ดอกกุหลาบ แทนความในใจ

7-31_History-Meaning-of-Red-Roses_MainHero-1024x549.png
เทศกาลวันแห่งความรัก คงเป็นไปไม่ได้ หากจะไม่นึกถึงความรักระหว่างหนุ่มสาว กับการบอกรักผ่านช่อดอกไม้สวยๆ แทนความในใจ และดอกไม้ยอดนิยมในเทศกาลนี้ ก็คงหนีไม่พ้นดอกกุหลาบที่มักจะถูกเลือกมาสื่อความในใจกันเป็นประจำ

ลองมาดูกันซักหน่อยดีกว่าค่ะ ว่ากุหลาบแต่ละสี มีความหมายอะไรซ่อนอยู่บ้าง เริ่มต้นที่สีแรก เป็นสียอดนิยมเลยทีเดียว กุหลาบแดง หมายถึงความรัก ความสวยงาม และความสำเร็จ จึงมักมีการใช้กุหลาบแดงเพื่อแทนความหมายว่า “ฉันรักเธอ” เป็นการแสดงความรู้สึกอย่างจริงจังและลึกซึ้ง สำหรับ กุหลาบขาว เป็นการสื่อถึงความรักอันบริสุทธิ์ ความหวังดี มิตรภาพที่สวยงาม โดยไม่ต้องการสิ่งใดเป็นการตอบแทน รวมถึงการเริ่มต้น การแต่งงาน และสร้างครอบครัว ในขณะที่ กุหลาบชมพู สื่อถึงความสุข ความคาดหวัง เป็นการแสดงถึงการเริ่มต้นความรักที่กำลังจะสานต่อไปเป็นความรักที่มั่นคงยาวนาน บางครั้งหมายถึงการแอบรัก และความรักแบบโรแมนติก ส่วนดอกกุหลาบสีเหลือง มักใช้แทนความห่วงใย ความสุข มิตรภาพ รวมไปถึงคำมั่นสัญญาที่มีต่อกัน อาจสื่อถึงความรักแบบเพื่อน และ กุหลาบลาเวนเดอร์ หรือกุหลาบสีม่วง สื่อความหมายถึงความประทับใจเมื่อแรกเห็น หรือการตกหลุมรักตั้งแต่แรกพบค่ะ

หนุ่มๆ จะเลือกดอกกุหลาบสีไหนให้กับสาวๆ คงพอมีแนวทางกันแล้ว แต่แถมให้อีกนิดค่ะ กับจำนวนดอกกุหลาบที่เลือกให้ ก็เพราะจำนวนดอก ยังแอบมีความหมายที่ซ่อนอยู่กันอีกด้วย มาดูความหมายที่ซ่อนอยู่ ที่ฝรั่งเค้านิยามกันเอาไว้ซักหน่อย

ดอกกุหลาบ 1 ดอก – You’re the only one in my heart or Love at first sight
ดอกกุหลาบ 2 ดอก – There will only be the two of us, you and me
ดอกกุหลาบ 3 ดอก – I Love You
ดอกกุหลาบ 5 ดอก – Love with no regret, I wanna be yours
ดอกกุหลาบ 9 ดอก – Love forever, Eternity และ
ดอกกุหลาบ 11 ดอก – Love you most, You’re my treasure

เอาล่ะค่ะ ได้ความหมายกันไปครบถ้วนแล้ว กับเรื่องของดอกไม้สำหรับวันแห่งความรัก ใครที่มีคนพิเศษที่อยากจะสื่อความในใจ ยังพอมีเวลา รีบไปเลือกดอกไม้กันได้แล้วล่ะค่ะ ^^

ความรักกับสุขภาพของหัวใจ

rose
เดือนกุมภาพันธ์ เดือนแห่งความรัก และวัน “วาเลนไทน์” เรื่องราวของอารมณ์ ความรู้สึก และความประทับใจ 

รู้กันไหมคะว่า ‘ความรัก’ นั้น นอกจากจะช่วยให้ความรู้สึกดีๆ แล้ว ยังมีผลดีต่อหัวใจของเราด้วยค่ะ
ก่อนอื่น มารู้จักความรักในรูปแบบต่างๆ กันซักหน่อย จะได้รู้ว่า “รัก” ของเรานั้นเป็นแบบไหนกันแน่

หนังสือ The Colors of love ของ จอห์น ลี (John Lee) ได้แบ่งความรักเอาไว้เป็น 6 แบบค่ะ
1. Eros อีรอส หรือที่เราอาจจะรู้จักกันในนามของ เทพเจ้าคิวปิด อีรอสเป็นนิยามของความรักระหว่างชาย-หญิง ที่มีความใคร่เกี่ยวข้อง เป็นการจับจอง เป็นเจ้าข้าวเจ้าของในบุคคลที่ตนรัก
2. Mania เป็นความรักอย่างมากมาย จนไปถึงขั้นที่เรียกไดว่าบ้าคลั่ง เป็นความคลั่งไคล้ ความต้องการสูง ซึ่งผลของมันอาจก่อให้เกิดความเจ็บปวด ความวิตกกังวล เพราะอยากจะได้รับการตอบสนอง หรือความสนใจจากอีกฝ่ายอย่างมากและไม่มีที่สิ้นสุด
3. Ludis ความรักในลักษณะนี้จะคล้ายกับการเล่นเกมการแข่งขัน ที่ต้องการเอาชนะ เพื่อสร้างความภูมิใจให้ตนเอง ตอบสนองต่อความหลงตัวเองที่มีอยู่ลึกๆ ภายใน คนๆ นั้น
4. Storge ความรักใสๆ ในแบบเพื่อน เป็นความสัมพันธ์ที่ยืนยาวมั่นคง รักในแบบที่สงบและแน่นแฟ้น จึงไม่แปลกที่บางคนให้นิยามความรักของพวกเขาว่าเป็นเหมือน “เพื่อนสนิท”
5. Agape ความรักในลักษณะนี้เป็นความรักที่มีแต่ความเมตตา อดทน และให้อภัย
6. Pragma ความรักในลักษณะของ เหตุ และ ผล เป็นความรักที่ผ่านสมองกลั่นกรอง ผ่านการตรึกตรองแล้วว่าเหมาะสม คู่ควร

ความรักที่เราพบเจอจึงมีหลากหลายรูปแบบ และหลากหลายบุคคล ไม่ว่าจะเป็นความรักระหว่างหนุ่มสาว ความรักระหว่างเพื่อนฝูง ความรักสำหรับคนในครอบครัว และนอกจากความรักจะมีรูปแบบที่หลากหลายแล้ว ความรักยังส่งผลต่อสุขภาพของเราอีกด้วย แต่จะเกี่ยวข้องอย่างไรนั่น เรามาดูกันเลยค่ะ ว่าความรักทำให้ “หัวใจ” แข็งแรง จริงหรือเปล่า

คนเราเมื่อมีความรักมักจะรู้จักการ “ให้” มากยิ่งขึ้น ซึ่งการให้นั้นเป็นพฤติกรรมหนึ่งที่ช่วยในเรื่อง “หัวใจ” ได้ เพราะเมื่อเรารู้จักให้ รู้จักความห่วงใย ความเอื้ออาทร จะทำให้ร่างกายผ่อนคลาย ลดความตรึงเครียดในอารมณ์ลดความหงุดหงิดฉุนเฉียวลง รวมทั้งภาวะที่เกิดอาการซึมเศร้าด้วยค่ะ
เมื่อร่างกายผ่อนคลาย ผลที่ตามมาก็คือ ระดับความดันในเส้นเลือดจะลดลง ระดับการเต้นของหัวใจก็ลดลงด้วย ร่างกายไม่เครียดทำให้ระดับน้ำตาล ระดับไขมัน และความดันเลือดไม่สูง ผลก็คือไขมันตัวร้ายก็จะไม่ไปสะสมอุดตันในหลอดเลือด หลอดเลือดก็จะแข็งแรงไม่เกิดปัญหาลิ่มเลือดอุดตัน รวมไปถึงลดความเสี่ยงต่อการเกิดอาการกล้ามเนื้อหัวใจตายอีกด้วยค่ะ

