ทำความรู้จักกับ Growth Hormone

fit.jpg
หลายๆ คน คงเคยได้ยินคำว่า โกรทฮอร์โมนกันบ่อยๆ ฮอร์โมนชนิดนี้ มีความสำคัญอย่างไรกันบ้าง วันนี้ มาทำความรู้จักกันค่ะ

โกรทฮอร์โมน (growth hormone) เป็นฮอร์โมนประเภทโปรตีน ที่เรียกว่าเปปไทด์ฮอร์โมน ถูกผลิตขึ้นและหลั่งออกมาจากเซลล์ที่มีชื่อเรียกว่า โซมาโตรโทรฟ (somatotrophs) ซึ่งอยู่ในจากต่อมใต้สมองส่วนหน้า เป็นฮอร์โมนที่มีผลต่อการเจริญเติบโต รวมทั้งกระบวนการเมตะบอลิสซึมของร่างกาย โดยการสร้างโกรทฮอร์โมนนั้นจะมีผลมาจากปัจจัยต่างๆ หลายอย่าง ทั้งในแต่ละช่วงอายุก็จะมีการหลั่งโกรทฮอร์โมนในระดับที่ไม่เท่ากันค่ะ

โกรทฮอร์โมนนั้นจะถูกผลิตขึ้นในขณะที่เรานอนหลับ โดยจะมีการหลั่งมากในชั่วโมงแรกของการนอนหลับสนิท และจะถูกส่งไปยังตับเพื่อเปลี่ยนเป็นสารคล้ายอินซูลิน หรือที่เรียกว่าโซมาโตเมดิน (Somatomedin) เพื่อนำไปใช้ในการเสริมสร้างเนื้อเยื่อของร่างกายเรา

โกรทฮอร์โมนนั้น มีความสำคัญเป็นอย่างมากต่อการเจริญเติบโต โดยเฉพาะในวัยเด็กซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยควบคุมการเจริญเติบโตของกระดูก และกล้ามเนื้อให้แข็งแรงตลอดจนถึงช่วงอายุ 25 ปี รวมถึงมีผลต่อการสร้างภูมิต้านทาน และพัฒนาการทางสมองอีกด้วย

สำหรับผู้ใหญ่ โกรทฮอร์โมนก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะเป็นฮอร์โมนที่จะถูกส่งต่อผ่านกระแสเลือดไปยังตับ เพื่อให้ผลิตสารคล้ายอินซูลิน  Insulin-Like Growth Factor-1 (IGF-1) หรือ โซมาโตเมดิน (Somatomedin) ที่จะมีส่วนช่วยในการป้องกัน และยืดอายุของเซลล์ ทำให้ร่างกายไม่ทรุดโทรม หรือเสื่อมสภาพก่อนเวลาอันควร ทั้งยังช่วยกระตุ้นการทำงานของร่างกายในการเผาผลาญอาหารและน้ำตาลที่ได้จากการย่อยอาหาร ผลจาก IGF-1 ยังมีส่วนช่วยในการบำรุงกระดูก และกล้ามเนื้อ ที่รวมถึงกล้ามเนื้อหัวใจ ช่วยลดอัตราเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ ช่วยให้ระบบประสาท ความจำ และสายตาทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนั้น ยังมีรายงานถึงผลของ IGF-1 ต่อการช่วยเพิ่มเพิ่มระดับเม็ดเลือดขาว และการทำให้ร่างกายแข็งแรงมีชีวิตชีวา ดูอ่อนกว่าวัยอีกด้วยค่ะ

กับประโยชน์ที่มากมายขนาดนี้ แต่ระดับของโกรทฮอร์โมนกลับลดลงเรื่อยๆ ตามอายุที่เพิ่มขึ้น โดยเริ่มต้นจากการหลั่งในระดับสูงมากที่สุดในช่วงที่อยู่ในครรภ์มารดา จากนั้นจะลดลงเรื่อยๆ เมื่อเข้าสู่วัยเด็ก จนเริ่มเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น ที่ฮอร์โมนนี้จึงจะกลับมาหลั่งมากขึ้นอีกครั้ง โดยจะหลั่งในขณะที่เรานอนหลับ ช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโต ทั้งในส่วนโครงสร้างกระดูก กล้ามเนื้อ และสมอง หลังจากนั้น ต่อมพิทูอิทารี่ภายในสมองที่มีหน้าที่ผลิตโกรทฮอร์โมนจะเริ่มทำงานลดลง พบว่าหลังจากอายุ 20 ปีเป็นต้นไป การผลิตโกรทฮอร์โมนในร่างกายเรา จะลดลงอย่างน้อย 14% ในทุกๆ 10 ปี ทำให้เราอาจจะสรุปค่าเฉลี่ยของการผลิตโกรทฮอร์โมนแบ่งตามช่วงอายุได้ดังต่อไปนี้ คือ

