ผลไม้บำรุงเลือด

strawberry.jpg
รู้ไหมคะว่าถ้าหากเลือดในร่างกายเราไม่ดี ก็จะเท่ากับเป็นการทำร้ายหัวใจ เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดในสมองโดยที่เราไม่รู้ตัว แต่ถ้าหากเรามีเลือดที่ดี ก็เท่ากับเป็นตัวช่วยสำคัญที่ป้องกันเราจากโรคร้าย และมีสุขภาพดีในระยะยาว วันนี้ มาทำความรู้จักกับผลไม้ที่ช่วยระบบการไหลเวียนเลือดกันซักหน่อยดีกว่าค่ะ
จากตำราแพทย์แผนจีนมีการกล่าวถึงอาหารบำรุงเลือดและเน้นเรื่องการทานอาหารที่มีฤทธิ์ร้อน เพื่อช่วยในเรื่องการไหลเวียนของเลือด ซึ่งอาจจะเป็นความบังเอิญ ที่ผลไม้ต่างๆ ที่ช่วยบำรุงเลือดก็มักจะมีสีแดงซะด้วยล่ะค่ะ ไม่ว่าจะเป็น ทับทิม สตรอเบอร์รี่ เชอร์รี่ แก้วมังกร หรือ แตงโม เป็นต้น เรามาลองไล่ดูกันดีกว่าค่ะว่าผลไม้แต่ละชนิดทำหน้าที่ในการบำรุงเลือดอย่างไรบ้าง

เริ่มกันที่ “ทับทิม”
มีการวิจัยมาแล้วค่ะว่าทับทิมสามารถช่วยกักเก็บเซลล์เม็ดเลือดแดงได้ โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเบาหวานถ้ารับประทานทับทิม ก็จะช่วยให้ร่างกายมีระดับอินซูลินลดลง ระบบไหลเวียนเลือดกลับมาเป็นปกติ ทำให้อาการป่วยต่างๆ อย่างเช่นเรื่องร่างกายอ่อนเพลียลดลง ผมร่วงน้อยลง ผิวพรรณก็สดใสมากขึ้นด้วยค่ะ

สตรอเบอร์รี่
ผลไม้ตระกูลเบอร์รี่มีมีสีแดงสด แถมด้วยรสหวานอมเปรี้ยว และกลิ่นหอมแสนอร่อย นอกจากความอร่อยจนเป็นที่นิยมไปทั่วแล้ว สตรอเบอร์รี่ยังช่วยบำรุงเซลล์เม็ดเลือดแดงด้วยนะคะ เม็ดเล็กๆ ที่อยู่บนผิวของสตรอเบอร์รี่ก็สำคัญค่ะ เพราะจะช่วยในการลำเลียงออกซิเจน กระบวนการนี้มีความสำคัญคือการขจัดเลือดเสีย ทำให้เซลล์เม็ดเลือดแดงเพิ่มขึ้น และสะอาดขึ้น การสูบฉีดเลือดก็ดีขึ้น และยังช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งสดใสขึ้นด้วยล่ะค่ะ

เชอร์รี่
เชอร์รี่ ผลไม้ต่างบ้านต่างเมืองชนิดนี้มีโพแทสเซียมในปริมาณที่สูงมาก ร่างกายของเราสามารถนำมาใช้ในการสร้างสมดุลกับโซเดียม ทำให้ความดันเลือดเป็นปกติ ระบบไหลเวียนเลือดดี เวลาทานเชอร์รี่จึงทำให้สดชื่นขึ้นด้วย

แตงโม
แตงโมผลใหญ่ๆ นี้จะมีกรดอะมิโนอาร์จีโนน์ ที่ช่วยให้ร่างกายผลิตเม็ดเลือดที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ช่วยป้องกันภาวะกล้ามเนื้อหัวใจตาย และภาวะหลอดเลือดแข็งตัว และยังให้ผลดีต่อระบบการไหลเวียนของเลือด

แก้วมังกร
แก้วมังกรอุดมไปด้วยโปรตีน และไฟเบอร์ โปรตีนนี่ล่ะค่ะที่จะช่วยบำรุงผิวสวยๆ ของคุณสาวๆ ส่วนการบำรุงเลือดนั้นต้องเลือกทานแก้วมังกรที่มีสีแดง เพราะแก้วมังกรสีแดงนี้จะช่วยเรื่องระบบไหลเวียนของเลือดและยังอุดมไปด้วยธาตุเหล็กที่จำเป็นต่อการสร้างเซลล์เม็ดเลือดแดงค่ะ

กล้วย
ถึงกล้วยจะไม่ได้มีสีแดงเหมือนผลไม้บำรุงเลือดชนิดอื่นๆ แต่มีการวิจัยมาแล้วนะคะว่าการรับประทานกล้วยเป็นประจำจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคลูคิเมีย หรือมะเร็งเม็ดเลือดขาวได้ และแมกนีเซียมที่อุดมอยู่ในกล้วยก็ยังจะช่วยบำรุงผิวสวยๆ ให้ดูเปล่งปลั่งขึ้นจากเลือดฝาดที่มาหล่อเลี้ยงผิว

นอกจากผลไม้ที่จะช่วยบำรุงเลือดแล้ว เพิ่มเคล็ดลับง่ายๆ ให้อีกอย่างค่ะ การดื่มน้ำสะอาดมากๆ จะช่วยให้เลือดของเราไม่ข้นหนืด หัวใจไม่ต้องทำงานหนัก ระบบไหลเวียนของเลือดทำงานได้ดีขึ้น เพียงง่ายๆ แค่นี้ ก็ทำให้ระบบภายในของร่างกายเราทำงานได้ดีขึ้น สุขภาพของเราก็จะสมบูรณ์แข็งแรงในระยะยาว ในแบบที่เรียกว่าสุขภาพดีจากภายในกันเลยล่ะค่ะ

ไขคำตอบสุขภาพ – เรื่องของเลือด

healthy-red-blood-cells

การพยายามดูแลสุขภาพตัวเองด้วยการเลือกรับประทานอาหาร และการออกกำลังกายนั้น เป็นสิ่งที่คนรักสุขภาพปฏิบัติกันมาอย่างต่อเนื่อง จริงๆ แล้วการให้ความสำคัญกับระบบต่างๆ ที่อยู่ภายในร่างกายของเราก็สำคัญไม่แพ้กัน อย่างเช่นเรื่องของ “เลือด” ที่หมุนเวียนหล่อเลี้ยงร่างกายของเราเป็นต้น
บางคนอาจจะนึกสงสัยว่าเลือด เกี่ยวกับสุขภาพของเราอย่างไร ลองสังเกตสุขภาพของเราดูสิคะว่ามีอาการเหนื่อยง่าย เพลียง่าย แขนขาอ่อนแรง มือเย็น เท้าเย็น ผิวซีด เป็นตะคริวบริเวณสะโพก โดยที่เราเองก็ไม่ทราบว่าอาการเหล่านี้มาจากการที่ระบบการไหลเวียนของเลือดภายในร่างกายไม่ดี
ก่อนจะไปถึงเรื่องระบบการไหลเวียนของเลือด เรามาทำความรู้จักกับเลือดกันก่อนดีกว่าค่ะ เลือด หรือ ฮีโมโกลบิน เกิดมาจากการรวมตัวของธาตุเหล็ก กับ โปรตีน

ฮีม คือ องค์ประกอบของธาตุเหล็ก ทำหน้าที่ดักจับออกซิเจนจากส่วนต่างๆ ของร่างกาย
โกลบิน คือ โปรตีน ทำหน้าที่ผลิตเลือดจากสายพันธุกรรมของเรา

ร่างกายของเราสามารถสร้างธาตุเหล็กได้เองตามธรรมชาติ และร่างกายก็จะนำธาตุเหล็กเหล่านั้นไปสร้างโปรตีนหล่อเลี้ยงเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย
ระบบการไหลเวียนของเลือด เป็นเหมือนระบบขนส่งในร่างกายของเรานี่ล่ะค่ะ โดยจะขนส่งสารอาหาร ก๊าซออกซิเจน น้ำ ไปยังเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย เป็นการนำสารเข้าและออกจากเซลล์ สามารถช่วยในการรักษาระดับอุณหภูมิ ความเป็นกรด และด่าง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาดุลยภาพของร่างกายอีกด้วยค่ะ

ทำไมเลือดจึงไหลเวียนไม่ดี ?

ถ้าจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพหลอดเลือดเราก็เหมือนกับท่อน้ำ เมื่อใช้ไปนานๆ ก็มีคราบไปอุดตันบ้าง โดยเฉพาะคนที่ทานอาหารประเภทไขมันมากๆ คราบเหล่านี้จะไปจับที่ผนังของหลอดเลือด ทำให้เลือดเดินทางไปหล่อเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ไม่สะดวก หรือบางครั้งเลือดที่ถูกดูดเอาสารอาหารแร่ธาตุต่างๆ ไปมาก ก็ทำให้เลือดขาดสารอาหารจนกลายเป็นสาเหตุของอาการโลหิตจางก็ได้

การไหลเวียนเลือดที่ไม่ดีถือว่าเป็นภาวะอันตรายและสามารถทำให้เกิดโรคหัวใจ การสูญเสียแขนขา โรคหลอดเลือดสมองอักเสบ และในหลายกรณีอาจทำให้ถึงแก่ชีวิตได้ แต่หากพบการไหลเวียนเลือดที่ไม่ดีตั้งแต่แรก เราก็จะสามารถป้องกันอันตรายร้ายแรงได้ค่ะ

จะรู้ได้อย่างไรว่าระบบไหลเวียนเลือดเราไม่ดี ?