ที่ต่างประเทศมีการวิจัยกันมากมายเลยทีเดียวเกี่ยวกับเรื่องของความรักที่ทำให้สุขภาพดีขึ้น ไม่ใช่แค่ความรักของหนุ่มสาวเท่านั้นนะคะ แค่ความรักที่คนมีให้กับสุนัขที่เลี้ยงไว้ ความรักในสิ่งรอบๆ ตัว ความรักและการแบ่งปันให้กับคนรอบๆ ข้าง ทั้งหมด มีส่วนดีต่อหัวใจอย่างที่กล่าวมาแล้วค่ะ
รู้อย่างนี้แล้ว อย่าลืมช่วยกันเติมความรักให้เบ่งบาน กับทุกๆ คนรอบๆ ตัวเรา เพื่อสุขภาพหัวใจที่แข็งแรง และชีวิตที่ยืนยาวกันนะคะ

ลูกท้อ ผลไม้มงคล มีมากไปด้วยคุณค่าที่คุณอาจจะไม่เคยรู้

peach
ใครที่เดินซื้อของในซูเปอร์มาร์เก็ตกันบ่อยๆ คงจะเคยสังเกตเห็นว่าเดี๋ยวนี้ มักจะมีผลไม้แปลกๆ ใหม่ๆ ที่ทั้งน่าทาน มีสีสันสวยงาม มาวางขายกันในราคาที่ไม่แพงเหมือนเมื่อก่อนที่ผลไม้นำเข้าแต่ละอย่าง ถึงแม้จะน่าทาน แต่ราคาก็สูงจนเกือบหยิบไม่ลงกันเลยทีเดียว
วันนี้ เราจะพาไปทำความรู้จักกับผลไม้นอก ที่มีถิ่นกำเนิดจากประเทศจีน ที่เดี๋ยวนี้สามารถหาหาซื้อกันได้ง่ายขึ้น ในราคาที่ไม่แพงอีกแล้วค่ะ ….

ลูกท้อ หรือลูกพีช ผลไม้สีสวย น่าทาน มีเนื้อสีเหลือง กับรสชาติหวานอมเปรี้ยวน้อยๆ  รับประทานสดๆ ก็ได้ หรือจะนำไปทำเป็นเมนูอาหารเพื่อสุขภาพก็ได้มากมายหลายชนิด ไม่ว่าจะนำไปลอยแก้ว ทำสมูทตี้ เป็นส่วนประกอบในจานสลัด หรือแม้แต่ส้มตำผลไม้ รับประกันว่าทั้งอร่อย และให้คุณค่าทางอาหารมากมายเลยค่ะ..  ก็เจ้าลูกท้อ หรือลูกพีชนี่ล่ะค่ะ ที่อุดมไปด้วย วิตามินเอ วิตามินซี และสารต้านอนุมูลอิสระ ที่ช่วยในการชะลอวัย ทั้งยังมีเบต้าแคโรทีน ที่มีส่วนช่วยป้องกันโรคมะเร็งบางชนิดอีกด้วย นอกจากนั้น ผิวด้านในของเปลือกลูกท้อ ยังมีคุณสมบัติ สามารถนำมาใช้ในการช่วยยกกระชับกล้ามเนื้อของใบหน้า บำรุงผิว และป้องกันการหย่อนคล้อยของกล้ามเนื้อได้เป็นอย่างดีเลยล่ะค่ะ

แม้ว่าต้นท้อ จะเป็นพืชเมืองหนาว ที่มีถิ่นกำเนิดในประเทศจีน แต่ในปัจจุบัน มีการปลูกในบ้านเรากันแล้วค่ะ โดยโครงการหลวงได้นำสายพันธุ์ของท้อ มาส่งเสริมให้ปลูกเป็นพืชทดแทนการปลูกฝิ่นในชาวเขาภาคเหนือ เพราะท้อ ชอบอากาศเย็น และขึ้นได้ดีในบริเวณที่มีความสูงตั้งแต่ 3,000 ฟุต ขึ้นไป และมีอุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 10 องศาเซลเซียส

ลูกท้อ มีประโยชน์ต่อสุขภาพในหลายด้านเลยค่ะ หลักๆ แล้วมาจากสารอาหารที่อยู่ในเนื้อ เพราะ ลูกท้อมีทั้งสารต้านอนุมูลอิสระ มีวิตามินซี ที่ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันของร่างกาย ช่วย ป้องกันหวัด ป้องกันโรคเลือดออกตามไรฟัน ลดความดันโลหิต มีวิตามินเอที่ช่วยบำรุงสายตา อีกทั้งยังมีประโยชน์ในด้านการทำความสะอาดลำไส้ และช่วยในระบบขับถ่ายอีกด้วย
หลายๆ คน คงได้เคยทานลูกท้อกันอยู่บ้าง แต่ทราบกันหรือเปล่า ว่าลูกท้อ นอกจากจะให้ประโยชน์ต่อร่างกายจากสารอาหาร และวิตามิน ในเนื้อแล้ว เรายังสามารถนำลูกท้อมาใช้เพื่อบำรุงผิวพรรณกันได้ง่ายๆ อีกด้วยค่ะ ขั้นตอนวิธีการก็ไม่ยุ่งยาก ไม่มีส่วนผสมอะไรให้ต้องเตรียมกันให้ลำบาก เพราะเนื้อของลูกท้อมีสรรพคุณ สามารถช่วยบำรุงผิวพรรณ เติมความชุ่มชื้นให้กับผิวได้อย่างเพียงพอแล้ว … สำหรับสาวๆ วิธีการก็ง่ายมากๆ เลยค่ะ เพียงล้างผลท้อให้สะอาด ปอกเปลือก ให้เรียบร้อย ระวังอย่าให้มีขนจากเปลือกเหลืออยู่ เพราะส่วนนี้ สำหรับหลายๆ คนอาจทำให้เกิดอาการแพ้ และเกิดผื่นคันได้ค่ะ … หั่นเนื้อท้อ เป็นชิ้นเล็กๆ แล้วนำไปปั่นจนเป็นเนื้อครีมละเอียด เป็นอันเรียบร้อย สามารถนำมาพอกหน้า และบริเวณลำคอ ทิ้งไว้ประมาณ 20-30 นาที ก่อนจะล้างออกด้วยน้ำสะอาด เพียงเท่านี้ ผิวหน้าก็จะกลับมาเนียนนุ่ม ชุ่มชื้นกันอีกครั้งแล้ว สามารถทำกันได้รายสัปดาห์เลยล่ะค่ะ

ทำความรู้จักกับลูกท้อกันแล้ว วันนี้ ลูกท้อคงไม่ได้เป็นเพียงผลไม้มงคล แต่ยังเป็นผลไม้ที่มากด้วยประโยชน์ และยังสามารถนำมาใช้ในด้านความงามกันได้อีกด้วย ใครได้แวะซูเปอร์มาร์เก็ตวันนี้ อย่าลืมเลือกลูกท้อติดมือกลับมาด้วยนะคะ

DIY สครับสูตรธรรมชาติ

scrub.jpg
อากาศร้อนๆ แดดแรงๆ ทำร้ายผิวสวยๆ อยู่ตลอดเวลา การทาครีมกันแดดจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรละเลยกันในทุกวัน เพราะเป็นเหมือนการสร้างเกราะป้องกันให้กับผิวสวยๆ ยิ่งใครที่ชอบทำกิจกรรมกลางแจ้ง ทั้งริ้วรอย ฝ้า จุดด่างดำอาจถามหากันได้ง่ายๆ และที่สำคัญ นอกจากจะปกป้องผิวด้วยการทาครีมกันแดดแล้ว การช่วยให้ร่างกายได้ผลัดเซลผิวใหม่ก็เป็นเรื่องสำคัญไม่แพ้กันค่ะ

