ผักสลัด ทางเลือกของคนรักสุขภาพ

หากจะเอ่ยถึงเมนูสำหรับคนรักสุขภาพ คงหนีไม่พ้น “สลัด” ที่ปรุงจากผักสลัดชนิดต่างๆ
แต่เดี๋ยวนี้ผักสลัดก็มีให้เลือกกันมากมายเหลือเกิน ทั้งสลัดใบเขียวอ่อน เขียวเข้ม สีแดงๆ หน่อย ผักสลัดเหล่านี้ บางครั้งก็ไปเป็นเครื่องเคียงในอาหารจานโปรด บางครั้งก็ไปเป็นพระเอกในจานสลัด กับน้ำสลัดที่มีให้เลือกกันตั้งมากมายหลายชนิด
หลายคนทานแล้วติดอกติดใจ แต่ก็อดสงสัยไม่ได้ว่า ผักสลัดแต่ละชนิดนี่เค้ามีชื่อเรียกว่าอะไรกันบ้าง แล้วมีประโยชน์อย่างไรกันบ้าง

วันนี้มีข้อมูลความรู้ดีๆ เกี่ยวกับผักสลัดชนิดต่างๆ มาฝากกันค่ะ

กรีนโอ๊ค (Green Oak)
ผักชนิดนี้จะเป็นรูปทรงพุ่มๆ ใบหยัก มีสีเขียว ใบจะนิ่มๆ อ่อนๆ ฟูๆ จับแล้วจะนุ่มมือ คล้ายๆ กับผักกาดหอมบ้านเรา เดิมกรีนโอ๊คเป็นผักที่ปลูกในต่างประเทศ ต่อมา มีการนำเข้าเมล็ดพันธุ์จากประเทศฮอลแลนด์ เข้ามาในประเทศไทย จนทุกวันนี้มีการปลูกกันอย่างแพร่หลายจนเป็นหนึ่งในผักยอดนิยมของคนรักผัก ก็เพราะความนุ่มของใบที่ทำให้ซึมซับน้ำสลัดได้ง่าย เมื่อเอามาปรุงจึงได้รสชาติที่อร่อย รับประทานได้ง่าย
ประโยชน์เด่นๆ ของกรีนโอ๊ค คือการช่วยในเรื่องของการสร้างเม็ดเลือด บำรุงสายตา อุดมไปด้วยวิตามิน และเอนไซม์ที่มีประโยชน์ เราสามารถนำกรีนโอ๊คไปทานคู่กับเมนูที่หลากหลาย อย่างเช่น นำไปทำเป็นซุชิ พล่า ก็ได้ค่ะ

เรดโอ๊ค (Red Oak)
ชื่อคล้ายๆ กับกรีนโอ๊ค นั่นเป็นเพราะรูปทรงที่คล้ายๆ กัน จะแตกต่างกันก็ที่สีสันของผักทั้งสองชนิด เรดโอ๊คจะมีสีแดงเข้มบริเวณขอบใบ และกลางใบจะมีสีเขียวเข้ม ใบหยักนุ่ม และเป็นพุ่มฟู เนื้อค่อนข้างนุ่มเช่นกัน จึงเหมาะกับการรับประทานสดๆ
ประโยชน์ของเรดโอ๊คมีอยู่มากมาย เนื่องจากมีกากใยที่สูง จึงช่วยล้างผนังลำไส้ให้สะอาด ช่วยกำจัดไขมัน ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งลำไส้ นอกจากนั้นยังอุดมไปด้วยวิตามิน ช่วยป้องกันการเกิดโรคปากนกกระจอก สำหรับการนำไปปรุงอาหารนั้น ด้วยความที่เรดโอ๊คมีลักษณะใบที่อ่อนนุ่ม จึงเหมาะกับการทานสดๆ คู่กับน้ำพริก สลัด หรือเมนูยำง่ายๆ ที่ไม่ผ่านความร้อนสูง เพื่อรักษาคุณค่าที่ดีจากธรรมชาติเอาไว้

เรดคอรัล (Red coral)
หลายๆ คนแทบจะแยกไม่ออกระหว่าง เรดโอ๊ค กับ เรดคอรัล เพราะสีแดงๆ ที่สดใสไม่ต่างกันเท่าไรนัก แต่ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นว่าเจ้าเรดคอรัลนี้จะมีลักษณะใบที่หยัก และฟูมากกว่าเรดโอ๊ค มองไปมองมาก็คล้ายๆ กับปะการัง สมกับชื่อของเขาเลยล่ะ
รสชาติของเรดคอรัลนั้นจะออกหวานนิดๆ กรอบหน่อยๆ ต่างจากเรดโอ๊คที่จะมีรสขมนิดหน่อย เรดคอรัลจึงทานง่ายกว่า โดยเฉพาะกับเด็กๆ ค่ะ
เรดคอรัลมีปริมาณกากใยอาหารที่สูง จึงช่วยในเรื่องของการขับถ่ายของเสีย ทั้งช่วยล้างผนังลำไส้ กำจัดไขมัน ต้านอนุมูลิสระ ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งลำไส้ ทั้งยังให้วิตามินซีสูง ช่วยป้องกันอาหารหวัด นอกจากนั้น สารอาหารที่มีประโยชน์มากมายของเรดคอรัล ยังช่วยป้องกันโรคโลหิตจางอีกด้วย
เรดคอรัลเหมาะกับการนำไปทำเป็นเป็นสีสันให้จานสลัดดูน่าทานขึ้นจากสีแดงๆ สดใส นอกจากนั้นยังสามารถนำไปทำยำ หรือเป็นผักเครื่องเคียงกับเมนูต่างๆ ได้ตามใจชอบเลยล่ะค่ะ

บัตเตอร์เฮด (Butter head)
ผักที่มีรอยหยักสวยๆ เหมือนกับกลีบของดอกไม้สีเขียวที่เบ่งบาน ถ้าใครได้ลองปลูกบัตเตอร์เฮดไว้ที่บ้านอาจจะไม่อยากตัดมารับประทานกันสักเท่าไร ก็เพราะเสียดายในความสวยนี่ล่ะค่ะ
บัตเตอร์เฮดมีใบมน เนื้อนุ่ม ตรงกลางอัดแน่นเนื่องจากเป็นใจผัก รสชาติออกหวาน กรอบ ไม่ขม มีประโยชน์มากมาย ทั้งช่วยบำรุงสายตา บำรุงเส้นผม บำรุงระบบประสาท บำรุงกล้ามเนื้อ บำรุงผิว ช่วยลดครอเลสเตอรอล นำไปปรุงอาหารได้หลากหลายเมนู อย่างเช่น นำไปทำแกงจืดบัตเตอร์เฮด หรือใช้ใบที่หนาสักนิดนำไปห่อเมี่ยงคำ นำไปลงกระทะผัดร้อนๆ หรือจะใส่ในแกงส้ม ต้มยำก็อร่อยค่ะ

