เรื่องของน้ำสลัด

salad.png
วันนี้ มาต่อกันกับเรื่องของสลัดกันอีกซักหน่อยค่ะ
สลัด เมนูโปรดสำหรับคนรักสุขภาพ แต่หลายๆ คนบ่นมา ว่าเคยไปยืนหน้าสลัดบาร์ เลือกผักหลากหลายมาใส่จาน ถึงเวลาเลือกน้ำสลัดกลับเลือกไม่ถูกว่าจะเลือกแบบไหนดี วันนี้เรามีวิธีจับคู่ระหว่างผักชนิดต่างๆ กับน้ำสลัด พร้อมสรรพคุณของน้ำสลัดแต่ละชนิดมาฝากกันค่ะ

ก่อนจะถึงคิวของน้ำสลัด มาดูก่อนดีกว่าค่ะ ว่าในจานสลัดจะประกอบไปด้วยอะไรบ้าง
– ผักประเภทใบ เช่น กะหล่ำปลีสีสันสดสวย ผักกาด ทั้งผักกาดหอม ผักกาดแก้ว กรีนโอ๊ค เรดโอ๊ค คอส บัตเตอร์เฮด และ ผักร๊อกเก็ต เป็นต้น ส่วนใหญ่ผักพวกนี้จะไม่มีรสชาติค่ะ อาจจะมีบ้างที่ติดขมนิดๆ มีกลิ่นหน่อยๆ
– ผล หรือ หัว ของพืชชนิดต่างๆ อย่างเช่น มันฝรั่ง หอมหัวใหญ่ แครอท มะเขือเทศ แตงกวา เผือก ฟักทอง บลอกโครี่ พริกหวาน บีทรูท เรดดิช รวมไปถึงผลไม้ต่างๆ เช่น แอ๊ปเปิ้ล แคนตาลูป อะโวคาโด ชมพู่ ฝรั่ง แก้วมังกร เป็นต้น
– ธัญพืช ได้แก่พืชตระกูลถั่วทั้งหลาย ทั้งถั่วดำ ถั่วแดง ถั่วลันเตา ลูกเดือย ข้าวโพด และข้าวชนิดต่าง ๆ

เลือกผักต่างๆ มาประกอบในจานสลัดแล้ว ถึงเวลามาทำความรู้จักกับน้ำสลัดกันต่อค่ะ

น้ำสลัดครีม
ส่วนผสม : ไข่ไก่ น้ำมันพืช มายองเนส และมัสตาร์ด
ประโยชน์ : ดูจากส่วนผสมก็พอจะทราบแล้วว่าให้พลังงานสูงแน่นอน ทั้งจากโปรตีน และไขมัน และด้วยรสชาติที่เข้มช้น ทั้งหวานมัน อมเปรี้ยวน้อยๆ รับประทานง่าย น้ำสลัดครีมจึงเป็นนิยมกันพอสมควรเลยทีเดียว ข้อดีของน้ำสลัดครีม คือ มีวิตามินบีที่ช่วยบำรุงผม และเล็บให้เงางามค่ะ
สลัดครีมเหมาะกับผักชนิดไหน ? สลัดครีมจะเหมาะกับผักที่ต้มแล้ว อย่างเช่นแครอท มันฝรั่ง กะหล่ำปลี ผักกาด บลอกคอรี่ อาจจะใส่พวกธัญพืชอย่างเช่นลูกเดือย และถั่วชนิดต่างๆ รวมไปด้วยก็เข้ากันได้ดีค่ะ

น้ำสลัดซีซาร์
ส่วนผสม : น้ำมันเมล็ดองุ่น น้ำส้มสายชู น้ำเชื่อม ไข่ไก่ และ เกลือ
ประโยชน์ : น้ำมันเมล็ดองุ่นมีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระ นอกจากนั้นยังช่วยบำรุงผิวกับเส้นเลือดด้วย น้ำสลัดซีซาร์ให้พลังงานสูง ทั้งจากโปรตีนและไขมัน เหมาะกับคนที่นิยมทานอาหารรสเปรี้ยวหน่อยๆ ค่ะ
น้ำสลัดซีซาร์เหมาะกับผักชนิดไหน? น้ำสลัดซีซาร์จะเหมาะที่จะทานกับผักสดที่มีความกรอบ เช่น ผักกาดแก้ว ผักกาดหอม คอส และอาจเพิ่มความอร่อยอีกนิดด้วยเบคอนหรือขนมปังกรอบก็ได้เลยค่ะ

