ความเป็นมาของพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

001.jpg

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก เป็นราชประเพณีคู่สังคมไทยมายาวนานโดยได้รับอิทธิพลจากคติอินเดีย
แต่ลักษณะการพระราชพิธีแต่เดิมมีแบบแผนรายละเอียดเป็นอย่างไรไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด
แม้แต่การเรียกชื่อพิธีก็แตกต่างกันออกไปในแต่ละสมัย เช่น สมัยอยุธยา สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นเรียกว่า

 “พระราชพิธีราชาภิเษก” หรือ “พิธีราชาภิเษก” ส่วนในปัจจุบันเรียกว่า “พระราชพิธีบรมราชาภิเษก”

สมัยสุโขทัยปรากฏหลักฐานในศิลาจารึกหลักที่ ๒ หรือจารึกวัดศรีชุม ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘ กล่าวถึงการขึ้นเป็นผู้นำของพ่อขุนบางกลางหาว ไว้ว่า
“…พ่อขุนผาเมืองจึงอภิเษกพ่อขุนบางกลางหาวให้เมืองสุโขทัย ให้ทั้งชื่อตนแก่พระสหายเรียกชื่อศรีอินทรบดินทราทิตย์…”
ส่วนในศิลาจารึกวัดป่ามะม่วงภาษาไทย และภาษาเขมรกล่าวถึงเครื่องราชกกุธภัณฑ์ในพิธีบรมราชาภิเษกพระมหาธรรมราชาที่ ๑ (ลิไทย) ว่ามี มกุฎ พระขรรค์ชัยศรี และเศวตฉัตร

สมัยอยุธยาปรากฏหลักฐานเกี่ยวกับพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในคำให้การของชาวกรุงเก่า ข้อความตอนหนึ่งกล่าวถึงขั้นตอนของพระราชพิธีนี้ว่า
“…พระเจ้ากรุงศรีอยุธยาจึงโปรดให้เอาไม้มะเดื่อนั้น มาทำตั่งสำหรับประทับสรงพระกระยาสนานในการมงคล เช่น พระราชพิธีบรมราชาภิเษก เป็นต้น
พระองค์ย่อมประทับเหนือพระที่นั่งตั่งไม้มะเดื่อ สรงพระกระยาสนานก่อนแล้ว (จึงเด็จไปประทับพระที่นั่งภัทรบิฐ)
มุขอำมาตย์ถวายเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์ คือ มหามงกุฎ ๑ พระแสงขรรค์ ๑ พัดวาลวิชนี ๑ ธารพระกร ๑ ฉลองพระบาทคู่ ๑…”

ต่อมาในสมัยกรุงธนบุรี ไม่ปรากฏหลักฐานการประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก สันนิฐานว่าทำตามแบบอย่างเมื่อครั้งสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ แห่งกรุงศรีอยุธยา
แต่ทำอย่างสังเขป เพราะบ้านเมืองไม่สงบเรียบร้อย ยังอยู่ในภาวะสงคราม

ครั้นถึงสมัยรัตนโกสินทร์ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๒๕ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้ประดิษฐานพระบรมราชจักรีวงศ์
และทรงกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกอบพระราชพิธีปราบดาภิเษกแต่โดยสังเขป ยังไม่พร้อมมูล เต็มตำรา
ครั้น พ.ศ. ๒๓๒๖ โปรดให้ข้าราชการผู้รู้ครั้งกรุงเก่า มีเจ้าพระยาเพชรพิชัยเป็นประธาน ประชุมปรึกษาหารือกับสมเด็จพระสังฆราชและพระราชาคณะผู้ใหญ่
ทำการสอบสวนร่วมกันตรวจสอบตำราว่าด้วยการราชาภิเษกในแผ่นดินสมเด็จพระเจ้าอุทุมพร หรือขุนหลวงวัดประดู่

