ดูแลฟันซี่แรกของเจ้าตัวน้อย

bbt.jpg
เรื่องฟัน เรื่องสำคัญสำหรับคุณแม่ๆ โดยเฉพาะเมื่อเจ้าตัวเล็กฟันเริ่มขึ้น การดูแลรักษาฟันให้สะอาดแข็งแรงเป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ต้องใสใจเป็นพิเศษ เพราะหากปล่อยให้ฟันมีปัญหา หรือเจ้าตัวเล็กฟันผุขึ้นมาเมื่อไหร่ เรื่องราวจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ทันทีเลยล่ะค่ะ

วันนี้ เรามีคำแนะนำดีๆ เกี่ยวกับการดูแลฟันสำหรับสมาชิกตัวน้อยๆ มาฝากกันค่ะ
การดูแลฟันในวัยเด็กนั้น เราให้ความสำคัญกับ 2 เรื่องหลักๆ คือ การเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับฟัน และการดูแลทำความสะอาดฟัน

การเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับฟัน สามารถทำได้ตั้งแต่ตอนคุณแม่ตั้งครรภ์ และระหว่างการให้นมบุตร เริ่มต้นกันตั้งแต่การคัดสรรอาหารทั้งสำหรับคุณแม่ และอาหารสำหรับทารกกันเลยค่ะ ส่วนนี้จะมีผลต่อการเสริมสร้างให้เจ้าตัวน้อยมีฟันที่แข็งแรง โดยคุณแม่ขณะตั้งครรภ์ และระหว่างการให้นมบุตร ควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ตามหลักโภชนาการและเน้นอาหารที่มีแคลเซี่ยมสูง เช่น นม ปลาตัวเล็กๆ ไข่ ผักใบเขียว เป็นต้น เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับกระดูกและฟัน

ต่อมา สำหรับในวัยทารก ซึ่งเป็นวัยที่ยังไม่มีฟันขึ้น เจ้าตัวเล็กควรได้รับนมแม่ซึ่งมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาของร่างกาย ทั้งการดูดนมแม่นั้นทารกยังได้รับความอบอุ่น และเกิดการพัฒนาทางด้านอารมณ์ที่ดีอีกด้วย กระนั้น แม้ว่าฟันจะยังไม่ขึ้น แต่คุณพ่อ คุณแม่ก็จำเป็นต้องทำความสะอาดช่องปากให้กับลูกน้อยด้วยเช่นกันนะคะ เพราะในน้ำนมก็มีน้ำตาลซึ่งจะเป็นอาหารให้กับเชื้อโรคในช่องปาก หากไม่ทำความสะอาด เชื้อโรคก็จะสะสมมากขึ้นๆ ปรากฏเป็นฝ้าขาวที่ลิ้น เกิดแผลในช่องปาก และทำให้ทารกป่วยได้ง่าย
การทำความสะอาดฟันในระยะนี้ ทำได้ง่ายๆ เพียงแค่ให้ทารก ดูดน้ำตามหลังการดื่มนม และเช็ดช่องปากทารกให้สะอาดด้วยการเอาผ้าก็อส หรือสำลีสะอาดชุบน้ำต้มสุก พันปลายนิ้ว เช็ดกระพุ้งแก้ม สันเหงือกและลิ้นให้ทั่ว เวลาเช็ดคุณพ่อ คุณแม่อย่าเครียดนะคะ เล่นกับลูกไปด้วย เด็กส่วนใหญ่จะไม่ชอบให้เช็ด ต้องเล่นไปด้วย แนะนำให้ทำทุกครั้งที่ดื่มนมเสร็จค่ะ จะทำให้ลูกเกิดความเคยชิน และเรียนรู้ว่าดื่มนมเสร็จต้องเช็ดช่องปาก พอฟันขึ้นการแปรงฟันจะได้ไม่เป็นเรื่องที่ยุ่งยากอีกต่อไป

เมื่อฟันขึ้นใหม่ๆ คุณพ่อคุณแม่อาจตื่นเต้น แต่คุณพ่อ คุณแม่ต้องระวังเรื่องความสะอาดมากขึ้น โดยหาแปรงสีฟันที่เป็นยางหรือซิลิโคนมาให้เด็กกัดเล่นก็ได้ โดยคุณพ่อคุณแม่ยังคงต้องเช็ดฟันที่ขึ้นให้สะอาดเป็นประจำด้วยนะคะ ในช่วงนี้ หากพบว่าฟันลูกชิดกันมากก็อาจจะต้องปรึกษาแพทย์ในการใช้ไหมขัดฟันด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อฟันกรามน้ำนมขึ้นแล้ว ก็ควรที่จะใช้ไหมขัดฟันอย่างสม่ำเสมอทุกวัน อย่างน้อยวันละ 1 ครั้งก่อนนอนค่ะ

เด็กจะเริ่มมีฟันน้ำนมซี่แรกขึ้นตอนอายุ 6 เดือน และขึ้นจนครบตอนอายุประมาณ 2 ขวบครึ่ง หลังจากนั้น ฟันน้ำนมจะทยอยหลุดออกไปเองหากตำแหน่งของหน่อฟันแท้อยู่ตรงกับฟันน้ำนมซี่นั้น และจะขึ้นจนครบเมื่อประมาณอายุ 25 ปีค่ะ ดังนั้นเด็กจะมีระยะฟันที่เรียกว่า “ฟันผสม” อยู่ในช่วงอายุระหว่าง 2-3 ปี จนถึง 12-15 ปีค่ะ
สิ่งสำคัญอีกอย่างที่คุณหมอแนะนำ คือ เรื่องอาหาร เมื่อเด็กโตขึ้นร่างกายย่อมต้องการอาหารเพิ่มขึ้นนอกเหนือจากนมที่รับประทานมาแต่แรกเกิด เพราะฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่ต้องปลูกฝังอุปนิสัย “ไม่ติดหวาน” กับลูกด้วย เพราะนอกจากจะทำให้ฟันผุง่ายแล้ว ยังทำให้เกิดโรคอ้วนตามมาอีกด้วยค่ะ หากเราปลูกฝังอุปนิสัยที่ถูกต้องให้กับลูกของเราตั้งแต่วัยเด็กแล้วโอกาสเกิดฟันผุ หรือต้องสูญเสียฟันก่อนกำหนดก็จะลดน้อยลงไป

เอาล่ะค่ะ ได้ทราบกันแล้ว ถึงวิธีดูแลฟันของเจ้าตัวเล็ก คงช่วยให้คุณพ่อคุณแม่ ดูแลฟันของเจ้าตัวเล็กกันได้อย่างถูกวิธี จะได้มีสุขภาพฟันที่ดี แข็งแรง และสร้างเสริมลักษณะนิสัยที่ดีให้กับเด็กๆ ในระยะยาวนะคะ

เรื่องหวานๆ ของน้ำตาล กับอันตรายใกล้ๆ ตัว

sugar.jpg
วันนี้ ใครที่มีน้ำหนักเกิน พยายามลดเท่าไหร่ก็ไม่ได้ผล ต้องอ่านเรื่องนี้เลยค่ะ.. เรื่องของน้ำตาล

แม้ว่าน้ำตาลโดยตัวเองจะไม่ได้ให้โทษกับร่างกาย แต่ก็หมายความว่า การบริโภคน้ำตาลนั้นจะต้องอยู่ในปริมาณที่เหมาะสม ไม่มากจนเกินไป เพราะน้ำตาล เป็นแหล่งอาหารประเภทพลังงาน เช่นเดียวกับคาร์โบไฮเดรต หรืออาหารจำพวกแป้งต่างๆ ซึ่งหากได้รับในปริมาณที่มากจนเกินจากที่ร่างกายจำเป็นต้องใช้ ร่างกายของเราก็จะมีกระบวนการเปลี่ยนแป้งให้ไปอยู่ในรูปของไขมัน โดยการทำงานของฮอร์โมนอินซูลินเป็นกลไกหลัก

