อาบน้ำให้ถูกวิธี

Effects Of Taking A Cold Shower

วันนี้ ชวนสาวๆ มาสำรวจตัวเองกันสักหน่อย ว่าตอนอาบน้ำเราอะไรกันบ้าง เพราะหลายๆ อย่างที่เราทำกันประจำๆ เราอาจจะไม่รู้เลยว่าอาจจะเป็นผลเสียโดยไม่รู้ตัว มาไล่ดูกันตั้งแต่เส้นผม จรดไปถึงปลายเท้ากันเลยดีกว่าค่ะ
เริ่มต้นที่เส้นผม การสระผมทุกวัน ไม่ใช่สิ่งที่ดีค่ะ เพราะการสระผมทุกครั้ง หมายความถึงน้ำมันที่ถูกชะล้างออกจากโคนผม ยิ่งสระบ่อย ร่างกายของเราก็ยิ่งต้องผลิตขึ้นมาใหม่ให้เพียงพอ กลายเป็นว่าผมของเรากลับยิ่งมันขึ้นไปอีก สระผมเพียงแค่วันเว้นวัน หรือ 2 ครั้งต่อสัปดาห์ก็เพียงพอแล้วค่ะ เพียงเท่านี้ผมก็สวยเงางาม ไม่มันเยิ้มแน่นอน นอกจากนั้น การใช้ผ้าขนหนูห่อผมไว้หลังสระผมแบบในทีวี ไม่ใช้สิ่งที่ควรเลียนแบบนะคะ เพราะหลังจากเราสระผม ขณะที่เส้นผมเปียกเป็นช่วงเวลาที่เส้นผมจะอ่อนแอกว่าปกติ การไปห่อๆ หมักๆ ไว้นั้น กลับจะยิ่งทำให้เส้นผมพันกัน เป็นการทำร้ายเส้นผมแบบไม่รู้ตัว ทางที่ดี ควรใช้ผ้าขนหนูแห้งค่อยๆ ซับน้ำออกจากผมจะดีกว่า แต่อย่าขยี้ผมแรงนะคะ เดี๋ยวเส้นผมจะขาดและแตกปลายง่ายค่ะ

เพิ่มเติมอีกนิดในส่วนของหนังศีรษะ การนวดศีรษะในระหว่างการสระผม โดยเฉพาะสาวๆ ที่เข้าร้านทำผมบ่อยๆ ทราบหรือไม่คะ ว่านั่นเป็นการกระตุ้นต่อมไขมัน ให้ผลิตออกมามากเกินความจำเป็น โดยเฉพาะการนวดบริเวณกระหม่อม อันที่จริง ส่วนที่เราควรจะนวดคือปลายผมค่ะ เพราะปลายผมส่วนใหญ่มักขาดน้ำมันหล่อเลี้ยง จะแห้งอยู่บ่อยๆ

อาบน้ำเสร็จ ใครที่มัวเลือกชุดสวย ปล่อยผิวให้แห้ง ทราบหรือไม่คะว่าเรากำลังจะสูญเสียนาทีทองในการบำรุงผิวไป เพราะหลังอาบน้ำเสร็จนั้นเป็นช่วงเวลาดีที่รูขุมขนจะเปิดรับครีมบำรุงผิวที่จะไปช่วยบำรุง ฟื้นฟูผิวของเราค่ะ ซึ่งถ้ารอจนผิวแห้ง รูขุมขนก็จะปิด ทาครีมเท่าไหร่ก็ไม่ซึมเข้าผิวค่ะ ครั้งต่อไป แนะนำว่า อาบน้ำเสร็จ เช็ดตัวให้แห้งพอหมาดๆ แล้วทาครีมทันทีเลยค่ะ

ต่อมา สำหรับหนุ่มสาวนักกีฬา การไม่อาบน้ำหลังการออกกำลังกาย อันนี้ต้องระวังให้มาก ในเมื่อเราออกกำลังกายเพื่อดูแลสุขภาพแล้ว ก็ควรจะดูแลสุขผิวกันด้วย ทุกๆ ครั้งที่เราออกกำลังกาย คราบเหงื่อไคลจะทำให้เกิดแบคทีเรียที่เพิ่มจำนวนขึ้นมาก อาจทำให้เกิดผดผื่นได้ง่าย และยิ่งถ้าผิวอุดตัน หรือมีความสกปรกก็จะทำให้เกิดปัญหาสิวที่หลังได้ง่ายๆ ยิ่งไปกว่านั้น บางคนใส่เสื้อผ้าชื้นๆ ปล่อยให้ร่างกายชื้นเหงื่อ ปัญหาโรคปอดก็จะตามมาอีกด้วย ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เลยค่ะ ต่อไปนี้ ถ้าจะออกกกำลังกาย เผื่อเวลาไว้อาบน้ำด้วยนะคะ
สุดท้าย เรื่องของเท้า กับวันทั้งวันที่เราต้องใส่รองเท้าเดินไปไหนต่อไหน ยิ่งกับรองเท้าคัทชูคู่โปรดที่เท้าโดนอบเอาไว้ ยิ่งจะช่วยให้เชื้อแบคทีเรียทั้งหลายเติบโตอย่างสนุกเลยล่ะค่ะ สาวๆ บางคน พอถึงเวลาอาบน้ำก็เอาเท้าถูๆ กันยกใหญ่ จริงๆ แล้วไม่จำเป็นต้องรุนแรงถึงขนาดนั้นหรอกค่ะ การทำความสะอาดเท้าสวยๆ ด้วยสบู่อ่อนๆ แต่ขัดเบาๆ ให้ทั่วตามร่องนิ้ว ตามซอกมุมต่างๆ แล้วเช็ดให้แห้งก็พอเพียง และไม่ทำให้เกิดการถลอกของผิวหนังอีกด้วย

เอาล่ะค่ะ ว่าด้วยเรื่องการอาบน้ำตั้งแต่ผม จรดปลายเท้า แต่ขอแอบเว้นการทำความสะอาดผิวหน้าไว้ซักหน่อย ครั้งหน้าเรามาดูกันค่ะ ว่าการทำความสะอาดผิวหน้า ทำอย่างไรถึงจะเหมาะ
พบกันใหม่สัปดาห์หน้านะคะ ^^

ปวดท้อง ใครก็ไม่อยากเป็น

ปวดท้อง อาการป่วยที่ใครก็ไม่อยากเป็น ที่สำคัญ หลายๆ ครั้ง อาการปวดที่ว่า ยังเดาไม่ได้อีกว่าปวดเพราะอะไร วันนี้มาดูกันค่ะ ว่าอาการปวดแต่ละลักษณะอาจเกิดจากอะไรได้บ้าง

