ไขข้อข้องใจ เกี่ยวกับการดูแลรักษาฟัน (สำหรับผู้ที่อยู่ในวัยทำงาน)

wp2
หลังจากที่เราได้นำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับการดูแลฟัน ตั้งแต่ในวัยเด็ก จนถึงวัยรุ่นกันไปแล้ว วันนี้เรามาดูกันต่อดีกว่าค่ะ ว่าในวัยทำงานมีเรื่องอะไรที่เราควรใส่ใจดูแลฟันเป็นพิเศษบ้าง ทันตแพทย์อภิรักษ์ กิตติชัยศรี จาก Stardent Dental Clinic มีคำแนะนำดีๆ รวมทั้งเรื่องราวน่ารู้ต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องฟันของคนในช่วงวัยทำงานมาฝากกันค่ะ

ช่วงอายุของคนในวัยทำงาน จะนับอายุประมาณ 25 ปีขึ้นไป เป็นช่วงที่จะเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ มีงานทำ หารายได้ด้วยตัวเอง ต้องเข้าสังคมที่เป็นทางการมากขึ้น และในขณะเดียวกันก็มีความรับผิดชอบมากขึ้นด้วย ในเรื่องของการดูแลทำความสะอาดร่างกายรวมทั้งช่องปากจึงดีมากขึ้นโดยปริยาย

ดูแลฟันง่ายๆ
การทำความสะอาดฟันในชีวิตประจำวัน มีขั้นตอนง่ายๆ เริ่มต้นด้วยการแปรงฟันด้วยยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ตอนเช้าและก่อนนอน ใช้ไหมขัดฟัน ใช้น้ำยาบ้วนปากอย่างน้อยวันละ 1 ครั้ง และพบทันตแพทย์เป็นประจำทุก 6 เดือน

พฤติกรรมทำร้ายฟัน
นอกเหนือจากการทำคามสะอาดฟันตามปกติแล้ว สิ่งที่ต้องระวัง โดยเฉพาะช่วงวัยทำงานนั้น รวมถึงพฤติกรรมการทานของขบเคี้ยว อมลูกอม ในระหว่างวัน ซึ่งทำให้เสี่ยงต่อฟันผุ การเคี้ยวของแข็งเวลาต้องขบคิด หรือเครียด เสี่ยงต่อการเกิดฟันแตกหัก และสำหรับผู้ที่ดื่มชากาแฟเป็นประจำ ยังจะทำให้ฟันมีคราบสีติดตามซอกฟัน ดูไม่สวยเวลายิ้ม และพูดคุยกับเพื่อนร่วมงาน ส่วนนี้ สามารถขจัดคราบต่างๆ ได้ โดยการขูดหินปูนและขัดฟัน

รักษาอย่างไรเมื่อฟันแตก
เมื่อฟันแตกจะต้องทำการตรวจระดับการแตกของฟันก่อน ถ้าการแตกบิ่นเพียงเล็กน้อยก็ทำการอุดฟันได้ แต่ถ้ามีการแตกมากกว่าครึ่งซี่ก็พิจารณาทำครอบฟัน โดยเทคโนโลยีปัจจุบันสามารถที่จะทำครอบฟันได้ภายในการรักษาเพียงครั้งเดียว ซึ่งเป็นการทำครอบฟันโดยใช้เซรามิคที่มีคุณสมบัติทางฟิสิกส์ใกล้เคียงกับเคลือบฟัน และเนื้อฟันตามธรรมชาติของคน

รู้จัก CEREC การครอบฟันแบบเซรามิค
เทคโนโลยี CEREC เป็นการทำครอบฟันภายในครั้งเดียว ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงต่อฟัน 1 ซี่ โดยการใช้กล้อง 3 มิติ ในการสแกนฟันที่ทำการกรอแต่งเรียบร้อยแล้ว จากนั้นส่งสัญญาณเข้าไปที่เครื่องกลึง ทำการกลึงครอบฟันเซรามิคสีเหมือนฟันออกมา ใช้เวลากลึง 30-45 นาที ซึ่งระหว่างรอการกลึงนั้นคนไข้สามารถเดินเล่นหรือไปทำธุระก่อนได้ แล้วก็กลับมาใส่ครอบฟันหลังจากกลึงชิ้นงานเสร็จ

