เลิกด่วน … 7 พฤติกรรมทำร้ายกระดูกสันหลัง

cross.png
กระดูกในร่างกายเรามีทั้งหมด 206 ชิ้น ที่เป็นโครงสร้างของร่างกาย และทำหน้าที่ปกป้องอวัยวะภายในต่างๆ ไขกระดูกบางชนิดจะช่วยผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดงและเซลล์เม็ดเลือดขาว และเส้นเอ็นจะเป็นตัวเชื่อมโยงเนื้อเยื่อต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน ทุกส่วนล้วนทำงานอย่างสัมพันธ์กัน ซึ่งเมื่อส่วนหนึ่งส่วนใดบกพร่อง ย่อมกระทบส่วนอื่นๆ ไปด้วยค่ะ
สำหรับกระดูกสันหลัง นอกจากเป็นโครงสร้างแข็งแรงที่ปกป้องแกนของไขสันหลังแล้ว ยังทำหน้าที่เป็นจุดเกาะของกล้ามเนื้อของหลัง และยังเชื่อมต่อกับกะโหลกศีรษะ กระดูกสะบัก กระดูกเชิงกราน และกระดูกซี่โครง อีกด้วย

สำคัญขนาดนี่ วันนี้เลยอยากจะชวนทุกคนมาดูแลกระดูกสันหลังกันซักหน่อย เริ่มต้นจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เคยชินที่จะทำร้ายกระดูกสันหลังของเราอย่างไม่รู้ตัว
มาดูกันค่ะ ว่าอะไรบ้าง ที่เราควรจะเลิกเพื่อช่วยถนอมรักษากระดูกสันหลังของเรา