การได้รับน้ำตาลในปริมาณที่มากจนเกินไปนี่ล่ะค่ะ ที่จะส่งผล ในด้านต่างๆ นอกเหนือจากเรื่องของไขมัน น้ำหนักส่วนเกิน ไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์สูง ที่ส่งผลในอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ และหลอดเลือดแล้ว อันตรายที่เกิดขึ้นนั้นยังรวมถึงการที่ ร่างกายหลั่งสารอินซูลินออกมาในปริมาณที่มาก ซึ่งจะมีผลทำให้เพิ่มความเสี่ยงในการเกิดการอักเสบของผนังหลอดเลือด และทำให้ร่างกายลดการผลิตฮอร์โมนที่เป็นตัวช่วยในระบบภูมิคุ้มกัน จึงเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ อีกด้วย

เมื่อพูดถึงน้ำตาล เราอาจจะนึกไปถึงเพียงน้ำตาลทราย ที่เราเห็นกันอยู่ในทุกวัน ไม่ว่าจะใช้ในการประกอบอาหาร เติมในเครื่องดื่ม หรือเป็นส่วนประกอบในขนมหวาน แต่ที่จริงแล้ว น้ำตาล แทรกอยู่ในชีวิตประจำวันเราในอีกหลายรูปแบบเลยค่ะ ไม่ว่าจะอยู่ในรูปของน้ำเชื่อม น้ำผึ้ง น้ำตาลไอซิ่ง น้ำตาลมะพร้าว น้ำตาลปึก เด็กโตส มอลโตส ซึ่งหลายคนเข้าใจว่าการใช้น้ำผึ้ง หรือน้ำตาลทรายไม่ฟอกสีนั้นดีกว่าน้ำตาลทรายขาว แต่ท้ายที่สุดแล้ว น้ำตาลก็คือน้ำตาล เมื่อบริโภคเข้าไปแล้ว ร่างกายก็จะหลั่งอินซูลินออกมาเหมือนกัน และส่งผลกระทบต่อร่างกายไม่ต่างจากน้ำตาลทรายขาวค่ะ

น้ำตาลในรูปแบบต่างๆ กัน แทรกอยู่ในชีวิตประจำวันของเราโดยที่หลายๆ ครั้งเราไม่เคยได้สังเกต ทำให้เรารับเอาน้ำตาลเข้าสู่ร่างกายในปริมาณที่มากจนเกินความจำเป็นของร่างกายไปโดยไม่รู้ตัว อาหารแทบทุกจาน มักจะมีน้ำตาลในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งประกอบอยู่ด้วยเสมอ รวมถึง เครื่องดื่มที่เราดื่มเพื่อเติมความสดชื่นในช่วงอากาศร้อนๆ ต่างก็มีน้ำตาลในปริมาณที่ไม่น้อยเลยทีเดียว และที่สำคัญก็คือเครื่องดื่มเหล่านี้ล่ะค่ะ เพราะเรามักจะดื่มกันเป็นประจำ อาจจะมากกว่าหนึ่งครั้งในหนึ่งวันเสียด้วยซ้ำ เครื่องดื่ม หลายๆ ชนิดมีปริมาณน้ำตาลมากจนน่าตกใจ และเป็นสาเหตุของน้ำตาลส่วนเกินในการบริโภคแต่ละวัน
เราลองมาดูตัวอย่างกันเลยค่ะ ว่าเครื่องดื่มแต่ละชนิด มีน้ำตาลผสมอยู่มากน้อยแค่ไหน

น้ำอัดลม 1 ขวด ขนาด 450 มล. มีน้ำตาลประมาณ 8-10 ช้อนชา
ชาเขียวบรรจุขวด ขนาด 300-400 มล. มีน้ำตาลประมาณ 7-8 ช้อนชา
น้ำผลไม้ ขนาดบรรจุ 200 มล. มีน้ำตาลประมาณ 4 ช้อนชา
กาแฟสด ปริมาณ 300-400 มล. มีน้ำตาลประมาณ 8-10 ช้อนชา
นมเปรี้ยวขนาด 400 มล. มีน้ำตาลประมาณ 12-15 ช้อนชา

นอกเหนือจากรายการที่ยกตัวอย่างไว้ เครื่องดื่มชูกำลัง และน้ำหวานทั้งหลาย ต่างก็มีปริมาณน้ำตาลไม่ได้น้อยไปกว่ากันเท่าไหร่เลยค่ะ

รู้อย่างนี้แล้ว น่าจะพอเดากันได้ ถึงสาเหตุของไขมันสะสม และน้ำหนักส่วนเกินกันแล้ว ลองทบทวนดูพฤติกรรมการบริโภคของหวาน และเครื่องดื่มกันดูค่ะ สุดท้ายแล้ว แนะนำว่าน้ำดื่มบริสุทธิ์ เป็นทางเลือกที่ดีที่สุดค่ะ ทั้งช่วยเพิ่มความสดชื่น ช่วยในการขับของเสีย และระบบขับถ่าย ที่สำคัญ ไม่เติมน้ำตาลในส่วนที่ไม่จำเป็นให้กับร่างกายของเราอีกด้วย สำหรับวันนี้ ใครที่อยากจะลดน้ำหนัก ลองเริ่มต้นที่การลดเครื่องดื่มประเภทน้ำหวาน และน้ำอัดลมกันก่อน เชื่อว่าจะได้เห็นผลกันเร็วเลยทีเดียวล่ะค่ะ ^^

BB cream -VS- CC cream

bbcc.jpg
ใครเคยสับสนกับตัวย่อย่าง BB และ CC สำหรับเครื่องสำอางกันบ้างคะ
เชื่อว่าหลายๆ คน คงจะเคยสับสน เวลาที่อยู่หน้าเคาท์เตอร์เครื่องสำอาง กับการตัดสินใจว่าจะเลือกครีมที่มีตัวย่ออย่าง BB หรือ CC  จึงจะดีที่สุด…  ตัวย่อสองอย่างนั้น แตกต่างกันอย่างไร มีความหมายอะไร และอะไรที่เหมาะกับเรา ลองมาอ่านทางนี้เลยค่ะ

BB cream กับ CC cream แตกต่างกันอย่างไร ???
BB Cream ย่อมาจาก Blemish Balm Cream ซึ่งแต่เดิมจะใช้ในวงการแพทย์ผิวหนัง ใช้กับคนไข้ที่เป็นกรณีการทำเลเซอร์รอยแผลเป็นทั้งหลาย ซึ่งแพทย์จะใช้ BB Cream นี้ในการปกปิดรอยแผลเป็นนั้นๆ
โดย BB Cream จะมีส่วนผสมของบาล์มที่ช่วยปกปิดรอยดำต่างๆ และต่อมาจึงได้มีการพัฒนามาเป็นเครื่องสำอางที่ให้การบำรุงผิวพรรณไปด้วยในขณะเดียวกัน
ซึ่งส่วนผสมของ BB Cream ในปัจจุบันนี้ส่วนมากจะมีส่วนผสมดังนี้ คือ Skincare, Sun Protector , Coverage เพื่อให้ทุกอย่างจบในขั้นตอนเดียว คือมีคุณสมบัติเด่นๆ สำหรับการปกปิดริ้วรอย จุดด่างดำต่างๆ ในขณะที่ให้การปกป้องผิวจากแสงแดด และช่วยบำรุงผิวไปพร้อมๆ กัน

อย่างไรก็ตาม การใช้ BB Cream มักจะมีปัญหาหลังจากทาไปแล้ว คือมีสีผิวที่เปลี่ยนไปในระหว่างวัน อาจจะมีการหมองคล้ำ ไม่กลมกลืนกับสีผิวจริง จึงทำให้เกิดการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ขึ้น ที่เรียกว่า “CC Cream”