การตรวจการไหลเวียนของเลือดของร่างกายนั้นจำเป็นต้องอาศัยคุณหมอในการตรวจ การตรวจเช็คสุขภาพประจำปีจึงเป็นสิ่งสำคัญในการดูแลรักษาสุขภาพในเบื้องต้น และป้องกันการเกิดโรคในระยะยาว สำหรับการเช็คระบบไหลเวียนเลือดในร่างกายนั้น คุณหมอจะใช้การตรวจร่างกายแบบ อัลตราซาวด์ โดยการฉีดสีเพื่อให้เกิดภาพ MRA และการฉีดสีเอ็กซ์ซเรย์ค่ะ

ปรับพฤติกรรมอย่างไรให้ห่างไกลโรคเลือด?

ง่ายที่สุดเห็นจะเป็นเรื่องการหายใจค่ะ เพราะการหายใจที่มีประสิทธิภาพ จะช่วยในเรื่องออกซิเจนที่จะไปอยู่ในเม็ดเลือด ช่วยให้เลือดสะอาด ไหลเวียนดี รวมไปถึงระบบการไหลเวียนของน้ำเหลืองด้วย

เลิกพฤติกรรมแย่ๆ อย่างการนั่งอยู่กับที่นานๆ ทำให้ร่างกายปฎิเสธการรับออกซิเจน ทำให้เกิดภาวะเครียด ระบบไหลเวียนเลือดไม่ดี ร่างกายจะไม่ขับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และท็อกซินออกจากร่างกาย

ท่านั่งที่ควรหลีกเลี่ยงก็คือ การนั่งแบบโน้มตัวไปด้านหน้า เพราะท่านั่งนี้จะไปกดทับหน้าอกและหัวใจ ทำให้การสูบฉีดเลือดทำได้ลำบากขึ้น ออกซิเจนก็ไหลเวียนได้น้อย

นอกจากนั้นยังรวมไปถึงการเลิกสูบบุหรี่ การควบคุมความดันโลหิต และการบริโภคอาหารที่มีคอเลสเตอรอลต่ำ การไหลเวียนของเลือดที่ไม่ดีนั้น สามารถป้องกันได้ด้วยการรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพปราศจากไขมันและการออกกำลังกายเป็นประจำค่ะ

ด้วยความรำลึกถึงพระองค์ท่าน และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้

ภาพหาดูยาก ในหลวงของเรา รำลึกไว้ในดวงใจ

ภาพหาดูได้ยากของพ่อหลวงที่เราอาจยังไม่เคยได้เห็นกันมาก่อน และต้องดูเป็นบุญตาสักครั้งในชีวิต ตั้งแต่พระองค์ทรงพระเยาว์ กิจกรรมกีฬาและการดนตรีที่พ่อชอบ ตลอดจนพระราชกรณียกิจที่พระองค์ทำเพื่อแผ่นดินไทยกว่า 70 ปี . .

ภาพหาดูยาก ในหลวงของเรา รำลึกไว้ในดวงใจ

พระสูติบัตรในหลวง    .

ภาพหาดูยาก ในหลวงของเรา รำลึกไว้ในดวงใจ

ทะเบียนสมรสของในหลวง-พระราชินี    .

ภาพหาดูยาก ในหลวงของเรา รำลึกไว้ในดวงใจ

ลายพระราชหัตถเลขาของในหลวงสมัยทรงพระเยาว์ทรงส่งให้สมเด็จพระอัยยิกา

ภาพหาดูยาก ในหลวงของเรา รำลึกไว้ในดวงใจ

ความทรงจำเมื่อครั้งทรงพระเยาว์กับสมเด็จพระพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

ภาพหาดูยาก ในหลวงของเรา รำลึกไว้ในดวงใจ
ภาพหาดูยาก ในหลวงของเรา รำลึกไว้ในดวงใจ
ภาพหาดูยาก ในหลวงของเรา รำลึกไว้ในดวงใจ

ความทรงจำเมื่อทรงพระเยาว์

ภาพหาดูยาก ในหลวงของเรา รำลึกไว้ในดวงใจ

“…ข้าพเจ้าอยากเห็นน้องใกล้ๆ และอยากแตะต้อง แต่ที่โรงพยาบาลเขาก็ให้ดูเพียงหลังกระจกที่กั้นห้องเด็กไว้ เมื่อกลับมาบ้านแล้วข้าพเจ้าได้ถามแหนนว่า

“น้องคนใหม่นี้พูดไทยได้หรือเปล่า”

ความตอนหนึ่งในงานพระนิพนธ์ เจ้านายเล็กๆ-ยุวกษัตริย์,โดยสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

ภาพหาดูยาก ในหลวงของเรา รำลึกไว้ในดวงใจ

ความทรงจำเมื่อทรงพระเยาว์

ภาพหาดูยาก ในหลวงของเรา รำลึกไว้ในดวงใจ

แมวทรงเลี้ยงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ติโตแมวเพศผู้ พันธุ์วิเชียรมาศที่สมเด็จย่าทรงเลี้ยงคู่กับ ติต้า เพศเมีย เมื่อครั้งประทับอยู่ที่ ตำหนักเมืองโลซาน ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ประมาณปี พ.ศ. 2487

ภาพหาดูยาก ในหลวงของเรา รำลึกไว้ในดวงใจ
ภาพหาดูยาก ในหลวงของเรา รำลึกไว้ในดวงใจ

“…อดคิดถึงพี่ไม่ได้เลยแม้แต่ขณะเดียว ฉันเคยคิดว่า ฉันจะไม่ห่างจากพี่ตลอดชีวิต แต่มันเป็นเคราะห์กรรม ไม่ได้คิดเลยว่าจะเป็นกษัตริย์ คิดแต่จะเป็นน้องของพี่เท่านั้น..”

ภาพหาดูยาก ในหลวงของเรา รำลึกไว้ในดวงใจ

“เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”

ภาพหาดูยาก ในหลวงของเรา รำลึกไว้ในดวงใจ
ภาพหาดูยาก ในหลวงของเรา รำลึกไว้ในดวงใจ

ทรงพระผนวช

ภาพหาดูยาก ในหลวงของเรา รำลึกไว้ในดวงใจ

รักแรกพบของพระองค์

ภาพหาดูยาก ในหลวงของเรา รำลึกไว้ในดวงใจ

ของที่ระลึกในพระราชพิธีราชภิเษกสมรส

ภาพหาดูยาก ในหลวงของเรา รำลึกไว้ในดวงใจ

พระองค์เสด็จเยี่ยมประชาชนในเขตพื้นที่พัฒนาพรุแฆแฆ จ.ปัตตานี

ภาพหาดูยาก ในหลวงของเรา รำลึกไว้ในดวงใจ

ในหลวงกับพระราชโอรส-ธิดา

ภาพหาดูยาก ในหลวงของเรา รำลึกไว้ในดวงใจ

เดินตามรอยเบื้องพระยุคลบาท

ภาพหาดูยาก ในหลวงของเรา รำลึกไว้ในดวงใจ

การดนตรีนาฏศิลป์ไม่สิ้นแล้ว พระองค์ร่มโพธิ์แก้วคอยรักษา

ภาพหาดูยาก ในหลวงของเรา รำลึกไว้ในดวงใจ

ทรงมีพระอุปนิสัยสนใจการถ่ายภาพเหมือนสมเด็จย่า และ รัชกาลที่ 5

ภาพหาดูยาก ในหลวงของเรา รำลึกไว้ในดวงใจ

ทรงเล่นกีฬาได้หลายชนิด แต่กีฬาที่ทรงโปรดเป็นพิเศษได้แก่ แบดมินตัน สกี และ เรือใบ ทรงเคยได้เหรียญทองจากการแข่งขันเรือใบประเภทโอเค ในกีฬาแหลมทอง (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น’กีฬาซีเกมส์’) ครั้งที่ 4 ปี พ.ศ.2510

ภาพหาดูยาก ในหลวงของเรา รำลึกไว้ในดวงใจ

พระอัจฉริยภาพด้านการกีฬา

ภาพหาดูยาก ในหลวงของเรา รำลึกไว้ในดวงใจ

เพลง “ความฝันอันสูงสุด”

ภาพหาดูยาก ในหลวงของเรา รำลึกไว้ในดวงใจ

ในหลวงกับสวนสนุกดิสนี่ย์แลนด์

ภาพหาดูยาก ในหลวงของเรา รำลึกไว้ในดวงใจ
ภาพหาดูยาก ในหลวงของเรา รำลึกไว้ในดวงใจ

ในหลวงทรงดนตรี

ภาพหาดูยาก ในหลวงของเรา รำลึกไว้ในดวงใจ

พระบรมฉายาลักษณ์ภาพนี้ ฉายที่บ้านแม่แกน้อย อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ. 2525 ระหว่างที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทอดพระเนตรสภาพภูมิประเทศเบื้องหน้า สลับกับแผนที่ในพระหัตถ์ที่ทรงกางออกอยู่นั้น ทันใด ก็มีลมหมุนเล็กๆ หมุนมาตรงที่ประทับยืนอยู่นั้น ฝุ่นแดง กระจายไปทั่ว แผนที่แทบหลุดจากพระหัตถ์ .. เจ้าหน้าที่ต่างตกใจ
แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ประทับยืนนิ่งๆ อย่างมั่นคง ทรงรวบแผนที่ไว้ในพระหัตถ์ ถอดฉลองพระเนตรแล้วเช็ดพระเนตร สักครู่ จึงยกแผนที่ขึ้นจัด และกางออก ทรงงานต่อไปเสมือนหนึ่งไม่มีอะไรเกิดขึ้น

ภาพหาดูยาก ในหลวงของเรา รำลึกไว้ในดวงใจ

ความสุขของพระองค์ท่านคือการได้ทอดพระเนตรเห็นชาวบ้านอยู่ดีกินดี มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

ภาพหาดูยาก ในหลวงของเรา รำลึกไว้ในดวงใจ

ทุกครั้งที่เสด็จฯ ไปยังสถานต่างๆ จะทรงมีสิ่งของประจำพระองค์อยู่ 3 สิ่ง คือ แผนที่ซึ่งทรงทำขึ้นเอง กล้องถ่ายรูป และดินสอที่มียางลบ

