ่น ควัน ละอองเกสร อาหาร หรือสารเคมี หากจำเป็นต้องเข้าไปในบริเวณที่จะเกิดอาหารแพ้ ต้องสัมผัส หรือเกี่ยวข้องกับสิ่งที่อาจกระตุ้นอาการแพ้ การทานยาแก้แพ้ไว้ล่วงหน้า จะให้ผลที่ดีกว่าค่ะ

ยาแก้แพ้ อาจจะช่วยลดอาการต่างๆ ได้ ทำให้ร่างกายไม่ทรุดโทรม หรือมีอาการป่วยในส่วนอื่นๆ ที่ตามมา ทว่าในหลายๆ ครั้ง โดยเฉพาะสำหรับอาการที่เกิดจากหวัด ยาแก้แพ้นั้น ทำหน้าที่เพียงแค่ช่วยลดอาการที่เป็นผลจากโรค หากแต่ไม่ได้ช่วยทำลายเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของอาการป่วย การดูแลร่างกายให้แข็งแรง ย่อมเป็นสิ่งที่ดีที่สุดค่ะ ดูแลสุขภาพให้แข็งแรง พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ดูแลเรื่องโภชนาการให้ครบถ้วน รวมถึงวิตามิน ที่จะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย และที่สำคัญค่ะ ดูแลสุขภาพใจของเราให้สดใส ไม่เครียดจนเกินไป เพราะสุขภาพใจที่ดี ย่อมเป็นส่วนสำคัญของสุขภาพกายที่ดีไปพร้อมๆ กันค่ะ

ส้มตำ… กับประโยชน์ที่มากกว่าความอร่อย

somtum
“ป๊อก ป๊อก ป๊อก” เสียงครกดังมาแต่ไกล จะเป็นเมนูอะไรไม่ได้นอกจาก “ส้มตำ” เมนูโปรดของสาวๆ ที่รับประทานได้ไม่รู้เบื่อ ด้วยรสชาติที่ถูกใจ ทั้งยังไม่หนักท้องเกินไป แถมมีเมนูอื่นๆ ให้ทานคู่กันอีกเพียบ ไม่แปลกเลยค่ะ ที่พอถึงเวลาอาหารเที่ยง สาวๆ ก็มักจะมุ่งหน้าไปที่ร้านส้มตำกันอย่างพร้อมเพรียง

ทีนี้ นอกจากรสชาติที่ถูกปากแล้ว เรามาดูกันดีกว่าค่ะ ว่า “ส้มตำ” แต่ละจานนั้นซ่อนประโยชน์อะไรไว้บ้าง ขอบอกเอาไว้ก่อนเลยว่ามีแต่สมุนไพรที่ดีต่อสุขภาพทั้งนั้นเลยค่ะ

เริ่มกันที่เส้น “มะละกอดิบ” หัวใจหลักของส้มตำกันก่อน มะละกอดิบมีคุณสมบัติเป็นยาขับพยาธิ แก้โรคบิด แก้อาการเลือดออกตามไรฟัน ช่วยย่อยอาหารในกระเพาะ มีกากใยสูง จึงช่วยในเรื่องระบบขับถ่าย แก้โรคริดสีดวงทวาร และสำหรับสาวๆ ที่ให้นมน้องอยู่ มะละกอดิบยังช่วยบำรุงน้ำนมได้อีกด้วยค่ะ

ส้มตำจะน่าอร่อยต้องมีสีสันกันหน่อย ตัวชูโรงก็หนีไม่พ้น “มะเขือเทศ” สีแดงสดนั่นเอง มะเขือเทศเป็นแหล่งรวมวิตามิน โดยเฉพาะวิตามินซี ช่วยบำรุงผิวให้สวยกระจ่างใส ช่วยกระตุ้นน้ำย่อยและช่วยย่อยอาหาร มีคุณสมบัติในการช่วยระบายอ่อนๆอีกด้วย

ถั่วฝักยาว รสหวานมัน เนื่องจากเป็นพืชตระกูลถั่วจึงมีโปรตีนอยู่เป็นพื้นฐาน ถั่วฝักยาวยังมีสารอาหารอื่นๆ อย่างเช่นวิตามิน โปรแทสเซียม ฟอสฟอรัส และธาตุเหล็ก นอกจากนั้นยังมีสรรพคุณในการช่วยกระตุ้นการทำงานของลำไส้ ช่วยลดอาการท้องอืดได้อีกด้วย

กระเทียม ใส่นิดหน่อยพอให้มีกลิ่นหอม แต่ก็ยังมีประโยชน์ต่อร่างกาย ทั้งช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อรา แบคทีเรีย และไวรัส และยังช่วยลดน้ำตาลในเลือด ลดไขมันในหลอดเลือดอีกด้วยค่ะ

เพิ่มความจี๊ดจ๊าดกันซักหน่อยด้วย “น้ำมะนาว” น้ำมะนาวช่วยให้ชุมคอ บรรเทาอาการไอ ให้วิตามินซี ช่วยฟอกเลือด บางร้านก็เลือกที่จะใส่มะนาวมาทั้งเปลือกเลย แต่ก็รสขมๆ นี่หละค่ะที่ช่วยขับลมได้เป็นอย่างดี