วันนี้มีความรู้ดีๆ มาฝากกัน เกี่ยวกับการเลือกใช้สครับสูตรพิเศษต่างๆ จากธรรมชาติ ว่าสครับที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติแต่ละชนิดนั้น มีคุณสมบัติอะไรบ้าง แบบไหนที่จะช่วยบำรุง ฟื้นฟู เพิ่มน้ำหล่อเลี้ยงผิวสวยให้กลับมามีชีวิตชีวากันบ้าง

เริ่มต้นที่สครับจากน้ำผึ้ง น้ำผึ้งธรรมชาตินั้นมากด้วยคุณค่าสำหรับผิวสวย โดยเฉพาะผิวที่โดนแดดแผดเผาจนไหม้ น้ำผึ้งเป็นเหมือนยาสมานแผลชั้นดีที่จะช่วยให้ผิวหายจากอาการโดนแดดเผา บำรุงลึกไปถึงชั้นเซลล์ผิว ให้ผิวแข็งแรงขึ้นโดยเร็ว เป็นอาหารสำหรับผิวอย่างดีเพราะอุดมไปด้วยกลูโคสบริสุทธิ์ ที่ร่างกายสามารถนำไปใช้ได้ทันที นอกจากนั้นยังบำรุงผิวให้เนียนนุ่ม น่าสัมผัสอีกด้วยล่ะค่ะ

สครับจากน้ำมันมะกอก เหมาะกับผิวที่โดดแดดซึ่งมักสูญเสียน้ำหล่อเลี้ยงผิว การบำรุงผิวช่วงหน้าร้อนจึงควรเน้นการเติมความชุ่มชื้น เพิ่มน้ำมันหล่อเลี้ยง เพื่อช่วยฟื้นฟูให้ผิวกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งอย่างรวดเร็วค่ะ น้ำมันมะกอกนั้นอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ จึงทั้งช่วยผลัดเซลผิวได้อย่างรวดเร็ว เติมออกซิเจนให้ผิวสดชื่น แก้ไขปัญหาผิวคล้ำแดด และช่วยให้ผิวแข็งแรงสู้แดดด้วย

สครับจากเชีย บัตเตอร์ สารสกัดมาจากต้นเชีย อุดมไปด้วยวิตามิน A และ วิตามิน E เป็นเพื่อนที่ดีต่อผิว ทั้งช่วยในการฟื้นฟูสภาพผิวที่เหี่ยวย่นให้กับมาเรียบเนียบ เพิ่มความแข็งแรงในการต่อต้านอนุมูลอิสระ และกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตใต้ชั้นผิวหนัง ทำให้เซลล์ผิวใหม่มีสุขภาพที่ดียิ่งขึ้น

สครับจากเมล็ดกาแฟบดละเอียด กาแฟมีสารต้านอนุมูลอิสระที่จะมาทำร้ายผิว เป็นเหมือนการสร้างเกราะป้องกันให้กับผิวชั้นนอก กระตุ้นการทำงานของเซลล์ผิวชั้นในให้เปล่งปลั่ง บำรุงลึกถึงภายใน และช่วยกระตุ้นระบบการไหลเวียนของเลือด จึงทำให้ผิวพรรณดูสดใสเป็นพิเศษ นอกจากนั้นสครับจากเปม็ดกาแฟบดละเอียดนี้ ยังช่วยกระตุ้นการเผาผลาญของไขมันใต้ชั้นผิวหนัง ช่วยสมานผิวให้กลับมาแข็งแรง ถนอม บำรุงผิวพรรณ และยังช่วยให้ผิวสดใสมีชีวิตชีวาอีกด้วยค่ะ

สครับจากชาเขียว ชาเขียวขึ้นชื่อในเรื่องการขับสารพิษ โดยเฉพาะผิวที่ต้องสัมผัสกับสารเคมีมากๆ ไม่เว้นแม้แต่ครีมกันแดดที่เราใช้กันอยู่เป็นประจำ การทำความสะอาดผิวให้สะอาดหมดจดจึงเป็นสิ่งจำเป็น ชาเขียวจะช่วยในการเพิ่มออกซิเจนให้กับผิว ทำให้ผิวกลับมาเต่งตึงไม่แห้งกร้าน ลดริ้วรอย ให้ผิวกระจ่างใส นอกจากนั้นในชาเขียวยังมีคาเฟอีนที่ช่วยในเรื่องการเผาผลาญไขมันอีกด้วยค่ะ สครับจากชาเขียวจึงไม่เพียงทำให้ผิวสะอาดสดใส แต่ยังช่วยให้ผิวเปล่งปลั่งดูมีน้ำมีนวลขึ้นด้วย

สครับจากอัลมอนต์ ทุกส่วนของอัลมอนต์นั้นมีประโยชน์ต่อผิว โดยเฉพาะเมล็ดของอัลมอนต์ ที่อุดมไปด้วยโปรตีนจากธรรชาติ จะช่วยขจัดเซลลูไลท์ที่สะสมในผิว ทั้งยังนิยมนำเปลือกของอัลมอนต์มาบดเพื่อใช้ในการช่วยขัดผิว ขจัดเซลล์ผิวเก่าที่ตายแล้ว เร่งการผลัดเซลล์ผิวใหม่ เติมความชุ่มชื้น ให้ผิวกลับมาตึงเรียบกระชับค่ะ

สครับในแต่ละแบบนั้นมีคุณสมบัติพิเศษแตกต่างกันออกไป ลองเลือกให้เหมาะกับกิจกรรม และช่วงเวลาค่ะ ที่สำคัญอากาศร้อนๆ อย่างบ้านเรา ผิวสูญเสียน้ำตลอดเวลา อย่าลืมดื่มน้ำกันให้มากๆ เพื่อช่วยดูแลผิวให้สวยสดใสกันด้วยนะคะ

เรื่องของอาหาร กับโรคประจำตัว

อาหารต้องห้าม.jpg
อาหารที่เราทานกันทุกวัน นอกจากจะให้พลังงาน และสารอาหารที่จำเป็น รวมถึงช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ และทำหน้าที่เสมือนยารักษาโรคแล้ว ในบางครั้งก็กลับจะให้โทษได้เหมือนกันนะคะ หากว่าเราทานอาหารนั้นๆ ไม่ถูกจังหวะ โดยเฉพาะในช่วงที่สุขภาพไม่แข็งแรง ร่างกายอ่อนแอ โรคภัยถามหา ก่อนจะทานอะไรคงต้องเลือกกันซักหน่อย
วันนี้มาดูกันดีค่ะ ว่าเวลาป่วย หรือใครที่มีโรคประจำตัว มีเมนูอะไรที่เราควรหลีกเลี่ยงกันบ้าง

ไมเกรน ปวดหัวจี๊ดๆ ข้างเดียวเป็นประจำ ควรงดเมนูขนมหวาน ขนมเค้ก ชานม น้ำผลไม้หวานๆ น้ำอัดลม เพราะอาหารหวานที่มีปริมาณน้ำตาลสูงจะทำให้น้ำตาลในเลือดไม่คงที่ จะเพิ่มสูงขึ้น และลดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดโรคไฮโปโกลซีเมียหรืออาการที่น้ำตาลในเลือดต่ำได้ เป็นสาเหตุหนึ่งที่ก่อให้เกิดอาการปวดหัวไมเกรนค่ะ นอกจากนั้นยังควรลดปริมาณการทานเนื้อสัตว์ ทั้งเนื้อวัว เนื้อหมู เนื้อไก่ เพราะโปรตีนจากเนื้อสัตว์เหล่านี้มักมีสารพิษตกค้างจากฮอร์โมนต่างๆ ในกระบวนการเลี้ยง ทั้งยังมีกรดแอมิโนไทโรซิน ที่ทำให้ปวดหัวได้ง่ายขึ้นอีกด้วย

