เรื่องของอาหาร กับโรคประจำตัว

อาหารต้องห้าม.jpg
อาหารที่เราทานกันทุกวัน นอกจากจะให้พลังงาน และสารอาหารที่จำเป็น รวมถึงช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ และทำหน้าที่เสมือนยารักษาโรคแล้ว ในบางครั้งก็กลับจะให้โทษได้เหมือนกันนะคะ หากว่าเราทานอาหารนั้นๆ ไม่ถูกจังหวะ โดยเฉพาะในช่วงที่สุขภาพไม่แข็งแรง ร่างกายอ่อนแอ โรคภัยถามหา ก่อนจะทานอะไรคงต้องเลือกกันซักหน่อย
วันนี้มาดูกันดีค่ะ ว่าเวลาป่วย หรือใครที่มีโรคประจำตัว มีเมนูอะไรที่เราควรหลีกเลี่ยงกันบ้าง

ไมเกรน ปวดหัวจี๊ดๆ ข้างเดียวเป็นประจำ ควรงดเมนูขนมหวาน ขนมเค้ก ชานม น้ำผลไม้หวานๆ น้ำอัดลม เพราะอาหารหวานที่มีปริมาณน้ำตาลสูงจะทำให้น้ำตาลในเลือดไม่คงที่ จะเพิ่มสูงขึ้น และลดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดโรคไฮโปโกลซีเมียหรืออาการที่น้ำตาลในเลือดต่ำได้ เป็นสาเหตุหนึ่งที่ก่อให้เกิดอาการปวดหัวไมเกรนค่ะ นอกจากนั้นยังควรลดปริมาณการทานเนื้อสัตว์ ทั้งเนื้อวัว เนื้อหมู เนื้อไก่ เพราะโปรตีนจากเนื้อสัตว์เหล่านี้มักมีสารพิษตกค้างจากฮอร์โมนต่างๆ ในกระบวนการเลี้ยง ทั้งยังมีกรดแอมิโนไทโรซิน ที่ทำให้ปวดหัวได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

อาการข้ออักเสบ ปวดข้อ ปวดเข่า จะลุกนั่งก็ลำบาก ลองงดน้ำแข็ง อาหารเย็นๆ ดูค่ะ เพราะความเย็นจะทำให้กระเพราะอาหารของเราทำงานหนักขึ้น และระบบไหลเวียนของเลือดยังทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพอีกด้วย ที่สำคัญ ควรลดอาหารประเภทเนื้อสัตว์ เครื่องใน ไขมัน เพราะสารพิษตกค้างที่อยู่ในเนื้อสัตว์ จะเป็นตัวเพิ่มอาการเจ็บปวด และอาการอักเสบให้รุนแรงยิ่งขึ้น

สำหรับผู้ที่มีอาการกระเพาะอาหารอักเสบ ปวดท้อง แสบท้องเป็นประจำ ไม่ควรทานอาหารประเภทยำ หรืออาหารรสจัด รวมทั้ง ชา กาแฟ น้ำอัดลม (อาหารที่มีคาเฟอีนสูง) เพราะจะยิ่งทำให้เกิดการระคายเคืองของเยื่อบุกระเพาะมากขึ้นค่ะ อาการรสจัดยังจะยิ่งเร่งการหลั่งกรดในกระเพาะอาหารมากขึ้นอีกด้วยค่ะ

ผู้ที่มีอาการของโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ต้องหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสเค็ม มีเกลือหรือโซเดียมสูง เพราะโซเดียมจะเร่งให้ความดันให้ยิ่งเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงอาหารรสหวาน และผลไม้สุก เพราะ น้ำตาลและไขมันจะทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนขึ้นได้ง่าย ทั้งโรค หลอดเลือดเปราะ จอตาเสื่อม โรคไต ท่อปัสสาวะอักเสบ เป็นต้น

ผู้ป่วยที่มีอาการตับแข็ง ตับอักเสบ หรืออาการเสื่อมสภาพของตับ ต้องหลีกเลี่ยงอาหารทำร้ายตับ ซึ่งหลักๆ เลย คืออาหารประเภทเนื้อสัตว์ เพราะบรรดาเนื้อสัตว์ทั้งหลายจะทำให้ตับต้องทำงานอย่างหนักในการขับของเสียเช่น ยูเรีย และ แอมโมเนีย ออกไป แต่เมื่อตับทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ของเสียต่างๆ จึงถูกขับออกจากร่างกายได้น้อยลง และจะถูกดูดซึมกลับเข้าไปในกระแสเลือดอีกครั้ง ทำให้สุขภาพแย่ลง เซื่องซึม และบางครั้งอาจมีอาการหนักถึงขั้นหมดสติไปเลยก็ได้