อายุ 30 ปี ระดับโกรทฮอร์โมนคงเหลือ 86% ของวัยเด็ก
อายุ 40 ปี ระดับโกรทฮอร์โมนคงเหลือ 72% ของวัยเด็ก
อายุ 50 ปี ระดับโกรทฮอร์โมนคงเหลือ 58% ของวัยเด็ก
อายุ 60 ปี ระดับโกรทฮอร์โมนคงเหลือ 44% ของวัยเด็ก
อายุ 70 ปี ระดับโกรทฮอร์โมนคงเหลือ 30% ของวัยเด็ก

และหากใครเริ่มกังวล ว่าร่างกายของเรา เริ่มเสื่อมลง อันเป็นผลมาจากระดับของโกรทออร์โมนที่ลดน้อยลง ลองมาสังเกตกันดูค่ะ กับบางส่วนของสัญญาณ ที่เกิดจากปริมาณโกรทฮอร์โมนที่น้อยลง

– เริ่มหลงลืม ความจำเสื่อมลง
– มีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย อารมณ์ไม่คงที่
– มีอาการของโรคกระดูกพรุน
– การเคลื่อนไหวขาดความกระฉับกระเฉง เฉื่อยชา
– เริ่มมีปัญหาทางสายตา
– มีผมขาว และเส้นผมบางลง
– ผิวหนังขาดความยืดหยุ่น ชุ่มชื้น หน้ามีกระฝ้า ผิวหนังเหี่ยวย่นหย่อนยาน
– คลอเลสเตรอรอน และไตรกีเซอร์ไรด์สูง
– ความดันโลหิตสูงหรือต่ำมากไป

นอกจากนั้น สัญญาณเตือนยังรวมถึงการมีน้ำหนักส่วนเกิน นอนหลับไม่ค่อยสนิท มีอาการป่วยมารบกวนบ่อยขึ้น รวมถึงสมรรถภาพทางเพศที่ลดลง
หลายๆ คนอาจจะเริ่มกังวล เพราะสัญญาณเตือนบางอย่างเริ่มมีให้เห็น แต่ขอบอกว่ายังไม่สายจนเกินไปค่ะ เพราะกระบวนการสร้างโกรทฮอร์โมนเป็นกระบวนการตามธรรมชาติ ที่แม้ว่าจะมีวิทยาการที่ก้าวหน้าที่อาจจะช่วยเสริมสร้างการผลิตโกรทฮอร์โมนได้ แต่การดูแลสุขภาพให้สมบูรณ์แข็งแรง ยังคงเป็นสิ่งที่ดีที่สุดค่ะ ออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ นอนพักผ่อนให้เพียงพอ โดยเฉพาะควรเข้านอนแต่หัวค่ำ รวมถึงดูแลเรื่องของโภชนาการให้ครบถ้วน ควรบริโภคเนื้อสัตว์บ้าง หรือในผู้ที่ทานมังสวิรัติ ก็ควรเสริมอาหารประเภทโปรตีนให้เพียงพอ เพราะสารอาหารบางชนิดที่มีความจำเป็นในการสร้างฮอร์โมนเพื่อรักษาสมดุลในร่างกายนั้น พบได้ในอาหารประเภทโปรตีน ทั้งจากพืช และจากสัตว์ค่ะ

เคล็ดลับ นวดเพื่อความงาม

mn
ไม่ว่าสาวคนไหนก็ต้องอยากที่จะมีผิวเนียนใส มีรูปร่างที่เพรียวกระชับทุกสัดส่วนกันทุกคน แต่เพียงแค่การบำรุงด้วยครีมบำรุงผิว ทาโลชั่นเป็นประจำ และการออกกำลังกายสม่ำเสมอนั้นคงจะไม่เพียงพอ เพราะถ้าอยากให้ผิวสวยใส มีร่างกายที่กระชับยิ่งขึ้นก็คงจะต้องเรียนรู้เคล็ดลับการนวดผิวกายกันซักหน่อย วันนี้ มีเคล็ดลับดีๆ เกี่ยวกับเรื่องการนวดกระชับผิวส่วนต่างๆ มาฝากกันค่ะ..

