ผักสลัด ทางเลือกของคนรักสุขภาพ

salad.jpeg
หากจะเอ่ยถึงเมนูสำหรับคนรักสุขภาพ คงหนีไม่พ้น “สลัด” ที่ปรุงจากผักสลัดชนิดต่างๆ
แต่เดี๋ยวนี้ผักสลัดก็มีให้เลือกกันมากมายเหลือเกิน ทั้งสลัดใบเขียวอ่อน เขียวเข้ม สีแดงๆ หน่อย ผักสลัดเหล่านี้ บางครั้งก็ไปเป็นเครื่องเคียงในอาหารจานโปรด บางครั้งก็ไปเป็นพระเอกในจานสลัด กับน้ำสลัดที่มีให้เลือกกันตั้งมากมายหลายชนิด
หลายคนทานแล้วติดอกติดใจ แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่า ผักสลัดแต่ละชนิดนี่เค้ามีชื่อเรียกว่าอะไรกันบ้าง แล้วมีประโยชน์อย่างไรกันบ้าง

วันนี้มีข้อมูลความรู้ดีๆ เกี่ยวกับผักสลัดชนิดต่างๆ มาฝากกันค่ะ

กรีนโอ๊ค (Green Oak)
ผักชนิดนี้จะเป็นรูปทรงพุ่มๆ ใบหยัก มีสีเขียว ใบจะนิ่มๆ อ่อนๆ ฟูๆ จับแล้วจะนุ่มมือ คล้ายๆ กับผักกาดหอมบ้านเรา เดิมกรีนโอ๊คเป็นผักที่ปลูกในต่างประเทศ ต่อมา มีการนำเข้าเมล็ดพันธุ์จากประเทศฮอลแลนด์ เข้ามาในประเทศไทย จนทุกวันนี้มีการปลูกกันอย่างแพร่หลายจนเป็นหนึ่งในผักยอดนิยมของคนรักผัก ก็เพราะความนุ่มของใบที่ทำให้ซึมซับน้ำสลัดได้ง่าย เมื่อเอามาปรุงจึงได้รสชาติที่อร่อย รับประทานได้ง่าย
ประโยชน์เด่นๆ ของกรีนโอ๊ค คือการช่วยในเรื่องของการสร้างเม็ดเลือด บำรุงสายตา อุดมไปด้วยวิตามิน และเอนไซม์ที่มีประโยชน์ เราสามารถนำกรีนโอ๊คไปทานคู่กับเมนูที่หลากหลาย อย่างเช่น นำไปทำเป็นซุชิ พล่า ก็ได้ค่ะ

เรดโอ๊ค (Red Oak)
ชื่อคล้ายๆ กับกรีนโอ๊ค นั่นเป็นเพราะรูปทรงที่คล้ายๆ กัน จะแตกต่างกันก็ที่สีสันของผักทั้งสองชนิด เรดโอ๊คจะมีสีแดงเข้มบริเวณขอบใบ และกลางใบจะมีสีเขียวเข้ม ใบหยักนุ่ม และเป็นพุ่มฟู เนื้อค่อนข้างนุ่มเช่นกัน จึงเหมาะกับการรับประทานสดๆ
ประโยชน์ของเรดโอ๊คมีอยู่มากมาย เนื่องจากมีกากใยที่สูง จึงช่วยล้างผนังลำไส้ให้สะอาด ช่วยกำจัดไขมัน ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งลำไส้ นอกจากนั้นยังอุดมไปด้วยวิตามิน ช่วยป้องกันการเกิดโรคปากนกกระจอก สำหรับการนำไปปรุงอาหารนั้น ด้วยความที่เรดโอ๊คมีลักษณะใบที่อ่อนนุ่ม จึงเหมาะกับการทานสดๆ คู่กับน้ำพริก สลัด หรือเมนูยำง่ายๆ ที่ไม่ผ่านความร้อนสูง เพื่อรักษาคุณค่าที่ดีจากธรรมชาติเอาไว้

