ผักสดๆ กับเรื่องควรระวัง

veg.jpg
คนรักสุขภาพอย่างเราๆ ถ้าเลือกได้คงเลือกที่จะทานผัก ผลไม้ มากกว่าอาหารประเภทเนื้อสัตว์ แป้ง หรืออาหารมันๆ กันเป็นแน่ ก็ผักใบเขียวทั้งหลาย นอกจากจะมีไฟเบอร์สูง ไม่ทำให้อ้วนแล้ว ยังอุดมไปด้วยแร่ธาตุ และวิตามินอีกมากมายเลย วันนี้ เราจึงมีเรื่องราวสั้นๆ เกี่ยวกับผักสดมาฝากกันค่ะ
จริงอยู่ ที่ผักสดๆ ย่อมคงคุณค่าทางอาหารไว้ได้ครบถ้วน ให้ประโยชน์มากกว่าผักที่ผ่านการะบวนการปรุงด้วยความร้อนสูง ทำให้เรามักจะเลือกทานผักสดๆ กันเมื่อมีโอกาส แต่ทราบกันหรือไม่คะ ว่าการทานผักบางชนิด โดยไม่ผ่านการปรุงด้วยความร้อน และทานในปริมาณมากๆ กลับจะส่งผลเสียให้กับร่างกายเราได้ มาดูกันดีกว่าค่ะว่ามีอะไรบ้าง

ถั่วงอก แม้ว่าถั่วงอกจะมีคุณค่าทางอาหารสูง ทั้งมีโปรตีน วิตามินซี วิตามินบี 12 ธาตุเหล็ก และ เลซิธิน แต่การทานถั่วงอกดิบก็ควรจะทานในปริมาณที่พอเหมาะเท่านั้น เพราะในถั่วงอกดิบมีสารไฟเตต ที่จะส่งผลในการขัดขวางการดูดซึมสารบางชนิดเข้าสู่ร่างกาย
ไฟเตต มีลักษณะคล้ายฟองน้ำ ซึ่งจะไปจับ หรือดูดซับธาตุแคลเซียม เหล็ก สังกะสี และฟอสฟอรัส เมื่อรับประทานเข้าไปมาก ๆ ร่างกายจะไม่สามารถดูดซึมแร่ธาตุเหล่านี้ได้ค่ะ สารไฟเตตนี้ นอกจากจะพบในถั่วงอกแล้ว ยังพบได้ในผักใบเขียว เช่น ผักคะน้า ขี้เหล็ก ผักโขม ซึ่งกลิ่นเหม็นเขียวที่เราพบในผักนั่นแหละค่ะ คือ กลิ่นของไฟเตต โดยวิธีทานผักเหล่านี้ให้ประโยชน์เต็มที่ ก็สามารถทำได้ง่ายๆ ด้วยการปรุงให้สุกค่ะ เพราะเมื่อโดนความร้อน สารไฟเตตก็จะสลายไป ไม่ต้องกังวลว่าร่างกายจะไม่สามารถดูดซับสารอาหารได้เต็มที่อีก

ถั่วฝักยาว แม้ว่าในถั่วฝักยาวจะมีไฟเบอร์สูง มีแคลเซียม ฟอสฟอรัส วิตามินซี โปรตีน และมีธาตุเหล็ก แต่การทานถั่วฝักยาวดิบมากจนเกินไป ก็อาจทำให้ท้องอืดได้ เพราะในถั่วฝักยาวดิบจะมีก๊าซสูง โดยเฉพาะก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ มีเทน และ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ซึ่งอาการท้องอืดดังกล่าว เกิดจากกระบวนการย่อยเมล็ดและเปลือกของถั่วฝักยาวโดยแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ค่ะ