น้ำสลัดเทาส์ซันไอร์แลนด์
ส่วนผสม : มะเขือเทศบดละเอียด มายองเนส ไข่ไก่ และเกลือ
ประโยชน์ : มะเขือเทศมีเบต้าแครอทีน และอุดมไปด้วยวิตามินทั้ง วิตามินซี วิตามินอี ให้รสเข้มข้นทั้งเปรี้ยว หวาน มัน กลมกล่อม น้ำสลัดชนิดนี้มีสีส้มน่าทาน แต่ถึงจะมีรสเข้มข้น ก็ไม่ได้ให้พลังงานมากเท่ากับน้ำสลัดครีม หรือน้ำสลัดซีซาร์ จึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนักเป็นพิเศษค่ะ
น้ำสลัดเทาส์ซันไอร์แลนด์เหมาะกับผักชนิดไหน? ด้วยรสชาติที่มีสีสันในตัวเอง น้ำสลัดชนิดนี้ทานได้กับผักทุกชนิดเลยค่ะ

น้ำสลัดงา
ส่วนผสม : โชยุ น้ำมันงา น้ำมันเมล็ดองุ่น น้ำเชื่อม และเกลือ
ประโยชน์ : น้ำมันองุ่นมีสารต้านอนุมูลอิสระในการต่อต้านมะเร็ง ช่วยให้หลอดเลือดแข็งแรง บำรุงผิวและเส้นผม กลิ่นหอมจากน้ำมันงาช่วยให้เจริญอาหาร ทั้งน้ำมันงายังมีคุณสมบัติช่วยยับยั้งการเกิดมะเร็งลำไส้ และช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กได้ดีอีกด้วย
น้ำสลัดงาเหมาะกับผักชนิดไหน? น้ำสลัดงาเหมาะกับผักประเภทใบ เช่น ผักกาดแก้ว ที่มีเนื้อนุ่ม ซึมซับน้ำสลัดได้ดี อาจจะใส่แตงกวาญี่ปุ่น มะเขือเทศ แล้วเติมความอร่อยด้วยเต้าหู้ชิ้นเล็กๆ หรือ ทูน่า หรือปูอัดก็ยังได้ค่ะ

น้ำสลัดอิตาเลียน
ส่วนผสม :น้ำมันมะกอก น้ำส้มสายชู น้ำมะนาว กระเทียม หัวหอม
ประโยชน์ : น้ำมันมะกอกจะช่วยต้านอนุมูลอิสระ ช่วยลดความเสี่ยงของโรคหลอดเลือดตีบ หลอดเลือดอุดตัน และช่วยในเรื่องการบำรุงสมองและการจดจำ น้ำมะนาวช่วยในเรื่องการกำจัดสารพิษในร่างกาย ช่วยลดระดับคอเรสเตอรอล ในขณะที่กระเทียมช่วยให้หลอดเลือดแข็งแรงด้วยค่ะ
น้ำสลัดอิตาเลียนเหมาะกับผักชนิดไหน ? น้ำสลัดอิตาเลียนค่อนข้างที่จะเป็นน้ำสลัดอเนกประสงค์ เข้ากันได้กับผักทุกชนิดเลยค่ะ

สำหรับผู้รักสุขภาพที่ชอบทานผักคงจะพอได้แนวทางสำหรับปรุงสลัดจานโปรดของตัวเองให้อร่อยยิ่งขึ้น อาจจะวนเปลี่ยนน้ำสลัดไปในแต่ละวันก็ได้ จะได้ไม่เบื่อเมนูสลัดไปซะก่อนค่ะ

Advertisements

ผักสลัด กับคุณค่าที่ซ่อนอยู่

salad.jpg
หากจะเอ่ยถึงเมนูสำหรับคนรักสุขภาพ คงหนีไม่พ้น “สลัด” ที่ปรุงจากผักสลัดชนิดต่างๆ
แต่เดี๋ยวนี้ผักสลัดก็มีให้เลือกกันมากมายเหลือเกิน ทั้งสลัดใบเขียวอ่อน เขียวเข้ม สีแดงๆ หน่อย ผักสลัดเหล่านี้ บางครั้งก็ไปเป็นเครื่องเคียงในอาหารจานโปรด บางครั้งก็ไปเป็นพระเอกในจานสลัด กับน้ำสลัดที่มีให้เลือกกันตั้งมากมายหลายชนิด
หลายคนทานแล้วติดอกติดใจ แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่า ผักสลัดแต่ละชนิดนี่เค้ามีชื่อเรียกว่าอะไรกันบ้าง แล้วมีประโยชน์อย่างไรกันบ้าง

