เริ่มต้นใส่ใจสุขภาพ กับทางเลือกของการออกกำลังกาย

Fitness-First
เทรนด์สุขภาพ นอกเหนือจากเรื่องของโภชนาการแล้ว เดี๋ยวนี้ผู้คนต่างก็เริ่มให้ความสำคัญ หันมาออกกำลังกายกันมากขึ้น ซึ่งต้องนับว่าเป็นเรื่องที่ดีมากๆ แต่เคยรู้สึกกันหรือเปล่าคะ ว่าหลายๆ ครั้งที่เราไปออกกำลังกาย เล่นกีฬาหนักๆ หวังว่าจะได้เบิร์นพลังงาน และขจัดเจ้าไขมันส่วนเกินลงไปบ้าง แต่เจ้าไขมันที่แอบมาอยู่นิ่งๆ ที่รอบเอวก็ยังจะดื้อ ไม่ยอมหลบไปไหน ทั้งๆ ที่กิจกรรมที่เราทำ การออกกำลังกายหนักๆ ก็น่าที่จะได้เผาผลาญพลังงานไปได้เยอะแล้ว ลองมาดูกันค่ะ ว่ากีฬาที่เราไปเล่น กับการออกกำลังกายแต่ละประเภท ช่วยเผาผลาญพลังงานกันอย่างไรบ้าง เป็นอย่างที่เราคิดหรือเปล่า
เริ่มด้วยกีฬากอล์ฟ การออกรอบ เล่นกอล์ฟ เป็นเวลาประมาณ 1 ช.ม. จะเผาผลาญพลังงานประมาณ 250 กิโลแคลอรี่ ดูจะน้อยกว่าการเดิน ที่หากเดินอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาประมาณ 1 ช.ม. จะเผาผลาญพลังงานได้ประมาณ 325 กิโลแคลอรี่ ใกล้เคียงกับการเล่นแบดมินตัน ที่หากเราเล่นแบดมินตันเป็นเวลาประมาณ 1 ช.ม. จะเผาผลาญพลังงานได้ถึงประมาณ 350-400 กิโลแคลอรี่
การออกกำลังกายที่เผาผลาญพลังงานได้เป็นอย่างดี ได้แก่การเต้นแอโรบิค ที่จะเผาผลาญพลังงานประมาณ 500-600 กิโลแคลอรี่ การวิ่งเหยาะ  เผาผลาญพลังงานประมาณ 600-700 กิโลแคลอรี่ การปั่นจักรยาน ด้วยความเร็วประมาณ 20 ก.ม. ต่อชั่วโมง เผาผลาญพลังงานประมาณ 700 กิโล แคลอรี่ และ การว่ายน้ำ ด้วยความเร็วประมาณ 3 ก.ม. ต่อ ชั่วโมง เผาผลาญพลังงานประมาณ 850 กิโลแคลอรี่ จากการออกกำลังกายประมาณ 1 ชั่วโมงเท่าๆ กันค่ะ

ยกมาให้ดูกันพอเป็นตัวอย่าง คงพอจะเห็นนะคะ ว่าการออกกำลังกายที่ได้ผลดีที่สุดในด้านการเผาผลาญพลังงาน คือการออกกำลังกายที่ไม่หนัก ไม่ได้เน้นที่การเคลื่อนไหวเร็วๆ แต่เน้นที่การเคลื่อนไหวที่ต่อเนื่องของร่างกายหลายๆ ส่วน ใครที่กำลังมองหากิจกรรมเพื่อขจัดเจ้าไขมันส่วนเกิน หรือกำลังวางแผนอยากจะลดน้ำหนัก คงพอจะมองเห็นแนวทางกันบ้างแล้ว และจากข้อมูลที่ได้นำมาฝากกัน คงทำให้หลายๆ คนนึกไปถึงการออกกำลังกายในแบบ HIIT (High Intensity Interval Training) ซึ่งก็คือการแบ่งช่วงการออกกำลังกายออกเป็นช่วงสั้นๆ สลับกันระหว่างการออกกำลังกายในระดับความเร็วสูงสุด และการออกกำลังกายในระดับความเร็วปานกลาง โดยจะทำสลับกันเป็นเซ็ต

