แพ้กลูเตน

gf
เมื่อไม่นานมานี้ ได้ดูละครหลังข่าว พระเอกมาดแมน ในบทหล่อๆ ลุยๆ แต่มีอาการแพ้กลูเตน จนนางเอกต้องทำขนมที่ใช้แป้งปราศจากกลูเตนเอาไปให้ชิม มีใครที่ได้ดูแล้วสงสัยกันบ้างว่าแพ้กลูเตนคืออะไร ?? วันนี้ มีเรื่องราวของอาการแพ้กลูเตนมาฝากให้หายสงสัยกันค่ะ

เรื่องของการหลีกเลี่ยงอาหารที่มีกลูเตนเป็นกระแสที่ในต่างประเทศให้ความสำคัญกันมาก เพราะบ้านเมืองเค้ามักจะทานแป้งเป็นเมนูหลัก ซึ่งพฤติกรรมการทานอาหารของบ้านเราทุกวันนี้ก็มักจะเลียนแบบต่างประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการทานขนมปัง เค้ก เบเกอรี่ หรือเมนูตะวันตกต่างๆ เป็นที่มาของเรื่องราววันนี้ค่ะ ลองมาดูกันว่ากลูเตนสำคัญอย่างไร และจะส่งผลต่อสุขภาพของเราอย่างไรบ้าง

เริ่มต้นที่คำถามว่ากลูเตนคืออะไร ? กลูเตน (Gluten) เป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่พบได้ในข้าวสาลี ข้าวไรย์ และข้าวบาร์เลย์ ที่จะนำมาผลิตเป็นแป้ง ก่อนจะแปรรูปเป็นอาหารต่างๆ ที่เรารับประทานกันเป็นประจำอย่าง เบเกอรี่ ขนมปัง เค้ก เป็นต้น ทว่านอกจากอาหารจำพวกนี้แล้ว อาหารสำหรับคนรักสุขภาพอย่างเช่น อาหารเจ อาหารมังสวิรัตก็ยังพบกลูเตน ได้อีกด้วย ซึ่งกลูเตนที่ว่า เป็นสเปกตรัมโปรตีน เมื่อเรารับประทานเข้าไป ร่างกายต้องใช้เวลาหลายเดือนหรือหลายปีถึงจะกำจัดออกจากร่างกายได้หมด ส่วนสาเหตุที่ต้องใส่กลูเตนในอาหาร ก็ด้วยคุณสมบัติของกลูเตน ที่จะช่วยทำให้ขนมปังนุ่ม ฟู น่ารับประทานนั่นเองค่ะ

แม้กลูเตนจะสามารถทานได้ แต่สิ่งที่ต้องระวังคืออาการแพ้กลูเตนค่ะ ซึ่งอาการแพ้กลูเตนนั้นเกิดจากความผิดปกติของระบบการย่อยทางพันธุกรรมไม่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกัน โดยสามารถส่งผลได้หลายๆ ทาง และมีระดับความรุนแรงต่างๆ กัน เช่น

– ท้องอืด การรับประทานกลูเตนสำหรับผู้ที่มีอาการแพ้สามารถมีผลต่อระบบย่อยอาหาร ทำให้เกิดอาการอาหารไม่ย่อย อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ โดยเฉพาะในเด็กๆ ได้

– เกิดอาการแพ้ ทำให้ผิวกลายเป็นตุ่มๆ เนื่องจากการทานกลูเตนอาจมีผลทำให้การดูดซึมสารอาหารทางลำไส้ผิดปกติ ส่งผลให้ร่างกายขาดกรดไขมันจำเป็น รวมทั้งวิตามินต่างๆ โดยเฉพาะ วิตามินเอ

– มีอาหารง่วงเหงาหาวนอน อ่อนเปลี้ยเพลียแรง เนื่องจากอาหารประเภทนี้มีผลไปยับยั้งการดูดซึมสารอาหารที่ร่างกายจะนำไปใช้ได้ทันที ซึ่งอาจเป็นสาเหตุของอาการอ่อนเพลียเรื้อรัง โรคปวดกล้ามเนื้อ รวมถึงอาการทางประสาท เช่น วิงเวียนศีรษะ การสูญเสียความสมดุล บางครั้งอาจมีอาการของไมเกรนอีกด้วย