แล้วแต่งเรียบเรียงขึ้นไว้เป็นตำรา เรียกว่า “ตำราราชาภิเษกครั้งกรุงศรีอยุธยาสำหรับหอหลวง” เป็นตำราที่เกี่ยวกับการราชาภิเษกที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่พบหลักฐานในประเทศไทย
เมื่อได้แบบแผนการราชาภิเษกที่สมบูรณ์แล้ว อีกทั้งพระราชมณเฑียรสถานที่สร้างขึ้นใหม่แล้วเสร็จใน พ.ศ. ๒๓๒๘ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ
ให้ตั้งการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกให้สมบูรณ์ตามแบบแผนอันได้เคยมีมาแต่เก่าก่อนอีกครั้งหนึ่ง
และแบบแผนการราชาภิเษกดังกล่าวได้รับการยึดถือปฏิบัติเป็นแบบอย่างสืบมาเพื่อความเป็นพระมหากษัตริย์โดยสมบูรณ์
บางพระองค์ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ๒ ครั้ง คือ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกครั้งแรก เมื่อวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๔๑๑
เมื่อทรงขึ้นครองราช์สมบัติสืบต่อจากพระบรมชนกนาถ ขณะมีพระชนพรรษาเพียง ๑๕ พรรษา
ในระยะเวลาห้าปีแรกของรัชกาล สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ (ช่วง บุนนาค) เป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน
จนกระทั่งเมื่อทรงเจริญพระชนพรรษาครบ ๒๐ พรรษา จึงทรงผนวช หลังจากทรงลาสิขาแล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก
ครั้งที่ ๒ เมื่อวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๔๑๖ หลังจากนั้นทรงรับพระราชภาระ และมีพระราชอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดินโดยสมบูรณ์

ส่วนพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ๒ ครั้ง คือ พระราชพิธีบรมราชาภิเษกเฉลิมพระราชมณเฑียร
เมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน พุทธศักราช ๒๔๕๓ เนื่องจากอยู่ในช่วงกำลังไว้ทุกข์งานพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
จึงโปรดให้งดการเสด็จเลียบพระนครและการรื่นเริง ต่อมาเมื่อถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่แล้ว
จึงทรงกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกสมโภช เมื่อวันที่ ๒ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๕๔
เพื่อให้เป็นส่วนรื่นเริงสำหรับประเทศ อีกทั้งให้นานาประเทศที่เป็นสัมพันธมิตรไมตรีมีโอกาสมาร่วมงาน
———–
ข้อมูลจาก เวปไซต์ คณะกรรมการอำนวยการจัดงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก

สงกรานต์

57052374_2380192552012349_6378930563830513664_n.jpg
ส่งท้ายปีเก่า เริ่มต้นปีใหม่แบบไทยๆ ของเรา กับเทศกาลสงกรานต์
สงกรานต์ ที่ในวันนี้ อาจจะเลือนลาง คงเหลือเพียงความสำคัญในฐานะที่เป็นช่วงวันหยุดต่อเนื่องให้เราได้พักกันยาวๆ หรือ มีความสำคัญต่อหนุ่มสาว และเด็กๆ เพียงในฐานะเทศกาลแห่งความสนุกสนาน การเล่นน้ำ ความรื่นเริง และการสังสรรค์..

หลายๆ คน อาจจะได้มีโอกาสเข้าวัด ทำบุญ เป็นสิริมงคลสำหรับการเริ่มต้นปีใหม่ หลายๆ คน ได้มีโอกาสกลับไปเยี่ยมเยียน รดน้ำดำหัวญาติผู้ใหญ่ หลายๆ ครอบครัว ได้พบกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตาอีกครั้ง…..ในขณะที่อีกหลายๆ บ้าน ได้มีโอกาสเดินทางไปพักผ่อน ทิ้งเรื่องราวเหนื่อยๆ ไวัด้านหลังได้ซักระยะ…

สงกรานต์ นอกเหนือจากความสนุกสนาน รื่นเริง และการได้พักผ่อน นอกเหนือจากการได้ทำบุญ เข้าวัด ได้สืบสานประเพณีอันดีงามแล้ว… สงกรานต์ หรือช่วงเวลาของการเข้าสู่ปีใหม่ของไทยเรา ยังนับเป็นอีกช่วงเวลาที่ดี ในการที่จะทิ้งเรื่องราวบางอย่าง เลิก ละ กับความเคยชินบางอย่าง และเริ่มต้นกับเรื่องราวดีๆ เริ่มต้น กับเส้นทางใหม่ๆ กับชีวิตของเราค่ะ..