ภาพหาดูยาก ในหลวงของเรา รำลึกไว้ในดวงใจ

ในหลวงทรงผูกเชือกรองเท้าด้วยพระองค์เองก่อนเสด็จไปทรงงาน

ภาพหาดูยาก ในหลวงของเรา รำลึกไว้ในดวงใจ
ภาพหาดูยาก ในหลวงของเรา รำลึกไว้ในดวงใจ

พระองค์ทั้งสองได้ทรงเข้าเยี่ยมชมกองถ่ายภาพยนตร์เรื่อง G.I.Blues ของผู้กำกับ ฮัล วอลลิส ทว่าวันนั้นผู้กำกับคนดังกล่าวป่วยไม่สามารถออกมารับได้ จึงได้ส่งตัวแทนมาต้อนรับ และนั่นก็ทำให้พระองค์ได้พบกับราชาแห่ง ร็อค แอนด์ โรล ที่ชื่อ เอลวิส เพรสลีย์ ซึ่งเป็นนักแสดงนำของเรื่อง และ จูเลียต เพราวส์ นักแสดงหญิงจากเรื่องเดียวกัน พร้อมทอดพระเนตรการถ่ายทำ

ภาพหาดูยาก ในหลวงของเรา รำลึกไว้ในดวงใจ

ในหลวงกับสมเด็จย่า
———–
ขอบคุณภาพจาก FB Fanpage
-นิทรรศการพลังแผ่นดิน อัศจรรย์งานศิลป์แผ่นดินสยาม
-Thailand image
-Napan Sevikul
-ตามรอยพ่อ
-เรารักพระเจ้าอยู่หัว
website -manager.co.th-

คำพ่อสอน … ความสุขในชีวิต

091e0535c38ae98ebae9ab3ef214a77c-1
คว
ามสุขในชีวิต ตามคำสอนของพ่อ

ความสุขด้านกาย

“…กายที่มีสุขภาพดีก็หมายความว่ากายที่แข็งแรง ที่เดินได้ ยืนได้ นั่งได้ มีกำลัง มีทุกอย่าง รวมทั้งมีความคิดที่ดี ถ้ามีสุขภาพจิตที่ดีก็มีกำลัง เป็นกำลังที่จะแผ่ความเมตตาให้แก่คนอื่น มีกำลังที่จะคิดในสิ่งที่ถูกต้อง ที่จะทำให้มีความเจริญรุ่งเรืองแก่ตัวและความเจริญรุ่งเรืองในสังคม…”

(พระราชดำรัส ของพระบาทสมเด็จพระเข้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ในโอกาสที่คณะจิตแพทย์ นักวิชาการสุขภาพจิต อาจารย์จากมหาวิทยาลัย และผู้ทรงคุณวุฒิจากสถาบันต่างๆ เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ณ พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ วันอังคารที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2520)

“…ร่างกายของเรานั้น ธรรมชาติสร้างมาสำหรับให้ออกแรงใช้งาน มิใช่ให้อยู่เฉยๆ ถ้าใช้แรงให้พอเหมาะพอดีโดยสม่ำเสมอ ร่างกายก็เจริญแข็งแรง คล่องแคล่ว และคงทนยั่งยืน ถ้าไม่ใช้แรงเลย หรือใช้ไม่เพียงพอ ร่างกายก็จะเจริญแข็งแรงอยู่ไม่ได้ แต่จะค่อยๆ เสื่อมไปเป็นลำดับ และหมดสมรรถภาพไปก่อนเวลาอันสมควร ดังนั้น ผู้ที่ปกติทำการงานโดยไม่ได้ใช้กำลังหรือใช้กำลังแต่น้อย จึงจำเป็นต้องหาเวลาออกกำลังกายให้พอเพียงกับความต้องการตามธรรมชาติเสมอทุกวัน มิฉะนั้น จะเป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง ที่เขาจะใช้สติปัญญาความสามารถของเขาทำประโยชน์ให้แก่ตนเองและแก่ส่วนรวมได้น้อยเกินไป เพราะร่างกายอันกลับกลายอ่อนแอลงนั้นจะไม่อำนวยโอกาสให้ทำการงานโดยมีประสิทธิภาพได้…”

(พระราชดำรัส ของพระบาทสมเด็จพระเข้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เพื่อเชิญไปอ่านในการประชุมสัมมนาเรื่องการออกกำลังเพื่อสุขภาพ วันพุธที่ 17 ธันวาคม พ.ศ.2523)

“…คนเราถ้ามีอนามัยแข็งแรง มีจิตใจที่ร่าเริง ก็สามารถที่จะทำงานได้ดี มีประสิทธิภาพสูง ถ้าหากว่าทำงานเคร่งเครียด ไม่มีความหย่อนใจบ้าง หรือไม่มีการปฏิบัติเล่นกีฬา ก็จะไม่สามารถที่จะทำงานที่มีประสิทธิภาพสูงและมีผลดีต่อส่วนรวม…”

(พระราชดำรัส ของพระบาทสมเด็จพระเข้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ในโอกาสที่สมุหราชองครักษ์ นำข้าราชการสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม กองบัญชาการทหารสูงสุด กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ และกรมตำรวจ เฝ้าฯ น้อมเกล้าฯ ถวายเรือใบ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน วันพุธที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2530)

ความสุขด้านจิตใจ

“…ความสบายใจของคนเป็นของที่หายาก คนเราต้องมีความสบายใจ จึงจะมีชีวิตที่ราบรื่นได้…”

(พระราชดำรัส ของพระบาทสมเด็จพระเข้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พระราชทานแก่คณะกรรมการจัดงาน “๕ ธันวาวันมหาราช” ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน วันพุธที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2521)

“…สุขภาพจิตและสุขภาพกายนั้น พูดได้ว่าสุขภาพจิตสำคัญกว่าสุขภาพกายด้วยซ้ำ เพราะว่าคนไหนที่ร่างกายสมบูรณ์แข็งแรง แต่จิตใจฟั่นเฟือน ไม่ได้เรื่องนั้น ถ้าทำอะไรก็จะยุ่งกันได้ กายที่แข็งแรงนั้นก็จะไม่เป็นประโยชน์ต่อตนเองหรือสังคมอย่างใด ส่วนคนที่สุขภาพกายไม่สู้จะแข็งแรง แต่สุขภาพจิตดี หมายความว่าจิตใจดี รู้จักจิตใจของตัว และรู้จักปฏิบัติให้ถูกต้อง ย่อมเป็นประโยชน์ต่อตัวเองมาก และเป็นประโยชน์ต่อสังคมได้มาก ในที่สุดสุขภาพจิตที่ดีก็อาจจะพามาซึ่งสุขภาพทางกายได้ หรือถ้าสุขภาพกายไม่ดีนักก็ไม่ต้องถือว่า เป็นของสำคัญ…”

(พระราชดำรัส ของพระบาทสมเด็จพระเข้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ในโอกาสที่คณะจิตแพทย์ นักวิชาการสุขภาพจิต อาจารย์จากมหาวิทยาลัย และผู้ทรงคุณวุฒิจากสถาบันต่างๆ เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ณ พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ วันอังคารที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2520)

“…การฝึกหัดทางใจนี้สำคัญอย่างยิ่งยวด จำเป็นที่จะต้องระมัดระวัง ฝึกฝนอยู่เสมอตลอดชีวิต จึงจะคงความสุจริต เข้มแข็ง และเป็นระเบียบไว้ได้ ไม่พ่ายแพ้แก่ความลุ่มหลงลืมตัว…”
(พระบรมราโชวาท ของพระบาทสมเด็จพระเข้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรและอนุปริญญาบัตร แก่ผู้สำเร็จการศึกษาจากจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ประจำปีการศึกษา ๒๕๑๕ ณ หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันศุกร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2516)

ความสุขของการอยู่ร่วมกัน

“…ในชีวิตทุกวันๆ ก็ได้มีโอกาสเข้าโรงเรียน ก็หาความรู้ แล้วมีโอกาสที่จะได้เห็นชีวิตของตัวเองและของคนอื่น ขอให้ถือว่าเป็นอาหารทั้งนั้น เป็นอาหารสมอง และเมื่อได้รับอาหารแล้ว ให้ไปพิจารณา คือไปไตร่ตรอง ไปคิดให้ดี ถ้าทำเช่นนี้แล้ว ทุกคนจะสามารถที่จะสร้างตัวเองให้แข็งแรง เพื่อที่จะทำประโยชน์แก่ตนเอง สร้างบ้านเมือง สร้างท้องที่ของตัว สร้างตนเองให้เจริญตามที่ทุกคนต้องการ…”

(กระแสพระราชดำรัส ของพระบาทสมเด็จพระเข้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พระราชทานแก่คณะเยาวชนชายหญิงจากถิ่นทุรกันดาร ในเขตปฏิบัติการของหน่วยพัฒนาการเคลื่อนที่ต่างๆ รวม ๒๔ จังหวัด พร้อมด้วยพี่เลี้ยงและเจ้าหน้าที่ ณ ศาลาดุสิดาลัย พระราชวังดุสิต วันศุกร์ที่ 6 เมษายน 2516)

“…ถ้าเราแผ่เมตตาให้คนอื่นหรือมีปรารถนาดีต่อผู้อื่น เข้าใจว่าคนนั้น หรือบุคคลอื่นจะรู้สึก ต้องรู้สึกว่ามีปรารถนาดีต่อผู้อื่นต่อบุคคลนั้นขึ้นในใจ ของเราก็ต้องรู้สึกว่ามีคนอื่นมาปรารถนาดีต่อเรา ฉะนั้นเป็นการยืนยันว่า การปรารถนาดีต่อผู้อื่นทำให้ผู้อื่นปรารถนาดีต่อเรา และปรารถนาดีต่อเราอันนี้เองที่เป็นความสุข…”

(พระราชดำรัส ของพระบาทสมเด็จพระเข้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พระราชทานแก่ผู้นำลูกเสือชาวบ้านกรุงเทพมหานคร ณ พระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์ วันเสาร์ที่ 11 กุมภาพันธ์ 2521)