วันนี้มีข้อมูลความรู้ดีๆ เกี่ยวกับผักสลัดชนิดต่างๆ มาฝากกันค่ะ

กรีนโอ๊ค (Green Oak)
ผักชนิดนี้จะเป็นรูปทรงพุ่มๆ ใบหยัก มีสีเขียว ใบจะนิ่มๆ อ่อนๆ ฟูๆ จับแล้วจะนุ่มมือ คล้ายๆ กับผักกาดหอมบ้านเรา เดิมกรีนโอ๊คเป็นผักที่ปลูกในต่างประเทศ ต่อมา มีการนำเข้าเมล็ดพันธุ์จากประเทศฮอลแลนด์ เข้ามาในประเทศไทย จนทุกวันนี้มีการปลูกกันอย่างแพร่หลายจนเป็นหนึ่งในผักยอดนิยมของคนรักผัก ก็เพราะความนุ่มของใบที่ทำให้ซึมซับน้ำสลัดได้ง่าย เมื่อเอามาปรุงจึงได้รสชาติที่อร่อย รับประทานได้ง่าย
ประโยชน์เด่นๆ ของกรีนโอ๊ค คือการช่วยในเรื่องของการสร้างเม็ดเลือด บำรุงสายตา อุดมไปด้วยวิตามิน และเอนไซม์ที่มีประโยชน์ เราสามารถนำกรีนโอ๊คไปทานคู่กับเมนูที่หลากหลาย อย่างเช่น นำไปทำเป็นซุชิ พล่า ก็ได้ค่ะ

เรดโอ๊ค (Red Oak)
ชื่อคล้ายๆ กับกรีนโอ๊ค นั่นเป็นเพราะรูปทรงที่คล้ายๆ กัน จะแตกต่างกันก็ที่สีสันของผักทั้งสองชนิด เรดโอ๊คจะมีสีแดงเข้มบริเวณขอบใบ และกลางใบจะมีสีเขียวเข้ม ใบหยักนุ่ม และเป็นพุ่มฟู เนื้อค่อนข้างนุ่มเช่นกัน จึงเหมาะกับการรับประทานสดๆ
ประโยชน์ของเรดโอ๊คมีอยู่มากมาย เนื่องจากมีกากใยที่สูง จึงช่วยล้างผนังลำไส้ให้สะอาด ช่วยกำจัดไขมัน ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งลำไส้ นอกจากนั้นยังอุดมไปด้วยวิตามิน ช่วยป้องกันการเกิดโรคปากนกกระจอก สำหรับการนำไปปรุงอาหารนั้น ด้วยความที่เรดโอ๊คมีลักษณะใบที่อ่อนนุ่ม จึงเหมาะกับการทานสดๆ คู่กับน้ำพริก สลัด หรือเมนูยำง่ายๆ ที่ไม่ผ่านความร้อนสูง เพื่อรักษาคุณค่าที่ดีจากธรรมชาติเอาไว้

เรดคอรัล (Red coral)
หลายๆ คนแทบจะแยกไม่ออกระหว่าง เรดโอ๊ค กับ เรดคอรัล เพราะสีแดงๆ ที่สดใสไม่ต่างกันเท่าไรนัก แต่ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นว่าเจ้าเรดคอรัลนี้จะมีลักษณะใบที่หยัก และฟูมากกว่าเรดโอ๊ค มองไปมองมาก็คล้ายๆ กับปะการัง สมกับชื่อของเขาเลยล่ะ
รสชาติของเรดคอรัลนั้นจะออกหวานนิดๆ กรอบหน่อยๆ ต่างจากเรดโอ๊คที่จะมีรสขมนิดหน่อย เรดคอรัลจึงทานง่ายกว่า โดยเฉพาะกับเด็กๆ ค่ะ
เรดคอรัลมีปริมาณกากใยอาหารที่สูง จึงช่วยในเรื่องของการขับถ่ายของเสีย ทั้งช่วยล้างผนังลำไส้ กำจัดไขมัน ต้านอนุมูลิสระ ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งลำไส้ ทั้งยังให้วิตามินซีสูง ช่วยป้องกันอาหารหวัด นอกจากนั้น สารอาหารที่มีประโยชน์มากมายของเรดคอรัล ยังช่วยป้องกันโรคโลหิตจางอีกด้วย
เรดคอรัลเหมาะกับการนำไปทำเป็นเป็นสีสันให้จานสลัดดูน่าทานขึ้นจากสีแดงๆ สดใส นอกจากนั้นยังสามารถนำไปทำยำ หรือเป็นผักเครื่องเคียงกับเมนูต่างๆ ได้ตามใจชอบเลยล่ะค่ะ