– การทานกลูเตนอาจส่งผลให้ฮอร์โมนในร่างกายผิดปกติ ส่งผลให้คุณผู้หญิงประจำเดือนมาไม่ปกติ รังไข่ทำงานผิดปกติ และอาจเป็นสาเหตุให้เกิดภาวะของการมีบุตรยาก

– สุดท้าย การทานกลูเตนอาจส่งผลทางอารมณ์คือ มีอาการวิตกกังวล ซึมเศร้า การเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์อย่างรวดเร็ว รวมไปถึงสมาธิสั้นด้วย

โดยในผู้ที่มีอาการแพ้กลูเตน ควรลดการทานอาหารจำพวกแป้ง ขนมปัง หรือเบเกอรี่ต่างๆ แล้วทดแทนด้วยการทานธัญพืช เช่น ข้าวกล้อง ข้าวฟ่าง คีนัว หรือ เลือกทานอาหารจำพวกแป้งที่ระบุไว้ว่าปราศจากสารกลูเตน นอกจากนั้นเรายังสามารถเลือกทานอาหารที่ไม่ผ่านการแปรรูป เช่น ผักสด ผลไม้สด เนื้อสัตว์ ถั่วชนิดต่างๆ เป็นการทดแทนได้อีกด้วยค่ะ

รักวัวให้ผูก .. รักลูกต้องทำอย่างไร

เลี้ยงลูก.jpg
รักวัวให้ผูก .. รักลูกให้ตี .. คำโบราณที่สอนกันไว้… จริงหรือไม่

สำหรับการเลี้ยงลูก ทุกๆ สิ่งที่เรากำลังหยิบยื่นให้พวกเขา ไม่ว่าจะเป็นพฤติกรรมของคุณพ่อคุณแม่เอง การเลี้ยงดู การอบรม การเรียน ทุกๆ สิ่งกำลังบ่มเพาะ และสร้างตัวตนให้กับเด็กๆ ให้พวกเขาค่อยๆ ซึมซับไปทีละน้อย เหมือนกับการปลูกต้นไม้นั่นล่ะค่ะ
วันนี้ ลองมาดูกันคะว่าคุณพ่อคุณแม่กำลังเลี้ยงลูกด้วยวิธีการแบบไหนกันอยู่ และเรากำลังบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์ชนิดไหนไว้ในคัวเค้ากันบ้าง

นพ.กิจจา ฤดีขจร จาก ศูนย์การแพทย์นวบุตรสตรีและเด็ก กล่าวถึงเรื่องการเลี้ยงดูของผู้ปกครองที่มีผลต่อพฤติกรรม และอารมณ์ของเด็กๆ ไว้ตามนี้ค่ะ

การเลี้ยงดูแบบดูแลเอาใจใส่ หรือประชาธิปไตย
การเลี้ยงดูในแบบที่ให้เวลา ให้ความรักความอบอุ่นแก่เด็ก การจะทำสิ่งใดจะใช้การพูดคุย ให้เหตุผลในการทำให้เด็กเชื่อฟังและปฏิบัติตามความต้องการของคุณพ่อคุณแม่ รับฟัง ยอมรับ และตอบสนองความต้องการของเด็กๆ ให้ความสำคัญกับคำพูด ความคิดเห็นของพวกเขา เมื่อเขามีเหตุผล หรือมีความคิดเห็นโต้แย้งในแบบของเด็ก
สนับสนุนให้เด็กๆ มีความเป็นตัวของตัวเอง เปิดโอกาสให้เด็กๆ มีส่วนร่วมในการตัดสิน และ คุณพ่อคุณแม่ก็ต้องเคารพการตัดสินใจของพวกเขา รวมทั้งกระตุ้นให้เด็กมีพัฒนาการที่เหมาะสมกับวุฒิภาวะ
เมล็ดพันธุ์ที่เติบโตจากการบ่มเพาะแบบนี้จะทำให้เด็กสามารถปรับตัวในสถานการณ์ต่างๆ ได้ดี เห็นคุณค่าในตนเอง ควบคุมตนเองได้ดี มีวินัย มีวุฒิภาวะ มีความอดทน มั่นใจในตนเอง มีความคิดสร้างสรรค์ มีความรับผิดชอบ และมองโลกในแง่ดีค่ะ