“…ในภาษาทุกภาษาก็ต้องมีคำว่า เมตตา คือเอื้อเฟื้อซึ่งกันและกัน มองคนอื่นในทางที่จะช่วยเหลือเขา มากกว่าที่จะไปแย่งชิงเขา ทุกภาษาทุกศาสนาก็มีจิตใจนี้ หรือวิธีการนี้ ขอให้ท่านทั้งหลายทำต่อไปด้วยความแน่วแน่ และด้วยความสุจริตใจ จะเป็นทางที่จะช่วยส่วนรวมให้อยู่เย็นเป็นสุข…”

(พระราชดำรัส ของพระบาทสมเด็จพระเข้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พระราชทานแก่คณะกรรมการอำนวยการสันนิบาตมูลนิธิแห่งประเทศไทย ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน วันศุกร์ที่ 19 ธันวาคม 2518)

ที่มา : หนังสือ “คำพ่อสอน”, ประมวลพระบรมราโชวาทและพระราชดำรัสเกี่ยวกับความสุขในการดำเนินชีวิต โดย มูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

โครงการชั่งหัวมัน ตามพระราชดำริ

โครงการชั่งหัวมัน ตามพระราชดำริ

เมื่อทราบชื่อโครงการตามพระราชดำริว่า  “โครงการชั่งหัวมัน”   หลายท่านก็คงจะสงสัยโครงการตาม พระราชดำรินี้  เป็นโครงการเกี่ยวกับอะไร และมีที่มาที่ไปอย่างไร  ต่างตีความกันไปต่าง ๆ นานา

จึงน่าจะมาทำความเข้าใจโครงการนี้  ว่ามีที่มาอย่างไร ให้เข้าใจแจ่มชัดด้วย  ที่พระองค์ท่านได้ ทรงกระทำให้แก่ชาติบ้านเมืองของเราอีกโครงการหนึ่ง จากจำนวนทั้งหมด  ๔,๐๐๐ กว่า โครงการ  เป็น โครงการตามพระราชดำริล่าสุด

ประวัติความเป็นมา

เมื่อ ปี  พ.ศ. ๒๕๕๑  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงซื้อที่ดินจากราษฎรบริเวณอ่างเก็บน้ำ หนองเสือ ประมาณ  ๑๒๐ ไร่ และต่อมา ปี พ.ศ. ๒๕๕๒ ทรงซื้อแปลงติดกันเพิ่มอีก ๑๓๐ ไร่ รวมเนื้อที่ทั้งหมด ๒๕๐ ไร่ โดยมีพระราชดำริให้ทำเป็นโครงการตัวอย่างด้านการเกษตร รวบรวมพันธุ์พืชเศรษฐกิจในพื้นที่ อ.ท่า ยาง จ.เพชรบุรี  และพื้นที่ใกล้เคียงมาปลูกไว้ที่นี่ โดยเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ ๑๓ กรกฎาคม พ.ศ.๒๕๕๒ เป็นต้นมา  และพระราชทานพันธุ์มันเทศซึ่งออกมาจากหัวมันที่ตั้งโชว์ไว้บนตาชั่งในห้อง ทรงงานที่วังไกลกังวล
ให้นำมาปลูกไว้ที่นี่  พระราชทานชื่อโครงการว่า “โครงการชั่งหัวมัน ตามพระราชดำริ”

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเสด็จพระราชดำเนินทอดพระเนตรความคืบหน้าโครงการด้วย พระองค์เอง  เมื่อวันที่  ๑  สิงหาคม  ๒๕๕๒

พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  เมื่อวันที่  ๒๑  สิงหาคม  ๒๕๕๒


“ชั่งหัวมัน”  หมายถึง  การชั่งน้ำหนักมันเทศ

พื้นที่ที่ตั้งของโครงการนี้อยู่ที่  บ้านหนองคอกไก่  ตำบลเขากระปุก  อำเภอท่ายาง  จังหวัดเพชรบุรี คุณดิสธร  วัชโรทัย  รองเลขาธิการพระราชวัง  ได้กรุณาให้ข้อมูลถึงที่มาของโครงการชั่งหัวมันว่า

ครั้งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จไปประทับที่พระราชวังไกลกังวล  ทรงมีพระราชประสงค์ให้ นำมันเทศที่ชาวบ้านนำมาถวาย  วางไว้บนตาชั่งแบบโบราณ  แล้วพระองค์เสด็จพระราชดำเนินกลับกรุงเทพฯ

พอพระองค์เสด็จพระราชดำเนินกลับไปยังพระราชวังไกลกังวล   จึงพบว่า  มันเทศที่วางบนตัวชั่ง มีใบงอกออกมา  จึงรับสั่งให้นำหัวมันนั้นไปปลูกใส่กระถางไว้ในวังไกลกังวล   แล้วทรงมีพระราชดำรัสให้หา พื้นที่เพื่อทดลองปลูกมันเทศ

เป้าหมายของโครงการชั่งหัวมัน  ตามพระราชดำริ

โครงการชั่งหัวมัน ตามพระราชดำริ  เป้าหมายต้องการให้เป็นศูนย์รวมพืชเศรษฐกิจของ  อ. ท่ายาง เพชรบุรี   โดยเลือกพันธุ์พืชท้องถิ่นที่ดีที่สุดเข้ามาปลูก   แล้วให้ภาครัฐและชาวบ้านร่วมดูแลด้วยกัน  เพื่อ แลกเปลี่ยนแนวคิด

คุณดิสธร  บอกว่า  โครงการชั่วหัวมันเป็นการบริหารทรัพยากรแบบบูรณาการ  โดยใช้ทรัพยากร  ที่มีอยู่ให้คุ้มค่ามากที่สุด  ขณะเดียวกันก็พยายามเปลี่ยนวิกฤติให้เป็นโอกาส  โดยคาดว่าอนาคตจะเป็นแหล่ง  เรียนรู้ให้กับประชาชนโดยทั่วไปได้เข้าชม

ที่ตั้งของโครงการอยู่ที่  บ้านหนองคอกไก่  ตำบลเขากระปุก  อำเภอท่ายาง  จังหวัดเพชรบุรี

  • พืชสวนครัว   ได้แก่  มะเขือเทศ  มะเขือเปราะ  พริก  กะเพรา  โหระพา  มะนาวแป้น  ผักชี
  • ผลไม้  ได้แก่  สับปะรดปัตตาเวีย  แก้วมังกร  มะละกอแขกดำ  มะพร้าวน้ำหอม  มะพร้าวแกง ชมพู่เพชรสายรุ้ง  กล้วยน้ำว้า  กล้วยหักมุก
  • พืชเศรษฐกิจ  ได้แก่  อัอยโรงงาน  มันเทศญี่ปุ่น  มันเทศออสเตรเลีย  มันต่อเผือก  มันปีนัง หน่อไม้ฝรั่ง  ข้าวเหนียวพันธุ์ชิวแม่จัน  ข้าวเจ้าพันธุ์ข้าวหอม  ข้าวจ้างพันธุ์ลีซอ  ข้าวเจ้าพันธุ์ข้าวขาว ยางนา  ยางพารา  ชมพู่เพชร

บ้านไร่ ของในหลวง

ทะเบียนบ้านเลขที่ 1  เป็น บ้านพักส่วนพระองค์ของในหลวง
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ถือโฉนดและมีชื่อในทะเบียนบ้านเลขที่ 1 หมู่ที่ 5 บ้านหนองคอกไก่ ต.เขากระปุก อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี โดยทรงขึ้นทะเบียนเป็นเกษตรทำไร่

 

ภาพแปลงปลูกพืชเกษตรที่ขึ้นชื่อของจังหวัดเพชรบุรี

แปลงปลูกหน่อไม้ฝรั่ง

 

คุณนริศ  สมประสงค์  เจ้าหน้าที่งานในพระองค์  โครงการชั่งหัวมัน  เสริมว่า  แรก ๆ ชาวบ้านก็พากันสงสัยมาก  เริ่มตั้งแต่ชื่อโครงการชั่งหัวมันแล้ว

ชาวบ้านตีความชื่อโครงการกันพอสมควร  แรก ๆ ก็ตีความออกไปทางการเมือง  ว่าพระองค์ท่าน เบื่อแล้ว  ก็ต้องชี้แจงทำความเข้าใจว่า  ไม่ใช่อย่างนั้น

เหตุผลจริง ๆ คือ  หัวมันบนตาชั่งยังขึ้นได้  แล้วที่แห้งแล้งขนาดไหน  มันก็ต้องขึ้นได้
ข้อสงสัยต่อมารวมไปถึง  ทำไมพระองค์ท่านมาซื้อที่ดินที่นี่   ซึ่งแห้งแล้งมาก  จะปลูกอะไรก็ลำบาก ติดปัญหาเรื่องน้ำ
ในหลวงเสด็จพระราชดำเนินเป็นการส่วนพระองค์ครั้งแรก  ผืนดินที่นี่มีแต่ยูคาลิปตัส  ชาวบ้านก็ยังไม่รู้ว่า  ในหลวงท่านมาซื้อที่ดินผืนนี้เอาไว้

คุณนริศ  บอกว่า  เราทุกคนคงทราบ  อะไรที่ยากลำบากพระองค์ท่านทรงโปรด  พระองค์ท่านจะทำให้ดูเพื่อพิสูจน์ว่า  ทำได้เพื่อจะได้เป็นแม่บทในการที่จะทำ  เหมือนเป็นศูนย์กลางเรียนรู้ด้านเกษตรกรรมของชาวบ้านที่นี่

ผืนดินโครงการชั่งหัวมัน  ได้รับความร่วมมือจากชาวบ้าน  ๒ ตำบล  ตำบลกลัดหลวง  ตำบลเขากระปุก  มาช่วยกัน  เกษตรอำเภอก็เข้ามาช่วยจัดสรรพื้นที่  ท่านดิสธรก็เข้ามาร่วมวางแผน  จะให้ชาวบ้านปลูกอะไร

