แพ้กลูเตน

gf
เมื่อไม่นานมานี้ ได้ดูละครหลังข่าว พระเอกมาดแมน ในบทหล่อๆ ลุยๆ แต่มีอาการแพ้กลูเตน จนนางเอกต้องทำขนมที่ใช้แป้งปราศจากกลูเตนเอาไปให้ชิม มีใครที่ได้ดูแล้วสงสัยกันบ้างว่าแพ้กลูเตนคืออะไร ?? วันนี้ มีเรื่องราวของอาการแพ้กลูเตนมาฝากให้หายสงสัยกันค่ะ

เรื่องของการหลีกเลี่ยงอาหารที่มีกลูเตนเป็นกระแสที่ในต่างประเทศให้ความสำคัญกันมาก เพราะบ้านเมืองเค้ามักจะทานแป้งเป็นเมนูหลัก ซึ่งพฤติกรรมการทานอาหารของบ้านเราทุกวันนี้ก็มักจะเลียนแบบต่างประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการทานขนมปัง เค้ก เบเกอรี่ หรือเมนูตะวันตกต่างๆ เป็นที่มาของเรื่องราววันนี้ค่ะ ลองมาดูกันว่ากลูเตนสำคัญอย่างไร และจะส่งผลต่อสุขภาพของเราอย่างไรบ้าง

เริ่มต้นที่คำถามว่ากลูเตนคืออะไร ? กลูเตน (Gluten) เป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่พบได้ในข้าวสาลี ข้าวไรย์ และข้าวบาร์เลย์ ที่จะนำมาผลิตเป็นแป้ง ก่อนจะแปรรูปเป็นอาหารต่างๆ ที่เรารับประทานกันเป็นประจำอย่าง เบเกอรี่ ขนมปัง เค้ก เป็นต้น ทว่านอกจากอาหารจำพวกนี้แล้ว อาหารสำหรับคนรักสุขภาพอย่างเช่น อาหารเจ อาหารมังสวิรัตก็ยังพบกลูเตน ได้อีกด้วย ซึ่งกลูเตนที่ว่า เป็นสเปกตรัมโปรตีน เมื่อเรารับประทานเข้าไป ร่างกายต้องใช้เวลาหลายเดือนหรือหลายปีถึงจะกำจัดออกจากร่างกายได้หมด ส่วนสาเหตุที่ต้องใส่กลูเตนในอาหาร ก็ด้วยคุณสมบัติของกลูเตน ที่จะช่วยทำให้ขนมปังนุ่ม ฟู น่ารับประทานนั่นเองค่ะ

แม้กลูเตนจะสามารถทานได้ แต่สิ่งที่ต้องระวังคืออาการแพ้กลูเตนค่ะ ซึ่งอาการแพ้กลูเตนนั้นเกิดจากความผิดปกติของระบบการย่อยทางพันธุกรรมไม่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกัน โดยสามารถส่งผลได้หลายๆ ทาง และมีระดับความรุนแรงต่างๆ กัน เช่น

– ท้องอืด การรับประทานกลูเตนสำหรับผู้ที่มีอาการแพ้สามารถมีผลต่อระบบย่อยอาหาร ทำให้เกิดอาการอาหารไม่ย่อย อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ โดยเฉพาะในเด็กๆ ได้

– เกิดอาการแพ้ ทำให้ผิวกลายเป็นตุ่มๆ เนื่องจากการทานกลูเตนอาจมีผลทำให้การดูดซึมสารอาหารทางลำไส้ผิดปกติ ส่งผลให้ร่างกายขาดกรดไขมันจำเป็น รวมทั้งวิตามินต่างๆ โดยเฉพาะ วิตามินเอ

– มีอาหารง่วงเหงาหาวนอน อ่อนเปลี้ยเพลียแรง เนื่องจากอาหารประเภทนี้มีผลไปยับยั้งการดูดซึมสารอาหารที่ร่างกายจะนำไปใช้ได้ทันที ซึ่งอาจเป็นสาเหตุของอาการอ่อนเพลียเรื้อรัง โรคปวดกล้ามเนื้อ รวมถึงอาการทางประสาท เช่น วิงเวียนศีรษะ การสูญเสียความสมดุล บางครั้งอาจมีอาการของไมเกรนอีกด้วย

– การทานกลูเตนอาจส่งผลให้ฮอร์โมนในร่างกายผิดปกติ ส่งผลให้คุณผู้หญิงประจำเดือนมาไม่ปกติ รังไข่ทำงานผิดปกติ และอาจเป็นสาเหตุให้เกิดภาวะของการมีบุตรยาก