ข้อดีของการออกกำลังกายในลักษณะนี้ นอกเหนือจากการได้กระตุ้นการทำงานของหัวใจให้ได้ทำงาน และแข็งแรงขึ้นแล้ว ยังเป็นการเผาผลาญพลังงานที่ให้ผลลัพธ์เต็มที่ ภายในระยะเวลาที่สั้นลง อีกทั้งการออกกำลังกายในแบบ HIIT ยังสามารถใช้ได้กับเครื่องออกกำลังกายประเภทคาร์ดิโอ ทุกประเภทที่มีอยู่ในฟิตเนสและยังสามารถทำได้ด้วยการออกกำลังกายประเภทอื่นๆ เช่นการวิ่ง อีกด้วยค่ะ

เปรียบเทียบการออกกำลังกายในแต่ละประเภทให้ทราบกันแล้ว ขอนำมาฝากกันอีกซักหน่อย กับเรื่องของการทำงานของร่างกายเราค่ะ
การออกกำลังกายในช่วง 15 นาทีแรก ร่างกายจะดึงเอาแหล่งพลังงานหลัก หรือน้ำตาลจากตับ มาใช้ก่อน ส่วนนี้ ยังไม่ได้ช่วยลดน้ำหนัก หรือเผาผลาญพลังงานส่วนเกินแต่อย่างใด เพราะเป็นพลังงานที่ร่างกายมีไว้สำหรับกิจกรรมประจำวันอยู่แล้ว
การออกกำลังกายใน 15 นาทีต่อมา เมื่อร่างกายรู้สึกว่าต้องการพลังงานเพิ่มเติม ก็จะดึงเอาพลังงานในส่วนทีสอง คือแป้ง โดยเปลี่ยนให้อยู่ในรูปของน้ำตาลเพื่อนำมาใช้ โดยยังไม่ได้ดึงเอาไขมันสะสมมาใช้เลย
จนหลังจาก 30 นาทีผ่านไป ร่างกาย จึงจะเริ่มดึงเอาไขมันที่สะสมไว้มาใช้งาน เป็นจุดเริ่มต้นของการเผาผลาญไขมันส่วนเกิน ที่เราเรียกว่า Burn นั่นล่ะค่ะ

สรุปสั้นๆ คือ สำหรับผู้ที่ต้องการที่จะออกกำลังกายเพื่อเผาผลาญไขมันส่วนเกิน จำเป็นต้องออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ 30 นาทีขึ้นไป และร่างกายของเราจะยังคงใช้พลังงานต่อไปอีกหลังจากการออกกำลัง โดยใช้เพื่อสร้างกรดบางชนิด สังเกตว่าเราจะยังคงมีเหงื่อออก และมีอุณหภูมิร่างกายที่สูงอยู่อีกซักระยะหนึ่ง

ในช่วงหลังการออกกำลังกายนี่ล่ะค่ะ จึงเป็นเรื่องสำคัญ ที่ไม่ควรดื่มน้ำอัดลม น้ำหวาน ทานขนม หรือน้ำตาลทุกประเภท เพราะจะทำให้ร่างกายรับรู้ว่ามีแหล่งพลังงานหลักให้ดึงกลับมาใช้อีก และเลิกดึงเอาไขมันส่วนเกินมาเผาผลาญค่ะ

เอาล่ะค่ะ ได้รับข้อมูลกันไปพอสมควรแล้ว ถึงเวลาเปลี่ยนชุด หยิบชุด เตรียมรองเท้า แล้วเตรียมตัวไปออกกำลังกายกันได้เลยค่ะ ^^
———–
credit ภาพ : Fitness First Platinum
@fitnessfirstplatinum