ฟันขาวเพิ่มเสนห์ สำหรับการทำให้ฟันขาวขึ้นมี 2 รูปแบบ คือ
1. การขจัดคราบสีที่ติดอยู่ตามตัวฟัน (external stain) สามารถขจัดด้วยการแปรงฟันด้วยตัวเอง และขัดฟันโดยทันตแพทย์ วิธีการนี้ไม่ใช่การฟอกสีฟัน ความขาวที่เกิดขึ้นคืด ได้สีฟันธรรมชาติของคนๆ นั้นกลับคืนมา
2. การฟอกสีฟัน เป็นการเปลี่ยนสีฟันธรรมชาติให้ขาวขึ้น โดยน้ำยาฟอกสีฟันทำหน้าที่กระตุ้นให้เม็ดสีในผิวฟันเกิดการแตกตัวให้มีโมเลกุลเล็กลง ทำให้สีฟันจางลง แต่เป็นปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นชั่วคราว ผลที่ได้คือฟันมีสีขาวขึ้น การฟอกสีฟันนี้มีหลายวิธีการ แต่วิธีการที่ต้องควบคุมโดยทันตแพทย์มีอยู่ด้วยกัน 2 วิธี คือ 1. การฟอกสีฟันที่คลินิกโดยการกระตุ้นด้วยแสงประเภทต่างๆ เช่น แสง cool light, แสงจากเครื่อง plasma arc, แสงเลเซอร์ เป็นต้น โดยทั่วไปจะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ใช้น้ำยาที่มีความเข้มข้นสูง และ 2. การฟอกสีฟันด้วยตัวเอง โดยการทำถาดใส่น้ำยาฟอกสีฟันเฉพาะบุคคล ซึ่งมีทั้งแบบใส่กลางวัน หรือใส่กลางคืน

หลังการฟอกฟันควรดูแลฟันอย่างไร
หลังฟอกสีฟันเสร็จใหม่ๆ ฟันอาจไวต่อการเสียวฟันได้มากกว่าปกติ และอาการนี้จะคงอยู่ประมาณ 1-2 วัน ดังนั้น ภายใน 24-48 ชั่วโมงแรก ควรหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารที่ร้อนหรือเย็นเกินไป เลี่ยงอาหารที่มีความเป็นกรดสูงเพื่อป้องกันอาการเสียวฟัน และหากเสียวฟันมากอาจรับประทานยาแก้ปวดประเภทพาราเซตามอลเพื่อบรรเทาได้
นอกจากนี้หากต้องการให้ผลของการฟอกสีฟันคงสภาพอยู่ได้นาน แนะนำให้หลีกเลี่ยงอาหารและเครื่องดื่มที่มีสีเข้ม เช่น ชา กาแฟ ช็อกโกเลต ไวน์แดง น้ำอัดลม ผักผลไม้สีเข้มต่างๆ รวมถึงการสูบบุหรี่ค่ะ

ถ้าฟอกฟันแล้ว สียังไม่ขาวดั่งใจ จะฟอกฟันใหม่ดีไหม ?
การฟอกสีฟันที่ดีควรทำภายใต้การควบคุมของทันตแพทย์ ซึ่งทันตแพทย์จะเป็นผู้ที่แนะนำวิธีการที่เหมาะสมให้แต่ละบุคคล ทั้งนี้เนื่องจากฟันของแต่ละคนมีโครงสร้าง และองค์ประกอบที่แตกต่างกัน จึงทำให้มีผลตอบสนองต่อการฟอกสีฟันแตกต่างกันไปด้วย หากฟอกสีฟันแล้วได้ผลยังไม่เป็นที่พึงพอใจ ทันตแพทย์จะเลือกวิธีการที่เหมาะสมต่อไปให้ บางรายอาจใช้วิธีการฟอกสีฟันที่คลินิก (in-office bleaching) ซ้ำ หลังจากทำครั้งแรกไปแล้ว 1 สัปดาห์ บางรายอาจได้รับคำแนะนำให้ทำต่อด้วยการใส่ถาดฟอกสีฟันที่บ้านในเวลานอน (home bleaching) เป็นต้น ในการณีที่มีการฟอกสีฟันด้วยตัวเอง ทันตแพทย์จะนัดคนไข้กลับมาตรวจเป็นระยะเพื่อตรวจดูพัฒนาการของสีฟัน และผลข้างเคียงที่อาจจะเกิดขึ้นได้ จนกว่าจะได้สีฟันที่เหมาะสมก็จะให้ยุติการฟอกสีฟันนั้น การฟอกสีฟันด้วยตัวเองไม่ควรทำโดยไม่ได้รับคำปรึกษาจากทันตแพทย์นะคะ เพราะอาจมีอันตรายที่เกิดต่อฟันเราโดยไม่รู้ตัวได้