ปีใหม่ทั้งที.. อย่าปล่อยให้ผ่านเพียงแค่อีกช่วงของวันหยุดยาวๆ… มาเริ่มต้นสิ่งใหม่ๆ มีเป้าหมายใหม่ๆ ที่ท้าทายยิ่งขึ้น มีความฝันใหม่ๆ และเริ่มออกเดินทางตามความฝันนั้นด้วยกัน..
สำหรับวันนี้ นำภาพของแสงอาทิตย์ยามเช้า ที่เริ่มทอแสงสดใสผ่านบ้านทรงไทยสวยๆ มาฝากกัน ภาพของการเริ่มต้นวันที่สดใส… ส่งท้ายปีเก่า และขอต้อนรับทุกท่านเข้าสู่ปีใหม่ของไทยเราค่ะ ^^

เครื่องสำอางหมดอายุ

cos
สาวๆ อาจจะเคยคิดว่าเครื่องสำอางทั้งหลายบนโต๊ะเครื่องแป้งนั้นมีอายุการใช้งานได้ประมาณ 2-3 ปี แต่รู้หรือไม่คะว่าเรากำลังเข้าใจผิดกันอยู่ ส่วนจะเข้าใจผิดอย่างไรนั้น วันนี้เรามีความรู้ดีๆ มาบอกกันค่ะ
เครื่องสำอางมักระบุวันหมดอายุ นับเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ผลิตไปอีกประมาณ 2-3 ปีค่ะ แต่นั่นเป็นการนับเวลาในลักษณะที่เครื่องสำอางนั้นยังไม่ได้ถูกเปิดใช้งาน
เมื่อเราแกะห่อเครื่องสำอาง นำออกมาใช้จริงแล้วนั้น เครื่องสำอางจะสัมผัสกับอากาศ รับแบคทีเรียเข้าไป ทำให้เสื่อมคุณภาพ อายุการใช้งานก็จะลดน้อยลง เครื่องสำอางแต่ละชนิดมีอายุการใช้งานที่ไม่เท่ากันค่ะ เรามาดูกันดีกว่าว่าเครื่องสำอางแต่ละชนิดมีอายุการใช้งานเท่าไหร่กันบ้างนับจากการใช้ครั้งแรก

– มาสคาร่า มีอายุใช้งานประมาณ 3-6 เดือน หลังเปิดใช้ครั้งแรก
– อายแชโดว์ มีอายุใช้งานระมาณ 2 ปี หลังจากเปิดใช้ครั้งแรก
– อายไลเนอร์หรือดินสอเขียนขอบตา ในกรณีที่มีการเหลาใช้เป็นประจำ มีอายุใช้งานประมาณ 2 ปี
– ลิปสติก มีอายุใช้งานประมาณ 2-3 ปี หลังจากเปิดใช้ครั้งแรก
– ลิปไลเนอร์หรือดินสอเขียนขอบปาก หมดอายุประมาณ 2 ปี หลังจากเปิดใช้ครั้งแรก
– รองพื้น ถ้าเป็นแบบผสมน้ำใช้ได้ 1 ปี แบบผสมน้ำมัน ใช้ได้ประมาณ 1.5 ปี หลังจากเปิดใช้ครั้งแรก
– แป้งฝุ่นหรือแป้งบรัชออนสีต่างๆ ที่ใช้ทาแก้ม-หน้า จะหมดอายุภายใน 2 ปีหลังจากเปิดใช้ครั้งแรก
– ยาทาเล็บปกติจะหมดอายุภายใน 1 ปี ขึ้นอยู่กับคุณภาพ ระหว่างนั้น ถ้าไม่ค่อยได้ใช้ก็ควรเขย่าขวดบ่อยๆ เพื่อช่วยยืดอายุการใช้งาน
– น้ำหอมถ้ายังไม่เปิดใช้ และเก็บให้ห่างจากแสงสว่าง และความร้อน จะมีอายุใช้งานนานประมาณ 3 ปี แต่ถ้าเริ่มเปิดใช้แล้ว จะอยู่ได้ประมาณ 1.5 ปีค่ะ
– ครีมบำรุงผิว จะอยู่ได้ราว 1 ปีหลังจากเปิดใช้ครั้งแรกค่ะ