แสบร้อนกลางอก

อาการ : ความรู้สึก ทั้งแสบ และร้อน มักวิ่งขึ้นมาตามช่องอก
ทางแก้ : ยาลดกรดเป็นของคู่กันกับอาการนี้ ถ้าทานยาแล้วการการแสบร้อนหายไปก็สบายใจไม่ต้องกังวล แต่ถ้าอาการดังกล่าวกลับมาบ่อยๆ หรือปล่อยไว้นานๆ กรดจะทำลายหลอดอาหาร ทำให้กลืนอาหารลำบาก ไม่อยากอาหาร น้ำหนักลด จนถึงขั้นอาการรุนแรง ต้องรีบปรึกษาแพทย์

แผลเปื่อยเพปติก
อาการ : คลื่นไส้ กินแล้วหิวบ่อย ปวดท้องตื้อๆ ต่อเนื่อง
ทางแก้ : ทานยาลดกรดเพื่อลดอาการปวด อาการป่วยแบบนี้เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย H’pylori ควรปรึกษาแพทย์เพื่อเพื่อจัดการกับเจ้าเชื้อร้ายนี้ อย่านิ่งนอนใจ เพราะถ้าปล่อยไว้นานไป อาการอาจลุกลามไปถึงขั้นตกเลือด หรือลำไส้ทะลุก็เป็นได้

กระเพราะอาหาร และลำไส้เล็กอักเสบ
อาการ : ปวดเกร็งท้อง ท้องเสีย มีไข้ คลื่นไส้และปวดท้องเป็นระยะ
ทางแก้ : ดื่มน้ำเยอะๆ เพราะการถ่ายบ่อยจะทำให้ร่างกายขาดน้ำ รอดูอาการสักนิด ถ้าคุณมีภาวะขาดน้ำ ไข้ขึ้นสูงเกิน 2 วันต้องรีบปรึกษาแพทย์ด่วน
ท้องอืด
อาการ : อึดอัด บวม แน่นท้อง ปวดแปล๊บรุนแรง
ทางแก้ : ทานคาร์โบไฮเดรต จะทานโยเกิร์ต หรือสเต็กก็ได้ตามใจชอบ เพราะคาร์โบไฮเดรต และ โปรไบโอติก(ในโยเกิร์ต) จะช่วยลดแก๊สส่วนเกินในกระเพาะและลดอาการปวดแน่นท้องได้ในที่สุด

ไส้ติ่งอักเสบ
อาการ : มีอาการปวดบริเวณท้องส่วนบนอย่างมาก เหมือนโดนโจมตีอย่างเฉียบพลัน จากนั้นก็ย้ายมาทางท้องน้อยด้านขวา คลื่นไส้ อาเจียน มีไข้
ทางแก้ : รีบไปหาแพทย์ด่วนๆ เพราะอาการจะหนักขึ้นเรื่อยๆ ภายใน 24 ช.ม. ถ้าปล่อยไว้ไส้ติ่งอาจแตก เชื้อโรคกระจายไปทั่วช่องท้อง

อาการปวดท้อง อาจมีความซับซ้อนกว่าที่เราเข้าใจ ถึงแม้จะพอสังเกตได้เบื้องต้น ว่าอาการปวดของเราน่าจะเป็นเพราะอะไร แต่ถ้าอาการรุนแรง หรือไม่แน่ใจ ทางที่ดี ควรรีบไปพบแพทย์นะคะ เพราะอาการปวดอาจจะเกิดจากหลายๆ สาเหตุได้ในเวลาเดียวกัน และการปล่อยไว้นาน อาจทำให้การรักษายากขึ้นได้ค่ะ

ทำอย่างไรดี ใส่หน้ากากอนามัยแล้วสิวขึ้น ? 

การดูแลตัวเองจากเชื้อโรค และฝุ่นควันด้วยการใส่หน้ากากอนามัยเป็นเรื่องจำเป็นในปัจจุบัน แต่ปัญหากวนใจที่ตามมาคงหนีไม่พ้นเรื่องสิว ที่เห่อขึ้นบนใบหน้า วันนี้เราจึงมีข้อแนะนำดีๆ มาฝากกันค่ะ

  • เลือกหน้ากากอนามัยที่ระบายอากาศได้ดี เพราะหน้าของเราต้องสัมผัสกับหน้ากากโดยตรง หากใช้หน้ากากอนามัยทั้วไปควรหันให้ถูกด้าน โดนหันส่วนที่มีสี เช่น สีเขียว สีฟ้า สีดำ ออก เพราะส่วนนั้นจะมีสารเคลือบที่ทำให้ผิวระคายเคืองได้ หรือ ถ้าสวมใส่หน้ากากผ้า ก็ควรเลือกที่อากาศถ่ายเทได้ดี แห้งไว ไม่อับชื้น
  • เลือกหน้ากากอนามัยที่สวมใส่พอดี เพราะบางคนเลือกใช้หน้ากากที่ไม่พอดี คับเกิดไปจนเกิดการเสียดสีกับผิวหน้า ยิ่งใช้นานๆ ผิวยิ่งระคายเคือง และเกิดอาการอักเสบ จึงควรเลือกใช้ขนาดที่เหมาะสม
  • เปลี่ยนหน้ากากอนามัยบ่อยๆ อากาศบ้านเราค่อนข้างร้อน ผิวขับเหงื่อออกมาได้ง่าย จึงทำให้เป็นที่สะสมของเชื้อแบคทีเรีย เราจึงควรมีหน้ากากสำรองไว้เปลี่ยนบ่อยๆ
  • ลดการแต่งหน้า เพราะผิวของเราต้องการการระบายอากาศ การสวมใส่หน้ากากทำให้ผิวระบายอากาศได้ยากแล้ว การแต่งหน้าด้วยเครื่องสำอางก็ยิ่งทำให้ผิวระบายอากาศยากเข้าไปอีก จึงทำให้เกิดการอุดตัน ซึ่งเป็นต้นตอของการเกิดสิวนั่นเองค่ะ
  • การรักษาความสะอาก นอกจากการล้างมือบ่อยๆ แล้ว หลังจากการรับประทานอาหารเราควรบ้วนปาก และล้างบริเวณรอบๆ ปาก เพื่อให้เศษอาหาร หรือ อาหารที่กระเด็นมาติดล้างออกไป เพื่อลดการสะสมของเชื้อแบคทีเรียและนำไปสู่การสะสมของเชื้อโรคต่างๆ
  • เสริมความแข็งแรงให้ผิว นอกจากการป้องกันและรักษาความสะอาดแล้ว การมีผิวที่แข็งแรงก็นับเป็นปราการที่สำคัญที่สุดที่จะช่วยลดการเกิดสิว ก็เหมือนกับร่างกายที่แข็งแรงเราก็จะไม่ติดโรคได้ง่ายค่ะ