วันนี้ คำแนะนำจากทันตแพทย์อภิรักษ์ กิตติชัยศรี คงได้ช่วยไขข้อข้องใจที่หลายๆ คนสงสัย ทั้งเกี่ยวกับเรื่องการครอบฟัน การทำสีฟัน การฟอกสีฟัน กันได้เป็นอย่างดี
และ เรื่องสำคัญที่คุณหมอเน้นย้ำเสมอๆ ก็คือ การหมั่นดูแลฟันให้สะอาด และการไปพบทันตแพทย์เป็นประจำทุกๆ 6 เดือนนะคะ

ขอบคุณข้อมูลที่เป็นประโยชน์จาก Stardent Dental Clinic ชั้น 2 Life Center (Q.House Lumpini)

Advertisements

พิชิตอาการ “ออฟฟิศซินโดรม” ด้วย 7 ท่าการออกกำลังกาย

IMG_1998
ทุกวันนี้ออฟฟิศซินโดรมกลายเป็นภัยร้ายที่คุกคามสุขภาพ จนมีผู้ป่วยจำนวนมากที่ต้องทุกข์ทนต่ออาการปวดต่างๆ ที่เกิดจากการนั่งทำงานนานๆ
วันนี้คุณเพ็ญพิชชากร แสนคำ นักกายภาพบำบัด ผู้เชี่ยวชาญด้านการปรับโครงสร้างร่างกายจากสถาบันปรับโครงสร้างร่างกาย อริยะ (Ariya Wellness Center) มีคำแนะนำดีๆ เกี่ยวกับท่าออกกำลังกาย เพื่อปรับโครงสร้างร่างกายด้วยตนเองมาฝากกันค่ะ เป็นท่าง่ายๆ ทำแล้วสบายขึ้น บรรเทาอาการปวดเมื่อยได้ดีมาก เหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะสาวๆ หนุ่มๆ ออฟฟิศ ถือเป็นท่าที่แก้อาการของออฟฟิศซินโดรมได้เป็นอย่างดีเลย
มาดูกันทีละท่าเลยค่ะ

ท่าที่ 1 บรรเทาอาการปวดคอ บ่า สะบัก
การใช้ชีวิตประจำวันส่วนใหญ่ของคนที่ทำงานออฟฟิศต้องก้มหน้าอยู่เป็นประจำ กล้ามเนื้อด้านหน้าจะหดสั้นมาก และดึงให้คอก้มลงมาด้านหน้า ทำให้คอเสื่อมง่าย ท่านี้จะเป็นท่าที่ปรับสมดุลย์การทำงานของคอ บ่า สะบัก ช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อยคอ บ่า สะบักได้ดีมาก
วิธีการออกกำลังกาย
1 นั่งเก้าอี้ที่มีพนักพิง เลื่อนก้นให้ชิดพนัก
2 มือประสานกัน เหยียด-ยืดแขนให้สุดด้านเหนือศีรษะ แขม่วท้อง หายใจโดยใช้ชายโครงกางออก
3 คลายมือออกจากกัน กระดกข้อมือค้างไว้
4 ค่อยๆ เหยียดแขนไปด้านหลัง ให้สุดมือ ในขณะที่กระดกข้อมือไว้ ค่อยๆ เลื่อนมือลงจนสุด
5 ทำรอบละ 5 ครั้ง ทำได้ทุกๆ 2-3 ชม.