CC Cream หรือ Color Control Cream เป็นครีมชนิดหนึ่งที่ถูกพัฒนาขึ้นโดยใส่ส่วนผสมพิเศษเพิ่มเติมลงไป ส่วนใหญ่จะมีส่วนผสมเหมือนกับ BB Cream คือ Skincare, Sun Protector , Coverage แต่จะเพิ่มสาร “Color Controller” ซึ่งทำหน้าที่ตามชื่อของมันเลย คือ ควบคุมและปรับสีผิวให้ดูสม่ำเสมอ ทำให้หมดกังวลเรื่องปัญหาผิวหน้าหมองหรือคล้ำในระหว่างวัน
กระนั้น ในเรื่องของการปกปิด ต้องยอมรับว่า CC Cream จะมีประสิทธิภาพด้อยกว่า BB Cream ทำให้ CC Cream กลายเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการปกปิดในระดับบางเบา อยากให้ผิวหน้าดูนวล ใส แลดูเป็นธรรมชาติในแบบ Natural look โดยไม่ต้องกังวลเรื่องผิวหน้าหมองคล้ำในระหว่างวันนั่นเอง

สรุปสั้นๆ คือ ครีมที่ใช้ตัวย่อ BB เหมาะกับการใช้สำหรับการไป event งานเลี้ยง หรือ งานพิเศษต่างๆ ในขณะที่ ครีมที่ใช้ตัวย่อ CC เหมาะกับการใช้เป็นประจำในการดำเนินชีวิตระหว่างวันปกติค่ะ
วันนี้ รู้จักกับ BB Cream และ CC Cream กันแล้ว ต่อไปคงไม่ต้องสับสนเวลาเลือกซื้อครีมกันอีกแล้วนะคะ ^^

แพ้กลูเตน เป็นอย่างไร

1486652443.jpg
เรื่องของการหลีกเลี่ยงอาหารที่มีกลูเตนเป็นกระแสที่ในต่างประเทศให้ความสำคัญกันมาก เพราะบ้านเมืองเค้ามักจะทานแป้งเป็นเมนูหลัก ซึ่งพฤติกรรมการทานอาหารของบ้านเราทุกวันนี้ก็มักจะเลียนแบบต่างประเทศมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นการทานขนมปัง เค้ก เบเกอรี่ หรือเมนูตะวันตกต่างๆ เป็นที่มาของเรื่องราววันนี้ค่ะ ลองมาดูกันว่ากลูเตนสำคัญอย่างไร และจะส่งผลต่อสุขภาพของเราอย่างไรบ้าง

เริ่มต้นที่คำถามว่ากลูเตนคืออะไร ? กลูเตน (Gluten) เป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่พบได้ในข้าวสาลี ข้าวไรย์ และข้าวบาร์เลย์ ที่จะนำมาผลิตเป็นแป้ง ก่อนจะแปรรูปเป็นอาหารต่างๆ ที่เรารับประทานกันเป็นประจำอย่าง เบเกอรี่ ขนมปัง เค้ก เป็นต้น ทว่านอกจากอาหารจำพวกนี้แล้ว อาหารสำหรับคนรักสุขภาพอย่างเช่น อาหารเจ อาหารมังสวิรัตก็ยังพบกลูเตน ได้อีกด้วย ซึ่งกลูเตนที่ว่า เป็นสเปกตรัมโปรตีน เมื่อเรารับประทานเข้าไป ร่างกายต้องใช้เวลาหลายเดือนหรือหลายปีถึงจะกำจัดออกจากร่างกายได้หมด ส่วนสาเหตุที่ต้องใส่กลูเตนในอาหาร ก็ด้วยคุณสมบัติของกลูเตน ที่จะช่วยทำให้ขนมปังนุ่ม ฟู น่ารับประทานนั่นเองค่ะ

แม้กลูเตนจะสามารถทานได้ แต่สิ่งที่ต้องระวังคืออาการแพ้กลูเตนค่ะ ซึ่งอาการแพ้กลูเตนนั้นเกิดจากความผิดปกติของระบบการย่อยทางพันธุกรรมไม่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกัน โดยสามารถส่งผลได้หลายๆ ทาง และมีระดับความรุนแรงต่างๆ กัน เช่น

– ท้องอืด การรับประทานกลูเตนสำหรับผู้ที่มีอาการแพ้สามารถมีผลต่อระบบย่อยอาหาร ทำให้เกิดอาการอาหารไม่ย่อย อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ โดยเฉพาะในเด็กๆ ได้

– เกิดอาการแพ้ ทำให้ผิวกลายเป็นตุ่มๆ เนื่องจากการทานกลูเตนอาจมีผลทำให้การดูดซึมสารอาหารทางลำไส้ผิดปกติ ส่งผลให้ร่างกายขาดกรดไขมันจำเป็น รวมทั้งวิตามินต่างๆ โดยเฉพาะ วิตามินเอ

– มีอาหารง่วงเหงาหาวนอน อ่อนเปลี้ยเพลียแรง เนื่องจากอาหารประเภทนี้มีผลไปยับยั้งการดูดซึมสารอาหารที่ร่างกายจะนำไปใช้ได้ทันที ซึ่งอาจเป็นสาเหตุของอาการอ่อนเพลียเรื้อรัง โรคปวดกล้ามเนื้อ รวมถึงอาการทางประสาท เช่น วิงเวียนศีรษะ การสูญเสียความสมดุล บางครั้งอาจมีอาการของไมเกรนอีกด้วย

– การทานกลูเตนอาจส่งผลให้ฮอร์โมนในร่างกายผิดปกติ ส่งผลให้คุณผู้หญิงประจำเดือนมาไม่ปกติ รังไข่ทำงานผิดปกติ และอาจเป็นสาเหตุให้เกิดภาวะของการมีบุตรยาก

– สุดท้าย การทานกลูเตนอาจส่งผลทางอารมณ์คือ มีอาการวิตกกังวล ซึมเศร้า การเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์อย่างรวดเร็ว รวมไปถึงสมาธิสั้นด้วย

โดยในผู้ที่มีอาการแพ้กลูเตน ควรลดการทานอาหารจำพวกแป้ง ขนมปัง หรือเบเกอรี่ต่างๆ แล้วทดแทนด้วยการทานธัญพืช เช่น ข้าวกล้อง ข้าวฟ่าง คีนัว หรือ เลือกทานอาหารจำพวกแป้งที่ระบุไว้ว่าปราศจากสารกลูเตน นอกจากนั้นเรายังสามารถเลือกทานอาหารที่ไม่ผ่านการแปรรูป เช่น ผักสด ผลไม้สด เนื้อสัตว์ ถั่วชนิดต่างๆ เป็นการทดแทนได้อีกด้วยค่ะ

ลดคอเรสเตอรอลง่ายๆ แค่ปรับพฤติกรรม

images
ทุกคนคงจะพอคุ้นเคยกับคอเรสเตอรอลกันพอสมควร ก็เจ้าคอเรสเตอรอลนี่ล่ะค่ะ ที่อาจเป็นสาเหตุให้เกิดโรคที่อันตรายถึงชีวิตกันได้หลายอย่างเลย โดยหากร่างกายของเรามีคอเรสเตอรอลสูง ก็จะเป็นสาเหตุทำให้ไขมันไปสะสมอยู่ตามผนังหลอดเลือดต่างๆ ทำให้เลือดไหนผ่านได้ยากขึ้น หากเป็นหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ ก็จะทำให้เสี่ยงต่อโรคหัวใจล้มเหลว และหากเป็นหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง ก็อาจก่อให้เกิดคามเสี่ยงต่อโรคเส้นโลหิตในสมองแตก หรือเกิดภาวะเส้นเลือดสมองอุดตันได้