คอส (Cos)
หลายๆ คนติดใจผักชนิดนี้ คงเพราะชื่อจำง่าย หน้าตาก็แปลกแยกไม่เหมือนผักสลัดชนิดอื่นมากนัก โดยเฉพาะถ้าใครชอบทานซีซาร์สลัดก็คงจะรักผักคอสไปโดยปริยาย กับความกรอบอร่อย ที่ยิ่งทานก็ยิ่งติดใจล่ะค่ะ
คอสมีใบที่เรียวยาว สีเขียวเข้ม ทรงสูง ด้วยความที่เป็นผักเนื้อกรอบ รสชาติออกหวานหน่อยๆ และไม่มีกลิ่นรบกวนสำหรับผู้ที่ไม่ชอบกลิ่นเหม็นเขียวของผัก คอสจึงเข้ามาครองใจคนรักสุขภาพได้ง่ายๆ
ประโยชน์ของผักชนิดนี้มีมากมายเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นวิตามิน และธาตุเหล็กที่มีอยู่สูง ช่วยเพิ่มประมาณเม็ดเลือดแดงในร่างกาย เหมาะสำหรับผู้ที่เป็นโรคโลหิตจาง และคุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ นอกจากนั้น คอส ยังมีปริมาณคาร์โบไฮเดรตน้อย เหมาะกับผู้ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน มีกากใยสูงช่วยในเรื่องของระบบขับถ่าย และการขับของเสียออกจากลำไส้ อีกด้วยค่ะ

รู้จักผักสลัดชนิดต่างๆ กันมาพอสมควรแล้ว ถ้าใครยังนึกไม่ออกว่าจะหยิบเจ้าผักสลัดชนิดต่างๆ ไปปรุงเป็นเมนูอะไรดี แนะนำว่าให้ลองหยิบจานสลัดใบใหญ่มาซักใบ ล้างผักให้สะอาด จัดวางผักสดๆ ใส่จาน โรยหน้าด้วยน้ำสลัดที่ถูกใจ ทานคู่กับน้ำผลไม้เย็นๆ ซักแก้ว ง่ายๆ เพียงแค่นี้ ก็ทั้งอร่อย ทั้งได้ประโยชน์กันแล้วล่ะค่ะ ^^

๑๓ ตุลาคม วันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

๑๓ ตุลาคม วันคล้ายวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

พระมหากรุณาธิคุณจารึกในใจไทยตราบนิจนิรันดร์

ข้าพระพุทธเจ้า คณะผู้บริหารและพนักงาน ไลฟ์ เซ็นเตอร์ คิวเฮ้าส์ ลุมพินี

เผยเคล็ดลับ นวดเพื่อความงาม

ไม่ว่าสาวคนไหนก็ต้องอยากที่จะมีผิวเนียนใส มีรูปร่างที่เพรียวกระชับทุกสัดส่วนกันทุกคน แต่เพียงแค่การบำรุงด้วยครีมบำรุงผิว ทาโลชั่นเป็นประจำ และการออกกำลังกายสม่ำเสมอนั้นคงจะไม่เพียงพอ เพราะถ้าอยากให้ผิวสวยใส มีร่างกายที่กระชับยิ่งขึ้นก็คงจะต้องเรียนรู้เคล็ดลับการนวดผิวกายกันซักหน่อย วันนี้ มีเคล็ดลับดีๆ เกี่ยวกับเรื่องการนวดกระชับผิวส่วนต่างๆ มาฝากกันค่ะ..

เริ่มต้นด้วยขั้นตอนแรก เสริมความชุ่มชื้น เพราะผิวสวยต้องการความชุ่มชื้นค่ะ การทามอยเจอร์ไรเซอร์จึงเป็นเหมือนการเติมความชุ่มชื้นให้กับผิว โดยเวลาที่เหมาะสมที่สุดคือช่วงหลังอาบน้ำ ที่รูขุมขนจะเปิด พร้อมรับอาหารสำหรับผิว สำหรับการนวดที่จะช่วยเติมความชุ่มชื้นให้ผิวนั้นจะเป็นการนวดเป็นวงกลมจากล่างขึ้นบน ถ้านวดที่ขาก็จะเริ่มจากตาตุ่มขึ้นมาถึงโคนขา สำหรับแขนจะนวดเป็นวงกลมจากหัวไหล่ลงมาทางข้อมือค่ะ

ส่วนต่อมา การกระชับทรวงอก ผิวในร่มผ้าก็เป็นสิ่งสำคัญที่ไม่ควรขาดการดูแล สำหรับการนวดกระชับผิวทรวงอกนั้น ใช้วิธีคลึงเป็นวงกลมเช่นเดียวกัน โดยเริ่มจากด้านนอกเข้าสู่ด้านใน และจากฐานอกขึ้นไปตามลำคอจรดปลายคาง ส่วนนี้ให้นวดอย่างเบามือนะคะ

ส่วนที่สาม การนวดกระชับผิว การนวดแบบนี้ ให้ใช้ร่วมกับครีมเพื่อช่วยกระชับรูปร่าง จะได้ผลดีขึ้น เพราะจะช่วยขับไขมันและป้องกันการสะสมของไขมันอีกด้วย สำหรับวิธีการนวด ให้นวดเป็นวงกลมจากล่างขึ้นบน โดยอาจจะเพิ่มน้ำหนักมือขึ้นอีกนิดเพื่อช่วยในการขับไขมันที่ไม่พึงประสงค์ และปรับรูปร่างให้เพรียวบางได้สัดส่วนยิ่งขึ้น

และส่วนสุดท้าย การนวดขาเพื่อลดอาการบวมน้ำ สาเหตุสำคัญที่ทำให้ขาดูไม่กระชับก็มาจากอาการบวมน้ำนี่ล่ะค่ะ ลองแก้ไขด้วยการนวดด้วยน้ำมันบำรุงผิว หรือ Baby Oil โดยนวดจากข้อเท้าขึ้นสู่หัวเข่า และนวดที่เท้าเบาๆ จากนิ้วหัวแม่เท้า จนถึงข้อเท้า ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนเลือดให้ไปถึงส่วนปลายของร่างกาย ก่อนปิดท้ายการนวด ด้วยการลูบไล้เบาๆ ให้ทั่วทั้งเรียวขา จากล่างขึ้นบนเช่นเดียวกัน