อยากจะให้มีการร่วมมือร่วมแรงกันระหว่างชาวบ้าน  ซึ่งทุกคนก็เต็มใจที่จะปลูกถวายให้พระองค์ท่าน

โครงการชั่งหัวมัน  อยากให้มีการร่วมมือร่วมแรงกันระหว่างชาวบ้าน  ซึ่งทุกคนก็เต็มใจที่จะปลูกถวายให้พระองค์ท่าน  เพราะอยากให้พระองค์ท่านมีความสุข

หน่อไม้ฝรั่ง  ข้าวไร่  ข้าวโพด  มะพร้าว  แก้วมังกร   กะเพรา  พริก  มะนาว  ถูกจัดสรรลงแปลง ปลูกอย่างรวดเร็ว  เหมือนฝัน  ราวกับเนรมิต

วันนี้  ผลผลิตที่สร้างรายได้ให้มากที่สุด  คือ  มะนาวพันธุ์พื้นเมือง

ในหลวงท่านทรงมีพระราชดำริว่า  ไม่ต้องการให้ใส่สารเคมี  หรือถ้าจะใช้ก็ใช้น้อยที่สุด  มะนาว ของพระองค์ท่าน  ผิวจะไม่ค่อยสวย  เรียกว่าเป็น  มะนาวลาย  แต่ผิวบางน้ำเยอะ  เป็นที่ต้องการของตลาด สนนราคาก็ขึ้น ๆ ลง ๆ ไปตามกลไกตลาด  แต่ละวันไม่เหมือนกัน

พระองค์ท่านทรงให้ปรับปรุงระบบระบายน้ำที่อ่างเก็บน้ำหนองเสือ  เพื่อใช้ในโครงการชั่งหัวมัน ตามพระราชดำริอีกด้วย

ทุ่งกังหันลมผลิตไฟฟ้า

นอกจากแม่แบบด้านการเกษตรแล้ว  ยังมี  กังหันลมผลิตไฟฟ้า  ตามนโยบายรัฐบาลที่ใช้พลังงานทดแทนผลิตกระแสไฟฟ้า  มีกำลังการผลิตขนาด  ๕๐ กิโลวัตต์  ปัจจุบันมีทั้งหมด  ๒๐  ต้น  การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จะดำเนินการเข้ามารับซื้อพลังงานสะอาดที่ได้นี้ต่อไป

ไฟฟ้าพลังงานสะอาดไม่ได้ใช้หมุนเวียนในไร่  ผลิตได้เท่าไร  จะเอาไปหักลบกับพลังงานที่ใช้ ทุกเดือนจะมีเงินเหลือ  การไฟฟ้าฯ ตีเช็คกลับคืนมา  ๓-๔  ครั้งแล้ว

ภาพทุ่งกังหันลมผลิตไฟฟ้า


พื้นที่ทั้งหมดของโครงการชั่งหัวมัน  ๒๕๐ ไร่  วันนี้ถึงจะยังไม่ถูกพัฒนาเต็มทั้งหมดทุกจุด  แต่ในภาพรวมโครงการกำลังเดินหน้าต่อไปเรื่อย ๆ  อย่างเป็นรูปธรรม

แค่เพียงไม่กี่เดือน   โครงการชั่งหัวมันยังยังเขียวขจีได้ขนาดนี้

หากผ่านไปเป็นปี   หลายปี  พื้นที่ที่เคยแห้งแล้งทุรกันดารผืนนี้  คงจะกลายเป็นแหล่งเพาะปลูกชั้นยอด   ขึ้นชื่ออันดับหนึ่งเป็นแน่

นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้  ที่พสกนิกรชาวไทยที่ทำการเกษตรในผืนดินที่แห้งแล้ง จะได้มีศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านการเกษตรกรรม  ทั้งชาวบ้านบริเวณนี้ และเกษตรกรชาวไทย  เพื่อศึกษาและ นำไปดัดแปลงใช้ให้เหมาะสมและเป็นประโยชน์ในผืนดินของตนเองต่อไป

———-
ขอบคุณข้อมูลบทความจาก -oknation.nationtv.tv-
ด้วยรำลึก และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้

พระราชประวัติ

cropped-my_670.jpg
พระราชระวัติ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช  พระมหากษัตริย์ลำดับที่เก้าแห่งราชวงศ์จักรี พระมหากษัตริย์ไทยผู้เสวยราชย์ยาวนานที่สุด

ทรงพระราชสมภพ

        พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงพระนามเดิมว่า “พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าภูมิพลอดุลยเดช” ทรงเป็นพระราชโอรสในสมเด็จเจ้าฟ้ามหิดลอดุลยเดช กรมหลวงสงขลานครินทร์ (ต่อมาได้รับการเฉลิมพระนามาภิไธยเป็น สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก) และหม่อมสังวาลย์

ต่อมาได้รับการเฉลิมพระนามาภิไธยเป็นสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี) พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงเสด็จพระราชสมภพ เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2470 ณ โรงพยาบาลเมานท์ออเบอร์น (MOUNT AUBURN) รัฐแมสซาชูเซตส์ (MASSACHUSETTS) ประเทศสหรัฐอเมริกา

การศึกษา

        เมื่อพระชนมายุได้ 5 พรรษา ทรงเข้ารับการศึกษาที่โรงเรียนมาแตร์เดอี กรุงเทพมหานคร ต่อจากนั้นทรงเสด็จไปศึกษาต่อ ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในชั้นประถมศึกษา ที่โรงเรียนเมียร์มองต์ (MERRIMENT) เมืองโลซานน์ (LASAGNA) ในปี พ.ศ. 2478 ได้ทรงเข้าศึกษาต่อที่ CEDE NOUBELLE DE LA SUES ROMANCE CHILLY ซึ่งเป็นโรงเรียนเอกชนที่รับนักเรียนนานาชาติและทรงได้รับประกาศนียบัตร บาเชอลิเย เอ แลทร์ จากการศึกษาดังกล่าว ทรงรอบรู้หลายภาษา ได้แก่ อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน และ ละติน ในระดับอุดมศึกษาทรงเข้าศึกษาใน แผนกวิทยาศาสตร์ และวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเมืองโลซานน์ ต่อมาในปี พ.ศ. 2481 ได้เสด็จนิวัติกลับประเทศไทยพร้อมด้วยพระบรมเชษฐาธิราช พระบรมราชชนนี และสมเด็จพระนางเจ้าพี่นางเธอ

ครองราชย์

        ขณะที่พระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช พระชนมพรรษา 18 พรรษา รัฐบาลได้กราบบังคมทูลอัญเชิญขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 9 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ เมื่อวันที่ 9 มิถุนายนนั้น ทรงเฉลิมพระปรมาภิไธยว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช และรัฐบาลได้แต่งตั้งผู้สำเร็จราชการ บริหารราชการแผ่นดินแทนพระองค์ เนื่องจากยังทรงพระเยาว์ และต้องทรงศึกษาต่อ ณ ต่างประเทศ

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2489 ได้เสด็จพระราชดำเนินกลับไปทรงศึกษาต่อ ณ กรุงโลซานน์ แม้พระองค์จะทรงโปรดวิชาวิศวกรรมศาสตร์ แต่เพื่อประโยชน์ในการปกครองประเทศได้ทรงเปลี่ยนมาศึกษาวิชาการปกครองแทน เช่น วิชากฎหมาย อักษรศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ ภูมิศาสตร์ นอกจากนี้ ทรงศึกษา และฝึกฝนการดนตรีด้วยพระองค์เองด้วย

ใน พ.ศ. 2491 ระหว่างทรงศึกษาอยู่ ณ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์นั้น สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้ทรงขับรถยนต์ไปทรงร่วมงานที่สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงปารีส ได้ทรงพบและมีพระราชหฤทัยสนิทเสน่หาในหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ธิดาของหม่อมเจ้านักขัตรมงคล กิติยากร เอกอัครราชทูตไทยประจำกรุงปารีส

ในปีเดียวกันนี้สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์อย่างรุนแรง ทรงบาดเจ็บที่พระพักตร์ พระเนตรขวา และพระเศียร ทรงเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลมอร์เซส์ โปรดฯ ให้หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์มาเฝ้าฯ ถวายการดูแลอย่างใกล้ชิดพระสัมพันธภาพจึงแน่นแฟ้นขึ้น และต่อมาได้ทรงหมั้นหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ เมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2492 โดยได้พระราชทานพระธำมรงค์วงที่สมเด็จพระบรมราชชนกหมั้นสมเด็จพระราชชนนี

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชทรงได้รับการอภิบาลอย่างดียิ่งจากสมเด็จพระราชชนนี จึงมีพระปรีชาสามารถปราดเปรื่องและมีพระจริยวัตรเปี่ยมด้วยคุณธรรมทุกประการ ซึ่งน้อมนำให้พระองค์เป็นพระมหากษัตริย์ผู้ทรงดำรงสิริราชสมบัติเพียบพร้อมด้วยทศพิธราชธรรม จักรวรรดิวัตรธรรม และราชสังคหวัตถุ ทรงเจริญด้วยพระเกียรติคุณบุญญาธิการเจิดจำรัส ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจทั้งปวงเพื่อประโยชน์สุขของปวงชน เป็นที่แซ่ซ้องสรรเสริญทุกทิศานุทิศในเวลาต่อมาตราบจนปัจจุบัน

พระราชพิธีราชาภิเษกสมรส

        เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2493 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชเสด็จพระราชดำเนินกลับประเทศไทย โปรดเกล้าฯให้ตั้งการพระราชพิธีถวายพระเพลิง พระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ระหว่างวันที่ 28-30 มีนาคม 2493 และเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2493 ทรงประกอบพิธีราชาภิเษกสมรส กับ หม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร ที่วังสระปทุม โดยสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวสาอัยยิกาเจ้า พระราชทานหลั่งน้ำพระมหาสังข์ ทรงจดทะเบียนสมรสตามกฎหมายเช่นเดียวกับประชาชน และได้ทรงสถาปนาหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ ขึ้นเป็น สมเด็จพระราชินีสิริกิติ์