Advertisements

ผอมเกินไป ก็อันตราย.. เพิ่มน้ำหนักกันซักหน่อย

O201602

โรคอ้วน และปัญหาไขมันส่วนเกิน ดูจะเป็นประเด็นยอดนิยมในสังคม ด้วยพฤติกรรมการบริโภค และการใช้ชีวิต โดยเฉพาะในสังคมเมือง ที่เอื้อให้เกิดภาวะอ้วนได้ง่ายกว่าในอดีต แต่ทราบกันหรือไม่คะ ว่าในอีกด้านหนึ่ง การผอมเกินไป ก็อาจทำให้เกิดภาวะเสี่ยงต่อสุขภาพได้ในหลายๆ ทางเลยทีเดียว

งานวิจัยหลายๆ ชิ้น บ่งชี้ถึงภาวะเสี่ยงต่อสุขภาพ ที่เกิดในผู้ที่มีน้ำหนักน้อยกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ทั้งภาวะเสี่ยงต่ออาการกระดูกเปราะ หักง่าย (อ้างถึงรายงานของวารสาร The Archives of Internal Medicine) เนื่องจาก มีความหนาแน่นของกระดูกน้อย อีกทั้งด้วยปริมาณไขมันในร่างกายที่น้อย ทำให้มีการสร้างฮอร์โมนเอสโตรเจนที่มีส่วนช่วยให้กระดูกแข็งแรงได้น้อยตามไปด้วย ความเสี่ยงในผู้ที่มีน้ำหนักน้อยกว่าเกณฑ์ ยังรวมถึง ความเสี่ยงต่อ โรคโลหิตจาง โรคซึมเศร้า โรคปอด โรคไขข้ออักเสบ การเป็นหมันในชาย และความเสี่ยงต่อการแท้งบุตรในผู้หญิง อีกด้วยค่ะ (อ้างถึง รายงานจาก วิทยาลัยสุขอนามัย และเวชศาสตร์เขตร้อน ลอนดอน)

ผอมเกินไป ดูอย่างไร … มาดูกันเลย

การดูน้ำหนักที่เหมาะสม เราใช้การคำนวณค่า BMI (Body Mass Index) หรือ ดัชนีมวลกาย นั่นเองค่ะ โดยการนำ น้ำหนักตัว (ก.ก.) หารด้วยส่วนสูง ยกกำลังสอง (เมตร) โดยค่า BMI ที่เหมาะสม สำหรับชาวเอเซียร์อย่างเรา อยู่ระหว่าง  18.5-22.9 ใครที่มีค่า BMI น้อยกว่านั้น ถือว่ามีน้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์ค่ะ

เคล็ดลับการเพิ่มน้ำหนัก

คนผอมมักจะมีลำไส้ที่เล็กกว่าคนอ้วน ทำให้อิ่มได้ง่าย และร่างกายดูซับสารอาหารได้ในปริมาณที่น้อยกว่า อย่างแรกที่สามารถทำได้ ในการที่จะเพิ่มน้ำหนัก คือการทานอาหารในปริมาณที่น้อยลง แต่ทานให้บ่อยขึ้น วิธีนี้ จะช่วยให้ร่างกายดูดซับสารอาหารได้มาก และสม่ำเสมอขึ้น ทำให้สามารถนำสารอาหารไปเลี้ยงระบบต่างๆ ภายในร่างกายได้อย่างเต็มที่ค่ะ

อย่างที่สอง เคี้ยวอาหารให้นาน และละเอียดขึ้น เพราะการเคี้ยวอาหารให้ละเอียดขึ้น จะช่วยในการทำงานของระบบการย่อย และดูดซับสารอาหาร เนื่องจากอาหารชิ้นเล็ก จะถูกย่อยและดูดซับได้ง่ายขึ้น อีกทั้งอาหารบางประเภท เช่นแป้ง จะเริ่มต้นกระบวนการย่อยอาหารตั้งแต่อยู่ในปากค่ะ

อย่างที่สาม ทานอาหารให้ครบห้าหมู่ และเติมโปรตีนให้ร่างกาย สารอาหารที่ครบถ้วนเป็นสิ่งจำเป็น และการเติมโปรตีน จะช่วยให้ร่างกายสามารถซ่อมแซม และเสริมสร้างส่วนต่างๆ ภายในร่างกายได้ดีขึ้น

