ความสุขเล็กๆ ของเด็กน้อย

10414853_975958225769129_7812304112284906503_n
ใครที่ได้อยู่ใกล้ชิดกับเด็กๆ จะรู้ว่าเด็กน้อยมีความสามารถในการสังเกตรายละเอียดเล็กๆ ได้ดีกว่าผู้ใหญ่อย่างเราๆ ไม่ว่าจะเป็นลวดลายดอกไม้ดอกเล็กๆ ที่อยู่ในชุดของตัวละครตัวโปรด… องค์ประกอบน้อยๆ ในภาพวาดที่เรามองผ่านโดยไม่ได้ให้ความสำคัญ หรือแม้แต่แมลงตัวจิ๋วที่เกาะอยู่บนใบไม้ที่เราไม่ทันได้มอง….
ใช่แล้วค่ะ เด็กตัวน้อยๆ ก็ย่อมมองเห็นสิ่งเล็กๆ ไปตามวัย และขนาดของร่างกาย เราเองก็เคยเป็นเช่นนั้น จนเมื่อเราเติบโตขึ้น กับการสั่งสอน และประสบการณ์ ทำให้เราเลือกที่จะมองในอะไรที่กว้างขึ้น กับภาพที่ใหญ่ขึ้น จนบางครั้ง เราไม่เคยได้ย้อนกลับไปดูในรายละเอียดของสิ่งต่างๆ อีกเลย…

ทว่า สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้น กับการได้ใกล้ชิดกับเด็กๆ คือความพึงพอใจ และความสุขในสิ่งเล็กๆ ที่ไม่ได้ใหญ่เกินไปกว่าขนาดของร่างกาย และไม่ได้อยู่ไกลเกินระยะที่มือน้อยๆ เอื้อมถึง…

หากใครจะลองถามเด็กน้อยซักคน ว่าอะไรคือความสุข ในวันที่ผ่านมา.. เชื่อหรือไม่คะ.. ว่าจะได้คำตอบที่น่ารักๆ และเป็นความสุขง่ายๆ ในแบบที่เราแทบจะไม่เคยได้คิด ว่าเราจะนับเป็นความสุขเสียด้วยซ้ำ… เช่น ความสุขที่ได้ทำงานในกลุ่มเดียวกันกับเพื่อนสนิท ความสุขที่ตอบคำถามคุณครูได้ถูกต้องและได้รับคำชม ความสุขที่ได้ทำงานฝีมือที่ถูกใจซักชิ้นหนึ่ง… ทั้งหมด เป็นความสุขง่ายๆ ที่เราทุกคนห่างเหินกันไปนาน.. ห่างไป เพราะเรา มัวแต่ไปมองหาความสุขที่ไกลออกไป และยิ่งใหญ่ขึ้นโดยความคาดหวังของเราเอง…

บทความสั้นๆ ในวันนี้ เพียงเพื่ออยากจะให้ทุกคนลองมองหาความสุขในแบบง่ายๆ ในชีวิตของเรา ความสุข ที่จะเป็นน้ำหล่อเลี้ยงจิตใจให้มีแรงเดินต่อไปกับชีวิตในแบบที่เราสามารถมีรอยยิ้มเล็กๆ ให้กับตัวเองได้ในทุกวัน..

วันนี้ ลองมองหาความสุขเล็กๆ ลองมองลงไปในเรื่องเล็กๆ รายละเอียดเล็กๆของชีวิตบ้าง… บางที การพักความเป็นผู้ใหญ่เอาไว้ซักนิด อาจจะเป็นความสุขน้อยๆ ของวันนี้ก็เป็นได้นะคะ ^^
————————-
#lifecenter #QHouseLumpini
www.lifecenterthailand.com