อาการข้ออักเสบ ปวดข้อ ปวดเข่า จะลุกนั่งก็ลำบาก ลองงดน้ำแข็ง อาหารเย็นๆ ดูค่ะ เพราะความเย็นจะทำให้กระเพราะอาหารของเราทำงานหนักขึ้น และระบบไหลเวียนของเลือดยังทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพอีกด้วย ที่สำคัญ ควรลดอาหารประเภทเนื้อสัตว์ เครื่องใน ไขมัน เพราะสารพิษตกค้างที่อยู่ในเนื้อสัตว์ จะเป็นตัวเพิ่มอาการเจ็บปวด และอาการอักเสบให้รุนแรงยิ่งขึ้น

สำหรับผู้ที่มีอาการกระเพาะอาหารอักเสบ ปวดท้อง แสบท้องเป็นประจำ ไม่ควรทานอาหารประเภทยำ หรืออาหารรสจัด รวมทั้ง ชา กาแฟ น้ำอัดลม (อาหารที่มีคาเฟอีนสูง) เพราะจะยิ่งทำให้เกิดการระคายเคืองของเยื่อบุกระเพาะมากขึ้นค่ะ อาการรสจัดยังจะยิ่งเร่งการหลั่งกรดในกระเพาะอาหารมากขึ้นอีกด้วยค่ะ

ผู้ที่มีอาการของโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ต้องหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสเค็ม มีเกลือหรือโซเดียมสูง เพราะโซเดียมจะเร่งให้ความดันให้ยิ่งเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงอาหารรสหวาน และผลไม้สุก เพราะ น้ำตาลและไขมันจะทำให้เกิดโรคแทรกซ้อนขึ้นได้ง่าย ทั้งโรค หลอดเลือดเปราะ จอตาเสื่อม โรคไต ท่อปัสสาวะอักเสบ เป็นต้น

ผู้ป่วยที่มีอาการตับแข็ง ตับอักเสบ หรืออาการเสื่อมสภาพของตับ ต้องหลีกเลี่ยงอาหารทำร้ายตับ ซึ่งหลักๆ เลย คืออาหารประเภทเนื้อสัตว์ เพราะบรรดาเนื้อสัตว์ทั้งหลายจะทำให้ตับต้องทำงานอย่างหนักในการขับของเสียเช่น ยูเรีย และ แอมโมเนีย ออกไป แต่เมื่อตับทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ของเสียต่างๆ จึงถูกขับออกจากร่างกายได้น้อยลง และจะถูกดูดซึมกลับเข้าไปในกระแสเลือดอีกครั้ง ทำให้สุขภาพแย่ลง เซื่องซึม และบางครั้งอาจมีอาการหนักถึงขั้นหมดสติไปเลยก็ได้

คนป่วยมักต้องการการดูแลมากกว่าคนทั่วไป เพราะอวัยวะภายในบางส่วนไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ พฤติกรรมการรับประทานอาหารจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องใส่ใจดูแลเป็นพิเศษ การลือกเมนูที่เหมาะสมจะช่วยให้ส่วนต่างๆของร่างกายได้ทำงานเบาลง และให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่เป็นประโยชน์อย่างแท้จริง ใส่ใจกับเมนูต่างๆแล้วอย่าลืมออกกำลังกายอย่างพอเหมาะเพื่อช่วยฟื้นฟู เสริมสร้างสุขภาพโดยรวมให้แข็งแรงกันด้วยนะคะ

ปรับไลฟ์สไตล์รับปีใหม่ ให้แข็งแรงสมวัยไปนานๆ

sm.jpg
จะว่าไปก็เป็นเรื่องธรรมชาติที่เราทุกคนรู้อยู่แก่ใจว่า ทุกๆ อย่างต้องเปลี่ยนแปลง มีเกิดแล้ว ก็ต้องมีแก่ หลีกเลี่ยงกันไม่ได้ แต่ถามจริงๆ ว่ามีใครอยากแก่บ้างคะ แค่อายุขึ้นเลขสาม เลขสี่ ก็ไม่อยากให้ถามถึงอายุกันแล้ว
เมื่อไม่มีใครอยากแก่ หรืออันที่จริงคือไม่ค่อยอยากให้ถูกมองว่าแก่ วันนี้เรามาเรียนรู้วิธีการชะลอความแก่ รักษาคงามหนุ่ม-สาว และสุขภาพดีๆ ให้อยู่กับเราไปนานๆ เพื่อที่จะได้สาว สวย สดใส แบบที่เค้าเรียกกันว่า สาวสองพันปี กันซักหน่อยดีกว่าค่ะ

ศาสตร์แห่งการชะลอวัยมักจะให้ความสำคัญกับ “ฮอร์โมน” แต่ก่อนที่เราจะไปถึงขั้นแอดวานซ์อย่างเช่นเรื่องฮอร์โมน เรามาดูเรื่องพื้นๆ ที่จะทำให้เรา “แก่” กันโดยไม่รู้ตัวดีกว่าค่ะ

เริ่มต้นที่ ไลฟ์สไตล์ที่ทำให้เราแก่ และร่างกายของเราเสื่อมโทรมเร็ว กันซักหน่อย

1 การรับประทานอาหาร โดยเฉพาะผู้ที่รับประทานอาหารไม่สมดุลย์ ได้รับสารอาหาร และชนิดของอาหารไม่เหมาะสมกับสภาพร่างกายของตัวเอง โดยมากแล้ว ปริมาณแป้ง และน้ำตาลที่มากเกินไปนี่ล่ะค่ะตัวดี พฤติกรรมการรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสมจะทำให้ระบบร่างกายทำงานบกพร่อง ทั้งในส่วนของการดูดซึมไปใช้งานเพื่อซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ หรือส่งผลให้เกิดการสะสมของสารอาหารที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย

2 การปล่อยให้ร่างกายอ่อนแอ หรือมีแผลเรื้อรัง เช่น แผลอักเสบในอวัยวะต่างๆ อาการอักเสบบริเวณช่องปาก ฟันผุ ตลอดจนถึงเหงือกอักเสบ เรื่องราวเล็กๆ ที่เราอาจไม่เห็นความสำคัญ แต่รู้ไหมคะว่าอาการเหล่านี้ ถ้าเป็นเรื้อรัง จะทำให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย แทรกซึมเข้าสู่เนื้อเยื่อโดยที่เราไม่รู้ตัว มีผลก็คืออวัยวะอื่นๆ อย่างเช่น หัวใจ และสมอง จะเสื่อมลงโดยที่เราไม่รู้ตัวค่ะ

3 การสะสมมลพิษ และสารเคมีเข้าสู่ร่างกาย คนที่สูบบุหรี่ ดื่มเหล้า ดื่มแอลกอฮอล์บ่อยๆ ใช้ชีวิตในเมืองที่ต้องเผชิญกับมลภาวะต่างๆ ทั้งควันพิษ รับประทานอาหารจากกล่องโฟม อุ่นอาหารด้วยไมโครเวฟ พฤติกรรมเหล่านี้แหละค่ะที่ทำให้ร่างกายสะสมสารพิษไว้ในร่างกาย ซึ่งสารพิษเหล่านั้น จะไปทำลายอวัยวะส่วนต่างๆ รวมทั้งขัดขวางการดูดซึมสารอาหารที่จะเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ทำให้ร่างกายของเราเสื่อมโทรมได้เร็วมาก