เคล็ดลับง่ายๆ เพียงเท่านี้ล่ะค่ะ ที่จะช่วยทำให้ผิวของคุณสาวๆ ดูเนียนเรียบ รูปร่างเพรียวกระชับมากขึ้น ลองนำไปใช้กันดู แล้วได้ผลอย่างไรอย่าลืมมาเล่าสู่กันฟังด้วยนะคะ

เข้าใจ .. ห่างไกลโรคเลือด

healthy-red-blood-cells

การพยายามดูแลสุขภาพตัวเองด้วยการเลือกรับประทานอาหาร และการออกกำลังกายนั้น เป็นสิ่งที่คนรักสุขภาพปฏิบัติกันมาอย่างต่อเนื่อง จริงๆ แล้วการให้ความสำคัญกับระบบต่างๆ ที่อยู่ภายในร่างกายของเราก็สำคัญไม่แพ้กัน อย่างเช่นเรื่องของ “เลือด” ที่หมุนเวียนหล่อเลี้ยงร่างกายของเราเป็นต้น
บางคนอาจจะนึกสงสัยว่าเลือด เกี่ยวกับสุขภาพของเราอย่างไร ลองสังเกตสุขภาพของเราดูสิคะว่ามีอาการเหนื่อยง่าย เพลียง่าย แขนขาอ่อนแรง มือเย็น เท้าเย็น ผิวซีด เป็นตะคริวบริเวณสะโพก โดยที่เราเองก็ไม่ทราบว่าอาการเหล่านี้มาจากการที่ระบบการไหลเวียนของเลือดภายในร่างกายไม่ดี
ก่อนจะไปถึงเรื่องระบบการไหลเวียนของเลือด เรามาทำความรู้จักกับเลือดกันก่อนดีกว่าค่ะ เลือด หรือ ฮีโมโกลบิน เกิดมาจากการรวมตัวของธาตุเหล็ก กับ โปรตีน

ฮีม คือ องค์ประกอบของธาตุเหล็ก ทำหน้าที่ดักจับออกซิเจนจากส่วนต่างๆ ของร่างกาย
โกลบิน คือ โปรตีน ทำหน้าที่ผลิตเลือดจากสายพันธุกรรมของเรา

ร่างกายของเราสามารถสร้างธาตุเหล็กได้เองตามธรรมชาติ และร่างกายก็จะนำธาตุเหล็กเหล่านั้นไปสร้างโปรตีนหล่อเลี้ยงเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย
ระบบการไหลเวียนของเลือด เป็นเหมือนระบบขนส่งในร่างกายของเรานี่ล่ะค่ะ โดยจะขนส่งสารอาหาร ก๊าซออกซิเจน น้ำ ไปยังเซลล์ต่างๆ ในร่างกาย เป็นการนำสารเข้าและออกจากเซลล์ สามารถช่วยในการรักษาระดับอุณหภูมิ ความเป็นกรด และด่าง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาดุลยภาพของร่างกายอีกด้วยค่ะ

ทำไมเลือดจึงไหลเวียนไม่ดี ?

ถ้าจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพหลอดเลือดเราก็เหมือนกับท่อน้ำ เมื่อใช้ไปนานๆ ก็มีคราบไปอุดตันบ้าง โดยเฉพาะคนที่ทานอาหารประเภทไขมันมากๆ คราบเหล่านี้จะไปจับที่ผนังของหลอดเลือด ทำให้เลือดเดินทางไปหล่อเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ไม่สะดวก หรือบางครั้งเลือดที่ถูกดูดเอาสารอาหารแร่ธาตุต่างๆ ไปมาก ก็ทำให้เลือดขาดสารอาหารจนกลายเป็นสาเหตุของอาการโลหิตจางก็ได้

การไหลเวียนเลือดที่ไม่ดีถือว่าเป็นภาวะอันตรายและสามารถทำให้เกิดโรคหัวใจ การสูญเสียแขนขา โรคหลอดเลือดสมองอักเสบ และในหลายกรณีอาจทำให้ถึงแก่ชีวิตได้ แต่หากพบการไหลเวียนเลือดที่ไม่ดีตั้งแต่แรก เราก็จะสามารถป้องกันอันตรายร้ายแรงได้ค่ะ

จะรู้ได้อย่างไรว่าระบบไหลเวียนเลือดเราไม่ดี ?

การตรวจการไหลเวียนของเลือดของร่างกายนั้นจำเป็นต้องอาศัยคุณหมอในการตรวจ การตรวจเช็คสุขภาพประจำปีจึงเป็นสิ่งสำคัญในการดูแลรักษาสุขภาพในเบื้องต้น และป้องกันการเกิดโรคในระยะยาว สำหรับการเช็คระบบไหลเวียนเลือดในร่างกายนั้น คุณหมอจะใช้การตรวจร่างกายแบบ อัลตราซาวด์ โดยการฉีดสีเพื่อให้เกิดภาพ MRA และการฉีดสีเอ็กซ์ซเรย์ค่ะ

ปรับพฤติกรรมอย่างไรให้ห่างไกลโรคเลือด?

ง่ายที่สุดเห็นจะเป็นเรื่องการหายใจค่ะ เพราะการหายใจที่มีประสิทธิภาพ จะช่วยในเรื่องออกซิเจนที่จะไปอยู่ในเม็ดเลือด ช่วยให้เลือดสะอาด ไหลเวียนดี รวมไปถึงระบบการไหลเวียนของน้ำเหลืองด้วย

เลิกพฤติกรรมแย่ๆ อย่างการนั่งอยู่กับที่นานๆ ทำให้ร่างกายปฎิเสธการรับออกซิเจน ทำให้เกิดภาวะเครียด ระบบไหลเวียนเลือดไม่ดี ร่างกายจะไม่ขับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และท็อกซินออกจากร่างกาย

ท่านั่งที่ควรหลีกเลี่ยงก็คือ การนั่งแบบโน้มตัวไปด้านหน้า เพราะท่านั่งนี้จะไปกดทับหน้าอกและหัวใจ ทำให้การสูบฉีดเลือดทำได้ลำบากขึ้น ออกซิเจนก็ไหลเวียนได้น้อย

นอกจากนั้นยังรวมไปถึงการเลิกสูบบุหรี่ การควบคุมความดันโลหิต และการบริโภคอาหารที่มีคอเลสเตอรอลต่ำ การไหลเวียนของเลือดที่ไม่ดีนั้น สามารถป้องกันได้ด้วยการรับประทานอาหารที่ดีต่อสุขภาพปราศจากไขมันและการออกกำลังกายเป็นประจำค่ะ

