รู้จักกับ คอลลาเจน

10277166_753823064649314_5088166266503423421_n
ได้ยินกันบ่อยๆ ว่าคอลลาเจนดีต่อผิวหลายประการ บางคนก็ทาน บางคนทา บางคนฉีด ความจริงแล้วคอลลาเจนคืออะไร ดีกับคุณสาวๆ อย่างไร และมีวิธีใช้แบบไหนบ้าง วันนี้เรามีข้อมูลเกี่ยวกับคอลลาเจนแบบลงลึกมาฝากกันค่ะ

คอลลาเจน เป็นสารอาหารประเภทโปรตีนชนิดหนึ่ง ซึ่งในร่างกายของคนเราจะมีคอลลาเจนอยู่เป็นองค์ประกอบในเนื้อเยื่อต่างๆ ทั่วร่างกาย รวมไปถึงภายในชั้นผิวหนังและข้อต่อต่างๆ ซึ่งเมื่อเราอายุมากขึ้น ความยืดหยุ่น และความหนาแน่นของคอลลาเจนซึ่งเป็นองค์ประกอบหลักในชั้นผิวก็ลดลง ทำให้ผิวหนังมีริ้วรอย และเหี่ยวย่นมากขึ้น

ปัจจุบันจึงมีการนำสารประเภทคอลลาเจนมาใช้ในวงการ anti-aging กันอย่างแพร่หลาย และแม้ว่าจะยังไม่มีงานวิจัยอย่างเป็นทางการที่ยืนยัน ว่าการทานอาหารเสริมประเภทคอลลาเจน จะสามารถทดแทนคอลลาเจนในผิวที่หายไป และ ชะลอความแก่ได้จริงหรือไม่ ทว่า มีรายงานทางวิชาการหลายฉบับ ที่ช่วยให้เราสรุปได้ถึงผลลัพธ์จากการทานอาหารเสริมประเภทคอลลาเจน ที่มีต่อร่างกายในส่วนต่างๆ ได้แก่

1. กระดูก และข้อต่อ (Bones and Joints)
มีการศึกษาในปี 2010 เป็นการศึกษาที่ทำในหญิงวัยหมดประจำเดือนที่เริ่มมีภาวะกระดูกพรุน พบว่าสารอาหารทดแทนคอลลาเจนไม่สามารถทำให้มวลกระดูกเพิ่มขึ้นได้ แต่มีส่วนหนึ่งที่มีปัญหาเกี่ยวกับข้อต่อ เช่น ข้อติด ข้อเสื่อม พบว่าอาการเจ็บดีขึ้นแต่ไม่หายขาด อย่างไรก็ดี โรคกระดูกพรุนเป็นโรคของความเสื่อม ซึ่งควรเน้นไปที่การป้องกัน

2. ดัชนีมวลกาย (Body composition)
มีการศึกษาในปี 2009 ว่าการได้รับ Hydrolyzed collagen เสริมในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน จะช่วยป้องกันการลดลงของมวลกล้ามเนื้อได้ ซึ่งจะช่วยให้การคุมน้ำหนักอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานได้ดีขึ้น
ทั้งยังมีข้อบ่งชี้ในการใช้สารอาหารเสริมคอลลาเจนในการช่วยฟื้นฟูผิว เส้นผม และเล็บ ช่วยเรื่องสุขภาพของดวงตา ช่วยป้องกันโรคหัวใจ ช่วยให้นักกีฬาฟื้นตัวจากการบาดเจ็บ ช่วยเกี่ยวกับกระดูก และข้อต่อ

ประเภทของคอลลาเจนที่มีในปัจจุบัน

1. Hydrolyzed collagen
คือการได้คอลลาเจนจากกระดูก หรือเนื้อเยื่อของสัตว์ นำมาย่อยสลายด้วยกระบวนการ hydrolysis ซึ่งเป็นการทำปฏิกิริยากับโมเลกุลของน้ำ ทำให้ได้รูปแบบของคอลลาเจนที่ร่างกายสามารถดูดซึมได้ง่ายขึ้น จึงมักนำมาใช้ในอาหารเสริมประเภทต่างๆ รวมถึงเป็นส่วนผสมในเครื่องสำอางค์หลายๆชนิด