Advertisements

‘โรคจอประสาทตาเสื่อม’ อีกหนึ่งเรื่องควรระวังของคนในวัยเลข 4 Up (ตอนที่ 2)

the eyes ต่อเนื่องจากสัปดาห์ที่แล้ว กับเรื่องของโรคจอประสาทตาเสื่อมกันค่ะ เนื่องจาก ปัจจัยสำคัญประการหนึ่งของการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อม คือกระบวนการที่เกิดจากการเสื่อมสภาพของเนื้อเยื่อ ทำให้เชื่อว่าสารต้านอนุมูลอิสระน่าที่จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคได้ โดยพบว่าการทานสารต้านอนุมูลอิสระ ประเภทวิตามินซี วิตามินอี beta carotene และ Zinc ในปริมาณที่มากพอ จะสามารถลดความเสี่ยงของการเกิดโรคจอประสาทตาเสื่อมได้ โดยมี ประมาณการรับสารอาหารทดแทน ต่อวันดังต่อไปนี้ค่ะ 1. วิตามินซี 500 mg 2. วิตามินอี 400 IU 3. Beta carotene 15 mg 4. Zinc 80 mg ของ Zinc oxide 5. Copper 2 mg ของ Copper oxide

กระนั้นสารอาหารทดแทนดังกล่าวไม่สามารถป้องกัน รักษา หรือช่วยให้การมองเห็นที่สูญเสียไปแล้วดีขึ้นได้ แต่เป็นการลดความเสี่ยงที่โรคจะพัฒนาไปสู่ระยะรุนแรงจนทำให้เกิดการสูญเสียการมองเห็นในคนไข้จอประสาทตาเสื่อมที่จัดอยู่ในกลุ่มเสี่ยงสูง ซึ่งหากมีอาการของโรคจอประสาทตาเสื่อมเกิดขึ้นแล้ว ในปัจจุบันมีแนวทางการรักษาอยู่สองวิธี คือ

1) การรักษาด้วยแสงเลเซอร์ โดยใช้แสงเลเซอร์ เพื่อยับยั้งหรือชะลอเส้นเลือดผิดปรกติที่ทำให้เกิดเลือดออกใต้จอประสาทตา ซึ่งแม้ว่าจะไม่สามารถทำให้การมองเห็นที่เสียไปกลับคืนมา หรือรักษาโรคให้หายขาดได้ แต่ก็สามารถช่วยคงสภาพการมองเห็นให้เหลือไว้ได้มากกว่าการที่ไม่ได้รับการรักษาเลย และ

2) การรักษาด้วยการผ่าตัด เพื่อนำเส้นเลือดที่ผิดปกติออกจากใต้จอประสาทตา รวมทั้งแก้ไขภาวะแทรกซ้อนต่าง ๆ ของโรค แต่คนไข้ก็จะมีการมองเห็นลดลงหลังการรักษาไม่ต่างจากการใช้แสงเลเซอร์

ข้อมูลในปัจจุบันในส่วนที่เกี่ยวกับโรคจอประสาทตาเสื่อมนั้น แม้ว่าจะมีแนวทางการรักษา แต่ก็เป็นเพียงการชะลอไม่ให้อาการของโรครุนแรงขึ้นเท่านั้น ยังไม่สามารถทำได้โดยสมบูรณ์ และอาจมีภาวะแทรกซ้อนจากการรักษา คนไข้ส่วนใหญ่ที่เป็นโรคจอประสาทตาเสื่อมจะยังคงสูญเสียการมองเห็นบ้าง ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ จึงแนะนำให้ผู้ที่มีอายุระหว่าง 40 – 64 ปี ที่แม้จะไม่มีอาการผิดปกติในการมองเห็น ก็ควรได้รับการตรวจสุขภาพตา รวมถึงการตรวจจอประสาทตา ทุกๆ 2 – 4 ปี และ สำหรับผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจทุกๆ 1 – 2 ปี และหากมีอาการของโรค และได้ทำการรักษาแล้ว สิ่งสำคัญคือการให้คนไข้ได้ปรับตัวกับภาวะสายตาเลือนลาง และหัดใช้เครื่องมือช่วยในการมองเห็น เพื่อให้คนไข้สามารถใช้การมองเห็นที่เหลืออยู่ในการดำเนินชีวิตตามปกติค่ะ

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงมัญชิมา มะกรวัฒนะ ผู้อำนวยการศูนย์จักษุรักษ์ตา ชั้น 2 ไลฟ์เซ็นเตอร์ (อาคารคิวเฮ้าส์ ลุมพินี)