เริ่มต้นด้วยขั้นตอนแรก เสริมความชุ่มชื้น เพราะผิวสวยต้องการความชุ่มชื้นค่ะ การทามอยเจอร์ไรเซอร์จึงเป็นเหมือนการเติมความชุ่มชื้นให้กับผิว โดยเวลาที่เหมาะสมที่สุดคือช่วงหลังอาบน้ำ ที่รูขุมขนจะเปิด พร้อมรับอาหารสำหรับผิว สำหรับการนวดที่จะช่วยเติมความชุ่มชื้นให้ผิวนั้นจะเป็นการนวดเป็นวงกลมจากล่างขึ้นบน ถ้านวดที่ขาก็จะเริ่มจากตาตุ่มขึ้นมาถึงโคนขา สำหรับแขนจะนวดเป็นวงกลมจากหัวไหล่ลงมาทางข้อมือค่ะ

ส่วนต่อมา การกระชับทรวงอก ผิวในร่มผ้าก็เป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรขาดการดูแล สำหรับการนวดกระชับผิวทรวงอกนั้น ใช้วิธีคลึงเป็นวงกลมเช่นเดียวกัน โดยเริ่มจากด้านนอกเข้าสู่ด้านใน และจากฐานอกขึ้นไปตามลำคอจรดปลายคาง ส่วนนี้ให้นวดอย่างเบามือนะคะ

ส่วนที่สาม การนวดกระชับผิว การนวดแบบนี้ ให้ใช้ร่วมกับครีมเพื่อช่วยกระชับรูปร่าง จะได้ผลดีขึ้น เพราะจะช่วยขับไขมันและป้องกันการสะสมของไขมันอีกด้วย สำหรับวิธีการนวด ให้นวดเป็นวงกลมจากล่างขึ้นบน โดยอาจจะเพิ่มน้ำหนักมือขึ้นอีกนิดเพื่อช่วยในการขับไขมันที่ไม่พึงประสงค์ และปรับรูปร่างให้เพรียวบางได้สัดส่วนยิ่งขึ้น

และส่วนสุดท้าย การนวดขาเพื่อลดอาการบวมน้ำ สาเหตุสำคัญที่ทำให้ขาดูไม่กระชับก็มาจากอาการบวมน้ำนี่ล่ะค่ะ ลองแก้ไขด้วยการนวดด้วยน้ำมันบำรุงผิว หรือ Baby Oil โดยนวดจากข้อเท้าขึ้นสู่หัวเข่า และนวดที่เท้าเบาๆ จากนิ้วหัวแม่เท้า จนถึงข้อเท้า ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือดให้ไปถึงส่วนปลายของร่างกาย ก่อนปิดท้ายการนวด ด้วยการลูบไล้เบาๆ ให้ทั่วทั้งเรียวขา จากล่างขึ้นบนเช่นเดียวกัน

เคล็ดลับง่ายๆ เพียงเท่านี้ล่ะค่ะ ที่จะช่วยทำให้ผิวของคุณสาวๆ ดูเนียนเรียบ รูปร่างเพรียวกระชับมากขึ้น ลองนำไปใช้กันดู แล้วได้ผลอย่างไรอย่าลืมมาเล่าสู่กันฟังด้วยนะคะ

