กินเจ

IMG_39371
เข้าสู่เทศกาลกินเจกันอีกแล้วค่ะ ปีนี้มีช่วงของการกินเจ 2 ครั้ง เพราะการนับวันแบบจีนสำหรับปีนี้จะมีเดือน 9 ถึงสองครั้ง เป็นปรากฏการณ์ในรอบ 132 ปี ที่ทางเรียกว่า หยุ่ง ง้วย จึงทำให้มีชิวอิก- ชิวเก้า ในเดือน 9 ที่เป็นช่วงเทศกาลกิจเจ 2 ครั้งด้วยกัน จึงทำให้มีช่วงเวลาที่จะกินเจกันสองรอบ คือ
– รอบแรก วันที่ 24 กันยายน – 2 ตุลาคม 2557 เป็นรอบดั้งเดิม และ
– รอบที่ 2 วันที่ 24 ตุลาคม – 1 พฤศจิกายน 2557

สำหรับการทานอาหารเจ หลายๆ คนมักจะบ่นว่า ยิ่งทานยิ่งอ้วน ไขมันขึ้น ความดันสูง … อย่างนี้ไม่ดี ไม่เหมาะแน่นอน วันนี้เราเลยมีเคล็ดลับดีๆ สำหรับการเลือกทานอาหารเจให้อิ่มแถมยังดีต่อสุขภาพมาฝากกันค่ะ

ลดอาหารมัน เมนูผัดหมี่ เต้าหู้ทอด ผัดผัก
หลายเมนูยอดฮิตของอาหารเจล้วนเป็นเมนูทอดๆ ผัดๆ จึงมีน้ำมันอยู่ค่อนข้างเยอะ ลองหันไปเลือกทานเมนูต้ม ตุ๋น นึ่ง กันดีกว่า นอกจากจะย่อยง่ายแล้ว ยังไม่มีเรื่องไขมันส่วนเกินมากวนใจให้ต้องกังวลว่าน้ำหนักจะขึ้น หรือ ไขมันในเส้นเลือดจะสูงขึ้นหรือเปล่า

งดอาหารเค็ม
เกี่ยมฉ่าย กาน่าฉ่าย หรือผักดองเค็มชนิดต่างๆ ล้วนอุดมไปด้วยเกลือ หรือโซเดียมในปริมาณมาก ทำให้เสี่ยงต่อการเป็นโรคความดันโลหิตสูง และโรคไต ทางที่ดีลองเลือกทานอาหารที่มีรสชาติกลางๆ ไม่จำเป็นต้องมีรสจัดมากนักจะดีกับร่างกายมากกว่า

หลีกเลี่ยงหวานจัด
ช่วงทานเจหลายๆ คนรู้สึกโหย จนอยากจะเติมน้ำตาลให้กับร่างกายมากขึ้นซักหน่อย แต่จริงๆ แล้วการทานหวานมากๆ นั้น น้ำตาลจะเปลี่ยนเป็นกลูโคสอยู่ในกระแสเลือด แล้วไปกระตุ้นให้ร่างกายเร่งการหลั่งสารอินซูลินออกมามากจนเกินไป ทำให้รู้สึกหิวเร็วขึ้นไปอีก ช่วงที่ทานเจจึงไม่ควรทานอาหารที่มีรสหวานจัด ควรเน้นไปที่รสจืด หรืออาหารประเภทธัญพืช ข้าวกล้อง ที่จะช่วยให้อยู่ท้อง อิ่มได้นานแบบไม่หิวโหยค่ะ

ทานแป้งให้น้อย
อาหารเจที่หาทานได้ง่ายที่สุดก็คงจะหนีไม่พ้นพวกแป้งทั้งหลาย อาจเป็นเพราะผักผลไม้พากันขึ้นราคาต้อนรับเทศกาลนี้ แต่การทานแป้งนั้นจะทำให้ร่างกายได้รับคาร์โบไฮเดรตมากเกิน ลองเลือกทานอาหารประเภทถั่ว เห็ด หรือโปรตีนสำเร็จ เพราะจะได้รับสารอาหารที่ดีต่อร่างกายอย่างโปรตีน และแคลเซียม ที่ร่างกายดูดซึมนำไปใช้ได้ง่าย ให้พลังงาน และมีประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่าค่ะ

ทานผักให้ครบทุกสี
การทานผักดี ต่อสุขภาพทั้งในเรื่องของวิตามินที่มีประโยชน์ กากใยอาหาร เอ็นไซมน์ที่เป็นประโยชน์ต่อระบบต่างๆ ของร่างกาย อีกทั้งการเลือกทานผักหลากสีอย่างเช่น แครอทสีส้ม บล็อกเคอรี่สีเขียว ฟักทองสีเหลือง มะเขือม่วงสีม่วง หรือมะเขือเทศสีแดง ยิ่งจะเป็นการช่วยเพิ่มสารต้านอนุมูลอิสระให้ร่างกายแข็งแรง ต่อต้านสารพิษที่อาจตกค้าง และเป็นอันตรายต่อร่างกายได้อีกด้วย