อร่อยแบบไม่มีไขมัน

สำหรับผู้ที่กำลังอยากจะลดน้ำหนักส่วนเกิน นอกเหนือจากเรื่องของน้ำตาลในรูปต่างๆ ที่แฝงมาในเครื่องดื่มประจำวันของเรา ซึ่งจะถูกแปรรูปไปเป็นไขมันสะสมเมื่อพลังงานส่วนเกินที่ร่างกายรับเข้ามาไม่ได้ถูกใช้งานจนหมดแล้ว สำหรับผู้ที่มีปัญหาน้ำหนักเกิน และอยากจะลดน้ำหนักลงซักหน่อย อาจจะเลือกรับประทานอาหารที่ลดปริมาณของแป้งลง เพราะแป้งและน้ำตาลนี่ล่ะค่ะ ตัวการสำคัญของน้ำหนักส่วนเกินกันเลย

ลดแป้ง ลดน้ำตาล กันแล้ว แต่ร่างกายก็ยังคงต้องการวิตามิน และสารอาหารที่จำเป็น เพื่อให้ร่างกายไม่ทรุดโทรม เมนูอาหารที่แนะนำ ก็คงหนีไม่พ้นเมนูผักต่างๆ ทั้งผักสลัดหลากหลายชนิดก็มีให้เลือกกันอย่างจุใจ มีประโยชน์ต่างๆ กัน ตามที่ได้เคยนำมาฝากกันแล้ว  กับเมนูอีกประเภท ก็คือเมนูประเภทโปรตีน ซึ่งอาจได้รับจาก ถั่ว นม ไข่ และเนื้อสัตว์ เป็นต้นค่ะ

วันนี้ เราเลยมีเมนูอร่อยๆ ที่ให้ทั้งสารอาหารที่เป็นประโยชน์ มีไขมันต่ำ ให้โปรตีนสูง และสามารถทำทานเป็นอาหารเย็นกันได้ง่ายๆ ทั้งอร่อย และไม่ต้องกังวลเรื่องอ้วนกันอีกด้วย นำมาฝากกัน

ปลาแซลมอนนึ่งมะนาว
ชื่อเมนูคุ้นๆ ที่ไม่น่าจะแปลกอะไร แต่เราลองมาดูกันค่ะ ว่าเมนูอร่อยๆ นี้ สามารถทำทานกันได้ง่ายมากๆ และเมื่อเปลี่ยนจากการทานคู่กับข้าว ลองปรับมาทานคู่กับผักสลัดสดๆ นอกจากจะอร่อย เข้ากันได้เป็นอย่างดีแล้ว ยังให้วิตามิน โปรตีน และสารอาหารที่เป็นประโยชน์อย่างครบถ้วนเลยล่ะค่ะ

วิธีทำก็ง่ายแสนง่าย เพียงเตรียมส่วนผสมตามนี้
1. ปลาแซลมอน น้ำหนักประมาณ 300-400 กรัม
2. ซีอิ๊วขาว 2 ช้อนโต๊ะ
4. กระเทียมสับละเอียด 2 ช้อนโต๊ะ
5. พริกขึ้หนูสับละเอียด 2 ช้อนโต๊ะ
6. น้ำมะนาว 3 ช้อนโต๊ะ
7. ใบขึ้นฉ่าย ใบสะระแหน่
8. บ๊วยดองเค็ม
9. น้ำปลา น้ำตาล สำหรับปรุงรส
10. น้ำซุป 1/4 ถ้วยตวง (ใช้ซุปกระป๋องหรือใช้คนอร์ผสมน้ำก็ได้)

เริ่มต้นด้วยการล้างปลาให้สะอาดซักหน่อย แล้ววางใส่จาน วางใบขึ้นช่าย เพื่อดับกลิ่นคาวปลาซักเล็กน้อย ใส่บ๊วยดองเค็มเพื่อเพิ่มความกลมกล่อมของรสชาติ ราดด้วยน้ำซุปที่เตรียมไว้ และเติมซีอิ้วขาวอีกหน่อย นำปลานึ่งด้วยไฟปานกลางประมาณ 10-15 นาที จนปลาสุก
ระหว่างนั้นเตรียมน้ำราด โดยการนำกระเทียม พริกสับละเอียด ผสมรวมกับน้ำมะนาว ปรุงรสด้วยน้ำปลา และน้ำตาลเพียงเล็กน้อย จนได้รสชาติที่ถูกใจ เตรียมรอไว้

เมื่อปลาสุก นำจานปลาที่นึ่งสุกแล้วออกมา ราดด้วยน้ำราดที่เตรียมไว้ โรยหน้าด้วยใบสะระแหน่ซักหน่อย เมนูปลาอร่อยๆ ก็พร้อมเสิร์ฟกันแล้วค่ะ แนะนำว่าลองทานคู่กับผักสลัดสดๆ แทนการทานกับข้าวสวย รับประกันว่าทั้งอร่อย ทั้งได้ประโยชน์จากสารอาหารอย่างครบครันเลยล่ะค่ะ ^^

อาบน้ำให้ถูกวิธี

Effects Of Taking A Cold Shower

วันนี้ ชวนสาวๆ มาสำรวจตัวเองกันสักหน่อย ว่าตอนอาบน้ำเราอะไรกันบ้าง เพราะหลายๆ อย่างที่เราทำกันประจำๆ เราอาจจะไม่รู้เลยว่าอาจจะเป็นผลเสียโดยไม่รู้ตัว มาไล่ดูกันตั้งแต่เส้นผม จรดไปถึงปลายเท้ากันเลยดีกว่าค่ะ
เริ่มต้นที่เส้นผม การสระผมทุกวัน ไม่ใช่สิ่งที่ดีค่ะ เพราะการสระผมทุกครั้ง หมายความถึงน้ำมันที่ถูกชะล้างออกจากโคนผม ยิ่งสระบ่อย ร่างกายของเราก็ยิ่งต้องผลิตขึ้นมาใหม่ให้เพียงพอ กลายเป็นว่าผมของเรากลับยิ่งมันขึ้นไปอีก สระผมเพียงแค่วันเว้นวัน หรือ 2 ครั้งต่อสัปดาห์ก็เพียงพอแล้วค่ะ เพียงเท่านี้ผมก็สวยเงางาม ไม่มันเยิ้มแน่นอน นอกจากนั้น การใช้ผ้าขนหนูห่อผมไว้หลังสระผมแบบในทีวี ไม่ใช้สิ่งที่ควรเลียนแบบนะคะ เพราะหลังจากเราสระผม ขณะที่เส้นผมเปียกเป็นช่วงเวลาที่เส้นผมจะอ่อนแอกว่าปกติ การไปห่อๆ หมักๆ ไว้นั้น กลับจะยิ่งทำให้เส้นผมพันกัน เป็นการทำร้ายเส้นผมแบบไม่รู้ตัว ทางที่ดี ควรใช้ผ้าขนหนูแห้งค่อยๆ ซับน้ำออกจากผมจะดีกว่า แต่อย่าขยี้ผมแรงนะคะ เดี๋ยวเส้นผมจะขาดและแตกปลายง่ายค่ะ