อายุการใช้งานเหล่านี้เป็นการประเมินจากการใช้เครื่องสำอางทั่วๆ ไปค่ะ เวลาเราเปิดเครื่องสำอางแต่ละชิ้นก็ควรจดวันที่เอาไว้ซักหน่อย เพื่อเตือนว่าเครื่องสำอางขนิดนั้นๆ จะหมดอายุเมื่อไหร่ เพราะการใช้เครื่องสำอางที่หมดอายุ อาจทำให้เกิดผื่นแพ้ หรืออาการอักเสบของผิวหนังได้ ขึ้นอยู่กับสภาพผิว และลักษณะของการเสื่อมสภาพของเครื่องสำอางแต่ละชนิด
เคล็ดลับดีๆ ในการยืดอายุของเครื่องสำอางให้สามารถใช้งานได้นานขึ้น ก็คือการเก็บไว้ในตู้เย็น หรือที่ๆ มีอุณหภูมิต่ำ รวมทั้งเรื่องของการรักษาความสะอาดค่ะ ความสะอาดนี่ถือว่าสำคัญมาก เพราะนอกจากเครื่องสำอางจะใช้ได้นานแล้วยังไม่ก่อให้เกิดปัญหาสิวบนใบหน้าอีกด้วยนะคะ ^^

เลือกครีมกันแดดให้โดน สนุกกับสงกรานต์แบบไม่ต้องกลัวดำ

sun
ใกล้ถึงวันสงกรานต์กันแล้ว อากาศร้อนๆ แดดแรงๆ ใครจะไปเล่นน้ำ อย่าลืมเตรียมตัวให้พร้อมกันด้วยนะคะ ทั้งดื่มน้ำมากๆ เพื่อชดเชยการเสียน้ำจากเหงื่อ ระมัดระวังเรื่องความสะอาดของน้ำดื่ม และอาหารที่ทาน หลีกเลี่ยงการเข้าไปในสถานที่จอแจ ที่อาจจะเกิดอันตรายต่อร่างกาย และข้าวของได้ และสุดท้าย ห้ามลืมเลยค่ะ ทาครีมกันแดดก่อนออกไปเล่นน้ำสงกรานต์กันด้วย
ว่าด้วยเรื่องครีมกันแดด วันนี้ มาทำความเข้าใจกับเรื่องของครีมกันแดดกันซักหน่อยดีกว่าค่ะ

ครีมกันแดดแบ่งออกเป็นสองประเภทหลักๆ คือ Chemical Sunscreen และ Physical Sunscreen
เรามาเริ่มต้นกันที่ Chemical Sunscreen กันก่อนค่ะ
ครีมกันแดดประเภท Chemical Sunscreen ใช้คุณสมบัติในการดูดกลืนรังสี UV เพื่อปกป้องผิวจากแสงแดด ก่อนที่สารเคมีสะสลายตัวไปเอง Chemical Sunscreen มีทั้งแบบที่ละลายในน้ำมันและละลายในน้ำ ทำหน้าที่ช่วยให้สามารถซึมซาบเข้าสู่ผิวได้ทั้งในชั้นหนังกำพร้า และในชั้นหนังแท้ โดยครีมกันแดดชนิด Chemical Sunscreen ที่มีค่า SPF สูงๆจะมีสารกันแดดรวมกันหลายๆ ชนิด เพื่อให้การดูดกลืนรังสี UV ที่มีช่วงความถี่ของคลื่นต่างๆ กัน ครอบคลุมได้มากขึ้น และช่วยให้สามารถดูดกลืนรังสี UV ไว้ได้มากขึ้น กระนั้น การใช้ครีมกันแดดชนิดเคมีที่มีค่า  SPF สูง เกินความจำเป็นอาจทำให้มีการสะสมสารกันแดดไว้ในผิวมาก ทำให้ผิวเกิดอนุมูลอิสระ และเกิดความร้อนภายในผิวชั้นใน อาจทำให้ผิวเสื่อมสภาพเร็วโดยไม่จำเป็นได้ค่ะ

การเลือกใช้ครีมกันแดดที่มีสารกันแดดชนิด Chemical Sunscreen ควรปฎิบัติดังนี้ค่ะ
1.ทาครีมกันแดดก่อนออกแดดอย่างน้อย 30 นาที
2.ควรทาครีมกันแดดซ้ำ ทุก 2 ชั่วโมง
3.ควรระมัดระวังในการใช้ครีมกันแดดชนิดนี้ เนื่องจากอาจมีผลทำให้เกิดปฎิกริยา Oxidation ที่ผิว ทำให้เกิดความร้อนที่ผิวมากขึ้น และอาจทำให้เกิดอาการระคายเคือง และเสื่อมสภาพได้ง่ายขึ้น