สุดท้าย นอกจากเรื่องของโภชนาการแล้ว สิ่งสำคัญคงหนีไม่พ้นการออกกำลังกาย ที่นอกจากจะช่วยให้เจริญอาหารมากขึ้นแล้ว ยังจะเป็นการช่วยสร้างกล้ามเนื้อ และช่วยให้ระบบต่างๆ ได้ทำงานอย่างเต็มที่ ช่วยให้ร่างกายแข็งแรงขึ้นพร้อมๆ กันอีกด้วยค่ะ

น้ำหนักเกิน ก็ไม่ดี น้ำหนักน้อย ก็ไม่ได้ดีไปกว่ากัน อะไรที่พอดีๆ ดูจะเป็นความลงตัวที่สุด วันนี้ อย่าลืมหันมาใส่ใจสุขภาพกันซักหน่อย เช็คกันซักนิด ว่าเรามีน้ำหนักเกิน หรือว่าน้อยกว่าเกณฑ์ที่เหมาะสมไปหรือเปล่า แล้วเริ่มดูแลตัวเอง รับปีใหม่กันดีกว่า เพราะปีใหม่นี้ เราจะมีสุขภาพดีๆ ไปพร้อมๆ กันค่ะ

สุขภาพดี เริ่มต้นที่ลมหายใจ

1405419330-5202-640x430
ความเร่งรีบของชีวิต กับการทำงานวุ่นตลอดแทบจะทุกนาที … เคยสังเกตกันหรือเปล่าคะ ว่าเราห่างจากการสูดลมหายใจให้เต็มปอดกันมานานมากเท่าไหร่แล้ว

การหายใจที่ดี คงไม่ใช่เป็นเพียงการนำออกซิเจนที่จำเป็นเข้าสู่ร่างกาย หากแต่ยังเป็นการยืดขยายอวัยวะภายใน และปรับสมดุลของระบบต่างๆ ภายในร่างกาย มีประโยชน์ต่อการทำงานในหน่วยที่เล็กที่สุด คือเซลล์ รวมถึงได้เติมความสดชื่น และความสงบของจิตใจ

เพื่อเป็นการต้อนรับปี 2559 ด้วยความสดชื่น วันนี้ ขอนำเนื้อหาดีๆ เกี่ยวกับลมหายใจ จาก Expert Articles ในเวปไซต์ของเรา มาฝากกันค่ะ

คุณเพ็ญพิชชากร แสนคำ Clinical Director จากสถาบันปรับโครงสร้างร่างกายอริยะ ชั้น 2ไลฟ์เซ็นเตอร์ (คิวเฮ้าส์ ลุมพินี) ได้กล่าวถึงความสำคัญของการหายใจว่า การดำรงชีวิตของคนเราอยู่ได้ด้วยการหายใจ ซึ่งสิ่งนี้ก็บอกเป็นนัยๆ ได้ว่า ความสำคัญของการหายใจนั้นสำคัญมากต่อการมีชีวิตอยู่ แน่นอนทุกคนที่ยังหายใจได้แปลว่ายังคงดำเนินชีวิตอยู่ แต่จะมีสักกี่คนที่หายใจได้ประสิทธิภาพอย่างแท้จริง นั่นคือการหายใจทุกครั้งร่างกายได้รับออกซิเจนที่เพียงพอต่อความต้องการของทั้งร่างกาย