คนป่วยมักต้องการการดูแลมากกว่าคนทั่วไป เพราะอวัยวะภายในบางส่วนไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ พฤติกรรมการรับประทานอาหารจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องใส่ใจดูแลเป็นพิเศษ การลือกเมนูที่เหมาะสมจะช่วยให้ส่วนต่างๆของร่างกายได้ทำงานเบาลง และให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่เป็นประโยชน์อย่างแท้จริง ใส่ใจกับเมนูต่างๆแล้วอย่าลืมออกกำลังกายอย่างพอเหมาะเพื่อช่วยฟื้นฟู เสริมสร้างสุขภาพโดยรวมให้แข็งแรงกันด้วยนะคะ

ปรับไลฟ์สไตล์รับปีใหม่ ให้แข็งแรงสมวัยไปนานๆ

sm.jpg
จะว่าไปก็เป็นเรื่องธรรมชาติที่เราทุกคนรู้อยู่แก่ใจว่า ทุกๆ อย่างต้องเปลี่ยนแปลง มีเกิดแล้ว ก็ต้องมีแก่ หลีกเลี่ยงกันไม่ได้ แต่ถามจริงๆ ว่ามีใครอยากแก่บ้างคะ แค่อายุขึ้นเลขสาม เลขสี่ ก็ไม่อยากให้ถามถึงอายุกันแล้ว
เมื่อไม่มีใครอยากแก่ หรืออันที่จริงคือไม่ค่อยอยากให้ถูกมองว่าแก่ วันนี้เรามาเรียนรู้วิธีการชะลอความแก่ รักษาคงามหนุ่ม-สาว และสุขภาพดีๆ ให้อยู่กับเราไปนานๆ เพื่อที่จะได้สาว สวย สดใส แบบที่เค้าเรียกกันว่า สาวสองพันปี กันซักหน่อยดีกว่าค่ะ

ศาสตร์แห่งการชะลอวัยมักจะให้ความสำคัญกับ “ฮอร์โมน” แต่ก่อนที่เราจะไปถึงขั้นแอดวานซ์อย่างเช่นเรื่องฮอร์โมน เรามาดูเรื่องพื้นๆ ที่จะทำให้เรา “แก่” กันโดยไม่รู้ตัวดีกว่าค่ะ

เริ่มต้นที่ ไลฟ์สไตล์ที่ทำให้เราแก่ และร่างกายของเราเสื่อมโทรมเร็ว กันซักหน่อย

1 การรับประทานอาหาร โดยเฉพาะผู้ที่รับประทานอาหารไม่สมดุลย์ ได้รับสารอาหาร และชนิดของอาหารไม่เหมาะสมกับสภาพร่างกายของตัวเอง โดยมากแล้ว ปริมาณแป้ง และน้ำตาลที่มากเกินไปนี่ล่ะค่ะตัวดี พฤติกรรมการรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสมจะทำให้ระบบร่างกายทำงานบกพร่อง ทั้งในส่วนของการดูดซึมไปใช้งานเพื่อซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ หรือส่งผลให้เกิดการสะสมของสารอาหารที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย

2 การปล่อยให้ร่างกายอ่อนแอ หรือมีแผลเรื้อรัง เช่น แผลอักเสบในอวัยวะต่างๆ อาการอักเสบบริเวณช่องปาก ฟันผุ ตลอดจนถึงเหงือกอักเสบ เรื่องราวเล็กๆ ที่เราอาจไม่เห็นความสำคัญ แต่รู้ไหมคะว่าอาการเหล่านี้ ถ้าเป็นเรื้อรัง จะทำให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย แทรกซึมเข้าสู่เนื้อเยื่อโดยที่เราไม่รู้ตัว มีผลก็คืออวัยวะอื่นๆ อย่างเช่น หัวใจ และสมอง จะเสื่อมลงโดยที่เราไม่รู้ตัวค่ะ