เรดคอรัล (Red coral)
หลายๆ คนแทบจะแยกไม่ออกระหว่าง เรดโอ๊ค กับ เรดคอรัล เพราะสีแดงๆ ที่สดใสไม่ต่างกันเท่าไรนัก แต่ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นว่าเจ้าเรดคอรัลนี้จะมีลักษณะใบที่หยัก และฟูมากกว่าเรดโอ๊ค มองไปมองมาก็คล้ายๆ กับปะการัง สมกับชื่อของเขาเลยล่ะ
รสชาติของเรดคอรัลนั้นจะออกหวานนิดๆ กรอบหน่อยๆ ต่างจากเรดโอ๊คที่จะมีรสขมนิดหน่อย เรดคอรัลจึงทานง่ายกว่า โดยเฉพาะกับเด็กๆ ค่ะ
เรดคอรัลมีปริมาณกากใยอาหารที่สูง จึงช่วยในเรื่องของการขับถ่ายของเสีย ทั้งช่วยล้างผนังลำไส้ กำจัดไขมัน ต้านอนุมูลิสระ ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งลำไส้ ทั้งยังให้วิตามินซีสูง ช่วยป้องกันอาหารหวัด นอกจากนั้น สารอาหารที่มีประโยชน์มากมายของเรดคอรัล ยังช่วยป้องกันโรคโลหิตจางอีกด้วย
เรดคอรัลเหมาะกับการนำไปทำเป็นเป็นสีสันให้จานสลัดดูน่าทานขึ้นจากสีแดงๆ สดใส นอกจากนั้นยังสามารถนำไปทำยำ หรือเป็นผักเครื่องเคียงกับเมนูต่างๆ ได้ตามใจชอบเลยล่ะค่ะ

บัตเตอร์เฮด (Butter head)
ผักที่มีรอยหยักสวยๆ เหมือนกับกลีบของดอกไม้สีเขียวที่เบ่งบาน ถ้าใครได้ลองปลูกบัตเตอร์เฮดไว้ที่บ้านอาจจะไม่อยากตัดมารับประทานกันสักเท่าไร ก็เพราะเสียดายในความสวยนี่ล่ะค่ะ
บัตเตอร์เฮดมีใบมน เนื้อนุ่ม ตรงกลางอัดแน่นเนื่องจากเป็นใจผัก รสชาติออกหวาน กรอบ ไม่ขม มีประโยชน์มากมาย ทั้งช่วยบำรุงสายตา บำรุงเส้นผม บำรุงระบบประสาท บำรุงกล้ามเนื้อ บำรุงผิว ช่วยลดครอเลสเตอรอล นำไปปรุงอาหารได้หลากหลายเมนู อย่างเช่น นำไปทำแกงจืดบัตเตอร์เฮด หรือใช้ใบที่หนาสักนิดนำไปห่อเมี่ยงคำ นำไปลงกระทะผัดร้อนๆ หรือจะใส่ในแกงส้ม ต้มยำก็อร่อยค่ะ

คอส (Cos)
หลายๆ คนติดใจผักชนิดนี้ คงเพราะชื่อจำง่าย หน้าตาก็แปลกแยกไม่เหมือนผักสลัดชนิดอื่นมากนัก โดยเฉพาะถ้าใครชอบทานซีซาร์สลัดก็คงจะรักผักคอสไปโดยปริยาย กับความกรอบอร่อย ที่ยิ่งทานก็ยิ่งติดใจล่ะค่ะ
คอสมีใบที่เรียวยาว สีเขียวเข้ม ทรงสูง ด้วยความที่เป็นผักเนื้อกรอบ รสชาติออกหวานหน่อยๆ และไม่มีกลิ่นรบกวนสำหรับผู้ที่ไม่ชอบกลิ่นเหม็นเขียวของผัก คอสจึงเข้ามาครองใจคนรักสุขภาพได้ง่ายๆ
ประโยชน์ของผักชนิดนี้มีมากมายเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นวิตามิน และธาตุเหล็กที่มีอยู่สูง ช่วยเพิ่มประมาณเม็ดเลือดแดงในร่างกาย เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นโรคโลหิตจาง และคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ นอกจากนั้น คอส ยังมีปริมาณคาร์โบไฮเดรตน้อย เหมาะกับผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน มีกากใยสูงช่วยในเรื่องของระบบขับถ่าย และการขับของเสียออกจากลำไส้ อีกด้วยค่ะ