  1. นั่งไขว่ห้าง ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ คุณสาวๆ อย่านั่งไข่วห้างเลยค่ะ ถึงนั่งแล้วจะได้สรีระรูปตัวเอส ( s ) ดึงดูดสายตาชวนให้เหลียวมอง แต่สังเกตซักนิดว่าเวลาเรานั่งไขว่ห้างนานๆ เท้าอาจจะเริ่มชาจนต้องสลับข้าง เพราะเลือดเดินไม่สะดวก เวลานั่ง ตัวก็จะตะแคงบิดมาอีกด้านหนึ่ง ยิ่งถ้านั่งเป็นประจำน้ำหนักตัวก็จะทิ้งไปด้านเดียว กระดูกก็จะถูดบิดเป็นประจำทำให้หลังเสียโดยไม่รู้ตัว แนะนำให้นั่งวางเท้าชิดกันเอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง แล้วหันไหล่ตรงก็เป็นท่านั่งที่ทำให้หุ่นดูสวยไม่แพ้กันเลยค่ะ
  2. การกอดอก ถึงมีเรื่องที่ต้องขบคิด เครียด หรือมีเรื่องหนักอก แนะนำว่าอย่าเอามากอดไว้กับอกเลยค่ะ เพราะเวลาที่เรากอดอกนั้น สรีระช่วงบน อย่างสะบัก และหัวไหล่ต้องยืดยาว และค้อมไปด้านหน้า แถมคอก็ยังยืดออกเหมือนเต่า ทำให้ปวดหลังได้แบบไม่รู้ตัว อีกทั้งจะทำให้เลือดยังไปเลี้ยงสมองได้ไม่ดี เกิดอาการปวดหัวได้อีก กอดอก อีกท่วงที่เคยชินแต่อาจทำร้ายหลังแบบไม่รู้ตัวเลย
  3. ท่่ายืนพักขา การยืนพักขาแม้จะจะเป็นท่าที่สบาย แต่ทราบไหมคะว่าการพักขาจะเป็นการทิ้งน้ำหนักให้เป็นภาระด้านกับร่างกายด้านหนึ่ง สะโพกก็จะเอียง กระดูกสันหลังก็โค้งตามไปด้วย ไม่ดีต่อสมดุลของร่างกายอย่างแน่นนอน การยืนที่ดีที่สุดก็เพียงแค่ทิ้งน้ำหนักลงที่ขาทั้ง 2 ข้างเท่าๆ กัน ง่ายๆ แค่นี้เองคะ
  4. นั่งหลังงอ จำไว้ค่ะว่าหลังต้องตรง เหมือนตุ๊กตาหุ่นที่มีใครมาดึงเชือกด้านบนไว้ตลอด บางครั้งการนั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ เราอาจเผลอก้มหน้าไปจนติดจอ หลังค่อม งอ โค้ง ไม่น่าดู ยิ่งนานวันเข้ากระดูกก็จะงอคดตามจนผิดรูป ทำให้เกิดอาการปวดหลังเรื้อรัง แก้ไขได้ยาก ทางที่ดีควรปรับระดับความสูงและความเอียงของจอคอมพิวเตอร์ให้เหมาะสม และเตือนตัวเองไว้เสมอๆ ให้นั่งหลังตรงตลอดเวลาค่ะ
  5. นั่งเก้าอี้หมิ่นๆ จะเพราะกระโปรงสั้น หรือเก้าอี้สูงนั่งไม่สบาย ทำให้สาวๆ บางคนต้องนั่งหมิ่นๆ แต่รู้ไหมคะว่ากล้ามเนื้อหลังต้องทำงานหนักขนาดไหนในการรับน้ำหนัก ลองนึกภาพก็จะเหมือนกับการวางของหนักๆ ไว้บนฐานที่แคบๆ เวลานั่งเก้าอี้จึงควรนั่งแบบเต็มก้นจะดีกว่านะคะ
  6. นอนขดเป็นดักแด้ เวลานอนถือเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายจะพักผ่อนอย่างจริงจัง กล้ามเนื้อทุกส่วนต้องสบาย และการนอนแต่ละครั้ง ร่างกายจะอยู่ในท่าเดิมๆนั้นๆ นานหลายชั่วโมง การนอนขดตัวจะทำให้กระดูกงอโค้ง กล้ามเนื้อบางส่วนเกร็งไม่ได้พักผ่อน คนที่นอนอาจตื่นมาไม่สดชื่นนัก เพราะร่างกายไม่ได้ผ่อนคลายจริงๆ นั่นเองค่ะ ท่านอนที่ดีท่าหนึ่ง คือการนอนตะแคงขวา โดยมีหมอนข้างใบน้อยช่วยรับน้ำหนักของร่างกายบางส่วนค่ะ ท่านอนท่านี้นอกจากจะช่วยป้องกันอาการปวดหลังแล้ว ยังจะทำให้หัวใจทำงานได้สะดวกอีกด้วยค่ะ
  7. ส้นสูง ทราบกันดีอยู่แล้วนะคะ ว่ารองเท้าส้นสูง ถึงใส่แล้วจะดูขายาว หุ่นเพรียวสวย แต่ก็เป็นภัยร้ายแรง ทำให้กระดูกสันหลังช่วงล่างแอ่นมากกว่าปกติ อาการปวดหลังก็ตามมา แนะนำว่า ถ้าเลี่ยงได้ ลองมองหารองเท้าส้นเตี้ยที่ถูกออกแบบมาให้เข้ากับรูปเท้า และรองรับน้ำหนักจากการเดินได้ดีจะดีกว่า

เอาล่ะ รู้จักพฤติกรรมที่เป็นภัยร้ายกับกระดูกสันหลังกันแล้ว มาปรับพฤติกรรมของเราตั้งแต่วันนี้กันดีกว่า เพราะนอกจากจะเป็นการป้องการอาการบาดเจ็บ แล้ว ยังช่วยให้มีบุคลิกภาพที่ดีอีกด้วยค่ะ

Fractional Resurfacing Laser หมดกังวลเรื่องแผลเป็นจากสิว

acne
กว่าจะผ่านช่วงวัยรุ่นกันมา เกือบทุกคนคงจะต้องเคยกลุ้มใจกับเรื่องของสิวกันมาพอสมควร หลายๆ คนโชคดี ที่เจ้าสิวตัวแสบ ไม่ทิ้งร่องรอยเอาไว้บนใบหน้าสวยๆ แต่บ่อยครั้ง ที่สิวในวัยสาว ได้ฝากร่องรอยเอาไว้ให้กลุ้มใจ ดดยเฉพาะในวันสำคัญๆ ที่อยากจะสวยแบบไร้ที่ติกัน