บัตเตอร์เฮด (Butter head)
ผักที่มีรอยหยักสวยๆ เหมือนกับกลีบของดอกไม้สีเขียวที่เบ่งบาน ถ้าใครได้ลองปลูกบัตเตอร์เฮดไว้ที่บ้านอาจจะไม่อยากตัดมารับประทานกันสักเท่าไร ก็เพราะเสียดายในความสวยนี่ล่ะค่ะ
บัตเตอร์เฮดมีใบมน เนื้อนุ่ม ตรงกลางอัดแน่นเนื่องจากเป็นใจผัก รสชาติออกหวาน กรอบ ไม่ขม มีประโยชน์มากมาย ทั้งช่วยบำรุงสายตา บำรุงเส้นผม บำรุงระบบประสาท บำรุงกล้ามเนื้อ บำรุงผิว ช่วยลดครอเลสเตอรอล นำไปปรุงอาหารได้หลากหลายเมนู อย่างเช่น นำไปทำแกงจืดบัตเตอร์เฮด หรือใช้ใบที่หนาสักนิดนำไปห่อเมี่ยงคำ นำไปลงกระทะผัดร้อนๆ หรือจะใส่ในแกงส้ม ต้มยำก็อร่อยค่ะ

คอส (Cos)
หลายๆ คนติดใจผักชนิดนี้ คงเพราะชื่อจำง่าย หน้าตาก็แปลกแยกไม่เหมือนผักสลัดชนิดอื่นมากนัก โดยเฉพาะถ้าใครชอบทานซีซาร์สลัดก็คงจะรักผักคอสไปโดยปริยาย กับความกรอบอร่อย ที่ยิ่งทานก็ยิ่งติดใจล่ะค่ะ
คอสมีใบที่เรียวยาว สีเขียวเข้ม ทรงสูง ด้วยความที่เป็นผักเนื้อกรอบ รสชาติออกหวานหน่อยๆ และไม่มีกลิ่นรบกวนสำหรับผู้ที่ไม่ชอบกลิ่นเหม็นเขียวของผัก คอสจึงเข้ามาครองใจคนรักสุขภาพได้ง่ายๆ
ประโยชน์ของผักชนิดนี้มีมากมายเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นวิตามิน และธาตุเหล็กที่มีอยู่สูง ช่วยเพิ่มประมาณเม็ดเลือดแดงในร่างกาย เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นโรคโลหิตจาง และคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ นอกจากนั้น คอส ยังมีปริมาณคาร์โบไฮเดรตน้อย เหมาะกับผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน มีกากใยสูงช่วยในเรื่องของระบบขับถ่าย และการขับของเสียออกจากลำไส้ อีกด้วยค่ะ

รู้จักผักสลัดชนิดต่างๆ กันมาพอสมควรแล้ว ถ้าใครยังนึกไม่ออกว่าจะหยิบเจ้าผักสลัดชนิดต่างๆ ไปปรุงเป็นเมนูอะไรดี แนะนำว่าให้ลองหยิบจานสลัดใบใหญ่มาซักใบ ล้างผักให้สะอาด จัดวางผักสดๆ ใส่จาน โรยหน้าด้วยน้ำสลัดที่ถูกใจ ทานคู่กับน้ำผลไม้เย็นๆ ซักแก้ว ง่ายๆ เพียงแค่นี้ ก็ทั้งอร่อย ทั้งได้ประโยชน์กันแล้วล่ะค่ะ ^^

รู้จักกับ วิตามิน

vit.jpg
เราคงคุ้นเคยกับคำว่า วิตามิน กันมาพอสมควร ว่าแต่ว่า วิตามินคืออะไร มีความสำคัญต่อร่างกายเราอย่างไร มีกี่ประเภท วันนี้มาดูกันค่ะ