บอกเคล็ดลับดีๆ กับไปแล้ว อย่าลืมไปทำตามกันด้วยนะคะ หน้าจะได้สะอาดสดใสแบบไร้สิวมากวนใจกันค่ะ

คุณค่าจากเมนูอาหารจีน

ผ่านวันสารทจีนกันมาหมาดๆ วันนี้เรามาว่ากันด้วยเรื่องอาหารจีนกันซักหน่อยดีกว่าค่ะ เพราะเป็นที่ทราบกันดี ว่าวัฒนธรรมของชาวจีนหลายๆ อย่าง ได้ฝังรากลึก กลมกลืนอยู่ในวัฒนธรรมของไทยเรา ซึ่งก็รวมถึงเรื่องของอาหารการกิน ที่ชาวจีนมักจะเลือกทานอาหารที่ดี และเป็นมงคล ยิ่งในช่วงเทศกาลพิเศษต่างๆ อาหารก็จะถูกคัดสรรเป็นพิเศษอีกด้วย
ที่สำคัญทราบไหมคะ ว่าอาหารจีนหลายๆ เมนู นอกจากจะมีความหมายที่สื่อถึงเรื่องราวดีๆ แล้ว แต่ละเมนูยังซ่อนประโยชน์เอาไว้อีกมากมาย โดยเฉพาะเรื่องของการบำรุงสุขภาพ

วันนี้มาดูกันดีกว่าค่ะว่าแต่ละเมนูจะมีประโยชน์อะไรซ่อนอยู่บ้าง

“ลูกชิ้นปลา” ตามความเชื่อของชาวจีนนั้น ลูกชิ้นปลากลมๆ สีขาว มีหมายถึง ความสมบูรณ์ มีเหลือกินเหลือใช้ เพราะความกลมของลูกชิ้นหมายถึงความราบรื่น จะทำงานการอะไรก็สำเร็จได้โดยง่าย ไร้อุปสรรคค่ะ
ประโยชน์ของลูกชิ้นปลา มาจากวัตถุดิบที่เลือกใช้ เพราะการจะทำลูกชิ้นให้อร่อยก็จะต้องใช้ปลาทะเลหลายชนิดผสมกันจนเป็นสูตรเฉพาะ เนื่องจากปลาทะเลจะมีกล้ามเนื้อที่เหนียวนุ่มกว่าปลาน้ำจืด และยังมีกลิ่นคาวน้อย อร่อย เป็นที่ชื่นชอบของสมาชิกทั้งครอบครัว ด้วยวัตถุดิบจากเนื้อปลาทะเลนี่ล่ะ ที่ทำให้ลูกชิ้นปลาอุดมไปด้วยโอเมก้า 3 ที่ช่วยบำรุงสมองค่ะ

“ผัดตับกับกุยช่าย” ภาษาจีนนั้น คำว่า “ตับ” จะออกเสียงว่า “กัว” ที่แปลว่า ขุนนาง และ “กุยช่าย”จะออกเสียงว่า “กุ่ย” ที่แปลว่า แพง รวย เมนู ผัดตับกับกุยช่าย จึงหมายถึงยศศักดิ์ และฐานะที่ดี
ประโยชน์ของตับนั้น มาจากส่วนประกอบหลักที่เป็นโปรตีน สารอาหารสำคัญที่ร่างกายต้องการเพื่อใช้ในการเสริมสร้างกล้ามเนื้อและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ นอกจากนั้น ตับยังเป็นแหล่งรวมของวิตามินที่มีประโยชน์ เช่น วิตามินเอ ช่วยสร้าง บำรุงรักษาผิวหนัง และผนังเยื่อจมูก ช่องในลำไส้ ทำให้เนื้อเยื่อในตาแข็งแรง อีกทั้งตับอุดมไปด้วยธาตุเหล็ก ซึ่งเป็นแร่ธาตุที่จำเป็นในระบบหมุนเวียนเลือด ช่วยเสริมสร้างฮีโมโกลบิน (Hemoglobin) ที่เป็นส่วนประกอบสำคัญของเม็ดเลือดแดง ที่ทำหน้าที่รวมตัวกับออกซิเจนเพื่อนำไปเลี้ยงสมอง และอวัยวะส่วนต่างๆของร่างกาย


สำหรับกุยช่ายนั้น อุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์อย่างเช่น ฟอสฟอรัส แคลเซียม รวมถึงวิตามินเอ ที่ช่วยบำรุงเซลล์ในส่วนต่างๆ ของดวงตาให้แข็งแรง และเป็นสิ่งจำเป็นในการเปลี่ยนแสง ไปอยู่ในรูปของสัญญาณประสาทที่ส่วนของจอตา ช่วยในการมองเห็น และสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย ผักสีเขียวเข้มอย่างกุยช่ายยังอุดมไปด้วยธาตุเหล็กที่ช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดง และเป็นส่วนประกอบของฮีโมโกลบินในเม็ดเลือด และช่วยขจัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากร่างกาย
กลิ่นฉุนของกุยช่ายเกิดจากสารอัลลิซิน ซึ่งเป็นสารประกอบกำมะถันที่มีฤทธิ์ในการลดคลอเรสเตอรอลชนิดไม่ดีในเลือด ลดความดันเลือด ซึ่งเราสามารปรุงโดยความร้อนเพื่อให้มีรสหวานขึ้น และมีกลิ่นฉุนลดลง แต่ถ้ากินสด ๆ ก็จะได้รับวิตามินซีมากกว่าค่ะ ที่สำคัญกุยช่ายเขียวจะ ให้เบตาแคโรทีนมากกว่ากุยช่ายขาวนะคะ

“แกงจืด”ความเชื่อของชาวจีนนั้น “น้ำแกง” เป็นสัญลักษณ์ของชีวิตลูกหลาน รสของน้ำแกงที่หวานกลมกล่อม ก็จะหมายถึงชีวิตลูกหลานที่จะราบรื่นตามไปด้วย ในภาษาจีนนั้นคำว่า “แกงจืด” จะออกเสียงว่า “เช็ง-ทึง”และคำว่า “เช็ง” นี้เองที่แปลว่า ใส หรือหวาน
ประโยชน์ของแกงจืดที่มีต่อร่างกาย คือ น้ำซุปส่วนใหญ่มักปรุงจากกระดูก เนื้อสัตว์ ผัก หรือเครื่องเทศต่างๆ ซึ่งจะอุดมไปด้วยสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ทั้งยังเป็นอาหารที่ย่อยง่าย ร่างกายสามารถดูดซึมสารอาหารไปใช้ได้อย่างเต็มที่ค่ะ
“เป๋าฮื้อ”ในภาษาจีน จะเรียกหอยชนิดนี้ว่า เป๋าฮื้อ เหมือนบ้านเรา สำหรับคำว่า “เป๋า” สำหรับภาษาจีนจะแปลว่า “ห่อ” ส่วนคำว่า “ฮื้อ” นั้นจะมีความหมายว่า “เหลือกินเหลือใช้” เป๋าฮื้อจึงหมายความถึงการห่อความมั่งคั่งเหลือกินเหลือใช้นั่นเองค่ะ