3 การสะสมมลพิษ และสารเคมีเข้าสู่ร่างกาย คนที่สูบบุหรี่ ดื่มเหล้า ดื่มแอลกอฮอล์บ่อยๆ ใช้ชีวิตในเมืองที่ต้องเผชิญกับมลภาวะต่างๆ ทั้งควันพิษ รับประทานอาหารจากกล่องโฟม อุ่นอาหารด้วยไมโครเวฟ พฤติกรรมเหล่านี้แหละค่ะที่ทำให้ร่างกายสะสมสารพิษไว้ในร่างกาย ซึ่งสารพิษเหล่านั้น จะไปทำลายอวัยวะส่วนต่างๆ รวมทั้งขัดขวางการดูดซึมสารอาหารที่จะเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ทำให้ร่างกายของเราเสื่อมโทรมได้เร็วมาก

4 อารมณ์และความเครียด ความเครียดหรืออารมณ์ที่ขุ่นมัวนั้นส่งผลต่อร่างกายของเราแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวเลย แม้แต่กิจกรรมสนุกๆ อย่างเช่นการเล่นเกม บางครั้งก็อาจทำให้เกิดความเครียดน้อยๆ ได้ หรือการรับฟังเรื่องราวของคนอื่น การติดตามข่าวสารบ้านเมือง รวมไปถึงการทำงานและความรับผิดชอบต่อหน้าที่ในชีวิตก็อาจจะทำให้เกิดความเครียดได้โดยไม่รู้ตัวเลยค่ะ ความเครียดนี่ล่ะเป็นปัจจัยหลักอย่างหนึ่งที่ขัดขวางการทำงานของฮอร์โมน ทำให้ระบบในร่างกายทำงานผิดปกติ ใบหน้าหมองคล้ำ ผิวเหี่ยวตีนกาถามหาได้ง่ายๆ เลยค่ะ
พฤติกรรมในชีวิตประจำวันเหล่านี้ เป็นตัวการที่มักจะขโมยความสาว ความสวยของเราไปแบบที่เราไม่รู้เนื้อรู้ตัว ลองทบทวนดูรูปแบบการดำเนินชีวิต และปรับเปลี่ยนกันให้เหมาะสมนะคะ

เอาล่ะ มาถึงเรื่อง “ฮอร์โมน” กันบ้างดีกว่า ลองทำความเช้าใจกับความแก่ในแบบลึกๆ กันบ้าง
ฮอร์โมน เป็นตัวควบคุมร่างกายเราแบบที่เราเองไม่เคยทราบ เหมือนเป็นเงาที่ควบคุมพฤติกรรมของเราอยู่ตลอดเวลา จะเห็นชัดๆ ก็คงจะเป็นช่วงวัยรุ่น ที่มีฮอร์โมนชนิดต่างๆ คอยส่งผลต่อพฤติกรรม และอารมณ์ ค่อนข้างรุนแรงกันเลยทีเดียวค่ะ สำหรับฮอร์โมนที่สัมพันธ์กับความแก่ก็คือ “โกรทฮอร์โมน หรือ Human Growth hormone (HGH)” นั่นเอง

“โกรทฮอร์โมน” คือ ฮอร์โมนเจริญวัยที่มักจะถูกเรียกกันว่า “น้ำพุแห่งความหนุ่มสาว” ฮอร์โมนนี้จะหลั่งจากต่อมไร้ท่อหรือต่อมพิทูอิตารี่ใต้สมอง ตั้งแต่เรายังเด็ก และจะอยู่กับเราไปจนชั่วชีวิตของเราเลยทีเดียว ฮอร์โมนนี้จะมีจุดพีคในการหลั่งออกมาในช่วงเราเป็นหนุ่ม เป็นสาว (วัยเจริญพันธุ์นั่นล่ะค่ะ) และในทุกๆ 10 ปี ฮอร์โมนตัวนี้จะถูกหลั่งออกมา ในปริมาณที่น้อยลงประมาณ 14 % หน้าที่สำคัญของฮอร์โมนนี้คือการควบคุมการทำงานของเซลล์ต่างๆ ในร่างกายค่ะ
นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการวิจัยเรื่อง HGH ออกมา ได้ข้อสรุปว่า ผลจากการที่โกรทฮอร์โมนทำงานน้อยลงๆ เรื่อยๆ จนเมื่อเราอายุ 40 ปี โกรทฮอร์โมนจะลดต่ำลงจนไม่สามารถควบคุมการทำงานของเซลล์ผิวหนัง และ เนื้อเยื่อสมองได้ และ ในช่วงอายุ 70 ปี ตับ สมอง และหัวใจของเราจะทำงานลดลง และเมื่อถึงช่วงอายุ 90 ปี สมองของเราจะทำงานได้เทียบเท่ากับเด็ก 3 ขวบ และระบบประสาทต่างๆ ทั้งหมดจะเสื่อมลงค่ะ