‘โรคจอประสาทตาเสื่อม’ อีกหนึ่งเรื่องควรระวังของคนในวัยเลข 4 Up

eye2 ดวงตาคงจะไม่ได้เป็นเพียงหน้าต่างของหัวใจ เพราะดวงตาเป็นจุดเริ่มต้นของการรับรู้ ที่ทำหน้าที่เปิดรับข้อมูลเพื่อเข้าสู่กระบวนการทางความคิด การตัดสินใจ และการดำเนินกิจกรรมต่างๆ อีกมากมายในชีวิตเรา โดยในกระบวนการรับรู้ผ่านระบบการมองเห็นนั้น ภาพหรือแสง จะต้องเดินทางเข้าไปในลูกตา ผ่านส่วนประกอบต่าง ๆ ของตา ได้แก่ กระจกตา และเลนส์แก้วตา จนไปตกกระทบที่จอประสาทตา ที่เป็นผนังชั้นในของลูกตา อันประกอบไปด้วยเซลล์ประสาทตาจำนวนมาก ที่ทำหน้าที่ส่งสัญญาณภาพที่ได้ผ่านเส้นประสาทตา ไปสู่สมอง เพื่อทำการแปลสัญญาณเป็นภาพในที่สุด

eye โดยส่วนที่มีความสำคัญที่สุดส่วนหนึ่งของจอประสาทตา คือ บริเวณจุดกลางรับภาพที่เรียกว่า macula ที่จะทำให้เราสามารถมองเห็นภาพต่าง ๆ ได้อย่างชัดเจน หากจุดกลางรับภาพนี้เสีย จะทำให้ไม่สามารถมองภาพได้ชัดเจน อาจมีอาการเหมือนมีวัตถุมาบังในตรงกลางของภาพ หรือมีการรับภาพในลักษณะที่บิดเบี้ยวไป รวมทั้งอาจทำให้ความสามารถในการเห็นภาพที่ระยะต่างๆ สูญเสียไปค่ะ

วันนี้ มาทำความรู้จักกับโรคจอประสาทตาเสื่อม ที่เป็นโรคที่เกิดจากความผิดปกติของจุดกลางรับภาพของจอประสาทตา เป็นโรคที่พบมากในกลุ่มอายุตั้งแต่ 65 ปีขึ้นไป และเป็นอีกหนึ่งสาเหตุสำคัญของการเกิดการสูญเสียการมองเห็นในผู้สูงอายุค่ะ แม้ว่าโรคจอประสาทตาเสื่อม อาจเกิดได้กับผู้ที่มีสายตาสั้นมากๆ  หรือเกิดจากโรคติดเชื้อบางอย่าง แต่โดยส่วนใหญ่แล้วเป็นโรคที่พบในผู้สูงอายุ โดยทั่วไปจึงอาจถือได้ว่าเป็นการเสื่อมสภาพของร่างกาย โดยปัจจัยที่ทำให้เกิดความเสี่ยงต่ออาการของโรค ได้แก่

1) อายุ เนื่องจากพบได้บ่อยขึ้นในคนที่มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นไป

2) พันธุกรรม พบว่าอัตราความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมีความสัมพันธ์ทางพันธุกรรม

3) บุหรี่ โดย มีหลักฐานทางการศึกษาพบว่า การสูบบุหรี่ เป็นการเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรคอย่างชัดเจน

4) ความดันเลือดสูง โดยคนไข้ที่ต้องทานยาลดความดันเลือด และมีระดับของไขมัน Cholesterol ในเลือดสูงและระดับ Carotenoid ในเลือดต่ำ มีความเสี่ยงสูงต่อการเป็นโรคจอประสาทตาเสื่อม แบบสูญเสียการมองเห็นอย่างรวดเร็ว และ

5) วัยหมดประจำเดือน พบว่า ผู้หญิงในวัยหมดประจำเดือนที่ไม่ได้รับประทานยาฮอร์โมน estrogen จัดอยู่ในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง

โรคจอประสาทตาเสื่อม มี 2 ลักษณะ คือ ลักษณะแรก โรคจอประสาทตาเสื่อมแบบแห้ง (Dry AMD) ซึ่งพบได้บ่อยกว่า เกิดจากจุดกลางรับภาพจอประสาทตา มีการเสื่อม  และบางลงทำให้ความสามารถในการมองเห็นจะค่อย ๆ ลดลง อาการลักษณะนี้ จะค่อยๆ เกิดขึ้นอย่างช้าๆ แตกต่างจากลักษณะที่สอง คือ โรคจอประสาทตาเสื่อมแบบเปียก (Wet AMD) ซึ่งพบได้เป็นส่วนน้อย ทว่าจะทำให้เกิดการสูญเสียการมองเห็นอย่างรวดเร็ว และเป็นสาเหตุสำคัญของการตาบอด เนื่องมาจากการที่มีเส้นเลือดผิดปกติเจริญเติบโตอยู่ใต้จอประสาทตา และผนังชั้นพี่เลี้ยง และมีการรั่วซึมของเลือด รวมถึงสารเหลวจากเส้นเลือดเหล่านั้น ทำให้จุดกลางรับภาพเกิดอาการบวม ผู้ที่มีอาการจะเริ่มมองเห็นภาพตรงกลางบิดเบี้ยว และมืดลงในที่สุด

รับทราบถึงอาการของโรคแล้ว ก่อนที่จะเริ่มเป็นกังวล เรามาดูกันค่ะว่าควรจะระมัดระวัง สังเกตสัญญาณของโรคกันอย่างไรบ้าง เพื่อที่ว่าหากรู้กันแต่ในระยะแรก ก็จะยังสามารถทำการรักษากันได้ทัน อาการของโรคจอประสาทตาเสื่อมแตกต่างกันออกไปในผู้ป่วยแต่ละคน และยากที่ผู้ป่วยจะสามารถสังเกตความผิดปกติในการมองเห็นได้ในระยะเริ่มแรก เนื่องจากส่วนมาก ยังสามารถใช้ตาอีกข้างหนึ่งในการชดเชยการมองเห็นได้ ทำให้ไม่สามารถสังเกตเห็นถึงความผิดปกติ ยกเว้นกรณีที่มีอาการจอประสาทตาเสื่อมเกิดขึ้นพร้อมกันในตาทั้ง 2 ข้าง ที่ทำให้ผู้ป่วยเริ่มมองตรงกลางของภาพไม่ชัด ขาดหาย มืดดำไป หรือภาพที่เห็นมีลักษณะบิดเบี้ยวจากปกติ

เนื่องจากการสังเกตอาการของโรคอาจะทำได้ยาก จึงแนะนำว่าผู้ที่มีอายุระหว่าง 40 – 64 ปี ที่แม้จะไม่มีอาการผิดปกติในการมองเห็น ก็ควรได้รับการตรวจสุขภาพตา รวมถึงการตรวจจอประสาทตา ทุกๆ 2 – 4 ปี และ สำหรับผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจทุกๆ 1 – 2 ปี เพราะการตรวจพบและทำการรักษาโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้นเป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุด เนื่องจากจอประสาทตาที่เสื่อมไปแล้ว การรักษาจะสามารถทำได้เพียงการหยุด หรือชะลอการเสื่อมของจอประสาทตาให้ช้าที่สุดเท่านั้น ซึ่งอาจรักษาไม่ได้เลยหากตรวจพบช้าและมีความรุนแรงค่ะ

พักกันไว้ตรงนี้ก่อน สัปดาห์หน้าเรามาดูกันว่าอะไรคืออาหารบำรุงสายตา ที่จะช่วยชะลอการเสื่อมของจอประสาทตา รวมถึงแนวทางการทำการรักษาโรคจอประสาทตาเสื่อมกันค่ะ สำหรับวันนี้ได้รับทราบข้อมูลกันไปแล้ว ใครมีปัญหาเกี่ยวกับสายตา การมองเห็น หรือกังวลว่าอาจจะเป็นอาการของโรคจอประสาทตาเสื่อม อย่าลืมรีบปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญกันแต่เนิ่นๆ จะได้ทำการรักษากันได้ในขณะที่อาการยังไม่รุนแรงนะคะ

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆ จาก รองศาสตราจารย์ แพทย์หญิงมัญชิมา มะกรวัฒนะ ผู้อำนวยการศูนย์จักษุรักษ์ตา ชั้น 2 ไลฟ์เซ็นเตอร์ (อาคารคิวเฮ้าส์ ลุมพินี)