วิธีการดูแลสุขภาพ เพื่อลดความเสี่ยงจากการมีคอเรสเตอรอลสูง ทำได้ไม่ยาก ที่สำคัญคงจะเป็นเรื่องของโภชนาการค่ะ  การระมัดระวังในเรื่องของคอเรสเตอรอลนั้น แนะนำว่า ในแต่ละวัน เราควรบริโภคอาหารที่ปรุงด้วยไขมันไม่เกิน 5-7 ช้อนชา ทานผัก และผลไม้สด ให้มากขึ้น และเลือกทานเนื้อปลา แทนที่เนื้อสัตว์ชนิดอื่นที่มีไขมันสูง ที่สำคัญ ควรออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ เพื่อให้ร่างกายสร้างไขมันประเภท HDL ขึ้นมาให้มากขึ้น เป็นตัวช่วยในการขจัดไขมันตัวร้ายออกจากร่างกายของเราค่ะ

สำหรับผู้ที่เริ่มมีปัญหาคอเรสเตอรอลสูง โดยทั่วไป อาจจะมีทางเลือกสองอย่าง คือการใช้ยาตามคำสั่งแพทย์ ซึ่งก็มักจะเป็นยาในกลุ่มสแตติน หรืออีกทางเลือกหนึ่ง คือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้ชีวิตของเราเองค่ะ วิธีหลังนี้ นอกจากจะไม่ต้องง้อยาแล้ว ยังจะช่วยให้สุขภาพดีขึ้นในส่วนอื่นๆ อีกด้วย
มาดูกันค่ะ ว่าการดูแลสุขภาพ สำหรับผู้ที่มีคอเรสเตอรอลสูง โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมนั้นมีอะไรบ้าง

อย่างแรก ลองลดน้ำหนักดูค่ะ การลดน้ำหนักลง 5-10% จะมีผลต่ออัตราการลดลงของคอเรสเตอรอลในเลือดอย่างมีนัยเลยทีเดียว ควบคุมปริมาณอาหาร ลดแป้ง ไขมัน และน้ำตาล ให้พอเหมาะกับปริมาณพลังงานที่ร่างกายต้องใช้จากกิจกรรมในแต่ละวัน  และออกกำลังกายสม่ำเสมอ เท่านี้ เดี๋ยวน้ำหนักก็จะเริ่มลดลงแล้วค่ะ

อย่างที่สอง เลือกทานอาหาร ผู้ที่มีคอเรสเตอรอลสูง ควรหลีกเลี่ยงการทานไขมันประเภทอิ่มตัว เปลี่ยนเป็นการทาน ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว ที่ได้จาก น้ำมันมะกอก ,ถั่วลิสง และน้ำมันคาโนลา เป็นต้น หลีกเลี่ยงของทอด หรืออาหารที่มีไขมันสูง อาหารทะเลที่มีคอเรสเตอรอลสูง เครื่องในสัตว์ เนื้อสัตว์ที่มีไขมันสูง และเปลี่ยนมาทานเนื้อปลา ผัก และผลไม้ ให้มากขึ้น

อย่างที่สาม ออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ การออกกำลังกาย นอกจากจะทำให้ร่างกายสร้างไขมันประเภท HDL มากขึ้นแล้ว ยังทำให้ระบบต่างๆ ของร่างกายทำงานได้เต็มประสิทธิภาพขึ้นอีกด้วย สำหรับผู้ที่มีคอเรสเตอรอลสูง ควรออกกำลังกายอย่างน้อย สัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง ครั้งละไม่น้อยกว่า 30 นาที โดยเลือกการออกกำลังกายให้เหมาะสมกับสภาพร่างกาย ทางเลือกดีๆ ของการออกกำลังกายมีหลายอย่างเลยค่ะ ทั้งการเดิน การปั่นจักรยาน หรือการว่ายน้ำ เหล่านี้ เป็นการออกกำลังกายที่มีการกระเทือนต่อร่างกาย และเสี่ยงต่ออาการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อและกระดูกน้อยกว่าการออกกำลังประเภทอื่นๆ

อย่างสุดท้าย พักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำให้มากขึ้น และพบแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ เพราะการรักษาร่างกายให้แข็งแรง ได้รับการพักผ่อนให้เพียงพอ จะเป็นการทำให้ระบบต่างๆ ของร่างกายมีความสมดุล มีผลต่อการสร้างเคมี และการรักษาฟื้นฟูตัวเองของร่างกายเรา ทั้งการตรวจสุขภาพ เพื่อให้รู้ถึงสภาพของร่างกายเรา ยังเป็นการดูแลสุขภาพในองค์รวมเพื่อให้เรารู้ถึงอาการผิดปกติ หรือความไม่สมดุลที่อาจเกิดขึ้นตั้งแต่เนิ่นๆ จึงเป็นสิ่งที่แนะนำอีกส่วนหนึ่งด้วยค่ะ

ซัมเมอร์ทั้งที มาอวดแผ่นหลังเนียนสวยไร้สิวกันดีกว่า

bikini.jpg
สาวๆ หลายๆ คน คงจะเคยกลุ้มอกกลุ้มใจจากร่องรอยของสิวที่แผ่นหลังกันมาบ้าง ก็เจ้าสิวตัวร้ายมักจะชอบทิ้งร่อยรอยไว้ให้ปวดใจ แถมแฟชั่นสมัยนี้ก็ช่างขยันออกแบบมาให้ต้องโชว์ผิวสวยๆ โดยเฉพาะผิวเนียนๆ ด้านหลังเนี่ย ยิ่งพอเข้าช่วงหน้าร้อน ถึงเวลาอวดชุดบิกินี่ที่สะสมไว้ก็ไม่มั่นใจเพราะเจ้าจุดเล็กจากสิวเนี่ยล่ะ
วันนี้ ก่อนจะไปถึงวิธีการรักษา แก้ไข เราลองมาดูสาเหตุกันก่อนดีกว่าค่ะ ว่าสิวเหล่านี้มาเกิดที่หลังเราได้อย่างไร

ตัวการก่อสิวให้หลังลาย

“เสื้อผ้า” ลองสังเกตดูสิคะ เวลาเราใส่เสื้อผ้าตัวหนึ่งแล้วรู้สึกสบาย แต่อีกตัวกลับใส่แล้วไม่สบาย นั่นเป็นเพราะเนื้อผ้าของเสื้อผ้าแต่ละตัวที่แตกต่างกันค่ะ บางตัวสามารถระบายความร้อนได้ดี ซึ่งก็จะช่วยให้ผิวของเราไม่อับชื้น ไม่เกิดการหมักหมมของคราบเหงื่อไคล ไม่เกิดการอุดตันในรูขุมขน อันเป็นสาเหตุให้เกิดสิวที่บริเวณหลังของเรา ก่อนจะใส่เสื้อตัวไหน เลือกสักนิดนะคะว่าควรจะเป็นเสื้อผ่าที่ระบายความร้อนได้ดี

“เครื่องนอน” จะหมอน ผ้าห่ม หมอนข้าง ตุ๊กตาบนเตียง รวมทั้งหมดเลยหละค่ะ เพราะกับเครื่องนอนเหล่านี้เราต้องขลุกอยู่กับมันหลายชั่วโมงเลยทีเดียว วันๆ นึงเรานอนกินเวลาเฉลี่ยแล้ว 8 ชั่วโมง ถ้าเราไม่ทำความสะอาดบ่อยๆ เชื้อแบคทีเรียก็จะสะสม เกิดความสกปรกกับผิวของเรา อีกสาเหตุหนึ่งของสิวค่ะ

“แชมพู สบู่” แชมพูที่เราสระผมมักจะไหลลงมาสู่แผ่นหลังของเราโดยตรงค่ะ นั่นหมายถึงคราบสกปรกทั้งหลายก็ไหลลงมาด้วย การอาบน้ำสระผมที่ดีจึงควรสระผมเสียก่อน แล้วจึงค่อยถูสบู่ เพื่อล้างความสกปรกออกไปอีกครั้ง ไม่ทิ้งให้ผิวสะสมความสกปรกเอาไว้ เกิดเป็นปัญหาสิวตามมา สำหรับสบู่นั้น คนสวนใหญ่มักใช้สบู่เหลว แต่รู้ไหมคะว่าสบู่เหลวมักผสมสารเคมีที่ทำให้ล้างออกจากผิวได้ยากกว่าสบู่ก้อน ใครเป็นสิวที่หลังขอแนะนำให้ใช้สบู่ก้อนจะเหมาะกว่าค่ะ เพราะไม่ทิ้งสารเคมีตกค้างไว้ให้อุดตันผิวสวยๆ

