ความรู้

Satxx0023
สิ่งที่น่ายินดีกับโลกแห่งเทคโนโลยีสมัยใหม่สิ่งหนึ่ง คือการเปิดกว้างของการรับรู้ข้อมูล สาระความรู้ต่างๆ จากเรื่องที่เคยเป็นเรื่องไกลตัว เรื่องยากๆ และความรู้ในเชิงลึกที่เราไม่เคยนึกภาพออก ก็กลับกลายเป็นเรื่องที่สามารถรับรู้ได้ และถูกสื่อสารในรูปแบบที่สามารถเข้าใจได้ง่ายขึ้น เป็นการสื่อสารที่ครบทั้งเนื้อหา ภาพ และเสียง
ข่าวสารจากทุกมุมโลก เรื่องราวจากการศึกษาวิจัยนานนับสิบปี ถูกส่งผ่านให้รับรู้ได้ง่ายๆ เพียงเปิดเครื่องรับโทรทัศน์ หรือผ่านการเชื่อมต่อเข้าสู่โลกออนไลน์
เรื่องราวของจักรวาลอื่นๆ ที่ไม่เคยได้รับรู้ ที่อยู่ไกลออกไปเกินจากทางช้างเผือกอีกนับแสนปีแสง โลกใต้ผืนน้ำที่ลึกลงไปในความมืดมิดที่เราไม่เคยได้รับรู้ การเปลี่ยนแปลงของเปลือกโลกในช่วงนับล้านปีที่ผ่านมา ทั้งการยุบตัวลงและการดันตัวขึ้นของชั้นหิน รวมถึงการขยับเลื่อนของผืนทวีป แม้แต่การดำรงค์ชีวิตของแมลงตัวน้อยๆ กับการอยู่ในสังคมของแมลง และการพึ่งพากันและกัน…. ทั้งหมด ดูจะเป็นความรู้ที่มากมายเกินกว่าที่ใครคนใดคนหนึ่งจะสามารถแสวงหาได้หมดภายในชั่วชีวิตเลยเสียด้วยซ้ำ….

ความรู้ในโลกนี้ มีมากมายเหลือเกินจริงๆ ค่ะ ไม่ว่าจะเป็นความรู้ในเรื่องการทำนา ความรู้ในเรื่องการเลี้ยงปลา ความรู้ในการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ความรู้เกี่ยวกับการซ่อมจักรยานเล็กๆ ซักคัน ไปจนถึงความรู้ในการสร้างยานสำรวจอวกาศ … ทั้งหมด ล้วนเป็นอีกหนึ่งสาขาของความรู้ทั้งสิ้น….

โดยส่วนตัวแล้ว ช่วงค่ำของแต่ละวัน เป็นช่วงเวลาที่มักจะใช้ไปกับการเปิดโลกรับรู้สิ่งที่ไกลตัวออกไป ผ่านการรับชมสารคดีที่ไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นเรื่องอะไร ผ่านบทความที่ให้ความรู้ รวมถึงผ่านโลกออนไลน์ โดยเฉพาะในเรื่องที่มีความอยากรู้เป็นพิเศษ ถือเป็นช่วงเวลาแห่งการพักผ่อนที่มีความสุขช่วงหนึ่งเลยทีเดียว เป็นช่วงเวลาพักผ่อนในอีกแบบหนึ่งที่ได้เติมอาหารสมองให้กับตัวเอง ก่อนจะมีช่วงเวลาให้ความรู้ได้ตกตะกอนทางความคิดและประมวลเรื่องราวเก็บไว้เป็นวัตถุดิบในการดำเนินชีวิตต่อไป