หลังจากนั้น ได้เสด็จไปประทับพักผ่อน ณ พระราชวังไกลกังวล หัวหิน และที่นี่เป็นแหล่งเกิดโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริโครงการแรกคือ พระราชทาน “ถนนสายห้วยมงคล” ให้แก่ “ลุงรวย” และชาวบ้านที่มาช่วยกันเข็นรถพระที่นั่งขึ้นจากหล่มดิน ทั้งนี้เพราะแม้ “ห้วยมงคล” จะอยู่ห่างอำเภอหัวหิน เพียง 20 กิโลเมตร แต่ไม่มีถนนหนทาง ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนในการดำรงชีวิตมาก ถนนสายห้วยมงคลนี้จึงเป็นถนนสายสำคัญที่นำไปสู่โครงการในพระราชดำริ เพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุขแก่พสกนิกรอีกจำนวนมากกว่า 2,000 โครงการในปัจจุบัน

พระบรมราชาภิเษก

        วันที่ 5 พฤษภาคม 2493 สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชได้ทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกตามโบราณขัตติยราชประเพณี ณ พระที่นั่งไพศาลทักษิณ ในพระมหาราชวัง เฉลิมพระปรมาภิไธยตามจารึกในพระสุพรรณบัฏว่า

“พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศร รามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร” และได้พระราชทานพระปฐมบรมราชโองการเป็นสัจวาจาว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขของมหาชนชาวสยาม”

ในการนี้ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาเฉลิมพระเกียรติยศ สมเด็จพระราชินีสิริกิติ์ พระอัครมเหสีเป็น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินี

วันที่ 5 มิถุนายน 2493 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินี ไปยังสวิตเซอร์แลนด์อีกครั้งเพื่อทรงรักษาพระสุขภาพ และเสด็จพระราชดำเนินนิวัติพระนคร เมื่อ 2 ธันวาคม 2494 ประทับ ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน และพระที่นั่งอัมพรสถาน

        ทั้งสองพระองค์มีพระราชธิดา และพระราชโอรส 4 พระองค์ดังนี้

1. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี ประสูติเมื่อ 5 เมษายน 2494 ณ โรงพยาบาลมองซัวนี่ โลซานน์
2. สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าวชิราลงกรณ์ฯ ประสูติเมื่อ 28 กรกฎาคม 2495 ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน ต่อมา ทรงได้รับสถาปนาเป็น สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร เมื่อ 28 กรกฎาคม 2515
3. สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าสิรินธรเทพรัตนสุดา กิติวัฒนาดุลนโสภาคย์ ประสูติเมื่อ 2 เมษายน 2498 ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน ภายหลังทรงได้รับสถาปนาเป็น สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้ามหาจักรีสิรินธร รัฐสีมาคุณากรปิยชาติ สยามบรมราชกุมารี เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2520
4. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ประสูติเมื่อ 4 กรกฎาคม 2500 ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน

ทรงพระผนวช

        เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2499 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระผนวช ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม ทรงจำพรรษา ณ พระตำหนักปั้นหย่า วัดบวรนิเวศวิหาร ปฏิบัติพระศาสนกิจ เป็นเวลา 15 วัน ระหว่างนี้ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินี ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจแทนพระองค์ ต่อมาจึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาเป็น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ

ในรัชกาลนี้ได้ทรงพระกรุณาสถาปนาพระอิสริยยศสมเด็จพระบรมชนกนาถขึ้นเป็น สมเด็จพระมหิตลาธิเบศร อดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนก ทรงสถาปนา สมเด็จพระราชชนนี เป็น สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงสถาปนาสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา เป็น สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ และทรงประกอบพระราชพิธีเฉลิมพระปรมาภิไธย สมเด็จพระบรมเชษฐาธิราช พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลใหม่ เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2539 เพื่อให้สมพระเกียรติตามโบราณขัตติยราชประเพณี ทั้งนี้ด้วยพระจริยวัตรอันเปี่ยมด้วยพระกตัญญูกตเวทิตาธรรมอันเป็นที่แซ่ซ้องสรรเสริญพระปรมาภิไธยใหม่ที่ทรงสถาปนาคือ

“พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล อดุลยเดชวิมลรามาธิบดี จุฬาลงกรณราชปรียวรนัดดา มหิตลานเรศวรางกูร ไอศูรยสันตติวงศวิสุทธ์ วรุตมขัตติยศักตอรรคอุดม จักรีบรมราชวงศนิวิฐ ทศพิธราชธรรมอุกฤษฎนิบุณ อดุลยกฤษฎาภินิหารรังสฤษฏ์ สุสาธิตบูรพาธิการ ไพศาลเกียรติคุณอดุลพิเศษ สรรพเทเวศรานุรักษ์ ธัญอรรคลักษณวิจิตร โสภาคย์สรรพางค์ มหาชโนตมงคประณตบาทบงกชยุคล อเนกนิกรชนสโมสรสมมต ประสิทธิวรยศมโหดมบรมราชสมบัติ นพปฏลเศวตฉัตราดิฉัตร สรรพรัฐทศทิศวิชิตไชย สกลมไหศวริยมหาสวามินทร มเหศวรมหินทรมหารามาธิราชวโรดม บรมนาถชาติอาชาวไศรย พุทธาทิไตรรัตนสรณารักษ์ วิศิษฏศักตอัครนเรศราธิบดี เมตตากรุณา สีตลหฤทัย อโนปมัยบุญการ สกลไพศาลมหารัษฎาธิบดี พระอัฐมรามาธิบดินทรสยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร”

พระราชกรณียกิจ

        ตั้งแต่พุทธศักราช 2502 เป็นต้นมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงกระชับสัมพันธไมตรีกับประเทศต่าง ๆ ทั้งในยุโรป อเมริกา ออสเตรเลีย และ เอเชีย และได้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรในภูมิภาคต่างๆ ทุกภาคทรงประจักษ์ในปัญหาของราษฎรในชนบทที่ดำรงชีวิตด้วยความยากจน ลำเค็ญและด้อยโอกาส ได้ทรงพระวิริยะอุตสาหะหาทางแก้ปัญหาตลอดมาตราบจนปัจจุบัน อาจกล่าวได้ว่า ทุกหนทุกแห่งบนผืนแผ่นดินไทยที่รอยพระบาทได้ประทับลง ได้ทรงขจัดทุกข์ยากนำความผาสุกและทรงยกฐานะความเป็นอยู่ของราษฎร ให้ดีขึ้นด้วยพระบุญญาธิการและพระปรีชาสามารถปราดเปรื่อง พร้อมด้วยสายพระเนตรอันยาวไกล ทรงอุทิศพระองค์เพื่อประโยชน์สุขของราษฎร และเพื่อความเจริญพัฒนาของประเทศชาติตลอดระยะเวลาโดยมิได้ทรงคำนึงประโยชน์สุขส่วนพระองค์เลย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานโครงการนานัปการมากกว่า 2,000 โครงการ ทั้งการแพทย์สาธารณสุข การเกษตร การชลประทาน การพัฒนาที่ดิน การศึกษา การพระศาสนา การสังคมวัฒนธรรม การคมนาคม ตลอดจนการเศรษฐกิจเพื่อประโยชน์สุขของพสกนิกรในชนบท ทั้งยังทรงขจัดปัญหาทุกข์ยากของประชาชนในชุมชนเมือง เช่น ทรงแก้ปัญหาการจราจรอุทกภัยและปัญหาน้ำเน่าเสียในปัจจุบัน ได้ทรงริเริ่มโครงการการช่วยสงเคราะห์ และอนุรักษ์ช้างของไทยอีกด้วย

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงตรากตรำพระวรกายทรงงานอย่างมิทรงเหน็ดเหนื่อย แม้ในยามทรงพระประชวร ก็มิได้ทรงหยุดยั้งพระราชดำริเพื่อขจัดความทุกข์ผดุงสุขแก่พสกนิกร กลางแดดแผดกล้าพระเสโทหลั่งชุ่มพระพักตร์ และพระวรกายหยาดตกต้องผืนปฐพีประดุจน้ำทิพย์มนต์ชโลมแผ่นดินแล้งร้าง ให้กลับคืนความอุดมสมบูรณ์นับแต่เสด็จเถลิงถวัลยราชตราบจนปัจจุบัน

แม้ในยามประเทศประสบภาวะเศรษฐกิจ ตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2539 เป็นต้นมา ก็ได้พระราชทานแนวทางดำรงชีพแบบ “เศรษฐกิจพอเพียง” และ “ทฤษฎีใหม่” ให้ราษฎรได้พึ่งตนเอง ใช้ผืนแผ่นดินให้เกิดประโยชน์สูงสุดประกอบอาชีพอยู่กินตามอัตภาพซึ่งราษฎรได้ยึดถือปฏิบัติเป็นผลดีอยู่ในปัจจุบัน