วันนี้ มาทำความรู้จักกับนวัตกรรมเลเซอร์ที่แก้ปัญหาหลุมสิว และหลุมแผลเป็นกันเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำหรับสาวๆ ค่ะ กับเทคโนโลยีที่เรียกว่า “Fractional Resurfacing Laser” การใช้เลเซอร์กรอผิว โดยการยิงลำแสงเลเซอร์ออกมาเป็นลำแสงเล็กๆ เพื่อให้เกิดความร้อน และเจาะทะลุลงไปในชั้นผิวตามแนวลำแสง หลังการยิงเลเซอร์จะเห็นเป็นตารางบนผิวหน้า และผิวหน้าที่โดนเลเซอร์ก็จะตกสะเก็ดเล็กๆ แล้วค่อยๆลอกออกภายใน 2 สัปดาห์ โดยจะมีส่วนของผิวหนังทั้งส่วนที่ถูกแสงเลเซอร์ และ ส่วนที่ไม่ถูกแสงเลเซอร์ ผิวหนังในส่วนที่ไม่ถูกแสงเลเซอร์ จะเป็นเสมือนจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดการสร้างเซลล์ผิวใหม่ไปทดแทน ในขณะที่ส่วนที่ถูกเลเซอร์ก็จะเกิดการฟื้นตัวของผิวอย่างรวดเร็ว

ขั้นตอนการรักษาแผลโดยเทคโนโลยี Fractional Resurfacing Laser สามารถสรุปออกมาเป็นขั้นตอนสำคัญทั้งหมด 3 ขั้นตอนค่ะ ได้แก่ ขั้นตอนแรก การกรอผิว ( Resurfacing ) โดยกรอส่วนบนหรือบริเวณส่วนไหล่ของหลุมสิว หรือร่องของริ้วรอยออก ซึ่งจะทำให้ผิวแลดูเรียบเนียนขึ้นในระดับหนึ่ง ก่อนจะเข้าสู่ขั้นตอนที่สอง คือการกระตุ้นการสร้างเส้นใยคอลลาเจนใหม่ ( Collagen remodeling ) โดยเส้นใยคอลลาเจน จะถูกสร้างขึ้นมาใหม่ ซึ่งจะทำให้หลุมแผลเป็น หรือรอยสิวตื้นขึ้น ดูเรียบเนียนขึ้น และ ขั้นตอนสุดท้าย การทำให้เกิดหดตัวของเส้นใยคอลลาเจน ( Collagen contraction ) ทำให้ความกว้างของหลุมสิวหรือร่องริ้วรอยแคบลง และผิวที่หย่อนคล้อยตึงขึ้น การหดตัวนี้มักเห็นได้ด้วยตาเปล่าในทันทีเลยล่ะค่ะ

Fractional Resurfacing Laser เป็นนวัตกรรมการใช้แสงเลเซอร์เพื่อช่วยรักษาปัญหาหลุมสิว หลุมแผลเป็นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่นอกจากจะทำให้คุณมีที่ผิวเรียบเนียนแล้ว ยังจะได้ผิวที่กระชับ และรูขุมขนที่เล็กลงเป็นของแถมอีกด้วยค่ะ