“เต้าหู้”ความเชื่อของชาวจีนนั้น เต้าหู้หมายถึง ความสุขในชีวิต รวมถึงบุญกุศลอีกด้วย ในภาษาจีนออกเสียงเต้าหู้ว่า “โต ฟู ฟู” ที่แปลว่า บุญ และ ความสุข
ประโยชน์ของเต้าหู้ที่มีต่อร่างกาย คือ เต้าหู้ เป็นผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองซึ่งให้คุณค่าทางโภชนาการสูง โดยเฉพาะสารอาหารประเภทโปรตีน เต้าหู้ให้โปรตีนมากกว่าเนื้อสัตว์บางชนิดถึงสองเท่าในปริมาณที่เท่ากัน และยังมีราคาถูกอีกด้วย ทั้งยังเป็นอาหารที่ย่อยง่าย ไม่มีคอเลสเตอรอล นอกจากนั้นยังมีเลซิติน ที่ช่วยลดไขมันและช่วยส่งเสริมการทำงานของระบบประสาทที่เกี่ยวกับความทรงจำ และมีฮอร์โมนจากพืชคือ ไฟโตเอสโทรเจน ที่มีการวิจัยพบว่ามีผลในการป้องกันมะเร็ง และเป็นผลดีต่อผู้หญิงในช่วงก่อนหมดประจำเดือน คือช่วยชะลอภาวะหมดประจำเดือน และลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านมอีกด้วยค่ะ


“สาหร่ายทะเล” ความเชื่อของชาวจีนนั้น สาหร่ายสื่อถึงความร่ำรวย รวมไปถึงความโชคดีชีวิต ในภาษาจีนสาหร่ายจะออกเสียงว่า “ฮวกฉ่าย”ที่มีความหมายว่า โชคดี ร่ำรวย
ประโยชน์ของสาหร่ายที่มีต่อร่างกายคือ อุดมไปด้วย ไอโอดีน ร่างกายของเราต้องการไอโอดีนประมาณ 0.1-0.3 มิลลิกรัมต่อวัน เพื่อป้องกันโรคคอพอก นอกจากนั้นยังมี ธาตุเหล็ก ที่ช่วยบำรุงผิวพรรณให้ดูมีน้ำมีนวล บำรุงเส้นผมให้ดกดำเป็นมันเงางาม รวมทั้งมี สังกะสี ที่เป็นส่วนประกอบของเอนไซม์ในร่างกาย ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน มีใยอาหาร ช่วยทำให้ท้องไม่ผูก และยังช่วยเร่งการขับถ่ายสารพิษต่างๆ ในทางเดินอาหารอีกด้วยค่ะ

เรื่องราว ภูมิปัญญา ความรู้ และประวัติศาสตร์อันยาวนานของชาวจีน ล้วนถูกถ่ายทอดผ่านความวิจิตรบรรจงของการปรุงอาหารแต่ละเมนู ทั้งในเรื่องของความเป็นมงคลในการเรียกขาน และคุณค่า ประโยชน์ที่มีต่อร่างกาย
ได้ความรู้ดีๆ กันแล้ว ใครชอบใจกับเมนูไหน เลือกหาทานกันได้เลยค่า ^^

เครื่องดื่มสุขภาพ ทำเองได้ง่ายๆ

สภานการณ์ Covid-19 ยังคงน่าเป็นห่วง การลดการเดินทางและติดต่อพบปะกับผู้คนเป็นสิ่งที่เราต้องช่วยกัน เพื่อลดความเสี่ยงทั้งกับตัวเราเอง และกับทุกๆคน ในสังคม
ช่วงที่หลายๆ คนทำงานจากที่บ้านกันช่วงนี้ ลองมาหาอะไรใหม่ๆ อย่างเมนูเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพแบบง่ายๆ ทำกันดีกว่าค่ะ

เมนู น้ำลูกเดือยสไตล์ Raw Food ที่ใช้ส่วนผสมเพียงแค่ 4 อย่างเท่านั้น คือ ลูกเดือย ถั่วเหลือง อินทผลัมและ น้ำอัลมอลต์ ตระกูลถั่วทั้งนั้นเลยค่ะ

เตรียมส่วนผสมพร้อมแล้ว มาเริ่มทำกันเลย
– นำ “ลูกเดือย กับ ถั่วเหลืองดิบ” มาล้างน้ำสะอาดสัก 2 ครั้ง ใส่โถแช่ไว้ตั้งแต่หัวค่ำ เพราะต้องใช้เวลาถึง 1 คืนเลยทีเดียว กว่าจะนิ่มได้ที่
– ดึกหน่อยก็ถึงคราวของอัลมอนด์บ้าง ให้นำเมล็ดอัลมอนด์แช่น้ำสะอาดใช้ไว้ประมาณ 6 ชั่วโมง ที่ต้องนำมาแช่น้ำก็เพื่อลดสารท๊อกซิน ทั้งจะบดจะปั่นก็ง่ายขึ้นค่ะ สาวๆ ก็ไปพักผ่อนสวยๆ กันก่อน
– ตื่นเช้ามาก็เทน้ำออกจากลูกเดือยและถั่วเหลือง หาผ้าขาวบางมาห่อลูกเดือยและถั่วเหลืองที่ได้ แล้วนึ่งเลยค่ะ นึ่งจนสุกแล้วถึงจะเอามาพักไว้
– นำอินทผลัมไปแช่น้ำก่อนสักนิด เพราะแช่ไว้แค่ 5 นาที อินทผลัมก็นิ่มพอจะให้แกะเมล็ดด้านในออกและพร้อมปั่นแล้ว
– จากนั้น ก็ถึงขั้นตอนการปั่น นำอัลมอนด์ที่นิ่มแล้วปั่นพร้อมน้ำสะอาดสักแก้วหนึ่ง ปั่นจนละเอียดแล้วจึงกรองด้วยผ้าขาวบาง
– ได้น้ำอัลมอนด์แล้ว เอามาเพิ่มความหวานด้วยการปั่นอีกรอบ ครั้งนี้ให้ปั่นพร้อมอินทผลัมค่ะ จะได้เติมความหวานกลมกล่อม ช่วยให้อร่อยขึ้นอีกเป็นกอง
– เทน้ำนมอัลมอนด์ลงในถ้วย พร้อมใส่ลูกเดือย กับถั่วเหลืองที่นึ่งสุกแล้ว รับประทานคู่กัน อร่อยอย่าบอกใครเลยค่ะ