รู้จักผักสลัดชนิดต่างๆ กันมาพอสมควรแล้ว ถ้าใครยังนึกไม่ออกว่าจะหยิบเจ้าผักสลัดชนิดต่างๆ ไปปรุงเป็นเมนูอะไรดี แนะนำว่าให้ลองหยิบจานสลัดใบใหญ่มาซักใบ ล้างผักให้สะอาด จัดวางผักสดๆ ใส่จาน โรยหน้าด้วยน้ำสลัดที่ถูกใจ ทานคู่กับน้ำผลไม้เย็นๆ ซักแก้ว ง่ายๆ เพียงแค่นี้ ก็ทั้งอร่อย ทั้งได้ประโยชน์กันแล้วล่ะค่ะ ^^

ลดคอเรสเตอรอล เพื่อสุขภาพที่ดีขึ้น

choles.jpg
ทุกคนคงจะพอคุ้นเคยกับคอเรสเตอรอลกันพอสมควร ก็เจ้าคอเรสเตอรอลนี่ล่ะค่ะ ที่อาจเป็นสาเหตุให้เกิดโรคที่อันตรายถึงชีวิตกันได้หลายอย่างเลย โดยหากร่างกายของเรามีคอเรสเตอรอลสูง ก็จะเป็นสาเหตุทำให้ไขมันไปสะสมอยู่ตามผนังหลอดเลือดต่างๆ ทำให้เลือดไหนผ่านได้ยากขึ้น หากเป็นหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ ก็จะทำให้เสี่ยงต่อโรคหัวใจล้มเหลว และหากเป็นหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง ก็อาจก่อให้เกิดคามเสี่ยงต่อโรคเส้นโลหิตในสมองแตก หรือเกิดภาวะเส้นเลือดสมองอุดตันได้

วิธีการดูแลสุขภาพ เพื่อลดความเสี่ยงจากการมีคอเรสเตอรอลสูง ทำได้ไม่ยาก ที่สำคัญคงจะเป็นเรื่องของโภชนาการค่ะ  การระมัดระวังในเรื่องของคอเรสเตอรอลนั้น แนะนำว่า ในแต่ละวัน เราควรบริโภคอาหารที่ปรุงด้วยไขมันไม่เกิน 5-7 ช้อนชา ทานผัก และผลไม้สด ให้มากขึ้น และเลือกทานเนื้อปลา แทนที่เนื้อสัตว์ชนิดอื่นที่มีไขมันสูง ที่สำคัญ ควรออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ เพื่อให้ร่างกายสร้างไขมันประเภท HDL ขึ้นมาให้มากขึ้น เป็นตัวช่วยในการขจัดไขมันตัวร้ายออกจากร่างกายของเราค่ะ

สำหรับผู้ที่เริ่มมีปัญหาคอเรสเตอรอลสูง โดยทั่วไป อาจจะมีทางเลือกสองอย่าง คือการใช้ยาตามคำสั่งแพทย์ ซึ่งก็มักจะเป็นยาในกลุ่มสแตติน หรืออีกทางเลือกหนึ่ง คือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้ชีวิตของเราเองค่ะ วิธีหลังนี้ นอกจากจะไม่ต้องง้อยาแล้ว ยังจะช่วยให้สุขภาพดีขึ้นในส่วนอื่นๆ อีกด้วย
มาดูกันค่ะ ว่าการดูแลสุขภาพ สำหรับผู้ที่มีคอเรสเตอรอลสูง โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมนั้นมีอะไรบ้าง