ทำอย่างไรดี … อยากมีน้องซักคน

ท้อง.jpg
อาจเป็นเพราะบทบาท หน้าที่การงาน ความเร่งรีบ หรือวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป ที่ทำให้การคิดจะมีลูกซักคน ในหลายๆ ครอบครัวที่แต่งงานไปแล้ว กลับกลายเป็นเรื่องยาก
ใครที่ยังไม่เจอกับปัญหานี้อาจจะไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องทุกข์ใจสักเท่าใหร่ แต่สำหรับคนที่อยากเป็นพ่อ-แม่ แล้วยังไม่มีวี่แววว่าจะมีเจ้าตัวน้อยสักที กลับเป็นการรอคอยที่ยาวนานมากๆ เลยล่ะ วันนี้เราเลยมีความรู้ดีๆ มาฝากกันค่ะ

รู้ไหมคะ ว่าปัญหาของการมีบุตรยากนั้น ประมาณ 40% เกิดจากฝ่ายชาย โดยเกิดจากการสร้างเชื้อที่ผิดปกติ ทำให้ไม่มีเชื้อ หรือได้เชื้ออสุจิที่คุณภาพไม่ดี มีจำนวนเชื้อน้อย เคลื่อนไหวน้อย หรือมีรูปร่างผิดปกติมาก วันนี้เราจึงขอเริ่มต้นที่การแก้ปัญหาในส่วนของฝ่ายชายกันก่อน การตรวจเชื้ออสุจิ เป็นวิธีหลักในการตรวจ ที่ใช้ในการวินิจฉัยภาวะมีบุตรยากในฝ่ายชาย องค์การอนามัยโลกได้กำหนดค่ามาตรฐานของอสุจิปกติเอาไว้ คือ ในการหลั่งอสุจิออกมาแต่ละครั้งจะต้องมีปริมาตรระหว่าง 2-6 มิลลิลิตร และมีฤทธิ์เป็นด่าง มีค่า pH ปกติอยู่ระหว่าง 7.2 – 8.5 และความเข้มข้นของตัวอสุจิในน้ำอสุจิควรจะมีมากกว่า 20 ล้านตัว / 1 มิลลิลิตร หากมีความเข้มข้นต่ำกว่านี้แล้ว จะพบว่าอัตราการตั้งครรภ์ตามธรรมชาติก็จะมีแนวโน้มที่จะลดลงด้วย ความก้าวหน้าทางการแพทย์ในปัจจุบัน สามารถช่วยให้ฝ่ายชายที่เป็นหมัน คือไม่มีตัวอสุจิในน้ำอสุจิ ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจาก การอุดตันของท่อนำอสุจิ หรือการไม่มีท่อนำอสุจิมาตั้งแต่กำเนิด มีปัญหาในเรื่องของการหลั่ง ตัวอสุจิที่หลั่งออกมาตายหมด หรือมีการอักเสบของอัณฑะเนื่องจากเชื้อไวรัสคางทูม หรือเชื้ออื่นๆ ให้สามารถมีบุตรของตนเองได้ โดยการนำเอาตัวอสุจิออกมาใช้ในขบวนการอิ๊คซี่ ด้วยวิธีการต่อไปนี้ค่ะ
– พีซ่า (PESA = Percutaneous Epididymal Sperm Aspiration) คือ การใช้เข็ม แทงผ่านผิวหนังบริเวณอัณฑะเข้าไปในท่อพักน้ำเชื้อ แล้วดูดตัวอสุจิออกมา
– มีซ่า (MESA = Microsurgical Epiddymal Sperm Aspiration) คือ การผ่าตัดเข้าไปหาท่อพักน้ำเชื้อส่วน epididymis แล้วจึงใช้เข็มแทงเข้าไป และดูดตัวอสุจิออกมา
– ทีซ่า (TESA = Testicula Sperm Aspiration) คือ การใช้เข็มแทงผ่านผิวหนังบริเวณอัณฑะเข้าไปในลูกอัณฑะ แล้วดูดตัวอสุจิออกมา
– ทีซี่ (TESE = Testicular biopsy Sperm Extraction) คือ การผ่าตัดเอาเนื้ออัณฑะออกบางส่วน แล้วแยกตัวอสุจิที่ค้างอยู่ในเนื้ออัณฑะออกมา ทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาเรื่องการมีบุตรยากที่เกิดจากฝ่ายชายค่ะ