ผักตระกูลกะหล่ำ และตระกูลหอม ซึ่งรวมถึง กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก บร็อกโคลี คะน้า หัวหอม กระเทียม ผักในกลุ่มนี้จะมีสารกอยโตรเจน (goitrogen) เป็นสารมีฤทธิ์ในการยับยั้งการสร้างฮอร์โมนในต่อมไทรอยด์ทำให้ร่างกายนำไอโอดีนในเลือดไปใช้ได้น้อยกว่าปกติ หากรับประทานผักผลไม้ที่มีสารชนิดนี้มากเกินไปอาจจะทำให้มีอาการท้องอืด และทำให้ร่างกายได้ขาดสารไอโอดีนจนทำให้เป็นโรคคอพอกได้ในระยะยาว อย่างไรก็ตาม สารกอยโตรเจนนี้ จะสลายตัวอย่างรวดเร็วเมื่อโดนความร้อน การทานผักในกลุ่มนี้ จึงควรปรุงให้สุกก่อนค่ะ

หน่อไม้-มันสำปะหลัง จะมีสารไซยาไนด์ ในรูปของ ไกลโคไซด์ ซึ่งจะมีผลต่อระบบประสาท ทำให้มีอาการคลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย มึนงง หมดสติ หรืออาจรุนแรงถึงขั้นหัวใจหยุดทำงานได้เลยทีเดียว การทาหน่อไม้ หรือมันสำปะหลัง ควรจะนำไปปรุงสุก หรือนำไปต้มน้ำทิ้งก่อนนำมาปรุงอาหารต่อไป

ที่กล่าวมาทั้งหมด ไม่ได้หมายความว่าผักเหล่านี้ไม่ควรทานนะคะ เพียงแต่ว่า การทานในปริมาณมากๆ อาจะเป็นผลเสียต่อสุขภาพของเราได้ แต่วิธีแก้ไขก็ทำได้ไม่ยากเลย เพียงนำไปปรุงให้สุกก่อน เพียงเท่านี้ เราก็ยังจะได้รับทั้งไฟเบอร์ สารอาหาร และวิตามินที่มีอยู่โดยไม่ต้องกังวลกับเรื่องสารหลายๆ ชนิดที่มีในผักสดกันแล้วค่ะ
เอาล่ะค่ะ ใกล้ถึงเวลาอาหารกันแล้ว เลือกผักอร่อยๆ สำหรับเมนูมื้อต่อไปกันหรือยังคะ

ดูแลสุขภาพฟันกันดีกว่า

c700x420.jpg
หลายๆ ครั้ง เราไม่ค่อยได้ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพฟัน จะไปพบทันตแพทย์ก็เฉพาะเวลาที่เริ่มปวดฟัน หรือมีปัญหากันแล้ว วันนี้ มาทำความเข้าใจ แล้วเริ่มดูแลสุขภาพฟันกันดีกว่า

การทำความสะอาดฟันในชีวิตประจำวัน มีขั้นตอนง่ายๆ เริ่มต้นด้วยการแปรงฟันด้วยยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ตอนเช้าและก่อนนอน ใช้ไหมขัดฟัน ใช้น้ำยาบ้วนปากอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง และพบทันตแพทย์เป็นประจำทุก 6 เดือน แต่นอกเหนือจากการทำความสะอาดฟันตามปกติแล้ว สำหรับผู้ที่ดื่มชากาแฟเป็นประจำ อาจทำให้ฟันมีคราบสีติดตามซอกฟันอีกด้วย ซึ่งตรงนี้ สามารถขจัดคราบต่างๆ ได้ โดยการขูดหินปูนและขัดฟันค่ะ