ทำกันง่ายๆ แต่ลองมาดูคุณค่าทางอาหารที่ได้จากเมนูนี้กันซักหน่อย
ส่วนผสมและวัตถุดิบล้วนเป็นธัญญพืช สารอาหารหลักคือโปรตีน ร่างกายของเราสามารถนำไปใช้ซ่อมแซมเซลส์ต่างๆ ช่วยชะลอวัย กับความหวานน้อยๆก็จะช่วยเพิ่มพลังและเติมความสดชื่น และไฟเบอร์ที่ได้จากอัลมอนด์ก็จะช่วยลดอัตราเสี่ยงจากการเกิดมะเร็งได้อีกด้วย

เป็นอย่างไรคะ เมนูง่ายๆกับคุณภาพคับแก้วเมนูนี้เริ่มน่าสนใจมากขึ้นหรือยัง
พร้อมแล้ว ลุยค่ะ ^^

๑๒ สิงหาคม ๒๕๖๔ วันเฉลิมพระชนมพรรษา

๑๒ สิงหาคม ๒๕๖๔ วันเฉลิมพระชนมพรรษา

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง


ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม ขอเดชะ

ข้าพระพุทธเจ้า คณะผู้บริหารและพนักงานไลฟ์ เซ็นเตอร์ คิวเฮ้าส์ ลุมพินี

อาการเครียด ที่อาจนำไปสู่โรคอ้วน

หลายๆ คน คงจะเคยได้ยินกันมาบ้าง ว่าความเครียดเป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของความอ้วน

เรื่องนี้จะจริงหรือไม่ และ มีเหตุผลอย่างไร วันนี้ มาไขข้อข้องใจกันดีกว่าค่ะ

ในการใช้ชีวิตประจำวัน เราต่างก็ต้องพบเจอกับความเครียดกันเป็นเรื่องปกติ ไม่ว่าจะเป็นความเครียดจากการทำงาน ความเครียดจากการเดินทางในการจราจรที่แน่นขนัดของเมืองหลวง หรือแม้แต่ความเครียดที่เรารับมาจากผู้คนรอบๆ ตัว ความเครียด ทั้งที่เรารู้ตัว และไม่รู้ตัวนี่ล่ะค่ะ เป็นสาเหตุหนึ่งของความอ้วนของเราเลยทีเดียว

เพราะในขณะที่เราสะสมความเครียดเอาไว้ สมองของเรา ก็จะสั่งการไปยังต่อมหมวกไต (Adrenal Gland)  ให้หลั่งฮอร์โมน คอร์ติโซล (Cortisol) ออกมา ฮอร์โมนชนิดนี้ อันที่จริงแล้วมีความจำเป็นต่อร่างกายของเราค่ะ คือจะเป็นฮอร์โมนที่ร่างกายสร้างขึ้นมากในช่วงเช้า เพื่อกระตุ้นการทำงานของร่างกาย เช่น ให้หัวใจทำงานมากขึ้นเพื่อส่งเลือดไปเลี้ยงสมอง หรือเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือด เพื่อให้ร่างกายพร้อมสำหรับการรับมือกับกิจกรรมของแต่ละวัน โดยหลังจากที่ร่างกายมีความพร้อมแล้ว ร่างกายก็จะผลิตฮอร์โมนตัวนี้ลดลงไปเรื่อยๆ ในระหว่างวัน

อย่างไรก็ตาม ฮอร์โมนชนิดนี้ ยังมีผลในอีกด้านหนึ่งด้วย โดยเฉพาะเมื่อร่างกายได้สร้างขึ้นมาในปริมาณที่มากจนเกินไป คือ จะเป็นตัวกระตุ้นให้ร่างกายมีความอยากอาหารมากขึ้น รวมถึงส่งผลให้เซลล์ไขมันในช่องท้องสร้างไขมันสะสมมากขึ้น เพื่อเป็นพลังงานสำรอง การสะสมพลังงานนี้ เป็นกลไกทางสมองที่ทำงานโดยอัตโนมัติ เพื่อเตรียมพลังงานไว้ชดเชยกับพลังงานที่สูญเสียไปกับกิจกรรมของวัน และกับความเครียด ร่างกายจึงต้องเตรียมสะสมพลังงานไว้ล่วงหน้า และนี่ล่ะค่ะ เหตุผลหลักๆ ของความอ้วน ที่เกิดจากความเครียด ซึ่งก็คือ ความอยากอาหารที่เพิ่มขึ้น และการสะสมของไขมันที่มากกว่าปกติ

ฮอร์โมนคอร์ติโซล ยังหลั่งออกมามากขึ้นในผู้ที่อดนอนอีกด้วยค่ะ เพราะการอดนอน ทั้งการนอนผิดเวลา หรือนอนน้อยกว่า 6-8 ชั่วโมงต่อวัน นั้น จะส่งผลร่างกายเกิดความเครียดสะสม ทำให้ร่างกายต้องสร้างฮอร์โมนชนิดนี้เพิ่มขึ้น เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่เรามักจะได้ยินว่าการอดนอนมีผลให้เกิดโรคอ้วน ก็เพราะการสร้างฮอร์โมนคอร์ติโซลนี่ล่ะ สำคัญไปกว่านั้น ปริมาณของฮอร์โมนคอร์ติโซลในกระแสเลือดที่มากเกินไป ยังจะส่งผลกระทบต่อการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกาย และอาจส่งผลต่อการเกิดโรคต่างๆ อีกมากมายเลยค่ะ ทั้งโรคหัวใจ ความดัน โรคกระเพาะ รวมถึงมะเร็งบางชนิดอีกด้วย
เอาล่ะค่ะ รู้กันอย่างนี้แล้ว คงพอเห็นถึงความสำคัญ ของการระมัดระวังในการดำเนินชีวิต เพื่อรักษาสมดุลของร่างกาย รวมถึงการผลิตฮอร์โมนชนิดต่างๆ กันแล้ว มาวางแผนการดูแลสุขภาพกันซักหน่อยดีกว่าค่ะ ให้ร่างกายได้พักผ่อนอย่างเหมาะสม นอนหลับให้เพียงพอ พยายามลดภาวะเครียด อาจจะด้วยการผ่อนคลาย หาเวลาพักผ่อนบ้าง ฟังเพลง ฝึกสมาธิ เล่นกีฬา หรือหากิจกรรมยามว่างที่ช่วยให้จิตใจได้พักบ้าง รวมทั้งเว้นช่วงให้สมองได้พักในระหว่างวัน อย่าเคร่งเครียดกับงานเป็นช่วงเวลานานๆ เพราะความเครียด ไม่ได้มีผลเพียงแค่จิตใจ แต่ยังส่งผลทั้งต่อความอ้วน และโรคภัยอีกมากมายที่อาจตามมาค่ะ…