ที่น่าสนใจคือ สิ่งที่มักจะได้เป็นข้อสรุปให้กับตัวเองในทุกๆ ครั้งที่ได้รับรู้เรื่องราวไกลตัวที่เพิ่มขึ้น รวมถึงได้เห็นภาพความยิ่งใหญ่ของธรรมชาตินั้น เป็นข้อสรุปที่ไม่ใช้เนื้อหาของความรู้ใหม่ๆ แต่กลับเป็นข้อสรุปสั้นๆ เพียงไม่กี่ประเด็น คือ เรานี้ช่างเป็นสิ่งมีชีวิตที่เล็กน้อยบนดาวเคราะห์ดวงเล็กๆ ดวงหนึ่งเท่านั้นเอง นอกจากนั้น ความรู้ทั้งหมดในโลกใบนี้ แม้เท่าที่มี จะมากมายจนเรียนรู้ได้ไม่หมด หากแต่ก็ยังจะมีความรู้ที่มากมายกว่านั้นอีกที่รอให้ผู้คนศึกษาทำความเข้าใจ และสุดท้าย ย้อนไปสู่คำสอนของพระพุทธองค์ ความรู้ที่มีมากมายในโลกใบนี้ อาจเป็นสิ่งจำเป็นในการเลี้ยงชีพ ดำเนินชีวิต หากแต่ความรู้ที่สำคัญที่สุด ที่อาจเทียบได้กับใบไม้เพียงกำมือเดียว จากใบไม้ทั้งหมดที่ร่วงหล่นอยู่ในผืนป่าใหญ่ ความรู้นั้น คือความรู้ที่นำไปสู่การดับทุกข์ หรือแม้ในระหว่างนั้น เป็นไปเพื่อบรรเทาความทุกข์ที่มีในชีวิตเรา ความรู้ในธรรม ความเป็นไปของสิ่งต่างๆ ตามธรรมชาติ ที่แม้ไม่ถูกกำหนดเรียกขานเป็นอย่างหนึ่งอย่างใด ก็จะยังคงมีสภาพและเป็นไปเช่นนั้น… ความรู้ในธรรม ธรรมชาติที่พิจารณาภายในตัวเรา ภายในจิตใจของเราเอง……

อีกหนึ่งบทความดีๆ จากเพจของเราค่ะ.
http://www.facebook.com/lifecenterthailand

Advertisements

ตรุษจีนปีนี้ ไปไหว้พระที่ไหนดี

วัดจีน-ศาลเจ้าหน่าจาไท้จื้อ
ตรุษจีนปีนี้ ชวนกันไปทำบุญ ไหว้พระให้เป็นศิริมงคลกันดีกว่าค่ะ ส่วนจะไปที่ไหนดี ตรุษจีนทั้งที ก็ต้องวัดจีนสิคะ… ไปดูกันดีกว่า ว่ามีวัดอะไรบ้างที่พี่น้องชาวจีนนิยมไปกราบไหว้ ทำบุญกันในช่วงปีใหม่ของชาวจีน…
——————–
Watmangkok500_3
1. วัดมังกรกมลาวาส หรือ วัดเล่งเน่ยยี่ เป็นวัดในสังกัดคณะสงฆ์จีนนิกายแห่งประเทศไทย ตั้งอยู่บนถนนเจริญกรุง ระหว่าง ซอยเจริญกรุง 19 และ 21 ในเขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร เป็นวัดเก่าแก่ที่เป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดีทั้งในหมู่ชาวไทยเชื้อสายจีน และชาวจีนจากต่างประเทศ

บางคนเรียกวัดมังกรกมลวาสนี้ว่า “วัดมังกร” ตามความหมายของภาษาจีน ส่วนชื่อวัดอย่างเป็นทางการคือ “วัดมังกรกมลาวาส” พระราชทานจาก พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เป็นวัดที่ก่อตั้ง เมื่อปี พ.ศ. 2414 เป็นสถาปัตยกรรมแบบจีนตอนใต้ของสกุลช่างแต้จิ๋ว ยึดตามแบบวัดหลวง คือ มีวิหารท้าวจตุโลกบาลเป็นวิหารแรก ตรงกลางเป็นพระอุโบสถ ข้างหลังพระอุโบสถเป็นวิหารเทพเจ้า