ท่าที่ 2 แก้อาการหายใจไม่อิ่ม หายใจได้ไม่สุด
ร่างกายของเราต้องการอากาศบริสุทธิ์ในการหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายโดยเฉพาะสมอง การบริหารปอดจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้การขยายตัวของปอดดีขึ้น ออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายได้ดีขึ้น ช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อด้านข้างลำตัว ยืดกล้ามเนื้อหัวไหล่ และป้องกันโรคไหล่ติด
วิธีการออกกำลังกาย
1 นั่งเก้าอี้ที่มีพนักพิง เลื่อนก้นให้ชิดพนัก
2 แขนซ้ายเหยียด-ยืดแขนให้สุดด้านเหนือศีรษะ แขม่วท้อง หายใจโดยใช้ชายโครงกางออก
3 มือขวาเอื้อมมาจับขอบด้านซ้ายของเบาะที่นั่งเก้าอี้
4 ในขณะที่ทำให้เกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้องไว้ตลอดเพื่อไม่ให้หลังแอ่น
5 หายใจเข้าลึก หายใจออกเป่าลมออกทางปากเบาๆ พร้อมๆ กับเอียงตัวด้านขวา และหมุนตัวมาด้านซ้ายเล็กน้อยจนรู้สึกตึงมากที่สุด
6 หายใจเข้าทางจมูก เป่าลมออกทางปากเบาๆ หนึ่งรอบ แล้วค่อยดึงตัวกลับ
7 สลับกันทั้งสองข้าง ทำซ้ำ 5 ครั้ง วันละ 3 รอบ

ท่าที่ 3 แก้อาการมือชา นิ้วล็อค
อาการปวดข้อมมืออาจลุกลามไปจนถึงการปวดร้าวไปจนถึงแขนได้ การยืดกล้ามเนื้อบริเวณมือและแขนจึงเป็นสิ่งจำเป็น โดยยืดทั้งเยื่อหุ้มกล้ามเนื้อ ยืดกล้ามเนื้อ ยืดเส้นประสาท เพื่อทำให้รู้สึกสบายทั้งคอ และแขน ช่วยบรรเทาอาการปวดตึงร้าวลงแขน ลดอาการปวด ตึง ชา จากนิ้วล็อก กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด ของเส้นประสาท ให้ส่วนต่างๆ ทำงานได้ดีขึ้นด้วย
วิธีการออกกำลังกาย
1 นั่งเก้าอี้ที่มีพนักพิง เลื่อนก้นให้ชิดพนัก
2 มือซ้ายเอื้อมขึ้นด้านบนมือโอบศีรษะ และดึงศีรษะให้เอียงมาด้านซ้าย ร่วมกับการบิดคอไปด้านขวาเล็กน้อย
3 ในขณะที่ทำให้เกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้องไว้ตลอด หายใจโดยใช้ชายโครงขยายขึ้น
4 เอียงคอค้างไว้ มือขวาเหยียดศอกให้ตรง เหยียดทั้งแขนไปด้านหลัง พร้อมกับลู่ไหล่ลง และดันไหล่ไปด้านหลังพร้อมกับกระดกข้อมือ
5 หายใจเข้า-ออก 1 รอบแล้วดึงกลับท่าเริ่มต้น ตอนทำให้รู้สึกเพียงตึงๆ โดยไม่มีอาการเจ็บ
6 ทำรอบละ 3 ครั้ง วันละ 2 รอบ ต้องทำช้าๆ นะคะ เพราะเป็นการยืดเส้นประสาท