จิบน้ำให้เยอะ
หลายๆ คน บ่นว่าทานเจแล้วหิวบ่อย อาหารไม่ค่อยอยู่ท้อง เคล็ดลับที่ช่วยลดอาการหิวได้ดีนั่นคือ “น้ำ” ค่ะ สาเหตุหนึ่งเป็นเพราะผู้ที่ทานอาหารเจ อาจเกิดอาการหิวเทียม จากการที่สมองส่วนที่ควบคุมความกระหาย และความหิวอยู่ใกล้กัน การดื่มน้ำระหว่างวันสักหนึ่งแก้วในแต่ละชั่วโมงจะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดอาการหิวเทียม และสามารถทานเจได้สบายๆ เลยล่ะค่ะ

รับประทานอาหารแบบสมดุล
ลองทำเป็นตาราง หรือจดบันทึกดูนะคะ ว่าแต่ละมื้อเราทานอาหารชนิดไหนไปบ้าง เพราะช่วงที่เราทานอาหารเจ เป็นช่วงที่ดี ที่จะให้เราได้พิจารณาอย่างถี่ถ้วนมากขึ้น ว่าเรากำลังรับประทานอาหารชนิดไหน กำลังนำสารอาหารแบบไหนเข้าสู่ร่างกาย มีประโยชน์ หรือไม่ การเลือกทานอาหารที่ไม่ซ้ำกัน จะเป็นการสร้างสมดุลให้กับร่างกายให้ได้รับสารอาหารที่หลากหลายไปบำรุงดูแลในทุกส่วนของร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพค่ะ

ที่สำคัญ เทศกาลกินเจปีนี้ นอกจากการใส่ใจในเรื่องการเลือกรับประทานอาหารแล้ว การสำรวจ และดูแลจิตใจ รวมไปถึงการออกกำลังกายก็ควรทำควบคู่กันไปด้วย ทั้งร่างกาย และจิตใจ จะได้แข็งแรง สดชื่น และ สะอาดผ่องแผ้วไปพร้อมๆ กันค่ะ

Advertisements

เติมความชุ่มชื่นให้กับหัวใจ

10660211_808783595819927_2848835099903511130_n

มองสายฝนโปรยปรายในช่วงหลายวันที่ผ่านมา มองหยดน้ำน้อยๆ ที่ช่วยเติมความชุ่มชื้นให้กับต้นไม้ และสัตว์น้อยใหญ่ ช่วยให้นึกต่อไป ว่าเราเองได้เติมความชุ่มชื่นให้กับใจเรากันบ้างหรือยัง

ทุกๆ คนมีเรื่องสำคัญในชีวิตที่ต้องทำ มีหน้าที่ ความรับผิดชอบที่ต่างก็ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน และทุกๆ คน ไม่ว่าจะอยู่ในวัยเรียน วันเริ่มต้นทำงาน ในช่วงกำลังสร้างครอบครัว หรือแม้แต่ในช่วงอื่นๆ ต่อมาของชีวิต ต่างก็เหน็ดเหนือย อ่อนล้า กับสิ่งที่ต้องทำในทุกๆ วัน…

หลายๆ คน ใช้เวลาเกือบทั้งหมด ไปกับหน้าที่ ความรับผิดชอบ จนละเลยที่จะเติมพลังของชีวิตให้กับตัวเอง
หลายๆ คน เลือกที่จะหยุดพักเป็นระยะ และใช้เวลากับการพักผ่อนในรูปแบบต่างๆ ทั้งสังสรรค์ในหมู่เพื่อนสนิท เดินห้าง จับจ่ายซื้อของ ดูหนัง ฟังเพลง เล่นกีฬา หางานอดิเรก หรือ ลาพักผ่อนไปท่องเที่ยวในสถานที่ต่างๆ…. ด้วยสิ่งเหล่านั่นคือหนทางของการพักเรื่องราว ผ่อนคลายจากความเหนื่อยของการดำเนินชีวิต..

ทว่าบ่อยครั้ง เราอาจไม่ได้รู้สึกว่าเราได้ผ่อนคลาย ได้เติมพลังให้กับชีวิตเราจริงๆ และ ทุกครั้งที่กลับสู่โลกแห่งความเป็นจริง ความเหน็ดเหนื่อย อ่อนล้า ก็กลับคืนมาอย่างรวดเร็ว…. เหมือนสายฝนที่ตกมาให้ความชุ่มชื้นอยู่เพียงชั่วระยะหนึ่ง ก่อนที่ความร้อนอบอ้าวจะกลับคืนมาอีกยาวนาน…

วันนี้ ลองมองรอบๆ ตัวเรา มองในด้านบวกของสิ่งต่างๆ มีความสุขกับเรื่องเล็กน้อยรอบๆ ตัวเรา มองให้เห็นในมิตรภาพที่ดีของผู้คน มองให้เห็นในความดีของคนรอบๆ ตัว พอใจกับความสมหวัง และเข้าใจถึงความผิดหวัง ใช้ทุกนาทีอย่างมีความสุข อยู่กับชีวิตอย่างรู้เท่าทัน….
สิ่งเหล่านี้ จะช่วยเติมความสุข ความชุ่มชื่นให้กับชีวิตเราอยู่เรื่อยๆ เปรียบเสมือนสายฝนน้อยๆ ที่โปรยมาให้ความชุ่มชื้นในทุกๆ วัน

อย่ามัวรอสายฝนครั้งใหญ่…. หมั่นเติมความชุ่มชื่นให้ใจ เหมือนสายฝนน้อยๆ ที่โปรยมาให้ความสดชื่นในทุกวันค่ะ ^^