โดยเริ่มต้นจากประตูทางเข้า จะผ่านวิหารท้าวโลกบาลทั้ง 4 มีเทวรูปเทพเจ้า 4 องค์ (ในชุดนักรบจีน ถืออาวุธและสิ่งของต่างๆ กัน เป็นเทวรูปที่ชาวจีนเรียกว่า “ซี้ไต๋เทียงอ้วง” หมายถึงเทพเจ้าที่ปกปักษ์รักษา คุ้มครอง ทิศต่างๆ ทั้ง 4 ทิศ ถัดจากวิหารท้าวจตุโลกบาล จึงเป็น อุโบสถ ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานของพระประธานของวัด คือ พระโคตมพุทธเจ้า พระอมิตาภพุทธะ พระไภษัชยคุรุพุทธะ ทั้งหมด 3 องค์ หรือ “ซำป้อหุกโจ้ว” พร้อมพระอรหันต์อีก 18 องค์ หรือที่เรียกว่า “จับโป๊ยหล่อหั่ง” ส่วนทางด้านขวามีเทพเจ้าต่าง ๆ หลายองค์ เช่น เทพเจ้าคุ้มครองดวงชะตา หรือ “ไท้ส่วย เอี๊ยะ” เทพเจ้าแห่งยาหรือหมอเทวดา “หั่วท้อเซียงซือกง” และที่นิยมไหว้ขอพรมากคือ เทพเจ้าแห่งโชคลาภ “ไฉ่ซิ้งเอี๊ยะ” เทพเจ้าเฮ่งเจีย หรือ “ไต่เสี่ยหุกโจ้ว” พระเมตไตรยโพธิสัตว์หรือ “ปู๊กุ่ยหุกโจ้ว”ซึ่งคล้ายกับพระมหากัจจายนะ “กวนอิมผู่สัก” หรือ พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ “แป๊ะกง” และ “แป๊ะม่า” รวมเทพเจ้าในวัด จะมีทั้งหมด 58 องค์
——————–

dsc_0645
2. วัดบรมราชากาญจนาภิเษกอนุสรณ์ หรือ วัดเล่งเน่ยยี่ 2 เป็นวัดจีนในความอุปถัมภ์ของคณะสงฆ์จีนนิกายแห่งประเทศไทย ตั้งอยู่เลขที่ 75 หมู่ที่ 4 ตำบลโสนลอย อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี บนพื้นที่ 12 ไร่เศษ จัดสร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช เนื่องในวโรกาส งานฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี 9 มิถุนายน พ.ศ. 2539
ภายในวัดบรมราชากาญจนาภิเษกอนุสรณ์ ประกอบด้วยวิหารต่างๆ ที่มีรูปแบบสถาปัตยกรรม ตามแนวปรัชญา และคติธรรมทางพระพุทธศาสนา จีนนิกายฝ่ายมหายาน อันประกอบด้วย วิหารพระกวนอิมโพธิสัตว์, วิหารหมื่นพุทธเจ้า, วิหารบูรพาจารย์, ห้องปฏิบัติธรรม, ที่พำนักสงฆ์ และโรงเรียนพระปริยัติธรรม โดยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จฯ แทนพระองค์ พร้อมด้วย พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ ทรงเป็นองค์ประธานในพิธีสมโภชเมื่อวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2551 และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงตัดหวายลูกนิมิตพระอุโบสถ เมื่อวันที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2552
——————–