4 อารมณ์และความเครียด ความเครียดหรืออารมณ์ที่ขุ่นมัวนั้นส่งผลต่อร่างกายของเราแบบไม่รู้เนื้อรู้ตัวเลย แม้แต่กิจกรรมสนุกๆ อย่างเช่นการเล่นเกม บางครั้งก็อาจทำให้เกิดความเครียดน้อยๆ ได้ หรือการรับฟังเรื่องราวของคนอื่น การติดตามข่าวสารบ้านเมือง รวมไปถึงการทำงานและความรับผิดชอบต่อหน้าที่ในชีวิตก็อาจจะทำให้เกิดความเครียดได้โดยไม่รู้ตัวเลยค่ะ ความเครียดนี่ล่ะเป็นปัจจัยหลักอย่างหนึ่งที่ขัดขวางการทำงานของฮอร์โมน ทำให้ระบบในร่างกายทำงานผิดปกติ ใบหน้าหมองคล้ำ ผิวเหี่ยวตีนกาถามหาได้ง่ายๆ เลยค่ะ
พฤติกรรมในชีวิตประจำวันเหล่านี้ เป็นตัวการที่มักจะขโมยความสาว ความสวยของเราไปแบบที่เราไม่รู้เนื้อรู้ตัว ลองทบทวนดูรูปแบบการดำเนินชีวิต และปรับเปลี่ยนกันให้เหมาะสมนะคะ

เอาล่ะ มาถึงเรื่อง “ฮอร์โมน” กันบ้างดีกว่า ลองทำความเช้าใจกับความแก่ในแบบลึกๆ กันบ้าง
ฮอร์โมน เป็นตัวควบคุมร่างกายเราแบบที่เราเองไม่เคยทราบ เหมือนเป็นเงาที่ควบคุมพฤติกรรมของเราอยู่ตลอดเวลา จะเห็นชัดๆ ก็คงจะเป็นช่วงวัยรุ่น ที่มีฮอร์โมนชนิดต่างๆ คอยส่งผลต่อพฤติกรรม และอารมณ์ ค่อนข้างรุนแรงกันเลยทีเดียวค่ะ สำหรับฮอร์โมนที่สัมพันธ์กับความแก่ก็คือ “โกรทฮอร์โมน หรือ Human Growth hormone (HGH)” นั่นเอง

“โกรทฮอร์โมน” คือ ฮอร์โมนเจริญวัยที่มักจะถูกเรียกกันว่า “น้ำพุแห่งความหนุ่มสาว” ฮอร์โมนนี้จะหลั่งจากต่อมไร้ท่อหรือต่อมพิทูอิตารี่ใต้สมอง ตั้งแต่เรายังเด็ก และจะอยู่กับเราไปจนชั่วชีวิตของเราเลยทีเดียว ฮอร์โมนนี้จะมีจุดพีคในการหลั่งออกมาในช่วงเราเป็นหนุ่ม เป็นสาว (วัยเจริญพันธุ์นั่นล่ะค่ะ) และในทุกๆ 10 ปี ฮอร์โมนตัวนี้จะถูกหลั่งออกมา ในปริมาณที่น้อยลงประมาณ 14 % หน้าที่สำคัญของฮอร์โมนนี้คือการควบคุมการทำงานของเซลล์ต่างๆ ในร่างกายค่ะ
นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการวิจัยเรื่อง HGH ออกมา ได้ข้อสรุปว่า ผลจากการที่โกรทฮอร์โมนทำงานน้อยลงๆ เรื่อยๆ จนเมื่อเราอายุ 40 ปี โกรทฮอร์โมนจะลดต่ำลงจนไม่สามารถควบคุมการทำงานของเซลล์ผิวหนัง และ เนื้อเยื่อสมองได้ และ ในช่วงอายุ 70 ปี ตับ สมอง และหัวใจของเราจะทำงานลดลง และเมื่อถึงช่วงอายุ 90 ปี สมองของเราจะทำงานได้เทียบเท่ากับเด็ก 3 ขวบ และระบบประสาทต่างๆ ทั้งหมดจะเสื่อมลงค่ะ

หยิบยกมาเล่าในที่นี้ ไม่ได้อยากจะทำให้กลัวกันนะคะ แค่อยากจะให้ตระหนักถึงความสำคัญของเรื่องฮอร์โมนกันก่อน เพราะเรามีวิธีที่ช่วยร่างกายให้ผลิตโกรทฮอร์โมนเพิ่มได้ไม่ยากค่ะ ลองมาดูกันนะคะ

1 นอนหลับให้สนิท โกรทฮอร์โมนจะผลิตออกมาเมื่อเรานอนหลับสนิทเท่านั้น การนอนหลับ ไม่สนิท นอนหลับๆ ตื่นๆ ฝันร้าย เครียด ทำให้โกรทฮร์โมนไม่สามารถหลั่งได้ การนอนดึกจะไปรบกวนการหลั่งของโกรทฮอร์โมน เราจึงมักจะเห็นได้ว่าผู้ที่นอนดึกเป็นประจำ หรือนอนไม่พอ มักจะโทรม และมีใบหน้าแก่กว่าวัย ดังนั้นถ้าไม่อยากรีบแก่ จำไว้นะคะว่าต้องนอนให้พอ

2 รับประทานอาหารบำรุงสมอง ร่างกายต้องการโปรตีนที่มีประโยชน์ รวมทั้งกรดอะมิโนเพื่อไปบำรุงสมอง ให้ต่อมใต้สมองแข็งแรง เมื่อต่อมใต้สมองแข็งแรงก็สามารถผลิตโกรทฮอร์โมนได้อย่างเต็มที่ อาหารที่ดีในที่นี้ ได้แก่ ผัก ผลไม้ ธัญพืช พืชกระกูลถั่ว และที่ต้องหลีกเลี่ยงก็คือ อาหารจำพวกแป้ง และน้ำตาลค่ะ สองอย่างนี้เมื่อร่างกายใช้ไม่หมดก็จะสะสมอยู่ในร่างกายในรูปของไขมันส่วนเกินซึ่งจะยับยั้งการทำงานของโกรทฮอร์โมน ไปอุดตันตามเส้นเลือด เสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บ ซ้ำร้ายถ้าร่างกายมีน้ำตาลมากๆ ตับอ่อนก็จะต้องทำงานหนัก เสี่ยงต่อโรคเบาหวาน และเมื่อเป็นเบาหวาน ก็ต้องฉีดอินซูลินเข้าร่างกาย อินซูลินนี้จะยับยั้งการทำงานของโกรทฮอร์โมนทันที โกรทฮอร์โมนจะหยุดหลั่ง ร่างกายก็จะเสื่อมโทรมเร็วเข้าไปอีกค่ะ

3 ออกกำลังกาย ชะลอวัยได้แน่นอน ปริมาณการออกกำลังกายที่เหมาะสมคือ การออกกำลังกายเป็นประจำ ต่อเนื่อง และให้ได้เหงื่อ ให้หัวใจได้เต้นเร็วขึ้น โดยเฉลี่ยมากกว่า 100 -120 ครั้งต่อนาที จะทำให้ต่อมพิทูอิทารี่หลั่งโกรทฮอรโมนได้ดียิ่งขึ้นค่ะ

4 อารมณ์ และสมาธิ การความคุมอารมณ์ให้สงบนิ่ง และทำสมาธิให้แน่วแน่นั้น จะทำให้ร่างกายเข้าสู่ภาวะหลับลึก ร่างกายจะผ่อนคลายที่สุด และช่วยให้สมองผลิตโกรธฮอร์โมนออกมาได้ปริมาณมากเทียบเท่ากับเวลาที่เราหลับลึกเลยทีเดียวค่ะ

รู้เรื่องที่มาที่ไปของความแก่ ทั้งเรื่องพฤติกรรมชวนแก่ และฮอร์โมนที่ช่วยชะลอความแก่ไปแล้ว หวังว่าทุกท่านคงมีวิธีดูแลตัวเองให้คงความสวยสดใส หรือถ้าอายุจะเพิ่มมากขึ้นตามธรรมชาติ ก็ขอให้งามสมวัยกันทุกท่านเลยนะคะ