– สุดท้าย การทานกลูเตนอาจส่งผลทางอารมณ์คือ มีอาการวิตกกังวล ซึมเศร้า การเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์อย่างรวดเร็ว รวมไปถึงสมาธิสั้นด้วย

โดยในผู้ที่มีอาการแพ้กลูเตน ควรลดการทานอาหารจำพวกแป้ง ขนมปัง หรือเบเกอรี่ต่างๆ แล้วทดแทนด้วยการทานธัญพืช เช่น ข้าวกล้อง ข้าวฟ่าง คีนัว หรือ เลือกทานอาหารจำพวกแป้งที่ระบุไว้ว่าปราศจากสารกลูเตน นอกจากนั้นเรายังสามารถเลือกทานอาหารที่ไม่ผ่านการแปรรูป เช่น ผักสด ผลไม้สด เนื้อสัตว์ ถั่วชนิดต่างๆ เป็นการทดแทนได้อีกด้วยค่ะ

หลับสนิท ง่ายๆ แค่ปรับพฤติกรรม

sleep.jpg
เรื่องนอน ไม่เคยเป็นเรื่องยากสมัยที่เรายังหนุ่มๆ สาวๆ กันอยู่ แต่ทำไม พอเริ่มเข้าสู่ช่วงปลายเลขสาม กำลังจะข้ามไปสู่หลักสี่ ตกดึก อยากจะนอน ทำไมถึงได้หลับยากกว่าที่เคยเป็น

คนเราควรได้รับการพักผ่อนจากการนอนอย่างน้อย 8 ชั่วโมงต่อวัน เพื่อให้ไม่เกิดความเหนื่อยล้า สะสม และยังเป็นช่วงเวลาของการซ่อมแซมส่วนของร่างกายที่สึกหรอ ให้เราได้สร้างฮอร์โมนที่จำเป็น ให้อวัยวะภายในต่างๆ ได้พักจากการทำงานหนัก หรืออย่างน้อยก็ได้ทำงานเบาลงบ้าง รวมถึงให้ระบบต่างๆ ได้ปรับสมดุลหลังจากความเร่งรีบในวันที่ผ่านมาอีกครั้ง ทว่าหลายๆ ครั้ง การนอน กลับไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด

วันนี้ มาว่ากันด้วยเรื่องของการนอน ช่วงเวลาสำคัญที่ร่างกายจะได้หยุดพักกันซักหน่อยค่ะ ว่ามีเคล็ดลับดีๆ อะไรบ้าง ที่จะช่วยให้การนอนของเรา เป็นไปอย่างมีระบบ ไม่มีปัญหาการนอนหลับยาก และเป็นการนอนที่ร่างกายได้พักผ่อนอย่างแท้จริง

ก่อนอื่น มาทำความรู้จักกับฮอร์โมนเมลาโทนิน กันก่อนค่ะ ฮอร์โมนเมลาโทนิน เป็นฮอร์โมนที่หลั่งจากต่อมไพเนียล โดยจะถูกกระตุ้นโดยความมืด และระงับด้วยแสงสว่าง เป็นฮอร์โมน ที่มีผลโดยตรงกับการง่วงนอนของเราล่ะค่ะ เมื่อฮอร์โมนเมาลาโทนินถูกหลั่งออกมามากก็จะทำให้เกิดอาการง่วงมากขึ้น เช่นในสถานที่ที่มีแสงสลัว หรือช่วงพลบค่ำ และหากเมื่อเราได้รับแสงสว่าง ออร์โมนชนิดนี้ก็จะหลั่งออกมาน้อยลง เราก็จะรู้สึกสดชื่น หายง่วงนอนนั่นเอง โดยที่การหลั่งของเมลาโทนินในรอบวัน เริ่มต้นจากในเวลากลางคืนจะมีการสร้างเมลาโทนินมาก ตั้งแต่เวลา 2100-22.00 น. และมีการสร้างมากขึ้นเรื่อยๆจนถึงระดับสูงสุดเวลา 02.00-04.00 น. จากนั้น จึงจะค่อยลดลงเรื่อยๆจนกระทั่งเวลาประมาณ 07.00-08.00 น .