d7a2bcc7-da06-a034-cfec-523ad0917b61
3. วัดไตรมิตรวิทยาราม เป็นวัดโบราณอยู่ในที่ลุ่มพระอารามเป็นเรือนไม้ มีชื่อเดิมว่า “วัดสามจีน” ตั้งอยู่ที่ถนนมิตรภาพไทย-จีน แขวงตลาดน้อย เขตสัมพันธวงศ์ ในปีพุทธศักราช 2477 พระมหากิ๊ม สุวรรณชาต ผู้รักษาการในหน้าที่เจ้าอาวาสเป็นผู้ริเริ่มปรับปรุงวัด ต่อมาในปีพุทธศักราช 2480 ได้รับอนุมัติจากมหาเถรสมาคมให้ปรับปรุงสภาพวัดให้ดีขึ้น ปีพุทธศักราช 2482 พ่อค้าประชาชน คณะครูและนักเรียน ได้ร่วมกันปฏิสังขรณ์และเปลี่ยนนามใหม่ เป็นชื่อ วัดไตรมิตรวิทยาราม ซึ่งมีความหมายว่า เพื่อน 3 คนร่วมกันสร้างวัดนี้ ประกอบกับวัดเป็นที่ตั้งโรงเรียนปริยัติธรรมและโรงเรียนไตรมิตรวิทยาลัยของรัฐบาลอยู่ภายในบริเวณของวัด

ภายในวัด ประดิษฐานพระพุทธทศทลญาณ พระประธานในพระอุโบสถ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ปูนปั้น ลงรักปิดทอง ที่ได้รับการยกย่องว่า เป็นพระพุทธรูปที่มีพระพุทธลักษณะงดงามอย่างมาก และ “พระสุโขทัยไตรมิตร” เป็นพระพุทธรูปสำคัญของวัด เป็นพระพุทธรูปทองคำที่ใหญ่ที่สุดและได้รับการบันทึกในหนังสือบันทึกสถิติโลกกินเนสส์ มีหน้าตั้งกว้าง 3.01 เมตร สูง 3.91 เมตร องค์พระสามารถถอดได้ 9 องค์ จากฐานองค์พระขึ้นไปเนื้อทองบริสุทธิ์ 40% พระพักตร์มีเนื้อทอง 80% ส่วนพระเกศมีน้ำหนัก 45 กิโลกรัม เป็นเนื้อทองบริสุทธิ์ 99.99% สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยสุโขทัย ปางมารวิชัย เข้าใจว่า เดิมประดิษฐานอยู่ที่วัดมหาธาตุ จังหวัดสุโขทัย ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ได้โปรดเกล้าฯ ให้กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาท ไปอัญเชิญพระพุทธรูปมาจากเมืองเหนือเพื่อนำมาประดิษฐานยังวัดสำคัญ พระพุทธรูปที่เชิญมามีจำนวนมาก ทำให้ดูแลไม่ทั่วถึง ขุนนางผู้หนึ่งจึงแอบเอาปูนไล้พระพุทธรูปทองคำแล้วนำมาไว้ยังวัดที่ตนสร้าง จนได้อันเชิญมาไว้ที่วัดพระยาไกร (วัดโชติการาม) ต่อมาบริษัท อี๊สต์เอเชียติ๊ก ได้ขอเช่าที่วัด (ซึ่งขณะนั้นเป็นวัดร้างแล้ว) เป็นโรงเลื่อยจักร จึงได้อัญเชิญไว้ที่ข้างพระเจดีย์และปลูกเพิงสังกะสีมุงเป็นหลังคากั้นไว้อย่างหยาบ ๆ หลังจากนั้นเป็นเวลาเกือบ 20 ปี เมื่อพระอุโบสถและพระวิหารหลังใหม่สร้างเสร็จจึงได้อัญเชิญขึ้นประดิษฐาน แต่ในระหว่างการเคลื่อนย้ายปูนที่หุ้มองค์พระกระเทาะออก จึงทำให้เห็นองค์พระข้างในเป็นทองคำ เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2498
——————–