“อาหารมันๆ” อาหารมันๆ ทอดๆ ทั้งหลายนี่ล่ะค่ะ ตัวการของผิวมัน เลือกรับประทานอาหารที่มีไขมันน้อยซักหน่อยนะคะ เพราะผิวมันจะทำให้ง่ายต่อการเกิดปัญหาสิ่งสกปรกเข้าไปอุดตันในผิว อีกสาเหตุสำคัญของสิวเลยล่ะค่ะ

พอจะรู้สาเหตุกันแล้วนะคะ ว่าสิวตัวร้ายมาปรากฏกายอยู่ที่หลังเราได้อย่างไร ทีนี้ก็ถึงเวลาแก้ปัญหา และป้องกันให้ถูกจุด บรรดาสิวทั้งหลายจะได้ไม่มาวุ่นวายกับเราอีก

“เสื้อผ้า” เลือกเสื้อผ้าที่มีเนื้อเบา โปร่งสบาย ระบายอากาศ เหมาะกับบ้านเมืองของเราที่มีอากาศร้อนชื้นค่ะ
“ผงซักฟอก” เลือกชนิดอ่อนๆ และล้างออกง่าย เพื่อที่จะได้ไม่ตกค้างที่เสื้อผ้าที่เราใส่
“สบู่” เลือกใช่สบู่ก้อนแบบป้องกันแบคทีเรีย ซึ่งจะช่วยยับยั้งตัวการที่ทำให้เกิดสิว
“ครีมนวดผม” ต้องเลือกแบบที่ไม่มีไขมัน หรือมีน้ำมันผสม เพราะถ้าล้างไม่หมดจะทำให้เกิดสิวตามมาแน่นอนค่ะ
“เช็ดผม” หลังอาบน้ำ สระผมเสร็จแล้ว สิ่งสำคัญคือการเป่าผม หรืเช็ดผมให้แห้งและอย่าให้ผมเปียกๆ ไปสัมผัสหลัง ความอับชื้นจะทำให้ผิวแพ้ง่ายค่ะ
“โทนเนอร์” ตัวช่วยที่ทำให้สิวหายเร็วขึ้น เพราะจะช่วยขจัดน้ำมันส่วนเกิน และทำให้ผิวสะอาดขึ้น อาบน้ำเสร็จลองใช้โทนเนอร์เช็ดแผ่นหลังบริเวณที่เป็นสิว แนะนำให้ใช้ตัวเดียวกับที่เราใช้กับผิวหน้านี่ล่ะค่ะ จะได้ไม่เกิดอาการระคายเคืองหรือแพ้ และอาจจะใช้ยาแต้มสิวตัวเดียวกับผิวหน้าของเราเพื่อช่วยลดอาการสิวอักเสบด้วยก็ได้ค่ะ

ผิวสวยๆ จำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม ซัมเมอร์นี้ขอให้สาวๆ สนุกกับการอวดผิวและแผ่นหลังสวยๆ ต้อนรับลมร้อนกันให้เต็มที่เลยนะคะ

ดูแลผิวหน้าร้อน ด้วยสครับจากธรรมชาติ

scrub.jpg
อากาศร้อนๆ แดดแรงๆ ทำร้ายผิวสวยๆ ของเราได้นะคะ การทาครีมกันแดดจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรละเลยกันในทุกวัน เพราะเป็นเหมือนการสร้างเกราะป้องกันให้กับผิวสวยๆ แต่กิจกรรมช่วงซัมเมอร์แบบนี้ ใครๆ ก็นิยมกิจกรรมกลางแจ้งอย่างเช่นการเล่นน้ำ ไม่ว่าจะเป็นน้ำในสระ หรือน้ำทะเล ผิวสวยๆ ก็อาจโดนทำร้ายได้ ทั้งริ้วรอย ฝ้า จุดด่างดำอาจถามหากันได้ง่ายๆ การช่วยให้ร่างกายได้ผลัดเซลผิวใหม่จึงเป็นเรื่องสำคัญค่ะ

วันนี้เรามีความรู้ดีๆ มาฝากกัน เกี่ยวกับการเลือกใช้สครับสูตรพิเศษต่างๆ จากธรรมชาติ ว่าสครับที่มีส่วนผสมจากธรรมชาติแต่ละชนิดนั้น มีคุณสมบัติอะไรบ้าง แบบไหนที่จะช่วยบำรุง ฟื้นฟู เพิ่มน้ำหล่อเลี้ยงผิวสวยให้กลับมามีชีวิตชีวากันบ้าง

เริ่มต้นที่สครับจากน้ำผึ้ง น้ำผึ้งธรรมชาตินั้นมากด้วยคุณค่าสำหรับผิวสวย โดยเฉพาะผิวที่โดนแดดแผดเผาจนไหม้ น้ำผึ้งเป็นเหมือนยาสมานแผลชั้นดีที่จะช่วยให้ผิวหายจากอาการโดนแดดเผา บำรุงลึกไปถึงชั้นเซลล์ผิว ให้ผิวแข็งแรงขึ้นโดยเร็ว เป็นอาหารสำหรับผิวอย่างดีเพราะอุดมไปด้วยกลูโคสบริสุทธิ์ ที่ร่างกายสามารถนำไปใช้ได้ทันที นอกจากนั้นยังบำรุงผิวให้เนียนนุ่ม น่าสัมผัสอีกด้วยล่ะค่ะ

สครับจากน้ำมันมะกอก เหมาะกับผิวที่โดดแดดซึ่งมักสูญเสียน้ำหล่อเลี้ยงผิว การบำรุงผิวช่วงหน้าร้อนจึงควรเน้นการเติมความชุ่มชื้น เพิ่มน้ำมันหล่อเลี้ยง เพื่อช่วยฟื้นฟูให้ผิวกลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งอย่างรวดเร็วค่ะ น้ำมันมะกอกนั้นอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ จึงทั้งช่วยผลัดเซลผิวได้อย่างรวดเร็ว เติมออกซิเจนให้ผิวสดชื่น แก้ไขปัญหาผิวคล้ำแดด และช่วยให้ผิวแข็งแรงสู้แดดด้วย

สครับจากเชีย บัตเตอร์ สารสกัดมาจากต้นเชีย อุดมไปด้วยวิตามิน A และ วิตามิน E เป็นเพื่อนที่ดีต่อผิว ทั้งช่วยในการฟื้นฟูสภาพผิวที่เหี่ยวย่นให้กับมาเรียบเนียบ เพิ่มความแข็งแรงในการต่อต้านอนุมูลอิสระ และกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตใต้ชั้นผิวหนัง ทำให้เซลล์ผิวใหม่มีสุขภาพที่ดียิ่งขึ้น

สครับจากเมล็ดกาแฟบดละเอียด กาแฟมีสารต้านอนุมูลอิสระที่จะมาทำร้ายผิว เป็นเหมือนการสร้างเกราะป้องกันให้กับผิวชั้นนอก กระตุ้นการทำงานของเซลล์ผิวชั้นในให้เปล่งปลั่ง บำรุงลึกถึงภายใน และช่วยกระตุ้นระบบการไหลเวียนของเลือด จึงทำให้ผิวพรรณดูสดใสเป็นพิเศษ นอกจากนั้นสครับจากเปม็ดกาแฟบดละเอียดนี้ ยังช่วยกระตุ้นการเผาผลาญของไขมันใต้ชั้นผิวหนัง ช่วยสมานผิวให้กลับมาแข็งแรง ถนอม บำรุงผิวพรรณ และยังช่วยให้ผิวสดใสมีชีวิตชีวาอีกด้วยค่ะ