ฮอร์โมนเมลาโทนิน นี้ ก็คือปัจจัยหลัก ของการง่วงนอนเลยค่ะ แปลว่า เมื่อเราต้องการจะพักผ่อน เราก็ไม่ควรทำอะไรที่เป็นการยับยั้ง หรือปิดกั้นการหลั่งของฮอร์โมนชนิดนี้ โดยพฤติกรรมที่มีผลต่อการยับยั้งการหลั่งของฮอร์โมนเมลาโทนิน ก็คือพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับแสงสว่างค่ะ ทั้งความสว่างของแสงไฟภายในห้องนอน การใช้คอมพิวเตอร์ก่อนนอน การดูโทรทัศน์รอบดึก หรือแม้แต่การใช้อุปกรณ์แท็บเลต และโทรศัพท์มือถือ เพราะทั้งหมดมีส่วนของแสง ซึ่งจะทำให้ร่างกายแปรเป็นสัญญาณไปสั่งการให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนเมลาโทนินออกมาน้อยลง ดังนั้น ก่อนเข้านอนอย่างน้อย 2 ชั่วโมง ควรหลีกเลี่ยงการนั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์ที่สว่างจ้า ปรับเวลาการรับชมรายการโทรทัศน์ช่วงค่ำ และดูแลให้แสงสว่างในห้องนอนไม่สว่างจนเกินไปค่ะ

นอกเหนือจากเรื่องของฮอร์โมนเมลาโทนินแล้ว การเตรียมตัวก่อนการเข้านอน และพฤติกรรมในระหว่างวัน ก็เป็นสิ่งสำคัญค่ะ สิ่งที่ควรให้ความสำคัญ เพื่อให้เราสามารถนอนพักผ่อนได้อย่างเต็มที่ ยังรวมถึงการเลี่ยงอาหารมื้อหนักก่อนเข้านอน พยายามออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ พยายามรักษาตารางการนอนให้สม่ำเสมอในช่วงเวลาเดิมของทุกวัน และที่สำคัญ ลองหัดฝึกให้จิตใจสงบลงก่อนนอนด้วยค่ะ หลายๆ คนอาจมีวิธีการของตัวเอง แต่ที่แน่ๆ เราจะนอนหลับได้ง่าย และสนิทขึ้น หากจิตใจของเราสงบลงก่อนที่เราจะเข้านอนค่ะ

เอาล่ะค่ะ รู้วิธีนอนหลับให้เต็มที่กันไปแล้ว คืนนี้ อย่าลืมนำไปใช้กันนะคะ จะได้ให้ร่างกายของเราที่เหน็ดเหนื่อยกันมาทั้งวันแล้ว ได้พักอย่างเต็มที่ ….
สำหรับค่ำคืนที่กำลังจะมาถึง นอนหลับฝันดี ราตรีสวัสดิ์ค่ะ ^^

ถึงขมจะเป็นยา ก็ใช่ว่าหวานจะเป็นแค่ลม… เรื่องหวานๆ อย่างมีคุณค่าของน้ำผึ้ง

honey.jpeg
หวานเป็นลม ขมเป็นยา อาจจะเป็นคำคุ้นหู ที่เราถูกปลูกฝังกันมาตั้งแต่เด็กๆ แต่วันนี้ เรื่องหวานๆ อาจจะไม่ได้เป็นแค่ลม หากแต่ มีประโยชน์มากมายอย่างที่เราอาจจะไม่เคยทราบกันมาก่อนเลย เรื่องหวานๆ ของน้ำผึ้งค่ะ

น้ำผึ้ง จัดได้ว่าเป็นอาหารที่ให้พลังงาน เนื่องจากมีสารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตเป็นหลัก โดยหากเรานำปริมาณน้ำ และความชื้นออกแล้ว ก็จะพบว่า ร้อยละ 95-99 ของน้ำผึ้ง คือน้ำตาลชนิดต่าง ๆ นั่นเองค่ะ ทั้งน้ำตาลที่อยู่ในรูปของฟรุกโทส และกลูโคส ซึ่งเป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว ที่ร่างกายสามารถดูดซึมไปสร้างพลังงานได้ทันที การดื่มน้ำผึ้ง จึงเป็นการเพิ่มความสดชื่นและให้พลังงานในขณะที่ร่างกายอ่อนล้า หรืออ่อนเพลียได้อย่างรวดเร็ว