วิตามิน เป็นสารอินทรีย์ประเภทหนึ่ง ที่มีความจำเป็นต่อร่างกายของเราในการสร้างพลังงานในเซลล์ และเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับร่างกายเราค่ะ วิตามิน ไม่ใช่อาหาร และไม่มีแคลอรี่ ไม่สามารถให้พลังงานโดยตรงกับร่างกายของเรา ทั้งยังไม่สามารถทดแทนอาหารได้ ทว่าเราก็ยังคงจำเป็นต้องได้รับวิตามินในปริมาณที่เพียงพอในแต่ละวัน เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง และช่วยในการเปลี่ยนอาหารให้เป็นพลังงาน

วิตามิน ที่จำเป็นต่อร่างกายของเรา มีทั้งหมด 13 ชนิด แบ่งออกเป็นกลุ่มที่สามารถละลายได้ในน้ำมัน หรือในไขมัน ได้แก่ วิตามินเอ วิตามินอี วิตามินดี และ วิตามินเค ซึ่งวิตามินเหล่านี้ ร่างกายสามารถเก็บสะสมไว้ในกล้ามเนื้อได้ จึงอาจจะไม่จำเป็นต้องทานวิตามินประเภทนี้ทุกวัน ในขณะเดียวกัน การได้รับวิตามินประเภทนี้มากเกินไป ก็อาจทำให้เกิดการสะสมมากจนเกิดเป็นพิษจากวิตามินได้เช่นกัน
วิตามินอีกกลุ่มหนึ่ง คือวิตามินที่ละลายได้ในน้ำ ได้แก่ วิตามินซี และ วิตามินบี เป็นต้น และเนื่องจากวิตามินประเภทนี้สามารถละลายได้ในน้ำ เมื่อมีปริมาณวิตามินที่เกินความจำเป็นของร่างกาย จึงสามารถถูกขับออกทางปัสสาวะได้ โดยไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพค่ะ

เมื่อเอ่ยถึงวิตามิน ก็ต้องเอ่ยถึงอนุมูลอิสระ  ซึ่งเป็นสารที่เกิดจากปฏิกิริยาออกซิเดชั่น ที่เกิดขึ้นในร่างกายเราตลอดเวลา ซึ่งอนุมูลอิสระเหล่านี้ จะสะสมอยู่ภายในเซลล์ และอวัยวะส่วนต่างๆ และทำลายเซลล์ จนเป็นสาเหตุของความเสื่อมของเซลล์ในที่สุด
วิตามินหลายๆ ชนิด มีส่วนในการต้านอนุมูลอิสระเหล่านี้ ช่วยปกป้องเนื้อเยื่อที่แข็งแรงของร่างกาย เสริมสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและหลอดเลือด ทั้งยังช่วยในการชะลอการเสื่อมของผิวพรรณอีกด้วย จากงานวิจัย ทำให้พบว่า วิตามิน ที่ให้ผลต้านอนุมูลอิสระอย่างชัดเจนได้แก่ วิตามินเอ วิตามินอี วิตามินซี และแร่ซีเลเนี่ยม

การรับประทานวิตามินเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดควรทานพร้อมหรือหลังอาหาร เนื่องจากวิตามินหลายชนิดจะดูดซึมได้ดีเมื่อรับประทานพร้อมอาหาร เช่น วิตามินเอ และเบตาแคโรทีน จะถูกดูดซึมได้ดีเมื่อรับประทานพร้อมไขมัน สังกะสีจะถูกดูดซึมได้ดีเมื่อทานร่วมกับอาหารประเภทโปรตีนเป็นต้น อย่างไรก็ตาม อาหารหรือเครื่องดื่มบางชนิด ก็อาจยับยั้งการดูดซึมวิตามินได้ เช่น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทำให้การดูดซึมโฟเลต และไบโอตินลดลง

ทั้งนี้ การรับประทานวิตามินในแต่ละวันนั้น ควรจะอยู่ในปริมาณที่แนะนำต่อวัน (Amount per Daily Dose) ถ้าหากลืมทานวิตามินมื้อใด ก็อาจทานพร้อมกับวิตามินมื้อถัดไปได้ แต่ถ้าลืมข้ามวันไปแล้ว ให้รับประทานตามปกติ ไม่ต้องทานวิตามินของมื้อที่แล้วควบคู่ไปด้วย เพราะการได้รับวิตามินเกินขนาดอาจก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพได้ ถึงแม้ว่าจะไม่มากเท่ากับการรับประทานยาเกินขนาดก็ตาม ทั้งนี้ การรับประทานวิตามินอย่างปลอดภัยและเกิดประโยชน์สูงสุด ควรอยู่ภายใต้การดูแลของบุคลากรทางการแพทย์