สำหรับอีกทางเลือก สำหรับผู้มีบุตรยาก ก็คือการปฏิสนธินอกร่างกาย (In vitro fertilization) ซึ่งก็คือการนำไข่และอสุจิมาผสมให้เกิดการปฏิสนธิกลายเป็นตัวอ่อนในห้องทดลอง หลังจากนั้นจึงนำตัวอ่อนที่เกิดขึ้นใส่กลับเข้าโพรงมดลูกของฝ่ายหญิง เพื่อให้เกิดการตั้งครรภ์
หลักการของการปฏิสนธินอกร่างกาย คือ การกระตุ้นไข่ในฝ่ายหญิง จากนั้นก็ต้องติดตามการเจริญเติบโตของไข่ และเก็บไข่ หลังจากนั้นนำไข่มาผสมกับเชื้ออสุจิในห้องทดลอง เพื่อให้เกิดการปฏิสนธิ โดยต้องควบคุมอุณหภูมิ ความชื้น ปริมาณก๊าซต่างๆ ในบรรยากาศให้เหมาะสม และใช้น้ำยาเลี้ยงตัวอ่อนที่เตรียมไว้เป็นพิเศษ ประมาณ 16-18 ชั่วโมงหลังการปฏิสนธิ จะเริ่มเกิดการแบ่งตัวเป็นตัวอ่อน และหลังจากนั้นอีก 24 ชั่วโมง จะมีการแบ่งตัวเป็นตัวอ่อนระยะ 2-4 เซลล์ และเป็นตัวอ่อนระยะ 8-12 เซลล์ ในอีก 24 ชั่วโมงต่อมา โดยจะทำการเลี้ยงตัวอ่อนต่ออีกประมาณ 3-5วัน จึงจะทำการย้ายตัวอ่อนกลับเข้าสู่โพรงมดลูก เพื่อให้มีการฝังตัวและเจริญเติบโตต่อไป
โดยปกติแล้ว ตัวอ่อนจะถูกใส่กลับจำนวน 2-3 ตัว ถ้ามีเหลืออยู่อีก และเป็นตัวอ่อนที่แข็งแรง ก็จะทำการแช่แข็งเก็บไว้ ให้ตัวอ่อนที่แช่แข็งสามารถนำมาใส่กลับได้อีกในรอบต่อไปของการรักษา

แล้วกรณีไหนบ้างที่เหมาะกับการทำการปฏิสนธินอกร่างกาย คุณหมอได้ให้ความรู้มาค่ะ ว่าผู้ที่เหมาะกับการทำการทำการปฏิสนธินอกร่างกาย ได้แก่
1. ฝ่ายหญิงมีความผิดปกติของท่อนำไข่ตีบหรือตันทั้งสองข้าง
2.ฝ่ายหญิงมีพังผืดในอุ้งเชิงกรานมาก และรักษาด้วยการผ่าตัดแล้วไม่ได้ผล
3.ฝ่ายหญิงมีภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ และรักษาภาวะนี้แล้วด้วยวิธีอื่นไม่ได้ผล
4.เชื้ออสุจิฝ่ายชายคุณภาพไม่ดี ซึ่งรักษาด้วยวิธีอื่นแล้วไม่ได้ผล
5.ภาวะมีบุตรยากที่ไม่ทราบสาเหตุ

และเป็นธรรมดาค่ะ ใครที่หวังจะมีบุตร และถึงขนาดมาปรึกษาคุณหมอกัน ก็ย่อมตั้งความหวังไว้แล้วล่ะค่ะว่าจะได้เห็นหน้าลูกน้อยในเร็ววัน สำหรับอัตราความสำเร็จของวิธีดังกล่าวนั้น อยู่ที่ประมาณ 40-50% ค่ะ ทั้งนี้ขึ้นกับอายุของฝ่ายหญิงด้วย
รู้อย่างนี้แล้ว น่าจะช่วยเพิ่มความหวังให้กับผู้ที่อยากจะมีน้อง แต่รู้สึกว่าตัวเองอาจจะอยู่ในภาวะการมีบุตรยากให้ได้สบายใจมากขึ้นนะคะ เรื่องการมีบุตรยากเป็นปัญหาที่ละเอียดอ่อน และเฉพาะตัว ผู้ที่อยากได้คำปรึกษาเพิ่มเติม แนะนำให้ติดต่อเพื่อขอเข้าไปปรึกษากับคุณหมอโดยตรงจะดีที่สุดค่ะ ^^