แต่ประโยชน์ของน้ำผึ้ง ไม่ได้มีเพียงแค่การให้พลังงานจากน้ำตาลหรอกค่ะ เพราะน้ำผึ้งยังอุดมไปด้วยแร่ธาตุที่มี่คุณค่าทางโภชนาการมากมาย ทั้ง ฟอสฟอรัส โพแทสเซียม แมกนีเซียม แคลเซียม โซเดียม แมงกานีส สังกะสี เหล็ก และ ทองแดง โดยมีปริมาณแร่ธาตุต่างๆ อยู่ประมาณ 0.17% ซึ่งเป็นสัดส่วนที่เหมาะสมต่อร่างกายเป็นอย่างมาก จึงเป็นทางเลือกที่เราอาจจะใช้น้ำผึ้ง เป็นสารให้ความหวานแทนน้ำตาลได้เป็นอย่างดีเลยล่ะค่ะ เพราะนอกเหนือจากคุณค่าทางโภชนาการที่ได้แล้ว รสชาติและกลิ่นอันเป็นเอกลักษณ์ของน้ำผึ้ง ยังเป็นส่วนที่ไม่สามารถทดแทนได้โดยน้ำตาลที่ผ่านกระบวนการการผลิต และการฟอกขาวเลยล่ะค่ะ

คุณค่าของน้ำผึ้ง นอกจากในส่วนของแร่ธาตุแล้ว ยังรวมถึงวิตามินที่อยู่ในน้ำผึ้ง ทั้งวิตามินซี วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินบี 6 หรือที่อาจจะเรียกว่าเป็นกลุ่มวิตามินบีคอมเพล็กซ์ รวมถึงมีกรดที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายอีกมากมาย ซึ่งรวมถึงกรดกลูโคนิก ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ช่วยชะลอความเสื่อมของร่างกายได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว

เอาล่ะค่ะ ได้ทราบถึงข้อดีของน้ำผึ้งกันไปพอสมควรแล้ว แต่จะบอกว่า ยังไม่หมดนะคะ กับคุณค่าของน้ำผึ้งหยดน้อยๆ เพราะนอกเหนือจากประโยชน์ต่อร่างกาย ในส่วนของคุณค่าทางโภชนาการแล้ว น้ำผึ้ง ยังมีคุณสมบัติดีๆ ในด้านความงามอีกหลายอย่างเลย มาดูกันค่ะ ว่ามีอะไรบ้าง

อย่างแรกที่ทำกันได้ง่ายๆ เลย สำหรับสาวๆ ที่มีปัญหาเรื่องสิวอักเสบ ให้นำน้ำผึ้งมาแต้มที่สิว ทิ้งไว้ 10-15 นาทีแล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด น้ำผึ้งมีคุณสมบัติต่อต้านเชื้อแบคทีเรียค่ะ ค่อยๆ แต้มเป็นประจำ ไม่นานสิวที่อักเสบจะเริ่มยุบ โดยไม่ทิ้งร่องรอยไว้ให้กลุ้มใจอีกด้วย เป็นการแก้ปัญหาสิวแบบธรรมชาติที่ไม่ต้องใช้ยาหรือสารเคมี โดยน้ำผึ้งยังสามารถช่วยลดริ้วรอยของแผลเป็นให้จางลง รักษาแผลสด ให้บาดแผลหายเร็วขึ้น จากคุณสมบัติที่สามารถเปลี่ยนให้เป็นไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์แบบอ่อนๆ ที่จะช่วยสมานรักษาแผลให้หายเร็วขึ้นค่ะ

ด้วยความที่น้ำผึ้งอุดมไปด้วยอาหารผิวหลากหลายชนิด จึงมักจะถูกนำมาใช้เป็นส่วนผสมในการดูแลผิวพรรณ และเส้นผมกันอีกด้วย โดยในสูตรการทำมาส์กหน้าหลายๆ สูตร ก็มักจะมีน้ำผึ้งเป็นส่วนผสมเพื่อเติมความชุ่มชื้นให้ผิวกัน และ ผลิตภัณฑ์ลดริ้วรอยของแบรนด์ดัง หลายๆ แบรนด์ ก็มักจะมีส่วนผสมของน้ำผึ้งจากคุณสมบัติของสารแอนตี้ออกซิแดนท์ในน้ำผึ้งที่ช่วยลดการเกิดริ้วรอยได้เป็นอย่างดี