ลงท้ายที่ “พริกขี้หนู” เติมรสเผ็ดร้อน ที่ช่วยให้เจริญอาหาร แก้ไอและขับเสมหะ ช่วยย่อย และช่วยขับลมในลำไส้

แถมอีกนิดกับ “ข้าวเหนียว” เห็นกระติ๊บเล็กๆ แต่ประโยชน์มากมีนะคะ ข้าวเหนียวเป็นอาหารอารมณ์ดีค่ะ ช่วยให้สมองสงบคลายเครียด เมื่อทานแล้วจึงรู้สึกผ่อนคลาย นอนจากนั้นยังช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของกระเพาะอาหาร สร้างเม็ดเลือดให้สมบูรณ์ และช่วยป้องกันหลอดเลือดหัวใจตีบอีกด้วย

ทั้งอิ่ม ทั้งอร่อย แถมยังได้ประโยชน์แบบนี้มื้อไหนๆ ก็เรียกหา “ส้มตำ” ได้ ที่สำคัญ เวลาสั่งอย่างลืมกำชับว่า “ไม่ใส่ผงชูรส” ด้วยนะคะ ^^

ปวดท้อง ใครก็ไม่อยากเป็น

ปวดท้อง
ปวดท้อง อาการป่วยที่ใครก็ไม่อยากเป็น ที่สำคัญ หลายๆ ครั้ง อาการปวดที่ว่า ยังเดาไม่ได้อีกว่าปวดเพราะอะไร วันนี้มาดูกันค่ะ ว่าอาการปวดแต่ละลักษณะอาจเกิดจากอะไรได้บ้าง

แสบร้อนกลางอก

อาการ : ความรู้สึก ทั้งแสบ และร้อน มักวิ่งขึ้นมาตามช่องอก
ทางแก้ : ยาลดกรดเป็นของคู่กันกับอาการนี้ ถ้าทานยาแล้วการการแสบร้อนหายไปก็สบายใจไม่ต้องกังวล แต่ถ้าอาการดังกล่าวกลับมาบ่อยๆ หรือปล่อยไว้นานๆ กรดจะทำลายหลอดอาหาร ทำให้กลืนอาหารลำบาก ไม่อยากอาหาร น้ำหนักลด จนถึงขั้นอาการรุนแรง ต้องรีบปรึกษาแพทย์

แผลเปื่อยเพปติก
อาการ : คลื่นไส้ กินแล้วหิวบ่อย ปวดท้องตื้อๆ ต่อเนื่อง
ทางแก้ : ทานยาลดกรดเพื่อลดอาการปวด อาการป่วยแบบนี้เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย H’pylori ควรปรึกษาแพทย์เพื่อเพื่อจัดการกับเจ้าเชื้อร้ายนี้ อย่านิ่งนอนใจ เพราะถ้าปล่อยไว้นานไป อาการอาจลุกลามไปถึงขั้นตกเลือด หรือลำไส้ทะลุก็เป็นได้

กระเพราะอาหาร และลำไส้เล็กอักเสบ
อาการ : ปวดเกร็งท้อง ท้องเสีย มีไข้ คลื่นไส้และปวดท้องเป็นระยะ
ทางแก้ : ดื่มน้ำเยอะๆ เพราะการถ่ายบ่อยจะทำให้ร่างกายขาดน้ำ รอดูอาการสักนิด ถ้าคุณมีภาวะขาดน้ำ ไข้ขึ้นสูงเกิน 2 วันต้องรีบปรึกษาแพทย์ด่วน
ท้องอืด
อาการ : อึดอัด บวม แน่นท้อง ปวดแปล๊บรุนแรง
ทางแก้ : ทานคาร์โบไฮเดรต จะทานโยเกิร์ต หรือสเต็กก็ได้ตามใจชอบ เพราะคาร์โบไฮเดรต และ โปรไบโอติก(ในโยเกิร์ต) จะช่วยลดแก๊สส่วนเกินในกระเพาะและลดอาการปวดแน่นท้องได้ในที่สุด

ไส้ติ่งอักเสบ
อาการ : มีอาการปวดบริเวณท้องส่วนบนอย่างมาก เหมือนโดนโจมตีอย่างเฉียบพลัน จากนั้นก็ย้ายมาทางท้องน้อยด้านขวา คลื่นไส้ อาเจียน มีไข้
ทางแก้ : รีบไปหาแพทย์ด่วนๆ เพราะอาการจะหนักขึ้นเรื่อยๆ ภายใน 24 ช.ม. ถ้าปล่อยไว้ไส้ติ่งอาจแตก เชื้อโรคกระจายไปทั่วช่องท้อง

อาการปวดท้อง อาจมีความซับซ้อนกว่าที่เราเข้าใจ ถึงแม้จะพอสังเกตได้เบื้องต้น ว่าอาการปวดของเราน่าจะเป็นเพราะอะไร แต่ถ้าอาการรุนแรง หรือไม่แน่ใจ ทางที่ดี ควรรีบไปพบแพทย์นะคะ เพราะอาการปวดอาจจะเกิดจากหลายๆ สาเหตุได้ในเวลาเดียวกัน และการปล่อยไว้นาน อาจทำให้การรักษายากขึ้นได้ค่ะ