หยิบยกมาเล่าในที่นี้ ไม่ได้อยากจะทำให้กลัวกันนะคะ แค่อยากจะให้ตระหนักถึงความสำคัญของเรื่องฮอร์โมนกันก่อน เพราะเรามีวิธีที่ช่วยร่างกายให้ผลิตโกรทฮอร์โมนเพิ่มได้ไม่ยากค่ะ ลองมาดูกันนะคะ

1 นอนหลับให้สนิท โกรทฮอร์โมนจะผลิตออกมาเมื่อเรานอนหลับสนิทเท่านั้น การนอนหลับ ไม่สนิท นอนหลับๆ ตื่นๆ ฝันร้าย เครียด ทำให้โกรทฮร์โมนไม่สามารถหลั่งได้ การนอนดึกจะไปรบกวนการหลั่งของโกรทฮอร์โมน เราจึงมักจะเห็นได้ว่าผู้ที่นอนดึกเป็นประจำ หรือนอนไม่พอ มักจะโทรม และมีใบหน้าแก่กว่าวัย ดังนั้นถ้าไม่อยากรีบแก่ จำไว้นะคะว่าต้องนอนให้พอ

2 รับประทานอาหารบำรุงสมอง ร่างกายต้องการโปรตีนที่มีประโยชน์ รวมทั้งกรดอะมิโนเพื่อไปบำรุงสมอง ให้ต่อมใต้สมองแข็งแรง เมื่อต่อมใต้สมองแข็งแรงก็สามารถผลิตโกรทฮอร์โมนได้อย่างเต็มที่ อาหารที่ดีในที่นี้ ได้แก่ ผัก ผลไม้ ธัญพืช พืชกระกูลถั่ว และที่ต้องหลีกเลี่ยงก็คือ อาหารจำพวกแป้ง และน้ำตาลค่ะ สองอย่างนี้เมื่อร่างกายใช้ไม่หมดก็จะสะสมอยู่ในร่างกายในรูปของไขมันส่วนเกินซึ่งจะยับยั้งการทำงานของโกรทฮอร์โมน ไปอุดตันตามเส้นเลือด เสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บ ซ้ำร้ายถ้าร่างกายมีน้ำตาลมากๆ ตับอ่อนก็จะต้องทำงานหนัก เสี่ยงต่อโรคเบาหวาน และเมื่อเป็นเบาหวาน ก็ต้องฉีดอินซูลินเข้าร่างกาย อินซูลินนี้จะยับยั้งการทำงานของโกรทฮอร์โมนทันที โกรทฮอร์โมนจะหยุดหลั่ง ร่างกายก็จะเสื่อมโทรมเร็วเข้าไปอีกค่ะ

3 ออกกำลังกาย ชะลอวัยได้แน่นอน ปริมาณการออกกำลังกายที่เหมาะสมคือ การออกกำลังกายเป็นประจำ ต่อเนื่อง และให้ได้เหงื่อ ให้หัวใจได้เต้นเร็วขึ้น โดยเฉลี่ยมากกว่า 100 -120 ครั้งต่อนาที จะทำให้ต่อมพิทูอิทารี่หลั่งโกรทฮอรโมนได้ดียิ่งขึ้นค่ะ

4 อารมณ์ และสมาธิ การความคุมอารมณ์ให้สงบนิ่ง และทำสมาธิให้แน่วแน่นั้น จะทำให้ร่างกายเข้าสู่ภาวะหลับลึก ร่างกายจะผ่อนคลายที่สุด และช่วยให้สมองผลิตโกรธฮอร์โมนออกมาได้ปริมาณมากเทียบเท่ากับเวลาที่เราหลับลึกเลยทีเดียวค่ะ

รู้เรื่องที่มาที่ไปของความแก่ ทั้งเรื่องพฤติกรรมชวนแก่ และฮอร์โมนที่ช่วยชะลอความแก่ไปแล้ว หวังว่าทุกท่านคงมีวิธีดูแลตัวเองให้คงความสวยสดใส หรือถ้าอายุจะเพิ่มมากขึ้นตามธรรมชาติ ก็ขอให้งามสมวัยกันทุกท่านเลยนะคะ