59_big
4. วัดกุศลสมาคร สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2384 ได้รับพระราชทานนามว่า “วัดกุศลสมาคร” มีความหมายว่า “วัดที่มีแต่ความดี ความบริสุทธิ์ ดุจน้ำในสาคร” ภายในวัด ประดิษฐานพระประธานในอุโบสถ เป็นพระพุทธรูปเก่าแก่อยู่คู่กับอุโบสถมาตั้งแต่เริ่มสร้างมีนามว่า “พระศรีศากยมุนีเส็กเกียยูไล” หรือรู้จักกันในนามว่า พระยูไล ซึ่งเดิมทีเดียวเป็นพระพุทธรูปที่มีขนาดองค์ไม่ใหญ่นัก อยู่คู่กับเยาวราชมาร่วมร้อยปี ต่อมาภายหลัง ท่านพระครูบริหารอนัมพรต (เจริญ กิ๊นเจี๊ยว) หรือพระมหาคณานัมธรรมปัญญาธิวัตร เจ้าคณะใหญ่อนัมนิกาย เจ้าอาวาสวัดกุศลสมาครรูปปัจจุบัน ได้เป็นผู้นำพุทธศาสนิกชนบูรณะองค์พระพุทธรูปใหม่ โดยใช้ปูนปั้นโบกทับองค์เก่าให้ใหญ่ขึ้นกว่าองค์เดิม กระทั่งประมาณปีพุทธศักราช ๒๕๔๗ ได้บูรณะครั้งล่าสุดลงรักปิดทอง ทำให้องค์พระยูไลสวยและเด่นสง่าคู่กับอุโบสถวัดกุศลสมาครเป็นอย่างมาก ดุจในปัจจุบัน

นอกจากนี้ยังมีพระโพธิสัตว์อีกหลายพระองค์ในอุโบสถ เช่น พระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์หรือพระแม่กวนอิมปางเหยียบปลา ท้าวมหาชมพูหรือพระเวทโพธิสัตว์ผู้เป็นธรรมบาล พระกษิติครรภโพธิสัตว์ พระศรีอาริยเมตไตรยหรือหนี่เล็กฮุกโจ้ว เป็นต้น

——————–

e7a17eca8ed888fa17d798cd6a60c092
5. วัดบำเพ็ญจีนพรต สังฆารามของคณะสงฆ์จีนนิกายที่เก่าแก่แห่งหนึ่งในประเทศไทย เดิมเป็นวิหารพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ร้าง ชื่อ “ ย่งฮกอำ ” มีป้ายชื่อลงปีรัชกาลเฉียนหลง ปีอิกเบ้า (ค.ศ. 1795 ) ตรงกับ พ.ศ. 2338 กล่าวกันว่าสร้างโดยชาวจีนในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ก่อนสร้างวัดกุศลสมาคร ฝ่ายอนัมนิกาย (วัดญวน) ได้มีพระอนัมมาอาศัยพักอยู่ชั่วคราว เมื่อสร้างวัดเสร็จจึงย้ายไปอยู่วัดญวน

ต่อมาพระอาจารย์สกเห็งจาริกมาจากประเทศจีน ราวก่อนปี พ.ศ. 2414 และพำนักอยู่ ณ สถานที่นี้ ท่านได้ปฏิสังขรณ์วิหารพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ พร้อมกับเปลี่ยนชื่อเป็น “ ย่งฮกยี่ ” มีป้ายชื่อลงปี พ.ศ. 2430 (รัชกาลกวงสู ปีที่ 13 ค.ศ. 1887 ) แล้วกราบบังคมทูลขอพระราชทานนามวัดจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 จึงพระราชทานนามวัดว่า “ วัดบำเพ็ญจีนพรต ” และโปรดพระราชทานสมณศักดิ์ พระอาจารย์สกเห็งเป็นพระอาจารย์จีนวังสสมาธิวัตร เจ้าคณะใหญ่จีนนิกายรูปแรก