พระอัจฉริยภาพ

        พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานความรักอันยิ่งใหญ่แก่อาณาประชาราษฎร์ พระราชภารกิจอันหนักเพื่อประโยชน์สุขของอาณาประชาราษฎร์ ปรากฏเป็นที่ประจักษ์เทิดทูนพระเกียรติคุณทั้งในหมู่ชาวไทยและชาวโลก จึงทรงได้รับการสดุดีและการทูลเกล้าฯ ถวายปริญญากิตติมศักดิ์เป็นจำนวนมากทุกสาขาวิชาการ ทั้งยังมีพระอัจฉริยภาพด้านดนตรีอย่างสูงส่ง ทรงพระราชนิพนธ์เพลงอันไพเราะนับแต่พระเยาว์จนถึงปัจจุบันรวม 47 เพลง ซึ่งนักดนตรีทั้งไทย และต่างประเทศนำไปบรรเลงอย่างแพร่หลาย เป็นที่ประจักษ์ในพระอัจฉริยภาพจนสถาบันดนตรีในออสเตรเลียได้ทูลเกล้าฯ ถวายสมาชิกภาพกิตติมศักดิ์แด่พระองค์ นอกจากนั้นยังทรงเป็นนักกีฬาชนะเลิศรางวัลเหรียญทองในการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ทรงได้รับยกย่องเป็น “อัครศิลปิน” ของชาตินอกจากทรงพระปรีชาสามารถด้านดนตรีแล้วยังทรงสร้างสรรค์งานจิตรกรรมและวรรณกรรมอันทรงคุณค่าไว้เป็นทรัพย์สินทางปัญญาของชาติ เช่น ทรงพระราชนิพนธ์ แปลเรื่อง ติโตนายอินทร์ผู้ปิดทองหลังพระและพระราชนิพนธ์เรื่องชาดกพระมหาชนก พระราชทานคติธรรมในการดำรงชีวิตด้วยความวิริยะอุตสาหะอดทนจนพบความสำเร็จแก่พสกนิกรทั้งปวง

ปวงชนชาวไทยต่างมีความจงรักภักดีเป็นที่ยิ่งดังปรากฏว่าในวาระสำคัญ เช่น ศุภวาระเถลิงถวัลยราชครบ 25 ปี พระราชพิธีรัชดาภิเษก 9 มิถุนายน 2514 พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 5 รอบ 5 ธันวาคม 2530 พระราชพิธีรัชมังคลาภิเษกทรงดำรงสิริราชสมบัติยาวนานกว่าพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ 2 กรกฎาคม 2531 มหามงคลสมัยฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี 9 มิถุนายน 2539 และในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 5 ธันวาคม 2542 รัฐบาลและประชาชนชาวไทยได้พร้อมใจกันจัดงานเฉลิมพระเกียรติและถวายพระพรชัยมงคลด้วยความกตัญญูกตเวที สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมอย่างสมพระเกียรติ

——————–
ด้วยความระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้
ขอบคุณข้อมูลจาก เว็ปไซต์เครือข่ายกาญจนาภิเษก

สถิตในดวงใจตราบนิจนิรันดร์

Cover page.jpg

สถิตในดวงใจตราบนิจนิรันดร์

ปวงข้าพระพุทธเจ้าขอน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้

ข้าพระพุทธเจ้า คณะผู้บริหาร และพนักงาน ไลฟ์ เซ็นเตอร์

สูตรไม่ลับจากธรรมชาติ รักษาอาการเจ็บคอ

img_31731.jpg
ช่วงนี้อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวฝนตก หลายๆ คนที่สุขภาพเคยแข็งแรงก็กลับอ่อนแอลง ทั้งเป็นหวัด คัดจมูก มีไข้ หรือแม้แต่มีอาการเจ็บคอให้กังวลใจ วันนี้เรามีความรู้ดีๆ เกี่ยวกับการบรรเทาอาการเจ็บคอแบบได้ผล ประหยัด ทำได้ง่ายมากๆ และที่สำคัญ เป็นสูตรจากธรรมชาติ มาฝากกันค่ะ

สูตรแรก น้ำ+เกลือ
สูตรมรดกตกทอดกันมานานเลยทีเดียวสำหรับการใช้น้ำอุ่น (1ถ้วย) + เกลือ (1/4 ช้อนชา) นำมากลั้วคอสักพัก ก่อนจะบ้วนทิ้ง น้ำอุ่นกับเกลือจะช่วยลดเชื้อแบคทีเรียตัวร้าย อาการเจ็บคอจึงลดลงไปด้วยค่ะ

สูตร 2 น้ำผึ้ง + มะนาว + ขิง + น้ำ
เพิ่มความเข้มข้นกันสักนิดนะคะ สำหรับใครที่เจ็บคอมากหน่อย ลองใช้ น้ำผึ้ง (1 ช้อนชา) + น้ำมะนาว (ประมาณครึ่งซีก) + น้ำขิง ( 1 ช้อนชา) + น้ำอุ่น เสร็จแล้ว นำมากลั้วคอสักพักนะคะ น้ำผึ้งจะช่วยกำจัดเชื้อไวรัส และ แบคทีเรียที่มาสร้างความระคายเคืองให้กับคอของเรา และน้ำมะนาวจะช่วยให้ลำคอชุ่มชื่น จะช่วยในเรื่องการรักษาโรคภูมิแพ้ สูตรนี้นอกจากจะช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอได้ดีแล้ว ยังช่วยให้สดชื่น และลำคอโล่งขึ้นเยอะเลยค่ะ

สูตร 3 พริกป่น + น้ำ
สูตรนี้เหมาะสำหรับคนใจเด็ดค่ะ ใช้พริกป่น (2 ช้อนชา) + น้ำร้อน 1 ถ้วย เช่นเคยค่ะ นำมากลั้วคอสัก 15 นาที ด้วยความเผ็ดร้อนของพริกจะช่วยไปบรรเทาอาการเจ็บคอได้ โดยพริกจะทำหน้าที่เป็นเหมือนยาแก้อักเสบกลายๆ เมื่อลดอาการอักเสบได้คอของเราก็จะกลับมาแข็งแรงได้โดยไว ห่างหายจากอาการไอ อาการเจ็บคอค่ะ

สูตร 4 กานพลู + น้ำ
สูตรนี้หอมเป็นพิเศษค่ะ ลองหากานพลูแบบอบแห้ง นำมาบดให้ละเอียด สูตรนี้จะใช้ กานพลูบดละเอียด (2 ช้อนชา) + น้ำร้อน 1 ถ้วย นำมากลั้วคอ อาจจะกลั้วบ่อยสักนิดนะคะ กานพลูมีสารต้านเชื้อแบคทีเรีย และช่วยลดอาการอักเสบค่ะ

สูตร 5 ขมิ้นชัน + เกลือ + น้ำ
ลองหาขมิ้นชัน จะเป็นแบบที่บดแล้ว หรือแบบที่เป็นผงก็จะสะดวกดีค่ะ สูตรนี้จะใช้ ขมิ้นชัน ( 1 ช้อนชา) + เกลือ ( 1 ช้อนชา) + น้ำร้อน 1 ถ้วย ได้ส่วนผสมแล้วก็นำมากลั้วคอสักพัก คุณสมบัติของขมิ้นชั้นนี้เป็นเสมือนสารต้านอนุมูลอิสระอย่างดี ส่วนเกลือก็จะช่วยยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย จึงเป็นอีกสูตรที่จะช่วยบรรเทาอาการเจ็บคอได้ดีทีเลยเดียวค่ะ

สูตร 6 แอปเปิ้ลไซเดอร์ + เกลือ
สูตรนี้จะเหมาะกับคนที่เจ็บคอ และมีอาการไอร่วมด้วย ลองใช้ แอปเปิ้ลไซเดอร์ (1ช้อนชา) + น้ำร้อน 1 ถ้วย แล้วนำมากลั้วคอสักพัก แอปเปิลไซเดอร์จะไปช่วยกำจัดเชื้อแบคทีเรีย และเชื้อโรคบางชนิดในคอของเรา จึงช่วยลดอาการเจ็บคอ และยังทำให้ไอน้อยลงด้วยค่ะ

สูตร 7 ชาเขียวร้อน
สูตรนี้ไม่มีส่วนผสมอะไรมากค่ะ ใช้เพียงชาเขียวกับน้ำร้อนมาจิบ ใช้ชาที่เข้มข้นสักหน่อย แล้วใช้วิธีการจิบไปเรื่อยๆ ชาเขียวมีสารต้านอนุมูลอิสระ และช่วยลดอาการติดเชื้อ แค่จิบชาเขียวบ่อยๆ เรื่อยๆ น้ำอุ่นๆ จะช่วยละลายเสมหะ ทำให้หายเจ็บคอไปในที่สุดค่ะ

สูตร 8 ชาราสเบอร์รี
นอกจากชาเขียวแล้ว ชาราสเบอร์รี่ก็ช่วยได้ ลองชงชาราสเบอร์รี่มาจิบ หรือจะนำมากลั้วคอก็ได้ค่ะ ชาราสเบอร์รี่นอกจากจะมีกลิ่นหอมหวนชวนรับประทานแล้ว ยังมีคุณสมบัติในการป้องกัน และบรรเทาอาการหวัด คัดจมูก สมานแผล จึงเหมาะกับการนำมาทานแก้เจ็บคอค่ะ

มีให้เลือกตั้งหลายวิธี จะแนวหวานๆ หรือแนวเผ็ดๆ ใครที่เริ่มมีอาการเจ็บคอ ชอบวิธีไหนลองทำกันดูนะคะ จะได้หายไวๆ ค่ะ

ทานเจ แบบไม่ต้องกลัวอ้วน

14581539_1250801621618120_1676079461460597665_n
เข้าสู่เทศกาลกินเจ หลายๆ คน ที่ตั้งใจว่าจะกินเจ เพื่อชำระล้างให้ทั้งร่างกาย และจิตใจสะอาดบริสุทธิ์ อาจจะกังวล และมีข้อสงสัยในเรื่องของสารอาหารที่ได้รับ ก็เพราะอาหารเจ ไม่มีเนื้อสัตว์ที่ให้โปรตีน ทั้งยังประกอบด้วยแป้งเป็นส่วนใหญ่ และอีกหลายๆ เมนู ยังเป็นของทอด ที่มาพร้อมกับน้ำมันที่จะมาเพิ่มน้ำหนักส่วนเกินกันอีกด้วย

วันนี้ มาดูกันค่ะ ว่าทานเจอย่างไร ให้หมดกังวลทั้งเรื่องของสารอาหาร และน้ำหนักที่อาจจะเพิ่มขึ้นมาเป็นของแถม