รู้ไว้ ก่อนไปฉีดฟิลเลอร์

filler2
สาวๆ ส่วนใหญ่ ยังเข้าใจเรื่องฟิลเลอร์กันแบบผิวเผิน หรือบางคนแทบไม่รู้เลยว่าฟิลเลอร์กับโบทอกซ์ต่างกันอย่างไร หรือบางคนก็คิดว่าฟิลเลอร์ฉีดที่ไหนก็ได้ และไปฉีดกับคนที่ไม่ใช่แพทย์ เช่น หมอกระเป๋าทั้งหลาย หรือบุคคลากรอื่นที่เคยทำงานร่วมกับแพทย์ก็ได้ เพราะราคาถูกกว่า จึงมักจะทำให้เกิดปัญหา หรือมีผลข้างเคียงมากมายตามที่ปรากฏตามสื่อต่างๆ
ก่อนตัดสินใจเลือกฉีดฟิลเลอร์ วันนี้มาทำความรู้จักกับฟิลเลอร์กันซักหน่อยดีกว่าค่ะ
💉 การฉีดฟิลเลอร์แตกต่างจากการฉีดโบทอกซ์อย่างไร
จริงๆ แล้วฟิลเลอร์ (Fillers) แปลว่าสารเติมเต็ม ความหมายก็ตามนั้นค่ะ คือการฉีดสารให้เต็มในส่วนที่พร่องไป พูดง่ายๆ การฉีดฟิลเลอร์คือการฉีดสารเข้าสู่ร่างกาย เพื่อจะลดปัญหาจากเนื้อหรือคอลลาเจนตามธรรมชาติของร่างกายที่ลดลง ( Volumn loss ) ซึ่งมักจะเกิดเมื่อเรามีอายุมากขึ้น หรือในบางกรณีสำหรับบางคนที่มีปัญหา อยากเพิ่ม อยากเติมบางจุดให้ดูอวบอิ่มขึ้นจากของเดิมที่ไม่มี เช่นการฉีดฟิลเลอร์เติมร่องแก้มที่ลึก การฉีดฟิลเลอร์ร่องตาที่ลึก การฉีดฟิลเลอร์เสริมดั้งจมูก การฉีดฟิลเลอร์ให้ริมฝีปากอวบอิ่ม การฉีดฟิลเลอร์เสริมคาง ซึ่งความลึกตื้นในการฉีดส่วนใหญ่จะฉีดในชั้นหนังแท้ (Dermis) เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งอยู่เหนือชั้นไขมัน และกล้ามเนื้อ จึงแตกต่างจากโบทอกซ์ ตรงที่โบทอกซ์จะฉีดในชั้นกล้ามเนื้อ เพื่อลดการทำงานของกล้ามเนื้อที่เราไม่ต้องการ เช่น ลดริ้วรอยจากการขยับของตีนกาเวลายิ้ม รอยย่นบนหน้าผาก รอยย่นเวลาขมวดคิ้ว หรือฉีดให้หน้าเรียวเล็กสำหรับผู้ที่มีกรามใหญ่
👨👩👧👦 ฟิลเลอร์สามารถฉีดได้กับทุกคนหรือไม่
ฟิลเลอร์ไม่สามารถจะฉีดได้กับทุกคนค่ะ สตรีมีครรภ์ ผู้ที่ให้นมบุตร ผู้ที่มีปัญหาเลือดออกแล้วหยุดยาก มีแผลฟกช้ำง่าย ควรเลี่ยงการฉีดฟิลเลอร์ค่ะ ที่สำคัญผู้ที่แพ้สารไฮยา ฉีดไ่ม่ได้เด็ดขาด ส่วนอีกกลุ่มคือกลุ่มที่มีความหย่อนคล้อยมากๆ มีผิวหน้าบาง พวกนี้ต้องระวัง และเลือกชนิดฟิลเลอร์ที่ละเอียด เพราะเสี่ยงต่อการที่ฟิลเลอร์เกาะตัวเป็นก้อน ดูไม่เป็นธรรมชาติได้ และสุดท้ายผู้ที่ที่เป็นเริม หรืองูสวัดอยู่ การฉีดฟิลเลอร์อาจจะทำให้อาการกำเริบมากขึ้นได้ แต่ในกรณีที่เคยเป็นและหายแล้ว ฉีดได้ไม่มีปัญหาค่ะ