ครีมกันแดดอีกประเภท คือ ครีมกันแดดประเภท Physical Sunscreen ที่ทำหน้าที่ปกป้องผิวโดยการสะท้อนรังสี ด้วยสารกันแดดในกลุ่มแร่ธาตุ โดยสารที่นิยมใช้ได้แก่ ไทเทเนียมไดออกไซด์ และซิงค์ออกไซด์
ความแตกต่างในคุณสมบัติของครีมกันแดดในกลุ่มนี้ อยู่ที่ขนาดของอนุภาค ความละเอียด ชนิดของผลึก ความสามารถในการกระจายตัว ความเสถียร ความสามารถในการเกาะติดผิว โดยขนาดของอนุภาคที่เหมาะสม ควรอยู่ระหว่าง 100-10 นาโนเมตร จึงจะมีประสิทธิภาพในการปกป้องทั้งยูวีเอ ยูวีบี และกระจายได้ทั่วถึงโดยไม่ทำให้เกิดสีขาววอกเวลาใช้
ครีมกันแดด ชนิด Physical Sunscreen มีข้อดีคือ ไม่ทำให้ผิวเกิดความร้อน จึงอ่อนโยนและก่อให้เกิดอาการแพ้น้อยกว่าครีมกันแดดชนิด Chemical Sunscreen เพราะแร่ธาตุที่ใช้ เป็นของแข็งที่ไม่ซึมซาบเข้าสู่ผิวชั้นลึก ทำหน้าที่เพียงสะท้องแสง UV เท่านั้น และแม้ว่าอนุภาคมีขนาดเล็กกว่า 40 นาโนเมตร ก็จะสะสมในชั้นหนังกำพร้าเท่านั้น ไม่ซึมสู่ผิวชั้นหนังแท้เหมือนครีมกันแดดชนิดเคมี
โดยขนาดอนุภาคของสารกันแดด จะมีผลในการสะท้อนรังสี ที่มีความยาวคลื่นแตกต่างกัน คือ

ขนาดอนุภาค 40 – 80 นาโนเมตร จะสะท้อนรังสีทั้ง UVB ,UVA และ V Ray ได้ดี มักใช้ในครีมกันแดดที่มีค่า SPF 15-30 เหมาะกับการใช้ในชีวิตประจำวันทั่วไปที่ออกแดดสลับกับอยู่ในร่ม การต้องโดนแสงไฟตลอดเวลา หรือการอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์นาน ๆ ทั้งยังมีคุณสมบัติในการปกป้องผิวจากริ้วรอยได้ดีอีกด้วย

ขนาดอนุภาค 10-40 นาโนเมตร จะสะท้อนรังสี UVB ได้ดีกว่า ทำให้ได้ค่า SPF ที่สูงได้ถึง 40 ขึ้นไป แต่ไม่สะท้อนรังสี UVA และ V ray จึงเหมาะกับการใช้เวลาออกแดดแรง ๆ นานๆ ทว่าจะไม่เหมาะกับการปกป้องผิวจากแสงแดดในที่ร่ม
ครีมกันแดดชนิด Physical Sunscreen นี้ สามารถทาก่อนออกแดดได้ทันที และไม่จำเป็นต้องทาซ้ำบ่อยๆ ที่สำคัญไม่ซึมเข้าสู่ผิวชั้นลึก จึงไม่ทำให้เกิดความร้อนสะสมที่ผิว หรืออาการระคายเคืองจากสารเคมีอีกด้วยค่ะ

นอกจากคุณสมบัติในการปกป้องผิวจากแสงแดดแล้ว ครีมกันแดดที่มีจำหน่ายอยู่ในท้องตลาด อาจมีส่วนผสมของสารที่ช่วยบำรุงผิว เติมความชุ่มชื้น หรือช่วยลดริ้วรอย เป็นส่วนที่เพิ่มขึ้นมาเป็นทางเลือก การเลือกซื้อก็ต้องพิจารณาที่คุณภาพ และมาตรฐานของแต่ละยี่ห้อค่ะ

เอาล่ะค่ะ ได้ความรู้ดีๆ เกี่ยวกับครีมกันแดดกันไปครบถ้วน คราวนี้ คงถึงเวลาเตรียมตัวไปสนุกกับสงกรานต์แบบไม่ต้องกลัวผิวดำคล้ำกันแล้วล่ะค่ะ เสร็จแล้ว หลังจากสงกรานต์ ก็อย่าลืมทาครีมกันแดดกันเป็นประจำด้วยนะคะ หน้าร้อนอย่างช่วงนี้ ผิวสวยๆ จะได้ไม่ถูกทำร้ายด้วยแดดแรงๆ ค่ะ ^^