แพ้อากาศ

cold.jpg
เข้าสู่หน้าหนาว แต่อากาศก็เปลี่ยนแปลงกันรายวัน ประเดี๋ยวร้อน ประเดี๋ยวหนาว ซักพักก็อาจจะมีสายฝนโปรยลงมาพอให้รถติดกันนิดหน่อย ช่วงอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยๆ อย่างนี้ หลายๆ คน อาจจะมีอาการป่วยที่เรียกกันว่าแพ้อากาศกันได้ โดยเฉพาะในเด็กๆ หรือในผู้ที่ทำงานหนัก พักผ่อนไม่ค่อยจะเพียงพอ ที่แน่ๆ พอเริ่มมีน้ำมูก คัดจมูก หรือมีอาการจาม สิ่งแรกที่เรามักจะนึกถึงกันคงหนีไม่พ้นยาแก้แพ้ หรือที่เรียกว่า Antihistamine กันล่ะค่ะ
อะไรคือ Antihistamine และ การใช้ยาดังกล่าวจะช่วยรักษาอาการแพ้อะไรได้บ้าง มีผลข้างเคียง หรือข้อควรรู้อะไรบ้าง วันนี้ มาเฉลยกันซักหน่อยค่ะ

ก่อนอื่น มาทำความรู้จักกับสารฮิสตามีนกันก่อนค่ะ ฮิสตามีน เป็นสารที่ถูกสร้างและเก็บอยู่ใน Mast cells และเซลเม็ดเลือดขาวชนิดเบโซฟิล เมื่อถูกกระตุ้น Mast cells และ เบโซฟิล ก็จะหลั่งสารฮิสตามีน ออกมาในปริมาณที่มาก จนก่อให้เกิดโรคขึ้นได้ โดยตัวรับฮิสตามีน จะไปจับตัวกับสารฮิสตามีน และออกฤทธิ์ต่อระบบต่างๆ ในร่างกาย เช่น ออกฤทธิ์ต่อ Sensory nerve ที่ผิวหนัง ทำให้เกิดอาการคัน หรือ ออกฤทธิ์ต่อหลอดเลือดทั่วๆไป ทำให้เกิดผื่นแดงตามผิวหนัง หรือ ออกฤทธิ์ต่อระบบทางเดินหายใจ ทำให้เกิดอาการหดเกร็ง อาการหืด หรือแม้แต่ ออกฤทธิ์ต่อระบบทางเดินอาหาร ทำให้เกิดอาการปวดท้อง อาเจียน เป็นต้น

สำหรับ สารต้านฮิสตามีน (antihistamine) หรือ ที่เราคุ้นเคยกันในฐานะ ยาแก้แพ้ เป็นยาที่ใช้เพื่อลดผลของ ฮิสตามีน (histamine) โดย จะออกฤทธิ์โดยตรงต่อตัวรับฮิสตามีน ยาในกลุ่มนี้ จึงมีชื่อเรียกรวมๆ เป็นภาษาฝรั่งว่า Antihistamine ค่ะ

ยาแก้แพ้ในกลุ่มนี้ มีประโยชน์ ในด้านการลดอาการต่างๆ อันเกิดจากการแพ้ ได้แก่ การบรรเทาอาการแพ้อากาศ ที่ทำให้มีอาการจาม หรือมีน้ำมูกไหล บรรเทาอาการแพ้ทางผิวหนัง ลมพิษ ผื่นคันต่างๆ และ การบรรเทาอาการแพ้จากโรคหวัด ลดน้ำมูก ทำให้น้ำมูกแห้ง โดยยาแก้แพ้ แต่ละยี่ห้อที่เราพบในร้านขายยา ก็จะใช้สารต้านฮิสตามีน ต่างๆ กันออกไป เพราะสารที่จัดเป็นสารต้านฮิสตามีนก็มีหลากหลายชนิดเลยทีเดียวค่ะ ยกตัวอย่างเช่น ไซโปรเฮปตาดีน คลอเฟนิรามีน บรอมเฟนิรามีน ไซโปรเฮปตาดีน ไตรโพรลิดีน เป็นต้น

การเลือกใช้ยาแก้แพ้ในปัจจุบัน ก่อนอื่น เราอาจแบ่งยาแก้แพ้ออกเป็นสามกลุ่ม ได้แก่

กลุ่มแรก Sedating Antihistamine ได้แก่ กลุ่มที่มีตัวยา เช่น Chlophenilamine / Hydroxyzine / Tripolidine / Brompheniramine เป็นกลุ่มยาที่ผ่านตัวกลางของระบบเลือดและสมองได้ดี จึงอาจมีผลข้างเคียงต่อระบบประสาทสมองส่วนกลาง ทำให้เกิดอาการง่วงได้ ทั้งยังอาจมีผลทำให้ คอแห้ง ปากแห้ง ท้องผูก ปัสสาวะลำบาก แต่ข้อดีของยากลุ่มนี้คือสามารถลดอาการคันได้ดีกว่ายาในกลุ่มอื่นๆ

กลุ่มที่สอง Nonsedating Antihistamines ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อลดจุดด้อยของยาในกลุ่มที่แรก ทำให้มีคุณสมบัติที่ดีขึ้น คือ ไม่ทำให้ง่วง ออกฤทธิ์นานกว่า และออกฤทธิ์โดยตรงกับตัวรับฮิสตามีน ทำให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้น สารต้านฮิสตามีนที่ใช้ในยากลุ่มนี้ได้แก่ Terfenadine / Astemizole / Lolatadine / Mequitazine / Acrivastine / Azelastine / Ebastine / Epinastine โดยมีข้อจำกัด ของยาบางตัว เช่น Terfenadine / Astemizole  ที่อาจส่งผลต่อหัวใจทำให้หัวใจเต้นผิดปกติได้ ผู้ป่วยที่มีอาการของโรคหัวใจ จึงควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยาในกลุ่มนี้

กลุ่มที่สาม ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อแก้ไขผลข้างเคียงจากยากลุ่มที่สอง จึงไม่ส่งผลต่อการทำงานของหัวใจ แต่ยังคงให้คุณสมบัติลดอาการแพ้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ยากลุ่มนี้ มีราคาสูงกว่ายาแก้แพ้ในกลุ่มอื่นๆ โดยจะมีสารต้านฮิสตามีนชนิด Fexofenadine หรือ Certizine เป็นต้น

การเลือกใช้ยาแก้แพ้แต่ละกลุ่มนั้น ขึ้นอยู่กับอาการ และสาเหตุของการแพ้ดังต่อไปนี้ค่ะ

อาการของโรคภูมิแพ้ทางจมูก (Allergic rhinitis) จะมีอาการจามร่วมกับอาการคัดจมูก ควรเลือกใช้ยาในกลุ่มที่ 2 ร่วมกับยาลดอาการคัดจมูก

อาการเยื่อจมูกอักเสบที่ไม่ใช่ภูมิแพ้และโรคหวัด (Non-allergic rhinitis & Common cold) ควรเลือกใช้ยาในกลุ่มที่หนึ่ง เนื่องจากสามารถลดน้ำมูกที่ไม่ได้เกิดจากสารฮีสตามีนได้ดีกว่า โดยเฉพาะเมื่อใช้ร่วมกับยาลดอาการคัดจมูก

อาการของโรคหืด (Asthma) ควรใช้ยาต้านฮิสตามีนกลุ่มที่ 2  เนื่องจากมีฤทธิ์แก้แพ้และแก้อักเสบร่วมด้วย และควรหลีกเลี่ยงการใช้ยากลุ่มที่หนึ่งเพราะจะทำให้เสมหะข้น เหนียว ยากต่อการขับออก