ที่จริงแล้ว อาหารเจ ก็เป็นอาหารโดยทั่วไปที่เรารับประทานกันอยู่นี่ล่ะค่ะ เพียงแต่มีความระมัดระวังในเรื่องของเครื่องเทศ เครื่องปรุง และการเลี่ยงการใช้เนื้อสัตว์เป็นส่วนประกอบ ทำให้แป้ง กลายมาเป็นวัตถุดิบหลักที่ถูกนำมาใช้ คำแนะนำสำหรับผู้ที่กังวลว่าจะต้องทานแป้งมากจนทำให้กลายไปเป็นน้ำหนักส่วนเกิน คือ ให้เลือกทานอาหารประเภทผักให้มากขึ้นค่ะ เลือกอาหารที่ทำจากผักในส่วนของใบ และหลีกเลี่ยงอาหารจากพืชประเภทหัว รวมทั้งในรูปของแป้งที่ผ่านการแปรรูป การเลือกทานอาหารประเภทผัก นอกจากจะช่วยลดปริมาณของแป้งแล้ว ยังให้กากใยสูง ช่วยทำความสะอาดระบบการย่อยอาหาร และการขับถ่ายได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญ ผักหลายๆ ชนิด เช่น ผักคะน้า บล็อกโคลี่ ปวยเล้ง ยังให้สารอาหารจำเป็นต่อร่างกายอีกหลายอย่างเลยล่ะค่ะ ทั้งแคลเซียม ธาตุเหล็ก และวิตามินสำคัญๆ อย่างไรก็ตาม สารอาหารผู้ที่ทานเจมักจะขาด คือ วิตามินบี 12 เพราะจะพบมากในเนื้อสัตว์ ตับสัตว์ และ ปลา แต่โชคดีที่สำหรับการทานเจในช่วงสั้นๆ ร่างกายของเรามีวิตามินบีสะสมไว้พอสมควรเลยล่ะค่ะ สำหรับคำแนะนำให้ทานผักให้มากขึ้น ไม่ได้แปลว่าเราควรจะงดแป้งไปเสียทั้งหมดนะคะ เพราะแป้งยังคงเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย เนื่องจากเป็นแหล่งของพลังงานสำหรับร่างกาย เรายังคงต้องการอาหารประเภทแป้งอยู่ค่ะ แต่ถ้าจะให้ดี ลองเลือกหาธัญพืชที่ไม่ผ่านการขัดสี เพราะจะอุดมไปด้วยวิตามิน สารอาหาร และไฟเบอร์ที่เป็นประโยชน์

นอกเหนือจากการหลีกเลี่ยงแป้ง และปรับไปทานผักให้มากขึ้น สิ่งที่เราอาจจะระมัดระวังอีกอย่างหนึ่ง คือในส่วนของกรรมวิธีการปรุงอาหาร เพราะอาหารเจหลายๆ อย่าง เป็นของทอด หรืออาหารที่ผัดด้วยน้ำมัน ที่อาจจะเป็นปริมาณไขมันที่มากเกินกว่าที่ร่างกายต้องการ เมนูประเภทนึ่ง หรือต้ม น่าจะเป็นทางเลือกที่ดีค่ะ

ระมัดระวังในเรื่องของแป้ง และไขมันกันไปแล้ว ส่วนสุดท้ายคงจะเป็นเรื่องของโปรตีนที่จำเป็น คำแนะนำของผู้ที่ทานเจ คือให้ทานผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากถั่วเหลือง  เช่น เต้าหู้ โปรตีนเกษตร ฟองเต้าหู้ รวมทั้งเห็ด สาหร่าย และ เนื้อเทียม เป็นกลูเตน ที่ถูกแปรรูปเพื่อใช้สำหรับทำอาหาร ซึ่งเป็นโปรตีนที่ทำมาจากแป้งสาลี ที่มีความเหนียว นุ่ม ให้ความรู้สึกทดแทนเนื้อสัตว์ได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียวค่ะ

เอาล่ะ ได้ข้อมูลกันไปแล้ว ถึงเวลาทานเจกันให้สบายใจ ดูแลในส่วนของโภชนาการให้เหมาะสม ชำระล้างร่างกายและจิตใจให้บริสุทธิ์ ไปพร้อมๆ กันนะคะ

โยคะ กับเหตุผลดีๆ ที่ไม่ควรพลาด

yogab
ทางเลือกของการออกกำลังกายในทุกวันนี้ มีให้เลือกมากมาย ไม่ว่าจะเน้นในเรื่องการเผาผลาญไขมันในช่วงเวลาสั้นๆ การวิ่งมาราธอน การเต้นในรูปแบบต่างๆ ซึ่งก็อยู่ที่แต่ละคนจะเลือกตามความชอบ และเป้าหมายของการออกกำลังกาย
กับอีกหนึ่งทางเลือกดีๆ ที่เรานำมาฝากวันนี้ เป็นเรื่องการออกกำลังกายในรูปแบบของการฝึกโยคะค่ะ จะมีข้อดีอย่างไรบ้าง เรามาดูกันทีละข้อเลยค่ะ

1. ดูเด็กลง ลองพิสูจน์ดูได้เลยค่ะ เวลาไปคลาสโยคะ เรามักจะเจอแต่คนที่หน้าดูอ่อนกว่าวัยกันทั้งนั้น เหตุผลสำคัญนั้นเป็นเพราะการฝึกโยคะจะช่วยให้ระบบการไหลเวียนของเลือดดีขึ้น ประกอบกับท่วงท่าในการฝึกที่ต้องยืด เหยียด ที่ยิ่งช่วยให้หลอดเลือดขยายตัวได้มากขึ้นไปอีก เมื่อเลือดไหลเวียนได้ดี ระบบต่างๆ ภายในร่างกายของเราก็ทำงานได้ดีตามไปด้วย นอกจากนั้นยังเน้นเรื่องการกำหนดลมหายใจ ทำให้ออกซิเจนเข้าปอดได้อย่างเต็มที่ เลือดก็นำออกซิเจนและสารอาหารไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายได้อย่างสะดวก ทั้งยังมีส่วนในการขจัดของเสียออกจากร่างกาย ผิวพรรณจึงดูสวยเปล่งปลั่ง ดูเด็กไปถนัดตาค่ะ

2. อกเป็นอก เอวเป็นเอว แบบไม่มีห่วงยาง เพราะการฝึกโยคะในแต่ละท่านั้นจะมีการใช้กล้ามเนื้อทั่วทุกส่วนของร่างกาย ทั้งกล้ามเนื้อมัดเล็กและมัดใหญ่ ซึ่งการใช้กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ เป็นการใช้พลังงานส่วนเกินที่สะสมอยู่ตามส่วนต่างๆ ในรูปแบบของไขมัน ทำให้กล้ามเนื้อตึงกระชับ ทั้งท่าทางในการบิดตัวต่างๆ นั้นยังช่วยให้สัดส่วนของคุณสาวๆ เข้าที่ เซ็กซี่ได้ตามบุคลิกเลยล่ะค่ะ

3. สง่าทุกท่วงท่า เพราะการฝึกโยคะนั้นนอกจากจะมีการยืดเหยียดกล้ามเนื้อแล้ว ยังเน้นเรื่องการทรงตัว และความสมดุล โดยเป็นการฝึกการกระจายน้ำหนักอย่างเหมาะสมทั้งในส่วนของแขน ขา กล้ามเนื้อกระดูกสันหลัง รวมทั้งกระดูกข้อต่อที่จะได้รับการปรับให้เกิดความสมดุล จึงได้บุคลิกภาพที่ดีเป็นของแถมมาจากการฝึกโยคะอีกด้วย

4. สดใสไร้เครียด ก่อนจะฝึกโยคะทุกครั้งจำเป็นต้องมีการผ่อนคลายจากความคิด ความกังวลใจต่างๆ เพื่อให้มีสมาธิจดจ่อกับการฝึกในท่วงท่าต่างๆ โดยเริ่มต้นจากการฝึกการหายใจเข้า และออกให้ปอดสามารถเก็บลมได้อย่างเต็มที่ ช่วยให้ปอดได้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด การฝึกกำหนดลมหายใจนี้ เป็นการช่วยผ่อนคลายความเครียดต่างๆ และยังมีผลระยะยาวที่ทำให้จิตใจเยือกเย็นลง ไม่โกรธง่าย ไม่โมโหฉุนเฉียวง่ายอีกด้วย เมื่อเราห่างไกลจากความเครียดอารมณ์ก็จะผ่องใส ยิ้ม และหัวเราะได้มากขึ้นค่ะ

5. สมองโปร่ง สมาธิดี ผลจากการฝึกลมหายใจเป็นการเพิ่มออกซิเจนที่จะไปช่วยเลี้ยงสมองค่ะ นอกจากนั้นยังเป็นการฝึกจิตใจรูปแบบหนึ่งทำให้เราเกิดสมาธิที่ดี รวมไปถึงการฝึกโยคะท่าต่างๆ นั้นจะทำให้ผู้ฝึกมีจิตใจที่จดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นเวลาต่อเนื่อง และหากมีการฝึกโยคะเป็นประจำจะทำให้ผู้ฝึกมีสมาธิอยู่กับตนเอง ทั้งในท่าทาง และอริยาบทในการเคลื่อนไหวของตนเองตลอดเวลา ทำให้จิตใจไม่ฟุ้งซ่าน เมื่อมีสติ เกิดสมาธิ นำไปสู่ปัญญาในการแก้ปัญหาต่างๆ ได้อย่างง่ายดายนั่นเองค่ะ

เรื่องราวดีๆ และประโยชน์จากการฝึกโยคยังมีอีกมาก แต่เพียงที่นำเอามาฝากกันในวันนี้ก็น่าที่จะเป็นเหตุผลที่เพียงพอที่จะทำให้เราไม่อยากพลาดการออกกำลังกายในรูปแบบนี้กันแล้วล่ะค่ะ
ใครสนใจอย่ารอช้านะคะ ลองเข้าไปฝึกโยคะกันได้เลยที่ Lullaby Yoga ชั้น 1 Life Center #QHouseLumpini ค่ะ