2. คอลลาเจนที่ใช้สำหรับฉีด
จัดเป็นสารหนึ่งในหลายชนิดที่นำมาใช้ทำสารเติมเต็ม ซึ่งมีข้อบ่งใช้จำเพาะในการฉีดเพื่อเติมเต็มผิวหนังที่เป็นร่องลึก ยกตัวอย่างเช่น สารเติมเต็มประเภท Poly-L-lactic acid จะกระตุ้นให้มีการสร้างคอลลาเจนใต้ผิวหนัง ทั้งนี้ การเลือกใช้สารเติมเต็มควรเลือกใช้ให้เหมาะสม และคำนึงถึงความปลอดภัย เพราะสารเติมเต็มบางชนิดอาจมีผลข้างเคียง หรือปฏิกิริยาอันไม่พึงประสงค์ได้ ดังนั้นจึงควรมีการศึกษา และปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนเสมอ

3. ครีมผสมคอลลาเจน
เราจะพบเห็นผลิตภัณฑ์ทั่วไปในท้องตลาดที่โฆษณาว่าช่วยในการสร้างคอลลาเจน แต่ก็ยังไม่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ยืนยันแน่ชัดว่าคอลลาเจนในรูปแบบครีมจะสามารถถูกดูดซึมเข้าสู่ชั้นผิวหนังเพื่อไปเปลี่ยนเป็นคอลลาเจนได้ แต่องค์ประกอบในตัวครีมอาจช่วยให้ผิวกักเก็บความชุ่มชื้นได้ดี ช่วยป้องกันความเสื่อมของผิวได้

หากใครกำลังตัดสินใจในการเลือกทานอาหารเสริมประเภทคอลลาเจน ก็ควรศึกษาว่าเป็นคอลลาเจนประเภทใด มีความปลอดภัยมากน้อยแค่ไหน ส่วนประโยชน์ที่ได้ก็ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล เพราะท้ายที่สุด คอลลาเจนก็คือสารอาหารประเภทโปรตีนชนิดหนึ่งเท่านั้นเองค่ะ

Advertisements

ทานอาหารตามธาตุ ศาสตร์แห่งแพทย์แผนไทย

4-elements.jpg
วันนี้ ได้มีโอกาสแวะไปชิมอาหารอร่อยที่ร้าน ยำแอนด์ตำ ที่ ไลฟ์ เซ็นเตอร์ กับเมนูที่มีชื่อน่าทานกันหลายอย่างเลยทีเดียว แถมในเมนูอาหารยังมีการกำกับถึงการเลือกรับประทานอาหารตามธาตุที่เหมาะกับตัวเอง ธาตุที่ว่ามีทั้ง ดิน น้ำ ลม ไฟ … อ่านไปอ่านมาดูชักเข้าที เลยหาความรู้เพิ่มเติมแล้วนำมาฝากกันซักหน่อย

ศาสตร์การแพทย์แผนไทยได้บันทึกเอาไว้ ถึงธาตุประจำตัวของคนเราที่เกิดมา ว่ามีทั้งธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม และธาตุไฟ แต่ละธาตุจะส่งผลถึงบุคลิก ลักษณะนิสัย รวมถึงสุขภาพที่แตกต่างกันออกไป และตามตำราแพทย์แผนไทย อาหารก็ถูกใช้เป็นยาด้วยเช่นกัน แต่จะต่างจากศาสตร์อื่นๆ เพราะเน้นหนักไปที่รสชาติของอาหารในการสร้างสมดุล พฤติกรรมการบริโภคตามศาสตร์ของแพทย์แผนไทยจึงเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันอาการเจ็บป่วย
การแบ่งธาตุเจ้าเรือนตามตำราแพทย์แผนไทยจะดูจากเดือนเกิด นับเดือนธันวาคมเป็นเดือนแรก โดยนับช่วง 3 เดือนที่อยู่ติดกันย้อนกลับหลัง ถือเป็นธาตุเดียวกัน เริ่มจากธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม จนถึงธาตุไฟ เรียงตามลำดับ