อาการคัน (Pruritus) ควรเลือกใช้ยาในกลุ่มที่หนึ่ง เพราะจะให้ผลที่ดีกว่า และช่วยลดอาการคันได้ดี

ข้อสำคัญ การใช้ยาแก้แพ้ ก่อนเกิดอาการ จะให้ผลดีกว่าการใช้ยาเมื่อมีอาการแพ้แล้ว ดังนั้น หลายๆ ครั้ง ที่เรารู้ว่าเรามีอาการแพ้ต่ออะไรบ้าง อาจจะเป็นฝุ่น ควัน ละอองเกสร อาหาร หรือสารเคมี หากจำเป็นต้องเข้าไปในบริเวณที่จะเกิดอาหารแพ้ ต้องสัมผัส หรือเกี่ยวข้องกับสิ่งที่อาจกระตุ้นอาการแพ้ การทานยาแก้แพ้ไว้ล่วงหน้า จะให้ผลที่ดีกว่าค่ะ

ยาแก้แพ้ อาจจะช่วยลดอาการต่างๆ ได้ ทำให้ร่างกายไม่ทรุดโทรม หรือมีอาการป่วยในส่วนอื่นๆ ที่ตามมา ทว่าในหลายๆ ครั้ง โดยเฉพาะสำหรับอาการที่เกิดจากหวัด ยาแก้แพ้นั้น ทำหน้าที่เพียงแค่ช่วยลดอาการที่เป็นผลจากโรค หากแต่ไม่ได้ช่วยทำลายเชื้อไวรัสที่เป็นสาเหตุของอาการป่วย การดูแลร่างกายให้แข็งแรง ย่อมเป็นสิ่งที่ดีที่สุดค่ะ ดูแลสุขภาพให้แข็งแรง พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ดูแลเรื่องโภชนาการให้ครบถ้วน รวมถึงวิตามิน ที่จะช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย และที่สำคัญค่ะ ดูแลสุขภาพใจของเราให้สดใส ไม่เครียดจนเกินไป เพราะสุขภาพใจที่ดี ย่อมเป็นส่วนสำคัญของสุขภาพกายที่ดีไปพร้อมๆ กันค่ะ

นอนดึกเป็นประจำ.. มาดูแลสุขภาพกันซักหน่อย

latesleep.jpg

“การนอนดึกทำให้เสียสุขภาพ” “นอนดึกไม่ดีโทรมเร็ว” รู้ทั้งรู้ ว่าการนอนดึกนั้นส่งผลเสียต่อสุขภาพสัญญาณเบื้องต้นอาจเริ่มจากอาการมึนหัว ขอบตาคล้ำ ผิวพรรณไม่สดใส เป็นหวัดง่าย ภูมิแพ้กำเริบ ทานอาหารเยอะขึ้น ไปจนถึงเรื่องของระบบต่างๆ ภายในร่างกายที่พลอยจะรวนไปเสียหมด อย่างเช่นเรื่องระบบการย่อยอาหาร ระบบการเผาผลาญและการดูดซึมสารอาหารที่ทำงานได้ไม่เต็มที่ รวมไปถึงฮอร์โมนบางตัวอย่างเช่น growth hormone ที่จะลดปริมาณการหลั่งจนส่งผลให้ร่างกายเสื่อมโทรมอย่างรวดเร็วอีกด้วย
เราจึงไม่แนะนำให้นอนดึก แต่บางอาชีพก็เลี่ยงไม่ได้ จำเป็นต้องนอนดึกนี่นา จะทำอย่างไรได้ วันนี้เราเลยมีความรู้ด้านโภชนาการที่เป็นประโยชน์สำหรับคนนอนดึกโดยเฉพาะมาฝากกัน ลองมาดูประโยชน์ของอาหารแนะนำแต่ละประเภทกันนะคะ

– โปรตีนสีขาว อย่างเนื้อปลา อกไก่ ไข่ขาว เต้าหู้ : โปรตีนเหล่านี้จะช่วยในเรื่องการสร้างเคมีในสมองอย่าง โดพามีน เอพิเนฟริน ที่จำเป็นในการบำรุงสมองของคนที่นอนดึก

– ถั่วเหลือง ไข่แดง : ร่างกายต้องการสารเคมีที่ทำงานเชื่อมโยงกันภายในสมองนั่นก็คือ “โคลีน” ซึ่งโคลีนนี้ จะช่วยในเรื่องความจำ ช่วยป้องกันอาการความจำเสื่อม ช่วยให้มีสมาธิดีขึ้น ความจำดีขึ้น นอกจากนั้นในไข่แดงยังมี ไบโอตินที่ช่วยบำรุงสมองและเส้นผมอีกด้วย

– ข้าวกล้องงอก และธัญพืชต่างๆ เช่น พืชตระกูลถั่ว ข้าวบาเลย์ มอลต์ หรือลูกเดือย : อาหารประเภทนี้จะมีกาบ้าสูง ทำให้ตัวสื่อประสาทในสมองทำงานดีขึ้น ความจำก็จะดีขึ้นด้วย

– ปลา : สมองต้องการโอเมก้า หรือน้ำมันปลา เมนูที่มีน้ำมันปลาสูงและหาทานได้ง่ายๆ ก็อย่างเช่น ปลาทู หรือใครอยากจะเลือกทานอาหารเสริมก็ควรเลือกที่ทำมาจากปลาทะเล สังเกตปริมาณของ DHA รวมถึง EPA ที่มีอยู่จริงเทียบต่อปริมาณทั้งหมด ทั้งคู่ต้องมีมากกว่า 20% และในหนึ่งเม็ดควรจะมีสัดส่วนปริมาณของ DHA : EPA เป็น 1:2 หรือ 2:3 ที่เป็นส่วนผสมที่ออกฤทธิ์อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

– ช็อคโกแลต : แนะนำเป็นช็อคโกแลตดำนะคะ เพราะในช็อคโกแลตจะมีส่วนผสมของสารที่ช่วยให้เลือดในสมองไม่อุดตัน

– สารสกัดจากใบแปะก๊วย : เพราะใบแปะก๊วยมีสารแอนตี้ออกซิเดนท์ ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ป้องกันมะเร็ง ช่วยในเรื่องการไหลเวียนของเลือดที่จะไปเลี้ยงสมอง ช่วยให้ความจำดีขึ้น และยังช่วยยับยั้งความเสื่อมของสมองได้อีกด้วย

– วิตามิน B : คุณสมบัติของวิตามิน B คือ ช่วยในเรื่องระบบประสาท ช่วยลดอาการอ่อนเพลีย และช่วยให้การดูดซึมอาหารดีขึ้น ช่วงไหนที่มีอาการง่วงๆ มึนๆ วิตามิน B ช่วยได้เลยค่ะ

อย่างไรก็ตาม อาหารเหล่านี้เป็นเพียงตัวช่วยที่จะช่วยฟื้นฟูร่างกาย ทั้งในส่วนของสมองและระบบประสาทให้ดีขึ้น กระนั้นการฝืนธรรมชาติย่อมไม่ใช่เรื่องที่ดี เพราะร่างกายของเรามีนาฬิกาธรรมชาติที่บอกการทำงานของอวัยวะส่วนต่างๆ ในร่างกายอยู่ การดูแลตัวเองให้เข้ากับธรรมชาติจึงจะเป็นทางออกที่ดีที่สุดค่ะ

ระบบไหนในร่างกาย ทำงานช่วงไหนกันบ้าง

clock
อวัยวะต่างๆ ในร่างกายของเรานั้น มีหน้าที่การทำงานตามเวลาที่แตกต่างกันไป เช่นเดียวกับคนเรานี่ล่ะค่ะ ที่ตอกบัตรเข้าทำงานในเวลาที่ต่างกัน แต่อวัยวะต่างๆ ภายในร่างกายของเรามีเวลาในการทำงานที่สม่ำเสมอและแน่นอนกว่า และยังต้องรับช่วงต่อกันอย่างเป็นระบบแบบแผนด้วย วันนี้ มาทำความเข้าใจกับเรื่องของอวัยวะภายในร่างกายของเรากันซักหน่อยค่ะ