สำหรับข้อควรระวัง และผลข้างเคียงจากการฉีดสารเติมเต็ม พอจะสรุปได้ตามนี้เลยค่ะ
1. ฉีดไม่ถูกตำแหน่ง เช่นฉีดตื้นหรือลึกเกินไป ทำให้ไม่ได้ผล
2. ถ้าเกิดฉีดฟิลเลอร์เติมร่องใต้ตา แล้วเกิดไปอุดตันทางเดินน้ำเหลือง จะทำให้ตาดูบวมๆคล้ายถุงใต้ตา
3. เป็นก้อนๆหรือตะปุ่มตะป่ำ อันนี้พบได้บ่อย โดยเฉพาะบริเวณร่องแก้มหรือใต้ตาที่ฉีดตื้นเกินไป
4. บริเวณที่ฉีดมีเส้นเลือดฝอยแดงเกิดขึ้น เป็นผลจากอนุภาคสารเติมเต็มไปอุดตันเส้นเลือดฝอยในจุดนั้น มักพบได้บ่อยในกรณีที่ต้องการฉีดเสริมปลายจมูก
5. เนื้อเยื่อข้างเคียงตาย จากการที่อนุภาคของสารเติมเต็มไปอุดตันเส้นเลือดขนาดกลาง พบได้บริเวณข้างและปีกจมูกจากการเติมร่องแก้มหรือการฉีดเสริมจมูก
6. เกิดการอักเสบติดเชื้อ พบได้บ่อยมากขึ้นในกรณีที่ฉีดเติมปลายจมูกให้ยาวขึ้นหรือเพื่อเป็นหยดน้ำใน จมูกที่มีแท่งซิลิโคนอยู่แล้ว กรณีนี้ต้องถอดแท่งซิิลิโคนออกเท่านั้นจึงจะดีขึ้น
7. จมูกโตขึ้นเรื่อยๆ มักพบในคนที่ฉีดสารเติมเต็มหลายๆครั้ง
8. ตาบอด อันนี้สาหัสสุด มักเกิดจากการฉีดเสริมจมูกอย่างผิดวิธีทำให้อนุภาคของสารเติมเต็มหลุดเข้าไป อุดตันเส้นเลือดที่ดวงตา ซึ่งเราคงเคยได้ข่าวมาบ้างแล้วในเมืองไทย
⛔️ข้อห้าม และการปฏิบัติตัวหลังการ ฉีด Filler
1. ห้ามนอนราบ 3 ชั่วโมง
2. ข้อห้ามภายใน 2 วันควรเลี่ยงยาหรือสารที่อาจจะมีผลต่อการฟกช้ำได้ง่าย เช่นยากลุ่ม Aspirin, ยาแก้ปวดข้อบางชนิด เช่น Brufen, Voltaren วิตามินอี หรือแอลกอฮอล์ อย่างน้อย 24 ชม รวมถึงควรงดการออกกำลังกาย และการเข้าซาวน่า
3. ข้อห้ามภายใน 2 อาทิตย์ ห้ามโดนความร้อน หรือ ทำเลเซอร์ รวมถึงทรีตเม้นต์ ที่มีความร้อน เช่น RF ยกกระชับ ทำ IPL ทำ Fractional Laser Co2 กรอผิว ทำ AHA ลอกหน้า รวมถึงการใช้ไดร์เป่าผม เข้าซาวน่า อบไอน้ำ เพราะความร้อนจะทำให้ฟิลเลอร์สลายเร็วขึ้น
4. ดื่มน้ำมากๆ เพราะจะช่วยให้ฟิลเลอร์คงสภาพได้นานขึ้น เนื่องจากฟิลเลอร์เป็นสารที่อุ้มเก็บกักน้ำได้ค่อนข้างดีค่ะ
เอาล่ะค่ะ รู้จักกับฟิลเลอร์กันพอสมควรแล้ว ก่อนตัดสินใจไปฉีดฟิลเลอร์ที่ไหน อย่าลืมตรวจสอบมาตรฐานและความน่าเชื่อถือของผู้ให้บริการด้วยนะคะ เพราะเรื่องเล็กๆ เกี่ยวกับความงามอย่างฟิลเลอร์นี่ล่ะค่ะ ถ้าเผลอไปใช้บริการจากหมอกระเป๋า หรือคลินิคที่ไม่ได้มาตรฐาน ก็อาจจะบานปลายกลายเป็นปัญหาให้ต้องปวดหัวกันได้เลยทีเดียว