อย่างแรก ลองลดน้ำหนักดูค่ะ การลดน้ำหนักลง 5-10% จะมีผลต่ออัตราการลดลงของคอเรสเตอรอลในเลือดอย่างมีนัยเลยทีเดียว ควบคุมปริมาณอาหาร ลดแป้ง ไขมัน และน้ำตาล ให้พอเหมาะกับปริมาณพลังงานที่ร่างกายต้องใช้จากกิจกรรมในแต่ละวัน  และออกกำลังกายสม่ำเสมอ เท่านี้ เดี๋ยวน้ำหนักก็จะเริ่มลดลงแล้วค่ะ

อย่างที่สอง เลือกทานอาหาร ผู้ที่มีคอเรสเตอรอลสูง ควรหลีกเลี่ยงการทานไขมันประเภทอิ่มตัว เปลี่ยนเป็นการทาน ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว ที่ได้จาก น้ำมันมะกอก ,ถั่วลิสง และน้ำมันคาโนลา เป็นต้น หลีกเลี่ยงของทอด หรืออาหารที่มีไขมันสูง อาหารทะเลที่มีคอเรสเตอรอลสูง เครื่องในสัตว์ เนื้อสัตว์ที่มีไขมันสูง และเปลี่ยนมาทานเนื้อปลา ผัก และผลไม้ ให้มากขึ้น

อย่างที่สาม ออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ การออกกำลังกาย นอกจากจะทำให้ร่างกายสร้างไขมันประเภท HDL มากขึ้นแล้ว ยังทำให้ระบบต่างๆ ของร่างกายทำงานได้เต็มประสิทธิภาพขึ้นอีกด้วย สำหรับผู้ที่มีคอเรสเตอรอลสูง ควรออกกำลังกายอย่างน้อย สัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง ครั้งละไม่น้อยกว่า 30 นาที โดยเลือกการออกกำลังกายให้เหมาะสมกับสภาพร่างกาย ทางเลือกดีๆ ของการออกกำลังกายมีหลายอย่างเลยค่ะ ทั้งการเดิน การปั่นจักรยาน หรือการว่ายน้ำ เหล่านี้ เป็นการออกกำลังกายที่มีการกระเทือนต่อร่างกาย และเสี่ยงต่ออาการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อและกระดูกน้อยกว่าการออกกำลังประเภทอื่นๆ

อย่างสุดท้าย พักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำให้มากขึ้น และพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ เพราะการรักษาร่างกายให้แข็งแรง ได้รับการพักผ่อนให้เพียงพอ จะเป็นการทำให้ระบบต่างๆ ของร่างกายมีความสมดุล มีผลต่อการสร้างเคมี และการรักษาฟื้นฟูตัวเองของร่างกายเรา ทั้งการตรวจสุขภาพ เพื่อให้รู้ถึงสภาพของร่างกายเรา ยังเป็นการดูแลสุขภาพในองค์รวมเพื่อให้เรารู้ถึงอาการผิดปกติ หรือความไม่สมดุลที่อาจเกิดขึ้นตั้งแต่เนิ่นๆ ค่ะ

น้ำตาล ความหวานที่แอบร้ายกว่าที่คิด

sugar.jpg
วันนี้ ใครที่มีน้ำหนักเกิน พยายามลดเท่าไหร่ก็ไม่ได้ผล ต้องอ่านเรื่องนี้เลยค่ะ.. เรื่องของน้ำตาล

แม้ว่าน้ำตาลโดยตัวเองจะไม่ได้ให้โทษกับร่างกาย แต่ก็หมายความว่า การบริโภคน้ำตาลนั้นจะต้องอยู่ในปริมาณที่เหมาะสม ไม่มากจนเกินไป เพราะน้ำตาล เป็นแหล่งอาหารประเภทพลังงาน เช่นเดียวกับคาร์โบไฮเดรต หรืออาหารจำพวกแป้งต่างๆ ซึ่งหากได้รับในปริมาณที่มากจนเกินจากที่ร่างกายจำเป็นต้องใช้ ร่างกายของเราก็จะมีกระบวนการเปลี่ยนแป้งให้ไปอยู่ในรูปของไขมัน โดยการทำงานของฮอร์โมนอินซูลินเป็นกลไกหลัก