การเลี้ยงดูแบบใช้อำนาจควบคุม
คุณพ่อคุณแม่เป็นเหมือนนักปกครอง มักเป็นผู้กำหนดกฎเกณฑ์ในทุกๆ เรื่อง และมักจะใช้อำนาจสั่งให้เด็กทำตามความคิดเห็นของตน ไม่ตอบสนองความต้องการของเด็ก ไม่รับฟังความเห็น ไม่อธิบายเหตุผลในการสร้างกฎเกณฑ์ต่างๆ ของตนเอง และจะมีบทลงโทษเมื่อเด็กไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง
เมล็ดพันธุ์ที่เติบโตจากการบ่มเพาะแบบนี้จะทำให้เด็กมีความภูมิใจต่ำ ไม่ค่อยมั่นใจในตนเอง อารมณ์ไม่มั่นคง วุฒิภาวะ ทักษะทางสังคมต่ำ ปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนไม่ดี มีปัญหาในการปรับตัวเข้ากับสิ่งต่างๆ แต่จะมีลักษณะที่ดีบางประการคือ มีการควบคุมตนเองสูง มีวินัยสูง และมีความซื่อสัตย์สูงค่ะ

การเลี้ยงดูแบบรักตามใจ
คุณพ่อคุณแม่รักมาก ทุ่มเทให้ทุกสิ่งตามที่เด็กๆ ต้องการ ไม่มีการควบคุมหรือบังคับเด็กเลย ปล่อยให้เด็กทำตามความต้องการโดยไม่กำหนดขอบเขต
เมล็ดพันธุ์ที่เติบโตจากการบ่มเพาะแบบนี้จะทำให้เด็กๆ เอาแต่ใจตัวเอง ดื้อรั้น ไม่เชื่อฟัง ขาดการควบคุมตนเอง ขาดระเบียบวินัย มีความรับผิดชอบต่ำ มีแนวโน้มก้าวร้าว ขาดวุฒิภาวะ และมีปัญหาในการปรับตัว แต่ก็จะมีลักษณะที่ดีบางประการคือ เด็กเห็นคุณค่าในตนเอง และมีทักษะทางสังคม

การเลี้ยงดูแบบทอดทิ้งหรือปล่อยปละละเลย
คุณพ่อคุณแม่ทีมักจะเพิกเฉย ไม่สนใจ ไม่เอาใจใส่เด็ก ไม่ควบคุม ไม่ตอบสนองความต้องการของเด็ก
เมล็ดพันธุ์ที่เติบโตจากการบ่มเพาะแบบนี้จะทำให้เด็กขาดความสามารถในการปรับตัว ขาดวุฒิภาวะ ไม่เห็นคุณค่าในตนเอง ขาด แรงจูงใจ มองโลกในแง่ร้าย ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง และมักต่อต้านสังคม

เด็กๆ ก็เหมือนภาพสะท้อนความสัมพันธ์ ความรัก ความอบอุ่นในครอบครัว ว่าพวกเขาเติบโตขึ้นมาในสภาวะแวดล้อมแบบไหน ดังนั้นการเลี้ยงดูพวกเขา หยิบยื่นสิ่งที่ดี สิ่งที่เมาะสมกับพวกเขาตั้งแต่เด็กจึงเป็นสิ่งที่สำคัญกับพวกเขาเป็นอย่างยิ่ง “เวลา ความรัก ความเข้าใจ” จึงเป็นเหมือนหัวใจในการเลี้ยงดูเด็กๆ ให้เติบโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ที่มีวุฒิภาวะ และอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขค่ะ