เพิ่มเติมอีกนิดในส่วนของหนังศีรษะ การนวดศีรษะในระหว่างการสระผม โดยเฉพาะสาวๆ ที่เข้าร้านทำผมบ่อยๆ ทราบหรือไม่คะ ว่านั่นเป็นการกระตุ้นต่อมไขมัน ให้ผลิตออกมามากเกินความจำเป็น โดยเฉพาะการนวดบริเวณกระหม่อม อันที่จริง ส่วนที่เราควรจะนวดคือปลายผมค่ะ เพราะปลายผมส่วนใหญ่มักขาดน้ำมันหล่อเลี้ยง จะแห้งอยู่บ่อยๆ

อาบน้ำเสร็จ ใครที่มัวเลือกชุดสวย ปล่อยผิวให้แห้ง ทราบหรือไม่คะว่าเรากำลังจะสูญเสียนาทีทองในการบำรุงผิวไป เพราะหลังอาบน้ำเสร็จนั้นเป็นช่วงเวลาดีที่รูขุมขนจะเปิดรับครีมบำรุงผิวที่จะไปช่วยบำรุง ฟื้นฟูผิวของเราค่ะ ซึ่งถ้ารอจนผิวแห้ง รูขุมขนก็จะปิด ทาครีมเท่าไหร่ก็ไม่ซึมเข้าผิวค่ะ ครั้งต่อไป แนะนำว่า อาบน้ำเสร็จ เช็ดตัวให้แห้งพอหมาดๆ แล้วทาครีมทันทีเลยค่ะ

ต่อมา สำหรับหนุ่มสาวนักกีฬา การไม่อาบน้ำหลังการออกกำลังกาย อันนี้ต้องระวังให้มาก ในเมื่อเราออกกำลังกายเพื่อดูแลสุขภาพแล้ว ก็ควรจะดูแลสุขผิวกันด้วย ทุกๆ ครั้งที่เราออกกำลังกาย คราบเหงื่อไคลจะทำให้เกิดแบคทีเรียที่เพิ่มจำนวนขึ้นมาก อาจทำให้เกิดผดผื่นได้ง่าย และยิ่งถ้าผิวอุดตัน หรือมีความสกปรกก็จะทำให้เกิดปัญหาสิวที่หลังได้ง่ายๆ ยิ่งไปกว่านั้น บางคนใส่เสื้อผ้าชื้นๆ ปล่อยให้ร่างกายชื้นเหงื่อ ปัญหาโรคปอดก็จะตามมาอีกด้วย ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ เลยค่ะ ต่อไปนี้ ถ้าจะออกกกำลังกาย เผื่อเวลาไว้อาบน้ำด้วยนะคะ
สุดท้าย เรื่องของเท้า กับวันทั้งวันที่เราต้องใส่รองเท้าเดินไปไหนต่อไหน ยิ่งกับรองเท้าคัทชูคู่โปรดที่เท้าโดนอบเอาไว้ ยิ่งจะช่วยให้เชื้อแบคทีเรียทั้งหลายเติบโตอย่างสนุกเลยล่ะค่ะ สาวๆ บางคน พอถึงเวลาอาบน้ำก็เอาเท้าถูๆ กันยกใหญ่ จริงๆ แล้วไม่จำเป็นต้องรุนแรงถึงขนาดนั้นหรอกค่ะ การทำความสะอาดเท้าสวยๆ ด้วยสบู่อ่อนๆ แต่ขัดเบาๆ ให้ทั่วตามร่องนิ้ว ตามซอกมุมต่างๆ แล้วเช็ดให้แห้งก็พอเพียง และไม่ทำให้เกิดการถลอกของผิวหนังอีกด้วย

เอาล่ะค่ะ ว่าด้วยเรื่องการอาบน้ำตั้งแต่ผม จรดปลายเท้า แต่ขอแอบเว้นการทำความสะอาดผิวหน้าไว้ซักหน่อย ครั้งหน้าเรามาดูกันค่ะ ว่าการทำความสะอาดผิวหน้า ทำอย่างไรถึงจะเหมาะ
พบกันใหม่สัปดาห์หน้านะคะ ^^

ปวดท้อง ใครก็ไม่อยากเป็น

ปวดท้อง อาการป่วยที่ใครก็ไม่อยากเป็น ที่สำคัญ หลายๆ ครั้ง อาการปวดที่ว่า ยังเดาไม่ได้อีกว่าปวดเพราะอะไร วันนี้มาดูกันค่ะ ว่าอาการปวดแต่ละลักษณะอาจเกิดจากอะไรได้บ้าง

แสบร้อนกลางอก

อาการ : ความรู้สึก ทั้งแสบ และร้อน มักวิ่งขึ้นมาตามช่องอก
ทางแก้ : ยาลดกรดเป็นของคู่กันกับอาการนี้ ถ้าทานยาแล้วการการแสบร้อนหายไปก็สบายใจไม่ต้องกังวล แต่ถ้าอาการดังกล่าวกลับมาบ่อยๆ หรือปล่อยไว้นานๆ กรดจะทำลายหลอดอาหาร ทำให้กลืนอาหารลำบาก ไม่อยากอาหาร น้ำหนักลด จนถึงขั้นอาการรุนแรง ต้องรีบปรึกษาแพทย์

แผลเปื่อยเพปติก
อาการ : คลื่นไส้ กินแล้วหิวบ่อย ปวดท้องตื้อๆ ต่อเนื่อง
ทางแก้ : ทานยาลดกรดเพื่อลดอาการปวด อาการป่วยแบบนี้เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย H’pylori ควรปรึกษาแพทย์เพื่อเพื่อจัดการกับเจ้าเชื้อร้ายนี้ อย่านิ่งนอนใจ เพราะถ้าปล่อยไว้นานไป อาการอาจลุกลามไปถึงขั้นตกเลือด หรือลำไส้ทะลุก็เป็นได้