ท่าที่ 4 บรรทาอาการปวดเข่า เมื่อยน่อง ลดบวมที่ขา-เท้า
การนั่งติดเก้าอี้เป็นเวลานานเป็นผลเสียต่อกล้ามเนื้อขา และสะโพก ทำให้ระบบการไหลเวียนโลหิตไม่ดี จนบางครั้งอาจพบอาการเส้นเลือดขอดได้ การยืดกล้ามเนื้อตลอดแนวขาไปถึงสะโพกจะช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดและเส้นประสาท ลดอาการปวดเมื่อย หรืออาการบวมของขาและน่องในผู้ที่นั่งห้อยขาทั้งวันและยังช่วยสร้างกล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่ในการพยุงข้อเข่า ป้องกันโรคเข่าเสื่อมอีกด้วย
วิธีการ
1 นั่งเก้าอี้ที่มีพนักพิง เลื่อนก้นให้ชิดพนัก
2 แขม่วท้องไว้และยืดหลังให้ตรง
3 เหยียดเข่าขึ้นโดยที่ปลายนิ้วเท้าชี้ขึ้นด้านบนตรงๆ เหยียดเข่าจนตึงสุด แล้วกระดกข้อเท้าเข้าหาตัว
4 แขม่วท้องค้างไว้ตลอดการทำท่านี้ พร้อมด้วย เหยียดหลังให้ตรง
5 ค้างไว้ในท่าดังกล่าวประมาณ 1 ลมหายใจเข้าออก แล้วค่อยงอเข่าลง
6 สลับข้างซ้าย ขวา ข้างละประมาณ 10 ครั้ง ทำวันละ 3 รอบ
**** หากต้องการสร้างกำลังกล้ามเนื้อให้มากอาจใช้ถุงน้ำหนักผูกไว้ที่ข้อเท้า เพื่อเป็นการสร้างกล้ามเนื้อที่แข็งแรงมากขึ้น

ท่าที่ 5 ยืดกล้ามเนื้อสะโพกมัดลึก
กล้ามเนื้อที่เป็นทางผ่านของเส้นประสาท การยืดกล้ามเนื้อที่ไปเลี้ยงขาจะช่วยแก้อาการของคนที่ปวดก้นและร้าวลงขาได้เป็นอย่างดี นอกจากนั้นยังช่วยบรรเทาอาการของผู้มีอาการปวดหลังอันเนื่องมาจากหมอนรองกระดูกแคบซึ่งมักมีอาการปวดร้าวลงขา ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของเส้นประสาทที่ไปเลี้ยงขาทำให้สบายตลอดทั้งขา
วิธีการออกกำลังกาย
1 นั่งกับพื้น งอเข่าด้านซ้ายเข้าหาตัว และเปิดฝ่าเท้าขึ้น ยกขาซ้ายทับขาขวา โดยอ้อมฝ่าเท้าไปที่ด้านข้างของสะโพกด้านขวา
2 งอเข่าด้านขวาเข้าหาตัว หงายฝ่าเท้าขึ้น อ้อมไปด้านข้างของสะโพกซ้าย
3 โน้มลำตัวลงไปด้านหน้า เหยียดแขนให้สุดจนรู้สึกตึงมากที่สุดโดยไม่เจ็บ ขณะที่ยืดลำตัวให้แขม่วท้องค้างไว้
4 หายใจเข้าลึกๆทางจมูก เป่าลมออกทางปากเบาๆ พร้อมกับยืดอก และแอ่นหลังขึ้น ในขณะที่มือวางแนบพื้นอยู่ที่เดิม
5 หายใจเข้าลึกๆ ทางจมูกและเป่าลมออกเบาๆ ทางปาก 2 ลมหายใจ แล้วค่อยดันตัวขึ้นท่านั่งหลังตรง ทำ 5 ครั้ง แล้วสลับข้าง