เนื่องจากวิตามินส่วนมาก มักสลายตัวได้ง่ายเมื่อสัมผัสกับความร้อน ความชื้น และ ออกซิเจนในอากาศ ดังนั้น ควรเก็บรักษาวิตามินไว้ในที่แห้ง และเย็น เช่น ช่องเย็นธรรมดา ห้ามแช่แข็ง แต่ก็สามารถเก็บในอุณหภูมิห้องปกติได้ด้วย อย่างไรก็ดี ควรหลีกเลี่ยงการเก็บไว้ในที่ร้อนจัด หรือมีความชื้นสูง เช่น ในห้องน้ำ รถยนต์ เป็นต้น ถ้าจำเป็นต้องเดินทางก็อาจนำติดตัวไปเฉพาะจำนวนที่พอใช้ เพื่อให้วิตามินยังคงประสิทธิภาพที่ดีค่ะ

ชะลอวัย สดใสแข็งแรง ง่ายๆ เริ่มที่ตัวเรา

sm.jpg
จะว่าไปก็เป็นเรื่องธรรมชาติที่เราทุกคนรู้อยู่แก่ใจว่า ทุกๆ อย่างต้องเปลี่ยนแปลง มีเกิดแล้ว ก็ต้องมีแก่ หลีกเลี่ยงกันไม่ได้ แต่ถามจริงๆ ว่ามีใครอยากแก่บ้างคะ แค่อายุขึ้นเลขสาม เลขสี่ ก็ไม่อยากให้ถามถึงอายุกันแล้ว
เมื่อไม่มีใครอยากแก่ หรืออันที่จริงคือไม่ค่อยอยากให้ถูกมองว่าแก่ วันนี้เรามาเรียนรู้วิธีการชะลอความแก่ รักษาคงามหนุ่ม-สาว และสุขภาพดีๆ ให้อยู่กับเราไปนานๆ เพื่อที่จะได้สาว สวย สดใส แบบที่เค้าเรียกกันว่า สาวสองพันปี กันซักหน่อยดีกว่าค่ะ

ศาสตร์แห่งการชะลอวัยมักจะให้ความสำคัญกับ “ฮอร์โมน” แต่ก่อนที่เราจะไปถึงขั้นแอดวานซ์อย่างเช่นเรื่องฮอร์โมน เรามาดูเรื่องพื้นๆ ที่จะทำให้เรา “แก่” กันโดยไม่รู้ตัวดีกว่าค่ะ

เริ่มต้นที่ ไลฟ์สไตล์ที่ทำให้เราแก่ และร่างกายของเราเสื่อมโทรมเร็ว กันซักหน่อย

1 การรับประทานอาหาร โดยเฉพาะผู้ที่รับประทานอาหารไม่สมดุลย์ ได้รับสารอาหาร และชนิดของอาหารไม่เหมาะสมกับสภาพร่างกายของตัวเอง โดยมากแล้ว ปริมาณแป้ง และน้ำตาลที่มากเกินไปนี่ล่ะค่ะตัวดี พฤติกรรมการรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสมจะทำให้ระบบร่างกายทำงานบกพร่อง ทั้งในส่วนของการดูดซึมไปใช้งานเพื่อซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ หรือส่งผลให้เกิดการสะสมของสารอาหารที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย

2 การปล่อยให้ร่างกายอ่อนแอ หรือมีแผลเรื้อรัง เช่น แผลอักเสบในอวัยวะต่างๆ อาการอักเสบบริเวณช่องปาก ฟันผุ ตลอดจนถึงเหงือกอักเสบ เรื่องราวเล็กๆ ที่เราอาจไม่เห็นความสำคัญ แต่รู้ไหมคะว่าอาการเหล่านี้ ถ้าเป็นเรื้อรัง จะทำให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย แทรกซึมเข้าสู่เนื้อเยื่อโดยที่เราไม่รู้ตัว มีผลก็คืออวัยวะอื่นๆ อย่างเช่น หัวใจ และสมอง จะเสื่อมลงโดยที่เราไม่รู้ตัวค่ะ