กระเพราะอาหาร และลำไส้เล็กอักเสบ
อาการ : ปวดเกร็งท้อง ท้องเสีย มีไข้ คลื่นไส้และปวดท้องเป็นระยะ
ทางแก้ : ดื่มน้ำเยอะๆ เพราะการถ่ายบ่อยจะทำให้ร่างกายขาดน้ำ รอดูอาการสักนิด ถ้าคุณมีภาวะขาดน้ำ ไข้ขึ้นสูงเกิน 2 วันต้องรีบปรึกษาแพทย์ด่วน
ท้องอืด
อาการ : อึดอัด บวม แน่นท้อง ปวดแปล๊บรุนแรง
ทางแก้ : ทานคาร์โบไฮเดรต จะทานโยเกิร์ต หรือสเต็กก็ได้ตามใจชอบ เพราะคาร์โบไฮเดรต และ โปรไบโอติก(ในโยเกิร์ต) จะช่วยลดแก๊สส่วนเกินในกระเพาะและลดอาการปวดแน่นท้องได้ในที่สุด

ไส้ติ่งอักเสบ
อาการ : มีอาการปวดบริเวณท้องส่วนบนอย่างมาก เหมือนโดนโจมตีอย่างเฉียบพลัน จากนั้นก็ย้ายมาทางท้องน้อยด้านขวา คลื่นไส้ อาเจียน มีไข้
ทางแก้ : รีบไปหาแพทย์ด่วนๆ เพราะอาการจะหนักขึ้นเรื่อยๆ ภายใน 24 ช.ม. ถ้าปล่อยไว้ไส้ติ่งอาจแตก เชื้อโรคกระจายไปทั่วช่องท้อง

อาการปวดท้อง อาจมีความซับซ้อนกว่าที่เราเข้าใจ ถึงแม้จะพอสังเกตได้เบื้องต้น ว่าอาการปวดของเราน่าจะเป็นเพราะอะไร แต่ถ้าอาการรุนแรง หรือไม่แน่ใจ ทางที่ดี ควรรีบไปพบแพทย์นะคะ เพราะอาการปวดอาจจะเกิดจากหลายๆ สาเหตุได้ในเวลาเดียวกัน และการปล่อยไว้นาน อาจทำให้การรักษายากขึ้นได้ค่ะ

ทำอย่างไรดี ใส่หน้ากากอนามัยแล้วสิวขึ้น ? 

การดูแลตัวเองจากเชื้อโรค และฝุ่นควันด้วยการใส่หน้ากากอนามัยเป็นเรื่องจำเป็นในปัจจุบัน แต่ปัญหากวนใจที่ตามมาคงหนีไม่พ้นเรื่องสิว ที่เห่อขึ้นบนใบหน้า วันนี้เราจึงมีข้อแนะนำดีๆ มาฝากกันค่ะ

  • เลือกหน้ากากอนามัยที่ระบายอากาศได้ดี เพราะหน้าของเราต้องสัมผัสกับหน้ากากโดยตรง หากใช้หน้ากากอนามัยทั้วไปควรหันให้ถูกด้าน โดนหันส่วนที่มีสี เช่น สีเขียว สีฟ้า สีดำ ออก เพราะส่วนนั้นจะมีสารเคลือบที่ทำให้ผิวระคายเคืองได้ หรือ ถ้าสวมใส่หน้ากากผ้า ก็ควรเลือกที่อากาศถ่ายเทได้ดี แห้งไว ไม่อับชื้น
  • เลือกหน้ากากอนามัยที่สวมใส่พอดี เพราะบางคนเลือกใช้หน้ากากที่ไม่พอดี คับเกิดไปจนเกิดการเสียดสีกับผิวหน้า ยิ่งใช้นานๆ ผิวยิ่งระคายเคือง และเกิดอาการอักเสบ จึงควรเลือกใช้ขนาดที่เหมาะสม
  • เปลี่ยนหน้ากากอนามัยบ่อยๆ อากาศบ้านเราค่อนข้างร้อน ผิวขับเหงื่อออกมาได้ง่าย จึงทำให้เป็นที่สะสมของเชื้อแบคทีเรีย เราจึงควรมีหน้ากากสำรองไว้เปลี่ยนบ่อยๆ
  • ลดการแต่งหน้า เพราะผิวของเราต้องการการระบายอากาศ การสวมใส่หน้ากากทำให้ผิวระบายอากาศได้ยากแล้ว การแต่งหน้าด้วยเครื่องสำอางก็ยิ่งทำให้ผิวระบายอากาศยากเข้าไปอีก จึงทำให้เกิดการอุดตัน ซึ่งเป็นต้นตอของการเกิดสิวนั่นเองค่ะ
  • การรักษาความสะอาก นอกจากการล้างมือบ่อยๆ แล้ว หลังจากการรับประทานอาหารเราควรบ้วนปาก และล้างบริเวณรอบๆ ปาก เพื่อให้เศษอาหาร หรือ อาหารที่กระเด็นมาติดล้างออกไป เพื่อลดการสะสมของเชื้อแบคทีเรียและนำไปสู่การสะสมของเชื้อโรคต่างๆ
  • เสริมความแข็งแรงให้ผิว นอกจากการป้องกันและรักษาความสะอาดแล้ว การมีผิวที่แข็งแรงก็นับเป็นปราการที่สำคัญที่สุดที่จะช่วยลดการเกิดสิว ก็เหมือนกับร่างกายที่แข็งแรงเราก็จะไม่ติดโรคได้ง่ายค่ะ

บอกเคล็ดลับดีๆ กับไปแล้ว อย่าลืมไปทำตามกันด้วยนะคะ หน้าจะได้สะอาดสดใสแบบไร้สิวมากวนใจกันค่ะ

คุณค่าจากเมนูอาหารจีน

ผ่านวันสารทจีนกันมาหมาดๆ วันนี้เรามาว่ากันด้วยเรื่องอาหารจีนกันซักหน่อยดีกว่าค่ะ เพราะเป็นที่ทราบกันดี ว่าวัฒนธรรมของชาวจีนหลายๆ อย่าง ได้ฝังรากลึก กลมกลืนอยู่ในวัฒนธรรมของไทยเรา ซึ่งก็รวมถึงเรื่องของอาหารการกิน ที่ชาวจีนมักจะเลือกทานอาหารที่ดี และเป็นมงคล ยิ่งในช่วงเทศกาลพิเศษต่างๆ อาหารก็จะถูกคัดสรรเป็นพิเศษอีกด้วย
ที่สำคัญทราบไหมคะ ว่าอาหารจีนหลายๆ เมนู นอกจากจะมีความหมายที่สื่อถึงเรื่องราวดีๆ แล้ว แต่ละเมนูยังซ่อนประโยชน์เอาไว้อีกมากมาย โดยเฉพาะเรื่องของการบำรุงสุขภาพ