สครับจากชาเขียว ชาเขียวขึ้นชื่อในเรื่องการขับสารพิษ โดยเฉพาะผิวที่ต้องสัมผัสกับสารเคมีมากๆ ไม่เว้นแม้แต่ครีมกันแดดที่เราใช้กันอยู่เป็นประจำ การทำความสะอาดผิวให้สะอาดหมดจดจึงเป็นสิ่งจำเป็น ชาเขียวจะช่วยในการเพิ่มออกซิเจนให้กับผิว ทำให้ผิวกลับมาเต่งตึงไม่แห้งกร้าน ลดริ้วรอย ให้ผิวกระจ่างใส นอกจากนั้นในชาเขียวยังมีคาเฟอีนที่ช่วยในเรื่องการเผาผลาญไขมันอีกด้วยค่ะ สครับจากชาเขียวจึงไม่เพียงทำให้ผิวสะอาดสดใส แต่ยังช่วยให้ผิวเปล่งปลั่งดูมีน้ำมีนวลขึ้นด้วย

สครับจากอัลมอนต์ ทุกส่วนของอัลมอนต์นั้นมีประโยชน์ต่อผิว โดยเฉพาะเมล็ดของอัลมอนต์ ที่อุดมไปด้วยโปรตีนจากธรรชาติ จะช่วยขจัดเซลลูไลท์ที่สะสมในผิว ทั้งยังนิยมนำเปลือกของอัลมอนต์มาบดเพื่อใช้ในการช่วยขัดผิว ขจัดเซลล์ผิวเก่าที่ตายแล้ว เร่งการผลัดเซลล์ผิวใหม่ เติมความชุ่มชื้น ให้ผิวกลับมาตึงเรียบกระชับค่ะ

สครับในแต่ละแบบนั้นมีคุณสมบัติพิเศษแตกต่างกันออกไป ลองเลือกให้เหมาะกับกิจกรรม และช่วงเวลาค่ะ ที่สำคัญอากาศร้อนๆ แบบนี้ ผิวสูญเสียน้ำมาก อย่าลืมดื่มน้ำกันให้มากๆ เพื่อช่วยดูแลผิวให้สวยสดใสกันด้วยนะคะ

เมนูคลายร้อน

drink
ช่วงที่อากาศกำลังทวีความร้อนอย่างต่อเนื่อง การเลือกทานอาหารให้เหมาะกับอากาศ คงจะช่วยบรรเทาดับความร้อนลงได้บ้าง วันนี้เรามาลองดูกันดีกว่า ว่าเมนูไหนที่เหมาะ หรือ ไม่เหมาะกับช่วงอากาศร้อนๆ แบบนี้บ้าง

เริ่มกันที่ เมนูที่ควรเลี่ยงกันก่อน

“คาเฟอีน”
สาวก หรือ คอกาแฟทั้งหลาย ดื่มกาแฟช่วงหน้าร้อนแบบนี้ต้องระวังนะคะ เพราะคาเฟอีน ถึงจะช่วยกระตุ้นประสาทให้ตื่นตัว แต่บางครั้งอาจทำให้ใจสั่น เกิดอาการกระวนกระวายใจ โดยเฉพาะสำหรับคนที่ต้องออกไปอยู่กลางแจ้ง เจอกับแดดร้อนๆ เพราะคุณสมบัติอีกด้านของกาแฟคือ เป็นตัวช่วยให้เกิดการขับน้ำออกจากร่างกาย เวลาเราดื่มชา หรือกาแฟ เราอาจจะรู้สึกอยากจะเข้าห้องน้ำบ่อยๆ ช่วงหน้าร้อนร่างกายเสียเหงือในการช่วยปรับอุณหภูมิให้ร่างกายมากอยู่แล้ว ดังนั้นจึงไม่ค่อยเหมาะกับการดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนค่ะ

“เค็มจัด”
เกลือ หรือ โซเดียม ที่แฝงตัวมากับอาหารทั้งหลายในปริมาณที่มากเกินไปจะทำร้ายร่างกายของเราได้ โดยเฉพาะอวัยวะภายในอย่าง ไต ของเรานี่ล่ะค่ะ ช่วงที่อากาศร้อนๆ ไตของเราต้องทำงานหนักอยู่แล้ว ทั้งต้องคอยรักษาน้ำในร่างกายไว้ให้สมดุล เพื่อที่จะไปหล่อเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย และช่วยขับเหงือออกมาดับความร้อน การที่เราทานอาหารที่มีความเค็มสูงจะยิ่งเพิ่มภาระหนักให้กับไตที่จะต้องทำงานหนักขึ้นไปอีก ทางที่ดีร้อนนี้หลีกเลี่ยงอาหารเค็มๆ ดีกว่าค่ะ

“หวานจัด”
หลีกเลี่ยงอาหารเค็มไปแล้ว อาหารหวานก็ต้องระวังนะคะ เข้าหน้าร้อน เมนูของหวานก็มีมาให้เลือกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นข้าวเหนียวมะม่วง หรือเมนูของหวานประจำหน้าร้อนอย่างๆ ไอศกรีม และ ขนมเค้กต่างๆ เมนูของหวานเหล่านี้เปี่ยมไปด้วยพลังงานทั้งนั้น แถมทานเข้าไปแล้วร่างกายก็จะร้อนรุ่มเพราะร่างกายต้องเผาผลาญพลังงานเหล่านี้ เราจึงรู้สึกไม่ค่อยสบายเนื้อสบายตัวจากข้างใน ทางที่ดีอาหารที่หวานมากๆ ควรจะงดไปในช่วงหน้าร้อนนะคะ

“มันๆ ทอดๆ “
ของทอดต่าง ๆ ไม่ว่าจะขนมกรุบกรอบ ไก่ทอด มันทอด การทานของเหล่านี้เข้าไปก็ไม่ต่างอะไรกับการสุมไฟในตัวหรอกค่ะ เพราะร่างกายได้รับน้ำมันที่มาจากการทอดอาหารเหล่านี้เข้าไปเต็มๆ ทำให้ร่างกายเราร้อน อีกทั้งยังมีผลตามมา ไม่ว่าจะเป็นอาการอักเสบผิวหนัง รวมไปถึงการสะสมในระบบไหลเวียนโลหิต จะยิ่งเป็นอันตรายต่อหัวใจอย่างมากด้วยล่ะค่ะ

“กำมะถัน”
อาหารบางอย่าง เช่น เนื้อแพะ เนื้อวัว หรือเนื้อแดงทั้งหลาย รวมทั้งหอมหัวใหญ่ กระเทียม และผลไม้บางประเภท เช่น ทุเรียน ลำไย ขนุน อาหารพวกนี้ทำให้ร่างกายของเราร้อนได้ง่าย เพราะมีกำมะถันอยู่เยอะค่ะ

“แอลกอฮอล์”
แอลกอฮอล์ช่วยเพิ่มอุณหภูมิให้ร่างกาย ลองดูนะคะเวลาที่เราจิบเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เราจะรู้สึกร้อนวูบวาบใช่ไหมคะ ฤทธิ์ของแอลกอฮอล์จะทำให้เส้นเลือดขยาย เหมาะกับการดื่มในช่วงที่อากาศเย็นๆ แต่หากดื่มในช่วงที่อากาศร้อนๆ อาจมีผลให้เกิดอาการช็อกได้ นอกจากนั้นแอลกอฮอล์ยังมีผลทำให้ตับต้องทำงานหนักขึ้นอีกด้วยล่ะค่ะ

ไม่ได้ห้ามไปหมดเสียทุกอย่างนะคะ เมนูแนะนำที่เหมาะกับหน้าร้อนแบบนี้ก็มีค่ะ ส่วนจะมีเมนูอะไรบ้าง เชิญเลือกกันได้เลย