ส่งท้ายบทความวันนี้  ขอให้ทุกท่านมีสุขภาพที่สมบูรณ์แข็งแรงทั้งกายและ ใจ นะคะ

Food Enzyme เอนไซม์สำคัญสำหรับทุกๆ คน

เอนไซม์ (Enzyme) คือสารที่ทำหน้าที่เป็นตัวเร่งการทำงานของระบบต่างๆ ที่อยู่ในร่างกายของเรา เป็นเสมือนตัวตั้งต้นของภูมิคุ้มกันในร่างกาย ถ้าร่างกายของเรามีปริมาณเอนไซม์ที่ไม่สมดุล จนถึงขั้นขาดเอนไซม์เมื่อไร ก็จะส่งผลกระทบต่อการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกายทันที ตั้งแต่ระบบการย่อยอาหาร ระบบการเผาผลาญอาหาร ระบบการขับถ่าย ระบบการให้พลังงานกับร่างกาย ระบบภูมิคุ้มกัน รวมไปถึงระบบการซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ

ก่อนอื่นมาทำความรู้จักกับประเภทของเอนไซม์กันซักหน่อยก่อนดีกว่าค่ะ

Metabolic Enzyme เราอาจจะเข้าใจว่า Metabolic Enzyme เป็นเพียงเอ็นไซม์ที่ช่วยในการเผาผลาญ และให้พลังงานกับร่างกาย แต่จริงๆ แล้ว นอกจากจะช่วยเผาผลาญอาหารแล้ว เอนไซม์ประเภทนี้ยังช่วยสร้างพลังงาน สร้างภูมิต้านทาน ทำให้ร่างกายของเราเจริญเติบโต รวมทั้งช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ทั้งยังช่วยต้านทานโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ อีกด้วย

Digestive Enzyme เป็นเอนไซม์ที่ช่วยในเรื่องการย่อยอาหาร และเป็นเอนไซม์ที่ร่างกายของเราสามารถผลิตขึ้นมาได้เอง โดยตับอ่อนจะรับหน้าที่ในการผลิตเอนไซม์ส่วนนี้ เพื่อย่อยอาหาร และดูดซึมสารอาหารที่เรารับประทานเข้าไป ทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารที่มีคุณค่า

Food Enzyme เป็นเอนไซม์ที่ได้จากอาหาร พบได้ในอาหารสด อาหารที่ไม่ผ่านการปรุง แบ่งเป็น เอนไซม์จากพืช (Plant Enzyme) และ เอนไซม์จากสัตว์ (Animal Enzyme) ซึ่งการประกอบอาหารโดยนำไปผ่านความร้อนจะทำลายเอนไซม์เหล่านี้ไป

Food Enzyme เป็นเอนไซม์ที่ได้จากอาหารที่เราทานเข้าไป แม้ว่าร่างกายของเราจะผลิตเอนไซม์ได้ แต่ก็ผลิตได้เพียงในระดับหนึ่ง ไม่เพียงพอกับความต้องการ โดยเฉพาะในปัจจุบัน เรามักบริโภคอาหารที่ไม่เหลือเอนไซม์แล้ว เช่น อาหารที่ปรุงแต่งด้วยสารเคมี อาหารฟาสต์ฟู้ด อาหารที่ผ่านความร้อนนานๆ อาหารแช่แข็ง อาหารที่เก็บไว้เป็นเวลานาน รวมถึงการดื่มแอลกอฮอล์ การรับประทานยา พฤติกรรมการบริโภคเช่นนี้ นอกจากเราจะไม่ได้รับเอนไซม์แล้ว ร่างกายยังต้องใช้เอนไซม์ที่มีอยู่ในการย่อยอาหารเหล่านี้ และการผลิตเอนไซม์ของร่างกายก็จะถดถอยลงไปอีกด้วย ทำให้ร่างกายเสื้อมสภาพ แก่เร็ว หรือเป็นโรคต่างๆ ได้ง่าย

เอนไซม์ที่เราสามารถรับได้จากภายนอกนั้น ส่วนใหญ่จะอยู่ในผัก และผลไม้ต่างๆ รวมทั้งเนื้อสัตว์ด้วย โดยผัก และผลไม้จะต้องยังคงความสด ไม่ผ่านกระบวนการปรุงด้วยความร้อน เพราะ เนื้อสัตว์ ผัก หรือผลไม้ เมื่อผ่านความร้อนก็จะทำให้เอนไซม์ลดน้อยลง โดยในส่วนของผักและผลไม้นั้น เมื่อเก็บเกี่ยวจากต้นใหม่ๆ จะมีเอนไซม์อยู่เป็นจำนวนมาก ทว่ายิ่งเก็บไว้นานเท่าใด เอนไซม์เหล่านั้นก็จะค่อยๆ ลดลงไปอย่างรวดเร็ว นอกจากนั้น สารเคมี ยาฆ่าแมลง ยังเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ปริมาณเอนไซม์ในพืชผักลดลง

ดังนั้นหากต้องการอาหารที่อุดมด้วยเอนไซม์ จึงควรเลือกอาหารที่สด ใหม่ ปราศจากสารเคมี รวมทั้งไม่ผ่านความร้อนนั่นเองค่ะ และนี่คือที่มาของทางอาหารประเภท Raw Food และ Vegan Food ซึ่งเป็นเหมือนทางออกของการเติมเอนไซม์ เป็นทางเลือกของอาหารที่ดี และเป็นประโยชน์มากๆ ให้กับร่างกายของเรานั่นเองล่ะค่ะ

คอเรสเตอรอล อันตราย ที่มาจากอาหาร และความละเลยในเรื่องสุขภาพ


ทุกคนคงจะพอคุ้นเคยกับคอเรสเตอรอลกันพอสมควร ก็เจ้าคอเรสเตอรอลนี่ล่ะค่ะ ที่อาจเป็นสาเหตุให้เกิดโรคที่อันตรายถึงชีวิตกันได้หลายอย่างเลย โดยหากร่างกายของเรามีคอเรสเตอรอลสูง ก็จะเป็นสาเหตุทำให้ไขมันไปสะสมอยู่ตามผนังหลอดเลือดต่างๆ ทำให้เลือดไหนผ่านได้ยากขึ้น หากเป็นหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ ก็จะทำให้เสี่ยงต่อโรคหัวใจล้มเหลว และหากเป็นหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง ก็อาจก่อให้เกิดคามเสี่ยงต่อโรคเส้นโลหิตในสมองแตก หรือเกิดภาวะเส้นเลือดสมองอุดตันได้