Food Enzymes คืออะไร

fruit.jpg
เอนไซม์ (Enzyme) คือสารที่ทำหน้าที่เป็นตัวเร่งการทำงานของระบบต่างๆ ที่อยู่ในร่างกายของเรา เป็นเสมือนตัวตั้งต้นของภูมิคุ้มกันในร่างกาย ถ้าร่างกายของเรามีปริมาณเอนไซม์ที่ไม่สมดุล จนถึงขั้นขาดเอนไซม์เมื่อไร ก็จะส่งผลกระทบต่อการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกายทันที ตั้งแต่ระบบการย่อยอาหาร ระบบการเผาผลาญอาหาร ระบบการขับถ่าย ระบบการให้พลังงานกับร่างกาย ระบบภูมิคุ้มกัน รวมไปถึงระบบการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ

ก่อนอื่นมาทำความรู้จักกับประเภทของเอนไซม์กันซักหน่อยก่อนดีกว่าค่ะ

Metabolic Enzyme เราอาจจะเข้าใจว่า Metabolic Enzyme เป็นเพียงเอ็นไซม์ที่ช่วยในการเผาผลาญ และให้พลังงานกับร่างกาย แต่จริงๆ แล้ว นอกจากจะช่วยเผาผลาญอาหารแล้ว เอนไซม์ประเภทนี้ยังช่วยสร้างพลังงาน สร้างภูมิต้านทาน ทำให้ร่างกายของเราเจริญเติบโต รวมทั้งช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ทั้งยังช่วยต้านทานโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ อีกด้วย

Digestive Enzyme เป็นเอนไซม์ที่ช่วยในเรื่องการย่อยอาหาร และเป็นเอนไซม์ที่ร่างกายของเราสามารถผลิตขึ้นมาได้เอง โดยตับอ่อนจะรับหน้าที่ในการผลิตเอนไซม์ส่วนนี้ เพื่อย่อยอาหาร และดูดซึมสารอาหารที่เรารับประทานเข้าไป ทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่มีคุณค่า

Food Enzyme เป็นเอนไซม์ที่ได้จากอาหาร พบได้ในอาหารสด อาหารที่ไม่ผ่านการปรุง แบ่งเป็น เอนไซม์จากพืช (Plant Enzyme) และ เอนไซม์จากสัตว์ (Animal Enzyme) ซึ่งการประกอบอาหารโดยนำไปผ่านความร้อนจะทำลายเอนไซม์เหล่านี้ไป

Food Enzyme เป็นเอนไซม์ที่ได้จากอาหารที่เราทานเข้าไป แม้ว่าร่างกายของเราจะผลิตเอนไซม์ได้ แต่ก็ผลิตได้เพียงในระดับหนึ่ง ไม่เพียงพอกับความต้องการ โดยเฉพาะในปัจจุบัน เรามักบริโภคอาหารที่ไม่เหลือเอนไซม์แล้ว เช่น อาหารที่ปรุงแต่งด้วยสารเคมี อาหารฟาสต์ฟู้ด อาหารที่ผ่านความร้อนนานๆ อาหารแช่แข็ง อาหารที่เก็บไว้เป็นเวลานาน รวมถึงการดื่มแอลกอฮอล์ การรับประทานยา พฤติกรรมการบริโภคเช่นนี้ นอกจากเราจะไม่ได้รับเอนไซม์แล้ว ร่างกายยังต้องใช้เอนไซม์ที่มีอยู่ในการย่อยอาหารเหล่านี้ และการผลิตเอนไซม์ของร่างกายก็จะถดถอยลงไปอีกด้วย ทำให้ร่างกายเสื้อมสภาพ แก่เร็ว หรือเป็นโรคต่างๆ ได้ง่าย

เอนไซม์ที่เราสามารถรับได้จากภายนอกนั้น ส่วนใหญ่จะอยู่ในผัก และผลไม้ต่างๆ รวมทั้งเนื้อสัตว์ด้วย โดยผัก และผลไม้จะต้องยังคงความสด ไม่ผ่านกระบวนการปรุงด้วยความร้อน เพราะ เนื้อสัตว์ ผัก หรือผลไม้ เมื่อผ่านความร้อนก็จะทำให้เอนไซม์ลดน้อยลง โดยในส่วนของผักและผลไม้นั้น เมื่อเก็บเกี่ยวจากต้นใหม่ๆ จะมีเอนไซม์อยู่เป็นจำนวนมาก ทว่ายิ่งเก็บไว้นานเท่าใด เอนไซม์เหล่านั้นก็จะค่อยๆ ลดลงไปอย่างรวดเร็ว นอกจากนั้น สารเคมี ยาฆ่าแมลง ยังเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ปริมาณเอนไซม์ในพืชผักลดลง

ดังนั้นหากต้องการอาหารที่อุดมด้วยเอนไซม์ จึงควรเลือกอาหารที่สด ใหม่ ปราศจากสารเคมี รวมทั้งไม่ผ่านความร้อนนั่นเองค่ะ และนี่คือที่มาของทางอาหารประเภท Raw Food และ Vegan Food ซึ่งเป็นเหมือนทางออกของการเติมเอนไซม์ เป็นทางเลือกของอาหารที่ดี และเป็นประโยชน์มากๆ ให้กับร่างกายของเรานั่นเองล่ะค่ะ