3 การสะสมมลพิษ และสารเคมีเข้าสู่ร่างกาย คนที่สูบบุหรี่ ดื่มเหล้า ดื่มแอลกอฮอล์บ่อยๆ ใช้ชีวิตในเมืองที่ต้องเผชิญกับมลภาวะต่างๆ ทั้งควันพิษ รับประทานอาหารจากกล่องโฟม อุ่นอาหารด้วยไมโครเวฟ พฤติกรรมเหล่านี้แหละค่ะที่ทำให้ร่างกายสะสมสารพิษไว้ในร่างกาย ซึ่งสารพิษเหล่านั้น จะไปทำลายอวัยวะส่วนต่างๆ รวมทั้งขัดขวางการดูดซึมสารอาหารที่จะเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ทำให้ร่างกายของเราเสื่อมโทรมได้เร็วมาก

4 อารมณ์และความเครียด ความเครียดหรืออารมณ์ที่ขุ่นมัวนั้นส่งผลต่อร่างกายของเราแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวเลย แม้แต่กิจกรรมสนุกๆ อย่างเช่นการเล่นเกม บางครั้งก็อาจทำให้เกิดความเครียดน้อยๆ ได้ หรือการรับฟังเรื่องราวของคนอื่น การติดตามข่าวสารบ้านเมือง รวมไปถึงการทำงานและความรับผิดชอบต่อหน้าที่ในชีวิตก็อาจจะทำให้เกิดความเครียดได้โดยไม่รู้ตัวเลยค่ะ ความเครียดนี่ล่ะเป็นปัจจัยหลักอย่างหนึ่งที่ขัดขวางการทำงานของฮอร์โมน ทำให้ระบบในร่างกายทำงานผิดปกติ ใบหน้าหมองคล้ำ ผิวเหี่ยวตีนกาถามหาได้ง่ายๆ เลยค่ะ
พฤติกรรมในชีวิตประจำวันเหล่านี้ เป็นตัวการที่มักจะขโมยความสาว ความสวยของเราไปแบบที่เราไม่รู้เนื้อรู้ตัว ลองทบทวนดูรูปแบบการดำเนินชีวิต และปรับเปลี่ยนกันให้เหมาะสมนะคะ

เอาล่ะ มาถึงเรื่อง “ฮอร์โมน” กันบ้างดีกว่า ลองทำความเช้าใจกับความแก่ในแบบลึกๆ กันบ้าง
ฮอร์โมน เป็นตัวควบคุมร่างกายเราแบบที่เราเองไม่เคยทราบ เหมือนเป็นเงาที่ควบคุมพฤติกรรมของเราอยู่ตลอดเวลา จะเห็นชัดๆ ก็คงจะเป็นช่วงวัยรุ่น ที่มีฮอร์โมนชนิดต่างๆ คอยส่งผลต่อพฤติกรรม และอารมณ์ ค่อนข้างรุนแรงกันเลยทีเดียวค่ะ สำหรับฮอร์โมนที่สัมพันธ์กับความแก่ก็คือ “โกรทฮอร์โมน หรือ Human Growth hormone (HGH)” นั่นเอง

“โกรทฮอร์โมน” คือ ฮอร์โมนเจริญวัยที่มักจะถูกเรียกกันว่า “น้ำพุแห่งความหนุ่มสาว” ฮอร์โมนนี้จะหลั่งจากต่อมไร้ท่อหรือต่อมพิทูอิตารี่ใต้สมอง ตั้งแต่เรายังเด็ก และจะอยู่กับเราไปจนชั่วชีวิตของเราเลยทีเดียว ฮอร์โมนนี้จะมีจุดพีคในการหลั่งออกมาในช่วงเราเป็นหนุ่ม เป็นสาว (วัยเจริญพันธุ์นั่นล่ะค่ะ) และในทุกๆ 10 ปี ฮอร์โมนตัวนี้จะถูกหลั่งออกมา ในปริมาณที่น้อยลงประมาณ 14 % หน้าที่สำคัญของฮอร์โมนนี้คือการควบคุมการทำงานของเซลล์ต่างๆ ในร่างกายค่ะ
นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการวิจัยเรื่อง HGH ออกมา ได้ข้อสรุปว่า ผลจากการที่โกรทฮอร์โมนทำงานน้อยลงๆ เรื่อยๆ จนเมื่อเราอายุ 40 ปี โกรทฮอร์โมนจะลดต่ำลงจนไม่สามารถควบคุมการทำงานของเซลล์ผิวหนัง และ เนื้อเยื่อสมองได้ และ ในช่วงอายุ 70 ปี ตับ สมอง และหัวใจของเราจะทำงานลดลง และเมื่อถึงช่วงอายุ 90 ปี สมองของเราจะทำงานได้เทียบเท่ากับเด็ก 3 ขวบ และระบบประสาทต่างๆ ทั้งหมดจะเสื่อมลงค่ะ