ท่าที่ 6 ยืดกล้ามเนื้อหลังต้นขา
การนั่งอยู่กับที่นานๆ อาจจะทำให้เกิดอาการเมื่อยล้า หากเป็นหนักขึ้นก็อาจจะมีอาการปวดร้าวลงขาได้ การออกกำลังกายในแบบการยืดกล้ามเนื้อจะช่วยคลายเยื่อหุ้มกล้ามเนื้อ กล้ามเนื้อ และเส้นประสาทของขาตลอดทั้งแนว สร้างกำลังกล้ามเนื้อต้นขาด้านหน้า ช่วยพยุงข้อเข่า ป้องกันอาการเข่าเสื่อมได้
วิธีการออกกำลังกาย
1 นั่งกับพื้น ขาซ้ายเหยียดเข่าตรงไปด้านหน้า ขาขวางอเข้าหาตัว ฝ่าเท้าขวาวางประคบไว้ที่ต้นขาด้านในของข้างซ้าย
2 งอเข่าด้านซ้ายขึ้นเล็กน้อย ร่วมกับกระดกฝ่าเท้าเข้าหาตัว ปลายนิ้วเท้าชี้ขึ้นด้านบน
3 โน้มตัวไปด้านหน้าจนรู้สึกตึงมาก พร้อมกับเหยียดแขนให้สุด วางฝ่ามือแนบกับพื้น
4 แอ่นหลังขึ้นให้รู้สึกตึง ในขณะที่ฝ่ามือวางตำแหน่งเดิม ลงน้ำหนักที่ก้นสองข้างเท่ากัน
5 หายใจเข้า เป่าลมออกทางปากเบาๆ พร้อมกับเหยียดเข่าออกให้รู้สึกตึงมาก แต่ไม่เจ็บ ในขณะที่ยังคงแอ่นหลัง และกระดกฝ่าเท้าอยู่
6 ค้างไว้ 2 ลมหายใจ และค่อยๆ ดึงตัวกลับในท่านั้งตรง และปล่อยขาให้สบาย
7 ทำข้างละ 5 ครั้ง แล้วสลับข้าง ทำวันละ 3 รอบ

ท่าที่ 7 สร้างความมั่นคงให้กระดูกสันหลังรอบด้าน สร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน และต้นขาด้านใน
บุคลิกภาพในการยืน เดิน หรือนั่งแบบหลังแอ่นๆ นั่นอาจทำให้เกิดอาการปวดตามมาในอีกหลายๆ ส่วน การออกกำลังกายในท่านี้จึงช่วยปรับให้หลังที่แอ่นนั้นกลับคืนมาในแนวโค้งปกติ นอกจากนั้นยังช่วยกระชับกล้ามเนื้อหูรูด กระชับกล้ามเนื้อต้นขาด้านใน ทำให้ขาเล็กเรียวได้รูปสวย และเป็นท่าที่สร้างความมั่นคงให้กระดูกสันหลัง ป้องกันอาการปวดหลัง ทำให้หน้าท้องกระชับ
วิธีการออกกำลังกาย
1 นอนหงาย เหยียดขาตรงทั้งสองข้าง ดันลำตัวขึ้น ตั้งศอกเพื่อพยุงลำตัวไว้
2 เก็บคางและดันศีรษะลงเล็กน้อย แขม่วท้องและเกร็งกล้ามเนื้อก้นค้างไว้
3 กระดกปลายเท้าซ้ายขึ้น พร้อมกับลอยขาซ้ายขึ้นตรงๆ ทั้งแนว
4 หันปลายนิ้วเท้าออกด้านข้างพร้อม กางขาออกประมาณ 45 องศา (ในขณะที่แขม่วท้องและเกร็งกล้ามเนื้อก้นอยู่ สะโพกนิ่งอยู่กับที่)
5 แล้ววาดเท้าเป็นครึ่งวงกลม ดึงกลับที่เดิมโดยที่เท้าไม่แตะพื้น กางขาออกทำซ้ำ อย่างช้า ๆ ข้างละ 5 รอบ ทำวันละ 3 ครั้ง

การทำท่าออกกำลังเหล่านี้ นอกจากจะช่วยปรับความสมดุลให้โครงสร้างร่างกายแล้ว ยังถือว่าเป็นท่าที่ใช้ในการบำบัดรักษากลุ่มอาการปวดเมื่อยเรื้อรังของอาการต่างๆ ในร่างกายเราด้วยค่ะ ท่านใดที่มีอาการปวดเมื่อยบ่อย ปรารถนาจะเป็นผู้มีสุขภาพดี มีร่างกายคล่องแคล่ว มีการไหลเวียนของเลือดที่ดี ลองออกกำลังกายให้เป็นประจำ ยืดเหยียดกล้ามเนื้อ บริหารส่วนต่างๆ ของร่างกายบ่อยๆ ก็จะช่วยให้โรคภัยไข้เจ็บไม่มากลล้ำกลายได้ค่ะ