การได้รับน้ำตาลในปริมาณที่มากจนเกินไปนี่ล่ะค่ะ ที่จะส่งผล ในด้านต่างๆ นอกเหนือจากเรื่องของไขมัน น้ำหนักส่วนเกิน ไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์สูง ที่ส่งผลในอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ และหลอดเลือดแล้ว อันตรายที่เกิดขึ้นนั้นยังรวมถึงการที่ ร่างกายหลั่งสารอินซูลินออกมาในปริมาณที่มาก ซึ่งจะมีผลทำให้เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดการอักเสบของผนังหลอดเลือด และทำให้ร่างกายลดการผลิตฮอร์โมนที่เป็นตัวช่วยในระบบภูมิคุ้มกัน จึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ อีกด้วย

เมื่อพูดถึงน้ำตาล เราอาจจะนึกไปถึงเพียงน้ำตาลทราย ที่เราเห็นกันอยู่ในทุกวัน ไม่ว่าจะใช้ในการประกอบอาหาร เติมในเครื่องดื่ม หรือเป็นส่วนประกอบในขนมหวาน แต่ที่จริงแล้ว น้ำตาล แทรกอยู่ในชีวิตประจำวันเราในอีกหลายรูปแบบเลยค่ะ ไม่ว่าจะอยู่ในรูปของน้ำเชื่อม น้ำผึ้ง น้ำตาลไอซิ่ง น้ำตาลมะพร้าว น้ำตาลปึก เด็กโตส มอลโตส ซึ่งหลายคนเข้าใจว่าการใช้น้ำผึ้ง หรือน้ำตาลทรายไม่ฟอกสีนั้นดีกว่าน้ำตาลทรายขาว แต่ท้ายที่สุดแล้ว น้ำตาลก็คือน้ำตาล เมื่อบริโภคเข้าไปแล้ว ร่างกายก็จะหลั่งอินซูลินออกมาเหมือนกัน และส่งผลกระทบต่อร่างกายไม่ต่างจากน้ำตาลทรายขาวค่ะ

น้ำตาลในรูปแบบต่างๆ กัน แทรกอยู่ในชีวิตประจำวันของเราโดยที่หลายๆ ครั้งเราไม่เคยได้สังเกต ทำให้เรารับเอาน้ำตาลเข้าสู่ร่างกายในปริมาณที่มากจนเกินความจำเป็นของร่างกายไปโดยไม่รู้ตัว อาหารแทบทุกจาน มักจะมีน้ำตาลในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งประกอบอยู่ด้วยเสมอ รวมถึง เครื่องดื่มที่เราดื่มเพื่อเติมความสดชื่นในช่วงอากาศร้อนๆ ต่างก็มีน้ำตาลในปริมาณที่ไม่น้อยเลยทีเดียว และที่สำคัญก็คือเครื่องดื่มเหล่านี้ล่ะค่ะ เพราะเรามักจะดื่มกันเป็นประจำ อาจจะมากกว่าหนึ่งครั้งในหนึ่งวันเสียด้วยซ้ำ เครื่องดื่ม หลายๆ ชนิดมีปริมาณน้ำตาลมากจนน่าตกใจ และเป็นสาเหตุของน้ำตาลส่วนเกินในการบริโภคแต่ละวัน
เราลองมาดูตัวอย่างกันเลยค่ะ ว่าเครื่องดื่มแต่ละชนิด มีน้ำตาลผสมอยู่มากน้อยแค่ไหน