“ข้าวแช่”
ในข้าวแช่มีวิตาบีจากข้าว ยิ่งถ้าเป็นข้าวไม่ขัดสีก็จะยิ่งมีวิตาบีเยอะ ประกอบกับเครื่องเคียงที่ล้วนอุดมไปด้วยวิตามินเอ ดับร้อนดีนัก ทั้งวิตาบีเอและบี มีประโยชน์ช่วยทำให้ระบบประสาทสงบ และช่วยให้ผิวเย็นลงด้วย

“พริก”
อาจจะสงสัย ว่าทำไมพริกที่ดูเผ็ดร้อนจึงเหมาะกับการทานช่วงหน้าร้อน คำตอบก็คือ เพราะ แคปไซซิน (Capsaicin) หรือ สารที่ทำให้เผ็ดนั้น จะกระตุ้นให้ร่างกายหลังสารเอนดอร์ฟิน (Endorphin) ออกมา และสารนี้เองล่ะค่ะ ที่จะไปช่วยให้เส้นเลือดขยายตัว หัวใจของเราเต้นช้าลง ความดันลดลง เหมาะกับหน้าร้อนๆ เป็นอย่างยิ่ง

“ไลโคปีน”
ไลโคปีน (Lycopene) จะมีส่วนช่วยให้หลอดเลือดขยาย ระบบไหลเวียนของเลือดจะทำงานได้ดีขึ้น ช่วยในการขับไล่ความร้อนออกจากร่างกาย ไลโคปีนนี้มักจะอยู่ในผลไม้ฉ่ำน้ำอย่างเช่น แตงโม มะเขือเทศ มังคุด เป็นต้นค่ะ การทานผลไม้ที่มีไลโคปีนเหล่านี้ยังได้เส้นใยอาหารที่จะไปช่วยในการลดไขมันต่างๆ ซึ่งจะช่วยบรรเทาความร้อนจากภายในร่างกายของเรานั่นเองล่ะค่ะ

“น้ำดื่ม”
แน่นอนค่ะ ช่วงหน้าร้อนเราต้องเสียเหงื่อออกจากร่างกายกันมาก ดังนั้นร่างกายจึงต้องการน้ำมาทดแทนในส่วนที่เสียไป น้ำที่เหมาะกับช่วงหน้าร้อนก็คือนำอุณหภูมิปกตินี่หละค่ะ หรือถ้าร้อนมากหน่อยอาจจะดื่มน้ำเย็นช่วยลดอุณหภูมิร่างกายบ้างก็ได้

เอาล่ะ พอทราบกันบ้างแล้วนะคะ ว่าร้อนนี้ควรจะเลือกทานอาหารแบบไหนจึงจะช่วยคลายร้อน และถึงอุณหภูมิภายนอกจะสูงแค่ไหน แต่ทำกาย ทำใจให้เย็นไว้ก่อนก็จะช่วยได้เยอะเลยล่ะค่ะ

ปั่นจักรยานกันดีกว่า

cycling.jpg
บ่อยครั้งที่เราอยากจะออกกำลังกาย อีกทั้งหลายๆ คนมีกีฬาที่ชอบอยู่ในใจ โชคดีอาจจะเริ่มรวมตัวกันได้ซักพัก แต่นานๆ ไป ก๊วนเพื่อสนิทก็พากันห่างหาย ติดภารกิจกันบ้าง งานยุ่งกันบ้าง จนท้ายที่สุดกิจกรรมการออกกำลังกายก็เป็นอันต้องพักเก็บไป … ลองมาดูทางเลือกที่กำลังเป็นที่นิยมกันอีกซักทางค่ะ กับการปั่นจักรยาน ที่ใครพอจะมีเวลา ก็กระโดดขึ้นจักรยานคันโปรด เริ่มปั่นกันได้แบบไม่ต้องรอเพื่อน
วันนี้ มาดูกันดีกว่าค่ะ ว่าการปั่นจักรยานที่กำลังอยู่ในกระแสนิยมนั้น มีดีอย่างที่หลายๆ คนว่าหรือเปล่า แล้วข้อดีที่ว่ามีอะไรกันบ้าง

อย่างแรก แน่นอนเลยค่ะ เรื่องของการเผาผลาญไขมันส่วนเกินในร่างกาย การปั่นจักรยานจะช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญไขมันส่วนเกินในร่างกายได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญผู้ที่ปั่นจักรยานเป็นประจำจะมีภาวะที่เรียกว่า “After Burner” คือการเผาผลาญไขมันส่วนเกินต่อเนื่องหลังจากการปั่นจักรยานต่อไปอีก 2-3 ชั่วโมง ซึ่งอาจจะเป็นช่วงที่มีการเผาผลาญไขมันที่มากกว่าการเผาผลาญหลังงานระหว่างการปั่นอีกเสียด้วยค่ะ

ประโยชน์ข้อที่สอง ที่เราอาจจะนึกกันไม่ถึงเลยค่ะ การปั่นจักรยานจะช่วยกระตุ้นให้การไหลผ่านของอาหารไหลในลำไส้ทำได้เร็วขึ้น จะมีผลให้มีการดูดซับน้ำในลำไส้ใหญ่น้อยลง ก้อนอุจจาระก็จะมีความเปียกชื้น ไม่แข็งแห้ง ทำให้เราถ่ายได้คล่องขึ้น ลดอาการท้องผูกได้ นอกจากนั้นการปั่นจักรยานยังจะช่วยเพิ่มกำลังในการบีบตัวของลำไส้ ทำให้ระบบทางเดินอาหารทำงานได้สะดวก คลายความแน่น อึดอัด หลังมื้ออาหาร และลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งลำไส้อีกด้วย

ประโยชน์ข้อต่อมา การปั่นจักรยานจะช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์สมองในส่วนที่เรียกว่า Hippocampus  ซึ่งเป็นสมองส่วนที่ใช้ในด้านความจำ ซึ่งจะเริ่มเสื่อมอย่างรวดเร็วในผู้ที่มีอายุ 30ขึ้นไป การกระตุ้นการสร้างเซลล์สมองในส่วนดังกล่าวขึ้นมาทดแทนจึงสามารถที่จะช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์ได้เป็นอย่างดีเลยล่ะค่ะ

เนื่องจากการปั่นจักรยานจะกระตุ้นการทำงานของระบบการไหลเวียนของเลือด รวมถึงระบบการหายใจ จึงมีประโยชน์ในด้านการช่วยลดโรคความดัน  โรคอ้วน รวมถึงลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งประเภทต่างๆ นอกจากนั้น ผลจากการปั่นจักรยานเป็นประจำ ที่ทำให้เกิดการทำงานที่ดีของระบบการไหลเวียนของเลือด ระบบหายใจ และการลดไขมันสะสมส่วนเกินยังมีส่วนช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจได้กว่า 50%

การปั่นจักรยานในที่ที่มีอากาศบริสุทธิ์ จะช่วยให้ร่างกายได้รับออกซิเจนมากขึ้น และทำให้การลำเลียงออกซิเจน พร้อมทั้งสารอาหารไปเลี้ยงส่วนต่างๆ รวมถึงการขับถ่ายสารพิษออกจากร่างกายทำได้ดีขึ้น ทั้งยังช่วยกระตุ้นการสร้างสารคอลลาเจนในร่างกาย ช่วยให้หน้าตาสดใส อ่อนกว่าวัยอีกด้วย

สำหรับ ในด้านการรักษาอาการเจ็บป่วย การปั่นจักรยานในระดับความเร็วปานกลาง เป็นเวลาประมาณ 30 นาที เป็นประจำ สามารถทำให้อาการปวดหัวไมเกรนลงไปได้มากจนถึง 90% ของกลุ่มตัวอย่างในงานวิจัยในสวีเดน เนื่องจากร่างกายมีการหลั่งสาร endorphins ซึ่งมีฤทธิ์ช่วยลดอาการปวดในร่างกายในปริมาณที่มากพอ