ภายวัดในประดิษฐานพระประธานปูนปั้นลงรักปิดทองศิลปะแบบจีน 3 องค์ โดยองค์กลาง คือ พระศากยมุนีพระพุทธเจ้า ทรงประทับเป็นประธานแห่งสหโลกธาตุ ส่วนองค์ขวา คือ พระอมิตาภะพุทธเจ้า ทางซ้าย คือ พระไภษัชยะคุรุพุทธเจ้า สองข้างพระประธานทางซ้าย คือ พระมหากัสสะปะเถระ และทางขวา คือ พระอานนท์เถระ นอกจากนี้ยังมีพระพุทธรูปศิลาขาวศิลปะพม่า และพระพุทธรูปโลหะ 3 องค์ ศิลปะไทยรัตนโกสินทร์ตอนต้นประดิษฐานให้สักการบูชากันอีกด้วย
——————–

นอกจากวัดที่กล่าวมาทั้ง 5 แห่งแล้ว วัดอื่นๆ ที่เป็นที่นิยมไปกราบไหว้กันของชาวไทนเชื้อสายจีน ยังมี ศาลเจ้าหน่าจาซาไท้จื้อ (จ.ชลบุรี) ศาลเจ้าโป๊ยเซียน (เจริญกรุง) ศาลเจ้าพ่อเสือ (ถ.ตะนาว) ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสุพรรณบุรี (อ.เมือง จ.สุพรรณบุรี) ศาลเจ้าปุงเถ่ากง (จ.เชียงใหม่) และ วัดมังกรบุปผาราม (วัดเล่งฮัวยี่) (จ.จันทบุรี)
ตรุษจีนปีนี้ ใครอยู่ใกล้ที่ไหน อย่าลืมไปไหว้พระเสริมความเป็นศิริมงคลกันค่ะ

ซินเจียยู่อี่ ซินนี้ฮวดไช้ นะคะ ^^

เข้าครัว กับเมนู ‘ซูชิ อาโวคาโด’ ในแบบ Raw Food

unnamed (1)
วันนี้ ชวนทุกคนมาเข้าครัว โชว์ฝีมือทำอาหารเพื่อสุขภาพกันซักหน่อย กับเมนูเก๋ๆ ที่ทำกันได้ไม่ยากเลยค่ะ เมนู ‘ซูชิ อาโวคาโด’ ในแบบ Raw Food ที่ให้ทั้งพลังงาน ใยอาหาร เอ็นไซม์จากพืชผักสด รวมถึงสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพมากมายเลยทีเดียว
ใครพร้อมแล้ว เตรียมตัวกันได้เลยค่ะ

เริ่มต้นจากการจัดวัตถุดิบที่หากันได้ไม่ยากจากซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป ส่วนใครที่สามารถหาผักที่เป็นออร์แกนิคได้ก็ยิ่งดีเลยค่ะ
วัตถุดิบที่ใช้ ประกอบด้วย 1. ผักสลัด เช่น กรีนโอ๊ค เรดโอ๊ค หรือ คอส – (ชนิดละ 1-2 ใบ) 2. เห็ดเข็มทอง (40 g.) 3. พริกยักษ์ (1/2 ลูก) 4. แครอท (1 หัว) 5. อาโวคาโดสุก (1/2 ลูก) 6. สาหร่ายแผ่น (2 แผ่น) 7. มะขามเปียก 8. น้ำตาลมะพร้าว 9. เกลือ 10. น้ำต้มสุก 1 ถ้วยเล็ก (ทิ้งให้อุ่นเพื่อละลายมะขามเปียก) : ปริมาณวัตถุดิบ ที่ให้ไว้ สำหรับการทำซูชิ 2 จาน ขนาดจานละ 4-5 ชิ้นค่ะ
อุปกรณ์ที่ใช้ 1. เสื่อสำหรับทำซูชิ (หาซื้อได้ตามร้านขายสินค้าราคาเดียวในห้างฯ ทั่วไปเลยค่ะ) 2. เขียง มีด ช้อนผสมน้ำจิ้ม 3. จานใส่ซูชิ และถ้วยน้ำจิ้ม