น้ำอัดลม 1 ขวด ขนาด 450 มล. มีน้ำตาลประมาณ 8-10 ช้อนชา
ชาเขียวบรรจุขวด ขนาด 300-400 มล. มีน้ำตาลประมาณ 7-8 ช้อนชา
น้ำผลไม้ ขนาดบรรจุ 200 มล. มีน้ำตาลประมาณ 4 ช้อนชา
กาแฟสด ปริมาณ 300-400 มล. มีน้ำตาลประมาณ 8-10 ช้อนชา
นมเปรี้ยวขนาด 400 มล. มีน้ำตาลประมาณ 12-15 ช้อนชา

นอกเหนือจากรายการที่ยกตัวอย่างไว้ เครื่องดื่มชูกำลัง และน้ำหวานทั้งหลาย ต่างก็มีปริมาณน้ำตาลไม่ได้น้อยไปกว่ากันเท่าไหร่เลยค่ะ

รู้อย่างนี้แล้ว น่าจะพอเดากันได้ ถึงสาเหตุของไขมันสะสม และน้ำหนักส่วนเกินกันแล้ว ลองทบทวนดูพฤติกรรมการบริโภคของหวาน และเครื่องดื่มกันดูค่ะ สุดท้ายแล้ว แนะนำว่าน้ำดื่มบริสุทธิ์ เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดค่ะ ทั้งช่วยเพิ่มความสดชื่น ช่วยในการขับของเสีย และระบบขับถ่าย ที่สำคัญ ไม่เติมน้ำตาลในส่วนที่ไม่จำเป็นให้กับร่างกายของเราอีกด้วย สำหรับวันนี้ ใครที่อยากจะลดน้ำหนัก ลองเริ่มต้นที่การลดเครื่องดื่มประเภทน้ำหวาน และน้ำอัดลมกันก่อน เชื่อว่าจะได้เห็นผลกันเร็วเลยทีเดียวล่ะค่ะ ^^

ดอกไม้ คุณค่าที่มากกว่าความหอม

roses
ดอกไม้ ตัวแทนของความสวยงาม ด้วยรูปลักษณ์ที่สวยงาม กรุ่นกลิ่นหอมเฉพาะตัว ให้ความสุขสดชื่นเมื่อยามได้อยู่ใกล้ ถึงขนาดมีการเปรียบเทียบความงดงามของผู้หญิงกับดอกไม้อยู่เสมอๆ ทว่าดอกไม้ไม่ได้ให้แค่ความสวยงามเท่านั้น เรายังสามารถเอาดอกไม้มาทำเมนูสุขภาพได้มากมายเลยทีเดียว ทั้งดอกไม้พื้นบ้านอย่าง ดอกแค และดอกไม้อินเตอร์อย่างอาร์ติโชค และดอกไม้ชนิดอื่นๆ อีกมากมายเลย

แม้ว่าดอกไม้และพืชผักต่างเป็นผลผลิตจากธรรมชาติที่เต็มไปด้วยกากใยที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายของเรา แต่ดอกไม้จะแตกต่างจากผักผลไม้ตรงสีสันสวยๆ ชวนมอง ที่ซ่อนประโยชน์เอาไว้มากมายเลย ดอกไม้มีความแตกต่างจากผักหรือใบไม้คือ มีสีหลากหลาย และสีที่จัดจ้านเหล่านี้ล่ะค่ะ คือสารในกลุ่มไฟโตเคมีคอล ที่มีสารเบต้าแคโรทีนสูง จึงให้ประโยชน์กับร่างกาย และดีต่อสุขภาพของเรามากๆ
ลองมาดูกันซักหน่อยดีกว่า ว่าดอกไม้อะไร เอามาปรุงเป็นเมนูอร่อยๆ อะไรกันได้บ้าง