ธาตุดิน (ตุลาคม พฤศจิกายน ธันวาคม) รสชาติที่เหมาะกับคนธาตุนี้ได้แก่ รสฝาด รสหวาน รสเค็ม คุณสมบัติของรสฝาดจะช่วยสมานแผลทั้งภายใน และภายนอก คุณสมบัติของรสหวานจะช่วยบำรุงกำลัง ให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่า ไม่อ่อนเพลีย ในขณะที่รสเค็ม จะช่วยแก้เรื่องโรคผิวหนัง และช่วยทำความสะอาดลำไส้ ผัก ผลไม้ ที่แนะนำได้แก่ มังคุด ฝรั่ง ฟักทอง เผือก ถั่วชนิดต่างๆ หัวมันเทศ กล้วยดิบ ยอดมะม่วงหิมพานต์ ผักหวาน ผักโขม สะตอ ดอกโสน เป็นต้น

ธาตุน้ำ (กรกฎาคม สิงหาคม กันยายน) รสชาติที่เหมาะกับคนธาตุนี้ได้แก่ รสเปรี้ยว เพราะจะช่วยแก้เสมหะ และช่วยฟอกเลือด ผักผลไม้ ที่แนะนำสำหรับคนธาตุน้ำจะเน้นเปรี้ยวนำ เช่น มะนาว ส้ม สับปะรด มะยม มะกอก มะดัน กระท้อน ขี้เหล็ก มะอึก มะเขือเครือ สะเดาบ้าน มะระขี้นก มะแว้ง ใบยอ และ มะเขือเทศ

ธาตุลม (เมษายน พฤษภาคม มิถุนายน) รสชาติที่เหมาะกับคนธาตุลมได้แก่ รสเผ็ดร้อน เพราะจะช่วยขับลม แก้อาการจุก แน่น ผักผลไม้ที่แนะนำสำหรับคนธาตุลมได้แก่ เมนูร้อนๆ อย่างขิง ข่า พริกไทย ขมิ้นชัน ชะพลู พริกขี้หนูสด สะระแหน่ กานพลู

ธาตุไฟ (มกราคม กุมภาพันธ์ มีนาคม) รสอาหารที่เหมาะกับคนธาตุไฟคือ รสขม ที่จะช่วยบำรุงเลือด แก้ร้อนใน กระหายน้ำ แถมยังช่วยให้เจริญอาหารอีกด้วย เมนูที่จัดอยู่ในกลุ่มเย็น ที่จะช่วยดับไฟทำให้ใจชื้น และบำรุงหัวใจ รวมถึงรสจืด ที่จะช่วยขับปัสสาวะ ขับพิษ แก้ไข้ แก้ร้อนใน กระหายน้ำ ผักผลไม้ที่แนะนำสำหรับคนธาตุไฟ ได้แก่ แตงกวา มันแกว พุทรา แอปเปิ้ล ผักบุ้ง ตำลึง ผักกระเฉด สายบัว ผักกาดจีน มะระ มะรุม มะเขือยาว ยอดมันเทศ กระเจี๊ยบมอญ สะเดา ยอดฟักทอง หยวกกล้วย หม่อน มะเขือยาว กุ้ยช่าย เป็นต้นค่ะ

ความรู้จากศาสตร์การแพทย์แผนไทยแต่โบราณกาล ใช้อาหารต่างยาในการสร้างสมดุลย์ให้ร่างกายแข็งแรง ไร้โรคภัย กำลังกลับมาได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก เพราะเพียงแค่เลือกรับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ เหมาะสมกับธาตุประจำตัว ก็จะช่วยป้องกันโรคทั้งหลาย เป็นทางเลือกที่ง่ายกว่าที่จะต้องใช้ยาหรือมารักษาอาการป่วยกันในภายหลังค่ะ