ไต : อวัยวะที่ทำหน้าที่กรองของเสียออกจากเลือดและขับออกพร้อมกับน้ำในรูปของปัสสาวะ ไตของเราจะทำงานในช่วงเย็นๆ คือเวลา 17.00 น. – 19.00 น. เราจะช่วยไตให้ทำงานได้อย่างเต็มที่โดยการไม่รับประทานอาหารในปริมาณมากๆ ในช่วงเวลานี้ เพราะหากเรารับประทานอาหารในปริมาณที่มาก เลือดในร่างกายจะถูกดึงไปใช้เพื่อย่อยอาหารที่บริเวณกระเพาะ และม้าม แทนที่จะไปหล่อเลี้ยงไตที่กำลังขับของเสียออกจากร่างกาย

ถุงน้ำดี : อวัยวะที่ทำหน้าที่ในการเก็บสะสมน้ำดี (bile) เพื่อช่วยในการย่อยอาหาร โดยจะมีโครงสร้างที่ติดต่อกับตับซึ่งเป็นอวัยวะที่ผลิตน้ำดี และลำไส้เล็กตอนต้น ซึ่งเป็นบริเวณที่มีการปล่อยน้ำดีออกสู่ทางเดินอาหาร ช่วงเวลาที่หลอดเลือดแดงจะนำออกซิเจนมาเลี้ยงถุงน้ำดีเพื่อให้ถุงน้ำดีทำงานได้อย่างเต็มอยู่ในช่วงเวลาระหว่าง  23.00 – 01.00 น. และจะส่งต่อให้ตับรับช่วงต่อสำหรับการทำงานในช่วงเวลา 01.00 – 03.00 โดยในช่วงเวลานี้ร่างกายของเราควรได้รับการพักผ่อนอย่างเต็มที่เพื่อให้ร่างกายขับของเสียออกจากร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดค่ะ

ปอด ต้นทางของการรับออกซิเจนโดยการหายใจ การหายใจเป็นการนำน้ำและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากเซลล์เข้าสู่หลอดเลือดและเลือดจะทำหน้าที่ลำเลียงไปยังปอด จากนั้นปอดจะทำหน้าที่กรองลิ่มเลือดเล็ก ๆ ที่ตกตะกอนออกจากเส้นเลือดดำ การทำให้ปอดแข็งแรงนั้นต้องหมั่นออกกำลังกาย เพื่อให้ปอดขยันทำงาน และช่วงเวลาที่เหมาะสำหรับการออกกำลังกายเพื่อให้ปอดแข็งแรงคือช่วงเช้า เวลาประมาณ 5.00 น และช่วงบ่ายประมาณ 15.00 – 17.00   น.

การดูแลร่างกายจากภายในไม่ใช่เรื่องยากเลยค่ะ เพียงรู้จักช่วงเวลาในการทำงานของส่วนต่างๆ เพื่อบริหารการทำงานของระบบอวัยวะภายในให้มีประสิทธิภาพสูงสุดก็จะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงและห่างไกลโรคแล้วล่ะค่ะ

หน้าหนาวกับแสงแดดแรงๆ .. มาเลือกครีมกันแดดกันซักหน่อย

sunblock
หน้าหนาวมาแล้วค่ะ ลมเย็นๆ เริ่มผ่านมาทักทายกันยาวๆ แล้ว น่าจะถูกใจหลายๆ คนที่รอคอยกันมาทั้งปีเลยทีเดียว แต่หน้าหนาว สิ่งที่ตามมานอกจากผิวแห้งๆ แล้ว คงหนีไม่พ้นแดดแรงๆ ที่พร้อมจะทำร้ายผิวสวยๆ กันได้ตลอดเวลาเลยล่ะค่ะ
แดดแรงๆ ในช่วงหน้าหนาว สาวๆ อย่าลืมหาตัวช่วยไว้บ้างนะคะ ไม่ว่าจะเป็นแว่นกันแดด หมวก ร่ม พกกันให้ครบทีเดียว แต่ที่ห้ามลืมเด็ดขาดเลยคือการทาครีมกันแดดเป็นประจำค่ะ

สาวๆ คงมีครีมกันแดดที่ใช้ประจำกันอยู่แล้ว แต่ครีมกันแดดก็มีคอลเลคชั่นใหม่ๆออกมาเรื่อยๆ แล้วทีนี้จะเลือกกันยังไงดี…
วันนี้เรามีคำแนะนำดีๆ มาฝากกันค่ะ

ก่อนอื่น ลองเชคสภาพผิวตัวเองก่อนสักนิดว่ามีลักษณะผิวแบบไหน และมีแอคทิวิตี้อย่างไรกันบ้าง

สำหรับสาวๆ ที่ผิวแข็งแรง ชอบกิจกรรมกลางแจ้ง ครีมกันแดดที่เหมาะควรเป็นชนิดครีมค่ะ เพราะเนื้อครีมจะเกาะผิวได้ดี ติดแน่น เวลามีกิจกรรมที่เหงื่อออกมากๆ ครีมก็ยังช่วยปกป้องดูแลผิวเราได้ดีอยู่

สำหรับสาวๆ ผิวบอบบาง เป็นสิวง่าย โดยเฉพาะสิวอุดตันควรเลือกครีมกันแดดชนิดเจล ชนิดน้ำ ที่บางเบากว่าเนื้อครีม แต่สำหรับชนิดนี้สาวๆ ต้องทาซ้ำบ่อยสักนิดเพราะจะได้ปกป้องผิวจากแดดได้ตลอดวันค่ะ

สำหรับหน้าหนาวอากาศแห้ง ที่มากับแสงแดดแรงๆ อาจจะเลือกใช้ครีมแบบเนื้อออยล์ ที่มีน้ำมันผสมเยอะหน่อย เผื่อเพิ่มตวามชุ่มชื้นให้ผิว แต่หลายๆ คนอาจจะไม่ค่อยชอบ เพราะอาจจะทำให้รู้สึกเหอะหนะไม่สบายผิว แถมจะนำสิวมาด้วยนี่สิคะ

เลือกเนื้อครัมที่เหมาะกับผิวได้แล้วก็อย่าเพิ่งประมาทนะคะ เพราะสาวๆ อาจจะนึกว่า เลือกครีมที่มี SPF 50 แล้วจะปกป้องผิวอยู่ได้ทั้งวัน แต่จริงๆ แล้ว ค่า SPF 50 นั้นจะปกป้องผิวได้ประมาณ 500 นาที หรือ 8 ชั่วโมงเท่านั้นค่ะ

อีกเรื่องที่สาวๆ ต้องให้ความสำคัญก็คือ วิธีการทาครีมกันแดดค่ะ ปริมาณที่เหมาะสมคือเหรียญ 50 สตางค์ แต้ม 5 จุด คือ หน้าผาก แก้มซ้ายแก้มขวา จมูก คาง แล้วเกลี่ยให้เสมอกัน อย่าทาบางๆ นะคะ เพราะครีมจะไม่ช่วยปกป้องผิวได้จริง ทาก่อนออกจากบ้านสัก 20 นาทีด้วยค่ะ

การป้องกันผิวสู้แดดร้อนอย่างบ้านเราทำไม่อยากเลยนะคะ แต่ถ้าละเลยแล้วผิวเหี่ยวย่น หน้าเลยอายุไปนี่กลับมาแก้ยากกว่าการป้องกันเยอะเลย ดูแลผิวสวยๆ ของเราให้สดใสแข็งแรงย่อมดีที่สุดค่ะ