แกงส้มดอกแค
ดอกแค เป็นดอกไม้ที่นิยมนำมาทำอาหารกันนานมาแล้ว เวลาจะทานต้องดึงเอาเกสรที่ซ่อนอยู่ด้านในออกก่อนเพื่อลดความขม จะเอามาต้มยำทำแกงก็ได้ทั้งหมด นอกจากจะทำอาหารได้หลากหลายแล้วดอกแคมีคุณประโยชน์ทางอาหารมากมาย ทั้งเส้นใยอาหาร แร่ธาตุทั้งแคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก แคโรทีน วิตามินเอ วิตามินบีหนึ่ง วิตามินบีสอง และวิตามินซี คนโบราณนิยมทานดอกแคช่วงเปลี่ยนฤดูค่ะ เพราะเชื่อกันว่าดอกแคจะช่วยรักษาอาการไข้หัวลม (อาการไข้ร้อนๆ หนาวๆ ไม่สบายตัวตอนเปลี่ยนฤดู หรืออากาศเปลี่ยน)
เมนูยอดนิยมจากดอกแค คงหนีไม่พ้นแกงส้มดอกแค ลองมาดูประโยชน์ที่ได้จากเมนูดอกไม้พื้นบ้านชนิดนี้กันค่ะ
– น้ำพริกแกงส้ม พริกให้รสเผ็ดร้อนมีสรรพคุณช่วยขับลม ช่วยย่อยอาหาร
– น้ำมะขาม ให้รสเปรี้ยวแบบกลมกล่อม และยังช่วยแก้ไอขับเสมหะ แก้อาการท้องผูกและมีวิตามินซี
– ดอกแค รสมันนิดๆ มีกากใยสูง ช่วยแก้ไข้หัวลม

ยำดอกอาร์ติโชค
อาร์ติโชคดอกไม้ใหม่สำหรับบ้านเรา แต่ตอนนี้บ้านเราปลูกได้ และมีจำหน่ายที่โครงการหลวงแล้วนะคะ ประโยชน์ของอาร์ติโชคนี้มีอยู่มาก ทั้งในเรื่องการบำรุงตับ ช่วยให้ตับขับสารพิษออกจากร่างกาย ช่วยการทำงานของถุงน้ำดี จึงช่วยลดอาการท้องอืดท้องเฟ้อ ดีต่อผู้ป่วยโรคหัวใจ และลดความเสี่ยงต่อการเป็นหลอดเลือดอุดตัน ช่วยรักษาระดับความดันโลหิต ทำความสะอาดหลอดเลือด และอุดมไปด้วยสารแอนตี้ออกซิเดนท์ ที่ทั้งช่วยป้องกันมะเร็ง และคงความอ่อนเยาว์ด้วยล่ะค่ะ นอกจากนั้นยังเหมาะกับคนที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก เพราะยังจะช่วยสลายไขมัน และช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้นอีกด้วย
เมนูยำดอกอาร์ติโชคจึงเหมาะมากสำหรับผู้ที่ระบบย่อยอาหารทำงานไม่ดี ท้องอืดบ่อย แน่นท้องบ่อย หรือผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก เพราะมีไขมันต่ำ หรือใครอยากจะกินเล่นๆ ก็ได้นะคะ เมนูนี้อร่อยไม่เบาเลย

เมนูยำดอกอาร์ติโชคมีประโยชน์อย่างไรบ้าง มาดูกันเลย
– อาร์ติโชค มีกากใยสูง ช่วยกระตุ้นการทำงานของตับและน้ำดี ทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานดีขึ้น
– พริก ความเผ็ดร้อนของพริกจะช่วยขยายเส้นเลือดในลำไส้และกระเพาะอาหาร จึงช่วนในเรื่องการดูดซึมประโยชน์จากอาหารให้ดีขึ้น
– มะนาว ให้วิตามินซีสูง แก้อาการเลือดออกตามไรฟัน ถ้าใช้ทั้งเปลืองจะช่วยแก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นจุกเสียดท้องได้ด้วยค่ะ