ปกติการหายใจที่ถือว่าได้ประสิทธิภาพคือ ปอดทุกส่วนต้องขยายตัวได้เต็มที่

ปอดของคนเรามีด้วยกันสามส่วน คือ ปอดส่วนบน ส่วนกลาง และส่วนล่าง ทุกครั้งที่หายใจปอดจะขยายตัว ปอดล่างเมื่อขยายจะดันกระบังลมให้เลื่อนลง ทำให้ท้องป่องเวลาเราหายใจเข้า ส่วนปอดบนและส่วนกลางจะดันให้ชายโครงกางขึ้น จะเห็นชายโครงกางขึ้นชัดเจน แต่ส่วนใหญ่แล้วเรามักหายใจด้วยการใช้ปอดล่างอย่างเดียว แต่เหตุที่ทำให้ปอดบนไม่ค่อยขยายอาจเป็นเหตุจากบางคนอาจมีภาวะโครงสร้างร่างกายที่ยึดติด เช่น หลังค่อม ไหล่งุ้ม เหล่านี้จะทำให้ข้อต่อกระดูกสันหลังซึ่งเชื่อมกับชายโครง ไม่ขยายตัวจึงเป็นเหตุให้อากาศเข้าไปได้น้อยกว่าปกติ ซึ่งเราอาจจะรู้สึกเหมือนหายใจเร็ว ขัด และสั้น นานวันเข้าก็เป็นปัจจัยที่ทำให้มีปัญหาที่ระบบอื่นๆ ในร่างกายตามมา เราหายใจเข้าเอาออกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์ ซึ่งออกซิเจนเป็นเสมือนอาหารของซลล์ เมื่อเซลล์ได้อาหารตามที่ต้องการ เซลล์ก็แข็งแรงเสมือนร่างกายเรามีภูมิต้านทานโรคภัยต่างๆ ได้ดีเพราะหน่วยย่อยของร่างกายเล็กสุดก็คือเซลล์ และเมื่อหายใจออกก็เป็นการขับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และเชื้อโรคต่างๆ ผ่านท่อทางเดินหายใจ  ซึ่งของเสียเหล่านี้มักเกิดจากกระบวนการต่างๆ ภายในร่างกายคนเรา

ใครบ้าง ที่รู้สึกหายใจไม่อิ่ม หรือหายใจสั้นๆ ขัดๆ ลองใช้วิะีนี้ดูค่ะ
ยืดอกขึ้น ผายหัวไหล่ไปด้านหลังแล้วลองหายใจเข้าให้ลึกและยาวที่สุด จินตนาการว่าเหมือนลำตัวเรากำลังพองออกมากที่สุด พร้อมกับค่อยๆหายใจออกช้าๆ ยาวๆ สักประมาณ 3 – 5 รอบ เพียงแค่นี้ รับรองว่าจะสัมผัสได้ถึงความสดชื่นในทันทีเลยล่ะค่ะ

มหัศจรรย์ของลมหายใจ การหายใจที่มีประสิทธิภาพนอกจากจะเป็นเสมือนการสร้างภูมิต้านทานแล้วยังเป็นการขับพิษและเชื้อโรคในร่างกาย ทำให้ร่างกายและจิตใจผ่อนคลายไปด้วย สังเกตกันหรือเปล่าคะ ว่าในขณะที่เราจดจ่ออยู่กับลมหายใจ จิตของเราก็ไม่ได้วุ่นวายอยู่กับเรื่องอื่นๆ เลย เหมือนว่าได้ปล่อยวางเรื่องราวต่างๆที่ไม่สบายใจไว้ก่อน จึงทำให้จิตใจผ่อนคลาย สบายตามไปด้วย

คนส่วนใหญ่ในยุคปัจจุบันมักมองออกไปนอกตัวอย่างเดียว เพ่งเล็งกับการกระทำหรือสิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้อื่นจนลืมหันกลับมามองดูสิ่งที่มหัศจรรย์ในตัวนั่นคือ “ลมหายใจ” เพียงเราลองหายใจให้ถูกวิธีแค่ 2-3 ครั้ง ก็รู้สึกถึงความสดชื่นกระปรี้กระเปร่าได้ แล้วหากเราฝึกเป็นประจำ เซลล์ในร่างกายก็จะแข็งแรง ของเสียถูกขับออกข้อต่อกระดูกสันหลังก็เคลื่อนไหวได้คล่องแคล่ว ฯลฯ เพียงเท่านี้ก็ทำให้ยืดอายุขัยเราได้อีกนานเลยล่ะค่ะ

ติดตามเรื่องราวดีๆ และเนื้อหาที่เป็นประโยชน์ได้จากอีกช่องทางหนึ่งของเรา ตาม link เลยนะคะ ^^
http://lifecenterthailand.com/health_and_wellness/expert_articles