วิธีการดูแลสุขภาพ เพื่อลดความเสี่ยงจากการมีคอเรสเตอรอลสูง ทำได้ไม่ยาก ที่สำคัญคงจะเป็นเรื่องของโภชนาการค่ะ  การระมัดระวังในเรื่องของคอเรสเตอรอลนั้น แนะนำว่า ในแต่ละวัน เราควรบริโภคอาหารที่ปรุงด้วยไขมันไม่เกิน 5-7 ช้อนชา ทานผัก และผลไม้สด ให้มากขึ้น และเลือกทานเนื้อปลา แทนที่เนื้อสัตว์ชนิดอื่นที่มีไขมันสูง ที่สำคัญ ควรออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ เพื่อให้ร่างกายสร้างไขมันประเภท HDL ขึ้นมาให้มากขึ้น เป็นตัวช่วยในการขจัดไขมันตัวร้ายออกจากร่างกายของเราค่ะ

สำหรับผู้ที่เริ่มมีปัญหาคอเรสเตอรอลสูง โดยทั่วไป อาจจะมีทางเลือกสองอย่าง คือการใช้ยาตามคำสั่งแพทย์ ซึ่งก็มักจะเป็นยาในกลุ่มสแตติน หรืออีกทางเลือกหนึ่ง คือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้ชีวิตของเราเองค่ะ วิธีหลังนี้ นอกจากจะไม่ต้องง้อยาแล้ว ยังจะช่วยให้สุขภาพดีขึ้นในส่วนอื่นๆ อีกด้วย
มาดูกันค่ะ ว่าการดูแลสุขภาพ สำหรับผู้ที่มีคอเรสเตอรอลสูง โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมนั้นมีอะไรบ้าง

อย่างแรก ลองลดน้ำหนักดูค่ะ การลดน้ำหนักลง 5-10% จะมีผลต่ออัตราการลดลงของคอเรสเตอรอลในเลือดอย่างมีนัยเลยทีเดียว ควบคุมปริมาณอาหาร ลดแป้ง ไขมัน และน้ำตาล ให้พอเหมาะกับปริมาณพลังงานที่ร่างกายต้องใช้จากกิจกรรมในแต่ละวัน  และออกกำลังกายสม่ำเสมอ เท่านี้ เดี๋ยวน้ำหนักก็จะเริ่มลดลงแล้วค่ะ

อย่างที่สอง เลือกทานอาหาร ผู้ที่มีคอเรสเตอรอลสูง ควรหลีกเลี่ยงการทานไขมันประเภทอิ่มตัว เปลี่ยนเป็นการทาน ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว ที่ได้จาก น้ำมันมะกอก ,ถั่วลิสง และน้ำมันคาโนลา เป็นต้น หลีกเลี่ยงของทอด หรืออาหารที่มีไขมันสูง อาหารทะเลที่มีคอเรสเตอรอลสูง เครื่องในสัตว์ เนื้อสัตว์ที่มีไขมันสูง และเปลี่ยนมาทานเนื้อปลา ผัก และผลไม้ ให้มากขึ้น

อย่างที่สาม ออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ การออกกำลังกาย นอกจากจะทำให้ร่างกายสร้างไขมันประเภท HDL มากขึ้นแล้ว ยังทำให้ระบบต่างๆ ของร่างกายทำงานได้เต็มประสิทธิภาพขึ้นอีกด้วย สำหรับผู้ที่มีคอเรสเตอรอลสูง ควรออกกำลังกายอย่างน้อย สัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง ครั้งละไม่น้อยกว่า 30 นาที โดยเลือกการออกกำลังกายให้เหมาะสมกับสภาพร่างกาย ทางเลือกดีๆ ของการออกกำลังกายมีหลายอย่างเลยค่ะ ทั้งการเดิน การปั่นจักรยาน หรือการว่ายน้ำ เหล่านี้ เป็นการออกกำลังกายที่มีการกระเทือนต่อร่างกาย และเสี่ยงต่ออาการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อและกระดูกน้อยกว่าการออกกำลังประเภทอื่นๆ

อย่างสุดท้าย พักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำให้มากขึ้น และพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ เพราะการรักษาร่างกายให้แข็งแรง ได้รับการพักผ่อนให้เพียงพอ จะเป็นการทำให้ระบบต่างๆ ของร่างกายมีความสมดุล มีผลต่อการสร้างเคมี และการรักษาฟื้นฟูตัวเองของร่างกายเรา ทั้งการตรวจสุขภาพ เพื่อให้รู้ถึงสภาพของร่างกายเรา ยังเป็นการดูแลสุขภาพในองค์รวมเพื่อให้เรารู้ถึงอาการผิดปกติ หรือความไม่สมดุลที่อาจเกิดขึ้นตั้งแต่เนิ่นๆ ค่ะ

Growth Hormone ฮอร์โมนสำคัญที่หลั่งในระหว่างการนอน


หลายๆ คน คงเคยได้ยินคำว่า โกรทฮอร์โมนกันบ่อยๆ ฮอร์โมนชนิดนี้ มีความสำคัญอย่างไรกันบ้าง วันนี้ มาทำความรู้จักกันค่ะ

โกรทฮอร์โมน (growth hormone) เป็นฮอร์โมนประเภทโปรตีน ที่เรียกว่าเปปไทด์ฮอร์โมน ถูกผลิตขึ้นและหลั่งออกมาจากเซลล์ที่มีชื่อเรียกว่า โซมาโตรโทรฟ (somatotrophs) ซึ่งอยู่ในจากต่อมใต้สมองส่วนหน้า เป็นฮอร์โมนที่มีผลต่อการเจริญเติบโต รวมทั้งกระบวนการเมตะบอลิสซึมของร่างกาย โดยการสร้างโกรทฮอร์โมนนั้นจะมีผลมาจากปัจจัยต่างๆ หลายอย่าง ทั้งในแต่ละช่วงอายุก็จะมีการหลั่งโกรทฮอร์โมนในระดับที่ไม่เท่ากันค่ะ