วันนี้มาดูกันดีกว่าค่ะว่าแต่ละเมนูจะมีประโยชน์อะไรซ่อนอยู่บ้าง

“ลูกชิ้นปลา” ตามความเชื่อของชาวจีนนั้น ลูกชิ้นปลากลมๆ สีขาว มีหมายถึง ความสมบูรณ์ มีเหลือกินเหลือใช้ เพราะความกลมของลูกชิ้นหมายถึงความราบรื่น จะทำงานการอะไรก็สำเร็จได้โดยง่าย ไร้อุปสรรคค่ะ
ประโยชน์ของลูกชิ้นปลา มาจากวัตถุดิบที่เลือกใช้ เพราะการจะทำลูกชิ้นให้อร่อยก็จะต้องใช้ปลาทะเลหลายชนิดผสมกันจนเป็นสูตรเฉพาะ เนื่องจากปลาทะเลจะมีกล้ามเนื้อที่เหนียวนุ่มกว่าปลาน้ำจืด และยังมีกลิ่นคาวน้อย อร่อย เป็นที่ชื่นชอบของสมาชิกทั้งครอบครัว ด้วยวัตถุดิบจากเนื้อปลาทะเลนี่ล่ะ ที่ทำให้ลูกชิ้นปลาอุดมไปด้วยโอเมก้า 3 ที่ช่วยบำรุงสมองค่ะ

“ผัดตับกับกุยช่าย” ภาษาจีนนั้น คำว่า “ตับ” จะออกเสียงว่า “กัว” ที่แปลว่า ขุนนาง และ “กุยช่าย”จะออกเสียงว่า “กุ่ย” ที่แปลว่า แพง รวย เมนู ผัดตับกับกุยช่าย จึงหมายถึงยศศักดิ์ และฐานะที่ดี
ประโยชน์ของตับนั้น มาจากส่วนประกอบหลักที่เป็นโปรตีน สารอาหารสำคัญที่ร่างกายต้องการเพื่อใช้ในการเสริมสร้างกล้ามเนื้อและซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ นอกจากนั้น ตับยังเป็นแหล่งรวมของวิตามินที่มีประโยชน์ เช่น วิตามินเอ ช่วยสร้าง บำรุงรักษาผิวหนัง และผนังเยื่อจมูก ช่องในลำไส้ ทำให้เนื้อเยื่อในตาแข็งแรง อีกทั้งตับอุดมไปด้วยธาตุเหล็ก ซึ่งเป็นแร่ธาตุที่จำเป็นในระบบหมุนเวียนเลือด ช่วยเสริมสร้างฮีโมโกลบิน (Hemoglobin) ที่เป็นส่วนประกอบสำคัญของเม็ดเลือดแดง ที่ทำหน้าที่รวมตัวกับออกซิเจนเพื่อนำไปเลี้ยงสมอง และอวัยวะส่วนต่างๆของร่างกาย


สำหรับกุยช่ายนั้น อุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์อย่างเช่น ฟอสฟอรัส แคลเซียม รวมถึงวิตามินเอ ที่ช่วยบำรุงเซลล์ในส่วนต่างๆ ของดวงตาให้แข็งแรง และเป็นสิ่งจำเป็นในการเปลี่ยนแสง ไปอยู่ในรูปของสัญญาณประสาทที่ส่วนของจอตา ช่วยในการมองเห็น และสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย ผักสีเขียวเข้มอย่างกุยช่ายยังอุดมไปด้วยธาตุเหล็กที่ช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดง และเป็นส่วนประกอบของฮีโมโกลบินในเม็ดเลือด และช่วยขจัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากร่างกาย
กลิ่นฉุนของกุยช่ายเกิดจากสารอัลลิซิน ซึ่งเป็นสารประกอบกำมะถันที่มีฤทธิ์ในการลดคลอเรสเตอรอลชนิดไม่ดีในเลือด ลดความดันเลือด ซึ่งเราสามารปรุงโดยความร้อนเพื่อให้มีรสหวานขึ้น และมีกลิ่นฉุนลดลง แต่ถ้ากินสด ๆ ก็จะได้รับวิตามินซีมากกว่าค่ะ ที่สำคัญกุยช่ายเขียวจะ ให้เบตาแคโรทีนมากกว่ากุยช่ายขาวนะคะ

“แกงจืด”ความเชื่อของชาวจีนนั้น “น้ำแกง” เป็นสัญลักษณ์ของชีวิตลูกหลาน รสของน้ำแกงที่หวานกลมกล่อม ก็จะหมายถึงชีวิตลูกหลานที่จะราบรื่นตามไปด้วย ในภาษาจีนนั้นคำว่า “แกงจืด” จะออกเสียงว่า “เช็ง-ทึง”และคำว่า “เช็ง” นี้เองที่แปลว่า ใส หรือหวาน
ประโยชน์ของแกงจืดที่มีต่อร่างกาย คือ น้ำซุปส่วนใหญ่มักปรุงจากกระดูก เนื้อสัตว์ ผัก หรือเครื่องเทศต่างๆ ซึ่งจะอุดมไปด้วยสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ทั้งยังเป็นอาหารที่ย่อยง่าย ร่างกายสามารถดูดซึมสารอาหารไปใช้ได้อย่างเต็มที่ค่ะ
“เป๋าฮื้อ”ในภาษาจีน จะเรียกหอยชนิดนี้ว่า เป๋าฮื้อ เหมือนบ้านเรา สำหรับคำว่า “เป๋า” สำหรับภาษาจีนจะแปลว่า “ห่อ” ส่วนคำว่า “ฮื้อ” นั้นจะมีความหมายว่า “เหลือกินเหลือใช้” เป๋าฮื้อจึงหมายความถึงการห่อความมั่งคั่งเหลือกินเหลือใช้นั่นเองค่ะ


“เต้าหู้”ความเชื่อของชาวจีนนั้น เต้าหู้หมายถึง ความสุขในชีวิต รวมถึงบุญกุศลอีกด้วย ในภาษาจีนออกเสียงเต้าหู้ว่า “โต ฟู ฟู” ที่แปลว่า บุญ และ ความสุข
ประโยชน์ของเต้าหู้ที่มีต่อร่างกาย คือ เต้าหู้ เป็นผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองซึ่งให้คุณค่าทางโภชนาการสูง โดยเฉพาะสารอาหารประเภทโปรตีน เต้าหู้ให้โปรตีนมากกว่าเนื้อสัตว์บางชนิดถึงสองเท่าในปริมาณที่เท่ากัน และยังมีราคาถูกอีกด้วย ทั้งยังเป็นอาหารที่ย่อยง่าย ไม่มีคอเลสเตอรอล นอกจากนั้นยังมีเลซิติน ที่ช่วยลดไขมันและช่วยส่งเสริมการทำงานของระบบประสาทที่เกี่ยวกับความทรงจำ และมีฮอร์โมนจากพืชคือ ไฟโตเอสโทรเจน ที่มีการวิจัยพบว่ามีผลในการป้องกันมะเร็ง และเป็นผลดีต่อผู้หญิงในช่วงก่อนหมดประจำเดือน คือช่วยชะลอภาวะหมดประจำเดือน และลดความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านมอีกด้วยค่ะ