นำมาฝากกันอีกซักหน่อย สำหรับสาวๆ ที่อยากจะมีสูตรการดูแลเส้นผมแบบโฮมเมด ไร้สารเคมี ก็สามารถนำน้ำผึ้ง 1 ช้อนชา เทลงไปในน้ำอุ่น 4 ถ้วย และน้ำมะนาวอีก 1 ช้อนชา ผสมให้เข้ากัน ใช้ส่วนผสมชโลมลงบนเส้นผมหลังการสระ แล้วนวดให้ทั่ว โดยไม่ต้องล้างออก ปล่อยให้เส้นผมแห้งตามธรรมชาติ ก็จะรู้สึกได้ถึงสุขภาพผมที่ดีขึ้น ทั้งนุ่ม และมีน้ำหนักมากขึ้น หรืออีกวิธีหนึ่ง อาจใช้ น้ำผึ้ง 1 ช้อนชา ผสมกับน้ำมันมะกอก 2 ช้อนชา นำไปนวดเส้นผมให้ทั่ว ทิ้งไว้ 20-30 นาทีแล้วล้างออก ก็ให้ผลดีไม่แพ้กันค่ะ

น้ำผึ้งยังสามารถนำมาใช้ เพื่อให้ริมฝีปากเนียนนุ่มขึ้น โดยผสมน้ำผึ้ง 1 ช้อนชา กับน้ำตาลทรายแดง 1 ช้อนชา บีบมะนาวเล็กหน่อย แล้วผสมให้ละลายจนเข้ากัน นำมาทาที่ริมฝีปาก และถูเบา ๆ ก่อนทิ้งไว้ซักพัก แล้วล้างออกด้วยน้ำสะอาด ทำเป็นประจำ ก็จะช่วยให้ริมฝีปากชุ่มชิ้น และนุ่มนวลได้ค่ะ

น้ำผึ้งยังสามารถนำมาใช้บำรุงเล็บ โดยใช้น้ำผึ้ง 1 ช้อนชา ผสมกับน้ำส้มสายชู 1 ข้อนชา ทาลงบนเล็บทิ้งไว้ 5-10 นาที แล้วล้างออก หรือจะนำน้ำผึ้ง 1 ช้อนชา มาผสมกับน้ำแร่อุ่นๆ ในสัดส่วนเดียวกัน แล้วนำสำลีชุบ มาวางไว้รอบๆ ดวงตา ประมาณ 10-15 นาที ทำอย่างนี้ประมาณ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ ก็จะชวยลดรอยหมองคล้ำรอบดวงตาได้อีกด้วยล่ะค่ะ

เป็นอย่างไรกันบ้าง กับสรรพคุณของน้ำผึ้งในแบบที่เชื่อว่าหลายๆ คนนึกไม่ถึงกันเลยทีเดียว อย่าลืมนำไปใช้กันนะคะ แล้ววันนี้ เรื่องหวานๆ โดยเฉพาะน้ำผึ้ง จะไม่ได้เป็นแค่ลมอีกต่อไปแล้วล่ะค่ะ

รักวัวให้ผูก .. รักลูกต้องทำอย่างไร

เลี้ยงลูก.jpg
รักวัวให้ผูก .. รักลูกให้ตี .. คำโบราณที่สอนกันไว้… จริงหรือไม่

สำหรับการเลี้ยงลูก ทุกๆ สิ่งที่เรากำลังหยิบยื่นให้พวกเขา ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมของคุณพ่อคุณแม่เอง การเลี้ยงดู การอบรม การเรียน ทุกๆ สิ่งกำลังบ่มเพาะ และสร้างตัวตนให้กับเด็กๆ ให้พวกเขาค่อยๆ ซึมซับไปทีละน้อย เหมือนกับการปลูกต้นไม้นั่นล่ะค่ะ
วันนี้ ลองมาดูกันคะว่าคุณพ่อคุณแม่กำลังเลี้ยงลูกด้วยวิธีการแบบไหนกันอยู่ และเรากำลังบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์ชนิดไหนไว้ในคัวเค้ากันบ้าง

นพ.กิจจา ฤดีขจร จาก ศูนย์การแพทย์นวบุตรสตรีและเด็ก กล่าวถึงเรื่องการเลี้ยงดูของผู้ปกครองที่มีผลต่อพฤติกรรม และอารมณ์ของเด็กๆ ไว้ตามนี้ค่ะ