อันที่จริงแล้ว ข้อดีของการปั่นจักรยานยังมีทั้งช่วยให้นอนหลับได้สนิทขึ้น ช่วยในด้านสุขภาพจิต ทำให้จิตใจเบิกบาน ลดความเครียด เสริมสร้างสมาธิ เพิ่มประสิทธิภาพทางเพศ และยังเป็นการช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจากการลดการใช้พลังงานจากถ่านหิน แต่โดยส่วนตัวแล้ว เริ่มมองหาจักรยานตั้งแต่เห็นข้อดีข้อแรกแล้วล่ะค่ะ ก็เบิร์นได้ดีขนาดนั้น คงไม่ต้องไปมองหาวิธีออกกำลังกายประเภทอื่นอีกแล้ว จักรยานนี่ล่ะค่ะ ทางออกที่ดีเลย
ที่สำคัญ สำหรับสาวๆ นะคะ อย่าปรับอานจักรยานให้เตี้ยจนเกินไปค่ะ ให้ใช้ระดับความสูงที่พอเหมาะ คือในจังหวะที่ปั่นขาลงให้เท้ายืดได้เกือบสุดโดยเข่าไม่งอมาก และพยายามอย่าใช้เกียร์ที่หนักจนเกินไป เพราะนั่นจะเป็นสาเหตุของน่องที่ใหญ่ขึ้นโดยไม่รู้ตัวค่ะ ปรับอานให้พอเหมาะ ใช้ความเร็ว และเกียร์ที่ไม่หนักแรงจนเกินไป ปั่นให้สม่ำเสมอ รับประกันว่าได้น่องเรียวสวยเป็นของแถมอีกด้วยล่ะค่ะ ^^

ออกกำลังกายทั้งที ต้องรู้วิธีเบิร์น

burn.jpg
พฤติกรรมการใช้ชีวิตของเราในทุกวันนี้ ล้วนเป็นสาเหตุของการเกิดโรคยอดนิยม ‘โรคอ้วน’ ไม่ว่าจะเป็นปริมาณน้ำตาลที่สูงมากที่แทรกอยู่ในเมนูโปรดทั้งหลาย การรับประทานอาหารประเภททอด และอาหารที่มีส่วนผสมของไขมันสูง การทานอาหารประเภทฟาสต์ฟู้ด การทานอาหารว่างและของขบเคี้ยวในระหว่างวัน แม้แต่การทานอาหารเย็นที่ค่อนข้างดึก และทานในปริมาณที่มากเกินกว่าการเผาผลาญของร่างกาย ที่สำคัญ เวลาที่หายไปกับการทำงานและการเดินทาง ทำให้เรามีเวลาที่จะออกกำลัง เผาผลาญไขมันส่วนเกินเหล่านี้น้อยลงไปอีก..

วันนี้ มีคำแนะนำดีๆ เกี่ยวกับการออกกำลังกายที่ใช้เวลาไม่นาน แต่ให้ผลในด้านการเบิร์นได้เป็นอย่างดี พร้อมสิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับการออกกำลังกายมาฝากกันค่ะ

HIIT (High Intensity Interval Training) คือการแบ่งช่วงการออกกำลังกายออกเป็นช่วงสั้นๆ สลับกันระหว่างการออกกำลังกายในระดับความเร็วสูงสุด และการออกกำลังกายในระดับความเร็วปานกลาง โดยจะทำสลับกันเป็นเซ็ต

ข้อดีของการออกกำลังกายในลักษณะนี้ นอกเหนือจากการได้กระตุ้นการทำงานของหัวใจให้ได้ทำงาน และแข็งแรงขึ้นแล้ว ยังเป็นการเผาผลาญพลังงานที่ให้ผลลัพธ์เต็มที่ ภายในระยะเวลาที่สั้นลงค่ะ

การออกกำลังกายในแบบ HIIT สามารถใช้ได้กับเครื่องออกกำลังกายประเภทคาร์ดิโอ ทุกประเภทที่มีอยู่ในฟิตเนส และยังสามารถทำได้ด้วยการออกกำลังกายประเภทอื่นๆ เช่นการวิ่ง อีกด้วย

โดยหลักการออกกำลังกายแบบ HIIT เริ่มต้นด้วยการ stretching การ warm up คือการยืดกล้ามเนื้อ และเตรียมความพร้อมของร่างกาย
จากนั้น เริ่มออกกำลังในระดับความเร็วปานกลาง เป็นระยะเวลาประมาณ 30 วินาที ถึง 1 นาที
เร่งจังหวะการออกกำลังกาย ไปสู่ความเร็วสูงสุดที่สามารถทำได้ เป็นระยะเวลาประมาณ 30 วินาที ถึง 1 นาที
ทั้งหมดนี้ นับเป็นหนึ่ง เซ็ต ให้ทำต่อเนื่อง สลับกันไปจนครบ 10-15 เซ็ต

จากนั้น แนะนำให้ออกกำลังประเภท free weight ต่ออีกซัก 5-10 นาที เป็นอย่างน้อย รับประกัน ว่าได้เผาผลาญพลังงานกันอย่างเต็มที่เลยล่ะค่ะ

นอกจากการออกกำลังกายแบบ HIIT ที่นำมาฝากกันแล้ว อยากจะให้ลองมาทำความเข้าใจกันซักหน่อยค่ะ ว่าร่างกายของเราทำงานกันอย่างไร เบิร์นเสร็จแล้ว จะได้ได้ผลตามที่ตั้งใจกันไว้

การออกกำลังกายในช่วง 15 นาทีแรก ร่างกายจะดึงเอาแหล่งพลังงานหลัก หรือน้ำตาลจากตับ มาใช้ก่อน ส่วนนี้ ยังไม่ได้ช่วยลดน้ำหนัก หรือเผาผลาญพลังงานส่วนเกินแต่อย่างใด เพราะเป็นพลังงานที่ร่างกายมีไว้สำหรับกิจกรรมประจำวันอยู่แล้ว

การออกกำลังกายใน 15 นาทีต่อมา เมื่อร่างกายรู้สึกว่าต้องการพลังงานเพิ่มเติม ก็จะดึงเอาพลังงานในส่วนทีสอง คือแป้ง โดยเปลี่ยนให้อยู่ในรูปของน้ำตาลเพื่อนำมาใช้ โดยยังไม่ได้ดึงเอาไขมันสะสมมาใช้เลย

จนหลังจาก 30 นาทีผ่านไป ร่างกาย จึงจะเริ่มดึงเอาไขมันที่สะสมไว้มาใช้งาน เป็นจุดเริ่มต้นของการเผาผลาญไขมันส่วนเกิน ที่เราเรียกว่า Burn นั่นล่ะค่ะ

สรุปสั้นๆ คือ การออกกำลังกายเพื่อเผาผลาญไขมันส่วนเกิน จำเป็นต้องทำอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ 30 นาทีขึ้นไป และร่างกายของเราจะยังคงใช้พลังงานต่อไปอีกหลังจากการออกกำลัง โดยใช้เพื่อสร้างกรดบางชนิด สังเกตว่าเราจะยังคงมีเหงื่อออก และมีอุณหภูมิร่างกายที่สูงอยู่อีกซักระยะหนึ่ง ในช่วงหลังการออกกำลังกายนี่ล่ะค่ะ จึงเป็นเรื่องสำคัญ ที่ไม่ควรดื่มน้ำอัดลม น้ำหวาน ทานขนม หรือน้ำตาลทุกประเภท เพราะจะทำให้ร่างกายรับรู้ว่ามีแหล่งพลังงานหลักให้ดึงกลับมาใช้อีก และเลิกดึงเอาไขมันส่วนเกินมาเผาผลาญ

แล้วก็อย่าลืมนะคะ การออกกำลังกายสม่ำเสมอ เป็นประจำ จะเป็นผลดีต่อสุขภาพมากกว่าการออกกำลังกายหนักๆ แต่ขาดความสม่ำเสมอค่ะ… เอาล่ะ พร้อมจะไปเบิร์นกันหรือยังคะ ^^