หยิบยกมาเล่าในที่นี้ ไม่ได้อยากจะทำให้กลัวกันนะคะ แค่อยากจะให้ตระหนักถึงความสำคัญของเรื่องฮอร์โมนกันก่อน เพราะเรามีวิธีที่ช่วยร่างกายให้ผลิตโกรทฮอร์โมนเพิ่มได้ไม่ยากค่ะ ลองมาดูกันนะคะ

1 นอนหลับให้สนิท โกรทฮอร์โมนจะผลิตออกมาเมื่อเรานอนหลับสนิทเท่านั้น การนอนหลับ ไม่สนิท นอนหลับๆ ตื่นๆ ฝันร้าย เครียด ทำให้โกรทฮร์โมนไม่สามารถหลั่งได้ การนอนดึกจะไปรบกวนการหลั่งของโกรทฮอร์โมน เราจึงมักจะเห็นได้ว่าผู้ที่นอนดึกเป็นประจำ หรือนอนไม่พอ มักจะโทรม และมีใบหน้าแก่กว่าวัย ดังนั้นถ้าไม่อยากรีบแก่ จำไว้นะคะว่าต้องนอนให้พอ

2 รับประทานอาหารบำรุงสมอง ร่างกายต้องการโปรตีนที่มีประโยชน์ รวมทั้งกรดอะมิโนเพื่อไปบำรุงสมอง ให้ต่อมใต้สมองแข็งแรง เมื่อต่อมใต้สมองแข็งแรงก็สามารถผลิตโกรทฮอร์โมนได้อย่างเต็มที่ อาหารที่ดีในที่นี้ ได้แก่ ผัก ผลไม้ ธัญพืช พืชกระกูลถั่ว และที่ต้องหลีกเลี่ยงก็คือ อาหารจำพวกแป้ง และน้ำตาลค่ะ สองอย่างนี้เมื่อร่างกายใช้ไม่หมดก็จะสะสมอยู่ในร่างกายในรูปของไขมันส่วนเกินซึ่งจะยับยั้งการทำงานของโกรทฮอร์โมน ไปอุดตันตามเส้นเลือด เสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บ ซ้ำร้ายถ้าร่างกายมีน้ำตาลมากๆ ตับอ่อนก็จะต้องทำงานหนัก เสี่ยงต่อโรคเบาหวาน และเมื่อเป็นเบาหวาน ก็ต้องฉีดอินซูลินเข้าร่างกาย อินซูลินนี้จะยับยั้งการทำงานของโกรทฮอร์โมนทันที โกรทฮอร์โมนจะหยุดหลั่ง ร่างกายก็จะเสื่อมโทรมเร็วเข้าไปอีกค่ะ

3 ออกกำลังกาย ชะลอวัยได้แน่นอน ปริมาณการออกกำลังกายที่เหมาะสมคือ การออกกำลังกายเป็นประจำ ต่อเนื่อง และให้ได้เหงื่อ ให้หัวใจได้เต้นเร็วขึ้น โดยเฉลี่ยมากกว่า 100 -120 ครั้งต่อนาที จะทำให้ต่อมพิทูอิทารี่หลั่งโกรทฮอรโมนได้ดียิ่งขึ้นค่ะ

4 อารมณ์ และสมาธิ การความคุมอารมณ์ให้สงบนิ่ง และทำสมาธิให้แน่วแน่นั้น จะทำให้ร่างกายเข้าสู่ภาวะหลับลึก ร่างกายจะผ่อนคลายที่สุด และช่วยให้สมองผลิตโกรธฮอร์โมนออกมาได้ปริมาณมากเทียบเท่ากับเวลาที่เราหลับลึกเลยทีเดียวค่ะ

รู้เรื่องที่มาที่ไปของความแก่ ทั้งเรื่องพฤติกรรมชวนแก่ และฮอร์โมนที่ช่วยชะลอความแก่ไปแล้ว หวังว่าทุกท่านคงมีวิธีดูแลตัวเองให้คงความสวยสดใส หรือถ้าอายุจะเพิ่มมากขึ้นตามธรรมชาติ ก็ขอให้งามสมวัยกันทุกท่านเลยนะคะ