จบจากอาหารคาวแล้ว มาต่อกันที่อาหารหวานๆ กับบ้าง

แยมดอกกุหลาบ
แยมกุหลาบได้จากการนำเอากลีบกุหลาบที่บอบบางมาเป็นวัตถุดิบหลักค่ะ ส่วนใหญ่จะเลือกกลีบสีแดง หรือสีชมพู เพราะเนื้อแยมจะได้ออกมาสีสวยน่ารับประทาน วิธีทำก็แสนง่ายแค่เด็กกลีบกุหลาบมาล้างจนสะอาดแล้วหั่นเป็นชิ่นเล็กๆ นำไปเคี่ยวกับน้ำตาลจนกลีบเริ่มใส แล้วจึงใส่แพกตินลงไป เคล็ดลับอีกอย่างคือการใส่น้ำมะนาว และเกลือลงไปนิดหน่อยเพื่อที่กลมกล่อมยิ่งขึ้นค่ะ
ประโยชน์ของแยมกุหลาบคงเน้นที่เรื่องกลิ่นค่ะ เพราะกลิ่นกุหลาบจะช่วยผ่อนคลาย ลดความตึงเครียดทั้งหลาย ช่วยให้ระบบไหลเวียนโลหิตดี ผิวพรรณเปล่งปรั่งสดใส เส้นเลือดแข็งแรง

น้ำสมุนไพร รวยรินกลิ่นดอกไม้
น้ำเก็กฮวย
ในบ้านเมืองที่มีอากาศร้อนชื้นอย่างบ้านเรามองไปทางไหนก็เห็นน้ำเก็กฮวยวางขายไปทั่ว จะทานแบบร้อนหรือแบบเย็นก็มีให้เลือกตามใจชอบ แต่มีใครรู้บ้างว่าน้ำเก็กฮวยหอมหวานชื่นใจนี้ได้มาจากดอกอะไร ? คำตอบง่ายๆ ได้มาจากดอก “เบญจมาศสวน” ดอกไม้สีเหลืองอร่ามนั่นเอง ยามที่อยู่ในสวนดอกไม้ดอกนี้ก็มีกลิ่นหอมชวนดมอยู่แล้ว ยิ่งเอาไปตากแห้งแล้วนำมาต้ม ยิ่งให้กลิ่นหอมชวนรับประทานมากยิ่งขึ้นไปอีก
น้ำเก็กฮวยนอกจากจะดับกระหายแล้วยังมีประโยชน์อีกมาก คนจีนมักทานน้ำเก็กฮวยเพื่อดับกระหาย แก้ร้อนใน ตามตำรายังบอกว่าน้ำเก็กฮวยช่วยย่อยอาหาร ขยายหลอดเลือด ป้องกันโรคเกี่ยวกับหลอดเลือดต่างๆ ช่วยขจัดสารพิษออกจากร่างกาย และยังช่วยดูดซับสารก่อมะเร็งอีกด้วยค่ะ

น้ำดอกอัญชัน
อัญชัน ไม้เลื้อยที่ออกดอกสวยงามที่มักจะปลูกกันตามริมรั้วบ้าน แม้จะไม่มีกลิ่นหอมชวนดม แต่ดอกไม้สีม่วงเข้มนี้มีประโยชน์มากมายเลยทีเดียว ในดอกอัญชันมีสาร “แอนโทไซยานิน” (Anthocyanin) ที่ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิต ทำให้เลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ได้ดีมากขึ้น ระบบไหลเวียนเลือดที่ดีนี้จะช่วยบำรุงสายตา เส้นผม และปลายประสาทต่างๆ ค่ะ อย่างไรก็ตาม ดอกอัญชันอาจจะไม่เหมาะกับผู้ที่ป่วยที่มีอาการโลหิตจาง เพราะดอกอัญชันจะไปละลายลิ่มเลือด ทำให้อาจเป็นอันตรายได้นะคะ

นอกจากนี้ ดอกไม้อีกหลายๆ ชนิด ยังสามารถนำมาปรุงเป็นอาหารได้ ไม่ว่าจะเป็นกลีบดอกบัว ดอกโสน ดอกขจร ดอกขี้เหล็ก ไปจนถึงดอกกระเจี๊ยบ และดอกข้าวโพด ทั้งหมด นอกจากจะเป็นเมนูที่สวยๆ น่าทานแล้ว และมีคุณค่าทางโภชนาการที่ซ่อนไว้อีกมากมายเลยล่ะค่ะ