เตรียมอุปกรณ์ และวัตถุดิบกันเสร็จ ก็ถึงเวลาแปลงร่างเป็นซูชิเชฟกันแล้วค่ะ

ขั้นตอนที่ 1 เตรียมน้ำจิ้ม
นำมะขามเปียก ละลายในน้ำอุ่นจนได้น้ำมะขามที่ข้นพอประมาณ – เติมน้ำตาลมะพร้าว และเกลือเล็กน้อย คนให้เข้ากัน – เทใส่ถ้วยน้ำจิ้มรอไว้

IMG_72861ขั้นตอนที่ 2 เตรียมเครื่อง
ต่อด้วยการเตรียมเครื่อง ล้างผักทั้งหมดให้สะอาด ปอกเปลือกอาโวคาโด และเอาเมล็ดออก – นำแครอทมาสไลซ์เป็นแผ่นบางๆ – หั่นพริกยักษ์ตามแนวยาว แล้วซอยเป็นเส้นกว้างประมาณ 1/2 ซ.ม. – หั่นอาโวคาโด ตามแนวยาว เป็นชิ้นหนาประมาณ 1-2 ซ.ม.

ขั้นตอนที่ 3 ห่อสาหร่าย :IMG_73571
นำสาหร่ายแผ่น วางบน เสื่อสำหรับทำซูชิ – ใช้ผักสลัดวางรองให้ทั่วทั้งแผ่น – นำแครอท พริกยักษ์ และอาโวคาโด ที่เตรียมไว้ วางบนผักสลัด – ปิดท้ายด้วยเห็ดเข็มทองวางด้านบนสุด – เสร็จแล้วม้วนแผ่นสาหร่ายให้แน่นพอประมาณ ค่อยๆ คลี่เสื่อออกขณะที่ม้วนเข้า – ใช้น้ำลูบที่ปลายแผ่นสาหร่ายเพื่อให้สาหร่ายติดเข้าด้วยกัน

IMG_74271

ขั้นตอนที่ 4 หั่น จัดใส่จาน
เมื่อได้สาหร่ายใส่เครื่องที่ห่อเรียบร้อยแล้ว ก็นำมาหั่นแบ่งเป็นชิ้นขนาดพอดีคำ แล้วจัดวางในจานสวยๆ ได้เลยค่ะ

เป็นอย่างไรกันบ้างคะ กับขั้นตอนการทำง่ายๆ เพียงเท่านี้ เราก็ได้ ซูชิ อาโวคาโด จานสวย ที่มากด้วยคุณประโยชน์ พร้อมจะอร่อยกันแล้ว รับประกันว่าเมนูนี้ ไม่ใช่แค่สวย และมีประโยชน์ แต่ยังอร่อยด้วยล่ะค่ะ ให้ความรู้สึกทั้งกรอบ นุ่ม หนึบ แล้วก็มีความหวานมันจากวัตถุดิบที่เลือกมาอย่างลงตัว กับรสชาติที่กลมกล่อมกำลังดีเลยทีเดียว

สำหรับเมนูอร่อยเมนูนี้ ต้องขอขอบคุณ คุณหมอนัท จาก @ariya organic cafe ที่ได้มอบความรู้ดีๆ ให้เรานำมาฝากกัน ส่วนใคร ที่อยากจะชิมเมนู Raw Food ในแบบ Organic แท้ๆ ที่มีให้เลือกกันอีกมากมายหลายเมนู ก็สามารถแวะไปชิมกันได้ที่ ร้าน Ariya Organic อาคาร Q House Lumpini กันได้ค่ะ

ระหว่างนั้น คิดว่าเย็นนี้ แต่ละบ้านคงจะมีเมนูเก๋ๆ ที่เป็นประโยชน์กับสุขภาพของทุกๆ คน อยู่ในใจกันแล้วล่ะ
พบกันใหม่สัปดาห์หน้านะคะ ^^

บทความที่คล้ายกันในบล็อก Life Center :  ‘ทำบัตเตอร์เค้กง่ายๆ ไม่ต้องง้อเตาอบ’  : click

https://goo.gl/AnaVN1