“สาหร่ายทะเล” ความเชื่อของชาวจีนนั้น สาหร่ายสื่อถึงความร่ำรวย รวมไปถึงความโชคดีชีวิต ในภาษาจีนสาหร่ายจะออกเสียงว่า “ฮวกฉ่าย”ที่มีความหมายว่า โชคดี ร่ำรวย
ประโยชน์ของสาหร่ายที่มีต่อร่างกายคือ อุดมไปด้วย ไอโอดีน ร่างกายของเราต้องการไอโอดีนประมาณ 0.1-0.3 มิลลิกรัมต่อวัน เพื่อป้องกันโรคคอพอก นอกจากนั้นยังมี ธาตุเหล็ก ที่ช่วยบำรุงผิวพรรณให้ดูมีน้ำมีนวล บำรุงเส้นผมให้ดกดำเป็นมันเงางาม รวมทั้งมี สังกะสี ที่เป็นส่วนประกอบของเอนไซม์ในร่างกาย ช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน มีใยอาหาร ช่วยทำให้ท้องไม่ผูก และยังช่วยเร่งการขับถ่ายสารพิษต่างๆ ในทางเดินอาหารอีกด้วยค่ะ

เรื่องราว ภูมิปัญญา ความรู้ และประวัติศาสตร์อันยาวนานของชาวจีน ล้วนถูกถ่ายทอดผ่านความวิจิตรบรรจงของการปรุงอาหารแต่ละเมนู ทั้งในเรื่องของความเป็นมงคลในการเรียกขาน และคุณค่า ประโยชน์ที่มีต่อร่างกาย
ได้ความรู้ดีๆ กันแล้ว ใครชอบใจกับเมนูไหน เลือกหาทานกันได้เลยค่า ^^

เครื่องดื่มสุขภาพ ทำเองได้ง่ายๆ

สภานการณ์ Covid-19 ยังคงน่าเป็นห่วง การลดการเดินทางและติดต่อพบปะกับผู้คนเป็นสิ่งที่เราต้องช่วยกัน เพื่อลดความเสี่ยงทั้งกับตัวเราเอง และกับทุกๆคน ในสังคม
ช่วงที่หลายๆ คนทำงานจากที่บ้านกันช่วงนี้ ลองมาหาอะไรใหม่ๆ อย่างเมนูเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพแบบง่ายๆ ทำกันดีกว่าค่ะ

เมนู น้ำลูกเดือยสไตล์ Raw Food ที่ใช้ส่วนผสมเพียงแค่ 4 อย่างเท่านั้น คือ ลูกเดือย ถั่วเหลือง อินทผลัมและ น้ำอัลมอลต์ ตระกูลถั่วทั้งนั้นเลยค่ะ

เตรียมส่วนผสมพร้อมแล้ว มาเริ่มทำกันเลย
– นำ “ลูกเดือย กับ ถั่วเหลืองดิบ” มาล้างน้ำสะอาดสัก 2 ครั้ง ใส่โถแช่ไว้ตั้งแต่หัวค่ำ เพราะต้องใช้เวลาถึง 1 คืนเลยทีเดียว กว่าจะนิ่มได้ที่
– ดึกหน่อยก็ถึงคราวของอัลมอนด์บ้าง ให้นำเมล็ดอัลมอนด์แช่น้ำสะอาดใช้ไว้ประมาณ 6 ชั่วโมง ที่ต้องนำมาแช่น้ำก็เพื่อลดสารท๊อกซิน ทั้งจะบดจะปั่นก็ง่ายขึ้นค่ะ สาวๆ ก็ไปพักผ่อนสวยๆ กันก่อน
– ตื่นเช้ามาก็เทน้ำออกจากลูกเดือยและถั่วเหลือง หาผ้าขาวบางมาห่อลูกเดือยและถั่วเหลืองที่ได้ แล้วนึ่งเลยค่ะ นึ่งจนสุกแล้วถึงจะเอามาพักไว้
– นำอินทผลัมไปแช่น้ำก่อนสักนิด เพราะแช่ไว้แค่ 5 นาที อินทผลัมก็นิ่มพอจะให้แกะเมล็ดด้านในออกและพร้อมปั่นแล้ว
– จากนั้น ก็ถึงขั้นตอนการปั่น นำอัลมอนด์ที่นิ่มแล้วปั่นพร้อมน้ำสะอาดสักแก้วหนึ่ง ปั่นจนละเอียดแล้วจึงกรองด้วยผ้าขาวบาง
– ได้น้ำอัลมอนด์แล้ว เอามาเพิ่มความหวานด้วยการปั่นอีกรอบ ครั้งนี้ให้ปั่นพร้อมอินทผลัมค่ะ จะได้เติมความหวานกลมกล่อม ช่วยให้อร่อยขึ้นอีกเป็นกอง
– เทน้ำนมอัลมอนด์ลงในถ้วย พร้อมใส่ลูกเดือย กับถั่วเหลืองที่นึ่งสุกแล้ว รับประทานคู่กัน อร่อยอย่าบอกใครเลยค่ะ

ทำกันง่ายๆ แต่ลองมาดูคุณค่าทางอาหารที่ได้จากเมนูนี้กันซักหน่อย
ส่วนผสมและวัตถุดิบล้วนเป็นธัญญพืช สารอาหารหลักคือโปรตีน ร่างกายของเราสามารถนำไปใช้ซ่อมแซมเซลส์ต่างๆ ช่วยชะลอวัย กับความหวานน้อยๆก็จะช่วยเพิ่มพลังและเติมความสดชื่น และไฟเบอร์ที่ได้จากอัลมอนด์ก็จะช่วยลดอัตราเสี่ยงจากการเกิดมะเร็งได้อีกด้วย

เป็นอย่างไรคะ เมนูง่ายๆกับคุณภาพคับแก้วเมนูนี้เริ่มน่าสนใจมากขึ้นหรือยัง
พร้อมแล้ว ลุยค่ะ ^^