โกรทฮอร์โมนนั้นจะถูกผลิตขึ้นในขณะที่เรานอนหลับ โดยจะมีการหลั่งมากในชั่วโมงแรกของการนอนหลับสนิท และจะถูกส่งไปยังตับเพื่อเปลี่ยนเป็นสารคล้ายอินซูลิน หรือที่เรียกว่าโซมาโตเมดิน (Somatomedin) เพื่อนำไปใช้ในการเสริมสร้างเนื้อเยื่อของร่างกายเรา

โกรทฮอร์โมนนั้น มีความสำคัญเป็นอย่างมากต่อการเจริญเติบโต โดยเฉพาะในวัยเด็กซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยควบคุมการเจริญเติบโตของกระดูก และกล้ามเนื้อให้แข็งแรงตลอดจนถึงช่วงอายุ 25 ปี รวมถึงมีผลต่อการสร้างภูมิต้านทาน และพัฒนาการทางสมองอีกด้วย

สำหรับผู้ใหญ่ โกรทฮอร์โมนก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะเป็นฮอร์โมนที่จะถูกส่งต่อผ่านกระแสเลือดไปยังตับ เพื่อให้ผลิตสารคล้ายอินซูลิน  Insulin-Like Growth Factor-1 (IGF-1) หรือ โซมาโตเมดิน (Somatomedin) ที่จะมีส่วนช่วยในการป้องกัน และยืดอายุของเซลล์ ทำให้ร่างกายไม่ทรุดโทรม หรือเสื่อมสภาพก่อนเวลาอันควร ทั้งยังช่วยกระตุ้นการทำงานของร่างกายในการเผาผลาญอาหารและน้ำตาลที่ได้จากการย่อยอาหาร ผลจาก IGF-1 ยังมีส่วนช่วยในการบำรุงกระดูก และกล้ามเนื้อ ที่รวมถึงกล้ามเนื้อหัวใจ ช่วยลดอัตราเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ ช่วยให้ระบบประสาท ความจำ และสายตาทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนั้น ยังมีรายงานถึงผลของ IGF-1 ต่อการช่วยเพิ่มเพิ่มระดับเม็ดเลือดขาว และการทำให้ร่างกายแข็งแรงมีชีวิตชีวา ดูอ่อนกว่าวัยอีกด้วยค่ะ

กับประโยชน์ที่มากมายขนาดนี้ แต่ระดับของโกรทฮอร์โมนกลับลดลงเรื่อยๆ ตามอายุที่เพิ่มขึ้น โดยเริ่มต้นจากการหลั่งในระดับสูงมากที่สุดในช่วงที่อยู่ในครรภ์มารดา จากนั้นจะลดลงเรื่อยๆ เมื่อเข้าสู่วัยเด็ก จนเริ่มเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น ที่ฮอร์โมนนี้จึงจะกลับมาหลั่งมากขึ้นอีกครั้ง โดยจะหลั่งในขณะที่เรานอนหลับ ช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโต ทั้งในส่วนโครงสร้างกระดูก กล้ามเนื้อ และสมอง หลังจากนั้น ต่อมพิทูอิทารี่ภายในสมองที่มีหน้าที่ผลิตโกรทฮอร์โมนจะเริ่มทำงานลดลง พบว่าหลังจากอายุ 20 ปีเป็นต้นไป การผลิตโกรทฮอร์โมนในร่างกายเรา จะลดลงอย่างน้อย 14% ในทุกๆ 10 ปี ทำให้เราอาจจะสรุปค่าเฉลี่ยของการผลิตโกรทฮอร์โมนแบ่งตามช่วงอายุได้ดังต่อไปนี้ คือ

อายุ 30 ปี ระดับโกรทฮอร์โมนคงเหลือ 86% ของวัยเด็ก
อายุ 40 ปี ระดับโกรทฮอร์โมนคงเหลือ 72% ของวัยเด็ก
อายุ 50 ปี ระดับโกรทฮอร์โมนคงเหลือ 58% ของวัยเด็ก
อายุ 60 ปี ระดับโกรทฮอร์โมนคงเหลือ 44% ของวัยเด็ก
อายุ 70 ปี ระดับโกรทฮอร์โมนคงเหลือ 30% ของวัยเด็ก

และหากใครเริ่มกังวล ว่าร่างกายของเรา เริ่มเสื่อมลง อันเป็นผลมาจากระดับของโกรทออร์โมนที่ลดน้อยลง ลองมาสังเกตกันดูค่ะ กับบางส่วนของสัญญาณ ที่เกิดจากปริมาณโกรทฮอร์โมนที่น้อยลง

– เริ่มหลงลืม ความจำเสื่อมลง
– มีอาการอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย อารมณ์ไม่คงที่
– มีอาการของโรคกระดูกพรุน
– การเคลื่อนไหวขาดความกระฉับกระเฉง เฉื่อยชา
– เริ่มมีปัญหาทางสายตา
– มีผมขาว และเส้นผมบางลง
– ผิวหนังขาดความยืดหยุ่น ชุ่มชื้น หน้ามีกระฝ้า ผิวหนังเหี่ยวย่นหย่อนยาน
– คลอเลสเตรอรอน และไตรกีเซอร์ไรด์สูง
– ความดันโลหิตสูงหรือต่ำมากไป

นอกจากนั้น สัญญาณเตือนยังรวมถึงการมีน้ำหนักส่วนเกิน นอนหลับไม่ค่อยสนิท มีอาการป่วยมารบกวนบ่อยขึ้น รวมถึงสมรรถภาพทางเพศที่ลดลง
หลายๆ คนอาจจะเริ่มกังวล เพราะสัญญาณเตือนบางอย่างเริ่มมีให้เห็น แต่ขอบอกว่ายังไม่สายจนเกินไปค่ะ เพราะกระบวนการสร้างโกรทฮอร์โมนเป็นกระบวนการตามธรรมชาติ ที่แม้ว่าจะมีวิทยาการที่ก้าวหน้าที่อาจจะช่วยเสริมสร้างการผลิตโกรทฮอร์โมนได้ แต่การดูแลสุขภาพให้สมบูรณ์แข็งแรง ยังคงเป็นสิ่งที่ดีที่สุดค่ะ ออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ นอนพักผ่อนให้เพียงพอ โดยเฉพาะควรเข้านอนแต่หัวค่ำ รวมถึงดูแลเรื่องของโภชนาการให้ครบถ้วน ควรบริโภคเนื้อสัตว์บ้าง หรือในผู้ที่ทานมังสวิรัติ ก็ควรเสริมอาหารประเภทโปรตีนให้เพียงพอ เพราะสารอาหารบางชนิดที่มีความจำเป็นในการสร้างฮอร์โมนเพื่อรักษาสมดุลในร่างกายนั้น พบได้ในอาหารประเภทโปรตีน ทั้งจากพืช และจากสัตว์ค่ะ