การเลี้ยงดูแบบดูแลเอาใจใส่ หรือประชาธิปไตย
การเลี้ยงดูในแบบที่ให้เวลา ให้ความรักความอบอุ่นแก่เด็ก การจะทำสิ่งใดจะใช้การพูดคุย ให้เหตุผลในการทำให้เด็กเชื่อฟังและปฏิบัติตามความต้องการของคุณพ่อคุณแม่ รับฟัง ยอมรับ และตอบสนองความต้องการของเด็กๆ ให้ความสำคัญกับคำพูด ความคิดเห็นของพวกเขา เมื่อเขามีเหตุผล หรือมีความคิดเห็นโต้แย้งในแบบของเด็ก
สนับสนุนให้เด็กๆ มีความเป็นตัวของตัวเอง เปิดโอกาสให้เด็กๆ มีส่วนร่วมในการตัดสิน และ คุณพ่อคุณแม่ก็ต้องเคารพการตัดสินใจของพวกเขา รวมทั้งกระตุ้นให้เด็กมีพัฒนาการที่เหมาะสมกับวุฒิภาวะ
เมล็ดพันธุ์ที่เติบโตจากการบ่มเพาะแบบนี้จะทำให้เด็กสามารถปรับตัวในสถานการณ์ต่างๆ ได้ดี เห็นคุณค่าในตนเอง ควบคุมตนเองได้ดี มีวินัย มีวุฒิภาวะ มีความอดทน มั่นใจในตนเอง มีความคิดสร้างสรรค์ มีความรับผิดชอบ และมองโลกในแง่ดีค่ะ

การเลี้ยงดูแบบใช้อำนาจควบคุม
คุณพ่อคุณแม่เป็นเหมือนนักปกครอง มักเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ในทุกๆ เรื่อง และมักจะใช้อำนาจสั่งให้เด็กทำตามความคิดเห็นของตน ไม่ตอบสนองความต้องการของเด็ก ไม่รับฟังความเห็น ไม่อธิบายเหตุผลในการสร้างกฎเกณฑ์ต่างๆ ของตนเอง และจะมีบทลงโทษเมื่อเด็กไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง
เมล็ดพันธุ์ที่เติบโตจากการบ่มเพาะแบบนี้จะทำให้เด็กมีความภูมิใจต่ำ ไม่ค่อยมั่นใจในตนเอง อารมณ์ไม่มั่นคง วุฒิภาวะ ทักษะทางสังคมต่ำ ปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนไม่ดี มีปัญหาในการปรับตัวเข้ากับสิ่งต่างๆ แต่จะมีลักษณะที่ดีบางประการคือ มีการควบคุมตนเองสูง มีวินัยสูง และมีความซื่อสัตย์สูงค่ะ

การเลี้ยงดูแบบรักตามใจ
คุณพ่อคุณแม่รักมาก ทุ่มเทให้ทุกสิ่งตามที่เด็กๆ ต้องการ ไม่มีการควบคุมหรือบังคับเด็กเลย ปล่อยให้เด็กทำตามความต้องการโดยไม่กำหนดขอบเขต
เมล็ดพันธุ์ที่เติบโตจากการบ่มเพาะแบบนี้จะทำให้เด็กๆ เอาแต่ใจตัวเอง ดื้อรั้น ไม่เชื่อฟัง ขาดการควบคุมตนเอง ขาดระเบียบวินัย มีความรับผิดชอบต่ำ มีแนวโน้มก้าวร้าว ขาดวุฒิภาวะ และมีปัญหาในการปรับตัว แต่ก็จะมีลักษณะที่ดีบางประการคือ เด็กเห็นคุณค่าในตนเอง และมีทักษะทางสังคม

การเลี้ยงดูแบบทอดทิ้งหรือปล่อยปละละเลย
คุณพ่อคุณแม่ทีมักจะเพิกเฉย ไม่สนใจ ไม่เอาใจใส่เด็ก ไม่ควบคุม ไม่ตอบสนองความต้องการของเด็ก
เมล็ดพันธุ์ที่เติบโตจากการบ่มเพาะแบบนี้จะทำให้เด็กขาดความสามารถในการปรับตัว ขาดวุฒิภาวะ ไม่เห็นคุณค่าในตนเอง ขาด แรงจูงใจ มองโลกในแง่ร้าย ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง และมักต่อต้านสังคม

เด็กๆ ก็เหมือนภาพสะท้อนความสัมพันธ์ ความรัก ความอบอุ่นในครอบครัว ว่าพวกเขาเติบโตขึ้นมาในสภาวะแวดล้อมแบบไหน ดังนั้นการเลี้ยงดูพวกเขา หยิบยื่นสิ่งที่ดี สิ่งที่เมาะสมกับพวกเขาตั้งแต่เด็กจึงเป็นสิ่งที่สำคัญกับพวกเขาเป็นอย่างยิ่ง “เวลา ความรัก ความเข้าใจ” จึงเป็นเหมือนหัวใจในการเลี้ยงดูเด็กๆ ให้เติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ที่มีวุฒิภาวะ และอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขค่ะ