และสำหรับสาวๆ ที่อยากมีฟันขาวๆ จะได้ยิ้มสวยๆ ได้อย่างมั่นใจ มาดูกันค่ะ ว่ามีทางเลือกอะไรบ้าง
อย่างแรก การขจัดคราบสีที่ติดอยู่ตามตัวฟัน (external stain) สามารถขจัดด้วยการแปรงฟันด้วยตัวเอง และขัดฟันโดยทันตแพทย์ วิธีการนี้ไม่ใช่การฟอกสีฟัน ความขาวที่เกิดขึ้นคืด ได้สีฟันธรรมชาติของคนๆ นั้นกลับคืนมา
และอย่างที่สอง การฟอกสีฟัน เป็นการเปลี่ยนสีฟันธรรมชาติให้ขาวขึ้น โดยน้ำยาฟอกสีฟันทำหน้าที่กระตุ้นให้เม็ดสีในผิวฟันเกิดการแตกตัวให้มีโมเลกุลเล็กลง ทำให้สีฟันจางลง แต่เป็นปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นชั่วคราว ผลที่ได้คือฟันมีสีขาวขึ้น การฟอกสีฟันนี้มีหลายวิธีการ แต่วิธีการที่ต้องควบคุมโดยทันตแพทย์มีอยู่ด้วยกัน 2 วิธี คือ 1. การฟอกสีฟันที่คลินิกโดยการกระตุ้นด้วยแสงประเภทต่างๆ เช่น แสง cool light, แสงจากเครื่อง plasma arc, แสงเลเซอร์ เป็นต้น โดยทั่วไปจะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ใช้น้ำยาที่มีความเข้มข้นสูง และ 2. การฟอกสีฟันด้วยตัวเอง โดยการทำถาดใส่น้ำยาฟอกสีฟันเฉพาะบุคคล ซึ่งมีทั้งแบบใส่กลางวัน หรือใส่กลางคืน

หลังฟอกสีฟันเสร็จใหม่ๆ ฟันอาจไวต่อการเสียวฟันได้มากกว่าปกติ และอาการนี้จะคงอยู่ประมาณ 1-2 วัน ดังนั้น ภายใน 24-48 ชั่วโมงแรก ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่ร้อนหรือเย็นเกินไป เลี่ยงอาหารที่มีความเป็นกรดสูงเพื่อป้องกันอาการเสียวฟัน และหากเสียวฟันมากอาจรับประทานยาแก้ปวดประเภทพาราเซตามอลเพื่อบรรเทาได้
นอกจากนี้หากต้องการให้ผลของการฟอกสีฟันคงสภาพอยู่ได้นาน แนะนำให้หลีกเลี่ยงอาหารและเครื่องดื่มที่มีสีเข้ม เช่น ชา กาแฟ ช็อกโกเลต ไวน์แดง น้ำอัดลม ผักผลไม้สีเข้มต่างๆ รวมถึงการสูบบุหรี่ค่ะ

การฟอกสีฟันที่ดีควรทำภายใต้การควบคุมของทันตแพทย์ ซึ่งทันตแพทย์จะเป็นผู้ที่แนะนำวิธีการที่เหมาะสมให้แต่ละบุคคล ทั้งนี้เนื่องจากฟันของแต่ละคนมีโครงสร้าง และองค์ประกอบที่แตกต่างกัน จึงทำให้มีผลตอบสนองต่อการฟอกสีฟันแตกต่างกันไปด้วย หากฟอกสีฟันแล้วได้ผลยังไม่เป็นที่พึงพอใจ ทันตแพทย์จะเลือกวิธีการที่เหมาะสมต่อไปให้ บางรายอาจใช้วิธีการฟอกสีฟันที่คลินิก (in-office bleaching) ซ้ำ หลังจากทำครั้งแรกไปแล้ว 1 สัปดาห์ บางรายอาจได้รับคำแนะนำให้ทำต่อด้วยการใส่ถาดฟอกสีฟันที่บ้านในเวลานอน (home bleaching) เป็นต้น ในการณีที่มีการฟอกสีฟันด้วยตัวเอง ทันตแพทย์จะนัดคนไข้กลับมาตรวจเป็นระยะเพื่อตรวจดูพัฒนาการของสีฟัน และผลข้างเคียงที่อาจจะเกิดขึ้นได้ จนกว่าจะได้สีฟันที่เหมาะสมก็จะให้ยุติการฟอกสีฟันนั้น การฟอกสีฟันด้วยตัวเองไม่ควรทำโดยไม่ได้รับคำปรึกษาจากทันตแพทย์ เพราะอาจมีอันตรายที่เกิดต่อฟันเราโดยไม่รู้ตัวได้ค่ะ